รุ่งทิวา ชุ่มมงคล ‘รสไทย’ ในแบบ ‘นิวนอร์ดิก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567384

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

รุ่งทิวา ชุ่มมงคล ‘รสไทย’ ในแบบ ‘นิวนอร์ดิก’

เรื่อง ปอย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เส้นทางเชฟหญิงร่างเล็ก บุคลิกคล่องแคล่ว “เชฟเฟ” รุ่งทิวา ชุ่มมงคล Chef de Cuisine ห้องอาหารฟรอนต์รูม โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย เผยประสบการณ์ที่สะสมนับนิ้วก็ล่วงเข้าสู่ 10 ปีได้แล้ว เส้นทางในครัวเริ่มต้นขึ้นแบบผกผัน เมื่อไปใช้ชีวิตคู่แต่งงานกับชาวเดนมาร์ก จากช่างเสริมสวยในเมืองไทย กลายเป็นเชฟฝีมือฉมังในต่างแดน ที่กรุงโคเปนเฮเกน เริ่มงานจากผู้ช่วยเชฟ ล้าง-หั่นผัก ทำน้ำสลัด และตำแหน่งเล็กๆ นี้เองที่ทำให้ได้ค้นพบความรักในการทำอาหารโดยไม่รู้ตัว

ก้าวต่อไปต้องถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญมาก เชฟเฟ ตัดสินใจไปสมัครงานกับเชฟระดับมิชลิน เชฟวาซิม ฮาลลัล ซึ่งขอยกให้เป็น “ครู” คนแรก ผู้ปูพื้นฐานการทำอาหารในสไตล์ New Nordic Cuisine ให้กับเชฟหญิงไทยร่างเล็ก จนก้าวแกร่งมาถึงวันนี้

“เชฟวาซิม เป็นชาวเลบานอนเติบโตในเดนมาร์ก การเป็นมุสลิมทำให้เขามีทัศนคติมองผู้หญิง ไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าผู้ชาย เฟตัวเล็กด้วยค่ะ สูงแค่ 155 ซม. ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะสู้งานครัวที่หนักหนาได้ไหวมาก แต่เราใจสู้ค่ะ ขอทดลองทำงานฟรีๆ โดยไม่รับค่าตอบแทน แล้วทำให้เชฟเห็นว่า เราขยัน ทำงานเร็ว เขาก็เลยรับเราทำงานประจำ แล้วบอกด้วยค่ะว่า ‘…เธอคือผู้หญิงคนแรก และคนสุดท้ายที่ฉันจะรับให้ทำงานด้วย’”

อาหารนอร์ดิกเป็นอาหารแนวสมัยใหม่ เชฟวาซิม คือหนึ่งในผู้ร่วมคิดค้น และร่วมผลักดันกับเชฟชาวเดนมาร์กอีกหลายๆ คน สร้างสรรค์ให้อาหารสัญชาตินี้มีความโมเดิร์น ดูน่าสนใจขึ้นมา ให้ไม่แพ้อาหารยุโรปอื่นๆ

เฟเริ่มต้นโดยทำอาหารสตาร์ทเตอร์ แล้วที่ไม่ชอบเอาเลย ก็คือเชฟวาซิม ส่งเราไปแผนกดีเสิร์ท รับหน้าที่ทำขนมหวาน ไม่ชอบทำงานตรงนี้ เพราะเป็นงานที่กดดันมากค่ะ เราสื่อสารภาษาเดนิชไม่ได้ก็แย่อยู่แล้วนะคะ ยังต้องแบกรับความยากในการทำขนมอบ ที่สูตรต้องเป๊ะ ใช้ความชำนาญ และแม่นยำสูงทุกขั้นตอน ผิดพลาดไม่ได้เลย แค่ตวงน้ำตาลผิดนิดเดียว ก็ต้องเททิ้งอย่างเดียวเลยค่ะ ก็ทำไปร้องไห้ไป

เชฟวาซิม บอกประโยคที่จำได้จน วันนี้เลยค่ะว่า “…เธอจำไว้เลยว่า ฉันสอนให้ทำได้ตั้งแต่สตาร์ทเตอร์ เมนคอร์ส ไปจนจบที่ขนมหวานได้ครบ เชฟที่ทำได้ครบแบบนี้ หายากมาก…” เชฟวาซิม ดุและโมโหร้ายมาก เรียนไปตะโกนไป เขวี้ยงตั้งแต่กระทะไปจนดอกไม้ใส่เราได้ทุกอย่างเลยค่ะ กว่าจะได้วิชาก็ต้องเสียน้ำตาไปมากมาย

หากวันนี้เล่าได้พร้อมเสียงหัวเราะแล้ว เชฟเฟ บอกพื้นฐานเรียนการทำอาหารยุโรปกับเชฟท่านนี้ ทำไปพร้อมกับเรียนที่สถาบันทำอาหารของรัฐบาลเดนมาร์ก Aarhus tech Danmark และทำงานไปด้วยที่ Frederikshavn & Varna สำเร็จหลักสูตรได้วิชาครัว และได้ภาษาเก่งขึ้นแล้ว จึงได้ย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งใหม่ อีก 2 ปีกว่า ที่ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ สไตล์บราสเซอรี (Brasserie) ซึ่งเป็นอาหารฝรั่งเศสแนวสมัยใหม่ ได้ความรู้เพิ่ม พร้อมจะก้าวสู่โลกเชฟมืออาชีพไม่รู้จบ

“การทำอาหารฝรั่งเศสคือพื้นฐานอาหารยุโรปที่ดีมากค่ะ เป็นช่วงที่ได้ทำงานกับเชฟดังๆ หลายคน เช่น เชฟเควิน เฟลิ่ง ในร้านอาหารสไตล์ไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลิน 3 ดาว เชฟท่านนี้ใจดี สอนเราด้วยความใจเย็นมาก เฟเรียนรู้จากเชฟเควิน การทำงานคุณภาพไม่จำเป็นต้องใช้อารมณ์ ไม่ต้องตะโกนใส่กันงานก็สำเร็จได้

เป็นช่วงเรียนรู้ในวงการอาหาร ที่ได้ทำงานกับเชฟดังระดับโลกอีกหลายท่าน เชฟเรเน่ เรดเชปี สอนการถนอมอาหารการหมัก ดอง ในแบบสแกนดิเนเวีย

จากนั้นก็ได้กลับมาทำอาหารสไตล์นิว นอร์ดิก เฟรับหน้าที่เป็นเฮดเชฟในโรงแรมบนเกาะออร์แกนิก การใช้ชีวิตต่างแดนคือการเก็บประสบการณ์แท้จริงค่ะ ก่อนกลับมาเมืองไทย เฟทำงานเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟที่โรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ที่กรุงโคเปนเฮเกน การตัดสินใจกลับเมืองไทยด้วยข้อเสนอที่น่าสนใจมากค่ะ”

เชฟเฟ กล่าวถึงข้อเสนอจากโรงแรมน้องใหม่ในย่านราชดำริ หรูระดับ 6 ดาว โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ต้องการเชฟมากฝีมือ ร่วมครีเอทห้องอาหารแนวใหม่ ซึ่งไม่เคยมีในกรุงเทพฯ สร้างมาตรฐานคำว่าลักซ์ชัวรี่ในทวีปเอเชีย

รูปแบบห้องอาหารฟรอนต์รูม ได้แรงบันดาลใจจากการปรุงอาหารไทย วัฒนธรรมดั้งเดิมแบบเอเชีย นำมาผสมผสานกับการปรุงในวิธีแบบนอร์ดิก ที่เน้นปรุงด้วยวิธีอาหารง่ายๆ ไม่ปรุงแต่งรสมาก เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติตามฤดูกาล เสิร์ฟในแบบทั้งเซตเมนู พร้อมพร้อมจูสแพริ่ง ไวน์แพริ่ง และอะลาคาร์ต

“กลับเมืองไทย คือการกลับมาทำอาหารที่เราวาดฝันไว้ค่ะ ซึ่งตอนอยู่โคเปนเฮเกน เราแทบไม่ได้ทำเลย หน้าที่เชฟใหญ่ต้องดูแลตั้งแต่พนักงาน คุมบัญชีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ดูภาพรวมความเรียบร้อยของห้องอาหาร จนแทบไม่ได้เข้าครัว เฟชอบทำอาหารค่ะ (บอกพลางยิ้ม) เรามีความสุขที่คนกินชื่นชมอาหารของเรา

สไตล์การทำอาหาร เฟชอบการตั้งโจทย์แปลกๆ แล้วมีความฝันอยากปรุงอาหารจานนั้น ออกมาให้ไม่เหมือนใคร โจทย์ใหม่คราวนี้ ก็คืออยากทำซุปแกงจืดของแม่ ทุกวันแม่ต้องมีแกงจืด ไม่ว่าจะเป็นแกงจืดแตงกวา แกงจืดฟัก หรือปลาหมึกยัดไส้ เฟทำแกงจืดของแม่ ออกมาในสไตล์อาหารสแกนดิเนเวีย

อาหารสะท้อนความตั้งใจค่ะการกลับมาทำอาหารไทยผสมนอร์ดิก อย่างเช่นจานเรียกน้ำย่อยจานนี้ บีตรูตอบ เฟจะวาดรูปก่อนค่ะ ว่าเราอยากให้หน้าตาอาหารออกมาสวยแบบนี้ เป็นการนำเสนอรสชาติ และหน้าตาอาหารแปลกใหม่ อยากให้คนไทยได้ลิ้มลองกันค่ะ” 

กาแฟ + ซูเปอร์ฟู้ด เมนูสุขภาพยังคงมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567381

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

กาแฟ + ซูเปอร์ฟู้ด เมนูสุขภาพยังคงมาแรง

โดย…เรื่อง คาเอรุ

เคยเขียนถึง “ชากาแฟ” หรือ Cascara ที่นำเอาผลเชอร์รี่ของกาแฟมาตากแห้งแล้วชงดื่มเหมือนชา ที่คาเอรุเคยชิมที่เมืองลำพูน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในอังกฤษจากผลสำรวจของเทย์เลอร์ส ออฟ แฮร์โรเกท (Taylors of Harrogate) บริษัท ชา-กาแฟ ชื่อดังของอังกฤษ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ตอนนี้กลายเป็นเครื่องดื่มใหม่ 1 ใน 3 เครื่องดื่มล่าสุดของสตาร์บัคส์เมืองไทยไปแล้ว

เจ้า “ชากาแฟ” หรือ Cascara นั้น จัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่ง โดยเครื่องดื่มใหม่ของสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) นั้น เอาใจทั้งคอกาแฟเข้มตัวจริง และสายกาแฟผสมช็อกโกแลต ยังมาพร้อมเมนูสุขภาพจากซูเปอร์ฟู้ดให้เข้ากันอีกด้วย

