ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เห็ดหูหนูผัดไข่กับพริกหนุ่มดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566578

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เห็ดหูหนูผัดไข่กับพริกหนุ่มดอง

เรื่อง สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ไอเย็นลมหนาวแอบมาเยี่ยมบ้างในบางวัน เหลียวดูปฏิทิน นี่ก็ย่างเข้าสู่เดือนที่สิบของปีแล้ว จึงรู้สึกไม่แปลกใจที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นลมหนาวโชยมาจางๆ ใกล้หน้าหนาวแบบนี้ แถมยังทำต้นฉบับเกี่ยวกับข้าวต้มกุ๊ย ทำให้คิดถึงร้านข้าวต้มร้านหนึ่งใน จ.เชียงราย ผู้เขียนรู้จักร้านนี้จากคุณลุงคนขับรถตู้ที่ไปรับจากสนามบิน ช่วงที่ไปเชียงรายปีนั้นอากาศเย็นเอาการ จึงอยากรับประทานอะไรร้อนๆ ช่วงค่ำวันนั้น เมื่อบอกไปดังนั้นแล้ว คุณลุงจึงพามาที่ร้านข้าวต้มมีนา แวบแรกที่มาจอดหน้าร้าน ต้องตกใจที่เห็นร้านเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ โชคดีที่รอโต๊ะไม่นาน

วิธีการเสิร์ฟและสั่งอาหารของร้านนี้คือ กับข้าวบางอย่างจะมีอยู่แล้ว เราสามารถไปเลือกๆ จากที่มีอยู่ได้เลย เช่น หมูกรอบ กุนเชียง ของทอดที่เขาทยอยทอดใส่จาน หรือจะเป็นพวกน้ำแกง ไข่ตุ๋นที่มีอยู่แล้วในรังถึงที่นึ่งควันฉุย ถ้าเป็นยำสั่งที่โต๊ะแล้วทางร้านจะยำเป็นชามโตๆ ตักใส่จานแล้วเสิร์ฟตามโต๊ะที่สั่ง อร่อยเด็ดๆ ต้องยำหมูยอของร้านมีนา ถ้าช่วงคนไม่เยอะมากจะเห็นพนักงานถือถาดอาหารมาตามโต๊ะ เราสามารถเลือกหยิบมาลงที่โต๊ะได้เลย แต่ถ้าคนเยอะจนทำอาหารไม่ทัน ลูกค้าจะต้องนั่งรอจนกว่าพนักงานจะมารับออร์เดอร์หรือเอาอาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟ เรียกว่าต้องดูตาม้าตาเรือให้ดี

กับข้าวข้าวต้มกุ๊ยของร้านมีนานั้นอร่อยเกือบทุกอย่าง ยิ่งอากาศเย็นๆ ยิ่งพุ้ยข้าวต้มกับข้าวได้อร่อยยิ่งขึ้น แถมบรรยากาศที่คนเยอะๆ มันยิ่งกินสนุก เพราะเสมือนว่าเพื่อนรักนักกินมารวมตัวกันที่ร้านมีนาแห่งนี้ สมาชิกในโต๊ะเคี้ยวหมูกรอบจิ้มซีอิ๊วแล้ว เกือบลุกขึ้นปรบมือลั่นร้าน เพราะอร่อยเด็ดขาดในสไตล์หมูกรอบที่ชอบหนังกรอบสัมพันธ์กับเนื้อทุกคำ

ระหว่างรอหมูกรอบที่สั่งไปเพิ่ม น้องคนเสิร์ฟเริ่มเอาอาหารจานผัดที่เขาจะผัดทีละกระทะใหญ่ๆ ใส่จานมาครั้งละหลายๆ ใบมาให้เลือกหยิบตามโต๊ะ มีมะเขือยาวผัดโหระพาบ้าง หอยลายผัดบ้าง โต๊ะเราสมาชิกเยอะ สนุกสนานกับการช็อปปิ้งของกินที่มาเสิร์ฟบนโต๊ะมากๆ เหลียวชะเง้อคอยดูว่าครั้งนี้จะเป็นอะไร เราชักงงเพราะนึกไม่ออกว่าพ่อครัวค่อยๆ ตัก “ของดำๆ” จากกระทะใส่จานนั้นคืออะไร พอน้องคนเสิร์ฟ หรือ Food Runner ของเรา ถือถาดมีอะไรสักอย่างดำๆ ในจานมาใกล้ๆ ก็ถึงบางอ้อว่ามันคือ เห็ดหูหนูผัดไข่ บางคนในโต๊ะร้องไม่อยากชิม ผู้เขียนเองก็เฉยๆ แต่ด้วยความหิวรอจานต่อไปก็ขาดตอนในการตักอาหารเข้าปาก จึงหยิบมา 1 จานจากถาดอย่างเสียมิได้

