Mensooree Okinawa (5)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569080

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 13:26 น.

Mensooree Okinawa (5)

หลายตอนที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่าอาณาจักรริวกิวกันบ่อยๆ ฉบับนี้ขอพาทุกท่านไปรู้จักกับคำว่า ริวกิว ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการไปเยือนสถานที่สำคัญและสิ่งของ ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของอาณาจักรริวกิวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากพูดถึงโอกินาวาแล้ว หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญ อันเปรียบเสมือนตัวแทนและความภาคภูมิใจของอาณาจักรริวกิวที่ทุกคนยอมรับก็คือ ปราสาทชูริ (Shuri Castle) ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1300 ชื่อของปราสาทแห่งนี้มาจากคำว่า Shuri ที่เป็นชื่อเมืองหลวงในอดีตของอาณาจักรริวกิว ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เมืองนาฮา ปราสาทชูริเป็นทั้งที่ประทับของกษัตริย์และศูนย์กลางการบริหาร มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเพื่อรวมศูนย์อำนาจการปกครองของหมู่เกาะโอกินาวา การทูต การต่างประเทศ และศิลปวัฒนธรรม ไว้ในที่เดียว ปราสาทแห่งนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายครั้ง แต่ครั้งที่เสียหายมากที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1945 จากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 Battle of Okinawa (ยุทธการโอกินาวา) เป็นการสู้รบบนหมู่เกาะริวกิว ซึ่งเป็นสงครามสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่ที่สุดในภาคพื้นแปซิฟิก อเมริกาวางแผนใช้โอกินาวาเป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการบุกแผ่นดินใหญ่ในญี่ปุ่น ปราสาทชูริได้ผลกระทบจากการสู้รบครั้งนั้นและทำให้ตัวอาคารเสียหายทั้งหมด เหลือเพียงเศษซากกำแพงหินเท่านั้น ตัวอาคารที่เห็นในปัจจุบันได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างงดงามในปี ค.ศ. 1992 และต่อมาปราสาทแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ในฐานะปราสาทของราชอาณาจักรริวกิว

ย้อนเวลากลับไปอีกหน่อย ในช่วงปี ค.ศ. 1429 ฮะชิฮะชิผู้รวบรวมหมู่เกาะโอกินาวาให้เป็นปึกแผ่น ได้ก่อตั้ง ราชวงศ์โช ขึ้นเป็นราชวงศ์แรก คำว่า “โช” นั้น เป็นชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงของประเทศจีน จึงได้สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรริวกิวพระนามว่า พระเจ้าโชฮะชิ อันเป็นจุดเริ่มแรกของอาณาจักรริวกิว หรือ ลูจูคุคุ ในภาษาถิ่นโอกินาวา ที่สมัยนั้นเป็นเอกเทศไม่ขึ้นตรงกับชาติใด มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองชูริในเกาะโอกินาวา และมีอาณาเขตครอบคลุมเกาะอื่นในบริเวณใกล้เคียง มีการใช้ภาษาอุจินากุจิเป็นภาษาพูดของตัวเอง แต่ใช้อักษรจีนในการจดบันทึกเนื่องจากได้รับอิทธิพลด้านต่างๆ จากประเทศจีนซึ่งเป็นชาติคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของริวกิวในยุคนั้น รวมทั้งยังมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนด้วยระบบจิ้มก้อง โดยการส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้จักรพรรดิจีนเพื่อแสดงไมตรีจิต เหมือนกับประเทศไทยของเราในสมัยอโยธยา นอกจากด้านภาษาแล้วริวกิวยังรับอิทธิพลอื่นมาจากจีน ทั้งการแต่งกายรวมถึงสถาปัตยกรรม เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ปราสาทชูริมีกลิ่นอายของจีน แตกต่างจากปราสาทบนแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่นทั้งหมด

พระเจ้าโชฮะชิได้ทรงนำระบบราชสำนักแบบมีลำดับศักดิ์จากจีนมาใช้ และทรงรับสั่งให้ก่อสร้างปราสาทชูริขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครอง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นพื้นที่ส่วนพระองค์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ มีชื่อเรียกว่า โอะอุชิบะระ ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเรียกว่า คิโยะโนะอุชิ และส่วนที่สาม เป็นลานกว้างเรียกว่า อุนะ มีอาคารรายล้อมอยู่ทั้งสามด้าน ประกอบด้วย หอด้านเหนือ หอด้านใต้ เซอิเด็น และประตูโฮชิน หอทั้งสองด้านเป็นส่วนที่ใช้ในการบริหารราชการและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เช่น คณะทูตจากประเทศจีนหรือญี่ปุ่น แต่สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของโอกินาวาที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราที่สุด ก็คือ เซอิเด็น ซึ่งใช้ประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองอาณาจักรรวมถึงพิธีการต่างๆ จะถูกจัดขึ้นที่นี่ ในปัจจุบันนี้ภายในอาคารหอด้านเหนือและใต้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรริวกิว และความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและจีน ส่วนเซอิเด็นก็ได้รับการบูรณะตกแต่งแบบดั้งเดิมทุกอย่าง รวมถึงเจ้าหน้าที่ในปราสาทก็จะแต่งกายด้วยชุดของอาณาจักรริวกิวแบบดั้งเดิมเช่นกัน

เดินเล่นกันจนหนำใจได้ชมปราสาทกันจนทั่วแล้ว ก็นั่งรถออกมาราว 5 นาที ถึงยังร้าน Shuri Ryusen เป็นร้านผ้าบิงงาตะสมัยใหม่ ที่สืบสานและปรับปรุงผ้าบิงงาตะซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมของราชวงศ์ริวกิวให้กลับคืนมาสู่ยุคปัจจุบัน เป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของโอกินาวา เดิมเป็นบ้านที่เปิดเป็นร้านขายผ้าบิงงาตะโดยท่านอาจารย์ Koto Yamaoka ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำผ้าบิงงาตะ และภายหลังได้เพิ่มส่วนของพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานผ้าบิงงาตะเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำผ้าบิงงาตะของอาณาจักรริวกิวโบราณ สมัยก่อนผ้าบิงงาตะเป็นที่รู้จักกันในฐานะผ้าเขียนลายงานหัตถกรรมพื้นบ้านอันเป็นสัญลักษณ์แห่งริวกิว และถูกจำกัดไว้สำหรับพระราชวงศ์สวมใส่เท่านั้น หรือถ้าจะมีกรณีพิเศษอย่างเช่น ใช้ตัดเป็นชุดสำหรับฟ้อนรำเพื่อต้อนรับราชทูตจีน ก็ต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ และในส่วนของสามัญชนจะได้รับการอนุญาตให้สวมบิงงาตะเฉพาะในโอกาสพิเศษที่ประกาศโดยราชสำนักเท่านั้น ลวดลายดั้งเดิมของผ้าบิงงาตะมีประมาณ 20 แบบ การเลือกใช้ลวดลายหรือสีผ้าก็ขึ้นอยู่กับชนชั้นทางสังคมเช่น บิงงาตะสีเหลืองสำหรับสุภาพสตรีในงานราชพิธีเท่านั้น ส่วนสีฟ้าและอาซาจิใช้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ลายผ้าอย่าง มังกรหรือนกฟีนิกซ์ ที่เรียกกันว่าลายผ้าใหญ่ จะใช้สำหรับสมาชิกในราชวงศ์เท่านั้น ยิ่งขนาดของลายใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ก็หมายความว่าลำดับชั้นยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และเมื่อเริ่มแก่ชราลงก็จะลดขนาดของลายผ้าให้เล็กลง หรืออีกนัยหนึ่ง บิงงาตะ คือเครื่องแสดงลำดับชั้นในสมัยนั้นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ส่วนใหญ่และกระดาษลวดลายดั้งเดิมได้ถูกเผาทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ด้วยความโชคดีที่เหล่าศิลปินย้อมผ้าของโอกินาวา ที่เรียกกันว่า บิงงาตะซูเกะ ให้ความสำคัญและพยายามอย่างดีที่สุดที่จะรักษาและสืบทอดงานหัตถกรรมพื้นบ้านชิ้นนี้เอาไว้ แม้ว่าหลังสงครามจะมีการขาดแคลนวัสดุ แต่เสน่ห์ของบิงงาตะก็ยังไม่เสื่อมคลาย บิงงาตะซูเกะยังคงรักษาภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าชิ้นนี้ไว้ และผลิตผลงานคุณภาพอย่างต่อเนื่องให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันต่อไป

สวนนกชัยนาท ไม่แวะถือว่าพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569050

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 10:12 น.

