1 ทศวรรษ โรงเรียนเตรียมสามเณร ในพระราชูปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522879

1 ทศวรรษ โรงเรียนเตรียมสามเณร ในพระราชูปถัมภ์

ย้อนไปวันที่ 18 ก.พ. 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาธรรมราชาธิราช ซึ่งเป็นอาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรมของวัดครึ่งใต้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย อันเป็นบ้านเกิดของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ในการนั้นทรงเป็นประธานเปิดโรงเรียนเตรียมสามเณร (ต.ส.) แห่งแรกของประเทศไทยที่วัดครึ่งใต้และทรงรับโรงเรียน ต.ส. ไว้ในพระราชูปถัมภ์ด้วย

โรงเรียนเตรียมสามเณร คือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญของวัดครึ่งใต้ ซึ่งพระมหาวุฒิชัยได้เข้ามายกระดับและพัฒนาเป็นโมเดลโรงเรียนเตรียมสามเณรแห่งแรกของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยมีโรงเรียนเตรียมทุกประเภท ทั้งเตรียมแพทย์ เตรียมครู เตรียมทหาร แต่ไม่มีโรงเรียนเตรียมสามเณร ที่จะพัฒนาสามเณรให้มีคุณภาพ และเป็นกำลังของพระศาสนาในอนาคต

วันที่ 18 ก.พ. 2561 เป็นวันที่โรงเรียน ต.ส. วัดครึ่งใต้ ครบรอบ 10 ปีพอดี เชื่อว่าทั้งชาวบ้านและชาววัดคงอยากจะทราบความคืบหน้าของโรงเรียนแห่งนี้ว่าพัฒนาและเกิดผลสัมฤทธิ์ไปถึงไหนแล้วภายใต้การขับเคลื่อนโดยพระนักคิด นักเขียน นักเผยแผ่ และพระนักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์อย่างพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย

ยุคแรก สร้างรากฐานความเป็นเลิศทางวิชาการ

พระมหาวุฒิชัย เล่าว่า นับแต่วันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนเตรียมสามเณรและทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ การพัฒนาก็ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้นเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทางโลกคู่กับทางธรรม ตามแนวคิดทางโลกก็เลิศล้ำทางธรรมก็เลิศลอย โดยมีหลวงพ่อพุทธทาส สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) องค์ดาไลลามะ ท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นต้นแบบพระที่มีความรู้ทางโลกเลิศล้ำทางธรรมเลิศลอยและสามารถทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างได้ผลเป็นรูปธรรมที่สุด

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่า ปีที่แล้วสามเณรโรงเรียน ต.ส. สามารถบรรยายธรรมชนะเลิศเป็นภาษาอังกฤษระดับประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และบรรยายธรรมถวาย 5 นาที พระองค์โปรดพระราชทานผ้าไตรและทุนการศึกษาแด่สามเณรด้วย ขณะเดียวกันในปีนี้สามเณรของโรงเรียนก็ชนะเลิศอันดับ 1 ในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (Buddhism National Educational Test) หรือ B-Net ถึง 3 วิชา (ทั้งหมด 4 วิชา คือบาลี ธรรม พุทธประวัติ และวิชาวินัย) อีกด้วย

“ถึงตอนนี้โรงเรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญที่มีอยู่ประมาณ 409 วัด ในขณะเดียวกันเราได้ส่งสามเณรรุ่นพี่ไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งที่เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เกินกว่า 20 รูป ซึ่งตรงนี้จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของการพระศาสนาในอนาคตสืบไป นี่คือยุคแรก ยุคสร้างรากฐานทางวิชาการให้มีความเป็นเลิศในระดับประเทศไทย”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ยุคที่ 2 สร้างแรงจูงใจคนรุ่นใหม่เข้ามาบวชเรียน

พระมหาวุฒิชัย ยอมรับว่า ปัจจุบันจำนวนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาบวชเรียนลดน้อยถอยลงไปมาก สามารถไปดูสถิติพระอารามหลวงใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ สิบปีที่แล้วจัดบวชภาคฤดูร้อนปีละ 200-300 คนต่อวัด เดี๋ยวนี้ประมาณ 6 ใน 10 วัดต้องยกเลิกการจัดกิจกรรมบวชภาคฤดูร้อนไปโดยปริยาย เนื่องจากไม่มีตัวป้อนเข้ามาสู่พระศาสนา ฉะนั้นทำอย่างไรเยาวชนคนรุ่นใหม่จึงจะสนใจเข้ามาบวชเป็นศาสนทายาท

พระเจ้าของโครงการเล่าต่อว่า ปิดเทอมหน้าเป็นต้นไปและทุกปิดเทอมจะส่งสามเณรที่มีความประพฤติดีเยี่ยมและการศึกษาดีเยี่ยมไปเรียนภาษาอังกฤษ ณ ธรรมศาลา ที่ประทับขององค์ดาไลลามะ ที่นั่นมีสถาบันสอนภาษาซึ่งได้ไปเซ็นเอ็มโอยูไว้เพื่อส่งสามเณรไปเรียนภาษาอังกฤษในช่วงปิดเทอมของทุกปี ขณะเดียวกันก็จะส่งไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย

“อาตมาเพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ก็มองไว้ว่าจะส่งสามเณรไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เหตุผลเพราะต้องการให้สามเณรที่จบจากโรงเรียนวัดครึ่งใต้นี้ ไปเป็นพระธรรมทูตที่สามารถสอนพระพุทธศาสนาให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะเดียวกัน เทอมหน้าคือกลางปีหน้าก็คาดว่าจะส่งไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษได้เพราะอาตมากำลังทำศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน สาขา 2 ที่อังกฤษ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา 3 เมือง คือ ออกซฟอร์ด เรดดิง และบาธ”

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้สามเณรที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมและความประพฤติดีเยี่ยมไปเรียนภาษาในต่างประเทศนั้นเพื่อเป็นแรงจูงใจให้รุ่นน้องๆ ได้เห็นว่าการมาเรียนในโรงเรียนวัดนั้นแม้เป็นการเรียนที่ถูกคือแทบไม่ได้จ่ายค่าเทอมแต่ความรู้นั้นเป็นของจริง เพราะโรงเรียน ต.ส.ได้เชิญอาจารย์จากจีนมาสอนภาษาจีน เชิญอาจารย์จากอเมริกาและออสเตรเลียมาสอนภาษาอังกฤษในทุกเทอม นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดครึ่งใต้จึงมีความเป็นเลิศทางวิชาการ

ยุค 3 วางรากฐานงานพระศาสนาในประชาคมโลก

พระมหาวุฒิชัย ยอมรับว่า หนังสือธรรมะภาคภาษาอังกฤษ สมมติร้อยเล่ม เขียนโดยฝรั่ง 99 เล่ม เหลือไว้ให้พระไทยแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ไปดูได้เลยพื้นที่หนังสือส่วนใหญ่เป็นของท่านดาไลลามะ, ติช นัท ฮันห์ และลูกศิษย์ฝรั่งสายวัชรยาน สำหรับของไทยแทบมองไม่เห็นพระไทยเขียนตำราศาสนาแล้วฝรั่งนำไปจัดพิมพ์เผยแผ่ ฉะนั้นถ้าหากปูพื้นฐานการศึกษาให้ดีเสียตั้งแต่ยังเด็กๆ เหมือนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ที่ภาษาอังกฤษดีมากตั้งแต่เป็นสามเณร วันหนึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาขึ้นมาก็สามารถเขียนตำราภาษาอังกฤษได้ ตรงนี้แหละที่ฝรั่งต้องการที่สุด

