ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น 35 ปี คู่น้ำยมสวรรคโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568883

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น 35 ปี คู่น้ำยมสวรรคโลก

เรื่อง/ภาพ ภูเบศวร์ ฝ้ายเทศ

ลูกค้าขาจรและขาประจำแวะเวียนมาอุดหนุนเต็มร้านทุกวันเพราะติดใจในฝีมือและรสชาติความอร่อยของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น” ซึ่งเปิดอยู่ชั้นล่างของบ้านไม้เก่าเลขที่ 40/4 หมู่ 4 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ต.ในเมือง ใกล้กับศาลหลักเมืองเก่า อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งเปิดขายมายาวนานถึง 35 ปี

อุ่นเรือน จำรูญ หรือป้าอุ่น วัย 68 ปี เจ้าของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น” กล่าวว่า ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงครอบครัวมานาน 35 ปีแล้ว โดยฝึกทำและคิดค้นสูตรอาหารขึ้นมาเอง พร้อมนำกะลามะพร้าวที่เป็นวัสดุเหลือใช้ ทำเป็นภาชนะใส่ก๋วยเตี๋ยวแทนชามจนเป็นที่รู้จัก แต่หลังเจอน้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายปีก่อน กะลาในร้านลอยหายไปกับน้ำยมจนหมดเกลี้ยง ก็เลยไม่ได้ใช้ตั้งแต่นั้นมา ทว่าความอร่อยยังคงอยู่ ลูกค้าแน่นทุกวัน

สำหรับเมนูอร่อยของร้านนี้นอกจากผัดไทยเกี๊ยวกรอบ ก๋วยเตี๋ยวไทยสวรรคโลก ก๋วยเตี๋ยวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ซี่โครงหมูตุ๋น ใส่มะระกับลำไยให้กลิ่นหอมน่ากินแล้ว ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ รวมทั้งข้าว อาหารตามสั่ง ขนมเบื้องไข่ และออร์เดิร์ฟที่ลูกค้าทุกคนมาต้องสั่งกินเรียกน้ำย่อยก่อน ก็คือ เกี๊ยวทอดน้ำจิ้มรสเด็ด กับขนมปังหน้าหมู

แต่ละเมนูไม่แพง ราคา 20-35 บาท ร้านเปิดทุกวัน 09.00-16.00 น. สอบถามโทร. 08-7312-3220 

ฮาโอม่า กินกลางสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568880

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ฮาโอม่า กินกลางสวน

เรื่อง/ภาพ ฟร็อกกี้ลิเชียส

แรกได้เห็นชื่อ Haoma และบรรยากาศร้านจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก โดยไม่รู้การออกเสียงและความหมายของชื่อ ทำให้คิดไปเองว่า คงต้องเสิร์ฟอาหารจีนแบบร่วมสมัยในบรรยากาศร้านรูฟท็อปเป็นแน่แท้ กระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตัวเองนั้นกลายเป็นคนละเรื่องแบบพลิกฟ้าพลิกดิน (แอบฮา)

ฮาโอม่า (Haoma) คือชื่อของร้านอาหารใจกลางเมืองที่ซอยสุขุมวิท 31 แห่งนี้ ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ตั้งแต่สมัยเปอร์เซียโบราณ หมายถึงต้นไม้แห่งชีวิต ด้วยเพราะร้านนี้วางคอนเซ็ปต์ไว้เป็นดินเนอร์กลางสวนออร์แกนิก ที่บริเวณด้านหลังร้านจะเต็มไปด้วยสีเขียว นอกจากบรรดาต้นไม้ใหญ่ที่เป็นต้นไม้ดั้งเดิมของบ้านหลังงามแล้ว ยังมีกระบะสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวชนิดที่ไม่ธรรมดา สำหรับนำมาใช้ในครัวของทางร้าน โดยที่ระบบน้ำสำหรับปลูกผักนั้นก็มาจากตู้ปลา ที่ไหลวนไปวนมาเป็นระบบนิเวศอยู่ในร้านแบบไม่เปลืองทรัพยากร

การตกแต่งร้านเน้นความเป็นธรรมชาติ โต๊ะเก้าอี้ เน้นสีธรรมชาติของไม้ ทั้งประดับตกแต่งมุมต่างๆ ด้วยไม้ประดับต้นเล็กต้นน้อย ไม่ให้ขาดสีเขียวของธรรมชาติไปจากมุมมอง ร้านกรุกระจกโดยรอบเพื่อรับแสงธรรมชาติ แล้วยังเอื้อให้เห็นวิวสีเขียวของสวนออร์แกนิกด้านนอกได้ชัดถนัดตาอีกด้วย

ผนังด้านหนึ่งตรงกลางร้าน ประดับประดาไว้ด้วยท่อนไม้ขนาดต่างๆ กัน เป็นกำแพงศิลปะที่ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้ ทางร้านบอกว่า เนื่องจากจำเป็นต้องตัดต้นไม้บางส่วนเพื่อที่จะปลูกพืชสวน ชิ้นส่วนของต้นไม้ดังกล่าวจึงกลายมาเป็นส่วนของร้าน ณ บริเวณนี้

ฮาโอม่า การันตีว่า อาหารทางร้านเป็นแนว Sustainability อย่างแน่นอน พืชผักต่างๆ ปราศจากการขนส่งมาจากที่อื่นๆ อาหารที่เสิร์ฟ (ไม่ใช่อาหารจีนอย่างแน่แท้-ฮา) ต้องเรียกว่าเป็นอาหารนานาชาติแนวโมเดิร์น รังสรรค์โดยเชฟ Deepanker Khosla หรือเรียกง่ายๆ ว่า เชฟดีเค กับผู้ช่วย เชฟตารุน บาเตีย ที่อาศัยพืชผักในสวนหลังร้านมารังสรรค์เป็นอาหาร

ทว่า อย่าเข้าใจผิดว่าร้านนี้เสิร์ฟอาหารวีแกนหรืออาหารเพื่อสุขภาพ หากเป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นที่อาศัยเทคนิค ฝีไม้ลายมือของเชฟในการปรุงเป็นเมนูอร่อย เป็นประสบการณ์ที่บรรดาสายชิมต้องมาสัมผัสกันแบบห้ามพลาดอีกร้านหนึ่ง

ช่วงนี้เทสติ้งเมนูของฮาโอม่าเป็นอาหารของฤดูมรสุม (Monsoon) ที่มีเสิร์ฟแบบ 7 คอร์สเมนู เริ่มเรียกน้ำย่อยกันด้วย Lacto-Fermented Local Berries, Pickled Seasonal Fruit, Re-Constructed Cracker, Miang Kham (Fermentated Acidic taste, Sharp, Robust) เมี่ยงคำสไตล์เชฟดีเค ที่กินคำเดียวได้ครบทั้งรสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และรสสัมผัส กรอบ นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

ต่อด้วย Egg, Smoked Hollandaise, Hazelnut & Burnt Butter, Broad Beans ไข่เบเนดิกต์แบบไม่ธรรมดา ที่เชฟแยกไข่แดงออกมาผสมกับซอสฮอลแลนเดส พร้อมพริกไทยรสปะแล่มๆ ก่อนจะใส่กลับเข้าไปในไข่ขาวได้แบบไม่เสียทรงไข่ เสิร์ฟพร้อม Bread-House churned Butter, Semi-Dried Tomato ขนมปัง และเนยที่ทำมาจากผักในสวน รวมทั้ง มะเขือเทศตากแห้งแบบเซมิดรายด์