สวนนกชัยนาท ไม่แวะถือว่าพลาด

โดย / ภาพ : กั๊ตจัง

สวนนกชัยนาทเป็นสวนนกที่มีชื่อเสียงมาช้านานมากกว่า 35 ปี เราเองก็ได้แต่ขับผ่านทุกครั้งที่เดินทางขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือโดยที่ไม่รู้เลยว่า ที่สวนนกแห่งนี้มีดีมากกว่าการดูนก เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของ จ.ชัยนาท ที่คุณควรแวะพาเด็กๆ เข้ามาเที่ยวชมสักครั้งในชีวิต

จุดเด่นของสวนนกแห่งนี้คือ กรงนกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย และแหล่งความรู้สำหรับเด็กๆ ที่มีมากกว่านก เพราะมีทั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด และท้องฟ้าจำลอง รวมอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน เรียกได้ว่าเสียค่าบัตรผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท แต่ความรู้ความสุขที่ได้รับคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แม้สถานที่จะดูเสื่อมโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา แต่ความสะอาดและการบริการของเจ้าหน้าที่ไม่เคยลดลงไปเลย

การเดินทางไปเที่ยวที่สวนนกชัยนาท จากกรุงเทพฯ ไปใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเราแนะนำให้เดินทางไปเที่ยวในวันธรรมดาช่วงปิดเทอม นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก และยังพอมีที่จอดรถฟรีด้านหน้าสวนนก หากไปช่วงวันหยุดคุณอาจจะต้องจอดรถบริเวณริมถนนด้านหน้า หรือจอดรถในสถานที่จอดรถเอกชนที่คิดค่าจอดรถฝั่งตรงข้ามสวนนกแทน

ช่วงเวลาที่ควรไปถึงประมาณ 9 โมงเช้ากำลังดีครับ อากาศยังไม่ร้อนมาก เจ้าหน้าที่ตระเตรียมสถานที่ไว้พร้อม และเราจะได้มีเวลาเดินเที่ยวชมได้โดยไม่เร่งรีบ หากไปเช้ากว่านี้บางจุดอาจจะยังไม่เปิดให้บริการ หรือสายกว่านี้เราจะเดินเที่ยวชมไม่ทันครบก็ต้องกลับเสียก่อน อีกทั้งตามธรรมชาติของนกจะมีวิถีชีวิตออกหากินในช่วงเช้าเสียมากกว่า ตกบ่ายเราจะไม่ค่อยเห็นนกบินไปบินมาสักเท่าไร

จุดแรกหลังจากผ่านประตูคุณจะเห็นรูปปั้นนกอินทรียักษ์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างหน้า ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่จุดไหนของสวนนกที่มีพื้นที่กว่า 50 ไร่ คุณก็จะเห็นแลนด์มาร์คแห่งนี้อย่างแน่นอน แวะถ่ายภาพให้อาหารปลา หากคุณไปถึงแต่เช้า เราแนะนำให้รอรถไฟฟ้านำเที่ยวเพื่อพาคุณไปส่งที่กรงนกยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่กว่า 26 ไร่

คำแนะนำสำหรับการเที่ยวกรงนกยักษ์แห่งนี้คือการเดินเที่ยวชมด้วยความสงบ และงดสูบบุหรี่ ทำตัวเสมือนเรากำลังเดินเข้าป่าจริงๆ บรรยากาศจะดูคล้ายกับภาพยนตร์เรื่องจูราสสิกพาร์คนิดๆแต่สนุกและเด็กๆ จะตื่นเต้นกับบรรดานกยูงที่เดินไปมาอย่างอิสระ นกที่บินคาบกิ่งไม้ขึ้นไปทำรัง และสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ภายในกรงนกยักษ์แห่งนี้ทำเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีความน่าสนใจอย่างมาก

นอกจากจะเหมาะกับเด็กๆ ได้เดินศึกษาวิถีชีวิตของนกเหล่านี้แล้ว ยังเหมาะกับช่างภาพสมัครเล่นที่กำลังเริ่มต้นหัดถ่ายภาพนก และสัตว์ป่าด้วยเช่นกัน ถ่ายแล้วบอกว่าไปถ่ายในป่ามาก็มีคนเชื่อนะเพราะข้างในเป็นพื้นที่ป่าที่ค่อนข้างใหญ่มาก

ออกจากกรงนกยักษ์แล้วค่อยมาเดินดูนกหายากที่อยู่ในกรงกว่า 60 ชนิด เดินชมกันเพลินๆ แต่ส่วนใหญ่จะเดินดูแบบผ่านๆ ก็ไม่ว่ากันเพราะยังมีไฮไลต์ของสวนนกชัยนาทรออยู่อีกจุดหนึ่งก็คือ อาคารแสดงพันธุ์ปลาลุ่มน้ำเจ้าพระยา สวนนกชัยนาท ที่เน้นปลาและสิ่งมีชีวิตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวสยามมาแต่โบราณกาล ข้างในมีปลาหลากหลายสายพันธ์ุซึ่งเราส่วนใหญ่จะเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ว่ายอยู่ในน้ำให้เราได้เห็นกัน

มองภาพแล้วอาจจะว่าเล็กแต่ของจริงปลาตัวใหญ่มากครับ เผลอๆ ตัวใหญ่กว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆท่านๆ เสียอีก และแต่ละสายพันธุ์อ่านข้อมูลแล้วก็ได้ความรู้แล้วก็ได้ความอยากอาหารผุดขึ้นมาในสมอง พลางคิดไปว่าจับมานึ่งบีบมะนาวก็ดี เอามาทอดแล้วราดพริกแกงก็คงอร่อยไปอีกแบบ เพราะปลาเหล่านี้คืออาหารของคนไทยที่เราคุ้นเคยกันดี บางพันธุ์เป็นที่นิยมก็เพาะเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจ บางสายพันธุ์ไม่เป็นที่นิยมก็เป็นปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติให้ชาวบ้านไปตกไปจับมารับประทานกัน จะว่าไปแล้วคนต่างจังหวัดโชคดีกว่าคนเมืองอย่างหนึ่งตรงที่มีอาหารตามธรรมชาติให้รับประทานมากกว่าทั้งพืชผักผลไม้ และสัตว์น้ำเหล่านี้นั่นเอง

จบจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเราไปต่อกันที่ท้องฟ้าจำลอง มาต่างจังหวัดก็มีท้องฟ้าจำลองให้ได้ชมเหมือนกันครับ แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับที่กรุงเทพฯ แต่ถือว่ามีและเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องดาราศาสตร์ที่ดีแห่งหนึ่ง รอบการแสดงจะมีขึ้นทุก 45 นาที ระหว่างรอเราสามารถเดินชม นิทรรศการด้านดาราศาสตร์ไปพลางๆ ก่อน ความรู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะซึ่งเป็นเรื่องดาราศาสตร์ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ส่วนการฉายท้องฟ้าจำลองก็ดูเพลินๆ เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่ยังไม่ได้มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์มากนัก ส่วนผู้ใหญ่ก็ดูได้มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางอย่างเกี่ยวกับความเชื่อและความแตกต่าง บนท้องฟ้าที่เราอาจจะคิดไม่ถึงก็หาดูได้จากที่ท้องฟ้าจำลองแห่งนี้

ออกมาจากท้องฟ้าจำลองจะมีอีก 2 จุด ที่เราเที่ยวได้ก็คือ สวนน้ำอวกาศ เป็นสวนน้ำขนาดเล็กในธีมหุ่นยนต์อวกาศ ค่าเข้าไม่แพง แต่ต้องเตรียมชุดเล่นน้ำไปเอง และที่อยู่ใกล้ๆ กันก็คือ พิพิธภัณฑ์ไข่นก เป็นส่วนที่ให้ความรู้เรื่องไข่นกแต่ละชนิด ขนาด และรูปแบบของรังที่ใช้ฟักไข่นกในแต่ละสายพันธ์ุทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้วนกที่เราเห็นอยู่มากมายนั้น เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เปราะบางกว่าที่เราคิดไว้มาก

กล่าวกันว่า ถ้าเราอยากรู้ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าและพืชพรรณไม่ต้องส่งโดรนขึ้นไปสำรวจให้เหนื่อย ให้ดูที่นกนี่ละ ป่ายิ่งสมบูรณ์นกยิ่งมาก ส่วนป่าไหนมีสัตว์อาศัยอยู่มากให้ดูที่เสือเพราะเสือจะอาศัยอยู่ใกล้แหล่งฝูงสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น

สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะพูดถึงสวนนกชัยนาทแห่งนี้ก็คือ น่าเสียดายที่แหล่งท่องเที่ยวดีๆ แบบนี้กลับถูกมองข้ามจากนักท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐ จนทำให้ดูทรุดโทรมลงไปมากถ้ามีเงินทุนเข้ามาปรับปรุงก็คงจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทยของเราได้ดี

‘ดิสคัฟเวอร์ ไทย’ โซนช็อปปิ้งใหม่ของคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569008

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 14:40 น.