ว.วชิรเมธี กล่าวต่อว่า ช่วงที่ 3 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการทำพิมพ์เขียว ก็คือการจะยกฐานะโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดครึ่งใต้นี้ให้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทุกสาขาวิชา

“ทำไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะเราต้องการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาบวชศึกษาพระธรรมวินัยมากขึ้นๆ ไม่ใช่ลดฮวบลงทุกปี เพราะไม่เช่นนั้นโรงเรียนวัดทั้งหลายจะเป็นโรงเรียนที่ถูกทิ้งร้างในที่สุด ซึ่งเมื่อตัวป้อนน้อยลดลงทุกปีๆ ก็ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยการสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่มีคุณภาพระดับ A+ ขึ้นมา

ตอนนี้อาตมาและลูกศิษย์กำลังพยายามจะวางโครงสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์แห่งแรก เพื่อดึงดูดให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เฉพาะคนไทย แต่รวมถึงในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง หรือแม้แต่เด็กฝรั่งก็เข้ามาเรียน ซึ่งปกติเราจะเห็นฝรั่งมีครอบครัว มีอายุมากมาบวชกับหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง แต่ถ้าเป็นเด็กและเยาวชนยังไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะยกระดับเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์แห่งแรกในอนาคตอันใกล้” ว.วชิรเมธี แสดงวิสัยทัศน์

โรงเรียนสามเณรอินเตอร์ตอบทุกโจทย์

ว.วชิรเมธี เชื่อว่า ถ้ามีโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์จะสามารถแก้ปัญหาเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากบวชให้สนใจเข้ามาบวชได้ เพราะความเข้มแข็งทางวิชาการจะมาเป็นตัวดึงดูดให้เด็กเยาวชนอยากเข้ามาเรียน เพราะเป็นหลักสูตรอินเตอร์มีทั้งอังกฤษ ภาษาจีน เมื่อเป็นอย่างนี้ปัญหาเยาวชนไม่อยากบวชก็จะค่อยหายไป

“อาตมาได้พิสูจน์แล้วจากการนำร่องโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนหลักสูตร 9 วันที่ทำมา 6 ปี มีเยาวชนสมัครมาบวชปีละ 2,000-3,000 คน แต่ไม่สามารถรับได้หมดจำต้องคัดเลือกเอา หรือสามเณรปลูกปัญญาที่อาตมาทำกับทรูก็ได้รับรางวัลเมืองคานส์ทั้งระดับเงินและระดับทอง ดังนั้นถ้าพัฒนาเนื้อหาสาระหรือหลักสูตรให้ดีจริงๆ พ่อแม่ก็จะวางใจให้ลูกหลานมาบวชเรียนกับเราแน่นอน”

พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อว่า การมีโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์นอกจากจะแก้ปัญหาเยาวชนที่ไม่อยากบวชเรียนได้แล้วยังจะได้พระเณรที่มีคุณภาพพร้อมที่จะเดินออกจากประเทศไทยเพื่อไปทำหน้าที่พระธรรมทูตในเวทีโลกได้

“ทุกวันนี้พระธรรมทูตไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศ มีน้อยมากที่สามารถสอนฝรั่งได้ ส่วนใหญ่ไปอยู่วัดมักจะทำหน้าที่ในเชิงวัฒนธรรมและประเพณี ช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนไทยในต่างแดนมากกว่า ส่วนพระธรรมทูตที่ก้าวออกไปสอนกรรมฐานให้ฝรั่งจริงๆ พูดได้เลยมีน้อยนิด อันนี้เป็นข้อเท็จจริงเพราะเห็นด้วยตัวเองมาแล้ว ที่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่ได้สร้างความเป็นเลิศตั้งแต่อยู่เมืองไทย นี่คือปัญหาใหญ่

ถ้ามีโรงเรียนปริยัติธรรมสามเณรอินเตอร์ก็จะมีพระธรรมทูตที่พร้อมสอนฝรั่งได้สบายๆ ที่สำคัญยังสามารถแก้ปัญหาเรื่องการเขียนตำราพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษให้ฝรั่งได้อ่านได้ศึกษาด้วย และในอนาคตหากท่านเหล่านั้นอยู่ยาวต่อไปจะกลายเป็นเสาหลักทางปัญญาของประเทศชาติที่ไม่ใช่เสาผุๆ แต่จะเป็นเสาที่ใช้การได้จริงๆ ในยุค 4.0” ว.วชิรเมธี กล่าว

สมเด็จพระเทพรัตนฯ สมเด็จแม่ของลูกเณร

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่า ถือเป็นบุญใหญ่หลวงของคณะสงฆ์ไทยและโดยเฉพาะภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยที่กำลังศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งบาลีและสามัญทั่วประเทศ ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงอุทิศทั้งพระวรกาย อุทิศทั้งความสนพระทัย อุทิศทั้งกำลังทรัพย์ให้กับการศึกษาของคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

“พระองค์ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก ทรงมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของคณะสงฆ์ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรอยู่ตลอดเวลา พร้อมทรงติดตามผลงานอยู่เสมอ จนกระทั่งทุกวันนี้เคยรับสั่งว่าไปไหนก็ไม่มีใครคบแล้วเพราะไปไหนก็บอกบุญเขาไปทั่วเพื่อที่จะเอาเงินมาส่งเสริมการศึกษาของพระเณรฉะนั้นพระองค์จึงเป็นสมเด็จแม่ของลูกพระลูกเณรทั่วประเทศ พระมหากรุณาธิคุณนี้จะทำให้พระพุทธศาสนามีความเข้มแข็งสถิตสถาพรอยู่คู่เมืองไทยและอยู่คู่โลกตราบนานเท่านาน”

พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อว่า ในเมื่อพระองค์ทรงลงมาถวายการอุปถัมภ์บำรุงถึงเพียงนี้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์และชาวพุทธที่จะต้องตระหนักรู้ว่าการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นทางเลือกทางหลักและทางเดียวของสถาบันสงฆ์และพระพุทธศาสนาไทย

“พระองค์ทรงนำร่องให้อย่างนี้แล้วชาวไทยและชาวพุทธควรต้องส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์โดยเสด็จพระองค์ท่านให้เป็นที่เลิศและทำให้ดีที่สุด อาตมามองว่าการศึกษาของคณะสงฆ์นี่แหละคือการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีที่เป็นรูปธรรมที่สุด” พระมหาวุฒิชัยกล่าวทิ้งท้าย

 

อย่าลืมคำพ่อสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522373

อย่าลืมคำพ่อสอน

โดย สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ผมและครอบครัวได้ไปวางดอกไม้จันทน์ถวาย ที่วัดปริวาสราชสงคราม พระราม 3