3 เครื่องดื่มใหม่คือ แฟลตไวท์ (Flat White) คาสคาร่า โคลด์ โฟม โคลด์บริว (Cascara Cold Foam Cold Brew) และดูโอ้ โกโก้ มอคค่า (Duo Cocoa Mocha) โดย 2 เครื่องดื่มที่เน้นความเข้มข้นของกาแฟโดยเฉพาะ เพื่อคอกาแฟเข้มตัวจริง และอีกหนึ่งเมนูที่มีการเติมความสนุกให้กับเครื่องดื่มด้วยส่วนผสมของช็อกโกแลตลงไป

เริ่มด้วย “แฟลตไวท์” เครื่องดื่มเอสเปรสโซ่ ที่ทำจากช็อตริสเทรตโต้ (Ristretto) ที่ให้รสเข้มและหวาน เมนูหลักใหม่ของสตาร์บัคส์ เสิร์ฟพร้อมฟองนมเนียนนุ่มละมุน และจุดวงกลมสีขาวที่ด้านบนของเครื่องดื่มอันเป็นสัญลักษณ์ของแฟลตไวท์ เหมาะสำหรับคนรักกาแฟลาเต้ที่มองหารสชาติใหม่ๆ และความเข้มข้นด้วยสูตรเฉพาะของสตาร์บัคส์

ย้อนเล่าเรื่อง ริสเทรตโต้ หรือ Espresso Ristretto สักนิด ชื่ออาจไม่เคยคุ้นในบ้านเรานัก แต่สำหรับคอกาแฟอาจจะรู้จักกันบ้าง คาเอรุเคยเล่าไว้ในเรื่องเครื่องดื่มสูตรเอสเปรสโซ่ กับคนที่เอสเปรสโซ่ธรรมดายังเข้มข้นไม่สมใจ ริสเทรตโต้ เป็นกาแฟที่เข้มข้นที่สุดในบรรดากาแฟทั้งหมด

ริสเทรตโต้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ช็อตสั้นของเอสเปรสโซ่” โดยมีส่วนประกอบของกาแฟเท่าๆ กับเอสเปรสโซ่ แต่ว่าใช้น้ำน้อยกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งต่างจากการนำกาแฟเอสเปรสโซ่มาแบ่งเป็น 2 แก้ว หากเกิดมาจากกระบวนการชงที่ลดปริมาณน้ำให้เหลือแค่ 16-20 มล. ซึ่งแม้จะได้รสชาติที่เข้มข้นกว่าเอสเปรสโซ่ ทว่าปริมาณกาเฟอีนกลับน้อยกว่า

มาถึง “คาสคาร่า โคลด์ โฟม โคลด์บริว” กาแฟสกัดเย็นท็อปด้านบนด้วยฟองนมที่ทำจากนมพร่องมันเนย เพิ่มความหอมหวานด้วยน้ำเชื่อมคาสคาร่า ที่ทำจากเปลือกของผลเชอร์รี่เมล็ดกาแฟ และน้ำตาลทรายแดง และเมเปิ้ลที่โรยบนฟองนม รสชาติบางเบาแต่เข้มข้นถึงใจ

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเมนูกาแฟใหม่แสนสนุกอย่าง ดูโอ้ โกโก้ มอคค่า ซึ่งเป็นการผสมผสานของดาร์กและไวท์ช็อกโกแลต เข้ากันกับช็อตเอสเปรสโซ่เข้มข้น ท็อปด้วยวิปครีม ซอสมอคค่าและโกโก้นิบส์ หรือเปลือกผลโกโก้เคลือบช็อกโกแลต เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกาแฟผสมช็อกโกแลต

สำหรับคาเอรุไม่ดื่มกาแฟใส่นม แล้วก็ติดใจรสชาติของคาสคาร่าที่เคยได้ลองลิ้มชิมรสมาครั้งหนึ่งที่ จ.ลำพูน จึงเลือกดื่ม คาสคาร่า โคลด์ โฟม โคลด์บริว ที่ดื่มแล้วได้ความสดชื่น ผสานกับความหวานเล็กๆ ที่ไม่มากเกินไป

ได้ยินว่าปกติ คาสคาร่า นั้น นิยมดื่มกันในโบลิเวีย และในประเทศตะวันออกกลางหลายแห่ง มานานนับศตวรรษแล้ว ว่ากันว่า แม้รสชาติจะออกแนวชิลๆ เคลียร์ๆ ชุ่มคอแบบนั้น แต่ก็มีกาเฟอีนอยู่พอสมควร ซึ่งคาสคาร่าถือเป็นซูเปอร์ฟู้ด เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) สูง แถมยังมีใยอาหารอีกด้วย

สำหรับสตาร์บัคส์ ได้เปิดตัวเมนูเครื่องดื่ม 3 ชนิดที่ว่า พร้อมเมนูอาหารสุดพิเศษ ที่มีส่วนผสมจากซูเปอร์ฟู้ด และอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มาพร้อมกันด้วย อย่าง Healthy Bistro Box การผสมผสานของสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ คีนัว อกไก่ไร้หนัง ฟักทอง แครอต และบร็อกโคลี่ เพิ่มรสชาติเข้มข้นด้วยน้ำสลัดบัลซามิกสูตรเฉพาะ

Acai Mixed Berry อาซาอิปั่นผสมมิกซ์เบอร์รี่และน้ำผึ้ง ท็อปด้วยกราโนล่ากรุบกรอบ เม็ดเจีย (Chia seed) และผลบลูเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระจากสุดยอดอาหารอย่างอาซาอิเบอร์รี่

Nicoise Salad นิซวสสลัด สลัดแบบฝรั่งเศสที่มีวัตถุดิบอย่าง ผักคอส ไข่ต้ม มันฝรั่ง มะกอกดำ ถั่วแขก และทูน่า ราดด้วยน้ำสลัดวินิเกรทแบบใส มอบความสดชื่นรับเช้าวันใหม่ได้อย่างลงตัว Duo Club Sandwich ขนมปัง 2 สีจากส่วนผสมของข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ให้สีม่วงและแครอตผสมปาปริก้า ที่ให้สีส้มประกอบกันเป็นแซนด์วิชสอดไส้ด้วยไข่ เบคอน มะเขือเทศ ผักโรเมนและมายองเนส

Roasted Chicken & Egg Spinach Riceberry Bread ขนมปังจากแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่สอดไส้ด้วยไก่อบ ไข่ต้มและผักโขมผัด ปิดท้ายด้วย Pumpkin Muffin มัฟฟินฟักทองเนื้อนุ่มรสชาติหอมหวานจากเนื้อฟักทองและแป้งสูตรพิเศษ อร่อยยิ่งขึ้นด้วยเมล็ดฟักทองอบและวอลนัตกรุบกรอบที่อยู่ด้านใน เป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นสำหรับคนรักสุขภาพ 

อร่อยได้ใจ ราชาลูกชิ้น เท็กซัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567379

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

อร่อยได้ใจ ราชาลูกชิ้น เท็กซัส

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

ใครที่ผ่านไปผ่านมาตลาดโต้รุ่งโชคชัย 4 ลาดพร้าว รับรองว่าต้องคุ้นเคยกับร้านนี้เป็นอย่างดี “ราชาลูกชิ้น เท็กซัส” ร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีทีเด็ดอยู่ที่ลูกชิ้นโดยเปิดขายมาได้เกือบจะ 40 ปีแล้ว

จากจุดเริ่มต้นที่เปิดขายเพียงก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อน้ำใส ที่ทำลูกชิ้นเองไม่ผสมแป้งแต่อย่างใด เคี้ยวหนึบหนับดีชะมัด แถมยังขายดิบขายดีจนเป็นร้านประจำของคนชอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส โดยเริ่มขายตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมง ยาวไปจนถึง 5 ทุ่ม

มาถึงวันนี้ร้านได้ขยับขยายเอาใจคนชอบกินเส้น ด้วยการเปิดขายทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และก๋วยเตี๋ยวหมู ทั้งน้ำข้นและน้ำใส ทีเด็ดยังอยู่ที่ลูกชิ้นทั้งลูกชิ้นเนื้อสูตรดั้งเดิม และลูกชิ้นหมูล้วนที่อร่อยไม่แพ้กัน แถมยังเพิ่มระยะเวลาขายให้อร่อยกันได้ทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้ายาวไปจนถึง 5 ทุ่ม เรียกว่าจะได้อิ่มอร่อยกันเกือบทั้งคืน

นอกจากนี้ ยังมีเกาเหลาที่สั่งได้ทั้ง เนื้อและหมู ทั้งน้ำข้น และน้ำใส อ้อ…เกือบลืมบอกไปว่าร้านนี้เขามีแค่เนื้อสดเท่านั้น ไม่มีเนื้อเปื่อย หรือนานาเครื่องในให้สั่งกันนะครับ แต่แค่นี้ก็อร่อยแล้ว

อีกอย่างแม้ลูกชิ้นจะไม่ได้ทำเองเหมือนแต่ก่อน แต่ก็สั่งมาจากร้านดังย่านเยาวราชซึ่งเป็นสูตรที่ใกล้เคียงกับสูตรเดิม ซึ่งอร่อยได้ใจเหมือนกัน

ว่างๆ ก็ลองแวะไปชิมกันดูนะครับ ร้านตั้งอยู่ตรงตลาดโต้รุ่ง โชคชัย 4 ลาดพร้าว เปิดขายตั้งแต่เวลา 06.30-23.00 น. (หยุดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สิ้นเดือน) 

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ ร้านอาหารสุดหรูคู่ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567377

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ ร้านอาหารสุดหรูคู่ทะเล

เรื่อง ภาดนุ ภาพ C&K

เมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนแหลมพันวาของภูเก็ต นอกจากการชมวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลสีคราม และสูดอากาศสดชื่นริมทะเลแล้ว ตกเย็นก็ต้องมองหาร้านอาหารสุดหรูดินเนอร์สักหน่อย ถึงจะเป็นทริปพักผ่อนที่คุ้มค่า

ถ้าเช่นนั้นเราขอแนะนำ ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ (Top of The Reef Restaurant) ห้องอาหารฝรั่งเศส ที่ให้บริการอาหารมื้อค่ำสุดหรู ซึ่งป้ายของห้องอาหารเขียนบอกไว้เลยว่า “Please Dress Smart Casual” เพื่อบอกให้ลูกค้ารู้ว่า หากมารับประทานอาหารที่นี่ ต้องแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยและดูดีนะ

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ เปิดให้บริการมา 30 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2531) โดยเปิดพร้อมๆ กับโรงแรมเคปพันวา ตัวห้องอาหารตั้งอยู่บนยอดเขาเหนือแนวปะการังของแหลมพันวา ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นเรียบหรู มีทั้งโซนอินดอร์และเอาต์ดอร์ ด้านในเน้นโทนสีขาวประดับด้วยภาพวาดสีสดใส ส่วนด้านนอกเน้นความร่มรื่นของไม้ประดับ ให้อารมณ์เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสวน สามารถนั่งชมวิวทะเลอันดามันได้อย่างชัดเจน

อัสรี พันธุ์ฉลาด ผู้จัดการห้องอาหาร บอกว่า ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ มีเมนูให้อิ่มอร่อยมากมาย อาหารที่เสิร์ฟจะเป็นสไตล์ฝรั่งเศส ที่นำอาหารทะเลมาเป็นวัตถุดิบในเมนู ลูกค้าสามารถเข้ามารับบริการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. รวมทั้งสามารถมานั่งชิม ชิล ฟังเสียงเปียโนเล่นสดได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. (ยกเว้นวันอังคาร)

จานแรกที่แนะนำคือ Lobster Medallions with Asparagus & Tomatoes, Curry Cream Sauce จานนี้หน้าตาสวยงามน่ากินมาก กุ้งล็อบสเตอร์หั่นชิ้นมาพอดีคำจัดวางเรียงรอบๆ หน่อไม้ฝรั่ง เสิร์ฟพร้อมครีมซอสสูตรพิเศษ

ต่อด้วย Rib Eye Steak With Red Wine Sauce ริบอายสเต๊กคือเนื้อระหว่างสันในและสันนอก เป็นเนื้อเกรดเอนำเข้าจากออสเตรเลียชิ้นโตๆ ราดด้วยซอสไวน์แดงตกแต่งด้วยมันฝรั่ง บร็อกโคลี่ และแครอตต้มผัดเนย เนื้อนุ่ม ไม่เหนียว น่าลิ้มลอง

ถัดมาคือ Grilled Fillet Of Lamb With Onion Sauce เนื้อแกะที่นำไปกริลแล้วนำมาสไลซ์ จัดวางมาพร้อมเครื่องเคียงอย่างมันฝรั่ง บร็อกโคลี่ และแครอตต้มผัดเนยเนื้อด้านในกริลแบบมีเดียมแรร์สีออกแดงเรื่อๆ บ่งบอกถึงความสดของเนื้อ ตัดกับซอสหัวหอมสีขาวครีม ทำให้เนื้อดูน่ากินมากยิ่งขึ้น ไม่ได้สวยแค่หน้าตา แต่รสชาติยังอร่อยนุ่มลิ้นด้วย

อีกหนึ่งเมนูที่คนรักอาหารทะเลไม่ควรพลาด Saute Tiger Prawns With Sweet Basil Sauce กุ้งลายเสือขนาดใหญ่ นำมาผัดขลุกขลิกกับซอสเบซิล หอม อร่อยจนหยุดไม่อยู่

ปิดท้ายด้วยของหวานที่ไม่ควรพลาด Pineapple Alaska นอกจากหน้าตาที่ชวนชิมแล้ว วิธีการทำก็พิถีพิถัน โดยการนำสับปะรดภูเก็ตมาผ่าซีก คว้านเนื้อสับปะรดมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้ววางลงไป ตามด้วยไอศกรีมวานิลลา ตีไข่ขาวโปะด้านบน โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง แล้วนำไปอบด้วยความร้อนสูง ชิมแล้วได้รสหวานจากเนื้อไอศกรีมและไอซิ่ง ตัดกับรสอมเปรี้ยวของเนื้อสับปะรด อร่อยมาก

นอกจากเมนูที่แนะนำแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย อ้อ! ขอบอกนิดนึงว่า กุ้งมังกรที่ห้องอาหารเลือกใช้ในเมนูนั้น ต้องมีน้ำหนัก 7 ขีดตามมาตรฐานทุกตัวเชียวละ (ราคาอาหารเริ่มที่ 220 บาท++)

ท็อป ออฟ เดอะ รีฟ อยู่ด้านในสุดของโรงแรมเคปพันวาภูเก็ต เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. โทร. 076-391-123 หรือ http://www.capepanwa.com 

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เต้าหู้พะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567382

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เต้าหู้พะโล้

เรื่อง : สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ : cookool studio

ฉบับนี้อยู่ในช่วงเทศกาลกินเจพอดี จึงอยากชวนมาพุ้ยข้าวต้มกันด้วยอาหารเจที่ทำได้ง่ายที่บ้าน ผู้เขียนเพิ่งได้มีโอกาสไป จ.ตรัง มาในช่วงวันแรกๆ ของการกินเจ เห็นผู้คนที่จะเข้าสู่ช่วงการรับประทานเจนั้นเขาจะเริ่มต้นด้วยการเข้าไปสักการะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองตรัง สวมเสื้อคอจีนและกางเกงขาก๊วยสีขาวเข้าไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสมือนเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์พร้อมเข้าสู่การกินเจ ทำให้เข้าใจเลยว่ามีผลต่อความมุ่งมั่นของแต่ละบุคคลที่ปฏิญาณตนงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ ยิ่งไปพร้อมกันหลายๆ คน ยิ่งเสริมความมุ่งมั่นแรงใจให้ครองตน “ไม่หลุดเจ” ได้เป็นอย่างดี เข้าใจถึงประเพณีที่คนโบราณคิดขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบายในการทำบุญใหญ่ในครั้งนี้

จริงๆ ผู้เขียนไม่เคยกินเจเลย เพราะอยู่ในครอบครัวใหญ่อาจทำให้การเตรียมอาหารนั้นยุ่งยากด้วยเพราะคนอื่นๆ ในบ้านไม่ได้รับประทานเจกัน แต่ถ้าเห็นอาหารเจ อาหารมังสวิรัติ ผู้เขียนมักจะรับประทานเป็นมื้อๆ ไปเพื่อความสะดวกและสบายใจ

สมัยเด็กๆ การกินเจน่าเบื่อและยากกว่าปัจจุบันมากในความคิดของผู้เขียน เพราะกับข้าวจะซ้ำๆ ด้วยความที่โลกหมุนเร็วขึ้น เทคโนโลยีของอาหารก้าวหน้าขึ้นพอๆ กับเทคโนโลยีด้านอื่นๆ เราจึงเห็นอาหารเจที่ทำขึ้นมาอย่างแปลกแหวกแนวขึ้น ทั้งกุ้งเจ เป็ดเจ ลูกชิ้นเจ อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ที่อาจจะทำให้เกิดความบันเทิงกระเพาะมากขึ้นในช่วงกินเจ เช่นวันก่อนได้ชิมเป็ดย่างเจถึงกับตะลึง ว่าคล้ายอกเป็ดอยู่พอสมควร คิดว่าทำจาก หมี่กึง หรือกลูเตนที่เป็นโปรตีนจากแป้งสาลีเอามาขึ้นรูป แต่งสีและกลิ่นรมควันนิดๆ เพื่อให้คล้ายเป็ดย่าง เกือบหลอกผู้เขียนได้แล้วเชียว

แต่ถ้าคนที่รับประทานเจอย่างเคร่งครัด เขาจะไม่สนใจของเทียมที่ทำขึ้นมาในช่วงเจเลย เรียกว่าไม่ให้เอ่ยชื่อเนื้อสัตว์ในมื้อนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งแหล่งโปรตีนหลักๆ คือ โปรตีนจากถั่วเหลืองอย่างเต้าหู้ชนิดต่างๆ โปรตีนจากแป้งสาลีที่บอกไปแล้วว่าคือหมี่กึง และโปรตีนเกษตรจากกากถั่วเหลืองแปรรูป เขากินแค่นี้กันจริงๆ แล้วแถมด้วยผักอีกนานาชนิด

ฉบับนี้ผู้เขียนขอเกาะกระแสอาหารเจด้วยสูตรเต้าหู้พะโล้ ที่ผู้เขียนดัดแปลงมาจากสูตรเต้าหู้พะโล้ในก๋วยเตี๋ยวหลอดสูตรประจำของตัวเอง ปกติสูตรนั้นมีทั้งกระเทียม ผักชีซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของต้องห้ามในช่วงกินเจ แม้ว่าจะเป็นพืชผักก็ตาม ด้วยเพราะผักทั้งสองชนิดนี้มีกลิ่นแรง ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนถือว่ามีคุณสมบัติในการกระตุ้นร่างกาย จึงขอให้ละเว้นในช่วงกินเจ ผู้ใหญ่มักจะบอกเสมอว่ากินไม่ได้ กินแล้วจะเหนื่อยในช่วงกินเจ อันนี้คงเป็นความเชื่อที่สืบต่อมา ผู้เขียนเลือกใช้เป็นหัวไชโป๊สับละเอียดและก้านขึ้นฉ่ายเพื่อเพิ่มความหอมและรสชาติให้กับน้ำพะโล้ ซึ่งค้นหาข้อมูลมาแล้วว่าขึ้นฉ่ายแม้ว่าจะมีกลิ่นแต่ไม่มีฤทธิ์กระตุ้นร่างกาย จึงถือว่าเป็นอาหารเจ

ปกติเต้าหู้พะโลใน “ชอ” หรืออาหารปกตินั้นต้องเพิ่มความหอมในน้ำพะโล้ด้วยปลาหมึกแห้งแช่น้ำหรืออาจจะเติมกุ้งแห้งลงไปด้วย แน่นอนว่าเราต้องตัดทิ้งทั้งหมด จึงเลือกเป็นเห็ดหอมแช่น้ำเอาไปผัดให้เหลืองจะช่วยเพิ่มความหอมละมุนให้เต้าหู้พะโล้ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนน้ำแช่เห็ดหอมนี่ขาดไม่ได้นำมาตุ๋นเต้าหู้จะทำให้ได้รสดีขึ้นกว่าใช้น้ำเปล่า

เครื่องปรุงอื่นๆ ถือเป็นมาตรฐานที่ทุกบ้านต้องมี ความอร่อยต้องยกให้ผัดอย่างใจเย็น คลุกเคล้าให้ผงพะโล้และพริกไทยขาวไม่ปร่า เคี่ยวให้น้ำตาลปี๊บหอมไปพร้อมๆ กับเครื่องผัดก่อนเติมเต้าหู้และน้ำแช่เห็ดหอม ตุ๋นที่ความร้อนกำลังพอเหมาะ อย่าให้เดือดแรงมิเช่นนั้นเต้าหู้จะแหลกได้

ส่วนเต้าหู้ เป็นองค์ประกอบหลักที่เป็นส่วนสำคัญให้ความอร่อย เลือกเต้าหู้ขาวแบบแข็งปานกลางจะได้เนื้อสัมผัสที่ตรงใจผู้เขียนที่สุด เต้าหู้แผ่นแบบแข็งเกินไปจะทำให้ตุ๋นแล้วกระด้าง เหมาะสำหรับนำไปพะโล้เพื่อใช้เป็นไส้เปาะเปี๊ยะสด สำหรับสูตรนี้เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวต้ม แนะนำให้เลือกเต้าหู้แผ่นแข็งปานกลางจะตุ๋นออกมาได้อร่อยที่สุด สำหรับเต้าหู้แบบอ่อนใช้ไม่ได้เลยกับสูตรนี้ เวลาไปตลาดให้มองหาเต้าหู้ห่อใบตองแบบนั้นจะอร่อยที่สุด 

เมนูลูกผสม กิมจิ+อีสาน ผสานความแซ่บนัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/567380

  • วันที่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 11:22 น.