‘ดิสคัฟเวอร์ ไทย’ โซนช็อปปิ้งใหม่ของคนเมือง

เรื่อง : ภาดนุ

ใครที่กำลังมองหาของขวัญหรือของฝากเก๋ๆ จากไอเดียและฝีมือคนไทย ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหาที่ต่างจังหวัดอีกต่อไป เพราะตอนนี้สยามดิสคัฟเวอรี่ได้เปิดโซนใหม่ที่ชื่อว่า “ดิสคัฟเวอร์ ไทย” (Discover Thai) เป็นการเอาใจคนกรุงกันแล้ว

โซนดิสคัฟเวอร์ ไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 4 ของสยามดิสคัฟเวอรี่ มีพื้นที่รวมกว่า 437 ตารางเมตร โดยมีจุดประสงค์หลักในการนำเสนอจุดหมายแห่งใหม่ เพื่อการช็อปปิ้งของขวัญของฝากของไทย

ย้ำแนวคิดการคัดสรรสินค้าที่ดีเลิศมาให้เลือกหลากหลาย ครบครัน และจบในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง

อุสรา ยงปิยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า วันสยาม (One Siam) ถือเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิ้งอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ มาโดยตลอด เพียบพร้อมด้วยที่สุดแห่งการช็อปปิ้ง อาหารการกิน งานศิลป์ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก

รวมทั้งเป็นแหล่งวัฒนธรรมและการศึกษาที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศไทย ในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้มาท่องเที่ยวในวันสยามแห่งนี้มากกว่า 160 ล้านคน สยามดิสคัฟเวอรี่จึงได้ร่วมเติมคุณค่าให้กับวันสยาม ด้วยการสรรค์สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่ซ้ำใคร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าทั้งคนไทยและทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง

โซนใหม่ “ดิสคัฟเวอร์ ไทย” นี้ เกิดจากการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแบบอินไซด์ แล้วพบว่าการสรรหาของขวัญของฝากของไทย ปัจจุบันยังคงเป็น Unmet Need เพราะทั้งลูกค้าคนไทยมีความต้องการหาซื้อของขวัญของฝากจากไทย เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับเพื่อนหรือคู่ค้าทางธุรกิจชาวต่างชาติ

ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ก็ต้องการหาของที่ระลึกจากเมืองไทยกลับไปเช่นเดียวกัน แต่ทว่าด้วยเวลาที่มีอย่างจำกัดและไม่สามารถหาจุดหมายเพียงแห่งเดียว ที่เข้ามาเยือนแล้วครบทุกความต้องการซึ่งมีความเหมาะสมลงตัว ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ราคา และดีไซน์ได้

ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์การสร้างประสบการณ์ใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว สยามดิสคัฟเวอรี่จึงเปิด ดิสคัฟเวอร์ ไทย ซึ่งเป็นโซนของขวัญของฝากสุดยิ่งใหญ่บนพื้นที่ชั้น 4 ขึ้น ภายใต้แนวคิด Celebrate Localnity (Local-Community) Everyday Thai Gift

ด้วยการส่งเสริมผลงานที่ออกแบบโดยความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนเรื่องราวภูมิปัญญาของไทย และได้รับความนิยม คัดสรรมาเป็นของขวัญของฝากอันทรงคุณค่า มีคุณภาพในระดับไฮเอนด์ ด้วยราคาที่เหมาะสม เสมือนเป็นฟาสต์แทร็กให้ลูกค้าได้สินค้าครบทุกประเภทตามความต้องการได้ภายในโซนดิสคัฟเวอร์ ไทย แห่งนี้เพียงแห่งเดียว

ภายในโซนดิสคัฟเวอร์ ไทย มีสินค้าหลากหลายกว่า 3,000 รายการ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ สินค้าสปา เครื่องสำอางความงาม สินค้าไลฟ์สไตล์ ของที่ระลึก สมุนไพรไทย อาหารปรุงสำเร็จและของกินเล่น

– สินค้าสปา ของขวัญยอดนิยมจากเมืองไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ครบครันทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ขัด นวด บำรุง บำบัด และอโรม่า พร้อมแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามและสะท้อนคุณค่าแบบไทย เหมาะกับการเป็นของฝากระดับพรีเมียม อาทิ Bath & Bloom Akaliko Shidara Pranali และ Urbanban

– สินค้าความงาม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณชั้นนำแบรนด์ไทย ที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนเป็นของฝากที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนเมืองไทย อาทิ Mistine Voodoo ELE Snail White Ramayana และ Water Angle

– สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติของไทย สะท้อนภูมิปัญญาแบบไทย แต่ยกระดับดีไซน์ให้เข้ากับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ของต่างชาติ อาทิ ผ้าพันพอ เนกไท ลวดลายไทย จาก Parcharakorn สินค้าดีไซน์จากผ้าขาวม้าที่เป็นเอกลักษณ์ไทยจาก Bussaba เครื่องประดับเงินแท้ออกแบบทันสมัยจาก Siam Original เสื้อผ้าสำหรับสปาจาก Shadara กระเป๋ารูปช้าง จาก Eleph กระเป๋าดีไซน์ด้วยกลิ่นอายเอเชียร่วมสมัยจาก Juno สินค้าทำจากวัสดุบรอนซ์สเตนเลส และทองแดงรูปต่างๆ จาก Siam Bronz Factory

– สินค้าของที่ระลึก ที่ออกแบบสวยงาม ฝีมือประณีต พัฒนารูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์แบบไทย เหมาะกับเป็นของขวัญของฝากให้กับทุกเพศทุกวัย อาทิ แม็กเน็ตสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ จาก T Original โปสการ์ดสุดเก๋ จาก Op Post Card และป๊อปอัพการ์ด รูปสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ จาก T Jack เป็นต้น

– สินค้าสมุนไพร จากภูมิปัญญาของคนไทย ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ถึงคุณประโยชน์ที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดต่างๆ อาทิ ยาหม่อง Tiger Balm น้ำมัน Siang Pure, น้ำมันนวด Jan Hom ฯลฯ

– สินค้าอาหารปรุงสำเร็จและของกินเล่นที่มีรสชาติแบบไทย แต่ขึ้นชื่อและถูกปากคนทั่วโลก อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ต้มยำ พริกแกงปรุงสำเร็จ จาก Thai Aree ส้มตำอบแห้ง จาก แม่ตุ๊ก น้ำปลาร้าปรุงรส ยำขนมจีนอบแห้ง จาก หม่อนจันทร์ เครื่องต้มยำ พริกไทยตรามือ เครื่องเทศ จาก Spice Story ไอศกรีม DIY รสทุเรียนและรสกะทิ จาก Happy Plus รวมถึงขนมกินเล่นจากแบรนด์ดังของไทยต่างๆ เช่น Freppy บ้านมะขาม Almilk, Benefruit และ J fruit

นอกจากของขวัญของฝากของไทยที่ ดิสคัฟเวอร์ ไทย ได้คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีบริการส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่โรงแรม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวให้สามารถท่องเที่ยวต่อได้ตลอดวัน โดยไม่ต้องกังวลกับการถือสินค้าอีกด้วย

ดิสคัฟเวอร์ ไทย อยู่ที่ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่ โทร. 02-658-1000 หรือ FB : siamdiscovery 

ตลาดรักพูนพูน ชุมชนคนรักอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569007

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 14:10 น.