ออกจากบ้านประมาณเที่ยง 5-6 นาทีก็ถึง แล้วไปต่อแถวซึ่งยาวมาถึงสี่แยกท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ ส่วนอีกฟากปลายแถวจะอยู่ที่วัดด่าน ได้เข้าวางดอกไม้จันทน์เวลา 22.54 น. ใช้เวลาเกือบ 11 ชั่วโมง ในการยืนเข้าแถว

ไม่ต้องถามว่าปวดเมื่อยล้าไหม แน่นอนอยู่แล้วใครไม่ปวดเมื่อยถือว่าสุดยอด แต่เราไม่ได้สนใจในส่วนนี้ สนใจแต่ว่าเราตั้งใจเพื่อมาวางดอกไม้จันทน์ถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราและคนไทยทุกคนทำได้ในครั้งสุดท้ายต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

เด็กๆ อดทนมาก ไม่บ่นสักคำ ยืนเข้าแถวร่วมกับผู้ใหญ่

ตอนยืนเข้าแถวบนฟุตปาท ถนนพระราม 3 ยังไม่เข้าไปในบริเวณวัดอากาศถ่ายเทดี แต่พอเข้าในบริเวณวัดไม่มีที่ว่างเพราะคนแน่นจริงๆ ทั้งร้อนทั้งอบอ้าว แต่ไม่มีใครบ่น

ในความปวดเมื่อยล้าร่างกายของคนที่ยืนเข้าแถวเพื่อรอวางดอกไม้จันทน์นั้นก็มีความงดงามของบรรดาจิตอาสามากมายที่ให้บริการประชาชนตลอดเวลาด้วยมิตรภาพที่ดี

น้ำดื่มเย็นๆ อาหาร ยาดม ผ้าเย็น บริการถึงที่ โดยเฉพาะอาหารน้ำดื่มแทบไม่ต้องเดินมาถึงโรงทานพระราชทานที่ตั้งอยู่ตรงกลางวัด เรียกว่าเทียวบริการตลอดไม่ขาดสาย หรือใครจะออกจากแถวมากินที่โรงทานก็ได้

ขณะจิตอาสาที่คอยรับขยะ ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำ แก้วน้ำ กล่องอาหารที่กินแล้วจากประชาชนก็ตระเวนไปตระเวนกลับทำหน้าที่ไม่หยุดเช่นกัน ซึ่งจิตอาสากลุ่มนี้มีหลายคนที่ผมรู้จักเพราะเป็นครูสอนลูกๆ ที่โรงเรียนวรมงคล สาธุประดิษฐ์ 19 ซึ่งมากันเยอะที่จุดวัดปริวาส

งานนี้ต้องขอบคุณจิตอาสาทุกคน ในทุกที่ที่เป็นจุดวางดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศไม่เฉพาะที่วัดปริวาส ผมเชื่อสนิทใจในความทุ่มเททำงานครั้งสุดท้ายเพื่อถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วยความจงรักและเทิดทูน

ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่นำอาหาร ขนม เครื่องดื่ม มาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ยืนเข้าแถวอยู่นอกวัด เป็นภาพที่ต้องบอกว่ามีแต่ความงดงาม ทุกคนรักเคารพในหลวงรัชกาลที่ 9

หลังวางดอกไม้จันทน์ถวายแล้วก็ได้รับแจกแผ่นพับสีทองข้างในมีบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงงานในโอกาสต่างๆ พร้อมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระเกียรติยศ พระราชดำริ พระเมรุมาศ ฯลฯ

บัดนี้ พระวรกายของพระองค์ไม่มีแล้ว แต่พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อคนไทยนั้นยังสถิตในใจคนไทยตราบนิจนิรันดร์

การที่คนไทยจะได้แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ได้ ก็คือ ถ้ารักพระองค์จริงอย่ารักแต่ปาก แต่ให้ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอน แค่นี้ประเทศไทยก็อยู่กันอย่างผาสุกแล้ว

 

ชาวไทยต้องรับมรดกพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522372

ชาวไทยต้องรับมรดกพ่อ

โดย…ส.คนจริง

ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกตลอดกาลนาน คือ วันที่ประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน มุ่งหน้าไปวางดอกไม้จันทน์แสดงความอาลัยอย่างที่สุด ต่อการเสด็จสู่พระนิพพานของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2560

แต่ละสถานที่ที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ รอบ กทม. รวมถึงตามวัดต่างๆ 50 เขต รวม 113 ซุ้ม และต่างจังหวัดมีพระเมรุมาศจำลอง 76 จังหวัด (มีซุ้มวางดอกไม้จันทน์ 802 แห่ง) เต็มไปด้วยประชาชนที่จงรักภักดี ที่สุดแสนอาลัยเหลือจะพรรณนา เมื่อพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรัก ต้องอำลาจากแผ่นดิน หลายคนไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ ยิ่งได้เห็นภาพทางทีวีในเช้าวันที่ 27 ต.ค. 2560 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร บรรจงรวบรวมพระบรมอัฐิด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มความเศร้าสลดใจยิ่งขึ้น เพราะตลอดเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์นั้น ภาพที่ปรากฏในสายตาพสกนิกร คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ดังพระปฐมบรมราชโองการ ในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

แต่วันนี้พระองค์ทรงจากแผ่นดินไทย อันเป็นที่รักไปแล้ว ร่างกาย หรือพระราชสรีระแตกดับ ตามหลักไตรลักษณ์ในพระพุทธศาสนา คงเหลือไว้แต่มรดกที่เป็นโครงการกว่า 4,000 โครงการ ให้พวกเราชาวไทยและชาวโลกได้ทำการรักษาไว้ เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ตลอดไป

การรักษามรดกที่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ ปฏิบัติบูชา อนุวัตรตามหลักคำสอน และโครงการที่ทรงแนะนำไว้ ท่านที่มีปัญญาสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแน่นอน เช่น พระราชดำรัสที่พร่ำสอนเสมอ คือ รู้ รัก สามัคคี ถ้าคนไทยทั้งปวงมีปัญญาเข้าถึงพระราชดำรัสนี้ ปัญหาหรือทุกข์ยากใดๆ ในประเทศนี้ไม่มี จะมีแต่ความสุข ความเจริญเข้ามาแทนที่

ดังนั้น จึงขอให้ทุกท่าน ตรึกตรองพระราชดำรัส และโครงการต่างๆ แล้วน้อมนำมาปฏิบัติ เพื่อรักษามรดกของพระมหากษัตริย์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อของแผ่นดินไว้ จึงจะได้ชื่อว่าจงรักภักดีพ่อด้วยใจและปัญญาอย่างแท้จริง

 

สมเด็จพระวันรัต พระเถระที่หาได้ยากในยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/522371

สมเด็จพระวันรัต พระเถระที่หาได้ยากในยุคนี้

โดย…ส.สต

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระเถระที่หาได้ยากในกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะได้รับนิมนต์ให้ปฏิบัติหน้าที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ นั่งเสลี่ยงกลีบบัว (พระยานมาศพระนำ) และราชรถน้อย (รถพระนำ) อ่านพระอภิธรรมนำขบวนพระอิสริยยศ ในการเคลื่อนพระศพ หลายครั้งด้วยกัน ทั้งๆ ที่หน้าที่นี้เป็นของสมเด็จพระสังฆราช