จานต่อมาเป็น Scallop, Ice Apple, Avocado, Green Mango, Tiger Milk, Quinoa, Pickled Chilli เซวิเชหอยเชลล์ เปรี้ยวนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ แสนสดชื่น

ขณะที่เมื่อเสิร์ฟ Goat cheese-Magnum, 100% Cocoa, Pumpkin, Citrus, Chicken Liver-Magnum, 100% Cocoa, Pumpkin, Citrus มา พอเห็นหน้าตาหลายคนนึกว่า อ้าว… ของหวานแล้วเหรอ เพราะหน้าตาช่างเหมือนไอศกรีมแม็กนั่ม ทว่า ด้านในเป็นตับไก่เคลือบช็อกโกแลต 100% เสิร์ฟมาพร้อมชีสนมแพะ ให้รสชาติขมๆ เค็มๆ มันๆ

คอร์สถัดไป เชฟให้เลือกระหว่าง Grouper, Lettuce Cream, Beer Batter, Sweet Potato, Caper Salt ปลาเก๋าราดซอสผักกาดหอม หรือจะกิน Pasta-Root & Greens, Hazelnut, Parmesan Mousse พาสต้าราดพาร์เมซานมูส

ขณะที่อาหารจานหลักมีให้เลือกถึง 3 อย่าง ตามชอบ สายเนื้อมี Wagyu Tenderloin & Cheek, Burnt Leek & Potato Puree, Braised Cabbage เป็นทางเลือก เนื้อวางุละลายในปาก ทั้งเทนเดอร์ลอยน์และส่วนแก้ม เสิร์ฟพร้อมพูเรมันฝรั่ง และกะหล่ำปลีตุ๋น

คนไม่กินเนื้อวัว ต้องนี่เลย Duck and Chicken Sandwich, Burnt Leek & Potato Puree, Braised Cabbage เห็นชื่อแล้ว อย่าคิดว่าเชฟจะเสิร์ฟแซนด์วิชที่เป็นขนมปังสอดไส้ต่างๆ แต่เป็นเนื้อเป็ดและเนื้อไก่มาประกบกันเองจนเป็นเนื้อเดียวเหมือนแซนด์วิช เสิร์ฟพร้อมพูเรมันฝรั่ง และกะหล่ำปลีตุ๋น

อีกจานเป็นทางเลือกของคนกินมังสวิรัติ Cauliflower, Curry Cream, Crispy Jobs Tears, Sour Cream ที่เชฟนำรสชาติแบบอินเดียตอนใต้มานำเสนอกับจานแกงดอกกะหล่ำ

มาที่จาน พรี-ดีเซิร์ต แสนสดชื่น Balsa mic, Strawberry, Vanilla, Honeycomb, Whey, Cucumber, Borage ตามด้วยของหวานจานที่ 1 Caramelised Milk Bread, Sunchoke, Wood Ants, Sorrel ที่เคยแต่เล่นเกมช็อกโกแลตเทียร์และมีสูตรช็อกโกแลตใส่มดจากอเมซอน ไม่คิดว่าจะกินได้ เอ๊ย… ได้กินจริงๆ กับเขาในวันนี้ในจานขนมฮันนี่โทสต์!

จานนี้พลาดไม่ได้ ฟร็อกกี้ลิเชียส ปลื้มสุดๆ นับเป็นปาฟโลวาที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย (ไม่ได้โม้) Corn Parfait, Charcoal, Coconut, Passion Fruit เนื้อเมอแรงสุดบางกรอบ ไม่หวานเกินไปด้วยไส้ครีมข้าวโพด ปิดท้ายด้วยพูเรเสาวรสเปรี้ยวอมหวาน

ปิดท้ายด้วย เปอตีต์ ฟูร์ Chocolate, Buttermilk, Cocoa nib, Mango 4 ชิ้น 4 รสชาติ อ้าว เชฟยังแถมจานอมยิ้มไอศกรีมปิดท้ายอีกอย่าง

นอกจากเซตเมนูแล้ว ยังสามารถสั่งเป็นแบบอะลาคาร์ตได้ตามสะดวก

ฮาโอม่า อยู่ที่สุขุมวิท 31 (ใกล้ๆ ร้านเสือนอนกิน) เปิดให้บริการทุกวันเวลา 18.00-23.00 น. สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ มีบริการวีกเอนด์บรันช์ เวลา 11.00-15.00 น. สไตล์เมนูตามสั่งอีกด้วย จองโต๊ะได้ที่ โทร. 02-258-4744 อีเมล : reservartions@haoma.dk หรือเว็บไซต์ http://www.haoma.dk/

กาแฟ + น้ำผลไม้ เข้ากันได้ (ยังไงหว่า)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568884

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กาแฟ + น้ำผลไม้ เข้ากันได้ (ยังไงหว่า)

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

มหัศจรรย์ใจจริงๆ อะไรๆ ก็เข้ากับกาแฟได้ แม้กระทั่ง “น้ำผลไม้” ที่ไม่น่าจะมีรสชาติไปด้วยกันได้ กลับปะทะสังสรรค์กันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

Coffee Juice คอฟฟี่จูซ ไม่ใช่คอฟฟี่ (ขี้) จุ๊ย (ซ์) จึงกลายเป็นเครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ ที่ฮิตอยู่ทุกทั่วหัวระแหงมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว โดยเฉพาะบรรดาร้านคาเฟ่อินดี้ที่เปิดใหม่ หรือแม้แต่ร้านกาแฟเชนใหญ่ๆ ก็ไม่วายที่จะต้องตามกระแส คิดค้นสูตรกาแฟที่มีกลิ่นรสของน้ำผลไม้เข้ามาผสม ให้ได้รสชาติที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ของคุณลูกค้า

จะว่าไปกาแฟกับน้ำผลไม้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรมาก แต่เป็นเทรนด์ฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยคนดื่มกาแฟก็เยอะ ขณะที่คนไม่ดื่มก็มี ทีนี้พอไปแฮงก์ด้วยกัน ฝ่าย “ติด” กาแฟก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ขณะที่พวกไปดื่มก็ต้องมีทางเลือกที่จะทำตัวกลมกลืนกันไป การนำกาแฟมาผสมน้ำผลไม้รสชาติต่างๆ นอกจากจะยกให้เป็นเมนูสร้างสรรค์แล้ว ยังเรียกว่าช่วยดึงคอกาแฟหน้าใหม่ๆ ที่ไม่ฮาร์ดคอร์เข้ามาสู่โลกของกาแฟได้อีกมากมาย

สูตรโบร่ำโบราณที่นำกาแฟมาผสมกับน้ำผลไม้ ก็ต้องยกให้เอสเปรสโซ่ โรมาโน (Espresso Romano) กาแฟใส่เลมอนแสนสดชื่น ที่เล่าว่ามีจุดกำเนิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นู่นแน่ะ จากการต้องการประหยัดทรัพยากรน้ำที่มีอยู่น้อยนิดในช่วงสงคราม (แต่มีมะนาวแฮะ)