ตลาดรักพูนพูน ชุมชนคนรักอินทรีย์

เรื่อง : แมงโก้หวาน ภาพ : รักพูนพูน ออร์แกนิก

 

ไปเมืองลำพูนอย่าลืมไปเดินตลาดเลิฟพูนพูน (Lovepoonpoon) หรือตลาดรักพูนพูน ตลาดเกษตรอินทรีย์เล็กๆ ในตัวเมืองลำพูน อยู่ในซอยเพิ่มมิตร ถนนสันเหมือง ไม่ไกลจากพระธาตุหริภุญชัยเท่าใดนัก มีเฉพาะวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 09.00-14.00 น.

ตลาดที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าจากหลากหลายอำเภอในลำพูน ที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์จริงๆ ไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงในกระบวนการผลิต แล้วนำผลผลิตออร์แกนิกที่ได้จากสวนของตัวเองมาขายในราคาที่ทุกคนสามารถซื้อหาได้ กินแล้วดีต่อสุขภาพ ไม่เกิดโทษต่อร่างกาย

ภายในตลาดจะมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์ให้ได้เลือกช็อปปิ้งมากมาย รวมไปถึงอาหารออร์แกนิกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้สดปลอดสารพิษ เช่น ผักไมโครกรีน ผักกาด ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา ฟักทอง ข้าวโพดหวาน ผักสลัด ชาสมุนไพร ลูกพลับ กล้วย ลำไย แตงโม น้ำผลไม้เย็นฉ่ำ มันม่วงญี่ปุ่น อโวคาโด เป็นต้น

ขณะที่อาหารก็มีให้เลือกไม่น้อย เช่น หมูอินทรีย์สด หมูอินทรีย์คั่วกลิ้ง แหนมหมูอินทรีย์ ขนมเส้นผัด อาหารปักษ์ใต้ เช่น ขนมจีนแกงไตปลา อาหารทะเลปลอดฟอร์มาลีน ขนมปังปลอดสารกันบูด กาแฟสด พิซซ่าอบเตาดิน ไก่อบเตาดิน ไอศกรีมแท้หลากรส เบเกอรี่สดใหม่ ขนมปังโฮลวีต เค้กลูกหม่อน เค้กกระเจี๊ยบ เค้กกล้วยฟักทอง ขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติ กะปิ น้ำปลา ดอกเกลือ เป็นต้น

ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ “รักพูนพูน” จ.ลำพูน เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2559 ดำเนินงานโดยกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ชาวลำพูนและสมาชิกหลากวัยที่มีหัวใจอินทรีย์และรักสิ่งแวดล้อม นำโดย อุทัยวรรณ บุญลอย เจ้าของสวนลำสะปูน หนึ่งในสมาชิกหลักของตลาดที่สวมหมวกอีกใบคือเป็นผู้จัดการตลาดด้วย

เสน่ห์ของตลาดรักพูนพูนหนีไม่พ้นการสาธิตการทำอาหารหรือเมนูของกินต่างๆ ให้กับคนที่มาเดินตลาดได้ดูชมและสามารถนำกลับไปทำกินเองที่บ้านได้ เช่น การสาธิตการทำคอมบูชาที่ซ่าอร่อยและมีคุณประโยชน์หลายอย่าง (คอมบูชาเป็นพวกชาหมัก น้ำผลไม้หมัก) การทำน้ำยาล้างจานชีวภาพ ถนอมมือ ล้างจานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำบะจ่าง ของกินอุดมโภชนาการ พกพาง่าย เก็บได้นาน เป็นต้น

“เราไม่ได้แค่ทำอาหารอร่อยให้คนที่มาเดินตลาดได้กินอาหารเท่านั้น แต่เราได้นำเอาผัก ผลไม้อินทรีย์ อาหารอินทรีย์ทั้งหลายมาจำหน่ายให้คนในท้องถิ่ินได้กินของสดใหม่ในราคาไม่แพง นั่นเพราะเราต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้คนเหล่านั้นหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกินที่ควรเลือกกินแต่อาหารที่ปลอดภัยโดยที่ไม่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย” ผู้จัดการตลาด กล่าว

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือมีการผุดแคมเปญ “ไม่ใช้ถุงหิ้วพลาสติกและหลอดดูดพลาสติก” นั่นหมายความว่าลูกค้าที่เดินซื้อของที่ตลาดแห่งนี้ ต้องพกถุงผ้าหรือตะกร้าไปใส่ของด้วย

หากลูกค้าไปซื้อของที่ตลาดรักพูนพูน แล้วแม่ค้าไม่ให้ถุงพลาสติกก็อย่าโกรธแม่ค้า หรือหากแม่ค้าพ่อค้ารายใดให้บริการถุงพลาสติกอยู่ นั่นหมายความว่าแม่ค้าอะลุ้มอล่วยโดยพิจารณาถึงความจำเป็นเนื่องจากลูกค้าไม่ได้นำเอาตะกร้าหรือถุงผ้ามาเอง แต่มิวายที่แม่ค้าจะบอกลูกค้าถ้ามาครั้งต่อไปอย่าลืมนำถุงผ้าหรือตะกร้ามาด้วย

“นอกจากพวกเราต้องการให้คนลำพูนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย และในราคาไม่แพงแล้ว ขณะเดียวกันเราก็อยากปลูกฝังให้ทุกคนใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงออกแคมเปญ ดังกล่าวเพื่อต้องการลดการใช้พลาสติกไม่ว่าจะเป็นถุงหิ้ว หลอดดูด และบรรจุภัณฑ์ให้ได้สักวันหนึ่ง เพื่อที่เราไม่ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หนักหนาสาหัสในอนาคต” ผู้จัดการตลาดกล่าวทิ้งท้าย

วัดโพธิ์จัดใหญ่ 10 วัน 10 คืน งานสมโภชพระอาราม 230 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569005

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 13:50 น.

วัดโพธิ์จัดใหญ่ 10 วัน 10 คืน งานสมโภชพระอาราม 230 ปี

เรื่อง : ทราเวลเลอร์ travel@posttoday.com

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ร่วมกับ มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้าในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิสิริวัฒนภักดี เตรียมจัดงาน “สมโภชพระอาราม 230 ปี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร” ระหว่างวันที่ 1-11 พ.ย. 2561 เวลา 10.00-22.00 น.

ร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรม 230 ปี ชวนแต่งกายชุดไทยย้อนยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เพลิดเพลินใจไปกับมหรสพ และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมแบบชาววังที่หาชมได้ยาก ท่ามกลางบรรยากาศงานวัดร่วมสมัย

การจัดงานสมโภชพระอาราม ถือเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์สำคัญของการสถาปนาวัด ตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาวัดขึ้นมา

ดังนั้น พุทธสถานแห่งนี้จึงมีความสำคัญและมีความสวยงามตระการอย่างยิ่ง โดยปีนี้นอกจากจะเป็นการเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมเฉลิมฉลองความเป็นมรดกพุทธ มรดกโลก ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่สำคัญอันดับ 17 ของโลกแล้ว ยังได้ร่วมเสริมความเป็นสิริมงคลด้วยการทำบุญไหว้พระ สักการะพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามที่สุดในโลก สักการะพระพุทธเทวปฏิมากร และชมความงามของพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล

นักท่องเที่ยวจะได้ชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม เช่น การแสดงและสาธิตการละเล่นของหลวงที่ปรากฏอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ การแสดงฤาษีดัดตน ระบำแม่ซื้อ รำฉุยฉายพราหมณ์ โขน จำอวดหน้าม่าน การบรรเลงวงเครื่องสาย การแสดงลำตัดคณะแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ การแสดงกระบี่กระบองจากสำนักดาบดาบพุทสวรรย์ระบำวิชนี การแสดงวงดนตรีลูกทุ่งจีนรำพัด การแสดงสิงโต ออกแขก 12 ภาษา และการแสดงลิเก

นอกจากนี้ จะได้ชมงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 ด้วยการนำชิ้นงานของศิลปินชื่อดังระดับโลกมาจัดแสดงไว้ที่วัดโพธิ์ ตั้งแต่วันนี้-ก.พ. 2562 

ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่กับ ‘U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569000

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่กับ ‘U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด

 

สาวหน้าหวานที่หลายคนคุ้นหน้าในฐานะนักแสดง แต่อีกด้านหนึ่งของ “มิ้งค์” ยูมิโกะ สุชิยะ เธอเป็นนักเดินทางขาลุยที่จะพาทุกคนไปเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด

“มิ้งค์เป็นคนชอบถ่ายรูปและชอบเที่ยว เพราะรู้สึกว่าการท่องเที่ยวทำให้เราได้พัก ดังนั้นเมื่อว่างจากงานเมื่อไร ก็ต้องหาที่เที่ยวทันที” เธอกล่าวถึงที่มาที่ไปของเพจ

“เวลาเที่ยวกลับมาก็จะชอบเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ถ้าไปมาแล้วดีก็อยากให้เขาไปด้วย ไปเห็นเหมือนที่เราเห็น จนวันหนึ่งรู้สึกว่าต้องเปิดเพจแล้ว เพราะลงรูปในอินสตาแกรมอย่างเดียวไม่พอ แต่อยากให้คนอื่นเห็นภาพสวยๆ และข้อมูลที่เราไปมาได้กว้างขึ้น”

ประเดิมโพสต์แรกกับทริปเที่ยวบาหลี ที่เธอรู้สึกว่าภาพดีและมีเรื่องราวน่าสนใจจึงนำมาแบ่งปัน สร้างความปัง! ให้เพจด้วยยอดแชร์กว่า 7,000 ครั้ง

“ถ้าถามสไตล์การเดินทาง มิ้งค์เป็นคนชอบธรรมชาติ หรือชอบไปพักโรงแรมที่อยู่ใกล้ธรรมชาติทั้งทะเลและภูเขา แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนมิ้งค์ต้องรู้สึกกับสถานที่นั้นๆ ไม่ใช่ไปแค่รีวิว แต่ต้องรู้สึกมีความสุขกับที่แห่งนั้นด้วย”

นักเดินทางสาวกล่าวด้วยว่า เธอออกเดินทางเดือนละครั้ง หรือหากว่างกว่านั้นก็จะไปเที่ยวบ่อยขึ้น

“โดยเฉพาะพอมีเพจก็ไปเที่ยวบ่อยขึ้น เพราะรู้สึกอยากหาเรื่องใหม่ๆ มาอัพเดทให้ลูกเพจฟังทุกอาทิตย์ และรู้สึกเอนจอยกับการเที่ยวมากขึ้นด้วย เพราะเหมือนเรามีเป้าหมายว่าเรื่องราวครั้งนี้จะไปเล่าให้คนอื่นฟัง แค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว”

สำหรับเนื้อหาเธอจะเขียนอย่างละเอียดยิบแบบที่สามารถไปตามรอยได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย วิธีการเดินทาง สภาพอากาศ ช่วงที่ควรไป โรงแรมที่พัก รวมถึงอาหารการกิน สมกับชื่อเพจ “แบบนี้ต้องไปจัด” เพราะสามารถอ่านครบจบภายในโพสต์เดียว

“การเดินทางได้ให้อะไรหลายอย่างกับมิ้งค์ จากเมื่อก่อนที่เราอยู่ในโลกใบเดิม แต่พอได้ออกไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศมันทำให้เราโตขึ้น มันมีผลต่อการตัดสินใจหลายๆ อย่างของเรา เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าการไปในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคยจะเจอกับอะไรบ้าง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมและรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอด

จากเมื่อก่อนมิ้งค์เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง การท่องเที่ยวก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น กล้าคุยกับคนอื่นมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ถามหรือไม่คุยกับเขา เราก็จะไม่รู้เรื่องราวของสถานที่ตรงนั้น และที่สำคัญคือมิ้งค์ได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ไอเดียมาใช้กับการทำงาน”

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า หากความสุขของคนอื่นคือการได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ เธอก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวเลือก และเธอหวังว่าคนอื่นจะ “รู้สึก” ไปกับสถานที่นั้นๆ ด้วย เพื่อค้นหามุมมองแห่งความสุขอีกด้านที่อาจไม่เคยพบมาก่อน

ติดตามการเดินทางครั้งใหม่ไปกับนักเดินทางคนสวยได้ทางเพจเฟซบุ๊ก U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด และอินสตาแกรม minkumiko

เที่ยวสุพรรณบุรี นวัตวิถีบ้านพุน้ำร้อน ชุมชนป่าสะแก ถิ่นกำเนิดขุนโจรเสือดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568973

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

เที่ยวสุพรรณบุรี นวัตวิถีบ้านพุน้ำร้อน ชุมชนป่าสะแก ถิ่นกำเนิดขุนโจรเสือดำ

เรื่อง ทีมงานโลก 360 องศา facebook: โลก 360 องศา,youtube: โลก 360 องศา

 

จ.สุพรรณบุรี มีคำขวัญว่า เมืองขุนแผน แดนยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน และภาษาถิ่นชวนฟัง จังหวัดนี้มีของดีอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด มีความหลากหลาย แล้วก็มีอีกหลายมนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราไปยังชุมชนต่างๆ เราจะค้นพบกับเสน่ห์ที่แปลกใหม่ของจังหวัดนี้

ด้วยความที่สุพรรณบุรีอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มาก ดังนั้น การเดินทางไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับก็จึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย จะมาเดินเที่ยวตลาดเก่าก็สนุกสนานเพลิดเพลินดี หรือจะมาทำบุญไหว้พระ ที่จังหวัดนี้ก็มีวัดอยู่มากมาย

แม้ว่าทุกวันนี้มีคนมาเที่ยว มาทำบุญไหว้พระไม่ขาดสาย แต่เราอยากให้การมาเที่ยวของพวกเขามีความหลากหลายมากขึ้น และอยากให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ซึ่งดำเนินการภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงมีเป้าหมายให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง โดยการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน ให้ทุกๆ ชุมชนลุกขึ้นมาสร้างความเข้มแข็ง สร้างเสน่ห์จากการท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ ผู้คนจะได้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินที่อื่น ถ้ามองที่ผลประโยชน์โดยตรง ก็คือรายได้จากการขายสินค้า แต่ผลประโยชน์ทางอ้อมที่มาคู่กัน คือ จะเกิดความรัก ความสามัคคี และมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นของตน ทั้งยังสร้างจิตสำนึกในการรักและหวงแหนทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย

 

 

ชุมชนพุน้ำร้อน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้รับการจัดอันดับให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อันดับหนึ่งของ จ.สุพรรณบุรี เพราะว่าที่นี่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ มีวัฒนธรรมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ แล้วก็มีธรรมชาติที่สวยงาม

พระอาจารย์เสน่ห์ หรือพระครูวิสิฐสุวรรณคุณ เจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน พระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนในชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า มีการพบเจอโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ทั้งที่นี่และหมู่บ้านใกล้เคียง จึงรวบรวมนำมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บางส่วน และอาศัยกรมศิลปากรที่สุพรรณบุรีเข้ามาศึกษาข้อมูล และช่วยเก็บข้อมูลให้ด้วย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชุมชนนี้น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคหินกะเทาะ ยุคหินขัด ประมาณ 3,000-4,000 ปี เรียกว่ายุคของช่วงหินใหม่ แล้วก็เชื่อมต่อมายุคโลหะ ยุคหินสำริด และก็ยุคทวารวดีจนมาถึงยุคอยุธยา

ผู้ใหญ่ชุม นันทา ได้พาเราไปดูของจริงที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดพุน้ำร้อน พร้อมกับให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ของพุน้ำร้อนและชุมชนใกล้เคียง เวลาทำไร่ไถนา ก็จะเจอข้าวของโบราณแบบนี้เป็นประจำ ซึ่งคนที่เจอส่วนใหญ่ก็จะไม่เก็บไว้เป็นสมบัติของตัวเอง แต่จะนำมาถวายให้หลวงพ่อ พอมีข้าวของเยอะขึ้น หลวงพ่อจึงนำมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ เพื่อให้ความรู้กับทุกคน

ถ้าคนชอบศึกษาของเก่า ได้มาที่นี่ก็จะชมเพลินเลยทีเดียว

 

 

คุณวันเพ็ญ กาฬภักดี หรือพี่เพ็ญ เจ้าบ้านใจดีอีกหนึ่งคน ที่เตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรา ได้เล่าถึงเรื่องอาหารการกินพื้นบ้าน ที่นี่ว่าดูเผินๆ เหมือนอาหารภาคกลางทั่วไป แต่แตกต่างในวัตถุดิบ เน้นพืชผักในท้องถิ่น เมนูเด็ดคือ แจ่วเอาะไก่บ้าน จิ้มกับผักหนาม

