กลับมาอีกครั้ง ตลาดน้ำอัมพวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568290

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

กลับมาอีกครั้ง ตลาดน้ำอัมพวา

โดย สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แม้ตลาดน้ำหลายแห่งจะปิดตัวลงไป หรือไม่ก็มีคนมาเที่ยวบางตากว่าเดิม แต่สำหรับตลาดน้ำอัมพวา ถึงวันนี้ยังมีผู้คนเวียนมาเที่ยวหนาตาเหมือนเดิม และคงจะเป็นตลาดน้ำยอดฮิตตลอดไป

ในทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตลาดนี้แห่งนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษ ทั้งเพื่อนฝูง คู่รัก ครอบครัว แม้กระทั่งมาเดี่ยวๆ ก็ไม่เคยเหงา เพราะที่นี่มีอะไรให้ชมและชิมกันเยอะมากทีเดียว

ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า อ.อัมพวา มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์กันเลยทีเดียว โดยในสมัยก่อนเรียกกันว่า “แขวงบางช้าง” เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตร และการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่าในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า “ตลาดบางช้าง” นายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้าง ซึ่งต่อมาเป็นราชินิกุล “ณ บางช้าง”

ตลาดน้ำอัมพวานั้นตั้งอยู่ริมคลองใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม จ.สมุทรสงคราม ความสวยงามของตลาดแห่งนี้คือจะมีบ้านเรือนเก่าแก่และวีถีชุมชนโบราณที่หลงเหลืออยู่ ยิ่งได้กระแสการชมหิ่งห้อยของที่นี่ ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จากชุมชนที่เงียบสงบ มีเสน่ห์ของความเรียบง่ายและความเป็นวิถีไทย กลายเป็นตลาดอัมพวาที่คึกคักมากยามนี้

เสน่ห์ของตลาดแห่งนี้นอกจากตั้งอยู่ริมคลองอัมพวา และมีบ้านเก่าๆ เป็นไฮไลต์แล้ว ที่นี่ยังจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่มกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย อาหารทะเลเผา ก๋วยเตี๋ยวเรือ ผัดไทย หอยทอด ขนมใส่ไส้ ขนมกล้วย และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบทานเลยทีเดียว

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ เราจะซื้อของต่างๆ ได้จากเรือพายของพ่อค้าแม่ค้า ชวนให้นึกถึงอดีตอันแสนคลาสสิกได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมีรถเข็นขายของบนบกด้วย และก็มีร้านรวงเปิดให้เดินชิล หรือจะนั่งจิบกาแฟชมบรรยากาศก็ได้ เสียงตามสายของชาวชุมชนที่เปิดตลอดเวลาทำให้นึกถึงสมัยยังเยาว์วัย

นอกจากนี้ สามารถนั่งเรือท่องเที่ยวตามแม่น้ำแม่กลอง และไหว้พระตามวัดริมแม่น้ำได้อีกด้วย สำหรับไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ ก็คือ ในตอนค่ำๆ คุณสามารถเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อยระยิบระยับตาได้อย่างเพลิดเพลินและมีควาสุขยิ่ง แถมค่าบริการก็ไม่แพง ถ้าจำไม่ผิดก็คนละ 60-80 บาทเท่านั้นเอง

ผมว่าตลาดน้ำอัมพวาไม่มีลำคลองและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อย ผมว่าเสน่ห์คงลดไปเยอะ เรือยาวลำไม่โตไม่เล็กพาเราสวมเสื้อชูชีพสีล้มฝ่าสายลมยามพลบค่ำไปตามบ้านเรือนไม้ริมคลองยิ่งทำให้มีความสุขขึ้นได้อีกเป็นกอง

ถ้ามีเวลามากหน่อยก็ลองเดินกลับออกมาทางท่าเรือแล้วไปเที่ยวที่วัดบางนางลี่กันดูเพราะหากมาถูกช่วง ต้นตะแบกดอกสีม่วงหรือชมพู จะพรั่งพรูร่วงลงจากบนต้นสู่พื้นดินไม่ขาดสาย สวยงามมาก ให้ความรู้สึกชื่นใจ

รับรองว่า ทริปนี้ใช้เวลาไม่นาน ไม่เหนื่อย และยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ได้กินของอร่อยๆ อีกทั้งยังได้ชมหิ่งห้อยใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ อีกด้วยนะครับ

ตลาดน้ำแห่งนี้เขาจะเปิดต้อนรับกันทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยจะเริ่มมีผู้คนมาเยือนในช่วงบ่ายไปจนถึงเวลาสามทุ่ม

การเดินทางไปตลาดน้ำอัมพวา

1.ทางรถยนต์ จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไป อ.ดำเนินสะดวก และอุทยาน ร.2 ประมาณ 6 กม. ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร ทางแยกซ้ายมือเข้าตลาดอัมพวาจอดรถบริเวณใกล้ตลาดมีที่จอดรถให้บริการมากมายหลายเจ้า

2.รถประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ ผ่าน จ.สมุทรสงคราม ถึงตลาดอัมพวา สาย 976 กรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา

3.รถตู้ มีจุดขึ้นรถจากกรุงเทพฯ-อัมพวา มีดังนี้

– อนุสาวรีย์ชัยฯ บริเวณใต้ทางด่วนพหลโยธิน ฝั่งไปสะพานควาย ค่ารถโดยสาร 70 บาท ขาไป อนุสาวรีย์ชัยฯ-แม่กลอง รถจอดบริเวณตลาดแม่กลอง จากนั้นต่อรถสองแถวแม่กลอง โรงเจอัมพวา ไปยังตลาดน้ำอัมพวา รถจอดบริเวณหน้าร้าน 7-11 ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทยเข้าตลาดอัมพวา เวลาในการเดินรถวันจันทร์-พฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 08.30-19.00 น. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 05.30-20.00 น. โทร.08-7414-5522,08-6807-0745

4.รถไฟ สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มีรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย ออกทุกวัน ลงรถไฟที่สถานีมหาชัย ข้ามเรือจากฝั่งมหาชัยไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อต่อรถไฟจากสถานีรถไฟบ้านแหลม ไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง จ.สมุทรสงครามติดต่อสอบถามตารางรถไฟได้ที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โทร.02-465-2017 หรือ http://www.railway.co.th แล้วต่อรถสองแถวแม่กลอง โรงเจอัมพวา ไปยังตลาดน้ำอัมพวา รถจอดบริเวณหน้าร้าน 7-11 ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทย

เปิดลายแทง 4 ร้าน ในตำนานแห่งซัมซุยโป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568273

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

เปิดลายแทง 4 ร้าน ในตำนานแห่งซัมซุยโป

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

จดจำภาพเมืองทันสมัยที่มีแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม 5 ดาว และคอนโดมิเนียมหรูเอาไว้ เพราะห่างจากสถานีมงก๊กออกไปแค่นับหนึ่ง สอง แล้วลืมตา ภาพต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาจะเปลี่ยนไป

แค่ 2 สถานีจากมงก๊กสู่ “ซัมซุยโป” ราวกับว่าได้เดินทางไกลไปโผล่อีกด้านของฮ่องกง บรรยากาศเหนือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินคึกคักไปด้วยผู้คน แต่มองไปไม่เห็นนักท่องเที่ยว ไม่เจอสินค้าแบรนด์ดัง และไม่ต้องกลัวว่าจะเสียตังค์เพราะไม่มีร้านค้าล่อใจ

ทว่าซัมซุยโปให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากหนังฮ่องกงสมัยเฉินหลงยังหนุ่ม ตัวตึกไม่สูงจนบดบังแสง ผู้คนไม่แต่งสูท แต่สวมผ้ากันเปื้อนวิ่งวุ่นกันใหญ่ บ้างกางผ้าใบเปิดแผงลอยริมฟุตปาท บ้างกำลังเลื่อนประตูเหล็กพับส่งเสียงสนิมดังเอี๊ยดอ๊าด ส่วนร้านอาหารส่งกลิ่นหอมพร้อมเสิร์ฟตั้งแต่หัววัน รอฝูงผึ้งงานออกจากรังมาหากิน

ย่านนี้มีร้านอาหารถิ่นบรรยากาศบ้านๆ หลายร้าน แต่หากถามถึงร้านเก่าในตำนานที่เรียกว่า “ต้นตำรับ” การท่องเที่ยวฮ่องกงได้แนะนำ 4 ร้าน ตั้งแต่มื้อเช้าจรดมื้อค่ำ