เมนูลูกผสม กิมจิ+อีสาน ผสานความแซ่บนัว

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

อาหารเกาหลีขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารสุขภาพ ที่ให้รสชาติที่กลมกล่อม ในขณะที่อาหารอีสานสร้างชื่อในเรื่องของความแซ่บนัว และยังได้กลิ่นอายของวัตถุดิบพื้นถิ่น เมื่อนำเมนูทั้งสองมาอยู่ร่วมกันจนกลายเป็นมิติใหม่แห่งวงการอาหารที่คุณต้องลิ้มลอง

หลังจากประสบความสำเร็จจาก อันยองปูดอง สูตรปูดองจากเกาหลีที่ใช้ซีอิ๊วดองแทนน้ำปลา ได้รับการยอมรับจากโลกโซเชียลอย่างล้นหลามเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้ จุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา หลานสาวคนเก่งของนักชิมรุ่นเก๋าอย่าง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา และเพื่อนร่วมหุ้น ต่อยอดด้วยการเปิดเป็นร้านอาหารฟิวชั่นสไตล์อีสาน-เกาหลี ที่มีเมนูส่วนใหญ่รสชาติจัดจ้านแบบภาคอีสานของบ้านเรา ผสมผสานกับเอกลักษณ์อาหารเกาหลีที่อร่อย แปลกใหม่ ทว่าคุ้นเคยและลงตัว

“ต้องย้อนกลับไปที่อันยองปูดองเลยค่ะ ที่มันเริ่มมาจากเพื่อนซื้อปูดองจากเกาหลีมาให้หุ้นส่วนในร้านลองชิม เราว่าก็อร่อยนะ แต่มันยังไม่สุด จนกระทั่งวันหนึ่งได้ดูซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง You Who Came from the Stars แล้วมีฉากที่นางเอกกินปูดอง เห็นแล้วฟิน เราก็เลยลองเอามาขายดูบ้าง จนได้รับเสียงตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ เราก็เลยมานั่งคุยกันว่าเราน่าจะเปิดร้านขายกัน ก็เลยเป็นที่มาของร้านนี้ค่ะ”

จากนั้นพวกเธอก็ลองผิดลองถูกกับอาหารเกาหลี มาผสมผสานกับความจัดจ้านของอาหารอีสานในบ้านเราอยู่ 1 ปีเต็มๆ จนได้อาหารฟิวชั่นสไตล์อีสาน-เกาหลี ที่อร่อยแบบที่คนไทยที่ได้ลองแล้วชื่นชอบ ไม่เว้นแม้แต่ชาวเกาหลีที่แวะมาลิ้มลองก็ชื่นชอบไม่แพ้กัน

“หุ้นส่วนทุกคนเป็นคนชอบลองชิม ลองกินกันอยู่แล้ว เราลองกันอยู่นานเป็นปีที่คัดออกไปก็เยอะ เหลือไว้เพียงแค่ 7-8 เมนู เหตุที่เรานำอาหารเกาหลีมาร่วมกับอาหารอีสาน คือเราไม่อยากเปิดร้านอาหารที่เขามีขายกันอยู่แล้ว อีกอย่างคนไทยส่วนใหญ่ก็ชอบอาหารเกาหลี และอาหารอีสาน แล้วด้วยความแซ่บของอาหารมันก็เข้ากับทุกเมนู กินง่ายโดยไม่รู้สึกว่าแปลกอีกด้วยค่ะ

อาหารทั้งสองอย่างมีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีวัตถุดิบที่โดดเด่นทั้งสองอย่าง เวลาที่เรากินอาหารเกาหลี กลิ่นของเขาเราก็จะรู้เลยว่าเป็นอาหารเกาหลีแน่นอน อย่างอาหารอีสานก็เหมือนกัน โอ้ยยยย แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าเป็นอาหารอีสาน คือของแซ่บแน่นอน ตอนแรกก็คิดเหมือนกันว่ามันจะเข้ากันได้หรือ แต่ปรากฏว่ามันได้รสชาติที่ถูกปากคนไทย แม้แต่คนเกาหลีที่มาลองก็ชอบเหมือนกันค่ะ”

เริ่มต้นเมนูแรกอันเป็นการกระตุ้นน้ำย่อยด้วย ส้มตำกิมจิปูทะเลไข่ดอง เมนูยอดฮิตของคนไทยมาผสมผสานกับเอกลักษณ์ความเป็นเกาหลี เริ่มด้วยการนำมะละกอและแครอตตำกับกิมจิเกาหลี ซึ่งให้รสชาติเปรี้ยวและสามารถใช้แทนมะนาวได้ เสิร์ฟมาพร้อมกับปูทะเลไข่ดอง ที่ดองด้วยสูตรต้นตำรับจากประเทศเกาหลี โดยคัดสรรปูทะเลของไทยตัวใหญ่เนื้อแน่นนำมาดองพร้อมกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของปลาร้า แซ่บนัวถึงใจ

อย่าลืมเรียกหาเมนูหนักท้องขึ้นมาหน่อย อย่าง ข้าวผัดกิมจิกระทะร้อน ข้าวผัดสไตล์เกาหลีกับซอสสูตรเฉพาะของทางร้านพร้อมกับใส่กิมจิของเกาหลี ท็อปปิ้งด้วยหมูส้มที่ผ่านกรรมวิธีการทำแบบอีสาน พร้อมด้วยไข่ และสาหร่ายเกาหลี เวลาเสิร์ฟจะเพิ่มความหอมด้วยการใส่เนยลงไปในก้นชาม และเพื่อให้ได้รสชาติต้องคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน จะได้ความอร่อยที่กลมกล่อม พร้อมได้กลิ่นหอมของเนยซึ่งนอกจากหมูส้มคุโรบูตะ ยังมีหน้าโคขุนแดดเดียว หน้าปลาสลิด และหน้าปูนิ่มทอดให้เลือกลิ้มลองกันอีกด้วย

ต่อด้วย ยำมะม่วงสับปะรดกิมจิกุ้งสด มะม่วงแก้วขมิ้นนำมาสับ ปรุงรสด้วยน้ำยำรสแซ่บ พร้อมด้วยสับปะรดที่มาเพิ่มความหวาน และกิมจิที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แล้วยังมีกุ้งแช่น้ำปลามาร่วม นำมาคลุกเคล้าจนเข้ากัน อร่อยได้โดยไม่ต้องสงสัย

ตบท้ายด้วย ลาบมาม่าเกาหลี เส้นมาม่าของเกาหลี ที่จะมีเส้นใหญ่ และนุ่มลิ้น นำมาลวกแล้วปรุงรสด้วยลาบหมูแบบอีสานที่ให้รสชาติจัดจ้าน ได้กลิ่นหอมของสะระแหน่ และข้าวคั่ว ที่สุด เป็นการปิดท้ายมื้อที่สุดพิเศษเชียวละครับ

ร้านโซล จู ปูดอง โครงการเจ อเวนิว ทองหล่อ 15 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา11.00-22.00 น. โทร.09-0959-6565 

Mensooree Okinawa (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566800

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 12:18 น.

Mensooree Okinawa (3)

สัปดาห์นี้เรายังอยู่กันที่โอกินาว่า วันนี้จะพาทุกท่านไปเยี่ยมชมแลนด์มาร์คอันดับหนึ่งของเกาะโอกินาว่า ตั้งอยู่บริเวณ Ocean Expo Park ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดงาน Expo 75 นิทรรศการด้านความก้าวหน้านานาชาติ ที่จัดขึ้นในปี 1976 เพื่อรำลึกถึงการส่งมอบโอกินาว่าคืนให้กับประเทศญี่ปุ่นในปี 1972 หลังจากที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเข้ามาควบคุมดูแลหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้เข้าร่วมงานจาก 37 ประเทศ โดยภายในงานมีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านสมุทรศาสตร์ สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล และวัฒนธรรมของหมู่เกาะต่างๆ ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้คำขวัญการจัดงานว่า The sea we would like to see และหลังจากจบงาน Expo แล้ว ก็ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนที่นี่สักเท่าไร ทางการโอกินาว่าจึงตัดสินใจสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งใหม่ เพื่อหวังจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่พร้อมกับเฉลิมฉลองการครบรอบ 30 ปีของการคืนอธิปไตยโอกินาว่ากลับสู่ประเทศญี่ปุ่นด้วย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ปี 2002 ประกอบไปด้วยโซนต่างๆ มากมาย การจะเที่ยวให้ครบทุกแห่งต้องใช้เวลาเกือบทั้งวัน แต่เรามีเวลาไม่มาก เลยเลือกเก็บเฉพาะตัวไฮไลต์เด่นๆ

หากหยิบยกสถานที่เที่ยวในโอกินาว่าขึ้นมา หนึ่งในไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยือนคือ Okinawa Churaumi Aquarium หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูระอุมิ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณสถานที่จัดงานเอ็กซ์โปเดิม ขออธิบายความหมายของชื่อสถานที่แห่งนี้กันสักหน่อย คำว่า ชูระ Chura เป็นภาษาถิ่นของโอกินาว่าหมายถึง ความใสสะอาด บวกกับ อุมิ Umi ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ทะเล รวมกันเป็น ทะเลที่ใสสะอาด อย่างที่เราเห็นมาตลอดทางนั่นเอง สิ่งที่ทำให้ Churaumi Aquarium ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก็มาจากภาพที่คุ้นตาคือบริเวณ Kuroshio Sea หรือตู้ปลาขนาดใหญ่ ความจุ 7,500 ลูกบาศก์เมตร ความลึก 10 เมตร ครองตำแหน่งตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาระยะหนึ่ง ก่อนจะหล่นมาอยู่ลำดับ 3 ในปัจจุบัน เพราะโดน Georgia Aquarium และ Dubai Mall Aqaurium แซงหน้าไปไกลหลายขุม พระเอกของที่นี่คือ ฉลามวาฬและกระเบนราหู ที่แหวกว่ายอวดสายตาแก่นักท่องเที่ยว เป็นโชคดีของเราที่ไปเที่ยวตอนจังหวะเวลาให้อาหารฉลามวาฬกันพอดี จึงได้เก็บภาพหายากมาฝากทุกท่าน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกของผมที่เห็นฉลามวาฬกินอาหารเหมือนกัน เดินเล่นด้านในชมโลกใต้น้ำกันจนเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาไปชมโชว์ปลาโลมาที่ OKI-CHAN Theater ซึ่งอยู่ติดริมทะเล เรารีบไปจับจองหาที่นั่งมุมมองดีๆ ถึงเวลาก็มีเหล่าโลมาแสนรู้ออกมาโชว์ความฉลาดและน่ารัก อย่างกระโดดลอดห่วง ว่ายน้ำส่งของ โชว์ลีลาประกอบเพลง เรียกเสียงตบมือจากเหล่านักท่องเที่ยวได้ตลอดการแสดง เจ้าหน้าที่ที่มาดูแลพวกเราให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า OKI-CHAN Theater มาจากโลมาตัวหนึ่งชื่อ OKI-Chan ที่เปิดการแสดงตั้งแต่รอบแรกของการโชว์ และยังคงแสดงอยู่จนถึงปัจจุบัน

