นั่งชิลอย่างมีสไตล์ @ บราสเซอรี่ไนน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568168

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 18:00 น.

นั่งชิลอย่างมีสไตล์ @ บราสเซอรี่ไนน์

เรื่อง อีตติง อาร์ต ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

เย็นย่ำของวันศุกร์สุดสัปดาห์ ลองหาร้านสุดชิลที่เป็นทั้งสถานที่ดินเนอร์และแฮงเอาต์ในที่เดียวกัน เพื่อให้รางวัลกับตัวเองสักหน่อยก็ดีนะ แล้วก็มาลงเอยที่ “บราสเซอรี่ไนน์” (Brassserie 9) ร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสในอาคารสีขาวดูสวยคลาสสิก ตั้งเด่นอยู่ท่ามกลางตึกสูงในย่านใจกลางเมืองแถบสาทร

เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันหรูหราที่ตกแต่งในสไตล์สยามโคโลเนียล โดยเน้นโทนสีขาวและน้ำตาลให้ความรู้สึกอบอุ่น ตามผนังและพื้นตกแต่งด้วยกระเบื้องที่มีลวดลายสวยงาม บริเวณด้านซ้ายของร้านจะเป็นห้องโถงเพดานสูงที่ตกแต่งอย่างหรูหราและซิการ์บาร์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น รายล้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์เครื่องหนังสุดหรูสีน้ำตาลเข้ากันดีกับโต๊ะไม้แนววินเทจ พร้อมห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ที่มีไวน์ชนิดต่างๆ ให้เลือกกว่า 100 ชนิด

ส่วนบริเวณด้านขวาของร้านจะเป็นบันไดสู่ชั้นสอง ที่พร้อมจะนำไปสู่ห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัว และห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่ตั้งชื่อตามเมืองชั้นนำของฝรั่งเศส เช่น “Lyon” “Bordeaux” และ “Paris” ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้มากกว่า 200 คน ที่นี่จึงเหมาะทั้งการดินเนอร์ในวันพิเศษ และเหมาะทั้งนั่งแฮงเอาต์พูดคุยสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือคนรู้ใจเป็นที่สุด

เมนูของร้านจะเน้นอาหารฝรั่งเศสที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่ารับประทาน ยิ่งเรื่องรสชาตินี่หายห่วงได้ เมนูแนะนำจานแรก “Escargots” หอยทากสไตล์ฝรั่งเศสต้นตำรับ ที่นำไปอบพร้อมทั้งปรุงรสอย่างง่ายๆ โดยใช้กระเทียมและเนย จนได้รสหวาน มัน เค็ม พร้อมความกรุบของเนื้อหอย จานนี้ถือเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ดี

ตามด้วย “Seafood Platter” เอาใจคนรักซีฟู้ดด้วยกุ้งแลงกูสทีน ล็อบสเตอร์ ขาปูอลาสกา หอยแมลงภู่ และหอยนางรมสดๆ ที่วางมาบนน้ำแข็งเพื่อช่วยรักษาความสด เสิร์ฟพร้อมซอส 5 รสชาติ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บสไตล์ไทยอยู่ด้วย

มาที่ “Tenderloin” เนื้อเทนเดอร์ลอยน์เกรดเอ 5 ย่างจนสุกปานกลาง เสิร์ฟเคียงคู่กับมันฝรั่งบด หัวหอมคาลามาไรซ์ และถั่วเคนย่า พร้อมซอสเนื้อที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ถึง 5 รสชาติด้วยกัน จานนี้อร่อยฟิน

ปิดท้ายด้วยเมนูยอดนิยม “Pan Seared Foie Gras” ตับห่านกริลจนสุกปานกลาง มาพร้อมซอสบัลซามิกเข้มข้น ที่ตัดรสชาติด้วยความเปรี้ยวอมหวานของลูกพีชในเมเปิลไซรัป ตกแต่งจานด้วยลูกพีชจนออกมาสวยงามน่ารับประทาน

จบอาหารคาว ต่อด้วยของหวานสักนิด“Apple Tart” แอปเปิ้ลและพัฟเพรสตี้อบ เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมแมกคาเดเมีย รสชาติอร่อยเข้ากั๊น เข้ากัน

อีกเมนูคือ “The Last Dance” เค้กช็อกโกแลตลาวาพร้อมไอศกรีมวานิลลาสูตรโฮมเมด ตกแต่งด้วยหอไอเฟลที่ทำจากช็อกโกแลตสวยเก๋ เมนูนี้สาวๆ เห็นแล้วเป็นต้องสั่ง ราคาอาหารเริ่มที่ 300-3,000 บาท++

มาที่เครื่องดื่มบ้าง แก้วแรก “Yuzu Sour” ม็อกเทลเรียกความสดชื่นด้วยรสเปรี้ยวอมหวานผสานความซ่า และกลิ่นหอมๆ ของส้มยูซุ มีส่วนผสมของส้มยูซุ น้ำมะนาว พีชไซรัป ท็อปด้วยน้ำแร่เปอริเอ้ให้ความสดชื่น

แก้วต่อมา “All Day Long” ยังเป็นม็อกเทลที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติอย่าง แพสชั่นฟรุต น้ำส้ม ตะไคร้ และน้ำแร่ สามารถดื่มได้ทั้งวันตามชื่อเครื่องดื่มจริงๆ เลยล่ะ

ปิดท้ายด้วยซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่ชื่อ “French 27” ที่ได้ชื่อมาจากอาคารเลขที่ 27 ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน แก้วนี้มีส่วนผสมของวอดก้า ราสพ์เบอร์รี่ น้ำแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลเขียวท็อปปิ้งด้วยสปาร์กลิงไวน์ ดีกรีปานกลาง นอกจากนี้ยังมีซิกเนเจอร์ค็อกเทล และไวน์จากทั่วทุกมุมโลกให้เลือกอีกมากมาย

บราสเซอรี่ไนน์ 27 ซอยพิพัฒน์ สีลม-สาทร เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.30-01.00 น.โทร.02-234-2588 FB : Brasserie9BKK หรือ http://www.brasserie9.com 

พงหลีภัตตาคาร ตำนานความอร่อย 83 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568142

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

พงหลีภัตตาคาร ตำนานความอร่อย 83 ปี

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ พงหลี ภัตตาคาร

นับเป็นร้านอาหารเจ้าแรกๆ ที่อยู่คู่กรุงเทพมหานครสืบทอดความอร่อยมายาวนาน 83 สำหรับร้านอาหารจีนพงหลี ภัตตาคารย่านอนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่อนุสาวรีย์สมรภูมิจะสร้างเสียอีก

ปัจจุบันบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 3 สมใจ ธีรตยาคีนันท์ ผู้จัดการร้านวัย 75 ปี เล่าความเป็นมาของตำนานความอร่อยสไตล์จีนไหหลำว่า คุณลุงพยง ตงพิพัฒน์ เป็นผู้ก่อตั้งร้านเมื่อปี 2478 ดั้งเดิมร้านตั้งอยู่ที่โรงเรียนเสนารักษ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อยู่ที่นั่นไม่กี่ปี ก็ย้ายมาอยู่ตรงหัวมุม ซึ่งอดีตเคยเป็นร้านดอกหญ้าที่ไฟไหม้ไป เดิมร้านก่อสร้างเป็นเรือนไม้ ต่อมาคุณลุงมาเช่าตึกตรงถนนราชวิถี ทำเป็นภัตตาคารพงหลียาวนาน ซึ่งพวกเธอลูกๆ หลานๆ ก็ยังเด็กมากแต่พอจำความได้

ต่อมาราวปี 2530 จึงย้ายมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบันคืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอยู่มานาน 31 ปีแล้ว จากทายาทรุ่น 2 คือคุณพ่อเฮงกวย แซ่ตง มาสู่ทายาทรุ่นที่ 3 มาสานงานต่อ สำหรับการตกแต่งร้านยังคงเหมือนเดิม เพราะได้ลูกหลานที่ศึกษาจบด้านสถาปัตยกรรมออกแบบให้ดูโมเดิร์นหน่อย ยุคนี้ก็ยังคงดูร่วมสมัย แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเพิ่งเปลี่ยนวอลเปเปอร์ใหม่ให้มีสีชมพูอมม่วงสวยงาม และร้านนี้ประดับตกแต่งด้วยกระจกเป็นร้านแรกๆ จึงมองวิวรถไฟลอยฟ้าได้อย่างสวยงาม