บ้างก็ว่าเป็นพวกอเมริกันมากกว่าที่บีบมะนาวลงไปในกาแฟที่รู้สึกว่ารสชาติไม่ค่อยโอเค เพื่อช่วยเจือจางรสขมที่ไม่น่าพิสมัยในกาแฟลงได้ อีกเรื่องก็เล่าว่ามีมาตั้งแต่ยุคโรมัน เป็นความนิยมของคนในสมัยนั้นที่ชื่นชอบการบีบมะนาวลงในกาแฟ จากเมนูประจำบ้านก็กระจายไปตามร้านกาแฟและร้านอาหารต่างๆ

ยังไงก็ตามเมนูนี้บ้านเรายังไม่ค่อยนิยมเท่ากาแฟใส่น้ำส้ม ที่รสหวานนำ อมเปรี้ยวน้อยๆ ติดขมปลายๆ เข้ากันได้ดีกับรสขมๆ ของกาแฟ และจะดียิ่งขึ้นเมื่อเติมโซดาเข้าไปสักหน่อย อย่างที่ร้านคอฟฟี่ คลับ มีเมนูออเรนจ์ โทนิก โคลด์บริว (Orange Tonic Cold Brew) กาแฟโคลด์บริวรสละมุน ผสมน้ำส้มแมนดาริน ท็อปปิ้งด้วยน้ำโทนิกเล็กน้อย

อีกผลไม้ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะนำมาใส่กาแฟแล้วเวิร์กก็คือ เสาวรส มีมีรสชาติเปรี้ยวนำ หวานตาม ก็เข้ากันได้ดีกับรสขมๆ ของกาแฟ สูตรของปิ๊กบ้าน คาเฟ่ จ.ลำพูน ที่เสิร์ฟเมนูนี้เรียกว่า แพสชิโน่ (Passhino) ก็คือใส่เสาวรสพูเรลงไป ก่อนท็อปปิ้งด้วยกาแฟที่ผ่านการเชคกับน้ำแข็ง ปิดท้ายด้วยฟองกาแฟที่ได้จากการเชก กินแล้วเย็นฉ่ำชุ่มคอ อาฟเตอร์เทสต์ขมๆ เล็กน้อย

ที่ล้ำๆ ก็ต้องยกให้เกรฮาวด์ คอฟฟี่ ที่คับเฮาส์ เอกมัย ซอย 3 ที่มีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ อย่าง คับเฮาส์ มังกี้ (CUB House Monkey) กาแฟปั่นกับนมกล้วย แต่งหน้าด้วยวิปครีมและกล้วยหอมสดๆ สามารถเรียกแขกที่ไมีกินกาแฟได้มากมายทีเดียว เพราะรสชาติเหมือนกินขนมมากกว่าเครื่องดื่มกาแฟ

อีกรสชาติผลไม้ที่เข้ากับกาแฟได้ดีคือน้ำมะพร้าว ที่คาเอรุเคยชิมแบบที่นำกาแฟไปแช่เป็นโคลด์บริวในน้ำมะพร้าว รสชาติหอมหวนชวนกินมากๆ และยังเคยได้ยินคนนำน้ำมะพร้าวมาใส่ในอเมริกาโน่เย็น แถมท็อปปิ้งด้วยมะพร้าวอ่อนให้เคี้ยวกันหนุบหนับอีกต่างหาก

ต้องติดตามกันต่อไปว่า ในอนาคต คอฟฟี่จูซ จะล้ำไปได้ถึงไหน… 

คาลิ เม็กซ์ กินง่ายๆ สไตล์เม็กซิกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568876

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

คาลิ เม็กซ์ กินง่ายๆ สไตล์เม็กซิกัน

เรื่อง กั๊ตจัง

ตามล่าร้านเด็ดวันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศไปลองอาหารเม็กซิกัน ง่ายที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นร้านอาหารหรูก็มีให้เรารับประทานกันริมถนน ร้านนั้นมีชื่อว่าคาลิ เม็กซ์ (Cali-Mex) เป็นร้านขนาดเล็กตั้งอยู่ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินท์ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ ถนนสีลม

เป็นร้านเล็กๆ ไม่กี่ที่นั่ง เน้นการขายให้ลูกค้าขาจร ใครเดินผ่านไปผ่านมาแถวสีลมเดินเข้าไปซื้อได้เลยครับ อาหารรับประทานง่ายๆ แต่ได้คุณภาพ ด้วยเมนูอาหารเด่นๆ ของเขาอย่างทาโก้ (Tacos) ที่ให้ลูกค้าเลือกได้เลยว่าจะรับประทานกับเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ใส่ซอสคลุกเคล้ากับซัลซามะเขือเทศ กัวคาโมเล หัวหอม ผักกะหล่ำซอยวางบนแป้งตอร์ติญา

ส่งกลิ่นหอมน่ารับประทาน พนักงานบอกกับเราว่าแป้งของร้านนั้นใช้แป้งแบบฟรีกลูเตน คนที่แพ้กลูเตนสามารถรับประทานได้เกินอาการแพ้แน่นอน สามารถสั่งได้ทั้งแป้งหนานุ่มและบางกรอบ

อีกเมนูที่แนะนำ คือ เกซาดิย่า (Quesadilla) สามารถสั่งแบบวงกลมเต็มถาดหรือครึ่งถาดก็ได้ รสชาติจะคล้ายๆ กับทาโก้ แต่ใส่ชีส ใส่เครื่องต่างๆ มาแน่นกว่า และแน่นอนว่าอร่อยกว่า

รับประทานแล้วได้ความรู้สึกคล้ายๆ กับพิซซ่าอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ารับประทานกับซอสของทางร้านที่ให้ลูกค้าเลือก 4 ระดับตั้งแต่อ่อนออกทางรสเปรี้ยวไปจนถึงเผ็ดสุดจะมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่า

ปิดท้ายที่เมนูนาโช (Nachos) แป้งตอร์ติญาอบจนสุกกรอบและคล้ายขนมที่เราชอบรับประทานมาคลุกเคล้ากับชีส ซัลซ่าซอส ผักและเนื้อต่างๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ วัยรุ่นน่าจะชอบเมนูนี้ไม่ยาก สำหรับคนที่เป็นวีแกนหรือคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกอย่าง ก็สามารถบอกกับพนักงานให้ทำเมนูเฉพาะของชาววีแกนได้ด้วย

สำหรับคนที่อยากจะลองอาหารเม็กซิกัน แนะนำร้านนี้รสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทยแน่นอน ร้านเปิด-ปิดเวลา 10.00-02.00 น. โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-318-4748 

ใหม่ใหม่ ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซรสคงเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568875

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ใหม่ใหม่ ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซรสคงเดิม

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จุดกำเนิด “ก๋วยเตี๋ยวเรือเพนนินฯ” ด้วยเหตุผลก็เพื่อ “อำนวยความสะดวก” ให้แก่คนในแวดวงสังคมผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยากแซ่บกับรสชาติจัดจ้านของอาหารสตรีทฟู้ด บริการยกขึ้นห้างหรูหราให้ได้กินในบรรยากาศสวยงาม แอร์เย็นฉ่ำสะดวกสบาย จึงเป็นที่มาของก๋วยเตี๋ยวเรือจากอยุธยาขึ้นห้างกลางกรุงเจ้าแรกของเมืองไทย และเป็นที่รู้จักกันมา 33 ปีบนศูนย์การค้าเดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า ในย่านราชดำริ