พอชมการแสดงจบก็ได้เวลาอาหารพอดี อาหารมื้อนี้ขอลิ้มรสเมนูพื้นเมืองที่มีชื่อว่า Chanpuru ที่มาคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งเมนู Chanpuru พวกนี้มีความหมายว่า ผสมรวมกัน ในภาษาอินโดนีเซีย อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนที่แล้ว โอกินาว่าเป็นสถานีการค้ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก จึงได้รับวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศรวมทั้งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน เมนูนี้เชื่อว่าคนไทยต้องคุ้นหน้าคุ้นตาและคุ้นลิ้นอย่างแน่นอน เพราะหน้าตามันคือผัดผักรวมกับเต้าหู้ดีๆ นี่เอง เนื่องจากส่วนผสมหลักของอาหารจานนี้จะเป็นผักชนิดใดก็ได้นำไปผัดกับเต้าหู้และเนื้อสัตว์ และเมนู Chanpuru ที่ขึ้นชื่อที่สุดของโอกินาว่าก็คือ Goya Chanpuru หรือมะระผัดเต้าหู้ แต่สำหรับมื้อนี้สายตาแอบเหลือบไปเห็นชื่อเมนู Fuu Chanpuru คืออะไรหว่า! เดาไม่ออกเลย ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่มากับเราก็ไม่รู้จัก เอาล่ะสิ! ถ้าเป็นพวกผักแปลกๆ มานี่แย่เลย แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ต้องลองชิมทุกอย่าง คำแรกให้สัมผัสและรสชาติเหมือนฟองเต้าหู้มาก ลองสืบค้นกับอากู๋ดูก็พบว่า Fuu เป็นโปรตีนแห้งชนิดหนึ่งซึ่งผลิตจากธัญพืช คงคล้ายๆ กับโปรตีนในอาหารเจของบ้านเรากระมัง ระหว่างทานไปสะดุดตากับขวดเครื่องปรุงรสที่เจ้าหน้าที่กำลังเหยาะใส่ชามโซบะ มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ และพริกสีแดงลอยอยู่เต็มขวดคล้าย น้ำปลาพริก หรือน้ำส้มพริกดอง แต่ได้กลิ่นชวนเมาโชยมาคงไม่น่าใช่ สอบถามได้ความว่าเครื่องปรุงรสชนิดนี้คือ Koregusu ทำจากพริกโอกินาว่าดองกับเหล้า Awamori เป็นหนึ่งในเครื่องปรุงยอดนิยมของโอกินาว่านิยมใส่ในโอกินาว่าโซบะ เพื่อเพิ่มรสเผ็ดจัดจ้าน ด้วยความอยากรู้เลยขอลองชิมสักนิด บอกได้คำเดียวว่า เผ็ดจริง ไม่เคยคิดเลยว่าพริกในญี่ปุ่นจะเผ็ดขนาดนี้ แต่ที่มากกว่าความเผ็ดก็คือกลิ่นเหล้านี่แหละ กลิ่นเข้มข้นจนจินตนาการได้ว่าถ้าใส่ไปเยอะต้องมีเมากันแน่

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายของวันนี้ เราแวะไปที่Mihama American Village ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหาด Chatan มองเห็นชัดเจนแต่ไกล เพราะตรงทางเข้ามีชิงช้าสวรรค์ตัวใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า สามารถขึ้นไปนั่งชมวิวกันได้ ที่นี่เป็นแหล่งรวมความบันเทิงขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะโอกินาว่า ภายในหมู่บ้านมีลักษณะคล้ายศูนย์การค้ากลางแจ้ง ประกอบด้วยร้านค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ลานโบว์ลิ่ง และโรงแรมที่พักภายใต้บรรยากาศแบบอเมริกัน จนลืมไปเลยว่ากำลังเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น อันที่จริงโอกินาว่าก็ดูไม่ญี่ปุ่นอยู่แล้วแต่ที่นี่ยิ่งดูไม่ใช่ญี่ปุ่นมากกว่าอีก สถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของทหารอเมริกัน เนื่องจากเกาะโอกินาว่าถูกใช้เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออเมริกัน จนถึงช่วงที่คืนเกาะโอกินาว่าให้กับญี่ปุ่น อเมริกาได้ถอนทหารกลับไปเยอะ พื้นที่แห่งนี้จึงถูกพัฒนาต่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและได้รับความนิยมจากทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ สุดทางด้านตะวันตกเป็นแนวระเบียงเลียบชายหาดชาตันมีร้านอาหารตั้งเรียงรายอยู่ไม่น้อย เหมาะสำหรับนั่งกินข้าวพร้อมชมบรรยากาศชายหาด หรือจะเดินเล่นถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตก ทั้งงดงามและโรแมนติกเป็นอย่างมาก จึงเป็นสถานที่นิยมสำหรับคู่รักมาออกเดทด้วยเช่นกัน

เดินเที่ยวชิลชิล @ รีนาเชนเต กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566775

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

เดินเที่ยวชิลชิล @ รีนาเชนเต กรุงโรม

โดย มิยาโตะ

ชวนมาเดินเที่ยวห้างที่ไม่ธรรมดา รีนาเชนเต ณ กรุงโรม ต้นแบบของห้างสรรพสินค้าในฝัน ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความงดงามทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งที่มีมนต์เสน่ห์ เอกลักษณ์ของสโตร์และร้านค้า นอกจากนี้ยังรวบรวมคอลเลกชั่นชั้นนำของโลก ที่สุดของด้านแฟชั่น บิวตี้แคร์ ความสวยงาม ดีไซน์ และอาหาร

รีนาเชนเต กรุงโรม เปิดประตูต้อนรับนักช็อปไปเมื่อเกือบขวบปีที่ผ่านมา (วันที่ 12 ต.ค. 2560) เป็นแฟล็กชิปสโตร์ของ รีนาเชนเตแห่งที่ 2 บริเวณใจกลางกรุงโรม ต่อจากเมืองมิลาน ห้างสรรพสินค้าที่เติมเต็มประสบการณ์ช็อปปิ้งให้มีชีวิต และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักช็อปแห่งใหม่ ที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก จะมุ่งมั่นมาช็อป หรือมุ่งมั่นมาเดินเที่ยวเล่นชิลชิล ก็ได้ทั้งนั้น

ห้างรีนาเชนเต แวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญของกรุงโรม ประเทศอิตาลี บนถนน เวีย เดล ตริโตเน (Via Del Tritone) แวดล้อมด้วยน้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain) น้ำพุที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก และปาซซา ดิ สปานยา (Piazza di Spagna) หรือย่านบันไดสเปน จัตุรัสอันเป็นที่ตั้งของบันไดที่กว้างและยาวที่สุดในทวีปยุโรป

ตัวห้างเองนั้น โดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากทุกแห่ง อย่างเช่น ความเป็น “ตึกในตึก” หรือการสร้างอาคารคร่อมตัวอาคารเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง (Building Inside a Building) ที่เรียกว่า “พาลาเซ็ตโต้” (Palazzetto) เนื่องด้วยอาคารที่กอปรขึ้นเป็นห้างรีนาเชนเตนั้น มีลักษณะเป็น 3 อาคารเดิม 2 อาคารเป็นตึกที่อยู่อาศัยทั่วๆ ไป ซึ่งมีการทุบและออกแบบสร้างใหม่ ขณะที่อาคารที่ 3 เป็นปราสาทเก่าขนาดเล็กของขุนนางในอดีต อายุนับร้อยปี จึงเป็นสิ่งที่ทางห้างต้องการอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้เข้ากับบ้านเมืองที่สวยงามและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ จึงคงสภาพอาคารเก่าแก่ไว้ แล้วสร้างตึกใหม่มาครอบให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน

ตัวโถงอาคารมีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องกระทบทุกชั้นอย่างทั่วถึง ด้านฟาซาด (Facade) ที่เป็นองค์ประกอบของอาคาร (เปลือกหุ้มอาคาร) ออกแบบโดย วินเซนต์ ฟาน ดุยเซน ประกอบด้วยกระจกสี่เหลี่ยม 96 แผ่น และ 7 ดิสเพลย์วินโดว์ โดยเฟรมของดิสเพลย์เป็นสีบรอนซ์วาว ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความร่วมสมัย (Contemporary) รวมประวัติศาสตร์ดั้งเดิมและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล บริเวณรูฟท็อป (Rooftop) ชั้น 6 ของห้าง ยังมองเห็นสุนทรียภาพของวิวทิวทัศน์สถาปัตยกรรมรอบกรุงโรมได้อย่างสวยงาม ถือเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ไม่เพียงปราสาทเก่าแก่ที่ห้างรีนาเชนเตอนุรักษ์เอาไว้ ในบรรดา 7 ชั้นของห้าง ซึ่งแต่ละชั้นถูกออกแบบให้เกิดความแตกต่างในความเป็นห้างหนึ่งเดียว โดยนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่แตกต่างกัน ณ บริเวณชั้นใต้ดิน (Basement) ออกแบบโดย 1+1=1 architects – เคลาดิโอ ซิลเวสตริน และจูเลียนา ซัลมาโซ โดยระหว่างกำลังก่อสร้าง ทางห้างได้ขุดพบ อควา เวอร์โก้ (Aqua Virgo Aqueduct) สะพานส่งน้ำสมัยโบราณของโรม อายุ 2,000 ปี ที่ยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