ตึกนี้เป็นห้องแถว 4 ชั้น ขนาด 5 คูหา เปิดเป็นร้านอาหารบริเวณชั้น 2 และ 3 ส่วนชั้นล่างเปิดให้เช่าส่วนชั้น 4 แบ่งเป็นห้องครัว ลูกค้าส่วนใหญ่ของพงหลีภัตตาคารล้วนเป็นคนเก่าแก่ เช่น กลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ระดับรัฐมนตรีและอธิบดีนิยมมากินที่ร้านนี้

สำหรับเมนูเด็ด ได้แก่ ไก่ทอดพงหลี ปีกไก่เหล้าแดง ฯลฯ และเมนูใหม่ๆ ประเภทเป็ดผัดกะเพรา เป็ดร่อน ฯลฯ อาหารดั้งเดิม ได้แก่ แพะตุ๋น อร่อยเพราะรสกลมกล่อม ผ่านกรรมวิธีทำอย่างดี ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ร้าน วิธีทำคล้ายพะโล้ เมนูสลัดเนื้อสันนอก เนื้อนุ่มแต่กรรมวิธีต้องหมักในเครื่องเทศก่อน หลักๆ ต้องมีพริกไทย น้ำซอสต่างๆ จึงอร่อย นอกจากนี้ยังมีออส่วน เด็ดตรงใช้หอยนางรมสดใหม่ เมนูเป็ดปักกิ้งอร่อยตรงหนังเป็ดกรอบ น้ำจิ้มไม่เหมือนที่กินทั่วไปมีหลายรสชาติกลมกล่อม กรรมวิธีการย่างหนังเป็ดต้องกรอบถึงจะอร่อยซึ่งถือเป็นศิลปะ

“เป็ดร่อนเด็ดตรงกรอบ ต้องผ่านกระบวนการพะโล้ก่อน แล้วจึงนำมาทอด คล้ายไส้หมูทอด” เมนูปลาดุกทอดกรอบผัดเผ็ด หรือเต้าหู้ทรงเครื่องที่เด็ดอยู่ตรงน้ำซุปและเครื่องปรุงที่ใช้ในการปรุง กินแล้วรสกลมกล่อม นอกจากนี้ ยังมีเมนูสุขภาพ เช่นซุปข้าวโพด ต้มยำทะเบไฮโซ เพราะใส่วัตถุดิบพรีเมียมหมด เช่น หอยนิวซีแลนด์ ปลาแซลมอน ปลาหมึก เป็นต้น หรือต้มโคล้งปลาเทราต์จากโครงการหลวง เมนูแฮกึ๋นที่นี่ไม่เหมือนใครเพราะกินแล้วรู้สึกถึงเนื้อกุ้งล้วนๆ ไม่มีแป้งผสมเมนูทอดมันกุ้ง ใช้กุ้งล้วนๆ ปิดท้ายที่ของหวานแต่ละเมนูที่ร้านมีเมนูของร้านทำเองหมด เช่น โอวหนี่แป๊ะก๊วย ไอศกรีมโฮมเมดจากโครงการหลวง เช่น ไอศกรีมหมอนทอง ไอศกรีมมะม่วง และใช้ธัญพืชเพื่อสุขภาพลงไปเป็นท็อปปิ้ง เช่น เม็ดบัว เต้าทึง แป๊ะก๊วย

หากจะจัดเลี้ยงต้องโทรมาจองโต๊ะล่วงหน้า ทางร้านจะได้จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย สำหรับโต๊ะวิวดีๆ ต้องโทรมาจองล่วงหน้าเพื่อดูวิวรถไฟฟ้าหรือวิวด้านนอก ก็จะได้บรรยากาศอีกแบบอย่างน้อยๆ จองล่วงหน้า 1 วัน

พงหลีภัตตาคาร ตั้งอยู่ 10/1 ถนนราชวิถี (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ถนนพญาไท ราชเทวี กรุงเทพมหานคร สำรองที่นั่ง โทร.02-644-5036-7, 02-245-2352, 02-245-0040 

ยำมะม่วงรสเด็ด @ ร้านยำล้าน 8 แซ่บลืมผัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568143

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ยำมะม่วงรสเด็ด  @ ร้านยำล้าน 8 แซ่บลืมผัว

เรื่อง แมงโก้หวาน

อาหารประเภทยำเป็นเมนูที่หลายคนนิยมสั่ง ขอเพียงน้ำยำรสชาติเด็ดขาดจัดจ้านถึงเครื่องยำจริงๆ ก็แซ่บได้ถึงใจเมื่อนั้น สังเกตได้ร้านไหนน้ำยำอร่อย ลูกค้าตรึมอย่างเช่น ร้านยำล้าน 8 แซ่บลืมผัว ร้านขายยำธรรมดาที่เปิดมาได้ปีเดียว แต่ลูกค้ารู้จักทั่วประเทศ เพราะฝีมือการยำของ ออฟ เจ้าของร้าน การันตีความแซ่บทุกจาน

ร้านตั้งอยู่หลังโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี ทางไปเขาหลวงมีทั้งหมด 6 โต๊ะ เริ่มขายบ่ายโมง-1 ทุ่ม เจ้าของบอกบางวันถ้าลูกค้ามากก็ขายหมดตั้งแต่ 4-5 โมงเย็น โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจดีบางทีขายบ่ายสอง พอ 5 โมงเย็นก็เก็บร้านแล้ว ทุกวันนี้ขายได้เรื่อยๆ ขายบ่ายโมงบางทีก็บ่ายสองลากยาวไปถึง 6 โมง-1 ทุ่ม ทั้งหมดเป็นยำมะม่วง แล้วใส่วัตถุดิบหลักตามชอบมีตั้งแต่ยำมะม่วงธรรมดายำมะม่วงกุ้งสด ยำมะม่วงปูม้า ยำมะม่วงหอยแครง ยำมะม่วงหอยนางรม ยำมะม่วงไข่เค็ม ยำมะม่วงไข่แมงดาทะเล ยำมะม่วงใส่ปลาริวกิว ยำมะม่วงปลาหมึกไข่ ยำไข่ปลา ยำมะม่วงกั้งแก้ว ยำมะม่วงปูจืด ยำมะม่วงรวมทะเล ยำมะม่วงปลากรอบ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังสามารถมิกซ์ 2 วัตถุดิบหลักได้ด้วย ราคาก็เพิ่มขึ้นตาม เช่น ปูม้ากับกั้ง ปูม้าหอยแครง ปูม้าปูจืด ปูม้ากุ้ง ปูม้าหอยนางรม กุ้งหอยนางรม หอยแครงกุ้งสด กั้งหอยนางรม ฯลฯ สุดแต่จะเลือกสั่งตามความชอบ ทุกเมนูเป็นซิกเนเจอร์ของร้านเพราะขายดีทุกอย่าง โดยเฉพาะ ยำหอยแครง ยำกุ้งสด ยำปูม้า ยำแมงดาขายดีมากความอร่อยของยำล้าน 8 แซ่บลืมผัว อยู่ที่น้ำยำและวัตถุดิบที่สดใหม่ สูตรน้ำยำเป็นสูตรที่เจ้าของร้านคิดค้นขึ้นมาเอง มีทั้งหมด 4 สูตร สูตรหนึ่ง ฝาสีขาวไม่ใส่ปลาร้า สูตร 2 ฝาสีทองใส่ปลาร้า สูตร 3 เป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด และสูตรที่ 4 น้ำปลาร้าล้วนสำหรับลูกค้าซื้อไปตำส้มตำ ใส่แกง บรรจุในขวดราคาขวดละ 35 บาท ขนาดบรรจุ 250 มล.