วันนี้เปลี่ยนโฉมร้านในชื่อใหม่ใหม่ (MaiMai) ทุกอย่างก็คงอยู่ครบ เดินเข้ามาศูนย์การค้าชั้นล่างสุดก็เดินเข้าร้านในเลยอยู่บริเวณโถงเปียโนมาถึงทั้งทีก็ต้องสั่งของที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ ย้อนเวลาก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซในตำนาน หลายคนเคยสั่งกันตั้งแต่วัยรุ่น วันเวลาผ่านไปก็คงเป็นแฟนประจำร้าน หลายๆ โต๊ะเลยที่เป็นรุ่นใหญ่วัยเก๋า นัดพบเพื่อนรียูเนียนย้อนความหลังกัน นัดเจอความอร่อยกับเมนูดั้งเดิมและรสชาติคงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ก๋วยเตี๋ยวเรือมีเนื้อหมู เนื้อวัวให้เลือก และปรับสูตรให้เข้ากับรสนิยมการกินของคนรุ่นใหม่อีกด้วย จัดมาเต็มทั้งเนื้อริบอายและหมูคุโรบุตะ อร่อยจัดจ้านด้วยรสชาติของน้ำซุปตำรับดั้งเดิม เคี่ยวมาอย่างเข้มข้น หอมด้วยกลิ่นของเครื่องเทศสมุนไพร หมูหมักได้เข้าที่มากหรือเนื้อตุ๋นที่เคี่ยวจนเนื้อนิ่มเปื่อย ช่วยเพิ่มความอร่อยให้แก่ก๋วยเตี๋ยวเรือชามนี้มากยิ่งขึ้น ครบรส เปรี้ยว หวาน เผ็ด หอมน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนข้นจากสมุนไพรและเครื่องเทศ

เสียงเปียโนบรรเลงสดคงปักหลักอยู่ที่นี่ไม่เคยหนีไปไหน ความประทับใจในความทรงจำอีกอย่างคือเสียงน้ำตกไหลพลิ้วที่อยู่ข้างๆ โถงเปียโน ใครชอบความเงียบ ไม่เสียงดัง ไม่วุ่นวาย นั่งสบาย ยิ่งถ้าหลังมื้อเที่ยงช่วงบ่ายๆ ก็ยิ่งดีเลย สั่งอาหารจานง่ายๆ สบายๆ รสชาติคุ้นเคยกินกันไป คุยกันไปยาวๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับมาคุยงานธุรกิจหรือมากินอาหาคุณภาพดีกับครอบครัว มีที่จอดรถรองรับแสนสะดวกสบาย

ร้านใหม่ใหม่ เดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า มีเมนูหลากหลายสไตล์ฟิวชั่นกว่า 80 รายการให้เลือกความอร่อย เริ่มต้นที่เมนูกลางวัน มีตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยกินเล่น โครเกต์เนื้อปูก้อนกับซอสทาร์ทาร์ เนื้อปูเน้นๆ อัดแน่นๆ เต็มก้อนกลม คลุกเคล้ากับส่วนผสมสูตรพิเศษนำลงทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟคู่ซอสทาร์ทาร์ซีฟู้ดสลัด สลัดผักสด อีกจานที่ควรสั่งตับไก่บดกินกับขนมปังอบกระเทียม สูตรเจ้าของร้าน คุณใหม่-สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค หรือคออาหารไทยลองสั่งได้เลยอร่อยไม่แพ้ใครในโลก ข้างตังหน้าตั้งเจ้าของร้านจัดมาในตำรับไทยแท้รสชาววัง

อาหารจานหลักทั้งเมนูข้าวที่เป็นอาหารจานเดียวในมื้อเร่งด่วนช่วงพักกลางวันกินง่ายๆ สบายๆ มีทั้งข้าวผัดคลุกปลาทู เมนูเส้นผัดไทยสปาเกตตี รวมถึงเมนูสเต๊กแบบตะวันตก ใครหลายๆ คนก็ชอบสั่งกันสเต๊กปลาแซลมอน คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมียมมาตรฐานโรงแรมห้าดาว ปรุงสดใหม่ทุกจานโดยเชฟมืออาชีพ และคนไทยเราก็ต้องมีจานเด็ดจานนี้สำหรับมื้อกลางวัน ไปจนมื้อเย็นมื้อค่ำก็กินได้ ขาดไม่ได้เลยส้มตำไทยรสจัดจ้าน กินแนมกับซี่โครงหมูอ่อนย่างกะทิ ข้าวเหนียวหอมนุ่ม

ของหวานขึ้นชื่อไอศกรีมกะทิสดทรงเครื่อง หรือกล้วยไข่เชื่อมก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย กล้วยไข่ที่นี่ทางร้านคัดมาอย่างพิเศษ เนื้อแน่น เชื่อมจนหวานชุ่มเข้าเนื้อกำลังดี ราดด้วยน้ำกะทิเข้มข้นหวาน เค็ม หอม ครบรสแบบขนมไทย ขนมฝรั่งหน้าตาสวยก็มีให้เซลฟี่ถ่ายรูปกันเก๋ๆ ด้วย อร่อยดีด้วย พานาคอตตาไมโล เข้มข้นหวานมันที่สุด ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ต้องลองกันน้ำผลไม้แยกกาก สดชื่นสำหรับวันเหนื่อยๆ มีให้เลือกทั้งน้ำฝรั่ง น้ำแครอต น้ำแอปเปิ้ล หรือคอกาแฟ ที่นี่คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมมาให้สั่งกันได้ครบครัน

ร้านใหม่ใหม่ เดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า ราชดำริ กรุงเทพฯ เปิดบริการ เวลา 10.00-20.00 น.โทร. 02-652-1399 เฟซบุ๊ก maimaibangkok 

กาล่าดินเนอร์ฉลองวันชาติตุรกี @ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568878

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

กาล่าดินเนอร์ฉลองวันชาติตุรกี @ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ร่วมกับสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส นำเซเลบริตี้เชฟ โทล์การ์ มิเรลี บินตรงจากประเทศตุรกีกลับมาอีกครั้ง ที่ร้านอาหารนิมิตร พร้อมพกพาวัฒนธรรมและฝีมือในการปรุงอาหารตุรกีแบบต้นตำรับ เพื่อพาแขกทุกท่านให้ร่วมเดินทางพร้อมไปกับการเฉลิมฉลองอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสแห่งการระลึกถึงวันแห่งชาติของประเทศตุรกี ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ต.ค.