เริ่มต้นที่ร้านอาหารเช้าสไตล์ฮ่องกงแท้ ร้านเต้าหู้กังหว่อ (Kung Wo Dou Bun Chong) ร้านขายอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ทั้งน้ำเต้าหู้ เต้าหู้นิ่ม และเต้าหู้ทอด อร่อยเพราะผลิตใหม่ทุกวัน พิสูจน์ได้จากโรงงานเล็กๆ หลังร้านที่ส่งออกเต้าหู้มาอยู่บนโต๊ะอาหารทันที

“เรเน่ โซ” ทายาทรุ่นที่ 5 วัย 34 ปี เล่าให้ฟังว่า ร้านแรกของครอบครัวไม่ได้อยู่ที่ซัมซุยโป แต่เปิดอยู่ที่ซิมซาจุ่ย เพราะค่าที่แพงขึ้นจึงย้ายร้านมาอยู่ที่นี่บนถนนเป่ยโฮ (Pei Ho Street) โดยตั้งแต่วันแรกเปิดขายมานานกว่า 100 ปี แต่ถ้านับเฉพาะร้านนี้มีอายุ 60 ปีได้ ยังคงจุดเด่นของร้านไว้เหมือนเดิมคือ รสชาติของเต้าหู้ที่แทบไม่มีกลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เนียน นุ่ม ไม่เละ ไม่กระด้าง ทำให้คนที่ไม่ชอบกินเต้าหู้ต่างมาศิโรราบให้ร้านนี้

“เพราะเรายังใช้วิธีคั้นน้ำจากเมล็ดถั่วเหลืองด้วยเครื่องโม่ที่หมุนแบบช้าๆ และนุ่มนวล ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำเต้าหู้ของเราถึงมีรสชาติแตกต่างจากในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอื่นๆ

ทุกวันตอนตี 1 พนักงานจะมาทำน้ำเต้าหู้ที่ครัวหลังร้าน แล้วเปิดขายตอน 6 โมงเช้า จากนั้นพนักงานอีกกะจะเข้ามาทำน้ำเต้าหู้ตอน 8 โมงเช้าเพื่อขายในช่วงบ่ายอีกที

และหากนับตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้าย เราใช้เวลาทำน้ำเต้าหู้นาน 18 ชั่วโมง ส่วนเต้าหู้เรามีโรงงานอีกที่ทำต่างหาก เพราะต้องใช้เวลาทำนานกว่า แต่ทำสดใหม่ทุกวันเหมือนกัน”

เรเน่ กล่าวด้วยว่า สมัยที่เปิดร้านใหม่ๆ ครอบครัวของเธอขายแค่ 2 เมนู คือ น้ำเต้าหู้ และเต้าหู้ แต่เพราะปัจจุบันวิถีชีวิตคนฮ่องกงเร่งรีบและยุ่งมาก พวกเขาไม่มีเวลาทำอาหารเช้ากินเองที่บ้าน ทางร้านจึงได้เพิ่มเมนูอาหารจานด่วนอย่างเต้าหู้ทอด เข้าไปกลายเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่คนแวะมาซื้อและถือกินระหว่างเดินไปทำงาน

“ซัมซุยโปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเมื่อก่อนคนมาซื้อเต้าหู้เพื่อกลับไปทำกินเองที่บ้าน ก็กลายเป็นว่าตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลา เปลี่ยนเป็นซื้ออาหารสำเร็จรูปแทน”

นอกจากกระบวนการที่เป็นเคล็ดลับความละมุนและความสดใหม่วันต่อวัน เธอยังเผยด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ แหล่งที่มาของเมล็ดถั่วเหลือง เพราะมันคือวัตถุดิบหลักในการทำเต้าหู้

เรเน่ อธิบายขั้นตอนการทำเต้าหู้ว่า เริ่มจากการแช่เมล็ดถั่วเหลืองในน้ำเปล่า 7-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล โดยในฤดูร้อนจะใช้เวลาแช่น้อยกว่าฤดูหนาว จากนั้นนำเมล็ดเข้าเครื่องคั้นน้ำ นำน้ำที่ได้ไปต้มให้เดือดประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปกรองและใส่ผงยิปซัมให้ตกตะกอนโปรตีนนมถั่วเหลืองกลายเป็นเต้าหู้ และนำไปใส่ในบล็อกไม้ปล่อยให้แข็งตัว

สำหรับเต้าหู้นิ่ม (Tofu Pudding) ซึ่งมีความนุ่มนิ่มมากกว่า จะเพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปในกระบวนการคั้นน้ำไม่ให้เข้มข้นเหมือนการทำเต้าหู้ปกติ

“แต่ละวันเราขายเต้าหู้นิ่มได้หลายร้อยถึง 1,000 ถ้วย และร้านของเราขายได้ตลอดเวลา เพราะคนสามารถมากินเป็นอาหารเช้า กินเป็นอาหารกลางวัน มากินเป็นของว่างตอนบ่าย หรือกินเป็นมื้อเย็นก็ได้ เพราะคนฮ่องกงสามารถกินเต้าหู้ได้ทุกมื้อและทุกวัน แม้ว่าร้านของเราจะมีเมนูไม่มากเหมือนร้านอื่น แต่มันก็ขายได้ตลอดเวลา”

ในฮ่องกงมีร้านขายเต้าหู้ไม่ถึง 10 ร้าน เธอแสดงความเห็นว่า อาจเป็นเพราะอุตสาหกรรมอาหารลักษณะนี้เป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่มาสืบทอด และมันไม่เหมือนงานอาร์ตที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่มันเป็นงานที่ต้องทำเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ดีเหมือนเดิมทุกวัน มันจึงไม่ง่ายนักที่จะรักษากิจการไว้ตลอดไป

“เหตุผลที่ฉันตัดสินใจทำต่อจากพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะความพิเศษของเต้าหู้ที่ครอบครัวเราคิดและทำมานานเท่านั้น แต่ฉันคิดว่ามันเป็นการส่งต่อประวัติศาสตร์ของฮ่องกง อย่างน้อยๆ ตอนนี้ฉันกำลังส่งต่ออาหารที่มีอายุกว่าร้อยปีให้คนรุ่นใหม่ได้กิน ซึ่งในอดีตเต้าหู้คืออาหารที่ดีต่อสุขภาพและราคาถูก

จนมาถึงวันนี้ฉันก็ยังอยากให้มันเป็นอาหารที่ทุกคนสามารถซื้อได้ และทำให้เด็กรุ่นใหม่ชอบกินมันต่อไป แม้ว่าฮ่องกงจะพัฒนาไปสู่ยุคโมเดิร์นแล้วก็ตาม”

ความป๊อปปูลาร์ของร้าน การันตีได้จากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น จนเธอมีแผนขยายร้านไปยังคูหาข้างๆ ในปีหน้า ซึ่งเมื่อถามว่าทำไมไม่เปิดสาขาใหม่ในย่านอื่นบ้าง เธอคิดว่าซัมซุยโปเหมาะสมกับร้านที่สุด เพราะประการแรก คือ ค่าเช่าที่ไม่แพงเกินไป และประการที่สอง คือ คนในย่านนี้ต้องการของกินอร่อยๆ และราคาไม่แพง

เมนูแนะนำคือ เต้าหู้นิ่ม เวลากินต้องโรยน้ำตาลอ้อย (น้ำตาลสีเหลือง) ให้ได้ระดับความหวานตามใจชอบ ถ้วยใหญ่ 48 บาท ถ้วยเล็ก 40 บาท น้ำเต้าหู้มีทั้งแบบร้อนและเย็น แก้วใหญ่ 40 บาท แก้วเล็ก 24 บาท เต้าหู้ทอด 4 ชิ้น 44 บาท เต้าหู้ทอดผสมเนื้อปลา 4 ชิ้น 44 บาท และชุดรวมของทอด 6 ชิ้น 60 บาท ร้านเปิดทุกวัน เวลา 06.00-21.00 น. ตั้งอยู่บนถนนเป่ยโฮ สถานีซัมซุยโป ทางออกบี 2

ของหวานสักชิ้นต้องระดับมิชลิน

ตรงสถานีซัมซุยโปหัวมุมถนนเป่ยโฮตัดถนนฟุกวา (Fuk Wa Street) จะเห็นร้านเล็กๆ มุมตึกมีคนมุงเหมือนรุมสินค้าลดราคา เป็นสถานที่ตั้งของ ร้านขนมกวานกี (Kwan Kee Store) ซึ่งล่าสุดถูกบรรจุเป็นร้านสตรีทฟู้ดแนะนำในมิชลินไกด์ปี 2561

ร้านกวานกี ขายขนมมานาน 58 ปี เมนูที่คล้ายๆ กับไทยจะเป็นจำพวกขนมเปียกปูนและของทอดคล้ายไข่เต่า ส่วนชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นแป้งผสมน้ำตาล เน้นรสหวาน คนฮ่องกงมักกินกับชาตัดเลี่ยน ดังนั้นถ้าต้องการชิมให้ซื้ออย่างละชิ้น แล้วเดินไปหาชาจิบจะได้รสสไตล์ฮ่องกง

ฟิวชั่นรุ่นแรก อาหารจีนใส่ชีส!