“สูตรเหล่านี้มีการลองผิดลองถูกมาก่อน และดูวิธีการทำจากยูทูบแล้วมาดัดแปลงเป็นสูตรเฉพาะของเราเอง ด้วยความที่ทำกับข้าวเป็นอยู่แล้วจึงไม่ยากเกินไป แต่ก็ไม่ง่ายเพราะกว่าจะได้สูตรที่ลงตัวต้องใช้เวลานานถึงครึ่งปี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจานไหนรสชาติมาตรฐานคงเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงแน่นอน เครื่องปรุง เช่น น้ำปลา น้ำปลาร้า ทุกอย่างมีมาตรฐานในการใส่ ไม่มีการกะประมาณด้วยสายตา ทุกจานจึงรสชาติมาตรฐาน อีกอย่างน้ำยำที่คิดค้นขึ้นนี้ไม่มีการใส่สารกันบูด สามารถเก็บได้นาน 1-2 เดือน แต่ถ้าซื้อไปแล้วต้องเก็บไว้ในตู้เย็นทันที ซึ่งสูตรน้ำยำเหล่านี้ตอนแรกเราไม่ได้ทำขาย แต่ลูกค้ามารับประทานที่ร้านบอกอร่อย เลยขอซื้อไปทำยำที่บ้าน พอทำขาย ผลตอบรับดีมาก แต่ลูกค้าต้องมาซื้อที่ร้านเท่านั้น ไม่ส่งทางไปรษณีย์”

พูดถึงรสชาติของยำล้าน 8 แซ่บลืมผัว ด้วยความที่เป็นยำของสด รสชาติจึงจัดจ้าน มีเผ็ดนำ ตามด้วยเปรี้ยวหวาน รสชาติถึงรสถึงเครื่องจริงๆ ประกอบกับวัตถุดิบที่สดใหม่ ความแซ่บจึงบังเกิดขึ้นทุกจานที่นำเสิร์ฟ พร้อมสีสันหน้าตาชวนรับประทานทั้งนั้นด้วยความสำเร็จของร้าน เจ้าของได้เปิดสอนทำยำด้วย เพิ่งเปิดมาได้ 1 รอบ รอบละ 10 คน รอบที่ 2 จะเปิดในวันที่ 21 ต.ค.นี้ และรอบ 3 จะเปิดในปีหน้า 2562 ใครที่สนใจอยากเรียนหรืออยากไปกินยำที่ร้าน ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 06-1949-0419, 09-0950-8436 หรือไลน์ไอดี :Madonna744 

เที่ยวสโลว์ไลฟ์ วิถีธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567580

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

เที่ยวสโลว์ไลฟ์ วิถีธรรมชาติ

เมื่อพูดถึง “สุราษฎร์ธานี” หลายคนมักคิดถึงทะเลสวยของเกาะสมุย เกาะพะงัน แหล่งท่องเที่ยวอันโด่งดังที่คนทั่วไปรู้จักและมีชื่อเสียงระดับโลก เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี และหากมุ่งหน้าไปยังสถานที่ดังกล่าวก็จะสามารถพบกับความสวยงาม ความสะดวกสบายได้แบบไม่มีผิดหวัง

ถึงวันนี้ไม่เพียงแต่ “สุราษฎร์ธานี” แต่ยังรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทยทั้ง 76 จังหวัด ที่มีปลายทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่เรียกกันว่า “แอ่งเล็ก…เช็กอิน” จากโครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ที่เริ่มมีชื่อเสียงได้รับการพูดถึงมากขึ้น ด้วยเรื่องราวและเสน่ห์ที่เกิดจากวิถีชุมชน ถึง 3,273 ชุมชนทั่วประเทศ

จ.สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดใหญ่สุดของภาคใต้ มี “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” รวม 25 ชุมชน แต่ละชุมชนมีเสน่ห์และของดีที่แตกต่างกันไป สำหรับคนที่ชื่นชอบการศึกษาธรรมชาติ เที่ยวป่าชายเลน ต้องไม่พลาดการไปเยือนชุมชนที่ได้รับฉายาว่า “ป่าในเมือง” นั่นคือ ชุมชนบ้านห้วยทรัพย์ ต.ลีเล็ด ซึ่งมีผืนป่าชายเลนขนาดใหญ่ เป็นเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของคนท้องถิ่น ชาวบ้านสามารถจับปู หาปลา พายเรือตัดใบจาก เพื่อไปทำตับจากขายได้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยว ที่นี่นับเป็นประสบการณ์ใหม่ภายใต้ธรรมชาติเขียวชอุ่ม อากาศเย็นสบาย และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนควบคู่กันไปด้วย

ส่วนใครที่อยากสัมผัส “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ที่อยู่ใกล้เมือง น่าจะดีที่สุด ของ จ.สุราษฎร์ธานี เลยก็ว่าได้ ต้องไปที่ “ชุมชนบางใบไม้” ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง เพราะคนที่นี่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงภายในชุมชน โดยสโลแกนของที่นี่คือ “ชมนก ตกปู ดูลิง หิ่งห้อย ร้อยคลอง ล่องบาง”

เมื่อเดินทางถึงตลาดน้ำประชารัฐ บางใบไม้ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ จะได้ชิมขนมต่างๆ รสชาติหลากหลาย ทำจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ขนมต้มย่างใบจาก เมี่ยงคำ ทอดมันหัวปลี หรือทอดมันจากปลีกล้วย ขนมจาก ที่เปลี่ยนชื่อใหม่เอาใจคนซื้อว่า ขนมแรกรัก และที่สำคัญแทบทุกร้านใช้ภาชนะจากธรรมชาติ ที่ทำจากวัตถุดิบภายในชุมชน จนทำให้ขนมธรรมดากลายเป็นของพิเศษขึ้นมาในทันที นับเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” อย่างเด่นชัด เพราะเพียงแต่นำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาสร้างสรรค์ด้วยแนวคิดและนวัตกรรมเพื่อสร้างเป็นสินค้าหรือกิจกรรมที่นำรายได้มาสู่ชุมชนนั่นเอง

ตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้ เป็นเพียงแค่จุดแรกเริ่มของความประทับใจต่อ “ชุมชนบางใบไม้” เพราะไฮไลต์อยู่ที่ “อุโมงค์ทางจากที่สวยที่สุดในประเทศไทย” ระหว่างที่นั่งเรือชมธรรมชาติไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีชื่อเสียงและชาวบ้านในชุมชนก็ร่วมมือร่วมใจกันดูแล คงความสมดุลของระบบนิเวศกันอย่างเข้มแข็ง

ส่งท้ายสำหรับใครที่ไปถึงเกาะสมุยแล้ว อยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่าแค่การเที่ยวเกาะชมทะเล กับ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” แนะนำว่า “ชุมชนบ้านหินลาด” เป็นคำตอบที่ตรงโจทย์เป็นที่สุด ความโดดเด่นของที่นี่คือตลอดสองข้างทางความยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรของถนนจากวงเวียนทางเข้าชุมชน ไปยังน้ำตกบ้านหินลาด เป็นสวนผลไม้ของชาวบ้านที่นำผลไม้มาวางขายกันหน้าบ้าน อีกทั้งยังสามารถเดินเข้าไปชมและชิมในสวนผลไม้ได้ด้วย แถมชาวบ้านที่นี่ยังชอบพูดคุยบอกเล่าเรื่องราวน่าสนใจในอดีตของเกาะสมุยซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย

ส่วนแฟนๆ ที่ติดตามรายการโลก 360 องศา พบกับจุดหมายใหม่กันในสัปดาห์หน้า แวะไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebookของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

เดินชิลปล่อยใจที่ เกาะมัดสุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567552

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 09:29 น.

เดินชิลปล่อยใจที่ เกาะมัดสุม

โดย/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

หากใครชวนไปทะเลฤดูนี้ต้องเช็กสภาพอากาศให้ดีก่อนไป เพราะไม่ว่าฝั่งอันดามันหรือฝั่งอ่าวไทยก็มีแนวโน้มว่าเจอฝนได้ไม่แพ้กัน โดยช่วงที่ไปอยู่ช่วงปลายเดือน ก.ย. ทะเลที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว คือ ฝั่งอ่าวไทย อย่างเกาะสมุย เกาะเต่า เกาะนางยวน และหมู่เกาะอ่างทอง ในขณะที่ฝั่งอันดามันยังเจอฝนหนักและควรงดการท่องเที่ยวไปก่อนจนถึงกลางเดือน ต.ค.

เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แดดดีตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจรดหกโมงเย็น คนที่อยากดำน้ำตื้นสามารถนั่งเรือโดยสารออกไปดำที่เกาะเต่า เกาะนางยวน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที แต่สำหรับคนที่มีเวลาไม่มากและไม่อยากเสียเวลาเดินทางนาน ใกล้กับเกาะสมุยยังมี “เกาะแตน” ให้แหวกว่ายชมปะการังแทน โดยใช้เวลาเดินทางด้วยสปีดโบตไม่ถึง 20 นาที

ก่อนออกเดินทางนอกจากต้องเตรียมชุดว่ายน้ำและครีมกันแดด อุปกรณ์สำคัญอีกอย่าง คือ กล้องใต้น้ำ ซึ่งเวลานี้คงไม่มีกล้องตัวไหนแรงไปกว่า โกโปร ฮีโร่ 7 แบล็ก ที่เพิ่งวางขายในไทยไปเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วยราคาเปิดตัว 1.45 หมื่นบาท มาพร้อมคุณสมบัติที่ขาลุยรอมานานอย่าง ไฮเปอร์สมูธ หรือระบบลดการสั่นไหวของวิดีโอโดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยอย่างชุดถ่วง (Stabilizer) ซึ่งระบบนี้สามารถใช้ได้ขณะอยู่ในน้ำและกลางลมแรง

นอกจากนี้ กล้องตัวจิ๋วยังมีฟีเจอร์บันทึกวิดีโอรูปแบบใหม่ เรียกว่า ไทม์วาร์ป ช่วยให้การบันทึกวิดีโอสนุกขึ้นด้วยภาพแบบความเร็วสูงและไม่สั่นไหว สามารถถ่ายทอดสดวิดีโอจากกล้องและแชร์ลงโซเชียลมีเดียได้ทันทีส่วนการถ่ายภาพนิ่งถูกพัฒนาให้เป็นซูเปอร์โฟโต้ด้วยระบบเอชดีอาร์ (HDR) สามารถถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอแนวตั้งได้เหมาะกับการแชร์ลงอินสตาแกรมสตอรี่ และที่สำคัญสำหรับการถ่ายภาพใต้น้ำ สามารถดำลงไปพร้อมกับฮีโร่ 7 แบล็ก โดยไม่ต้องใส่กรอบและลงได้ลึก 10 เมตร

อย่างเกาะแตนมีความลึกอยู่ประมาณ 3-4 เมตร สามารถถือดำลงไปบันทึกวิดีโอหรือถ่ายภาพปะการังได้อย่างสบายใจ ซึ่งปะการังที่นี่อาจไม่อลังการและมีสีสันเท่าเกาะเต่า แต่ก็พอได้เห็นปลาแหวกว่ายในดงปะการัง และทะเลที่นี่ไม่มีแตนทะเลให้หยุกหยิกใจเหมือนชื่อ ถือว่าคุ้มค่ากับการออกเรือมาจากสมุยแค่อึดใจเดียว

หลังจากดำผุดดำว่ายจนหนำใจ สปีดโบตก็มุ่งตรงไปสู่ “เกาะมัดสุม” จุดนี้จะปล่อยตามอัธยาศัย มีร้านค้า มีเก้าอี้ชายหาดให้เช่า หรือไม่เช่นนั้นก็ปูผ้าชายหาดนอนเล่นตรงไหนก็ได้ฟรี ส่วนน้ำทะเลที่เกาะมัดสุมใสแจ๋ว ไล่เฉดจากใสไปฟ้า จากฟ้าไปคราม สามารถลงเล่นน้ำได้ ไม่มีแมงกะพรุนหรือหอยเม่นให้กังวลใจ และชายหาดไม่มีแมลงตัวจิ๋วหรือริ้นฝอยทรายมาตอมกัด จึงสามารถเดินชิลกินลมทะเลไปได้ทั้งแนวชายหาดซึ่งยาวเป็นกิโลฯ

หลังจากกลับเข้าฝั่งอย่าเพิ่งคิดว่าเกาะสมุยมีดีแค่ทะเล เพราะด้วยภูมิประเทศที่มีเนินเขาทั่วเกาะจึงมีผู้ประกอบการผุดไอเดียเปิดกิจกรรมขับรถเอทีวีวิบากบนเส้นทางขึ้นเขา ลงห้วย ผ่ากลางสวนยาง เลาะสวนมะพร้าว เปิดให้บริการแถวๆ ต.แม่น้ำ หากเป็นเส้นทางสั้น 1 ชั่วโมง คนละ 1,800 บาท และเส้นทางยาว 2 ชั่วโมง คนละ 2,800 บาท

สำหรับคนที่ไม่เคยขับเอทีวี ต้องบอกแบบนี้ว่า การขับเอทีวีไม่ยากแค่ต้องมีสติ เพราะเอทีวีไม่มีเกียร์ ทุกอย่างควบคุมบนแฮนด์ทั้งสองข้าง ข้างซ้ายมีปุ่มสตาร์ทเครื่องและเบรกล้อหลัง ส่วนข้างขวามีปุ่มเร่งเครื่องและเบรกล้อหน้า สำหรับขาทั้งสองข้างวางอยู่บนที่วางเท้าแค่นั้น

นอกจากนี้ แม้ว่ารถจะดูกำยำแต่ต้องจำไว้เสมอว่า พี่บิ๊กคนนี้อ่อนไหวตลอดเวลา แค่กดเร่งเล็กน้อยก็ไถลไปไกล หักซ้ายนิดขวาหน่อยก็หักไปไกลกว่าที่คิด ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีสติ แต่อย่างไรก็ดี ตลอดระยะทางจะอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ตลอด เมื่อจุดไหนคิดว่าไม่ไหวให้หยุดแล้วยกมือบอกให้เจ้าหน้าที่มาขับแทน หรือถ้าจุดไหนสติหลุดเผลอชนคันดินขึ้นมา ก็ยกมือให้เจ้าหน้าที่มาเข็นถอยหลังให้ แล้วเริ่มต้นใหม่พร้อมความเกร็งกว่าเดิม

ลืมบอกไปว่า ก่อนออกตัวทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อก และหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นที่คลุ้งเกือบตลอดทาง ส่วนการบันทึกภาพให้เป็นหน้าที่ของกล้องตัวจิ๋วที่สามารถติดไว้บนหมวก รัดติดข้อมือ หรือติดกับแฮนด์รถ แล้วกดอัดวิดีโอบันทึกความวิบากที่ดูแล้วไม่ปวดหัวปวดตา แต่ได้อารมณ์แบบสถานการณ์จริง

สมุยคราวนี้ครบสูตรธรรมชาติบนเกาะสวรรค์ คือ ได้สนุกกับทั้งทะเล ชายหาด และภูเขาท่ามกลางแดดจ้า ทิ้งท้ายฤดูท่องเที่ยวของฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ก่อนจะปิดประตูสู่ช่วงโลว์ซีซั่น รับการมาเยือนของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ถึงต้นเดือน พ.ค. โดยจะฝนตกชุกที่สุดในเดือน พ.ย.และอีกครั้งในเดือน ก.พ. เมื่อถึงเวลานั้นนักท่องเที่ยวสามารถย้ายไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทยที่มีทะเลให้เที่ยวได้สองฝั่งสลับกันตลอดปี

ล่าขุมทรัพย์ ‘ซัมซุยโป’ ย่าน ‘จน’ สุดในฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567475

  • วันที่ 13 ต.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

ล่าขุมทรัพย์ ‘ซัมซุยโป’ ย่าน ‘จน’ สุดในฮ่องกง

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

วิถีชีวิตบนตึกสูงของคนฮ่องกงมีจุดเริ่มต้นจากย่าน “ซัมซุยโป”(Sham Shui Po) ย่านที่เป็นจุดนับหนึ่งของวิวัฒนาการการสร้างเมือง ขณะเดียวกันก็เป็นย่านที่ยากจนที่สุดในฮ่องกง