ผลคือเมื่อตักเห็ดหูหนูดำที่ผัดไข่มาในสัดส่วนที่ไข่เยอะกว่าเห็ดเข้าปากไป ตาโตด้วยความอร่อยจนสมาชิกคนอื่นในโต๊ะต้องทดลองตักคนละคำสองคำเข้าปาก ระหว่างที่เคี้ยวเรามองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น คิดว่าใครเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมดปากก่อนน่าจะต้องพูดคำว่า “อร่อย” ออกมาแน่นอน แล้วก็เป็นจริงดังคาด

เห็ดหูหนูที่หลายคนไม่ชอบและไม่อยากกิน ถ้าไม่บังคับหรืออยู่บนโต๊ะอยู่แล้วก็คงไม่ชิมแน่ๆ แต่ร้านข้าวต้มมีนาเขาผัดมาอย่างกลมกล่อมแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน เล่นเอาคนที่ไม่ชอบเห็ดหูหนูดำยังต้องบอกว่าอร่อยจริงๆ รสชาติเค็ม หวาน ที่ผสานกันกับไข่ ต้นหอม น่าจะมีกระเทียมนิดหน่อยในน้ำมันเจียวทุกอย่างที่เคลือบอยู่บนเห็ดหูหนูมันช่างลงตัว เข้ากับข้าวต้ม หรือจะกินคู่กับเบียร์เย็นๆ เป็นกับแกล้มก็เข้ากัน ที่สำคัญเขามีพริกหนุ่มย่างดองน้ำส้มมาด้วย ช่วยตัดรสชาติความหวาน เค็ม มัน ในจานเห็ดหูหนูผัดไข่ได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนจึงอยากเอาไอเดียเห็ดหูหนูผัดไข่มาใส่ไว้ใน “ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม” ของเราไว้ วัตถุดิบที่อาจถูกมองข้ามเวลาไปตลาดอย่างเห็ดหูหนู เวลานำมาปรุงเป็นอาหารอย่างคนรู้วิธี เขาทำได้อร่อยจริงๆ ร้านมีนาเขาใช้เป็นเห็ดหูหนูดำแห้งแช่น้ำ เนื้อสัมผัสจะมีความหนึบมากกว่าแบบสดสักหน่อย หาซื้อเอาไว้ติดบ้าน แช่น้ำแล้วนำมาทำกับข้าวได้หลากหลาย รวมถึงเมนูนี้ได้ ส่วนใครหาเห็ดหูหนูสดได้สามารถนำมาผัดไข่ได้เช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างของสดและของแห้งอยู่ที่เนื้อสัมผัสและความเข้มข้นที่ผัดออกมาแล้ว เห็ดหูหนูแห้งจะมีริ้วที่โอบอุ้มเอารสชาติของเครื่องปรุงได้มากกว่าจะได้รสเข้มข้น แต่ถ้าชอบเนื้อนุ่ม กรอบเด้ง แนะนำเป็นเห็ดหูหนูสด

ผู้เขียนทดลองทำพริกหนุ่มย่างดองน้ำส้มเอาไว้รับประทานคู่กับเห็ดหูหนูผัดไข่ด้วย กรรมวิธีไม่ยากเย็นอะไร ย่างได้ด้วยกระทะบนเตาแก๊ส หรือจะติดเตาถ่านย่างพริกเอาไว้เยอะๆ ดองใส่ขวดไว้กินคู่ได้กับอาหารหลายจาน

เห็ดหูหนูผัดไข่

ส่วนผสม

เห็ดหูหนูสด หรือเห็ดหูหนูแห้ง แช่น้ำจนนิ่ม 2 ขีด

ไข่ไก่ 2 ฟอง

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

ต้นหอมซอย 1 ซม. 1 ต้น

ผักชีสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

• ทำความสะอาดเห็ดหูหนู สะเด็ดน้ำให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ

• ในกระทะเติมน้ำมันพืช เจียวกระเทียมให้หอม เติมต้นหอมซอยส่วนสีขาวๆ ลงไปด้วยจะช่วยทำให้หอมยิ่งขึ้น

• ใส่เห็ดหูหนูลงไปผัด เติมไข่ไก่ลงไป รอให้ไข่ไก่เริ่มสุกจึงค่อยๆ ผัดและยีให้สุกเคลือบเห็ดหูหนู

• ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำตาลทราย ซอสและซีอิ๊ว

• โรยต้นหอมแล้วตักใส่จาน

ส่วนผสมพริกหนุ่มดอง

พริกหนุ่ม 3-4 เม็ด

น้ำส้มสายชู ครึ่งถ้วย

วิธีทำ

• ย่างพริกหนุ่มให้เกรียมที่ไฟแรงๆ

• หั่นพริกหนุ่มเป็นท่อนๆ ใส่ขวดโหลแล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไป

เมนูเลิศรส ไทย จีน ญี่ปุ่น @ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566577

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

เมนูเลิศรส ไทย จีน ญี่ปุ่น @ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

เรื่อง/ภาพ พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

การทำธุรกิจร้านอาหาร มีเคล็ดลับความสำเร็จไม่เพียงแค่การใส่ใจรูปแบบหรือสไตล์ของร้านให้มีความโดดเด่นเท่านั้น แต่นักชิมยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติของอาหารอย่างมาก หากร้านไหนอร่อยถูกใจจะแชร์ผ่านสังคมเครือข่ายออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงมัดใจลูกค้า สิ่งนี้เองเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านอาหารโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง รามอินทรา ใส่ใจปรุงอาหารคุณภาพระดับพรีเมียมเสิร์ฟลูกค้า

สำหรับความอร่อยวันนี้ จะแนะนำเมนูใหม่ที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว เริ่มต้นจากซี่โครงหมูย่างเวียนนา เลือกเอาส่วนเนื้อนุ่มลิ้นขนาดพอเหมาะยาว 1 ฟุต หมักด้วยเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะจากกรุงเวียนนา ออสเตรีย นำมาย่างบนเตาถ่าน ราดด้วยซอสบาบีคิวรสจัดจ้าน เมื่อรับประทานพร้อมกับเครื่องเคียง อย่าง ข้าวโพดย่าง เฟรนช์ฟรายส์ และพริกหยวกดอง ได้รสอารมณ์ที่ละมุนละไมและเข้ากันเป็นอย่างดี

ถั่วหวานผัดกะปิกับสองเกลอ คัดถั่วหวานสดกรอบมาผัดกับกะปิชั้นดีสูตรโรงเบียร์ เพิ่มอรรถรสด้วยกุ้งเสียบจากภูเก็ตและหมูกระจกจากลำปาง สุดๆ ไปเลย จานนี้ต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่ชอบรับประทานกุ้งผัดกะปิสะตอ ให้อารมณ์เดียวกัน แต่ไม่ต้องกังวลใจกับเรื่องกลิ่น ขาหมูผัดเผ็ด จานนี้ต้องบอกว่ามีฟิลลิ่งเดียวกันกับ หมูป่าผัดเผ็ด แต่มีทีเด็ดอยู่ที่พริกแกงรสชาติจัดจ้าน อร่อยจนต้องขอข้าวเพิ่ม

ยำปลาแซลมอนแบบไทย หวานรสปลาแซลมอนสดส่งตรงจากนอร์เวย์ เข้ากันได้ดีกับน้ำยำรสชาติไทย บวกด้วยสมุนไพรอย่างตะไคร้ใบมะกรูด ช่วยระบายลมในท้อง ที่ขาดไม่ได้เมนูยอดนิยม ขาหมูทอดตะวันแดง จิ้มจุ่มทะเล ส้มตำไหลบัว ปลาช่อนนึ่งจิ้มแจ่ว เกาเหลาเย็นตาโฟทรงเครื่อง ไส้กรอกเยอรมัน ออร์เดิร์ฟส้มตำ กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา เป็นต้น

เรียกได้ว่า หากมาพร้อมกันทั้งครอบครัวที่นี่พร้อมเสิร์ฟอาหาร ไทย จีน ญี่ปุ่น ยุโรป โดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่น Yuyake Sushi Bar (พระอาทิเตย์ยามเย็น) ต้นตำรับแท้ๆ ที่นำเข้าวัตถุดิบเกรดพรีเมียมจากฮอกไกโด ปลาแซลมอนจากนอร์เวย์ ดูแลโดยเชฟอาหารญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์มายาวนาน สอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 02-944-5131-2 