อควา เวอร์โก้ ในอดีตใช้ส่งน้ำไปยังน้ำพุกรานโดเซ (Grandiose) ใจกลางกรุงโรม รวมทั้งน้ำพุเทรวี่ ที่เลื่องลือ ซึ่งห้างรีนาเชนเตได้เก็บรักษาสะพานส่งน้ำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้าง พร้อมทั้งจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร บอกเล่าถึงที่มาของสะพานส่งน้ำ ให้ลูกค้าสามารถนั่งจิบกาแฟที่บาร์เดลล่า รีนา คาเฟ่ด้านข้างๆ พร้อมชมวิวของสะพานส่งน้ำโบราณไปด้วยอย่างผ่อนคลาย

ในชั้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของดีไซน์ซูเปอร์มาร์เก็ต แหล่งรวมนวัตกรรม และแบรนด์ที่ทันสมัยเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน ทั้งโต๊ะอาหาร ห้องครัว ผ้า เครื่องหนัง กระเป๋า ภาพถ่าย การจัดแสงไฟ และอุปกรณ์เทคโนโลยี ท่ามกลางบรรยากาศสีพาสเทล และจัดแสดงสินค้าได้อย่างโดดเด่นสวยงาม นอกจากนี้ ยังมีจุดบริการลูกค้า จุดบริการคืนภาษี (Tax Refund) สำหรับนักท่องเที่ยว และ Exhibition Area โซนจัดแสดงนิทรรศการเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย

ขึ้นบันไดเลื่อนมายังชั้นล่าง (Ground Floor) เป็นที่ตั้งของแผนกจิวเวลรี่ นาฬิกา แว่นกันแดด เครื่องประดับสตรี ออกแบบโดยวินเซนต์ ฟาน ดุยเซน ที่จัดแสดงความเลอค่าของจิวเวลรี่ เครื่องประดับที่หรูหรา และแว่นตา ด้วยการจัดพื้นที่ แสง และเงา ได้อย่างคลาสสิกเหนือกาลเวลา เสมือนเป็นรางวัลหรือประสบการณ์อันเลอค่าของนักช็อป บรรดาแอกเซสซอรี่แบรนด์ดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ปราดา กุชชี่ ชาแนล หรือจะเป็น หลุยส์วิตตอง ที่มาสร้างช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟบริเวณปราสาทเก่าอายุร้อยปีที่ชั้นนี้ ยังได้รับการคัดสรร “ลิมิเต็ด เอดิชั่น” (Limited Edition)มาเป็นพิเศษ หลายชิ้นมีขายอยู่เพียงแห่งเดียว หรือ 1 ใน 5 แห่งในโลกเท่านั้น

ต่อเนื่องมาถึงชั้น 1 ออกแบบโดยวินเซนต์ ฟาน ดุยเซน ในคอนเซ็ปต์ “ความสวยงามที่ไร้ที่สิ้นสุด” เป็นที่ตั้งของแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำ เทรนด์ความงามล่าสุดของบิวตี้แคร์ และน้ำหอมสุดพิเศษ รวมถึงเมกอัพที่เป็นที่โปรดปรานของเหล่าซูเปอร์สตาร์ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น อย่างเช่น ช็อปเครื่องสำอางของแบรนด์รองเท้าชื่อดังจากฝรั่งเศส คริสติยอง ลูบูแต็ง ก็เป็นช็อป 1 ใน 5 ของโลกเท่านั้น หลายคนในโลกนี้ยังไม่เคยรู้ว่า แบรนด์นี้มีเครื่องสำอางสุดเก๋ที่ขายเกลี้ยงแทบทุกรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ด้วยซ้ำ!

เดินเรื่อยๆ มาถึงชั้น 2 ออกแบบโดย Universal Design Studio รวบรวมคอลเลกชั่นสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทั้งรองเท้า ชุดยีนส์ หรือแอกเซสซอรี่ของผู้ชาย การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นผู้ชายในสมัยยุคศตวรรษที่ 20 ของกรุงโรม ซึ่งในส่วนของดิสเพลย์สินค้าออกแบบโดย ฟรังโก อัลบินี สถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบดิสเพลย์สินค้าที่ รีนาเชนเต มิลาน นั่นเอง

ในส่วนของชั้น 3 ยังเป็นชั้นของสุภาพบุรุษ ออกแบบโดย RetailDesign – เปาโล ลุคเชตตา ให้เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชายที่มีสไตล์ พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งแบ่งเป็นห้องต่างๆ เหมือนช็อปอินช็อป เป็นแหล่งรวมแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของผู้ชาย บริเวณตรงกลางเป็นพื้นที่ลอฟต์สำหรับเสื้อผ้าแนวสมาร์ทแคชวล ตกแต่งด้วยฉากกั้นและกราฟฟิกที่ให้บรรยากาศของกรุงโรม มีการจัดแสดงโซนรองเท้ากีฬาอย่างน่าสนใจ พร้อมตกแต่งส่วนเชื่อมต่อ Palazzetto อย่างหรูหรา ให้หนุ่มๆ แวะช็อปชุดชั้นในและบีชแวร์อย่างเป็นส่วนตัว

ตามมาด้วยอีก 2 ชั้นของสุภาพสตรี โดยที่ชั้น 4 เป็นที่ตั้งของแผนกเสื้อผ้าสตรี แบรนด์ลักซ์ชัวรี่ และรองเท้าดีไซเนอร์ ออกแบบโดย อินเดีย มาดาวี เน้นความสง่างามเหนือกาลเวลา การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากกรุงโรม สถานที่แห่งความทรงจำที่สวยสง่าข้ามกาลเวลา การจัดแบ่งพื้นที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัว Palazzetto ตึกในตึกของชั้นนี้ จัดให้เป็นบริเวณโซนรองเท้า โดดเด่นด้วยผิวสัมผัสที่หลากหลายของดิสเพลย์

ขณะที่ชั้น 5 เป็นสินค้าสำหรับผู้หญิง เสื้อผ้าสไตล์โมเดิร์นและร่วมสมัย บาร์เดนิม และรองเท้ากีฬา ออกแบบโดย CLS Architetti เน้นจิตวิญญาณแห่งความร่วมสมัย นำเสนอความคิดสร้างสรรค์รูปแบบ “คอนเทนเนอร์” ชวนให้นึกถึงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของกรุงโรม ประกอบด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย และเพดานที่ได้แรงบันดาลใจจากมหาวิหารแพนธีออน โครงสร้างเหล็กที่เป็นดิสเพลย์สินค้าให้ความรู้สึกร่วมสมัย เติมความน่าสนใจให้กับสินค้าหลากแบรนด์ พร้อมสะท้อนความเป็นแฟชั่นนิสต้าสำหรับวันสบายๆ

ชั้น 6 และชั้น 7 ของรีนาเชนเต กรุงโรม เป็นที่ตั้งของศูนย์อาหาร ร้านอาหารชั้นนำ ฟู้ดฮอลล์ ฟู้ดมาร์เก็ต คาเฟ่ เลานจ์บาร์ ระเบียงสำหรับชมวิว ออกแบบโดย Lifschutz Davidson Sandilands ถือเป็นจุดที่สูงที่สุดของกรุงโรมเมื่อเทียบกับอาคารในบริเวณเดียวกัน ทำให้สามารถชมวิวได้แบบ 180 องศา มองเห็นได้ทั้งมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ส โบสถ์ซานตานเดรีย เดลลเล ฟราตเต วิลลาบอร์เกเซ เห็นไปถึงภูเขามอนเตมาริโอ รวมทั้งกรุงวาติกัน เลยทีเดียว

รีนาเชนเต กรุงโรม เปิดบริการเวลา 09.30-23.00 น. จะช็อปได้เป็นกอบเป็นกำ หรือมาเดินช็อปแบบวินโดว์ช็อปปิ้งก็คุ้ม

‘บ้านศาลาดิน’ สร้างสุขสู่ชุมชนด้วยนวัตวิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566696

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 13:19 น.

‘บ้านศาลาดิน’ สร้างสุขสู่ชุมชนด้วยนวัตวิถี

นาทีนี้ใครๆ ก็เริ่มรู้จัก “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ที่ดำเนินการโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ภายใต้งบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนกันมากขึ้น นั่นเพราะการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกันถึง 3,273 ชุมชนหมู่บ้านทั่วประเทศ ด้วยการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP และดึงเสน่ห์วิถีชีวิตมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน เพื่อก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และนำพาไปสู่การสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนนั่นเอง

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2546 คงต้องยอมรับว่า OTOP หรือโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างมาก สินค้า OTOP ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีรูปแบบที่หลากหลายด้วยการสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่มากยิ่งขึ้น และด้วยความเชื่อว่าเอกลักษณ์และเสน่ห์ของวิถีชีวิตไทย สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นมูลค่าได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดเป็นโครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ขึ้น โดยเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ด้วยนวัตกรรม บวกกับการส่งเสริมการรักษาอัตลักษณ์วิถีชีวิตชุมชนให้คงอยู่อย่างมีคุณค่า

หนึ่งในชุมชนที่มีการพัฒนาเป็นไปตามแนวทางของ OTOP นวัตวิถี ได้อย่างโดดเด่นจนได้รับคัดเลือกให้เป็น “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” ซึ่งมีทั้งหมด 50 ชุมชน นั่นคือ “บ้านศาลาดิน” ชุมชนริมคลองมหาสวัสดิ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

คลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อขุดคลองเสร็จ มีการสร้างศาลาริมคลองไว้ 7 ศาลา หนึ่งในนั้นมีชื่อว่า “ศาลาดิน” จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านทุกวันนี้ และการท่องเที่ยวโดยชุมชนของที่นี่เริ่มจาก กิจกรรมล่องเรือชมสวน

บริเวณจุดขึ้นลงเรือของกิจกรรมล่องเรือ หากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะมีตลาดนัดขายสินค้า OTOP และสินค้าพื้นเมืองหลากชนิด ทำให้กลายเป็นหนึ่งในปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

การล่องเรือชมวิถีชีวิตคนริมคลอง ชมนาบัว และสวนกล้วยไม้ เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนบ้านศาลาดิน เพราะจะได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพสองฝั่งคลอง และจุดแวะจุดแรกก็คือ “นาบัว”

คนที่นี่เล่าให้ฟังว่า “นาบัว” เป็นอาชีพที่ทำกันมานานแล้ว และจุดเด่นของกิจกรรมนี้ก็คือ สามารถทดลองเก็บบัวด้วยตัวเอง และนอกจากจะได้เห็นบรรยากาศอันงดงามแล้ว ยังได้ความรู้ควบคู่กันไปด้วย เพราะว่าคนที่คอยดูแลนักท่องเที่ยว จะเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์โดยตรงกับอาชีพและวิถีชีวิตของคนที่นี่ นอกจากจะได้รู้กรรมวิธีการทำนาบัวแล้ว เราจึงได้รู้อีกว่าหน้าร้อนดอกบัวจะดกมาก ทำให้ขายได้ราคาต่ำกว่าในช่วงหน้าฝนซึ่งบัวจะเสียหายมากและมีผลผลิตน้อยจึงขายได้ราคาดีกว่าช่วงหน้าร้อน