ย้อนกลับไปในปี 1930 ชาวจีนแผ่นดินใหญ่อพยพหนีสงครามจีน-อังกฤษมายังเกาะฮ่องกง (เวลานั้นฮ่องกงตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ) กระทั่งปี 1950 “ผู้อพยพยากจน” จำนวนเรือนหมื่นต่างมาสร้างบ้านอยู่ตามเชิงเขาในย่านซัมซุยโป

อังกฤษในฐานะผู้ปกครองในตอนนั้นไม่สนใจว่าผู้อพยพจะทำอะไร จะสร้างบ้านมากแค่ไหน หรือจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เพราะถือว่าไม่ใช่ประชาชนที่ต้องดูแล

แต่แล้วมีบางอย่างเกิดขึ้นในปี 1953 เอริก วาน (Eric Wan) ไกด์ลูกครึ่งฮ่องกง-แคนาดา หยุดเล่าไว้แค่นี้ก่อนเดินนำเข้าไปใน “พิพิธภัณฑ์เหมยโฮเฮาส์ไลฟ์” (Mei Ho House Live Museum) เขาพาทุกคนย้อนกลับไปในคืนคริสต์มาสอีฟเมื่อ 65 ปีที่แล้ว

ร้านทำรองเท้าแห่งหนึ่งในชุมชนผู้อพยพเกิดไฟไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็ว บวกกับความแออัดที่แน่นเกินกว่าให้รถดับเพลิงเข้าถึงพื้นที่ ทำให้เพียงชั่วข้ามคืนมีคนไร้บ้านกว่า 5 หมื่นคน อังกฤษจึงเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างอาคารรูปตัวเอช (H-Shaped Building) จำนวน 8 ตึก แล้วให้ผู้อพยพทั้งหมดเข้าไปอยู่อาศัย (อย่างแออัดเหมือนเดิม)

หนึ่งในนั้นคือ “เหมยโฮเฮาส์” (Mei Ho House) เหมยโฮ แปลว่า ดอกบัวที่สวยงาม เป็นอาคารรูปตัวเอชแห่งสุดท้ายที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันถูกอนุรักษ์ไว้และนำไปใช้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของซัมซุยโป เป็นโฮสเทล เป็นสำนักงาน เป็นร้านอาหารและบาร์

ส่วนอีก 7 ตึกที่เหลือรัฐบาลฮ่องกงได้ทุบทิ้งแล้วทำเป็นอาคารที่พักอาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย คล้ายๆ กับบ้านเอื้ออาทรบ้านเรา

อาคารรูปตัวเอชทั้งหมดสร้างเสร็จภายใน 1 ปี โดยเสร็จในปี 1954 ซึ่งเหตุผลที่สร้างได้ไวขนาดนี้ เอริกกล่าวว่า เป็นเพราะอังกฤษได้ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมเดียวกับ “คุก” จึงไม่ต้องเขียนแบบใหม่หรือมีกระบวนการสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งแม้ว่าห้องจะมีขนาดเล็กแต่ทุกคนก็สามารถทำทุกอย่างได้ภายในห้องเดียว ทั้งเป็นห้องนอน ห้องครัว ห้องทำงาน ห้องซักผ้า ส่วนห้องน้ำและห้องอาบน้ำจะแยกเป็นส่วนกลางตรงทางเชื่อมระหว่างตึก ถ้านึกภาพตามก็คือ ขีดตรงกลางของตัวเอช

เขากล่าวด้วยว่า บุคคลหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในอาคารรูปตัวเอชคือ จอห์น วู ผู้กำกับหนังชาวจีนที่ไปสร้างชื่อในฮอลลีวู้ด เจ้าของผลงานเรื่อง Face/Off และ Mission Impossible 2 ซึ่งเขาเคยใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กในห้องเล็กๆ แห่งนี้

เมื่อเวลาผ่านไป ห้องซอมซ่อได้ถูกปรับสภาพให้ดีขึ้น เริ่มมีห้องน้ำในตัว เริ่มมีโทรทัศน์ เริ่มมีเฟอร์นิเจอร์ในห้องพัก จนเริ่มมีหน้าตาเหมือนห้องพักในปัจจุบัน อาคารรูปตัวเอชจึงกลายเป็นต้นแบบให้ตึกยุคต่อไป อย่างอาคารรูปตัวแอล รูปตัววาย จนกลายเป็นตึกสูงชะลูดตามขนาดพื้นที่ที่เหลือน้อยลงทุกวันๆ

“ในฮ่องกงเจ้าของที่ดินคือรัฐบาลดังนั้นคนฮ่องกงจึงมีสิทธิแค่ซื้อบ้านแต่ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน แถมยังต้องจ่ายภาษีที่ดินให้รัฐบาลไปเรื่อยๆ เป็นวิธีที่รัฐบาลหา เขากล่าวต่อว่า ตึกที่พักอาศัยมี 2 ประเภทคือ ตึกของรัฐบาลและของเอกชน ซึ่งแน่นอนว่าของเอกชนจะแพงกว่า ใหม่กว่า และดีกว่า ส่วนของรัฐบาลค่าเช่าจะถูกกว่าแต่สภาพอาจเก่าไปบ้าง โดยผู้ที่มีสิทธิเช่าห้องพักของรัฐบาลต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย คือ ต่ำกว่า 1.5 หมื่นดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 6 หมื่นบาท) ซึ่งผู้ที่มีรายได้น้อย มีบุตร และมีคนแก่ในครอบครัวจะถูกพิจารณาเป็นอันดับแรก

รองลงมาคือ ผู้สูงอายุ คู่สามีภรรยา และคนโสด ตามลำดับ ส่วนค่าเช่าห้องพักจะตกอยู่เดือนละ 2,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8,000 บาท) ซึ่งถือว่าถูกที่สุดในฮ่องกง แต่สำหรับการซื้อห้องพักของรัฐบาลจะเป็นระบบจับสลาก โดยผู้ที่มีรายได้น้อยต้องสมัครและเสี่ยงดวง

เอริกพาเดินซอกแซกไปตามตรอกตามผังเมืองที่แบ่งเป็นบล็อกๆ อย่างเท่ากัน โดยแต่ละตรอกจะมีถนนขายของต่างประเภทกัน อย่าง “ตรอกขายผ้า” ที่เห็นแล้วนึกถึงพาหุรัด แต่ที่นี่แขกไม่ได้ขายผ้า ทุกร้านมีเถ้าแก่เป็นคนฮ่องกง ซึ่งซื้อผ้าจากโรงงานจีนมาขายปลีกเป็นหลาๆ ส่วนลูกค้าคือ คนปากีสถานที่เข้ามาทำงาน

ตรอกถัดมาคือ “ตรอกเครื่องใช้ไฟฟ้า” หน้าตาเหมือนคลองถม ที่บนถนนจะเต็มไปด้วยอะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือช่างสารพัดชนิด บางร้านมองเข้าไปเห็นแต่ใบพัดของพัดลม บางร้านขายแต่รีโมทคอนโทรล บางร้านรับซ่อมทีวีไปจนถึงทรานซิสเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าที่มาซื้อแทบไม่มีวัยรุ่น แต่จะเป็นรุ่นใหญ่ เช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ขายที่ต้องใช้คำนำหน้าว่า อาเจ้อาเฮีย

นอกจากนี้ ยังมี “ตรอกสินค้าเบ็ดเตล็ด” ที่ทำให้อดคิดถึงสำเพ็งบวกประตูน้ำบ้านเราไม่ได้ โดยตรอกนี้ขายทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ของเล่น ทั้งขายยกโหลและขายปลีก ถ้าสนใจชิ้นไหน เอริกแนะนำว่าต้องต่อรองราคา เพราะนอกจากจะเป็นอรรถรสของการค้า อาจจะได้ของราคาถูกกว่าครึ่ง