ล่าสุด รับนิมนต์นั่งเสลี่ยงกลีบบัว อ่านพระอภิธรรมนำพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2560

การได้รับเกียรติที่หาได้ยาก มิใช่ครั้งแรก หากแต่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่คล้ายคลึงกันนี้หลายครั้งในอดีต เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 15 พ.ย. 2551 ขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมมุนี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วันที่ 9 เม.ย. 2555 ซึ่งดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต

ถ้าย้อนไป เมื่อ พ.ศ. 2516 ขณะที่ยังเป็นพระมหาจุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.9 ได้นั่งเสลี่ยงอ่านพระอภิธรรมเวียนพระเมรุ 3 รอบ ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเหมวดี (ประสูติวันที่ 12 ม.ค. 2435-สิ้นพระชนม์วันที่ 17 ต.ค. 2515) ซึ่งทรงเป็นผู้อุปัฏฐากในคราวอุปสมบทพระมหาจุนท์ วันที่ 8 ก.ค. 2499

หากดู พ.ศ.ที่อุปสมบท คือ 2499 ท่านจัดว่าเป็นพระนวกะร่วมสมัยกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงผนวชวันที่ 22 ต.ค. 2499 และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร จนกระทั่งทรงลาผนวชวันที่ 5 พ.ย. 2499

ยิ่งกว่านั้น เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่พระอมรโมลี ยังได้เป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรเรื่องพระธรรมวินัย แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหา วชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ที่ทรงผนวชเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2521 ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาผวชในวันที่ 20 พ.ย. 2521

สมเด็จพระวันรัต เป็นพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงาม สังวรในพระวินัย เป็นสังฆโสภณ เป็นที่ภาคภูมิใจของผู้ที่สอบประโยค ป.ธ.9 ได้ในรุ่นเดียวกัน ใน พ.ศ. 2515 ซึ่งมีทั้งหมด 16 รูป เป็นรุ่นที่อัศจรรย์ เพราะถึงวันนี้เป็นสมเด็จพระราชคณะ 2 รูป นอกจากสมเด็จพระวันรัต ก็ได้แก่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ส่วนที่เป็นเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ได้แก้ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี) ราชบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม หรือท่านที่ผู้ยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณ ก็เป็นเจ้าคุณได้ด้วยบารมีของท่าน เช่น พระมหาจำนงค์ วรวฑฺฒโน ป.ธ.9 เจ้าอาวาสวัดพังม่วง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณล่าสุดในรุ่นนี้ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2557 จึงสรุปได้ว่า ประโยค 9 รุ่น พ.ศ. 2515 หากไม่ลาสิกขา ก็รุ่งเรืองในสมณเพศจนได้เป็นเจ้าคุณทุกรูป

ด้านจริยาวัตรหนังสือรวมประวัติสมเด็จพระวันรัตแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนถึงจริยาวัตรว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีอัธยาศัยเงียบขรึม พูดน้อยแต่เสียงดัง ตรงไปตรงมา ฉะนั้นผู้ที่ไม่เคยรู้จักคุ้นเคยอาจรู้สึกว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นคนดุ ด้วยอัธยาศัยดังกล่าว เมื่อทำสิ่งใดจึงเอาจริงเอาจังและละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความเรียบร้อยของงานนั้น เพราะได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ต่างๆ นับแต่เป็นสามเณร จนกระทั่งอุปสมบทได้รับการศึกษาอบรมอยู่ในสำนักของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้ทรงธรรมทรงวินัยมาโดยตลอด นับว่าเป็นผู้โชคดีและเจริญดีดุจมีพรหมรักษา สมดังสมณฉายาว่า “พฺรหฺมคุตฺโต” และผู้เป็นเช่นนี้ในทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า “ผู้เจริญในสำนักอาจารย์” อันมีความหมายว่า เป็นผู้ได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างดีจากครูบาอาจารย์ที่ดี หรือที่สำนวนไทยเรียกว่า “ศิษย์มีครู”

สมเด็จพระวันรัต มีนามเดิมว่า จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2479 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด โยมบิดา-มารดา ชื่อ จันทร์และเหล็ย พราหมณ์พิทักษ์ ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด จากนั้นได้เข้าพิธีบรรพชาเมื่อ วันพุธที่ 12 พ.ค. 2491 ณ วัดคิรีวิหาร ต. ชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด โดยมีพระวินัยบัณฑิตเป็นพระอุปัชฌาย์ กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ค. 2499 ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตฺตโร) วัดคิรีวิหาร จ.ตราด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิสุทธิธรรมภาณ (แจ่ม ธมฺมสาโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังอุปสมบทได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร

ส่วนภาระหน้าที่พิเศษ ยากที่จะหาผู้ใดทำหน้าที่นี้ได้ในยุคปัจจุบัน คือ การที่ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคมเป็นผู้ตรวจสอบการคำนวณปฏิทินหลวง (ปฏิทินจันทรคติไทย) และให้ความเห็นก่อนที่จะประกาศใช้ในแต่ละปี นอกจากนี้ยังเดินหมุดและคำนวณปฏิทินปักขคณนาสำหรับวันลงอุโบสถให้กับคณะสงฆ์ธรรมยุตด้วย

ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการศึกษา เช่น เคยดำรงตำแหน่งเป็นแม่กองธรรมสนามหลวง มาเป็นเวลยาวนาน ด้านการปกครอง เช่น เป็นพระอุปัชฌาย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และวัดตรีทศเทพวรวิหาร

ท่านนับว่าเป็นพระมหาเถระที่หาได้ยากในยุคนี้

 

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม พระที่ในหลวงทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521363

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม พระที่ในหลวงทรงสร้าง

“ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 วันนี้ชมพระที่ในหลวงทรงสร้างด้วยพระองค์เอง พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เป็นพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวที่รวมไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (ขอขอบคุณ พล.ต.อรรถนพ ลาภชุ่มศรี เอื้อเฟื้อภาพใบพระราชทาน และคุณกำพล รามอินทรา เอื้อเฟื้อภาพพระเครื่อง)

พระองค์ท่านพระราชทานแก่ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508-2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 3,000 องค์ พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง ส่วนใบกำกับพระสมเด็จจิตรลดา สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ไปรับเอกสารกำกับในภายหลัง เป็นเอกสารกว้าง 12.7 ซม. ยาว 15.8 ซม. มีภาพพระพิมพ์ส่วนพระองค์ประกอบ พร้อมตราจักรี (จักรและตรี) ระบุลำดับที่ ชื่อผู้รับ พระราชทาน วันที่ เดือน พ.ศ. ที่ได้รับพระราชทาน

โดยมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า “ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐาน ขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็น สิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในทางที่ดีงาม”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การปิดทองด้านหลังองค์พระ เป็นปริศนาธรรมบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ ผู้รับพระราชทานนำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะใดๆ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง ตามคติโบราณที่ว่า “ปิดทองหลังพระ”

พระสมเด็จจิตรลดา อุดมด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อาทิ เส้นพระเจ้า (เกศาของพระองค์) ดอกไม้ พวงมาลัยแห้งหน้าเครื่องถวายองค์พระแก้วมรกต ดิน ตะไคร่น้ำ ผงธูป จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำ จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ

เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบ ขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 ซม. สูง 3 ซม. พิมพ์เล็กสำหรับบุตรหลานข้าราชบริพาร ขนาดกว้าง 1.2 ซม. สูง 1.9 ซม.