งาน “อาหารเลิศรสจากประเทศตุรกี” (Culinary Delights from Turkey) ในครั้งนี้ จะเปิดบริการให้แขกได้เข้าร่วมเดินทางไปกับเชฟโทล์การ์อย่างใกล้ชิด ด้วยกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษ เพียงสองมื้อค่ำเท่านั้น ที่ทุกท่านจะได้สัมผัสกับประเพณีเก่าแก่ และลิ้มลองรสชาติอาหารในแบบต้นตํารับของประเทศตุรกี ควบคู่ไปกับไวน์ที่ซอมเมอลิเย่ร์ของโรงแรมได้เลือกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ให้เข้ากันกับรสชาติของอาหารในแต่ละเมนู

เชฟโทล์การ์ มิเลรี เป็นหนึ่งในเชฟที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่องมากที่สุดในประเทศตุรกี ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสมาร่วมงานเทศกาลเอเชียน ออร์แกนิก กูร์เมต์ เฟสติวัล ครั้งที่ 4 ที่ผ่านมาซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกที่ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้จัดแสดงสาธิตการทำอาหาร และโชว์ฝีมือในการปรุงอาหารกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษ ร่วมไปถึงได้ผนึกกำลังร่วมแสดงความสามารถในการปรุงอาหารกับเชฟท่านอื่นๆ ในกาล่า ฟินาเล่ บรันช์ บุฟเฟต์ ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลเอเชียน ออร์แกนิก กูร์เมต์ เฟสติวัล ครั้งที่ 4 อีกด้วย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดี เป็นที่ประทับใจกับผู้ที่มีโอกาสมาร่วมงานอย่างล้นหลาม

มื้อค่ำสุดพิเศษเพียง 2 มื้อ จัดในวันที่ 26 และ 27 ต.ค. กับ 5 คอร์สเมนู อาทิ ฮัมมูส (Hummus) เครื่องจิ้มสไตล์ตะวันออกกลาง ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นถั่วลูกไก่ มันติ (Manti) เกี๊ยวเนื้อตุรกีขนาดเล็กปรุงรสด้วยเครื่องเทศซูแม็ก เนื้อแกะส่วนไหล่อบแบบสโลว์คุกห่อด้วยคาดายูบ ซึ่งเป็นแป้งละเอียดที่หั่นบางๆ กับข้าวพิลาฟคลุกกระเทียม ขนมหวานฟักทองแบบดั้งเดิมเสิร์ฟกับซอสทาฮีนีและวอลนัต และครีมยัดไส้แอปริคอตแห้งและมะเดื่อ ราคา 3,000 บาท++ ต่อท่าน (สำหรับอาหาร) และราคา 4,000 บาท++ ต่อท่าน (สำหรับอาหารและไวน์)

บริการเวลา 18.30 น. เป็นต้นไป วันที่ 26 และ 27 ต.ค. ที่ร้านอาหารนิมิต ชั้นที่ 27 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ สุขุมวิท 39 โทร. 02-079-7000 อีเมล :sales_ambassador@137pillarsbangkok.com 

‘สยาม’ แหล่งรวมความสวยของผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568383

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 09:35 น.

‘สยาม’ แหล่งรวมความสวยของผู้หญิง

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา

ผ่านไปผ่านมาแถวสยามนาทีนี้ สาวๆ หลายคนต้องสะดุดตากับ “แฟล็กชิปบิวตี้สโตร์” สุดชิกแห่งใหม่อย่าง บิวตี้ ทเวนตี้โฟร์ (Beauty 24) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามมาบุญครองไม่พอ ยังชวนเข้าด้วยการออกแบบร้านให้เป็นสีชมพูหวานแหวว

บอกเลยว่าคอนเซ็ปต์แตกต่างจาก “บิวตี้สโตร์” ทั่วไปแน่นอน เพราะหุ้นส่วนของร้านทั้งสี่ นำทีมโดย สุริยน ศรีอรทัยกุล นภัสนันท์ พรรณนิภา ดร.เฉลิมรัฐ นาควิเชียร และ “น้ำชา” ชีรณัฐ ยูสานนท์ ตั้งใจเนรมิตพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตรให้เป็นสวรรค์ของสาวๆ ในบรรยากาศที่เข้ามาแล้วชวนหลงรัก

ด้วยการตกแต่งในคอนเซ็ปต์ “โมเดิร์น เอทตี้ นีออน” (Modern 80’s Neon) สะท้อนกลิ่นอายแห่งความสนุกสนานและสีสันของยุค 80 ผ่าน 2 โทนสีหลัก ได้แก่ สีชมพู ตัวแทนของความสวยงามและมีเสน่ห์ แต่แฝงด้วยความเก๋ไก๋สุดชิก และสีน้ำเงิน ตัวแทนของไลฟ์สไตล์ ความทันสมัย และความเรียบหรูที่เข้าถึงง่าย ตัดกับพื้นลายตารางหมากรุกสีขาวสลับดำสุดคลาสสิก

นอกจากบรรยากาศสุดเก๋พาให้มาเช็กอินแล้ว แต่ละชั้นยังอัดแน่นด้วยกองทัพสินค้าความงามที่รับรองว่าสาวๆ มาแล้วต้องอดใจไว้ไม่อยู่

เริ่มจากชั้น 1 ประกอบด้วย โซนน้ำหอม ยกทัพหลากหลายแบรนด์ทั่วโลกมาให้เลือกสรร โซนเมกอัพ รวบรวมไว้หลากหลายแบรนด์พร้อมให้เมกอัพเลิฟเวอร์ได้มาสัมผัสและทดลองอย่างจุใจ และพิเศษสุดกับโซนโปรดักต์เอ็กซ์คลูซีฟที่พร้อมอวดโฉมกระเป๋าจูดิธ ลีเบอร์ (Judith Leiber) และเครื่องประดับเพชรบิวตี้ ไดมอนด์ (Beauty Diamond)

ส่วนชั้น 2 ประกอบด้วย โซนสกินแคร์ ประกอบด้วยสกินแคร์หลากหลายประเภท รวมทั้งยังมีเมกอัพและสกินแคร์แบรนด์ของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและอาหารเสริมอีกด้วย

ชั้น 3 พบกับโซนผลิตภัณฑ์จากดาราเดลี่ช็อปปิ้ง ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นวางจำหน่าย และโซนบิวตี้ไลฟ์สไตล์ ซึ่งออกแบบเป็นลานกิจกรรมสำหรับเวิร์กช็อปกับเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์และเมกอัพกูรู รวมถึงเป็นไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ สำหรับแชร์ทริกในการดูแลตัวเองและอัพเดทเทรนด์บิวตี้และไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้ เพื่อเอาใจสาวๆ ยุคดิจิทัลที่อาจจะไม่มีเวลาเดินช็อปปิ้ง มีบริการพิเศษให้สาวช็อปออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ beauty24online แถมยังมีคนดูแลและคอยตอบคำถามลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เพราะอาณาจักรเพื่อความงามแห่งนี้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ “Beauty Never Sleeps”

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการช็อปปิ้งได้แล้วที่สยามสแควร์ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 09-8276-3017

ตลาดสุขใจสัญจร มาตามนัด @เอสซีบีปาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568382

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

ตลาดสุขใจสัญจร มาตามนัด @เอสซีบีปาร์ค

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

อยากกินผักผลไม้ออร์แกนิก ที่กินได้อย่างมั่นใจ แต่ยังไม่รู้ที่เหมาะๆ ใช่มั้ย ถ้าอยู่ใกล้ๆ หรือผ่านมาแถวเอสซีบีปาร์ค อาคารที่ทำการธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ บริเวณสี่แยกรัชโยธิน ถนนรัชดาภิเษก ก็ไม่ยาก