ร้านค้าตามตรอกที่กล่าวถึงนี้มีทั้งร้านค้าในตัวตึกและร้านค้าแผงลอยบนถนน ซึ่งย่านการค้าในซัมซุยโปถือว่าเป็นแหล่งจับจ่ายของคนระดับล่าง เพราะราคาถูกมากแต่ก็มาพร้อมกับคุณภาพไม่พรีเมียม

หลังจากเห็นซัมซุยโปมาพอประมาณ ได้หันไปถามไกด์ลูกครึ่งว่า ถ้าให้นิยามจะนิยามซัมซุยโปว่าอะไร เอริกตอบทันทีว่า

“ซัมซุยโปคือย่านที่จนที่สุดในฮ่องกง ตึกที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นของรัฐบาลเพื่อรองรับคนรายได้น้อยที่มีอยู่จำนวนมาก แม้ชั้นล่างสุดจะเปิดเป็นร้านค้า แต่ด้านบนคือที่อยู่อาศัยแออัด ห้องหนึ่งอาจกว้างไม่ถึง 20 ตร.ม. แต่ต้องอยู่รวมกันถึง 4 คนในครอบครัว ยิ่งห้องไหนอยู่สูงก็จะยิ่งถูกลงเพราะในตึกไม่มีลิฟต์ ต้องเดินขึ้นบันไดสูง 7-8 ชั้นกว่าจะถึงห้องพัก จึงไม่แปลกว่าทำไมซัมซุยโปถึงไม่มีร้านค้าแบรนด์ดังมาเปิด เพราะคนฮ่องกงต่างรู้ดีว่า ที่นี่เป็นที่อยู่ของคนมีรายได้น้อย”

ภาพอาคารเก่าซอมซ่อ คอมเพรสเซอร์แอร์สนิมเขรอะ และเสื้อผ้าแห้งแข็งติดราว คือภาพของซัมซุยโปที่มองไปทางไหนก็เหมือนกันหมด ดูไร้ชีวิตแต่กลับมีหลายพันชีวิตอยู่ในนั้น

ขณะเดียวกัน มีความพยายามขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรด้านศิลปะชื่อ ฮ่องกงวอลส์ (HKwalls) เข้ามาเพิ่มสีสันและความทันสมัย ด้วยการขออนุญาตเจ้าของตึกและชวนศิลปิน 40 คนจาก 17 ประเทศมาโชว์ฝีมือวาดสตรีทอาร์ตบนประตู บนผนัง บนอาคาร กลายเป็น 40 ผลงานศิลปะให้ตามล่า ยกตัวอย่าง ภาพหมาจิ้งจอกสามมิติสไตล์ป๊อปอาร์ต โดย Okuda และภาพกราฟฟิตี้แนวโมเดิร์นอาร์ต โดย Peeta

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าย่านนี้จะยากจนที่สุดในฮ่องกง แต่ไม่ใช่ย่านที่อึดอัดที่สุด เพราะความที่อาคารพักอาศัยเป็นรุ่นเก่าจึงมีความสูงไม่ถึงสิบๆ ชั้นเหมือนในย่านเซ็นทรัล และยังมีจุดพีกที่เป็นความลับบนจุดชมวิว “การ์เด้นฮิลล์” (Garden Hill) หรือเนินเขาด้านหลังเหมยโฮเฮาส์ มันคือจุดชมพระอาทิตย์ตกที่เป็นที่รู้จักของวัยรุ่นย่านนั้น และเป็นเส้นทางจ๊อกกิ้งขึ้นเขาระยะสั้นของบรรดาคนท้องถิ่น ซึ่งทุกคนสามารถขึ้นชมได้ฟรี ถ้าขึ้นไหว

เส้นทางจะเป็นขั้นบันไดพร้อมราวจับให้ไต่ระดับไปตามเนินเขา ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 20 นาที โดยด้านบนจะเป็นลานกว้างให้นั่งชมพระอาทิตย์ตกหลังป่าตึก ถือว่าเป็นภาพแสงสุดท้ายที่บ่งบอกความเป็นฮ่องกงได้ชัด โดยไม่ต้องเช็กอิน

การท่องเที่ยวฮ่องกงได้บรรจุย่านซัมซุยโปเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยหยิบยกความดิบของบ้านเมืองและความเรียลของคนท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวฮ่องกงในมุมมองใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ความทันสมัยหรือไลฟ์สไตล์ราคาแพง แต่ด้วยความที่เป็นช่วงเริ่มต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตอนนี้คุณจะเป็นนักท่องเที่ยวเพียงคนเดียวในซัมซุยโป เพราะคาแรกเตอร์ของย่านที่กรองนักท่องเที่ยวอย่างเจาะจง และอนึ่งฮ่องกงยังหนีไม่พ้นคำว่า Sales

มาเติมสุข @ มามา คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567411

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

มาเติมสุข @ มามา คาเฟ่

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มามา คาเฟ่ (Mama Cafe) ร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์ ที่หนุ่มอารมณ์ขันอย่าง โกกิ-นครินทร์ ฉัตรจรัสแสง นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ร่วมกับพี่น้อง มานั่งคุยกันว่าอยากมีรายได้เพิ่มจากงานประจำ นั้นเรามาทำอะไรกันดีกว่า เลยเป็นที่มาของร้านกาแฟชื่อร้านมามา คาเฟ่ ถึงวันนี้เปิดมาแล้ว 3 สาขา และนี่เป็นสาขาล่าสุดที่พวกเขาสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาแกร่งขึ้น และโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

จุดเด่นของร้านคือเน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ที่สำคัญกาแฟของร้านนี้จะคั่วเองเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ให้รสชาติที่ไม่เข้มจนเกินไป ไม่อ่อนจนเกินไป และให้รสชาติกำลังดี เรียกว่าให้ประทับใจตั้งแต่คำแรกที่สัมผัส แม้กระทั่งชาเขียวอย่างมัทฉะทางร้านก็เบลนด์เองโดยใช้วัตถุดิบพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่นมที่ใช้ชงกาแฟทางร้านก็มิกซ์ขึ้นเอง ให้รสชาติหวานมัน และหอม โดยไม่ต้องอาศัยครีมเทียมเลยสักนิด

ด้วยความที่เป็นนักออกแบบหนุ่มโกกิจึงตกแต่งร้านที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเขาที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้น โดยตัวร้านจะเน้นสีดำขลับ เรียบง่าย แฝงถึงความเท่ มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นอยู่กลายๆ ด้วยงานไม้และเหล็กที่สอดผสานกันอย่างลงตัว สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แสนสบาย มีทั้งโซนในร้านแอร์เย็นฉ่ำ และส่วนด้านนอกที่มีบริการอาหารอย่างก๋วยเตี๋ยวไก่สูตรอาม่าที่ทำกินเองที่บ้าน คุณภาพคับชามจริงๆ เชียวครับ

เมนูของทางร้านมีหลากหลายทั้ง กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มาพร้อมความตั้งใจ ผสานกับไอเดียดีๆ มีสไตล์ของตัวเองในราคาเบาๆ ชนิดที่คาดไม่ถึงกันทีเดียว

มาถึงร้านนี้ทั้งทีแนะนำให้ชิม Black Cocoa โกโก้เข้มข้นมากๆ คั่วจนมีกลิ่นหอม ตัดกับสัมผัสเบาๆ ของนมด้านล่าง เมื่อเทโกโก้ราดลงไปด้านบนจนได้ความสวยงามน่าดื่มยิ่งนัก

สำหรับใครที่ชอบความแปลกใหม่ต้องลองนี่เลย Ovalcano หรือโอวัลตินภูเขาไฟ โอวัลตินชงเข้มข้น ด้านบนท็อปด้วยโกโก้ครั้นช์กรุบกรอบ มีสัมผัสให้เคี้ยวได้เพลินๆ ซึ่งเขาการันตีว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านจริงๆ

ส่วนคอกาแฟต้อง Cappuccino ที่ทางร้านคั่วเมล็ดกาแฟเอง เป็นสูตรเฉพาะที่ให้รสชาติกลางๆ และยิ่งได้นมที่ทางร้านมิกซ์นมสูตรเฉพาะขึ้นมาเอง ยิ่งให้ความหอมมัน โดยไม่ต้องอาศัยครีมเทียม เหมาะกับคนไทย