จากถนนฟุกวาเดินไปตัดถนนกีลัง (Ki Lung Street) จะพบร้านอาหารที่ดูเหมือนเจ้าของเป็นติ่ง บรูซ ลี และหนังสงคราม นั่นคือ ร้านโหลฟัง (Lo Fung) ร้านอาหารหนึ่งคูหาหน้าแคบ ตกแต่งด้วยภาพ บรูซ ลี และกองทัพทหารอังกฤษ บ่งบอกถึงธีมร้านแบบวินเทจย้อนไปสู่ยุคที่ฮ่องกงถูกอังกฤษปกครอง

อังกฤษเคยปกครองฮ่องกงตั้งแต่ปี 1841-1941 จากนั้นญี่ปุ่นเข้ายึดครองปี 1941-1945 และกลับมาอยู่ภายใต้อังกฤษอีกครั้งจนถึงปี 1997 ทำให้วัฒนธรรมด้านอาหารเกิดการผสมปนเประหว่างอาหารตะวันตกและตะวันออก กลายมาเป็นเมนูของร้านที่มีความแปลกประหลาดอย่างเมนูมาม่าราดชีส ก๋วยเตี๋ยวใส่ชีส และเบอร์เกอร์ไส้หมูแดง ซึ่งมันไม่ใช่อาหารฟิวชั่นที่เชฟคิดขึ้นใหม่ แต่เป็นอาหารที่มีอยู่จริงในยุคนั้น

แล้วถามว่า บรูซ ลี เกี่ยวอะไร บรูซ ลี ได้รับสมญานามว่าเป็นมังกรของชาวฮ่องกง เพราะเขาเปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิตแสนพิเศษที่ทำให้ประชาชนมีความสุขและความบันเทิงได้ แม้ในยามที่ประเทศไม่มีอิสรภาพ

นอกจากนี้ เมื่อเข้าไปในร้านยังจะได้สัมผัสประสบการณ์การกินแบบ ชา ชาน เต็ง (Cha Chaan Teng) หรือการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับคนอื่น และนั่งติดกับโต๊ะอื่นจนรู้เรื่องว่าอีกโต๊ะกำลังนินทาใคร บรรยากาศเช่นนี้คนไทยอาจเรียกว่าปกติ แต่สำหรับชาวต่างชาติคงไม่เคยชินกับการนั่งกินอาหารกับคนแปลกหน้า

ร้านโหลฟังจึงสามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมการกินและวัฒนธรรมอาหารในอดีต บวกกับความที่เจ้าของเป็นคนรุ่นใหม่ การตกแต่งภายในจึงดูฮิปสเตอร์ ช่วยดึงดูดลูกค้าวัยรุ่น วัยทำงาน และนักท่องเที่ยวมาทำรู้จักกับอาหารฟิวชั่นยุคดั้งเดิม ซึ่งหารับประทานได้ยากในปัจจุบัน

ซดซุปงูข้างกรงงู

เดินย้อนจากถนนกีลังกลับไปยังสถานีซัมซุยโป จะสะดุดตาเข้ากับความคึกคักของถนนอัพหลิว (Apliu Street) ถนนขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามือหนึ่งและมือสอง ซึ่งท่ามกลางกองสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มีเพียงลำโพงหรือรีโมท แต่ยังมีร้านอาหารแปลกชวนสยอง

จุดสังเกตให้แหงนหน้ามองป้ายไฟที่มีรูปงูเห่า หน้าร้านมีกรงตาข่ายงู มองลอดเข้าไปเห็นโต๊ะกลม และลูกค้าที่กำลังนั่งซดซุปเสียงซู้ดซ้าด

ร้านเชีย วัง ฮิป (Shia Wong Hip Snake Restaurant) เปิดขายอาหารที่ใช้เนื้องูเป็นวัตถุดิบมาตั้งแต่ปี 2508 ซิกเนเจอร์ของร้านคือ ซุปงูผสมเต่า เป็นซุปสีดำใส คนจีนกวางตุ้งนิยมกินเพื่อคุณประโยชน์ทางยา

เจ้าของร้านบรรยายสรรพคุณว่า งูเป็นอาหารธาตุร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนเต่าจะช่วยให้ตับแข็งแรง ไขข้อไม่ติดขัด และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ดังนั้นเมื่องูและเต่าอยู่ในหม้อเดียวกันจะกลายเป็นยาทรงพลัง หากกิน 10 ถ้วยติดต่อกันภายใน 5-7 วัน จะช่วยบำบัดโรคผิวหนังและสิว สนนราคาถ้วยใหญ่ 120 บาท และถ้วยเล็ก 88 บาท

แต่ที่ลูกค้าส่วนใหญ่กำลังกินอยู่เป็นซุปข้นเหมือนกระเพาะปลา แต่เปลี่ยนกระเพาะเป็นเนื้องู 5 ชนิด หนึ่งในนั้นคือเนื้องูเห่า ไม่มีกลิ่นสาบเพราะถูกกลบด้วยกลิ่นเครื่องเทศ ส่วนเนื้อถูกลอกหนังออกหมดจด เหลือให้เห็นเพียงริ้วที่ทำให้นึกภาพได้ว่าเคยเป็นงูมาก่อน

แม้ว่าฤดูนี้ฮ่องกงจะยังไม่หนาว แต่คนท้องถิ่นยังนิยมกินเพราะรสชาติดี อิ่มท้อง และให้สรรพคุณทางยา (นอกจากเนื้องู ในซุปยังมีเครื่องเทศอีกหลายชนิดตุ๋นไปด้วยกัน) ทางเจ้าของร้านมีคำเตือนเล็กน้อยว่า คนที่เป็นไข้ไม่ควรกินซุปงู แต่สำหรับท่านชายที่ไม่ค่อยทำการบ้านต้องรีบกิน

คนที่อยากลองของแปลก ร้านนี้จะเปิดประสบการณ์ให้ไปรู้จักกับเนื้ออีกประเภท รสสัมผัสเหมือนเนื้อไก่ แต่รสชาติบอกไม่ได้ว่าเหมือนอะไร เพราะลิ้นของแต่ละคนคงตอบไม่เหมือนกัน

หลังจากนั้นถ้าต้องการของหวานล้างลิ้น สามารถวกกลับไปกินเต้าหู้นิ่มอีกสักถ้วย หรือปิดท้ายมื้อเย็นเบาๆ ด้วยน้ำเต้าหู้ร้อนสักแก้วอย่างคนจีนกวางตุ้งตัวจริง ปิดจ๊อบวันเที่ยวผสมวันกินไปหนึ่งวัน

ซัมซุยโป เป็นย่านที่ยากจนที่สุดในฮ่องกงก็จริง แต่กลับร่ำรวยไปด้วยวิถีท้องถิ่นที่ไม่ประดิดประดอย โดยเฉพาะอาหารริมฟุตปาทและในร้านธรรมดาที่ไม่ต้องตกแต่งหรูหราก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อย เพราะรสชาติที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน ซึ่งทุกร้านที่ยกมาไม่มีสาขาและไม่คิดจะย้ายไปเปิดในที่ที่ทันสมัยกว่า

ดังนั้น ถ้าอยากกินของแท้ต้นตำรับ ต้องมาลองลิ้มที่ร้านเจ้าเก่าซัมซุยโป

เที่ยวกาฬสินธุ์ เยือนถิ่นผู้ไท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568190

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

เที่ยวกาฬสินธุ์ เยือนถิ่นผู้ไท

โดย..ทีมงาน โลก 360 องศา  facebook, youtube : โลก 360 องศา

เมื่อพูดถึง จ.กาฬสินธุ์ หลายคนก็มักจะต่อด้วย กาฬสินธุ์ถิ่นไดโนเสาร์ บางคนก็ว่ากาฬสินธุ์ถิ่นผู้ไท ซึ่งหากจะว่าไปแล้วที่พูดมาทั้งหมด ก็มีอยู่ที่กาฬสินธุ์จริงๆ แต่ที่มากกว่านั้นคือ กาฬสินธุ์ยังมีอย่างอื่นอีก และมีความน่าสนใจ มีเรื่องราว และเสน่ห์อันเป็นอัตลักษณ์ ที่ทำให้ผู้มาเยือนพูดได้อย่างเต็มปากว่า กาฬสินธุ์ ดินแดนแห่งความสุข กันเลยทีเดียว