ต่อจาก “นาบัว” จุดแวะต่อไปคือ “บ้านฟักข้าว” ซี่งมีจุดเด่นอยู่ 2 เรื่องคือ ฟัง “แหล่ฟักข้าว” กับเจ้าของบ้าน และ “ชิมฟักข้าว” กันแบบสดๆ แน่นอนว่าผลสีส้มแสดตรงหน้าใครเห็นก็ต้องอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ที่สำคัญเจ้าฟักข้าวที่ว่านี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว หรือแม้กระทั่ง ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าวได้อีกด้วย

แม้ว่าจะเป็นธุรกิจหลักของเจ้าบ้าน แต่ดูเหมือนว่าที่บ้านฟักข้าวแห่งนี้พร้อมที่จะแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ให้แก่ทุกคนที่สนใจ หรืออยากนำไปลองทำที่บ้าน ด้วยความเชื่อเรื่องการแบ่งปัน มากกว่าการแข่งขันซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะพบเห็นได้จากชุมชนท่องเที่ยวที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาพัฒนาชุมชนของตนเอง นั่นก็เพราะว่าเขาเรียนรู้จากที่อื่นมาพัฒนาตนเอง จึงพร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่เคยได้รับให้แก่คนอื่นๆ เช่นกัน ใครได้มาเยี่ยมเยือนจึงมักจะพกพาเอาความอิ่มเอมใจกับประสบการณ์เหล่านี้กลับไปนั่นเอง

หลังจากได้เรียนรู้ประสบการณ์จาก “บ้านศาลาดิน” ทำให้เราค้นพบว่า ความพิเศษของกิจกรรมในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี คืออัตลักษณ์หรือเรื่องราวเฉพาะตัวของแต่ละชุมชน แม้จะคล้ายกันแต่ไม่มีที่ไหนเหมือนกัน เพราะกิจกรรมและสินค้าต่างๆ เกิดขึ้นจากการผสมผสานด้วยการนำทรัพยากรและวิถีชีวิตที่มีอยู่เดิมของผู้คนมาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์ให้แก่ผู้มาเยือน

ตัวอย่างที่บ้านศาลาดิน นอกจากจะได้เรียนรู้วิถีเกษตร กิจกรรมทางน้ำ และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ OTOP แล้ว ยังมีการนำชมสวนกล้วยไม้ อีกหนึ่งอาชีพของคนที่นี่ และเช่นเคยแม้ว่ากล้วยไม้ที่นี่จะไม่ได้สวยงามหรือพิเศษกว่าที่อื่นๆ แต่กลับมีคนมาเยี่ยมชมอยู่ไม่ขาด นั่นเพราะส่วนหนึ่งอาจเป็นด้วยอัธยาศัยไมตรีของเจ้าบ้านที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พร้อมจะเปิดบ้านต้อนรับอย่างยินดี

กิจกรรมปิดท้ายที่ใครต่อใครพากันมาลองแล้วต้องติดใจ นั่นคือการนั่งรถอีแต๋นเที่ยวชมสวนผลไม้ นอกจากเจ้าของสวนจะสร้างความเพลิดเพลินด้วยลีลาการขับรถอีแต๋นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนอีกด้วย เช่นว่า ในสวนผลไม้ไม่จำเป็นต้องปลูกทุกอย่างที่กินผลได้ มีการปลูกต้นทองหลางไว้บังร่มให้ต้นส้ม เพราะต้นทองหลางเป็นไม้ใหญ่เจอน้ำท่วมก็ไม่ตายอีกต่างหาก

หลังจากนั้นก็ได้เวลานั่งชิลชิมผลไม้สดๆ จากสวน พูดคุยกันแบบกันเอง แม้ว่าผลไม้ต่างๆ จะหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป แต่ประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้รับนั้น ต้องบอกว่าพิเศษแบบหาที่ไหนไม่ได้แน่นอน ยิ่งได้รู้ว่า “บ้านศาลาดิน” เป็น 1 ใน 50 “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” ของกรมการพัฒนาชุมชนด้วยแล้ว ทำให้นึกอยากไปเยี่ยมชุมชนอื่นๆ ขึ้นมาเลยทีเดียว

แฟนรายการโลก 360 องศา อย่าลืมติดตามชมจุดหมายใหม่ในสัปดาห์หน้า หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

ถอดรูปนางงาม ‘สงขลา’ คนแก่แต่ยังเก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566668

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

ถอดรูปนางงาม ‘สงขลา’ คนแก่แต่ยังเก๋

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ภายใต้ภาพเมืองเก่าสงขลาที่กำลังตื่น ยังมีภาพในอดีตที่เก่าแก่กว่าอยู่อีกฟากของโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ซึ่งเวลานี้คนท้องถิ่นกำลังผลักดันให้เป็นเมืองมรดกโลก

สืบสกุล ศรีสุข ผู้อำนวยการภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม หนึ่งในหัวหอกที่กำลังขับเคลื่อนสงขลาสู่เมืองมรดกโลก บรรยายให้ฟังว่า บริเวณที่ต้องการยกให้เป็นมรดกโลกไม่ใช่ย่านเมืองเก่าสงขลา “แต่เป็นฝั่งนู้น”

ตอนนี้เขายืนอยู่ด้านหลังโรงสีแดงและกำลังชี้ไปยังแผ่นดินฝั่งตรงข้าม โดยมีทะเลสาบสงขลากั้นกลางไว้

“ฝั่งนู้นเป็นฝั่งเมืองเก่ายุคสมัยที่มุสลิมและจีนปกครองเมืองสงขลา เมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สงขลาจะมีอายุมากกว่า 2,000 ปี โดยในอดีตเส้นทางคมนาคมของโลกจากยุโรปจะผ่านอินเดีย และก่อนที่จะไปถึงเมืองจีนต้องผ่านเมืองท่าสำคัญ 3 เมือง คือ เมืองปีนังและมะละกาทางฝั่งตะวันตก สองเมืองนี้เป็นมรดกโลกแล้ว และอีกเมืองคือ สงขลาอยู่ทางฝั่งตะวันออก ถ้าไทยผลักดันให้สงขลาเป็นมรดกโลกก็จะสร้างความน่าสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเชื่อมโยงมาไทยด้วย”

เมืองสงขลาถูกปกครองมา 3 ยุค เริ่มต้นตั้งแต่ ยุคมุสลิมหรือยุคเขาแดง ปกครองโดยสุลต่านสุไลมาน และครองเมืองนาน 3 เจ้าพระยา ยุคต่อมาคือ ยุคจีนหรือยุคแหลมสม พระเจ้าตากสินมหาราชทรงแต่งตั้งให้ชาวจีนเป็นผู้ปกครอง และครองเมืองนาน 8 เจ้าพระยา และยุคสุดท้าย คือ ยุคไทยหรือยุคบ่อยาง ปกครองโดยคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน เกิดเป็นเส้นทาง 3 วัฒนธรรม มุสลิม จีน ไทย และเชื่อมโยง 3 เมืองเก่ามีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่น่าผลักดันสู่เมืองมรดกโลก

“ยุคแรกที่สุลต่านปกครองเกิดขึ้นเมื่อ 370 กว่าปีที่แล้ว ภายในเมืองนั้นจะเต็มไปด้วยป้อมปราการหรือป้อมปืนเรียงรายไปตามทางเดินบันได 700 กว่าขั้น มีอุโมงค์ต้นไม้หนาทึบ และยอดบนสุดมีเจดีย์ทั้งแบบมุสลิม จีน และพุทธ อยู่ใกล้กัน และยังมีกำแพงเมืองเก่าและคูคลองรอบเมือง จนได้ชื่อว่า เป็นเมืองแห่งป้อมปราการแห่งเอเชียอาคเนย์

จากนั้นยุคจีนปกครอง คนจีนผู้นั้นกลายเป็นต้นตระกูล ณ สงขลา และมีลูกหลานครองเมืองถึง 8 เจ้าพระยา สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในยุคจีน คือ ร่องรอยสถาปัตยกรรมของจีน ทั้งกำแพงแบบจีน เก๋งจีน ประตูจีนวัดจีน ปัจจุบันยังคงมีอยู่เต็มเมือง แต่ตอนนี้สภาพเมืองเก่ากลายเป็นป่าไปแล้ว

หลังจากนั้น เมื่อรัชกาลที่ 3 เห็นว่าเมืองขยายต่อไม่ได้ เพราะหน้าเมืองติดทะเลสาบ หลังเมืองติดภูเขา จึงทรงให้ย้ายเมืองข้ามมาตั้งเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง จากนั้นพระองค์ได้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบ และอพยพชาวบ้านสามวัฒนธรรมให้มาอยู่ในกำแพงเดียวกันเป็นร้อยปีจนถึงปัจจุบัน โดยให้พี่น้องมุสลิมอยู่บริเวณบ้านบน พี่น้องชาวพุทธอยู่แถววัดมัชฌิมาวาส พี่น้องชาวจีนอยู่แถวศาลเจ้า กลายเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่อยู่อาศัยแบบพี่น้องกัน เป็นความสวยงามอย่างลึกซึ้งของสงขลาที่ไม่มีเมืองไหนอื่นเทียบได้ และสวยกว่าเมืองไหนๆ เพราะมีทุกวัฒนธรรม” ผู้อำนวยการภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม กล่าวต่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 4 ปีที่แล้วเมืองเก่าสงขลาเกือบกลายเป็นเมืองร้าง เพราะเสียสภาพการเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ทำให้ลูกหลานย้ายไปทำงานต่างเมือง แต่วันนี้สงขลาได้ฟื้นคืนชีพต้องยกเครดิตกึ่งหนึ่งให้ รังษี รัตนปราการ ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น ที่กลับบ้านเกิดมาตอนอายุ 80 ปี และเป็นตัวตั้งตัวตีเปลี่ยนสงขลาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สิ่งแรกที่ทำ คือ จัดตั้งภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม และเริ่มวาดภาพสตรีทอาร์ตตามกำแพงบ้านร้างก่อนที่มันจะเป็นจุดเช็กพอยต์ของนักท่องเที่ยว

“แต่ก่อนวาดง่ายเพราะมีบ้านร้างเต็มเมืองไปหมด แต่พอเมืองตื่นขึ้นมา ลูกหลานกลับมาบูรณะบ้านทำให้สตรีทอาร์ตชิ้นแรกถูกลบทิ้งไป หลังจากนั้นสตรีทอาร์ตชิ้นใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอีกเต็มเมือง” สืบสกุล กล่าวเพิ่มเติม