ทั้งนี้พระที่สร้างในปี พ.ศ. 2508-2509 เป็นพระเนื้อออกสีน้ำตาลแก่ มวลสารจะมีมาก จะมีเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) มากกว่าในปีอื่นๆ พระที่สร้างในปี พ.ศ. 2510 เนื้อองค์พระจะออกสีน้ำตาลแก่ ออกสีดำเขียว และน้ำตาลแก่ออกสีดำ พระที่สร้าง ในปี พ.ศ. 2511-2512 จะมีสีน้ำตาลแก่และน้ำตาลอมเหลือง หนา เนื้อค่อนข้างใส หนึกนุ่ม สังเกตดูตามลักษณะพิมพ์ทรง ความคมลึกชัดขององค์พระใน แต่ละปีไม่เท่ากัน จะเห็นความแตกต่างขององค์พระในแต่ละปีจากลักษณะด้านหลัง ด้านข้างสันขอบขององค์พระ และความหนาความบางขององค์พระ

จุดพิจารณาพระสมเด็จจิตรลดา นอกจาก พิมพ์ถูกต้อง เนื้อหามวลสารไม่กระด้างแล้ว ต้องดูรอยตัดด้านข้างจะเป็นมุมเฉียง ไม่ตัดตรงและมองไปแล้วเสมือนว่ามีเนื้อ 2 ชั้นซ้อนกัน และแทบทุกองค์มักมีฟองอากาศเกิดขึ้น ในองค์ที่ปิดทองหลังพระ จะเห็นความเก่าของทองชัดเจนโดยเมื่อนำมาบูชาขึ้นคอและสัมผัสเหงื่อ เนื้อองค์พระจะหนึกนุ่มมองแล้วสบายตา ครูบาอาจารย์ที่สำเร็จทางด้านวิปัสสนากรรมฐานแนะนำให้บูชาขึ้นคอได้เลย เพราะเป็นพระเปลี่ยนดวง ใครที่ดวงตกจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

 

ขี่การุดาไปไหว้บุโรพุทโธ ที่อินโดนีเซีย กับ อ.ยุพา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 15:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521451

ขี่การุดาไปไหว้บุโรพุทโธ ที่อินโดนีเซีย กับ อ.ยุพา (2)

โดย ทิดมาก

ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีเกาะต่างๆ มากถึง 1.37 หมื่นเกาะ ประกอบด้วยประชากร : 253,609,643 คน (พ.ศ. 2516) ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนผู้นับถือศาสนาพุทธก็พอมีให้เห็นในฐานะชนส่วนน้อย แต่สถานที่ท่องเทียวที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของอินโดนีเซียกลายเป็นพุทธศาสนสถาน เช่น บุโรพุทโธ และเทวสถานของฮินดู คือวิหารปรัมบานัน เพราะศาสนาทั้งสองครองพื้นที่มาก่อนหลายร้อยปี นับแต่พุทธศตวรรษที่ 3 คราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พุทธธรรม จนกระทั่งเกิดอาณาจักรศรีวิชัยในพุทธศตวรรษที่ 12 เมื่ออิสลามขยายอำนาจครอบครองในปี พ.ศ. 2012 พุทธศาสนาก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหัวใจชาวอินโดนีเซีย แต่ร่องรอยโบราณสถานทางพุทธศาสนาและฮินดูยังอยู่ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซียดังที่ บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เชิญให้เยือนอินโดนีเซีย เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็เลือกพุทธสถานและเทวสถานทั้งสองแห่งเป็นที่ต้องไปชมเพื่อรำลึกถึงอดีต

โอบามาเคยอยู่อินโดนีเซีย 4 ปี ขณะที่มีอายุ 6 ขวบ ตอนนั้นแม่ของเขาแต่งงานใหม่กับชาวอินโดนีเซีย ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงเคยพาเขาไปเยือนพุทธสถานและเทวสถานมาแล้ว เมื่อได้รับเชิญมาเที่ยวเป็นการส่วนตัว โอบามาและครอบครัวจึงเลือกเยือนสถานที่ 2 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นการรำลึกถึงอดีตที่ไม่ธรรมดา จะเห็นได้ว่า Colours นิตยสารประจำสายการบินการูดา อินโดนีเซีย ฉบับเดือน ก.ย. 2560 ได้นำเรื่องมาขึ้นปกทีเดียว

ภาพบุโรพุทโธและวิหารปรัมบานันติดไว้ทุกที่ที่สนามบินยอกยาการ์ตา เป็นการพิสูจน์ว่าไม่มีโบราณสถานแห่งใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว การไปเยือนยอกยาการ์ตาของอาจารย์ยุพา อร่ามกุล และคณะศิษย์ 76 กว่าชีวิต ก็มีเป้าหมายที่พุทธสถานและเทวสถานเช่นกัน แต่ได้เพิ่มวัดที่เป็นสาขาของวัดบวรนิเวศวิหาร คือวัดพุทธเมนดุทพุทธศาสนวงศ์ ในโปรแกรมตอนเช้า ของวันที่ 15 ก.ย. 2560 เพื่อพวกเราชาวพุทธได้ทำบุญถวายอัฐบริขาร ทอดผ้าป่า รวมทั้งอัญเชิญผ้าเหลืองสีทองอย่างดีห่มพระธาตุที่ตั้งในวัดแห่งนี้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วัดพุทธเถรวาทแห่งนี้ ตั้งมา 40 ปี ใกล้กับพุทธวิหารเมนดุท ที่มีอายุ 1,200 ปี ปัจจุบันวัดพุทธเมนดุทมีพระภิกษุ 4 รูป สามเณร 3 รูป กิจกรรมของพระภิกษุสามเณรจำนวนน้อยนี้แต่ทำกิจกรรมไม่น้อย คือนอกจากเผยแผ่พระธรรมคำสอน ทำวัตรสวดมนต์แล้ว พระภิกษุ สามเณรต้องสอนหนังสือและเรียนหนังสือ