ต้อนรับกันด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบนี้

เรื่องราวของ จ.กาฬสินธุ์ ที่ต้องเรียกว่าโดดเด่นไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ คือ วิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของชาว “ผู้ไท” หรือ “ภูไท” โดยสิ่งแรกที่เห็นได้ก่อนอย่างอื่นคือ เสื้อพื้นดำแถบแดงที่เป็นเสื้อผ้าสวมใส่แบบภูไท ซึ่งเป็นการเย็บและปักด้วยมือทั้งตัว เรียกว่า Handmade 100% ที่นอกจากจะใส่กันในชีวิตประจำวันแล้ว

ทุกวันนี้มีการพัฒนาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถนำไปสวมใส่ในโอกาสต่างๆ ได้ จากแต่เดิมที่เป็นเสื้อพื้นสีดำและแขนยาวเท่านั้น หลังพัฒนาเป็นสินค้า OTOP ของชุมชนแล้ว ก็มีการเพิ่มสี เพิ่มแบบให้เป็นทางเลือกมากขึ้น จึงกลายเป็นของขวัญของฝากขึ้นชื่อของที่นี่ ซึ่งสามารถสืบทอดอัตลักษณ์สำคัญด้านการแต่งกายให้คงอยู่ควบคู่กันไปด้วย

สืบทอดมรดกภูมิปัญญามาเนิ่นนาน

หนึ่งในหมู่บ้านที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวในการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวภูไท คือ “บ้านเหล่าใหญ่” หมู่ 1 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 50 “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” ที่ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

ภูมิปัญญาโบราณ ทุกบ้านมีงานมีอาชีพ

โครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” อยู่ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้การท่องเที่ยวชุมชนเข้มแข็ง สร้างอาชีพและรายได้ให้ชาวบ้านจำนวน 3,273 ชุมชนทั่วประเทศ โดยดึงเสน่ห์ของชุมชนเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในชุมชนของโครงการที่เรียกกันว่า “แอ่งเล็ก…เช็คอิน”

เมื่อมาเยือน “บ้านเหล่าใหญ่” สิ่งแรกที่จะได้พบคือรอยยิ้มอย่างมีไมตรีจิตของคนที่นี่ ซึ่งดำเนินชีวิตตามแนววิถีพุทธ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา และยึดมั่นในวัฒนธรรมแบบชาวบ้านจะใส่บาตรกันตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน นอกจากจะได้ทำบุญร่วมกันแล้ว ยังเป็นโอกาสสอบถามสารทุกข์สุกดิบเฉกเช่นญาติสนิทอีกด้วย

เยี่ยมเยือนสิมโบราณของชาวภูไท

“สิมโบราณ” เป็นสถานที่แนะนำที่ชาวบ้านจะบอกว่า มาถึงแล้วต้องไปยังศูนย์รวมศรัทธาของชาวภูไทแห่งบ้านเหล่าใหญ่ ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานร่วม 200 ปี แต่ที่ยังดูใหม่และสะอาดสะอ้านเพราะได้รับการดูแลอย่างดีจากชาวบ้าน

พืชผักปลอดภัย ใส่ใจปลูกเอง

วิถีชีวิตเรียบง่ายงดงาม ทั้งยังเป็นวิถีเกษตรที่แม้จะไม่ได้เรียกว่า เกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถพูดได้ว่า อาหารการกินของที่นี่ห่างไกลจากสารเคมี เพราะว่าเน้นการปลูกผักกินเอง และใส่ปุ๋ยธรรมชาติ และด้วยเสน่ห์จากความเป็นอยู่แบบบ้านๆ กินอยู่ง่ายๆ ตามวิถีพอเพียง มีวิถีพุทธ มีวิถีภูไทเป็นรากฐาน มีงานหัตถกรรมทรงคุณค่า บวกกับความสามารถในการคิดต่อยอด จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้ใครต่อใครที่ได้มาที่นี่เป็นต้องหลงเสน่ห์ไปตามๆ กัน

แฟนๆ รายการโลก 360 องศา เก็บความประทับใจกันแล้ว อย่าลืมติดตามจุดหมายใหม่กันในสัปดาห์หน้า แวะไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

กล้วยปิ้งยายนวย ตำนาน 25 ปี คู่เมืองชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568173

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 20:00 น.

กล้วยปิ้งยายนวย ตำนาน 25 ปี คู่เมืองชัยนาท

เรื่อง/ภาพ ชูเดช สีหะวงษ์

หากเอ่ยถึงตำนานกล้วยปิ้งรสเด็ด อร่อยเลิศรสที่เปิดให้บริการลูกค้าคู่เมืองชัยนาทมายาวนานกว่า 25 ปี ต้องไปรับประทานที่ร้านนางอำนวย กลิ่นละออ หรือยายนวย อายุ 73 ปี ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปากซอยพัฒนาราษฎร์ 3 บ้านสวนมะม่วง หมู่ 3 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

ยายนวย บอกว่า ยึดอาชีพขายกล้วยปิ้งเลี้ยงครอบครัวมากว่า 25 ปีแล้ว จนปัจจุบันลูกๆ 4 คนเรียนจบระดับปริญญาตรีมีงานการทำและมีครอบครัวไปกันหมดแล้ว แม้ว่าหมดภาระที่ต้องรับผิดชอบไปแล้วแต่เพราะจิตใจรักในอาชีพปิ้งกล้วยขาย ไม่อยากเหงาที่จะต้องอยู่บ้านคนเดียว และยังมีแรงพอไหว จึงเปิดร้านขายทุกวัน ได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าทำให้คลายเหงาไปได้

เคล็ดลับความอร่อยของกล้วยปิ้งยายนวย ที่ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่ร่ำลือ ก็คือ การเลือกกล้วยที่สุกพอห่ามๆ หรือ ”กระดังงา” ซึ่งจะสังเกตจากเปลือกกล้วย ที่จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีอมเหลือง จะเป็นระยะที่นำมาปิ้งแล้วได้กล้วยเนื้อนุ่มรสชาติดีมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้วยปิ้งร้านยายนวย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าในวงกว้าง

นอกจากการเลือกกล้วยความห่ามแบบ “กระดังงา” แล้ว ทีเด็ดเป็นที่มัดใจลูกค้าของกล้วยปิ้งยายนวยอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำเชื่อมที่ใช้ชุบกล้วยที่ปิ้งสุกทับให้แบน แล้วนำลงแช่ในน้ำเชื่อมสูตรเฉพาะ ที่ยายนวยจะใช้น้ำกะทิเคี่ยวกับน้ำตาลทรายแดงด้วยไฟอ่อนๆ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นเอง จึงนำมาชุบกล้วยปิ้งแล้วนำไปปิ้งต่อด้วยหางถ่าน หรือไฟอ่อนๆ เพื่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อกล้วย อันเป็นเคล็ดลับความอร่อยของสูตรกล้วย “ยายนวย บ้านสวนมะม่วง” ส่วนสนนราคาของกล้วยปิ้งยายนวยก็ขายในราคาที่แสนถูก คือ 4 ลูก 10 บาท

หากท่านที่สนใจจะมาแวะมาชิมความอร่อยของกล้วยปิ้งยายนวย สามารถแวะมาซื้อเลือกชิมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนถึงช่วงบ่ายๆ โดยไม่มีวันหยุด 

หลากรสชาติบนชั้นท็อป @ รีนาเชนเต กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568166

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

หลากรสชาติบนชั้นท็อป @ รีนาเชนเต กรุงโรม

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล

การบินไทยบินไปกรุงโรมมาเป็นเวลา 44 ปีแล้ว และยังบินตรงแบบไม่แวะพักที่ไหนอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ด้วยเครื่อง A350 เครื่องใหม่เอี่ยม

ไปถึงกรุงโรมต้องไปเที่ยวน้ำพุเทรวี่ แม้น้ำพุจะไม่ค่อยเปิดน้ำเท่าไหร่นะเดี๋ยวนี้ แต่ก็โยนเหรียญตามทำเนียมได้ เสร็จวิ่งรี่ไปปีนบันไดสเปน เหนื่อยแล้วจะกินอะไรดี…