เชฟยามาชิตะ บินตรงจากญี่ปุ่น โชว์เมนูฤดูใบไม้ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566574

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

เชฟยามาชิตะ บินตรงจากญี่ปุ่น โชว์เมนูฤดูใบไม้ร่วง

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ณ ห้องอาหารทาคูมิ โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดาอาหารญี่ปุ่น นับว่าเป็นอาหารที่มีความพิถีพิถัน เพราะเน้นความสำคัญมากกว่าเรื่องรสชาติของอาหาร ด้วยหลักการที่ว่า การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ต้องสัมผัสได้ถึงความสวยงาม ละเมียดละไม ทั้งทางสายตา ทางปาก และกลิ่น อีกทั้งต้องให้คุณค่าทางโภชนาการแก่ร่างกาย เพื่อตอบโจทย์ความสุขและสมดุลของการใช้ชีวิต ชาวญี่ปุ่นจึงมีความเชื่อว่าการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมและสอดคล้องกับฤดูกาล คือการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ซึ่งนับว่าเป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง

ประเทศญี่ปุ่นมีสภาพภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.) และ ฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) ในแต่ละฤดูที่สภาพอากาศต่างกัน ส่งผลให้ พืชผัก เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเลที่เติบโตและหาได้ในแต่ละฤดูนั้นมีความแตกต่างกันทั้งรสชาติ สารอาหาร คุณภาพ รวมถึงความสดใหม่ ในเมนูอาหารจานเด็ดของญี่ปุ่นโดยทั่วไปจึงเห็นได้ว่ามีหลายๆ เมนูที่เป็นเมนูยอดนิยมเฉพาะฤดูกาล หรือหารับประทานได้เฉพาะในบางฤดูเท่านั้น

ระหว่างเดือน ก.ย.-พ.ย. ตรงกับฤดูใบไม้ร่วงในประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศของทั้งประเทศจะถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของใบไม้ที่กำลังผลัดใบ และเป็นฤดูที่มีอาหารหลากหลายชนิดที่มีรสชาติถูกปากคนญี่ปุ่น จนมีคำกล่าวว่า “ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เจริญอาหารมากขึ้น”

วัตถุดิบที่หาง่าย และรสชาติอร่อยในฤดูใบไม้ร่วง เช่น ปลาคาสึโอะ ซึ่งจะรสชาติดีเป็นพิเศษเพราะสมบูรณ์ด้วยไขมัน เห็ดมัตสึตาเกะ ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ มีกลิ่นหอม และหากินได้ยาก เพราะจะเติบโตให้เก็บได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น เกาลัด เป็นที่นิยมนำมาปรุงอาหารกันมาก เพราะในฤดูนี้เกาลัดจะหวานมันและหอมเป็นพิเศษ ฯลฯ

วันนี้-7 ต.ค. ห้องอาหารญี่ปุ่น ทาคูมิ โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา (ชื่อเดิม โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ) ได้จัดเทศกาลอาหารญี่ปุ่นต้อนรับฤดูใบไม้ร่วง โดยเชิญมาสเตอร์เชฟ ยามาชิตะ ชูอิจิ (Yamashita Shuichi) ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการปรุงอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับ จากโรงแรมสวิสโฮเต็ล นันไก โอซากา ประเทศญี่ปุ่น มาแสดงฝีมือการปรุงอาหาร ที่นิยมรับประทานกันในฤดูใบไม้ร่วง ทั้งแบบ อะลาคาร์ต บุฟเฟ่ต์

เมนูเด่นๆ ได้แก่ เห็ดชิเมจิและกลีบดอกเบญจมาศ แซลมอนในซอสโทสะ เห็ดมัตสึตาเกะย่างและปลาคามาซึ (นำเข้าจาญี่ปุ่น) อกเป็ดในซอสต้นหอม ข้าวอบเกาลัด

บุฟเฟ่ต์ มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. ท่านละ 990 บาท++ บุฟเฟ่ต์ มื้อเย็น เวลา 18.00-22.30 น. ท่านละ 1,090 บาท++ สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทร. 02-694-2222 ต่อ 1560 หรืออีเมล: fb.bangkok@swissotel.com 