อลิสา จินดา หัวหน้าทัวร์ พูดว่า วัดพุทธวิหารเมนดุทนี้ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อชาวพุทธเท่านั้น แต่เพื่อชุมชนทั่วไปโดยไม่เลือกศาสนา จะเห็นได้จากการเปิดโรงเรียนธัมมวิทยา ในวันอาทิตย์ ที่มีผู้มาเรียนประมาณ 1,000 คน เป็นการเพาะต้นกล้าให้ซึมซับวิถีพุทธไปด้วย และช่วยกันส่งไม้ต่อรุ่นต่อรุ่น ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ก็จัดให้เจริญภาวนาเวลาบ่ายทุกวันผู้เขียนเห็นสภาพวัดแห่งนี้ ขอชมว่าบริหารจัดการได้ดี ร่มรื่นสะอาดตาตั้งแต่ทางเข้าทีเดียว เมื่อเข้าไปในวิหาร หรือที่พระเจดีย์ และศาลาปฏิบัติธรรม ก็เกิดสัปปายะ น่าจะเป็นแบบอย่างวัดที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งในต่างประเทศ แม้จะอยู่ท่ามกลางชาวมุสลิม แต่ไม่เดือดร้อน เพราะต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน พระที่วัดยังบอกด้วยว่าพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดเป็นฝีมือช่างชาวมุสลิมทั้งสิ้น

 

30 ปี วิทยาเขตบาฬีศึกษา พุทธโฆส นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 15:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521381

30 ปี วิทยาเขตบาฬีศึกษา พุทธโฆส นครปฐม

โดย สมาน สุดโตและ สมหมาย สุภาษิต

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานถวายและมอบทุนการศึกษาแก่สามเณรและเยาวชน จำนวน 2 แสนบาท พร้อมถวายทุนเบื้องต้น 1 ล้านบาท เพื่อขยายที่ตั้ง มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส แห่งนี้ตั้งตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เพื่อให้เป็นสถานศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นรากฐานด้านภาษาและพระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า

นอกจากนั้น สถานศึกษาแห่งนี้ได้มุ่งเน้น การเรียนการสอนด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเปิดหลักสูตรวิปัสสนาภาวนามหาบัณฑิต เพื่อผลิตพระวิปัสสนาจารย์ออกเผยแผ่และสั่งสอนวิปัสสนาทั้งในและต่างประเทศ เพราะวิปัสสนาจัดเป็นหัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธองค์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การขยายวิทยาเขตจะทำให้รองรับผู้เข้ามาศึกษาทั้งด้านภาษาบาฬีและวิปัสสนาระดับนานาชาติได้มากขึ้น เพราะส่วนขยายอยู่บริเวณใกล้ วัดละมุด มีพื้นที่จำนวน 27 ไร่ ราคาไร่ละ 6.5 แสนบาท ในโอกาสนี้ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ได้ถวายทุนจัดซื้อที่ดิน 1 ล้านบาท พร้อมพระเถรานุเถระและพุทธศาสนิกชนร่วมกันบริจาคในการจัดซื้อเพื่อให้การขยายพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี ในขณะที่ดาราดัง เช่น สรพงษ์ ชาตรี และแอน สิเรียม ที่เข้าร่วมในงานดังกล่าวได้ปวารณาร่วมจัดซื้อที่ดินถวายอีกคนละ 1 ไร่

บันทึกของพระศรีธวัชเมธี

เมื่อบ่ายวันที่ 15 ต.ค. 2560 ณ พระที่่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าหน้าที่ขานชื่อพระสงฆ์ที่นิมนต์มาสดับปกรณ์ ได้ขานชื่อพระศรีธวัชเมธี (เจ้าคุณชนะ ป.ธ.9) วัดราชบุรณะถึง 2 รอบ แม้ว่าจะรับนิมนต์เพียงรอบเดียว ส่วนเรื่องรำลึกในวันที่ 13 ต.ค. 2559 เจ้าคุณศรีธวัชเมธี นักเขียนไดอารี่ รื้อฟื้นเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ว่า

อนุทินประจำวัน (258 วันสวรรคต ในหลวง ร.9)

เมื่อมีคนถามว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 วันสวรรคต ในหลวง ร.9 ท่านทำอะไรอยู่ ท่านยกไดอารี่มาให้อ่าน (เพียงบางส่วน)

วันพฤหัสบดีที่ 13 ต.ค. 2559 (ขึ้น 12 ค่ำเดือน 11) ตื่นเช้าตรู่ตี 3 พยายามให้หลับ แต่ ไม่หลับ จึงมาอยู่ห้องสำนักงาน ดูข่าวสาร มีข่าวภาคดึกย้อนหลังเป็นเพื่อน มีชิ้นข่าวจากภูฏานว่า (ขอแปลเป็นไทยว่า) พระมหากษัตริย์ภูฏานมีพระราชโองการให้วัดสำคัญทั่วภูฏานจัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 ราชวงศ์ทั้งไทยและภูฏานมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ขอทรงพระเจริญ

หมอบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ (13 เม.ย. 2462-13 ต.ค. 2559 อายุ 97 ปี 6 เดือน) อนิจกรรมเช้านี้ ที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กำหนดรดน้ำหลวงสรงศพที่วัดเทพศิรินทร์ ใน วันพรุ่งนี้

เดินทางไปวังน้อย เข้าทำงานตามปกติ เพราะคาดว่าจะหยุดยาวหลังวันออกพรรษา นั่งรถทางด้านริมหน้าต่าง ซึ่งมองไปเห็นโรงพยาบาลศิริราช เมื่อขึ้นสะพานปิ่นเกล้าฯ จ้องมองไปยังตึกศิริราชที่พระองค์ประทับอยู่ เหมือนจะมีอะไรมาสะกิดใจ แต่เพ่งไปด้วยใจสงบและเพ่งมองเห็นตึกปิยมหาราชการุณย์ศิริราช เคียงข้างกับตึก 90 ปีสมเด็จย่า

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค.) เดินไปยังสะพานพุทธดูแม่น้ำเจ้าพระยาและเรือลำใหญ่ที่วิ่งผ่านไปมา เพ่งมองไปทางศิริราช เก็บไว้ในความทรงจำ วันนี้เมื่อเดินทางผ่านวัดพระแก้ว สำรวจดูตัวเอง รู้สึกใจหายเหมือนกัน ทุกอย่างดูเป็นปกติดี แต่ภายใต้ความมั่นคง คาดว่าเตรียมแต่งชุดสีดำกันทั่วแผ่นดิน

(เพราะพื้นที่จำกัด ขอสรุปว่า) ท่านเดินทางไปทำงานตามปกติที่ มจร วังน้อย ขากลับเห็น รถขบวนเสด็จออกไปทางสะพานพระราม 8 ในเวลา 18.30 น.