เพราะตรงมาที่นี่ จะมีตลาดสุขใจสัญจรให้ได้ช็อปชิมกันแบบชิลๆ ในทุกๆ เดือน รับรองว่าจะได้ช็อปพืชผลทางการเกษตร อีกผักผลไม้สดออร์แกนิกที่ส่งตรงจากผู้ผลิต

ตลาดออร์แกนิกแหล่งใหญ่ ที่ตลาดสุขใจสัญจร ดำเนินงานโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้เครือข่ายสามพรานโมเดล อ.สามพราน จ.นครปฐม ต้นแบบเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ ไร้สารพิษไร้สารเคมี

หลายคนที่นิยมในพืชผักปลอดสารล้วนแต่มีนัดและไปตามนัดที่ตลาดสุขใจ นครปฐม ทุกสุดสัปดาห์ เสาร์-อาทิตย์ แต่ใครจะรู้หรือไม่ ตลาดสุขใจก็มีสัญจรแล้วนะจ๊ะ

วิชัย มีสวัสดิ์ ผู้จัดการตลาดสุขใจ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์สามพรานโมเดล เล่าให้ฟังว่า ยกตลาดสุขใจสามพรานมาไว้ที่นี่…ณ ใจกลางกรุงเทพฯ อยู่กรุงก็ช็อปสุขใจได้ โดยสัญจรมาเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าอินทรีย์โดยตรงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องอาหารยั่งยืน และการสร้างความตระหนักรู้แก่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหาร

“คอนเซ็ปต์ของการสัญจรของสุขใจก็คือ การที่เรายกตลาดสุขใจมาถึงผู้บริโภคเลย ยกมาถึงที่ โดยผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางออกไปถึงแหล่งปลูกออร์แกนิก แต่ออร์แกนิกยกขบวนกันมาให้เลือกซื้อแบบจุใจ”

ในแนวทางก็คือการเลือกเฟ้นสถานที่ที่มีผู้บริโภคที่ยังไม่เข้าถึงสินค้าอินทรีย์หรือสินค้าเกษตรแปรรูปอินทรีย์ โดยเกณฑ์แล้วก็จะเป็นบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานเยอะ สำหรับที่เอสซีบีปาร์คคือ 3,000 คน

วิชัย เล่าว่า ข้อดีของตลาดสุขใจสัญจรคือตลาดสินค้าอินทรีย์ ถือเป็นตลาดทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ทุกอย่างทุกชิ้นที่นำมาจัดจำหน่ายมีที่มาที่ไป รู้แหล่งที่มา การสัญจรแต่ละครั้งจะมีผู้จัดจำหน่าย ซึ่งก็เป็นเกษตรกรในท้องถิ่นหรือเป็นสมาชิกอยู่ในเครือข่ายสามพรานโมเดลนั่นเอง

สำหรับสามพรานโมเดล เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ เครือข่ายครอบคลุมพื้นที่และเกษตรกรในเขตพื้นที่สามพรานและใกล้เคียง รวม 12 กลุ่ม หรือประมาณ 130 กว่าครัวเรือน ทั้งนี้จะที่หมุนเวียนกันมา 14 ร้าน หรือ 14 เจ้า ต่อการสัญจรตลาดในครั้งหนึ่งๆ ซึ่งก็รับรองได้ว่า สินค้าหรือผลิตผลเกษตรอินทรีย์มีมากมายให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจแน่นอน

“แรกๆ คนก็ยังไม่เข้าใจนะ ช่วงแรกยังติดภาพลักษณ์ ภายนอกต้องสวย ต้องไร้แมลงกัดกิน เราจึงได้เชิญเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมายืนกำกับให้ความรู้เรื่องสุขภาพ เรื่องผักผลไม้ปนเปื้อนสารเคมี ตั้งบูธตรวจเลือด ตรวจพิสูจน์สารเคมีในเลือดกันแบบเดี๋ยวนั้นเลย”

จากลูกค้าขาจรกลายเป็นลูกค้าขาประจำ ลูกค้าชาวกรุงช่วงแรกนิยมเลือกแต่ผักผลไม้ไม่มีตำหนิ จากเมื่อก่อนเลือกเฟ้นแต่ลูกไม้หรือผลไม้สวยๆ เดี๋ยวนี้ไม่ยึดติดรูปลักษณ์แต่เปลือก เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า คือคุณภาพและประโยชน์ที่ไร้โทษ

ตลาดสุขใจสัญจร ที่เอสซีบีปาร์ค ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก สำหรับผู้ช็อปผักผลไม้หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงสุด 20 คนของวันนั้นๆ ได้สิทธิไปเยี่ยมฟาร์มแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สนับสนุนให้ผู้บริโภคเข้าถึงผู้ผลิตและฟาร์มที่ปลอดภัย ได้พบและสัมผัสเกษตรกรผู้ผลิต รวมทั้งได้ซึมซับซึ่งกันและกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

“ใครช็อปสูงสุด 20 ท่านของวันนั้น เตรียมตัวไปเยี่ยมถึงฟาร์มกันเลย ฟาร์มออร์แกนิกใกล้ๆ กรุงเทพฯ ไปมาใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกวันนี้ก็ยังมีกิจกรรมนี้ทุกเดือน”

คนชอบอาหารปลอดภัยต้องรักตลาดสุขใจสัญจร ตลาดที่ช็อปแล้วสุขใจสมชื่อแห่งนี้ บูธต่างๆ วางเต็มพื้นที่ มีตั้งแต่ข้าวอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผักผลไม้ตามฤดูกาล ผักผลไม้พื้นบ้าน มะเขือ คะน้า กวางตุ้ง มะเขือเทศ มะเขือยาว กล้วย มะนาว ฝรั่ง ฯลฯ ยังมีสินค้าแปรรูป ได้แก่ ขนมปัง แยม คุกกี้ น้ำตาลอ้อยอินทรีย์ สังขยา ขนมไทย ข้าวต้มมัด ไอศกรีมไรซ์เบอร์รี่ นมแพะ และน้ำฝรั่ง เป็นต้น

ได้ลองชิมผลไม้และสินค้าแปรรูปต่างๆ ก็ต้องยกนิ้วให้สำหรับความสดอร่อย กินแล้วสบายใจมั่นใจว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ที่สำคัญได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนเกษตรกรและสินค้าปลอดสาร เกษตรกรผู้ปลูกอยู่ได้ เราๆ ท่านๆ ที่เป็นผู้บริโภคก็ “อยู่ได้” เช่นกัน

ขายดีอันดับหนึ่ง คือ ผลไม้พร้อมรับประทาน รวมทั้งผักผลไม้ตามฤดูกาล เช่น มะเฟือง มะม่วง และมะพร้าวน้ำหอม ครั้งหนึ่งๆ จะมีร้านค้าเกษตรกรมาร่วมออกร้านประมาณ 14 ร้านค้า ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของตลาดสินค้าอินทรีย์ สัญจรมาสำหรับคนรักสุขภาพ ประหยัดเวลา ประหยัดการเดินทาง ไม่ต้องออกไปไกลถึงสามพรานอีก