ช่วงเวลาดีๆ ที่ ฟรอนต์รูม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566573

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ช่วงเวลาดีๆ ที่ ฟรอนต์รูม

เรื่อง ฟร็อกกีลิเชียส ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสทอเรีย แบ็งค็อก โรงแรมสุดหรูย่านใจกลางเมืองราชประสงค์ พร้อมร้านอาหารเข้าตาน่านั่งหลายห้องด้วยกัน แต่ที่วางไว้ให้เป็นซิกเนเจอร์ที่ต้องไปก่อนที่แรกๆ ต้องเป็น ห้องอาหารฟรอนต์รูม (Front Room) ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารคอนเซ็ปต์ใหม่ซึ่งไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร อย่างอาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนอร์ดิกควิซีน (Nordic-Inspired Cuisine)

ด้วยความที่เชฟประจำห้องอาหาร อย่าง เชฟรุ่งทิวา ชุ่มมงคล หรือเชฟเฟ ผ่านประสบการณ์การทำงานกว่าสิบปีในร้านอาหารระดับมิชลิน สตาร์ หลายแห่งในยุโรป โดยเฉพาะในแถบสแกนดิเนเวีย ที่เกิดควิซีนอาหารแนวใหม่ อย่างนอร์ดิกควิซีน ที่กำลังได้รับความนิยมในโลกของอาหาร จึงต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการรับประทานให้ชาวไทย ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง

สำหรับชื่อห้องอาหารฟรอนต์รูม ไม่ได้ตั้งขึ้นมาง่ายๆ เพียงเพราะห้องอาหารนี้อยู่ที่ด้านหน้าสุดของโรงแรมเท่านั้น หากห้องด้านหน้านั้น มักเป็นห้องที่ทุกคนเข้ามาแล้วมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน โทนการตกแต่งสีเป็นสีเทาปนสีเขียวมะนาวอมมัสตาร์ด ทำให้นึกถึงสีของเครื่องปรุงหลายชนิดของไทย ไฮไลต์ของห้องอาหารนี้คือโคมไฟขนาดใหญ่กลางห้อง สร้างโดยได้แรงบันดาลใจจากการลอยโคม งานลอยกระทง เพิ่มเสน่ห์แห่งความเป็นไทยในห้องอาหารแห่งนี้

อาหารที่นี่ เสิร์ฟเป็นเซตเมนู 7 คอร์ส และ 10 คอร์ส พร้อมจูส (น้ำผลไม้) หรือไวน์แพริ่ง ตามแต่จะถนัดรับประทานแบบไหน นอกจากนี้ ยังมีแบบอะลาคาร์ตให้เลือกสั่งได้อีกด้วย ขณะที่คนรับประทานอาหารวีแกน ก็มีทั้งเซตเมนูแบบเดียวกันที่ปราศจากเนื้อสัตว์ให้เลือกด้วย

สำหรับการมารับประทานที่ฟรอนต์รูมครั้งแรก ขอแนะนำให้ชิมเซตเมนู 10 คอร์ส จะได้เห็นภาพรวมของร้านอาหารนอร์ดิก-อินสไปรด์ หนึ่งเดียวในเมืองไทยร้านนี้ เริ่มความประทับใจกันตั้งแต่ผ้าเย็นกลิ่นมะลิ ที่สัมผัสได้ถึงความไท้ย-ไทย ก่อนเข้าสู่เมนูเบิกลิ้น อย่าง Velcommen ที่ประกอบด้วย Croustades-Pomelo-Shrimp ประมาณยำส้มโอใส่มาในกระทงทองที่บางกรอบมากๆ ตามมาด้วย Fish Cracker-Sweet Sour Gel ทอดมันที่มาในรูปแบบเส้นกรอบๆ เคี้ยวเพลินๆ Salmon-Beetroot หน้าตาเหมือนขนมเมอร์แรงรูปเห็ด รสชาติหวานๆ เค็มๆ กลมกล่อม Pumpkin Leaf Chips เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้บางกรอบสุดเก๋ เป็นฟักทองบดโรยด้วยใบไทม์ ปิดท้ายด้วย ทาโก้ชิ้นจิ๋ว Sweet Potato-Peanut