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว พี่เพ็ญในฐานะประธานกลุ่มทอผ้าบ้านพุน้ำร้อนก็ได้เล่าเรื่องผ้าทอให้เราฟังว่า ผ้าทอของที่นี่จะเป็นผ้าซิ่นตีนจก ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ต่างจากตีนจกของอีสาน เป็นลายที่จดจำมาจากปู่ย่า ตายายมีหลายลาย แต่ที่ได้รางวัล คือ ลาย “แมงกะบี้” ลาย “ขอเกาะดอก” ราคาขาย 3-4 หมื่นบาท แต่ละผืนใช้เวลาในการทอประมาณ 3-4 เดือน

ผู้ใหญ่ชุมได้นำเราออกสำรวจธรรมชาติ บ้านพุน้ำร้อน ด้วยการนำชมเขาเรือ โดยที่เขาเรือนี้เป็นป่าธรรมชาติ ชาวบ้านร่วมกันทำเป็นป่าชุมชน มีเรือหิน ซึ่งเป็นจุดชมวิว จึงทำให้เรียกที่นี่ว่า เขาเรือ

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมี “อ่างเก็บน้ำหุบเขาวง” หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ปางอุ๋งสุพรรณ” ซึ่งได้รับการดูแลจากชุมชน มีการจัดตั้งกรรมการขึ้นมาดูแล ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีถนนลาดยาง เพราะเป็นความต้องการของชุมชน ที่ไม่อยากให้ความเจริญมาทำให้พื้นที่เสื่อมเร็วเกินไป

สำหรับนักท่องเที่ยว ช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะไปเที่ยวชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ก็คือช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่ถ้าอยากดูวิถีชีวิต ก็มาได้ทุกวัน ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งน่ามามากๆ เพราะเขามีผัก ผลไม้ พื้นบ้าน อาหารการกินอร่อยๆ ไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นขนมตาล ปลาส้ม ขนมบ้าบิ่น กระยาสารท ข้าวโพดต้ม ปลาทับทิม เรียกว่ามีทั้งคาว ทั้งหวาน รอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านอยู่แล้ว

 

 

 

การปรับให้ที่นี่กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ช่วยดึงคนให้มาเที่ยวมากขึ้น เมื่อมีคนมาเที่ยวมากขึ้น ก็จะมีคนแวะซื้อของกินของใช้มากขึ้น ยิ่งถ้าชุมชนเข้มแข็ง ร่วมไม้ร่วมมือกัน ก็สร้างสรรค์กิจกรรมและสินค้าใหม่ได้อีกมากมาย ซึ่งนั่นจะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่เน้นการมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ชุมชนป่าสะแก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ที่นี่คือบ้านเกิดของสายัณห์ สัญญา และที่นี่คือถิ่นของเสือดำ ขุนโจรที่มีชื่อเสียงของ จ.สุพรรณบุรี นอกจากนั้น นี่คือหนึ่งในชุมชน OTOP นวัตวิถี ของ จ.สุพรรณบุรี

ชุมชนป่าสะแกไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมาก่อน แต่อาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชน ที่พยายามดึงเอาเสน่ห์ของชุมชนออกมาสร้างเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว จนกลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่เราเห็นอยู่ เช่น การแสดงเสือดำออกปล้น เป็นต้น

ตำนานเสือดำ เป็นสิ่งที่สร้างความแปลกใหม่ ให้กับกิจกรรมท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะสร้างเป็นการแสดงได้แล้ว ยังผนวกเข้ากับศิลปะการฟ้อนรำที่งดงามของชุมชนได้อีกด้วย ดังเช่น “รำฤกษ์ดาวโจร” ที่งดงามอ่อนช้อยแบบนี้ หาชมที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่นี่ที่เดียว

 

 

เมื่อมีกิจกรรมที่น่าสนใจ คนก็อยากมาเห็น อยากมาเที่ยวดู มาซื้อข้าวของ ชาวบ้านก็สามารถเอาข้าวของมาขายได้ นักท่องเที่ยวก็สุขใจที่ได้ซื้อ ได้กินของอร่อย แม่ค้าก็สุขใจที่ได้ขาย ได้แถม บางคนก็สุขใจที่ได้ทำ ทำขนม ทอดไก่ และบางคนก็ภูมิใจที่ได้อวดโชว์ของดีชุมชน ให้คนทั่วไปได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นโชว์การถักแห โชว์การทำไม้กวาด การทอผ้าซิ่นงามๆ เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาว่ามีรายได้ไหลเข้าชุมชนนี้เป็นเงินกี่บาท แต่ที่เห็นชัดๆ คือ เราเห็นรอยยิ้มและความสุขกระจายไปทั่วทั้งชุมชน

นอกจากความคึกคักมีชีวิตชีวาของตลาดชุมชนแล้ว อีกมุมหนึ่งก็แอบมีบรรยากาศสบายๆ ภายใต้ผืนนาเขียวขจี ทั้งการขี่จักรยานในทุ่งนา หรือการเดินเล่นบนสะพานไม้ไผ่ สะพานแห่งนี้ ไม่มีค่าผ่านประตู ไม่มีการบังคับซื้อของ และที่สำคัญ จะนั่งนานเท่าไรก็ได้ ตราบที่หัวใจของคุณยังอยากอยู่ที่ชุมชนป่าสะแก

สุพรรณบุรีอยู่ไม่ไกล เดินทางไปเช้าเย็นกลับก็ได้ หรือจะค้างคืนเพื่อนอนดูดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าก็ได้เช่นกัน หากมีโอกาสอย่าลืมมุ่งหน้าสู่ชุมชนบ้านพุน้ำร้อน หรือจะเป็นชุมชนป่าสะแกก็ได้

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ขนมไทยความผูกพันตั้งแต่เด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568885

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ขนมไทยความผูกพันตั้งแต่เด็ก

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพราะเติบโตในครอบครัวที่เปิดร้านอาหาร มีคุณยายเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรม ทำให้ บอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ผูกพันกับอาหารและขนมไทยมาตั้งแต่เด็กและมีความหวังว่าวันหนึ่งจะสวมหมวกเชฟให้ได้ และวันนี้เขาก็ทำได้สำเร็จ สามารถเป็นเชฟขนม (Pastry Chef) ประจำร้านอาหารเสน่ห์จันทน์

“ผมเรียนจบจากวิทยาลัยดุสิตธานีตามที่ตั้งใจไว้แต่ต้นว่าอยากเรียนคณะที่เกี่ยวข้องกับสายอาหาร จนถึงวันนี้ผมยังรำลึกถึง อาจารย์จุรีรัตน์ บัวบาล หรือที่ผมเรียกท่านติดปากว่าคุณแม่มุ้ยเสมอ ถึงแม้ท่านจะเป็นอาจารย์สอนวิชาขนมไทยที่ค่อนข้างเข้มงวด แต่ได้ผล เรียกว่าเรียนกับท่านจากทำฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ไม่เป็น ไม่สวย ท่านก็เคี่ยวจนเป็น ซึ่งการได้เรียนทำขนมกับท่านทำให้ยิ่งรักในการทำขนมไทยมากขึ้นไปอีก”

แม้ด้วยตัวหลักสูตรจะเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ทั้งการทำอาหารคาว ขนมไทย การแกะสลัก และจัดดอกไม้ แต่หลังจากค้นหาตัวเองอย่างจริงจัง เชฟบอยกลับพบว่าขนมไทย คือ สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุด

“จริงๆ ผมชอบทุกอย่างที่เป็นไทยนะครับ อาหารไทยอย่างแกง น้ำพริกก็ทำได้ แต่ถ้าต้องเลือกที่ชอบที่สุดคือ ขนมไทย ผมว่าเสน่ห์ของขนมไทย คือ ความละเมียดละไมในการทำ ใจร้อนไม่ได้ ทุกขั้นตอนต้องประณีตและพิถีพิถัน ผมคิดเสมอว่าศาสตร์การทำขนมไทยเป็นภูมิปัญหาที่คนรุ่นหลังต้องหวงแหนและช่วยกันสืบสานก่อนที่จะสูญหายไป”

ความรักในความเป็นไทยของเชฟบอยในวัยเรียน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องครัว แต่เพื่อเข้าใจศาสตร์ของการอาหาร-ขนมไทยอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เชฟบอยมักหาเวลาว่างไปเปิดโลกของการทำอาหาร-ขนมไทยเพิ่มเติม