แถมล่าสุดยังเพิ่มเมนูขนมน่ารักๆ มาช่วยเติมความสดชื่น อย่าง น้อยหน่านมสด ที่เป็นเกล็ดน้ำแข็งผสมเนื้อผลไม้อย่างน้อยหน่าราดด้วยนมสด หวานอ่อนๆ ช่วยดับกระหายยามบ่ายได้ดีชะมัด

ในอนาคตอันใกล้ทางร้านนี้ยังจะมีการปลูกผักออร์แกนิก ในเรือนกระจกที่ปลอดสารพิษ และนำมาเสนอในเมนูอาหารจานเดียว และน้ำผักสุขภาพ ให้ลูกค้าได้ลิ้มลองกันอีกด้วยนะครับ

มามา คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่แมกซ์แวลู ซอยนวมินทร์ 74 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-21.00 น. โทร. 08-9795-9449 

ร้านเจโกพงษ์เมืองตรัง เปิด 24 ชั่วโมง เอาใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567419

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ร้านเจโกพงษ์เมืองตรัง เปิด 24 ชั่วโมง เอาใจลูกค้า

เรื่อง/ภาพ เมธี เมืองแก้ว

ในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจปีนี้ทางร้านอาหารเจกลางเมืองตรัง เปิดขายตลอด 24 ชั่วโมงรวม 10 วัน เพื่อหวังเอาใจลูกค้าทุกสาขาอาชีพ ทั้งที่ทำงานกลางวันและกลางคืน แถมยังมีเมนูอีกกว่า 50 รายการ

สมศักดิ์ เอียดศรี เจ้าของ ร้านเจโกพงษ์ ตั้งอยู่เลขที่ 49-51 ถนนพัทลุง ต.ทับเที่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง กล่าวว่า ร้านแห่งนี้จำหน่ายอาหารเจตลอดทั้งปีมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ในช่วงงานประเพณีถือศีลกินเจเมืองตรัง รวม 10 วัน ของทุกปี ทางร้านจะเปิดขายอาหารเจตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้คนงานสลับสับเปลี่ยนกันเกือบ 30 คน เพื่อหวังเอาใจลูกค้าทุกสาขาอาชีพ ทั้งที่ทำงานกลางวันและกลางคืน ให้มีอาหารเจรับประทานในราคาที่สบายกระเป๋า

นอกจากนั้น ยังมีเมนูกับข้าวให้เลือกกว่า 50 รายการ ไม่รวมข้าวมันไก่เจ ข้าวหน้าเป็ดเจ ก๋วยเตี๋ยวเรือเจ ของทอด และอื่นๆ อีกกว่า 20 รายการ ในราคาเริ่มต้นที่จานละ 25-40 บาท พร้อมน้ำแข็งฟรี ทำให้ช่วงนี้มีประชาชนมาใช้บริการกันอย่างเนืองแน่น จนต้องแจกบัตรคิวเพื่อความเรียบร้อย ยกเว้นคนกินที่ร้าน สามารถสั่งรับประทานได้เลย โดยไม่ต้องหยิบบัตรคิว

ภายในร้านยังมีป้ายบอกประโยชน์ หรือสรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดที่รับประทาน รวมทั้งพืชผักที่ห้ามรับประทาน ตลอดจนผลบุญของการถือศีลกินผัก อีกทั้งร้านนี้จะไม่ใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าขาประจำที่แวะเวียนมาอุดหนุนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงค่ำ 

เสพศิลป์แห่งค็อกเทล ที่ กา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567421

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

เสพศิลป์แห่งค็อกเทล ที่ กา

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คาคืนนี้จะพาไปเปิดประสบการณ์ใหม่กับค็อกเทลสุดครีเอทที่ร้าน “กา” (Gaa) ทุกแก้วเป็นซิกเนเจอร์รังสรรค์จากอินสไปเรชั่นที่ได้จากวัตถุดิบท้องถิ่นในประเทศไทย

ร้านกา เป็นอาคารปูนเก่า รีโนเวตจนกลายเป็นบ้านที่มีความโมเดิร์นผสมวินเทจ ยังคงกลิ่นอายของตัวตึกเดิมไว้ เช่น เหล็ก ปูนเผยให้เห็นโครงสร้างแบบอินดัสเทรียล

ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ ไดนิ่งรูมและโซนบาร์ การตกแต่งโซนบาร์มีโต๊ะขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง รองรับได้ 8-10 ที่นั่ง สำหรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ หรือจะแชร์ที่นั่งกันก็เป็นการสร้างมิตรในอีกรูปแบบหนึ่ง

ตามผนัง 2 ด้าน มีโต๊ะสำหรับ 2-4 ที่นั่ง ผนังอีกด้านหนึ่งเป็นกระจกใสมองเห็นบรรยากาศด้านนอก เรียกว่าทุกโต๊ะถูกออกแบบเพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกค้ามากๆ

ที่สะดุดตา คือ ภาพจิตรกรรมผู้หญิงขนาดใหญ่ เสมือนสัญลักษณ์นำเสนอเรื่องราวผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

สร้างบรรยากาศด้วยแสงเล่นระดับแสงสีกับผนังที่ยังเผยพื้นผิวขรุขระ ให้เห็นถึงความเก่าเติมความใหม่ด้วยการทาสีขาวชมพูตัวแทนของผู้หญิง มีเสน่ห์ชวนหลงใหล มีความละเอียดอ่อนแต่ไม่ได้อ่อนหวานไปเสียทีเดียวเพราะคุมโทนบรรยากาศร้านด้วยสีเอิร์ธโทนของเฟอร์นิเจอร์ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา

ในส่วนของอาหารถูกครีเอทโดย “การิมา อโรร่า” (Garima Arora) เชฟหญิงเชื้อสายอินเดีย ที่รวบรวมความรู้และประสบการณ์ปรุงอาหาร ที่สั่งสมมาจากการทำงานในร้านอาหารชั้นนำทั่วโลกมาสู่ร้านกา และประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศไทย เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก

อาหารในแบบฉบับกา เมนูมี 2 คอร์ส คือ อาหาร 10 และ 14 อย่าง จับคู่อาหารกับน้ำผลไม้ ไวน์ และคอมบูชา เป็นอาหารสไตล์โมเดิร์น อีเคล็กติก (Modern Eclectic) นำวัตถุดิบชั้นดีภายในประเทศมาปรุงและประยุกต์ด้วยเทคนิคทั้งแบบคลาสสิกและแบบร่วมสมัย

ค็อกเทลก็ถูกครีเอทจากวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศไทย และนำมาหมักดองบ่มกลั่นกรอง เรียกว่ากว่าจะได้ค็อกเทลแต่ละสูตรต้องผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอน เบื้องหลังราวกับห้องทดลองวิทยาศาสตร์

“ลิ้นจี่ สาเก” ไอเดียเริ่มจากอยากทำสาเกที่ไม่มีการกรอง (สาเกปกติจะใส) เพื่อโชว์เทกซ์เจอร์ของส่วนผสม สูตรนี้นำผลลิ้นจี่ไปหมัก 2-3 วัน พอได้น้ำแล้วจัดเสิร์ฟเป็นค็อกเทลเลย

น้ำออกสีขุ่นจากเนื้อลิ้นจี่ยุ่ยละเอียด ได้รสหวานเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมเฉพาะของลิ้นจี่อย่างชัดเจน มีความซ่านิดๆ จากการหมักที่ทำปฏิกิริยากับยีสต์ แก้วนี้หากดื่มก่อนรับประทานอาหาร สามารถเป็นตัวเรียกน้ำย่อยได้ด้วย อารมณ์คล้ายคอมบูชา แต่มีแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมัก

“สไปซี่ มาการิต้า” สีชมพูได้มาจากน้ำแตงโม ทางร้านคิดค้นสูตรตั้งชื่อว่า “วอเทอร์เมลอน อุเมะ” ตกแต่งท็อปแก้วด้วยเกลือกับพริกให้อารมณ์ไทยๆ เหมือนพริกเกลือ