“ตลาดสุขใจสัญจร ไม่ปรับราคาเพิ่ม เราสัญจรมาแล้ว 3 ปี โดยอนาคตอันใกล้ยังมีแผนที่จะสัญจรต่อไปอีกหลายที่ ล่าสุดคือที่ตลาดเสรีมาร์เก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ที่เรารับเชิญไปออกอีเวนต์ กับตั้งเป็นช็อปเล็กๆ ชื่อ ‘สุขใจออร์แกนิก’ อย่าลืมไปอุดหนุนกันให้ได้”

ติดตามข้อมูลตลาดสุขใจสัญจร @เอสซีบีปาร์ค มาขายวันไหนๆ มีอะไรมาขายบ้างรอบนี้ หรือมีผักผลไม้ตามฤดูกาลอะไรที่เป็นพิเศษ ราคาพิเศษ ติดตามได้ที่ http://www.sookjaiorganics.com รวมทั้งติดตามเครือข่ายสามพรานโมเดล รวมทั้งตลาดสุขใจ (สามพราน นครปฐม) ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : เครือข่ายสามพรานโมเดล

Mensooree Okinawa (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568328

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 13:55 น.

Mensooree Okinawa (4)

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปพิชิตพื้นที่ทางตอนเหนือสุดของเกาะโอกินาว่ากัน ซึ่งยังไม่ค่อยนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจากการเดินทางที่ยาก และระบบขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึง จึงยังเป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่แถมทั้งยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้ค้นหาอีกมากมาย Yanbaru คือชื่อเรียกบริเวณทางตอนเหนือของโอกินาว่า คำนี้มาจากการผสมคันจิ 2 ตัว คือ ภูเขา และดั้งเดิม บ่งบอกถึงภูมิศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าว ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ริมทะเล ตั้งอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์รวมถึงสัตว์แปลกๆ ที่สามารถพบเห็นได้ในบริเวณพื้นที่นี้เท่านั้น และเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา พื้นที่ยันบารุก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 33 ของญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการอีกด้วย

การเดินทางของเรายังคงใช้บริการ One Day Tour ของ Hiphop Bus เจ้าเดิม วันนี้เราออกกันค่อนข้างเช้าเนื่องจากเส้นทางไปยังจุดเหนือสุดนั้นต้องใช้เวลากันพอสมควร จากเมืองนาฮะไปยังจุดหมายปลายทางแรกที่แหลมเฮโดะ (Hedo Misaki) ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 120 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า แหลมเฮโดะนั้นตั้งอยู่สุดปลายขอบทางตอนเหนือเกาะโอกินาว่า เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามและกว้างไกลสุดสายตาของมหาสมุทรแปซิฟิกที่มาบรรจบกับทะเลจีนตะวันออกได้จากบริเวณริมหน้าผาชายฝั่งทะเลที่อยู่ตรงหน้า พอหันกลับมาก็พบกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติแบบเต็มร้อย ทั้งแนวภูเขา ป่าไม้ และน้ำทะเลสีครามที่กระทบกระแทกเข้ากับหินผา ก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงอันทรงพลังแต่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เชื่อว่าใครที่ได้มาเห็นต้องหลงเสน่ห์ความงดงามของที่นี่แน่นอน และไม่เฉพาะเพียงแค่ภาพและเสียงเท่านั้น อากาศของที่นี่ก็ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ได้เช่นกัน เคยได้ยินโฆษณาสมัยเด็กว่า อากาศสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนยอดเขา ตอนนั้นไม่เข้าใจ จนได้มีโอกาสมาญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เฮ้ย! ทำไมสูดหายใจแล้วมันเต็มปอดขนาดนี้ ที่แหลมเฮโดะนี่ก็เป็นจุดหนึ่ง ที่ให้ความรู้สึกหายใจได้เต็มปอดเช่นกัน สูดอากาศกันจนชื่นมื่นแล้วก็ได้เวลาเคลื่อนตัวออกไปยังจุดหมายปลายทาง ที่มีชื่อเสียงเพราะเป็นขุมพลังจากธรรมชาติ

นั่งรถจากแหลมเฮโดะเพียง 5 นาที ก็มาถึงยังหมุดหมายของวันนี้ หากท่านอยากสัมผัสกับความเป็นยันบารุ อย่างถึงที่สุด แนะนำว่าต้องไม่พลาดการมาเยือน Daisekirinzan ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ Ashimui ซึ่งชาวโอกินาว่าเชื่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของโอกินาว่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้า พื้นที่แถบนี้ประกอบไปด้วยยอดเขาหินปูนสี่ยอด ที่ถูกกัดเซาะจากสายลมแสงแดดเป็นเวลานานกว่า 200 ล้านปี จนกระทั่งมาถึงสมัยราชวงศ์ริวกิว ผู้ปกครองอาณาจักรจะเดินทางมาที่นี่ เพื่ออธิษฐานขอพรให้อาณาจักรริวกิว มีความมั่งคั่งจากการค้าขาย มีความอุดมสมบูรณ์จากการเก็บเกี่ยว และปลอดภัยจากภัยพิบัติทางทะเล ความเชื่อแบบนี้ได้ตกทอดมาถึงปัจจุบันว่า ทั่วทั้งบริเวณนี้มีจุด Power Spot หรือพลังจากธรรมชาติสะสมอยู่ คนญี่ปุ่นนิยมไปแสวงหาจุดรับพลังธรรมชาติแบบนี้กันนานแล้ว มีจุดรับพลังแบบนี้เยอะมาก ผมเคยไปมาหลายแห่ง แต่ละแห่งดูมีพลังแอบแฝงอยู่จริง แต่ไม่ได้ลี้ลับหรือมีสิ่งซ่อนเร้น เป็นเรื่องของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ก้อนหินขนาดใหญ่บนยอดเขา ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนโดดเดี่ยวกลางป่า เนินกว้างบนพื้นราบที่แสงส่องถึงตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานานหลายร้อยหลายพันปี ย่อมสะสมพลังงานของธรรมชาติและจักรวาลไว้อย่างยาวนาน มนุษย์เราที่มีอายุขัยไม่ถึงร้อยปี เมื่อไปยืนในตำแหน่งแห่งที่ของสิ่งเหล่านี้ จึงเหมือนการนำถ่านชาร์จก้อนเล็กๆ ที่ไปเสียบยังแท่นชาร์จพลังงานขนาดใหญ่นั่นเอง