“ผมมีเป้าหมายว่าอยากจะพัฒนาขนมไทย ผมมองว่าการเรียนห้องเรียนอย่างเดียวอาจไม่พอ เลยเลือกไปศึกษาประวัติความเป็นมาขนมไทยเพิ่มเติมจากการอ่านตำราเก่าๆ เช่น สายปัญญาสมาคม แม่ครัวหัวป่าก์ ตำราอาหารไทยสมัย ร.2-ร.5 บางครั้งก็ไปหาอ่านตามหอสมุดแห่งชาติ หรือไม่ก็ไปหาซื้อตำราเก่าตามร้านหนังสือที่สวนจตุจักร บางครั้งโชคดีอาจจะได้เจอหนังสืองานศพของเจ้านายสมัยก่อน กลับมาศึกษาเรื่องราวของสังคมไทยในอดีต ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามีประโยชน์และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้มากกว่าการหาความรู้ในอินเทอร์เน็ต”

เชฟบอย ยังบอกด้วยว่า การได้มีโอกาสซึมซับภูมิปัญญาในการทำอาหารและขนมไทย ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย และความพิถีพิถันของคนสมัยโบราณ

“ยิ่งศึกษาทำให้รู้เลยว่ากว่าบรรพบุรุษของเราจะคิดได้แต่ละเมนูไม่ง่ายเลย และยังต้องรังสรรค์อย่างละเมียดละไม เริ่มตั้งแต่พื้นฐานของขนมอย่างแป้งและกะทิ สมัยก่อนไม่มีสำเร็จจรูป แป้งต้องโม่เอง กะทิก็ต้องคั้นสดไม่ใช่กะทิกล่อง ถึงได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต เชฟบอยฝันว่าจะได้ทำงานที่รักควบคู่ไปกับการเป็นครูสอนทำขนม

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยไปเป็นอาจารย์สอนวิชาการครัว การโรงแรมอยู่ที่นครราชสีมาอยู่ 1 ปี ก่อนจะย้ายมาเป็นเชฟขนมอยู่ที่ ร้านเซียโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ (Cielo Sky Bar & Restaurant) จากนั้นก็ย้ายมาเป็นที่ปรึกษาด้านขนมไทยที่ร้านหวานละมุน ก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันให้มาเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี อยู่ 2 ปี และย้ายมาเป็นเชฟขนมที่เสน่ห์จันทน์

หลังจากได้ลองมาทั้งสองอย่าง ผมตอบไม่ได้ว่าชอบอย่างไหนมากกว่ากัน รู้แต่ว่าทั้งสองสิ่งที่ผมรัก เกื้อกูลซึ่งกันละกัน เพราะถ้าผมเป็นอาจารย์อย่างเดียวแต่ไม่เคยผ่านงานในครัว ผมคงไม่มีความรู้ในเชิงปฏิบัติไปถ่ายทอดให้นักเรียน”

มองหามุมสงบ สุดชิล ที่ ‘พิเมนตอน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568882

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

มองหามุมสงบ สุดชิล ที่ ‘พิเมนตอน’

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ความดิบแบบนี้ มันเท่ มันได้อารมณ์จุดมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้หลายคนสนใจได้ ร้านพิเมนตอน (Pimenton) เน้นบรรยากาศการตกแต่งร้านสไตล์อินดัสเทรียล เทรนด์การตกแต่งมาแรง กับรูปแบบการโชว์โครงสร้างอาคาร และงานระบบก่อสร้าง ใช้วัสดุดิบๆ แกร่งๆ จำพวกเหล็กโลหะ ผนังก่ออิฐโชว์ลาย และดวงไฟสีส้ม คือ ความเก๋ล้ำสมัยแบบไม่ต้องเยอะ ดูเรียบง่าย อยากเข้ามานั่งชิล ชิม บรรยากาศผ่อนคลายในร้านใหม่เอี่ยมแกะกล่องย่านสุขาภิบาล 2

คอนเซ็ปต์ที่นี่ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม คือ เน้นความแปลกใหม่ Amazing food, fun atmostpere and exciting cocktails!!! เมนูมีทั้งสเต๊ก พิซซ่า ทาปาส พาสต้า และล่าสุดเพิ่มซีฟู้ดแบบไทยๆ เพิ่มความหลากหลาย บริการตั้งแต่อาหารกลางวัน ไปถึงอาหารค่ำ เคาน์เตอร์บาร์มีให้สั่งครบทุกชนิดถูกใจคอแอลกอฮอล์ ทั้งไวน์ ค็อกเทล เหล้า เบียร์ นั่งจิบไปคุยกับบาร์เทนเดอร์ไป ได้เห็นพ่อครัวตระเตรียมอาหาร กับเตาอบพิซซ่าด้านหลังใช้ฟืนไม้สนกลิ่นหอม การตกแต่งที่ทำให้บรรยากาศโดยรวมของร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังนั่งแฮงเอาต์อยู่ในร้านสุดอบอุ่น แล้วที่สำคัญอาหารที่สั่งไป ก็ดูว่าไม่น่าพลาดความอร่อย

ก่อนอื่นพร้อมเสิร์ฟทาปาส ห้ามพลาดกันเลย ทาปาสแนวสเปนฟิวชั่นฝีมือเชฟใหญ่ลูกครึ่งฝรั่งเศส ลาว เชฟเซิร์จ แซลบ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับวัตถุดิบของดีมีคุณภาพ สร้างสรรค์ทาปาสในแบบของเชฟเซิร์จ ด้วยการผสมผสานอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เพิ่มรสชาติความเป็นไทยลงไปในแต่ละจานด้วย เริ่มเรียกน้ำย่อยจานแรก Rioja Grilled Beef Skewers – เนื้อวัวหมักไวน์แดงเสียบไม้ย่างเตาถ่าน เสิร์ฟพร้อมบลูชีส กินเป็นกับแกล้มก็ดี เสิร์ฟมาจานเล็กๆ เริ่มต้นที่ค็อกเทลเบาๆ Summer is Coming เรียกหาความสดชื่นกันก่อนดีกว่า

เชฟเซิร์จ ภาคภูมิใจนำเสนอทาปาส อีก 4-5 จาน ก็จานเล็กๆ ไม่จุกๆ Gambas al Ajillo – กุ้งผัดกระเทียม พริกแห้ง และน้ำมันมะกอก จานนี้ช่างถูกปากคนไทยดีนักแล Mejillones – หอยแมลงภู่อบซอสไอโอลี่ Grilled Chicken Skewers – ไก่หมักปาปริก้าย่างเตาถ่าน และจานนี้เด็ดมาก Calamares Diablo – ปลาหมึกผัดซอสมะเขือเทศสด และหมึกดำ Grilled Scallop – หอยเชลล์ย่างเสิร์ฟกับมะกอกเขียวสับ เห็ด และซอสบัลซามิค

ตบท้ายทาปาสเรียกน้ำย่อย Foie Gras – ตับห่านย่างเสิร์ฟกับโพเลนตา บัลซามิค และเรดิชชิโอ้ ใครก็คิดว่าอาหารสเปนราคาก็ต้องแพง ทาปาสฝีมือ เชฟเซิร์จ เริ่มต้นที่ 140-400 บาท ราคาจัดว่าดี

อาหารวันนั้นสั่งไปหลายอย่าง พิเมนตอล ไม่ได้มีดีเพียงแค่ทาปาส หรือแฮม เมนูไฮไลต์ก็มีทั้งข้าวผัดอาหารทะเล ปรุงด้วยหมึกดำจากปลาหมึก พิซซ่าสไตล์อาร์เจนตินา โรยหน้าด้วยซอสมะเขือเทศสด ชีสมอสซาเรลล่าและเบซิล เอาใจคนมากับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จิบ Margarita ไปชิลๆ ลูกก็หม่ำพิซซ่าอบใหม่ๆ ร้อนๆ ร้านมีค็อกเทลแบบคลาสสิกให้ได้เลือกจับคู่กับอาหาร แต่ถ้าอยากลองค็อกเทลสูตรพิเศษ ก็ต้อง 2 แก้วนี้เลย Lemonceilo คอกาแฟมีค็อกเทลเรียกความกระชุ่มกระชวยหลังเลิกงาน Espresso Martini ตบท้ายด้วย Rum Sunset