อาหารที่นี่ทีเด็ดเยอะมาก ตั้งแต่ขนมปังซาวร์โด ทำจากข้าวเหนียวดำจากเชียงราย กินกับเนยโซยา ที่หมักไว้กับสมุนไพรต่างๆ เป็นเวลากว่า 2 เดือน กินคู่กับคอร์สต่อไปที่เชฟเรียกว่า Asia Pacific เป็น Seabass-Coconut-Broccoli ปลากะพงหมักกับสมุนไพรต่างๆ ถึง 2 เดือน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานจากสับปะรด สมุนไพรต่างๆ และเพิร์ลมะพร้าว

มาถึงจานเด็ดสุดๆ ของเชฟรุ่งทิวา Baking Beetroot (Beetroot-Pickled Papaya-Caviar-Beetroot Sauce) ที่แสดงความเป็นนอร์ดิกอย่างสูง และเป็นการเล่นกับหลายๆ รสสัมผัสของบีตรูต ต่อกันด้วย Mom’s Soup Memories ที่มีส่วนประกอบของ Squid-Chicken Broth-Gourd-Garlic Oil ที่เชฟนำความทรงจำวันเด็กซึ่งแม่ชอบทำซุปให้กินทุกวันมาเป็นแรงบันดาลใจ น้ำซุปรสกลมกล่อม เข้ากันอย่างนวลเนียนกับเส้นปลาหมึกแสนละเอียด กินแล้วไม่อยากให้หมด

คอร์สต่อมา Blue of the Sea (Crab-Celery Crudite-Celery-Yellow Curry) แกงปูในรูปแบบเก๋ๆ เสิร์ฟมาในกระบอกแครกเกอร์บางกรอบสุดๆ ก่อนจะมาถึงจานเด็ดอีกจาน Raised in Chiang Rai, Cook in Bangkok ที่มี Chicken-Lemongrass-Cress-Black Rice Puree ไก่อบหอมสมุนไพรสุดๆ ที่ใช้ไก่ฟรีแลนซ์จากแม่จัน เชียงราย เสิร์ฟมากับพูเรข้าวดำ อร่อยไม่รู้ลืม

มาถึงเมนคอร์ส เป็น The King of Beef ที่ใช้เนื้อ Wagyu Striploin-Tail-Morel-Fumet เนื้อวางุสุกขนาดมีเดียมแรร์ ราดน้ำสต๊อกปลาและหางวัว เสิร์ฟพร้อมเห็ดมอเรล

แล้วก็มาเริ่มล้างปากกันที่ของหวานจานที่ 1 เป็นไอศกรีมแอสพารากัสรสชาติตรึงใจ Sparrow Grass (Asparagus-Caramelized Asparagus-Dill) เสิร์ฟมาพร้อมแอสพารากัสผัดและไอซิ่งผักชีลาว ฟังดูอาจแปลกๆ หน่อยแต่อร่อยมาก ตามด้วยของหวานจานที่ 2 Green on Ice (Basil-White Chocolate Mousse-Mango) ไอศกรีมโหระพา เสิร์ฟพร้อมมูสไวท์ช็อกโกแลต เจลลี่มะม่วง และแครกเกอร์งาดำรูปลายกนก

ปิดท้ายเซตเมนู 10 คอร์ส ด้วย Sweet Bites เปอตีต์ฟัวร์ที่ไม่มีใครเหมือน เสิร์ฟมาเป็นกล่องให้เลือกชิมตามชอบ มีทั้งช็อกโกแลตรสขิง เมอร์แรงทุเรียน เจลลี่ส้มซ่าคลุกพริกเกลือ ฯลฯ (เซตเมนู 10 คอร์ส ราคา 3,200 บาท++ 7 คอร์ส ราคา 2,500 บาท++ ไวน์แพริ่ง ราคา 2,100 บาท++ จูสแพริ่ง ราคา 600 บาท++)

ห้องอาหารฟรอนต์รูม บริการเฉพาะมื้อดินเนอร์ ทุกวัน เวลา 17.30-22.30 น. สำรองที่นั่ง โทร. 02-846-8888 

Buon Caffe! ไปอิตาลีไม่ดื่มกาแฟจะทำอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566572

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

Buon Caffe! ไปอิตาลีไม่ดื่มกาแฟจะทำอะไร

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

กาแฟมาถึงอิตาลีในทศวรรษที่ 1500 ก่อนจะพัฒนามาเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็งตามแบบชาวอิตาเลียน มาที่นี่กินกาแฟตรงไหนก็อร่อย ขนาดในมื้ออาหารเช้าง่อยๆ ของโรงแรม ยังมีดีที่กาแฟไม่ให้เสียชื่อความเป็นอิตาเลียนผู้เอกอุในด้านนี้