ถ้างงๆ ไม่รู้จะกินอะไรที่ไหน ร้านอาหารอิตาเลียนที่เปิดเยอะแยะตามรายทาง ไม่รู้จะอร่อยหรือเปล่า ร้านมิชลินสตาร์ถ้าไม่จองล่วงหน้ามา2-3 เดือน ไม่มีทางจะมีที่นั่ง ให้ลองมาที่ห้างของคนไทยใกล้ๆ แถวนั้นเลย ห้างรีนาเชนเต (Rinacente) แฟล็กชิปโตร์อายุกว่า 150 ปี บนถนนเวีย เดล ตริโตเน (Via Del Tritone) ที่นอกจากจะมีเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลกชั่นสุดหรูของแบรนด์เนมชั้นนำเอาไว้ให้ช็อปแล้ว ณ ชั้น 6 และชั้น 7 ของห้างยังมีศูนย์อาหาร ร้านอาหาร ฟู้ดฮอลล์ ฟู้ดมาร์เก็ต คาเฟ่ เล้าจน์บาร์ และระเบียงสาหรับชมวิวไว้คอยบริการ

รูฟท็อปของห้างสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์สถาปัตยกรรมรอบเมืองโรมได้อย่างสวยงาม ถือเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ชั้นนี้ออกแบบโดย Lifschutz Davidson Sandilands ในคอนเซ็ปต์ “จุดสูงสุดของโลก” ด้วยถือเป็นจุดที่สูงสุดเมื่อเทียบกับอาคารในบริเวณนั้น ทำให้ชมวิวประวัติศาสตร์กว่าสองพันปีของกรุงโรมได้แบบ 180 องศา

ศูนย์อาหารที่รีนาเชนเต รวบรวมร้านอาหารชื่อดังไว้มากมาย ตั้งแต่ร้าน เมดีแตร์ราโน (MadeITerraneo) โดยเชฟริคการ์โด ดิ จาชินโต (Riccardo Di Giacinto) ผู้มากประสบการณ์จากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร้านนี้เน้นอาหารจากหลากวัฒนธรรมในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งอิตาเลียน กรีก ฮิบรู ฯลฯ ปรุงโดยวัตถุดิบชั้นเยี่ยมผนวกกับร้าน อัพ-ซันเซ็ต บาร์ เลานจ์ (Up-Sunset Bar Lounge) สวนลอยฟ้าที่เสิร์ฟอาหารร่วมสมัยของว่าง และเครื่องดื่มจากหลากหลายประเทศ

เมดีแตร์ราโน+อัพ-ซันเซ็ต บาร์เลานจ์ เสิร์ฟทั้งอาหารเที่ยงแบบสบายๆ แกล้มวิวอลังการ ขณะที่ดินเนอร์สุดหรูก็เหมาะเหม็งสุดๆ

มาถึงอีกร้าน ถึงไม่มีวิว แต่มีไวน์ ซาน เกรโกริโอ(San Gregorio) ร้านอาหารที่มีต้นกำเนิดมาด้วยการต่อยอดจากไร่ไวน์ดังของอิตาลี เฟอูดี ดิ ซาน เกรโกริโอ (Feudi di San Gregorio) กลายเป็นเมนูอาหารที่เสิร์ฟเข้าคู่ไวน์อิตาเลียนหลากชนิดของที่นี่ โดยส่วนใหญ่เป็นซาลามีและชีสจากลาสิโอ และคัมปานยา

ซาน เกรโกริโอ เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนสไตล์โรมันโดยแท้ ทั้งคาโบนารา (Carbonara) พาสต้าครีมซอส อมาทริชาน่า (Amatriciana) พาสต้าใส่ซอสที่ทำจากแก้มหมู หรือพาสต้าใส่ชีสและพริกไทยง่ายๆ ก็มีเสิร์ฟ

ซาน เกรโกริโอ สาขาแรกเปิดในไร่ไวน์ ภายใต้ชื่อ มาเรนนา (Marenna) ในปี 2004 และได้รับมิชลินสตาร์ 1 ดาวจนถึงปี 2009 และเมื่อออกมาเปิดสาขานอกไร่ไวน์ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ซาน เกรโกริโอ เพื่อให้เชื่อมโยงกับจุดกำเนิด โดยมีทั้งในสนามบินคาโปดิชิโน ในเมืองเนเปิลส์ และตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่างที่รีนาเชนเต กรุงโรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหารคู่กับไวน์

ร้านอาหารสีสันสดใสสุดๆ บนชั้น 6 เทมาคินโย (Temakinho) ร้านอาหารชื่อดังที่เสิร์ฟอาหารสไตล์ญี่ปุ่น-บราซิเลียน (Nippo-Brazilian) ที่ตกแต่งเหมือนสวนสไตล์โคโลเนียลในบราซิล และเรือในแม่น้ำอะเมซอน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากชุมชนชาวญี่ปุ่น ที่อพยพมาอยู่ยังประเทศบราซิลเป็นจำนวนมาก นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1

อาหารญี่ปุ่นรสชาติละมุนละไม ด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ ดีต่อสุขภาพ มากคุณค่าทางอาหาร เสิร์ฟในสไตล์ที่ผ่านการอะแดปต์มาอยู่ในชุมชนคนบราซิล

เทมาคินโย ทำงานร่วมกับเกษตรกรและชาวประมงพื้นถิ่น ที่คัดสรรแล้วว่าสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ทั้งซูชิ มากิ ปลาดิบ กับอีกหลากหลายเมนู ล้วนปลอดจากสารเคมี การันตีว่าดีต่อสุขภาพ

ทางร้านยังเด่นที่เครื่องดื่มสไตล์บราซิเลียนทั้งน้ำผลไม้และค็อกเทล รวมทั้งคราฟต์เบียร์จากบราซิล

ร้านพีซ่า (PZA) มาพร้อมกับพิซซ่ารสเด็ด ที่ทำสดใหม่จากเตาออกมาพร้อมเสิร์ฟ จะนั่งกินแบบสบายๆ ที่ร้าน หรือแกร็บ แอนด์ โก ซื้อไปถือเดินกินก็ได้อย่างสะดวกสบาย เพราะออกแบบมาให้มีชิ้นเล็กๆ กินง่ายๆ หน้าตาเหมือนพาย (Pie) ไม่ขายเป็นถาดกลมๆ แบบเทรดิชันนัล

นอกจากนี้ สิ่งที่บรรจงประดับลงบนหน้าพิซซ่าก็ยังสร้างสรรค์สุดๆ อย่างพิซซ่าพายหน้ามอซซาเรลลาชีส พิซซ่าพายหน้าซีซาร์สลัดพิซซาพายหน้าพาร์เมซานซอส ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารเพื่อสุขภาพทั้ง วีวี่ บิสโทรต (Vivi Bistrot) ออร์แกนิก จูซ แอนด์ สลัด บาร์ (Organic Juice & Salad Bar) ที่มีทั้งสลัด ซุป ขนมออร์แกนิก และเครื่องดื่มจากผลไม้สดที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ใครจะซื้ออาหารและช็อกโกแลตจากอิตาลี ติดไม้ติดมือก่อนกลับบ้าน หรือซื้อเป็นของฝากก็มีมากมายให้เลือก 

ยูซุราเมน รสชาติแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568172

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

ยูซุราเมน รสชาติแห่งความสุข

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ลืมภาพราเมนรสชาติเดิมๆ ที่คุ้นเคยไปก่อน เพราะ “ยูซุราเมน” (Yuzu Ramen) พร้อมนำเสนอประสบการณ์ราเมนรูปแบบใหม่ที่จะทำให้ทุกคนตกหลุมรัก ฟินกับยูซุราเมนที่เจ้าของร้านกล้าการันตีว่าหารสชาติแบบต้นตำรับแถมถูกปากคนไทยแบบนี้ไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว

“ยูซุราเมน” โดดเด่นชวนสะดุดตาให้เข้าไปเช็กอินตั้งแต่แรกเห็น ตั้งแต่ป้ายหน้าร้านที่พาให้นึกว่ากำลังเดินเล่นอยู่ย่านโดทงโบริ ในโอซากา เมื่อเข้ามาภายในร้านยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ที่เพิ่มกลิ่นอายความสนุกแบบบรูคลินไว้อย่างลงตัว

ดื่มด่ำกับบรรยากาศการตกแต่งร้านพอหอมปากหอมคอ ได้เวลาท้าพิสูจน์ความอร่อยว่าจะเด็ดสมคำร่ำลือหรือไม่ อุ่นเครื่องด้วยกองทัพเมนูของกินเล่นที่มากมายละลานตาจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ถ้ามาแล้วต้องสั่ง คือ ชุดเกี๊ยวซ่ารวมไส้ จัดเต็มมาให้ได้ชิมกันถึง 3 รสชาติ ทั้งเกี๊ยวซ่าหมู เกี๊ยวซ่าหมูมันม่วง และเกี๊ยวซ่าหมูเผือก เสิร์ฟพร้อมซอสสูตรพิเศษ รับประกันความฟินหาชิมไม่ได้ที่ไหนเพราะทางร้านครีเอทขึ้นมาเอง