ห้องแช่ไวน์ด้านหลัง มีให้เลือกจิบคู่กับ ริบอายสเต๊ก เพื่อให้ได้รับรสชาติที่ดีของเนื้อเน้นความสุกแบบมีเดียมแรร์ คนไม่กินเนื้อ มีพอร์คช็อป หมูนุ่มมากหมักซอสพิเศษ มีซอสขวดสีส้มผสมมาจากพริกสูตรของร้าน สเต๊กราคาดีงามอีกเช่นกัน อาหารอร่อยคุ้มราคา เหมาะกับครอบครัว หรือใครที่กำลังมองหามุมสงบ ระหว่างเอนจอยกับอาหารอร่อยๆ ก็แวะมากินมาดื่มได้หลังเลิกงานก็เหมาะสมที่สุด

พิเมนตอน ติดริมถนนสุขาภิบาล 2 เดินทางได้ไม่ยากเพียงสองต่อถ้าใช้รถสาธารณะ จากรถไฟฟ้าอ่อนนุช แล้วเรียกแท็กซี่เข้าซอยมาเรื่อยๆ หรือบริเวณร้านอาหารมีที่จอดรถกว้างขวาง นำรถเข้ามาจอดได้สะดวกสบายมาก เปิดร้านทุกวันจันทร์-ศุกร์ 17.00-23.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 11.00-23.00 น. โทร.09-1915-6999 

กรอบเค็ม เปรี้ยว หวาน โปรตีนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568886

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กรอบเค็ม เปรี้ยว หวาน โปรตีนเกษตร

เรื่อง สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ cookool studio

ตั้งชื่อเสียยาวเฟื้อยสำหรับเมนูนี้ เพราะเป็นสูตรที่ผู้เขียนภูมิใจนำเสนอ รับรองว่ายังไม่เคยรับประทานจากที่ไหน สูตรนี้จะเรียกว่ามั่วขึ้นมาก็ว่าได้แต่มั่วไปมั่วมา ออกมาอร่อยจนได้รับ “3 ผ่าน” จากสมาชิกครอบครัว

แม้ว่าสูตรนี้จะเป็นสูตรจากอาหารเจ แต่รสชาติไม่ออมมือความอร่อยเข้มข้น เริ่มจากการอยากหาสูตรอาหารเจใหม่ๆ เก็บเข้าคลังสูตรส่วนตัว ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่ารั้วนนทรีตั้งแต่เด็กๆ โตมากับโรงอาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เช้าก็กินข้าวกับคุณแม่ที่เป็นอาจารย์อยู่คณะวิศวะฯ เที่ยงกินอาหารโรงเรียนสาธิตฯ ผ่านมาเป็นนิสิตก็ยังกินอาหารเที่ยงที่มหาวิทยาลัย เปลี่ยนโรงอาหารไปเรื่อยๆ ตามตึกที่เรียน บางครั้งมื้อเย็นถ้าคุณแม่สอนเลิกเย็น เราพี่น้องก็ฝากท้องไว้กับโรงอาหารมหาวิทยาลัยอีกเช่นกัน

ที่โรงอาหาร สมก. ในเกษตรฯ มีร้านอาหารมังสวิรัติอยู่หนึ่งร้าน ร้านนี้มีมาตั้งแต่ผู้เขียนเด็กๆ ถ้าวันไหนผู้เขียนไม่รู้สึกอยากกินเนื้อสัตว์ก็มักจะเลือกฝากท้องไว้กับร้านนี้ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือที่เขามีบริการ เลือกกับข้าวจากถาดข้าวแกงแบบร้านทั่วไป เพียงแต่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมเลย ผู้เขียนมักจะเลือกผัดผัก หรือไม่ก็เต้าหู้พะโล้ คล้ายๆ ไข่พะโล้นั่นแหละ กับข้าวอย่างที่ 2 ที่ชอบคือ โปรตีนเกษตรผัดพริกแกง คล้ายปลาดุกกรอบผัดเผ็ดแบบหวานๆ นั่นเอง รสชาติของโปรตีนเกษตรที่ทอดจนกรอบ คลุกกับผัดพริกแกงที่รสออกหวานเค็ม โรยใบมะกรูด แสนจะเข้ากันดี กินแล้วเพลินข้าวหมดจานพร้อมไปเรียน

จากสูตรที่เคยกินเลยพัฒนามาเป็นสูตรในฉบับนี้ที่ผู้เขียน “twist” เอาความบ้าๆ ของตัวเองเข้าไปนิดหนึ่งแถมด้วยเปิดตู้เย็นมามีอะไรก็มักจะเอามาประยุกต์ มั่วสูตรไปมาแบบที่ชอบ ครั้งนี้ถือว่าสำเร็จเพราะออกมาอร่อยและมีเอกลักษณ์

เริ่มต้นจากโปรตีนเกษตรกันก่อน โปรตีนที่ได้จากกากถั่วเหลือง คุณค่าทางอาหารอยู่ครบมีโปรตีนเต็มเปี่ยมสำหรับแทนเนื้อสัตว์ จะต้องนำมาทอดก่อน แต่ก่อนจะทอดนั้นผู้เขียนแนะนำให้แช่น้ำให้โปรตีนเกษตรที่แห้งๆ นั้นนุ่มทั่วทั้งชิ้น บีบน้ำให้หมาดที่สุดอย่างเบามือไม่เช่นนั้นมันจะเละไปก่อน แล้วนำลงทอดในน้ำมันร้อนๆ จนกรอบเหลือง ชิ้นเล็กจะทอดได้ง่ายกว่าชิ้นใหญ่นิดหนึ่งแต่เมื่อคุ้นเคยกับการทอดแล้ว ชิ้นใหญ่ถ้าทอดได้กรอบทั่วถึงกันทั้งชิ้นจะกรอบอร่อยกว่า

สำหรับสูตรน้ำราด เริ่มต้นจากพริกขี้หนูผัดกับไชโป๊หวานสับละเอียดที่จะให้รสชาติอร่อยเมื่อเคลือบติดๆ อยู่บนชิ้นของโปรตีนเกษตร ผัดกับน้ำมันเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความหอม ถ้าไม่อยู่ในช่วงเจส่วนผสมตรงนี้อาจเปลี่ยนเป็นกระเทียมโขลกกับรากผักชีแทนไชโป๊ก็ย่อมได้

สิ่งสำคัญคือ คุณภาพของน้ำตาลปี๊บที่เลือกใช้จะเป็นน้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าวก็ตามแต่ ขอให้เลือกคุณภาพดีแล้วอาหารจานนี้จะอร่อยที่สุด เคี่ยวให้เกือบเป็นน้ำตาลไหม้ ย้ำว่าแค่ใกล้ๆ จะได้ไม่ขมมาก หมั่นสังเกตโดยการดมกลิ่นหอมๆ ที่จะเปลี่ยนไปของน้ำตาลรวมทั้งสีสัน จากนั้นจึงค่อยๆ เติมเครื่องปรุงอื่นๆ ลงไป อีกเช่นกันสำหรับช่วงเจจึงเป็นซีอิ๊วและซอสปรุงรส ถ้านอกช่วงเจจะใช้เป็นน้ำปลาดีๆ ลงไปแทนก็จะได้รสชาติต่างกันออกไป ก่อนจะเอาโปรตีนเกษตรลงไปเคล้าถ้าชอบรสจัดเข้มข้นอย่าลืมพริกป่นเหยาะลงไปสักหน่อยจะทำให้กลิ่นหอมและจี๊ดจ๊าดขึ้น

จานนี้ทำแล้วรับประทานเลยจะอร่อยที่สุด หากจะเก็บไว้รับประทานไม่ควรจะเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะอุ่นแล้วจะนิ่มไม่กรอบเหมือนเดิม อย่างมากที่สุดคือเก็บไว้นอกตู้เย็น ไว้รับประทานวันรุ่งขึ้นยังพอได้อยู่ แต่ถ้าอยากทำไปโชว์หรือมีโอกาสแสดงฝีมือ แนะนำให้ปรุงน้ำไว้ให้พร้อม ทอดโปรตีนเกษตรให้กรอบเก็บไว้ในถุงปิดสนิทจะรับประทานเมื่อไหร่อุ่นน้ำปรุงรสแล้วด้วยไฟอ่อนๆ รอให้น้ำปรุงเหลวได้ที่แล้วจึงเอาโปรตีนเกษตรที่ทอดกรอบแล้วลงไปเคล้า