กิจกรรมในวันนี้คือการเดินเขา ซึ่งที่นี่ก็จะมีแผ่นพับแนะนำสถานที่ให้กับเรา ในแผ่นพับมีแผนที่เส้นทางเดินเขารวมอยู่ด้วย ซึ่งจะบอกทั้งระยะทางและตำแหน่งที่น่าสนใจ รวมถึงแนะนำด้วยว่าตรงไหนเป็นจุดรับพลังงานธรรมชาติ เส้นทางมีให้เลือกเดินทั้งแบบสั้นและจัดเต็ม ไหนๆ ก็มายากแล้ว ขอเลือกเส้นทางยาวและครอบคลุมทั่วบริเวณได้มากที่สุด จะได้เก็บสะสมพลังงานกันให้เต็มประจุ โดยจะใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที มีไกด์ของพื้นที่เป็นผู้นำทางและให้ความรู้ตลอดเส้นทาง เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีเสียงนกร้อง มีต้นไม้แปลกตามากมาย แต่ก็แอบมีบรรยากาศคล้ายกับเดินอยู่ในป่าของบ้านเราอยู่เช่นกัน อาจเป็นเพราะสภาพป่าไม้แบบร้อนชื้นของแถบนี้ประกอบกับอากาศที่ร้อนเหมือนกันนั่นเอง แต่สิ่งที่เห็นและแตกต่างจากบ้านเราก็คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาจับแมลง มีทั้งผู้ใหญ่ คนสูงอายุ คู่รัก วัยรุ่น ไปจนถึงเด็กตัวเล็กตัวน้อย ก็มากันไม่น้อย เป็นการเดินป่าที่คึกคักที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาก็ว่าได้

ตลอดเส้นทางเจ้าหน้าที่คอยแนะนำให้เราดูนี่โน่นนั่นกันไปเรื่อยๆ จนเมื่อออกจากเขตป่ามาเจอภาพตรงหน้า เป็นลานหินขนาดใหญ่สีขาว กลุ่มหินกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ และตรงกลางมีหินก้อนใหญ่รูปร่างเหมือนกอริล่ากำลังนั่งเฝ้ามองเราอยู่ เป็นความอลังการของธรรมชาติที่สะกดสายตาเราไว้ได้นานเลยทีเดียว เส้นทางบังคับให้ต้องไต่ขึ้นไปบนกลุ่มหิน จนสุดทางเดินก็จะพบกับจุดชมวิวทะเล Churaumi และเมืองชายฝั่ง เป็นจุดที่ได้พักกายและใจไปกับการทอดตามองความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ยังไม่จบแค่นี่นะครับ หลังพักขากันแล้วเรายังต้องเดินต่อไปยังจุดรับพลังที่มีชื่อเสียงที่สุดและสวยที่สุดของที่นี่ เป็นกลุ่มต้นไทรที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นบริเวณกว้างสร้างความร่มรื่นให้กับพื้นที่ มีม้านั่งกระจายอยู่รอบๆ ลานใต้ต้นไทร เพื่อให้นักเดินทางนั่งรับพลังจากธรรมชาติ ทำให้ผมนึกถึงแอนิเมชั่นของฝรั่งเรื่อง Avarta ขึ้นมาทันที นึกถึงชนเผ่านาวีแห่งดาวแพนโดร่า ที่ใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะพลังแห่งธรรมชาติคือพลังที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน การรับพลังธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย จึงเหมือนการได้บำบัดทั้งภายนอกและภายในจิตใจเรานั่นเอง

เตรียมตัวหลงทาง ระวังหลงรัก ‘No Plan Trip’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568274

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

เตรียมตัวหลงทาง ระวังหลงรัก ‘No Plan Trip’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : No Plan Trip

นอกจากความน่ารักของ “นัท” ณัฏฐา สักกพันธุ์นิกร ที่ทำให้เพจเฟซบุ๊ก No Plan Trip (โน แพลน ทริป) ดูสดใสขึ้นมาแล้ว ภาพทิวทัศน์และสถานที่ท่องเที่ยวก็สวยงามจนอยากตามไป แต่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นยังมีความหลงตามนิสัยส่วนตัวที่ชอบลุยเดี่ยวและไปเที่ยวแบบไม่มีแผน

“นัทเป็นคนชอบเที่ยว ชอบถ่ายรูป และชอบถูกถ่าย” เธอเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของเพจโน แพลน ทริป

“เวลาไปเที่ยวมาก็จะลงรูปในเฟซบุ๊กส่วนตัวจนเพื่อนๆ แนะนำให้เปิดเพจ และส่วนตัวนัทเองก็อยากลองแชร์ อยากเล่าเรื่องราวประสบการณ์การเดินทางของตัวเองดูอยู่แล้ว เลยคิดว่ามันน่าจะดี น่าสนใจดี แต่กว่าจะเปิดเพจได้ก็คิดนานพอสมควรว่าจะใช้ชื่อเพจว่าอะไรดี

สุดท้ายแล้วคิดได้ว่า เวลาเราไปไหน เราไม่เคยแพลนเลย อยากไปก็ไป แล้วบางทีก็ผิดแผนตลอด เลยตัดสินใจใช้ชื่อเพจนี้”

นักเดินทางวัย 26 ปี กล่าวต่อว่า ไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวของเธอน่าจะเหมือนกับผู้หญิงทั่วไป คือ ชอบไปในที่สวยๆ มีของกินอร่อยๆ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากเป็นพิเศษก็คงเป็นธรรมชาติ และเป็นผู้หญิงที่ชอบพกกล้องไปทุกที่แม้ว่าจะต้องไปในที่ที่ลำบากก็ตาม

“นัทเป็นคนเขียนไม่เก่ง แต่พูดเก่ง เลยชอบเขียนเล่าเรื่องเหมือนเพื่อนคุยกัน บ่นให้กันฟัง และสอดแทรกความรู้เล็กๆ น้อยๆ ลงไป เพื่อคนอ่านจะได้เข้าถึงได้ง่ายผ่านภาษาพูดธรรมดาบ้านๆ และตอนนี้นัททำงานอยู่ญี่ปุ่นก็จะมีอัพเดทข่าวสารบ้านเมืองและพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นให้ลูกเพจได้ทราบกันบ้าง

ส่วนการถ่ายภาพ นัทชอบถ่ายภาพแคนดิด เพราะเราอยากให้ภาพเล่าเรื่องได้ อยากให้ภาพสื่ออารมณ์ออกมาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่นัทจะเที่ยวคนเดียว เวลาอยากไปไหนก็จะไปให้ได้ แม้ว่าจะไม่มีเพื่อนก็จะไป ปล่อยให้การเดินทางพาเราไปเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดระหว่างทาง”

นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้เธอมองเห็นโลกกว้างขึ้น เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร อยู่กันแบบไหน กินอะไร และที่สำคัญคือได้รับมิตรภาพดีๆ กลับมา

“การได้พูดคุยกับคนมากหน้าหลายตาทำให้เราเข้าถึงมุมมอง ความคิด ทัศนคติของสิ่งต่างๆ เป็นการขยายกรอบความคิดของเราให้กว้างมาก ไม่ใช่แค่ทำงานแล้วกลับบ้านนอน” ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น

“และการเดินทางยังทำให้เราเก่งขึ้น ทั้งการวางแผน การบริหารเงินและเวลา ทักษะการสื่อสาร การเอาตัวรอด และการอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งทำให้เราเป็นคนปรับตัวง่าย อยู่ได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญคือ ทำให้เรากล้าขึ้น กล้าออกไปจากที่ที่คุ้นชินสู่การเดินทางครั้งใหม่ไปเรื่อยๆ”

ติดตามการเดินทางแบบหลงๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก No Plan Trip โดยเฉพาะสาวกแดนปลาดิบจะได้ลงลึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวแบบอันซีนในญี่ปุ่นก่อนใคร