ถัดมาเป็นเมนู Spicy Tuna Tartare ทูน่าทาร์ทาร์รสเผ็ดเสิร์ฟพร้อมผักดองญี่ปุ่น เกล็ดขนมปังทอดกรอบ และผักต่างๆ รับประกันความจัดจ้าน แถมยังได้เทกซ์เจอร์กรุบกรอบจากโนริสาหร่ายแผ่นใหญ่มาช่วยชูรส

อุ่นเครื่องกับอาหารเรียกน้ำย่อยไปแล้ว ถึงเวลาพระเอกของร้านออกโรง ซิกเนเจอร์เมนู คือ Spicy Yuzu

Tonkotsu Ramen ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของน้ำซุปส้มยูซุแสนกลมกล่อม ได้รสชาติแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ถูกปากคนไทยกว่าที่เคย เพราะทางร้านนำมาปรับสูตรเล็กน้อย

ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของน้ำซุปอันเป็นเอกลักษณ์ยากจะเลียนแบบ เพราะไม่เพียงใช้เวลาเคี่ยวกว่า 8 ชั่วโมง ยังได้รสชาติของน้ำซุปจากหมูชาชู ซึ่งทางร้านทำสดใหม่มาเสริมทัพ เพิ่มรสเผ็ดด้วยพริกญี่ปุ่นให้รสละมุนเข้ากันได้ดีกับเส้นราเมนเหนียวนุ่ม หมูชาบูหวานๆ และไข่ต้ม

อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ Truffle Ramen ความน่าสนใจของเมนูนี้คือส่วนผสมล้ำค่า อย่างเห็ดทรัฟเฟิลนำเข้าจากฝรั่งเศส นอกจากเสิร์ฟมาในชามแล้วยังถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำซุปสูตรพิเศษ ที่เสิร์ฟมาพร้อมเส้นราเมนเหนียวนุ่มท็อปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์ หมูชาบูและไข่ต้ม เมนูนี้บอกเลยอย่าพลาดเพราะยังไม่ทันชิมก็ฟินกับกลิ่นหอมๆ ของทรัฟเฟิลที่ลอยมาเตะจมูกแล้ว

นอกจากสองเมนูไฮไลต์น่าลอง ทางร้านยังมีอีกหลากหลายเมนูราเมนให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Miso Tonkotsu Ramen, Yuzu Shoyu Ramen ทั้งนี้ทุกเมนูสามารถเลือกท็อปปิ้งเพิ่มความอร่อยได้ แต่ที่แนะนำคือกุ้งฝอยและกากหมูเจียวสดใหม่ทุกวัน

จุใจกับเมนูราเมนแล้ว ถ้ายังไหวแนะนำให้ลองเมนูข้าว น่าลองทั้งข้าวผัดบ๊วยหมักใบมิโสะและข้าวหน้าหมูสามชั้นตุ๋น เมนูธรรมดาแต่รสชาติเหลือร้าย โดยเฉพาะหมูสามชั้นที่ตุ๋นจนเปื่อย ราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้าน เต็มอิ่มกับของคาว ก่อนกลับล้างปากด้วย Yuzu Honey Slushies เมนูเครื่องดื่มที่ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจกับรสชาติของส้มยูซุแท้นำเข้ามาจากญี่ปุ่นผสมน้ำผึ้งเกล็ดหิมะให้ความสดชื่น

สุดสัปดาห์นี้ใครยังว่างอย่าพลาดแวะมาเช็กอินที่ “ยูซุราเมน” เดสทิเนชั่นแห่งใหม่ของคนรักราเมน ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสุขแบบไม่จำกัด ตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 3 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึงเที่ยงคืน โทร. 02-086-9659 และเพื่อฉลองเปิดร้านใหม่ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นปี อิ่มอร่อยครบ 2,000 บาท จะได้รับบัตรลด 10% สามารถนำกลับมาใช้ได้ในครั้งต่อไป ไม่มีวันหมดอายุ 

ว่าด้วยเรื่อง‘กาแฟเย็น’ โคลด์ บริว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568175

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

ว่าด้วยเรื่อง‘กาแฟเย็น’ โคลด์ บริว

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

ในสหรัฐ กาแฟโคลด์ บริว (Cold-Brewed Coffee) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถึงขนาด สตาร์บัคส์ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของกาแฟอเมริกัน ต้องจัดให้เป็นสินค้าหลักกันเลยทีเดียว

ในหลายๆ ประเทศมี “กาแฟเย็น” ตำรับของตัวเอง โดยเฉพาะในประเทศแถบเมืองร้อน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อินเดีย แล้วก็ไทยเราเองด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ในการทำ “กาแฟเย็น” ของแต่ละแห่ง มักจะเป็นการชงกาแฟร้อนนำมาใส่น้ำแข็ง ขณะที่อินเดียนั้นมีกาแฟเย็นสำเร็จรูป ที่ชงกับน้ำเย็นแล้วก็เติมน้ำแข็งหรือไม่ก็ได้ตามชอบ

เชื่อว่า กาแฟเย็นแบบที่ทำจากน้ำเย็นๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม เกิดขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่น

กาแฟแบบนี้ รู้จักกันในชื่อ เกียวโต-สไตล์ เจแปนนิส คอฟฟี่ โดยเริ่มเป็นที่นิยมกันในกรุงเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ซึ่งมีหลักฐานว่า เขาทำกาแฟแบบนี้กันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1600 นู่นแล้ว โดยเชื่อว่า คนญี่ปุ่นได้เรียนรู้มาจากพ่อค้าชาวดัตช์ ที่ใช้วิธีการสกัดเย็นชงกาแฟของพวกเขาขณะเดินทางมาค้าขายทางเรือไกลๆ

เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ กาแฟเย็นสไตล์เกียวโตก็ก้าวล้ำไปอีกหลายขุม แทนที่จะแช่กาแฟไว้ในน้ำเย็นเป็นหลายชั่วโมง ก็เปลี่ยนเป็นหยดน้ำเย็นลงไปทีละหยดๆ และมีการคิดค้นเครื่องทำโคลด์ บริว โดยเฉพาะในลักษณะของกระบอกน้ำหยดทรงสูง

“กาแฟเย็น” โคลด์ บริว เดินทางมายังสหรัฐ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ค่าที่หลายคนต้องการลดปริมาณนมและน้ำตาลลงในการดื่มกาแฟ และเครื่องดื่มนี้ก็ทำให้ได้รับปริมาณกาเฟอีนแบบเต็มๆ ทาวเวอร์ผลิตโคลด์ บริว แบบเกียวโตสไตล์ มีให้เห็นตามร้านกาแฟทั่วสหรัฐ ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา

โคลด์ บริว เป็นการแฟที่ วิน-วิน ทั้งคนซื้อและคนขาย ด้านร้านค้าก็แทบไม่ต้องเสียแรงอะไร วันๆ ก็ปล่อยให้น้ำแข็งค่อยๆ หยดลงกาแฟ จากกาแฟก็หยดลงมาเป็นโคลด์ บริว เสร็จแล้วก็เก็บไว้ในตู้เย็นก่อนมาเทเสิร์ฟ ง่ายกว่าลาเต้อาร์ตตั้งเยอะ

ขณะที่คนดื่มก็ได้ประสบการณ์ของการดื่มกาแฟแท้ๆ ที่ส่วนใหญ่มักจะต้องคัดสรรเม็ดกาแฟดี มีบุคลิกเฉพาะ เป็นกาแฟระดับพรีเมียม สเปเชียลตี้ มิเช่นนั้น กาแฟสกัดเย็นจะมีรสชาติแบบ “แหลกม่ายล่าย”

ต่างจากที่ในหลายๆ วัฒนธรรมคิดว่า กาแฟต้องชงร้อนๆ ก่อนเท่านั้น อยากกินเย็นๆ ก็ค่อยนำเอาน้ำแข็งมาใส่ หรือเอาไปแช่เย็นก่อนดื่ม ทว่า การชงกาแฟด้วยน้ำเย็น ทั้งแบบแช่ทิ้งเอาไว้ หรือปล่อยให้น้ำแข็งค่อยๆ หยดลงบนผงกาแฟนั้นมีมาตั้งหลายศตวรรษมาแล้ว ก่อนที่จะมีการกำเนิดของเครื่องไฟฟ้าที่ใช้แช่ อย่าง ตู้เย็น ตอนที่การติดไฟนั้นเป็นเรื่องยาก แต่คนเราก็ปรับวิธีกันน่าดู เพื่อที่จะได้ลองลิ้มชิมรสกาแฟ

แถมแช่ให้กลายเป็น “กาแฟเย็น” ยังมีรสชาติที่ออกมา “เวิร์ก” อีกต่างหาก

คาเอรุเพิ่งกลับจากอิตาลี ที่ยากจะมีกาแฟชนิดอื่นๆ มาตีตื้นความนิยมในใจชาวอิตาเลียนได้เท่าเอสเปรสโซ่และคาปูชิโน่ แต่ “กาแฟเย็น” ของเขา ถ้าจะสั่งก็มีเสิร์ฟนะ มีทั้งแบบใส่น้ำแข็งมาให้แบบขำๆ ในถ้วยสั้นๆ สำหรับเสิร์ฟกาแฟร้อนนี่แหละ

และเมื่อถามถึงโคลด์ บริว — มีจ้า ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ที่นี่เสิร์ฟในแก้วช็อต เป็นโคลด์ บริว แบบเข้มข้น เติมน้ำเชื่อมผสมมาในนั้นให้เรียบร้อยแล้วด้วย

ลองไปหาชิมกันดูได้… 

เอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์กับท็อปเชฟ ไทยแลนด์ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568170

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 18:30 น.

เอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์กับท็อปเชฟ ไทยแลนด์ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ

เรื่อง แบมบี  bambi5789@gmail.com

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ร่วมกับเชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ผู้ชนะเลิศท็อปเชฟไทยแลนด์ คนแรกของประเทศไทย (Top Chef Thailand) จัดป๊อปอัพดินเนอร์ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ วันนี้-20 ต.ค. ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันในรายการเรียลิตี้ ท็อปเชฟไทยแลนด์ ปี 2560 โดยเธอเป็นผู้เข้าแข่งขันที่อายุน้อยที่สุดในรายการ (อายุ 24 ปี) จบการศึกษาจาก The International Culinary Center สหรัฐ และได้ร่วมทำงานกับเชฟแดน บาร์เบอร์ เชฟชื่อดัง ณ ร้านอาหาร Blue Hill at Stone Barns ในมหานครนิวยอร์ก ก่อนจะมาลงแข่งขันในรายการนี้

ในครั้งนี้ เชฟตาม ได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีและมีเป็นเอกลัษณ์เฉพาะในแต่ละท้องถิ่น จากทุกภาคของประเทศไทย รังสรรค์ด้วยส่วนผสมสมุนไพรและเครื่องเทศ ให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต โดยจะนำเสนออาหารไทยในรูปแบบที่ทันสมัย

เมนูใหม่สำหรับดินเนอร์ 6 คอร์สสุดพิเศษนี้ คือ “เทอร์รีนเป็ดเครื่องเทศลาบเหนือและมูสตับไก่ เสิร์ฟกับขนมปังข้าวก่ำปิ้ง” “บะหมี่เย็น เสิร์ฟพร้อมซอสปลาทูกลิ่นกระชาย และผักดอง” “ยำปูม้าใบชะพลู พร้อมซอสแกงคั่ว และขมิ้นขาว” “ไก่ตะเภาทองอบขมิ้น เสิร์ฟกับข้าวเม่าดอยห่อใบขมิ้น และซุปไก่ข้น” “เนื้อซี่โครงวางุไทย ตุ๋นซอสเครื่องเทศจีน 12 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมลาซานญา ทำจากมันแกวและใบเหลียง” และ “พานาคอตต้าน้ำผึ้งป่า เสิร์ฟกับลูกหม่อนและครัมเบิ้ลน้ำตาลอ้อย” ในราคา 3,500 บาท ++ ต่อท่าน

นอกจากนี้ ยังมีค็อกเทลสูตรพิเศษ สไตล์ทรอปิคอล ปรุงโดยบาร์เทนเดอร์รับเชิญจากไทยพิโอก้า (Thaipioka) โดย ต่อ-วิภพ จินาพันธ์ และหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ บอย-ชาญชัย รอดบำรุง ที่โดดเด่นด้วยการใช้วัตถุดิบจากพืชผักและสมุนไพรของไทย อาทิ “Niam-Kamquat” “Phraya Old Fashioned” “Turmeric Thai Tea” และ “Ground Toasted Rice- Yogurt” เพื่อให้ได้รสชาติที่ลงตัว คู่กับอาหารในค่ำคืนพิเศษนี้

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งล่วงหน้า (รับเพียงคืนละ 40 ที่นั่ง) ดินเนอร์เริ่มเวลา 18.30 น. ณ ห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต ชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (รถไฟฟ้า BTS ราชดำริ) โทร. 02-126-8866 ต่อ 1232 อีเมล : spicemarket.asia@anantara.com หรือเว็บไซต์ http://www.siam-bangkok.anantara.com 

“เหมียวเรียนจบไฟแนนซ์และแบงก์กิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568176

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 18:00 น.

“เหมียวเรียนจบไฟแนนซ์และแบงก์กิ้ง

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

สุธีรา เศรษฐรัตนพงศ์ การทำขนม ความสุขของชีวิตผู้หญิงกับขนมหวานแยกกันไม่ได้ ตัดกันไม่ขาด หลายคนประกาศตัวชัดว่าสายขนมตัวจริง บางคนไม่เพียงแค่ชอบกิน แต่ถึงขั้นลงทุนลงแรงไปร่ำเรียนที่สถาบันสอนทำขนมชั้นนำ ฝึกปรือฝีไม้ลายมือจนเก่ง กลายมาเป็นเชฟขนมหวานหลายต่อหลายคน

เหมียว-สุธีรา เศรษฐรัตนพงศ์ คือ หนึ่งในคนที่ชอบกินขนมและตกหลุมรักการทำขนมคนหนึ่ง ถึงขั้นลงทุนไปเรียนที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี เป็นเวลาเกือบ 2 ปี สำเร็จวิชาการทำขนมแล้วก็มาเปิดรับออร์เดอร์ ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ

มาค่ะ ปัจจุบันทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เปิดรับออร์เดอร์ขนมไปด้วย ทำในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าเป็นคนที่รู้จักกันและได้รับการบอกต่อ บางคนติดต่อมาทางอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก มีทั้งลูกค้าบุคคลที่สั่งไปงานและโอกาสต่างๆ เช่น วันเกิดตัวเองหรือคนที่รัก ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งเป็นบริษัทที่สั่งไปบรรณาการลูกค้า เป็นต้น”

เส้นทางเชฟขนมของเหมียว มีจุดเริ่มที่น่าสนใจ ตอนสมัยเด็กแรกเริ่มเดิมทีไม่ชอบกินขนม แต่พอมีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนสมัยเรียนมัธยมที่ประเทศแคนาดา ได้ไปอยู่กับโฮสต์ซึ่งชอบทำอาหารและขนมอยู่บ่อยๆ ทำให้ได้กินขนมแทบทุกวัน ซึ่งพอได้กินก็รู้สึกชอบในรสชาติ หลังจากกลับมาเมืองไทยเห็นขนมสวยๆ หน้าตาน่ากิน ไม่เพียงแค่อยากกินเท่านั้นแต่อยากลงมือทำเองด้วย

“ดังนั้น พอเรียนปี 3-4 มหาวิทยาลัยเอเชียน (Asian University – Asian U) ได้เริ่มหัดทำขนมพวกเค้ก ช็อกโกแลต บราวนี่ ฯลฯ ด้วยการดูจากหนังสือทำขนมที่ซื้อมาอ่าน และดูจากเว็บไซต์ทำขนมของต่างประเทศ ตอนนั้นยูทูบในเมืองไทยไม่ค่อยดัง ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ พอทำออกมาน่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่าทำได้ดีในความรู้สึกส่วนตัว

เหมียวฝึกทำหัดขนมอยู่นาน จนกระทั่งเรียนจบและทำงานจึงเปิดรับออร์เดอร์ แต่ไม่ได้รับเยอะเพราะต้องทำงานประจำไปด้วย ส่วนใหญ่ที่ทำก็จะเป็นเค้ก คัพเค้ก บราวนี่ แต่พอทำงานไปถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าถึงเวลาต้องไปเรียนจริงจัง เพื่อจะได้พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นและอยากมีร้านขนมของตัวเองในอนาคต จึงไปเรียนที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี

เรียนทั้งหมด 3 คอร์ส คอร์สละ 6 เดือน ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง จบมาเกือบ 2 ปี แล้วก็เปิดรับออร์เดอร์มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูงานประจำด้วย ถ้าเดือนไหนช่วงไหนงานประจำพีกก็จะรับน้อยหน่อย หรือหยุดรับถ้าหนักมาก ขนมที่มีความถนัดมากที่สุดเป็นพวกเค้กมูส เน้นพวกผลไม้ ทาร์ต ส่วนใหญ่ก็เป็นทาร์ตผลไม้สดและอีกหลายอย่าง”