สมุดเซ็นเยี่ยมที่ศาลาสหทัยสมาคม ปิดเวลา 14.20 น. (ปกติปิด 16.30 น.) ประกาศว่าสวรรคต เวลา 15.52 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช พระชนมพรรษา 89 ทรงครองราชสมบัติ 70 ปี (ตั้งแต่ 9 มิ.ย. 2489)

 

สมเด็จพระเทพฯ ทรงผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดไทยลุมพินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521402

สมเด็จพระเทพฯ ทรงผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดไทยลุมพินี

โดย อันนา สุขสุกรี

วัดไทยลุมพินี สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีผูกพัทธสีมา ปิดทอง-ฝังลูกนิมิตพระอุโบสถของวัด วันศุกร์ที่ 20 ต.ค. 2560 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ปีระกา)

วัดไทยลุมพินีตั้งอยู่ในปริมณฑลสังเวชนียสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวนลุมพินีวัน สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทยในนามของรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดินและผู้ศรัทธาร่วมทำบุญ

ทำสัญญาเช่าที่ดินจากรัฐบาลเนปาลจำนวน 3 แปลง พื้นที่ 8 เอเคอร์ (20 ไร่เศษ) เป็นระยะเวลา 99 ปี เพื่อเป็นการบูชาคุณพระพุทธศาสนา และร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้สร้างวัดไทยลุมพินีเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2535 โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน และได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการก่อสร้าง เพื่อทำหน้าที่ในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ เพื่อการส่งเสริม การเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไทยตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเนปาลในโครงการพัฒนาลุมพินีสถาน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และสืบสานพระพุทธศาสนาต่อไป

การก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยพระเมตตาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2538 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เอกอัครราชทูต กรมการศาสนา กรรมการพัฒนาลุมพินีวัน (LDT) และพุทธบริษัทชาวไทยและเนปาล มาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

พระธรรมทูต จากการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 28/2542 มีมติเห็นชอบให้วัดไทยพุทธคยาอินเดีย เป็นผู้จัดส่งพระธรรมทูตไปช่วยดูและงานก่อสร้างที่วัดไทยลุมพินี โดยพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9) (ขณะนั้นคือ พระราชโพธิวิเทศ) ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้มอบให้ พระครูปลัดสุวัฒนสัทธาคุณ พระธรรมทูต วัดไทยพุทธคยา (ปัจจุบันคือ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) เป็นหัวหน้าคณะเดินทางมาเป็นผู้ดูแลงานก่อสร้าง พร้อมด้วยคณะทำงานจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อีก 5 รูป ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2542

วัดไทยลุมพินีขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างศาสนสถานอย่างต่อเนื่อง โดยงบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลจัดสรรให้ร่วมกับทุนทรัพย์ที่ผู้ศรัทธาร่วมกันบริจาคสมทบ มีสิ่งก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนี้

พระอุโบสถที่มีแบบแปลนเป็นเลิศด้วยสถาปัตยกรรม โดยศิลปินแห่งชาติ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี, พระพุทธปฏิมาสุวรรณภูมิสิริโชค ภ.ป.ร.(พระประธานประจำอุโบสถ), ศาลาการเปรียญ 1 หลัง พระพุทธสิริมหามงคล ส.ก. (พระประธานประจำศาลาการเปรียญ), กุฏิมหาเถรสมาคม 22 หลัง (เพื่อเป็นอนุสรณ์วันเกิดถวายคณะกรรมการมหาเถรสมาคม), ตำหนักสมเด็จฯ อนุสรณ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) กุฏิสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ), กุฏิสงฆ์ทรงไทยที่พักพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ), อาคารหอสวดมนต์ทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น 1 หลัง อาคารสำนักงาน 3 ชั้น 1 หลัง (ที่พักผู้แสวงบุญ) อาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น 1 หลัง (ที่พักผู้แสวงบุญ) อาคารพระธรรมทูต 3 ชั้น 1 (ที่พักพระธรรมทูตและพระอาคันตุกะ) อาคารโรงทาน (ครัว) 1 หลัง ถนนและสะพานเข้าวัดไทยลุมพินี อาคารที่พักผู้แสวงบุญหนึ่งชั้น 2 หลัง ห้องน้ำ ห้องสุขา 2 หลัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคณะผู้แสวงบุญ ในฐานะเป็นวัดที่รัฐบาลไทยและชาวพุทธไทยจัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทั้งนี้เพื่อให้วัดไทยแห่งนี้เด่นสง่า มีความเป็นเลิศทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม สิ่งแวดล้อม และเอกลักษณ์ของชาติไทย เคียงคู่อยู่เป็นหนึ่งในศาสนสถานนานาชาติ และจะเป็นวัดตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ของนานาอารยประเทศ

ปัจจุบัน วัดไทยลุมพินี สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล อยู่ในความดูแลของ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสไทยพุทธคยา และมี พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ กิตฺติวณฺโณ ป.ธ.9) เป็นประธานสงฆ์

ในงานพิธีผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต จะมีพิธีบรรพชาสามเณร ณ ชาตสถานอุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติ พิธีอุปสมบทหมู่ 108 รูป และพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลฯ ณ ชาตสถานอุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติผู้ร่วมทำบุญกับวัดวัดไทยลุมพินี สามารถโอนทำบุญที่บัญชี ก่อสร้างและบำรุงรักษาวัดไทยลุมพินี ธนาคารกรุงเทพ สาขาตลาดพลู หมายเลขบัญชี 11-5-086858-4

 

ตั้งแล้วประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเชีย (Asian Buddhist Community – ABC)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/520264

ตั้งแล้วประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเชีย (Asian Buddhist Community - ABC)

โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ

ชาวพุทธ 10 ประเทศ นำโดยสหภาพเมียนมาประกาศจัดตั้งประชาคมพุทธศาสนิกชนแห่งเอเชีย (Asian Buddhist Community – ABC) ที่นครย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 โดยมีผู้แทนชาวพุทธจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกันคับคั่ง รวมทั้งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมลงนามเอ็มโอยูกับสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา เพื่อจับมือกันสร้างความเข้มแข็ง เช่น การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นต้น

ท่ามกลางปัญหารุมเร้าประเทศชาวพุทธทั้งปัญหาภายในประเทศแต่ละประเทศ และปัญหาภายนอกที่เกิดจากการกระทำที่มีความรุนแรงต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวพุทธ แต่สายตาชาวโลกกลับจับจ้องมองประเทศชาวพุทธเหมือนเป็นจำเลย ทั้งๆ ที่เป็นผู้ถูกกระทำ ท่านคิน ฉ่วย ประธานสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งประชาคมพุทธขึ้นมา เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา

ในการนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ส่งคณะผู้บริหารเข้าร่วมสังเกตการณ์ ส่วนสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จากประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงที่จะจับมือกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประชาคมพุทธศาสนิกชนแห่งเอเชีย (Asian Buddhist Community – ABC) คือ การรวมตัวของชาวพุทธในเอเชีย เริ่มต้นจาก 10 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา จีน เกาหลี เมียนมา สปป.ลาว อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา ไทย เวียดนาม และพร้อมที่จะต้อนรับการเข้าร่วมของพุทธศาสนิกชนจากประเทศอื่นๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค เพื่อร่วมกันส่งเสริม เผยแผ่พระพุทธศาสนาในด้านต่างๆ โดยร่วมมือร่วมใจกันทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน

การหารือเพื่อจัดตั้ง “ประชาคมพุทธศาสนิกชนแห่งเอเชีย” จัดขึ้นที่ วังการะเวก นครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 12-13 ต.ค. 2561 โดยมีประธานสงฆ์แห่งเมียนมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ของเมียนมา เป็นประธานในแต่ละช่วงของพิธี

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งประชาคมพุทธนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำร่างธรรมนูญประชาคม เพื่อเป็นแม่บทในการขับเคลื่อนประชาคมแห่งความร่วมมือของชาวพุทธในเอเชีย