เมื่อตอนนี้เมืองเก่ายุคบ่อยางเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนมาเลเซียแล้ว ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะเกิดการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปอีก 2 ยุคที่เหลือ ซึ่งมีท่าเรือหางยาวรับ-ส่งข้ามไปยังบ้านเขาแดงและบ้านแหลมสม คนละ 20 บาท ให้คำมั่นกับผู้อำนวยการสืบสกุล แล้วว่าครั้งหน้ามาใหม่จะรบกวนท่านเป็นไกด์พาเที่ยวอีก 2 เมือง ก่อนที่เมืองเหล่านั้นจะกลายเป็นเมืองร้างอย่างที่เมืองยุคบ่อยางเกือบจะเป็น

สำหรับวันนี้รถรางมารอรับแล้วที่หน้าโรงสีแดงอายุ 105 ปี พร้อม “อ๋อย” ไกด์ท้องถิ่นรับหน้าที่บรรยายต่อ รถราง (ที่ไม่มีราง) แล่นไปยังถนนสายแรก ถนนนครใน สองข้างทางมีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัย ทรงชิโนโปรตุกีส ทรงชิโนยูโรเปียน ให้เห็นอยู่ทั่วไป

ดูแล้วมีความคล้ายคลึงกับถนนถลาง จ.ภูเก็ต ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ เหมือนเมืองปีนัง มะละกา ประเทศมาเลเซีย และเหมือนเมืองเว้ ดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งความหลากหลายของสถาปัตยกรรมเกิดขึ้นเพราะความหลากหลายของผู้สร้าง จากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการค้าในฐานะที่สงขลาเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่และเป็นท่าเรือน้ำลึก ทำให้มีทั้งชาวฮอลันดา ชาวโปรตุเกส และชาวจีนเข้ามาทำการค้าขาย

บนถนนนครในมีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น พิพิธภัณฑ์บ้านนครใน เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในสงขลา โดยได้ปรับปรุงบ้านส่วนตัวทรงชิโนโปรตุกีสให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวย่านเมืองเก่าสงขลา ตามตรอกซอกซอยมีสตรีทอาร์ต 20 จุด

นอกจากนี้ ถนนนครในยังมีของกินเพียบทั้งข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปลา น้ำบูดู น้ำไตปลา ร้านสุกี้ ร้านก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บเป็ด อาหารตามสั่ง ข้าวมันไก่ รวมถึงร้านนวดแผนไทย

และมีตึกที่น่าสนใจอย่าง ตึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นฐานบัญชาการของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้เวลาบุกยึดสงขลาเพียง 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่มาเลเซีย จากนั้นตึกดังกล่าวถูกทิ้งระเบิดทำให้เหลือตึกแค่ครึ่งเดียว

ถนนอีกสายคือ ถนนพัทลุง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บ้านบน เป็นย่านของชาวไทยมุสลิม มีร้านอาหารให้ชิมเช่นกัน ทั้งแกงแพะ ซุปหางวัว ข้าวมันแกงไก่ ขนมไข่ใส่เนย และร้านอาหารใต้ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญคือ มัสยิดเก่าแก่อายุ 171 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานโคมไฟให้โต๊ะอิหม่ามในสมัยนั้น เพื่อนำไปประดับด้านในมัสยิด

ถัดไปคือ ถนนนางงาม ถนนที่มีร้านอาหารและร้านขนมมากที่สุดในย่านเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายขนมบอก สืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 3 เก่าแก่เป็นร้อยปี ขนมลูกโดน โรตี ไก่กอและ ข้าวสตูหมู ซาลาเปาลูกใหญ่ ไอศกรีมไข่แข็ง ผัดไทยหอยทอดใบตอง ข้าวเหนียวมะม่วง กวยจั๊บเจ๊น้อย ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวหางหมู ติ่มซำ ก๋วยเตี๋ยวภูเก็ต ร้านน้ำชานางงาม และร้านขนมไทยที่เรียงต่อกัน 5 ร้าน คือ แม่ฉวี สอง-แสน ต้นรัก จงดี และกุลประคอง ร้านเหล่านี้ขายขนมทองเอก ทองม้วน ฝอยทอง ข้าวฟ่างกวน และสัมปันนี

นอกจากนี้ ถนนนางงามยังมีโรงแรมบ้านในนคร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งด้านในศาลเจ้ามีร้านก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้วและโรงเรียนสงขลาวิทยามูลนิธิ เป็นโรงเรียนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา สอน 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน สำหรับเสาหลักเมืองมี 2 เสา คือ เสาหลักเมืองไม้ชัยพฤกษ์ที่รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชทานเมื่อ 176 ปีที่แล้ว จากนั้นรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานเสาหลักเมืองปูน ปัจจุบันตั้งอยู่เคียงข้างกัน

จากนั้นตรงสุดหัวถนนนางงามเป็นที่ตั้งของวัดยางทอง วัดเก่าแก่ภายในเขตนครสงขลา ภายในวัดมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ เป็นบ่อน้ำจืดให้ชาวบ้านและคนสัญจรไปมาได้ใช้ ใกล้กับบ่อน้ำมีต้นยางทองขนาดใหญ่ คนจึงนำคำว่า บ่อ และยาง มาผสมกันกลายเป็นตำบลบ่อยางในปัจจุบัน

รถรางยังแล่นไปถึง ถนนจะนะ ถนนที่จะปิดเป็นถนนคนเดินทุกวันศุกร์และเสาร์ เวลา 16.00-22.00 น. ริมถนนมีกำแพงเมืองสงขลาอายุ 182 ปี สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ในครั้งที่ย้ายเมืองมาจากฝั่งเขาแหลมสนมายังฝั่งบ่อยาง เดิมด้านหลังกำแพงเป็นเรือนจำจังหวัดสงขลา แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นอาคารที่พักให้เช่า

บนถนนจะนะ ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา อาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมยุโรป เดิมเป็นที่พักของพระยาสุนทรานุรักษ์ หรือ เนตร์ ณ สงขลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาในเวลานั้น จากนั้นได้กลายเป็นที่พำนักของต้นตระกูล ณ สงขลา และกลายเป็นศาลากลางจังหวัดก่อนจะถูกทิ้งร้างไป กระทั่งถึงปี 2516 กรมศิลปากรได้เข้ามาทำนุบำรุงและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานก่อนเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา

ติดกันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ บ้านเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย ด้านในยังมีสิ่งของเครื่องใช้ของท่าน ซึ่งหลังที่เห็นอยู่นี้เป็นการจำลองขึ้นมาใหม่จากหลังเดิมเป็นเรือนไทยทรงปั้นหยา เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น. แต่วันศุกร์-เสาร์จะเปิดถึง 22.00 น. เพราะถนนหน้าบ้านจะเปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน

เมื่อมุ่งหน้าไปสู่ ถนนเลียบชายหาด อ๋อย บรรยายต่อไปว่า กำลังขับผ่านสนามกีฬาติณสูลานนท์ เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากสนามราชมังคลากีฬาสถาน รองรับได้เกือบ 5 หมื่นคน ส่วนชายหาดที่เห็นยาว 9 กม. แบ่งเป็น 4 ชายหาด สามารถนำเสื่อมานั่งนอนตรงไหนก็ได้ไม่เสียเงิน และชายหาดจะไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมสมิหลาตรงที่มีนางเงือกทอง สัญลักษณ์ประจำจังหวัดสงขลา นางเงือกนั่งผ่านร้อนผ่านหนาวมานานถึง 52 ปี มีความเชื่อว่า ใครที่มาลูบนมนางเงือกทองจะได้กลับมาเที่ยวสงขลาหรือมีคู่ครองเป็นคนสงขลา

“สงขลามีสองทะเลคือ ทะเลสาบสงขลาและทะเลอ่าวไทย สองเขาคือ เขาน้อยและเขาตังกวน สองเกาะคือ เกาะหนูและเกาะแมว สองคลองคือ คลองขวางและคลองสำโรง และสามน้ำคือน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย” ไกด์สรุปสมญานาม

จากถนนเลียบหาด รถรางได้เคลื่อนต่อไปยัง ถนนไทรบุรี ถนนที่มีวัดมากที่สุดในย่านเมืองเก่าจำนวน 8 แห่ง (เขตนครสงขลามี 18 วัด) ยกตัวอย่างตั้งแต่หัวถนนที่วัดแจ้งสร้างขึ้นสมัยกรุงธนบุรี วัดดอนรักอายุ 200 กว่าปี วัดเลียบอายุ 267 ปี ภายในมีพระพุทธสิหิงค์ที่จำลองแบบมาจากสทิงพระ วัดดอนแย้ อายุ 367 ปี และวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร (วัดกลาง) อายุ 427 ปี ภายในอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังทศชาติชาดกที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุดในไทย ซึ่งถนนสายนี้รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดขึ้นเพื่อใช้สัญจรจากสงขลาไปยังรัฐเคดาห์ รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

สุดท้ายต้องบอกลาไกด์คนสวยหน้าวัดกลาง โดยจากตรงนั้นหรือไม่ว่าจากตรงไหนก็สามารถเดินเชื่อมโยงไปยังถนนอื่นได้เป็นบล็อกๆ เพลิดเพลินไปกับสตรีทอาร์ตที่แอบซ่อนอยู่ตามตรอกเล็กๆ แวะจิบชาชิมกาแฟตามคาเฟ่ที่ลูกหลานกลับมาเปิด จนสร้างบรรยากาศสงขลาฮิปสเตอร์ และตะลอนกินร้านละนิดละหน่อยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กินเสร็จก็เดินย่อยก่อนแล้วค่อยกินใหม่

ปล่อยให้หนึ่งวันนั้นเป็นวันแห่งการกิน เสพงานศิลป์ และชื่นชมบ้านเรือน ซึ่งเป็นหนทางสัมผัสอดีตและซึมซับวัฒนธรรมผ่านอาหาร วิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น ผ่านภาพวาดที่พยายามขยายความทรงจำ และผ่านความเป็นจริงของความเปลี่ยนแปลง

น่าชื่นใจที่เมืองเก่าสงขลาเวลานี้ ตื่นแบบไม่ตื่นตูม ทำให้เห็นบ้านเรือนเก่าถูกอนุรักษ์ในบทบาทใหม่ที่เหมาะกับสภาวะปัจจุบัน แต่ต่อจากนี้ไปต้องจับตาดูว่าอีก 2 เมืองเก่าจะถูกปลุกจากการหลับใหลในรูปแบบใด และสงขลาจะก้าวไปสู่เมืองมรดกโลกได้หรือไม่? คงต้องดูกันไปยาวๆ