เหมียวเล่าว่า การทำงานประจำและการทำขนมสร้างความสุขให้ชีวิตพอๆ กัน ถ้าจะให้เลือกทำอย่างหนึ่งแล้วเลิกอย่างหนึ่งคงทำไม่ได้แน่นอน เพราะการทำงานประจำก็เป็นการใช้ความรู้ที่เรียนมานานถึง 4 ปี ขณะเดียวกันการทำขนมก็เป็นสิ่งที่ชอบและถึงขั้นลงทุนไปเรียนเช่นกัน

“เหมียวมีความสุขทั้งสองอย่าง การทำงานประจำก็มีความสุขแบบหนึ่ง การทำขนมก็มีความสุขอีกแบบ ซึ่งความสุขในการทำขนมของเหมียวนั้น เริ่มตั้งแต่การออกจากคอนโดเพื่อไปเดินซื้อวัตถุดิบมาทำ การออกแบบหน้าตาหรือรูปลักษณ์ขนมตามที่ลูกค้าให้โจทย์มา ซึ่งลูกค้าของเหมียวจะให้อิสระเต็มที่ในการทำ ดังนั้นรูปลักษณ์ขนมของเหมียวจึงหลากหลาย มีความพิเศษและแตกต่าง ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและมีฟีดแบ็กกลับมาดีค่ะ” เชฟขนมหวานในวัยสวยใส กล่าว

เวลานี้เชฟเหมียวสนุกกับการทำงานและทำขนมควบคู่กัน ส่วนเรื่องเปิดร้านเธอมองว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานซึ่งยังไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้ เพราะงานประจำยังคงแฮปปี้ดีมาก แต่ว่าสิ่งที่อยากทำจากนี้ไป คือ การสร้างโปรดักต์ของตัวเองเพื่อให้คนได้รู้จักมากขึ้น ซึ่งต้องรออีกระยะคงได้เห็นแบรนด์ของเธอ

สำหรับใครอยากชิมขนมฝีมือเชฟเหมียว สามารถออร์เดอร์ หรือติดตามผลงานของเธอได้ที่ไอจี miimeow.baking เฟซบุ๊ก miimeow’s baking และไลน์ไอดี @miimeow.baking 

ข้าวต้มกุ๊ยพุ้ยกับแกล้ม ฟองเต้าหู้ผัดขึ้นฉ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568177

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 18:00 น.

ข้าวต้มกุ๊ยพุ้ยกับแกล้ม ฟองเต้าหู้ผัดขึ้นฉ่าย

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ CooKool Studio

กว่าฉบับนี้จะถึงมือคุณผู้อ่าน คงมาถึงโค้งสุดท้ายของการกินเจในปีนี้แล้ว อาหารเจนานาชนิดยังคงมีเสน่ห์เสมอแม้ว่าจะปราศจากเนื้อสัตว์เพราะเหล่าคุณแม่บ้านที่เก่งงานครัวตั้งแต่โบร่ำโบราณมีสูตรเด็ดๆ ที่ปรับเปลี่ยนเมนูธรรมดาๆ ของที่มาให้อร่อยได้

หลักของการกินเจยุ่งยากกว่าการรับประทานมังสวิรัติอยู่พอควร เพราะไม่เพียงแต่งดเว้นรับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น ยังมีผักต้องห้ามบางชนิดที่ไม่นำมาปรุงอาหารในช่วงการรับประทานเจเลย ด้วยเพราะสรรพคุณบางประการของผักบางชนิดที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นร่างกาย ศาสตร์จีนแนะนำให้งดเพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ สังเกตไม่ยากเพราะมักจะเป็นผักที่มีกลิ่นแรงอย่าง กระเทียมทุกชนิดและขนาดต้นกระเทียม หัวหอม หอมแดง ต้นหอม กุยช่ายทั้งสีขาวและเขียว ใบยาสูบ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นของต้องห้าม บ้างก็บอกว่าผักเหล่านี้มีฤทธิ์เป็น Aphrodisiac ที่ทำให้กระชุ่มกระชวยเรื่องทางเพศ นี่แหละเขาถึงห้ามเพราะช่วงกินเจ ต้องรักษาร่างกายให้บริสุทธิ์ อันนี้จริงหรือเปล่าไม่แน่ใจเพราะไม่มีหลักฐานยืนยันในทางวิทยาศาสตร์ในข้อนี้อย่างแน่ชัดเสียด้วย

ยังมีผักอีกชนิดที่จัดว่าเป็นที่น่าสงสัย นั่นคือขึ้นฉ่าย เพราะหลายคนบอกว่ามีกลิ่นแรงอยู่พอควรทำไมจึงไม่จัดอยู่ในกลุ่มผักต้องห้าม อันนี้ผู้เขียนถามไถ่มาจากญาติและผู้ใหญ่ที่รับประทานเจมาตลอด ได้ความว่าขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์เย็นจึงไม่อยู่ในกลุ่มผักต้องห้ามที่มีฤทธิ์ร้อน

ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากแนะนำเมนูโปรดในช่วงกินเจ เมนูนี้ดัดแปลงมาจากปลาผัดขึ้นฉ่าย แต่เปลี่ยนจากเนื้อปลาสดเป็นฟองเต้าหู้ที่นำมาแช่น้ำจนนุ่ม ผูกเป็นคำๆ เพื่อให้เคี้ยวได้อร่อยเต็มคำได้มากขึ้น ผัดกับเต้าเจี้ยวนอกจากจะให้รสเค็มแล้วยังมีความหอมเป็นพิเศษที่ทำให้จานนี้อร่อยได้โดยไม่ต้องมีเนื้อสัตว์

ฟองเต้าหู้ จริงๆ แล้วมีหลายชนิด แบบที่หาง่ายที่สุดคงจะเป็นฟองเต้าหู้แห้งที่ต้องอาศัยการแช่น้ำให้นุ่มขึ้น แบบนี้จะต้องต้มน้ำสะอาดเพิ่มเติมสักหน่อยเพื่อให้นุ่มขึ้นมาอีกนิด ถ้าเป็นบางยี่ห้อที่บางสักหน่อยอาจจะแช่น้ำแล้วนำมาผัดได้เลย แต่ถ้าเป็นชนิดที่ขายตามตลาดชั่งเป็นขีดหรือเป็นห่อที่ไม่มียี่ห้อ ต้องบอกว่าเสี่ยงดวงเพราะผู้เขียนเคยซื้อมาจากตลาด อ.ต.ก.แบบที่ชั่งใส่ถุงขายเพราะหวังว่าจะได้ของดี ปรากฏว่าแช่น้ำเท่าไรไม่นิ่มสักที ถือว่าน่ากลัวมาก ทั้งๆ ที่ซื้อจากร้านเดิมที่มีประวัติที่ดีเคยมีฟองเต้าหู้นิ่ม

ถ้าคุณผู้เขียนเจอฟองเต้าหู้สดที่อัดเป็นชิ้นๆ อยู่ในถุงสุญญากาศแช่เย็นตามซูเปอร์มาร์เก็ตผู้เขียนชอบซื้อมาทำกับข้าวเช่นกัน อาจจะหาซื้อยากและไม่มีแพร่หลายในทุกซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ถ้าเจอเมื่อไหร่มักจะซื้อมาเสมอ เพราะเอามาปรุงได้เร็วและหลากหลาย ไม่เพียงแต่ผัดขึ้นฉ่ายเท่านั้น ยังนำมาผัดกะเพรา ต้มจับฉ่าย ต้มซีอิ๊ว แกงจืดได้อีกหลายอย่างโดยที่ไม่ต้องแช่น้ำ

กรรมวิธีในการผัด ไม่ต่างจากปลาผัดขึ้นฉ่ายนอกช่วงเจ เพียงแต่เรางดเว้นการตั้งต้นความหอมของการผัดด้วยกระเทียม เปลี่ยนเป็นขิงแก่ซอยเป็นเส้นๆ เพิ่มความหอมให้กับน้ำมัน ตามด้วยเต้าเจี้ยวและพริกขี้หนู เท่านี้น้ำมันที่ใช้ผัดขึ้นฉ่ายก็จะหอมไม่แพ้การใส่กระเทียมเลย ส่วนเครื่องปรุงสำหรับจานนี้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ซีอิ๊วที่ชอบและน้ำตาลปรับความเค็มหวานได้ตามชอบ เท่านี้ก็ได้อาหารเจ ปราศจากเนื้อสัตว์ที่อร่อย สดใหม่ทำที่บ้านได้ไม่ยากแล้ว