ในช่วงการประชุมช่วงบ่ายวันที่ 12 ต.ค.นั้น รองประธานสงฆ์ลำดับที่ 1 ของเมียนมาจากมัณฑะเลย์ ได้แสดงความคิดเห็น และตำหนิ ดร.คินฉ่วย ว่าดำเนินการโดยไม่ได้หารือคณะกรรมการสงฆ์เมียนมาอย่างเป็นทางการมาก่อน แต่องค์ประธานสงฆ์ได้กล่าวให้กำลังใจและขอให้เดินหน้าต่อไป โดยให้หารือคณะกรรมการสงฆ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

อนึ่ง ในช่วงพิธีวันที่ 12 ต.ค. 2560 สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้ร่วมลงนามในเอ็มโอยูกับสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมพระพุทธศาสนาในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มน้ำโขง หรือดินแดนสุวรรณภูมิให้ยั่งยืนต่อไป

ส่วนเนื้อหาในเอ็มโอยูนั้นมี 5 ข้อ

1.สร้างความเข้มแข็ง ส่งเสริม ความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาในเอเชีย

2.ยกระดับการติดต่อประชาชน ต่อประชาชนในเอเชีย ผ่านการปฏิบัติธรรม

3.สนับสนุนพระภิกษุในหมู่ประเทศเอเชียให้มีความสามารถในการศึกษาคำสอนพระพุทธศาสนา และธรรมะอย่างถูกต้อง

4.จัดให้มีการพบปะกันในบางโอกาส เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

5.เมื่อพิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะริเริ่ม และทำให้สำเร็จ ซึ่งโครงการทั้งที่เป็นระดับภูมิภาคและนานาชาติ เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมืออย่างเหนียวแน่น ระหว่างชาวพุทธในเอเชียและในโลก

ผู้ลงนามฝ่ายเมียนมา ได้แก่ ดร.คินฉ่วย ประธานสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา ฝ่ายไทยได้แก่ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277228

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

แหวกฟ้าหาฝัน : Ethnographic Museum of Ljubljana

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตัวอย่างหน้ากากการเล่น

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมืองหลวงของประเทศใดๆ ก็ตาม มักอยากเข้าชมมิวเซียมเกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือ ชาติพันธุ์ ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Ethnographic Museum ในเมืองลูเบียน่า สโลวีเนียก็มีมิวเซียมชาติพันธุ์ที่น่าสนใจเช่นกัน ที่นี่เป็นแหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาติสโลวีเนียและเรื่องราวทางด้านมานุษยวิทยาของชาวสโลวีเนียที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1923 นี้ไม่เพียงเป็นที่เก็บของจัดแสดงเกี่ยวกับวัฒนธรรมและมานุษยวิทยาชาวสโลวีเนียแล้ว ยังมีของจัดแสดงของชาวยุโรป และชาติอื่นๆ ด้วย มิวเซียมประเภทนี้มักเป็นมิวเซียมที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ การขนส่ง หัตถกรรม การค้า ความเป็นอยู่ การแต่งกาย และความเชื่อต่างๆ

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่จะรู้สึกได้ว่าที่นี่แตกต่างจากมิวเซียมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง และประทับใจตั้งแต่แรกเข้า หลังจ่ายค่าเข้าชมแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้ audio guide หรือไกด์ส่วนตัวอิเลคทรอนิกส์มาเครื่องหนึ่ง เมื่อนักท่องเที่ยวเดินชมไปถึงจุดต่างๆ เสียงบรรยายจะดังขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่ได้เห็นโดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ ทั้งนั้น และทุกบอร์ดจัดแสดงจะมีตำแหน่งบอกทางให้หยุดเพื่อฟังเรื่องราว ยิ่งกว่านั้น ทางมิวเซียมยังมีการจัดของจัดแสดงให้สัมผัสได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีปัญหาเรื่องสายตาอีกต่างหากด้วย


ของจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับมนุษย์

มิวเซียมแห่งนี้มี 3 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นชั้นจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ เสื้อผ้า การเล่น ของเล่น รูปปั้น รูปเคารพ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทุกทวีป ไล่เลียงกันไป นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสเห็นของจัดแสดงแปลกๆ ของทวีปต่างๆ และหากมีเวลา นักท่องเที่ยวสามารถจะเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของประชากรโลกทุกทวีปอย่างค่อนข้างละเอียด เพราะมีการบรรยายทั้งจาก audio guide และบอร์ดตามชั้นต่างๆ ชั้นนี้เป็นชั้นที่ดูสนุกที่สุด และมีข้อมูลให้ศึกษามากที่สุด

ชั้นสองเป็นชั้นที่ดูค่อนข้างยาก เป็นเรื่องมนุษย์และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ธรรมชาติ เรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการจะพูดว่า มนุษย์เราเกิดมาไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลก ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นตั้งแต่เกิด เช่น ต้องพึ่งพาพ่อ-แม่ โรงเรียน ที่ทำงาน โรงพยาบาล นิทรรศการที่จัดขึ้นจึงบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ตั้งแต่เกิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตายโดยให้แง่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด


ตัวอย่างบานประตู

ชั้นล่างเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับประตู ประตูเป็นส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นส่วนตัว เพราะประตูกั้นเจ้าของบ้านออกจากส่วนสาธารณะ ประตูมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโรมัน เพราะสมัยนั้น ประตูแต่ละแห่งมักมีคนเฝ้า เพื่อเชิญแขกเข้าไปในบ้าน คนโบราณส่วนหนึ่งเชื่อว่าการละเมิดค่านิยมการเชิญชวนแขกเข้าบ้าน มักนำมาซึ่งความโชคร้ายสู่สมาชิกครอบครัว และอาจทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียงได้  ชาวสโลวีเนียในอดีต ใช้ไม้ในการทำประตูเป็นส่วนใหญ่เฉกเช่นเดียวกันกับชาวยุโรปทั่วไป พวกเขายังเชื่อว่าประตูจะกั้นระหว่างอันตรายและความปลอดภัย ความมีเหตุผลและไร้เหตุผล ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ รวมทั้ง
โลกมนุษย์กับสวรรค์ ส่วนกลอนประตูก็เป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากโลกภายนอก นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาดูนิทรรศการประตูจะได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับประตูของชาวยุโรป ชาวสโลวีเนีย และประชาชนในทวีปอื่นๆ จนมุมมองเกี่ยวกับประตูเปลี่ยนไปตลอดกาล นักท่องเที่ยวจะเพลิดเพลินจนไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็จัดทำเป็นนิทรรศการที่สามารถดูได้อย่างเพลิดเพลินจนรู้สึกอยากลุกขึ้นมาเป็นภัณฑารักษ์เพื่อจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องอื่นบ้าง เช่น หน้าต่าง หรือส้วม เป็นต้น


ตัวอย่างเครื่องแต่งกาย

ตัวอย่างเครื่องประดับ


ตัวอย่างเครื่องมือทำมาหากิน


ตัวอย่างวัฒนธรรมมายา


ตัวอย่างบานประตู


เรื่องราวมนุษย์และความสัมพันธ์