ไอเดียแก้วนี้ นำน้ำแตงโมหมักกับโยเกิร์ตเวย์ ประมาณ 3 วัน จะมีรสเปรี้ยวนิดหนึ่งเติมน้ำผึ้งและเกลือลงไปเพื่อให้รสชาติที่เรียกว่า อุเมะ (เวลาดื่มจะได้รสชาติเหมือนอุเมะชู)เมื่อได้ส่วนของวอเทอร์เมลอน อุเมะ ก่อนเสิร์ฟนำมาผสมกับ เตกีลา ไซรัป น้ำมะนาวสด

แก้วนี้เหมาะมากกับบรรยากาศเมืองไทยที่ร้อนเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนแรกทางร้านทำวอเทอร์เมลอน อุเมะ เพื่อเป็นเวลคัมดริงก์ แต่รสชาติเหมาะกับการแพริ่งกับพอร์กกริลล์จึงเป็นจูซแพริ่งได้ แต่ถ้าอยากได้รสชาติแอลกอฮอล์ก็สั่งเป็นค็อกเทล

ในการครีเอทการทำอาหารหรือเครื่องดื่มทีมเชฟของกาจะใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุดและสกัดเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาชูเป็นจุดเด่น พยายามทิ้งวัตถุดิบให้น้อยที่สุด และไม่ว่าจะประยุกต์ออกมาเป็นแบบไหน ไม่ใช่แค่ไอเดียเลิศ หน้าตาหรู หากรสชาติและคุณประโยชน์ต้องสำคัญที่สุด

ค็อกเทลซิกเนเจอร์ทุกสูตรที่รังสรรค์ขึ้นมา จึงมั่นใจได้เลยว่ารสชาติเลิศ ไม่ได้ดีแค่ไอเดีย

ร้าน กา ตั้งอยู่ถนนหลังสวน (ตรงข้ามซอยหลังสวน 3) เปิดทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น.(ปิดรับออร์เดอร์ เวลา 22.00 น.) โทร.09-1419-2424 

พบกองทัพอาหารเจ ที่อีทไทย และฟู้ดลอฟท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567414

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:25 น.

พบกองทัพอาหารเจ ที่อีทไทย และฟู้ดลอฟท์

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เทศกาลกินเจปีนี้ ห้างเซ็นทรัล ชวนมาอิ่มบุญอิ่มใจกับเทศกาลอาหารเจ ที่จะทำให้คุณอิ่มท้อง อิ่มบุญ และอิ่มใจ กับหลากหลายเมนูเจร้านดัง ที่อีทไทย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี และฟู้ดลอฟท์ เซ็นทรัลชิดลม ตั้งแต่วันนี้-17 ต.ค.

เริ่มที่ อีทไทย (Eathai) ชวนอิ่มบุญอิ่มใจกับกองทัพอาหารเจในงาน “Vegetarian Delight” ที่ยกร้านอาหารเจชื่อดังมาพร้อมเสิร์ฟมากมาย อาทิ แชมป์บ๊ะจ่าง ร้านบ๊ะจ่างชื่อดังกว่า 40 ปี อัดแน่นด้วยข้าวเหนียวเต็มคำ คัดสรรแต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ หรือจะเป็นสายก๋วยเตี๋ยวก็ต้องผัดหมี่ซั่วเจ ผัดหมี่เหลือง และราดหน้า จาก เคี้ยงเอ็มไพร์

ขาดไม่ได้กับทีเด็ดอย่าง ครัวเจ๊ง้อ กับเมนู ซาลาเปาเห็ดหอม ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความ หอม นุ่ม ของแป้งซาลาเปานึ่งร้อนๆ พร้อมส่วนผสมสูตรพิเศษของเจ๊ง้อ หรือจะเป็นร้านดังอย่าง ก๊ำหล่ง กับเมนูขายดีอันดับ 1 อย่าง เห็ดสวรรค์เจ ที่ใช้เห็ดสวรรค์สดนำมาทอดกรอบ คลุกเคล้าด้วยซอสสูตรพิเศษรสชาติกลมกล่อม

นอกจากนี้ สายอาหารฟิวชั่นก็ห้ามพลาดกับร้านเวียต คอนเซ็ปต์ (Viet Concept) อาหารเจสไตล์เวียดนาม อาทิ เฝอเจ เต้าหู้ย่างใบชะพลู และเมนูแหนมเนืองเจ หนานุ่ม กินคู่กับผักสด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเจสูตรเด็ด นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นจาก ร้านคุณเชิญ อย่าง เห็ดสะเต๊ะ เสิร์ฟพร้อมอาจาด ขนมปังปิ้ง และน้ำจิ้มถั่วสะเต๊ะ ตัดอาหารคาวด้วยของหวานอย่าง โบ๊กเกี้ย บางลำพู สูตรต้นฉบับจากเมืองจีน

พร้อมทั้งร้านอาหารชื่อดังอีกมากมาย ทั้ง ครัวชาววัง ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ และ อาม่าข้าวอบธัญพืช ที่เตรียมยกเมนูอาหารเจมาให้ได้อิ่มบุญอิ่มใจกันแบบเป็นกองทัพ

มาต่อกันที่ ฟู้ดลอฟท์ สาขาห้างเซ็นทรัลชิดลม ที่ยกขบวนอาหารเจนานาชาติมาให้อร่อยรับบุญกันถึงที่ อาทิ อาหารเจสไตล์จีนจากร้านทิดบิต เทรเชอร์ (Tidbit Treasure) กับเมนู ราดหน้าคะน้าฮ่องกงเจ ข้าวผัดหนำเลี้ยบเจ และผัดหมี่เจ

อร่อยกันต่อกับอาหารเจสไตล์เกาหลีจาก ร้านโคเรียน บาย โอ้ กิมจิ (Korean by Oh Kimchi) กับเมนูข้าวผัดกิมจิ ข้าวยำเกาหลี และผัดวุ้นเส้นเกาหลีเจที่พิถีพิถันการปรุงทุกขั้นตอน หรือจะอร่อยกับอาหารเจเวียดนามจาก

ร้านเวียดนามมิส บาย ดาว เวียน (Vietnamese by Dao Vien) กับเมนูเปาะเปี๊ยะสดเวียดนาม ข้าวเกรียบปากหม้อเจและขนมจีนเวียดนาม จัดเต็มกับผัดสดๆ ที่สายเฮลตี้ไม่ควรพลาด

ถัดมากับเมนูเจสไตล์อินเดีย จากร้านอินเดียน บาย อินด์ สไปซ์ (Indian by Ind Spice) กับเมนูเต้าหู้ย่าง ที่หมักด้วยเครื่องเทศแน่นๆ เต็มๆ คำ และสำหรับใครที่ยังไม่เคยลองอาหารเจสไตล์เลบานอน เชิญมา ลิ้มลองความอร่อยจาก ร้านเบรุต เรสเทอรองต์ (Beirut Restaurant) กับเมนูแนะนำ ใบองุ่นห่อข้าว ฟาลาเฟล ตาบูเล่ และโมตาเบล ที่มีทั้งแบบเสิร์ฟแยก และเป็นเซต ที่ยกมาเสิร์ฟให้ถึงที่

ร้านรสโอชา ร.ศ. 199 ที่โซน Guest Gourmet Corner ทางร้านยกขบวนอาหารเจมาให้ได้สัมผัสความอร่อยมากมาย อาทิ ผัดหมี่กระเฉดเจสูตรต้นตำรับจากอ่างทอง ผัดกับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ต่อมาเป็นเมนูของทอดเจที่ไม่ควรพลาดอย่าง เต้าหู้ทอด เผือกทอด เห็ดหย็องและเห็ดทอดงา รับประกันความอร่อยแน่นอน!

เชิญมาอร่อยอิ่มบุญครบได้ทั้งคาวหวานได้ที่ อีทไทย ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5995 และฟู้ดลอฟท์ ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม โทร. 02-793-7070 ได้ตั้งแต่วันนี้-17 ต.ค. พร้อมบริการเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้านคุณ!