แม้จะมีวัฒนธรรมกาแฟเข้มแข็งแล ะแตกต่างจากบ้านเรา แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป อิตาลีต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวทำให้ “คอฟฟี่บาร์” ของอิตาลีไม่น่ากลัวอีกต่อไป ไม่ต้องไปสั่งอะไรเป๊ะๆ เพราะกลัวถูกค้อนหรือสะบัดบ๊อบใส่ไม่มีแล้วล่ะ

โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่าง โรม มิลาน ฟลอเรนซ์ มีกาแฟสารพัดจะเสิร์ฟนอกจากเอสเปรสโซ่ เมนูหลักของชาวท้องถิ่น จะสั่งกาแฟใส่นม ทั้งลาเต้ คาปูชิโน่ แมคเคียโต หลังเวลา 11 โมงเช้าก็ย่อมได้ กาแฟเย็นก็มีให้สั่ง ทั้งอเมริกาโน่เย็น โคลด์บริว ที่บางร้านความพยายามไม่มาก ก็อาจจะแยกน้ำแข็งมาในถ้วยต่างหาก เหมือนทำกาแฟเย็นๆ ไม่ลง อะไรประมาณนั้น

ใครจะไปอิตาลี มาเรียนภาษาเอาไว้เก๋ๆ เพื่อสั่งกาแฟกัน เริ่มที่ บวนจอร์โน่ (Buongiorno!) สวัสดียามเช้า เราควรสั่งกาแฟพร้อมขนมแพสตรี้ต่างๆ ช่วงเช้าๆ ก่อน 11 โมง อิตาลีเน้นกาแฟใส่นม อย่างคาปูชิโน่ (กาแฟเอสเปรสโซ่ นมร้อน และฟองนม ปริมาณเท่าๆ กัน) ลาเต้ (กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ส่วน นมร้อน 2 ส่วน และฟองนมอีก 1 ส่วน) หรือลาเต้แมคเคียโต (นมร้อน 1 แก้ว ที่ใส่กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ช็อต)

เพรนดาโม อุง คาเฟ่ (Prendiamo un Caffe!) ไปกินกาแฟกันเถอะ! ประโยคนี้พูดชวนได้ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ชาวอิตาเลียนแท้ๆ ก็จะหมายถึง ไปดื่มเอสเปรสโซ่กัน ไม่ว่าจะเป็น เอสเปรสโซ่ (Espresso) ที่หมายถึงกาแฟ 1 ช็อต หรือคาเฟ่่ ดอปโป (Caffe Doppio) ที่หมายถึงเอสเปรสโซ่ 2 ช็อตก็ตาม แต่เราเป็นนักท่องเที่ยวจะดื่มอะไรก็ได้ (อิอิ)

เวลาผ่านมาจากยุคกลางถึงยุคสหัสวรรษ แวดวงกาแฟในอิตาลีก็หลากหลายขึ้นมาก อย่างเช่น คาเฟ่แมคเคียโต (Caffe Macchiato) ที่เกิดขึ้นมาสำหรับคนนิยมดื่มกาแฟอ่อนๆ ชอบดื่มนมพร้อมกับมีรสชาติของกาแฟมาผสม คาเฟ่ กอร์เรตโต (Caffe Corretto) ที่ภาษาอังกฤษก็คือคำว่า Corrected Coffee หมายถึงกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เติมแอลกอฮอล์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นกรัปปาหรือซัมบูกา

คาเฟ่ อเมริกาโน่ (Caffe Americano) เมนูที่เราคุ้นเคยกันในสหรัฐ ที่ทำให้กาแฟอิตาเลียนเจือจางลงด้วยน้ำร้อน ขณะที่ คาเฟ่ ลุงโก (Caffe Lungo) คล้ายๆ อเมริกาโน่แต่เข้มข้นกว่า ด้วยการปล่อยน้ำร้อนจากหัวต้มเอสเปรสโซ่ให้นานขึ้น จนได้ปริมาณน้ำกาแฟมากกว่าเอสเปรสโซ่ 2-3 เท่า

แม้เราจะเป็นนักท่องเที่ยวที่จะสั่งอะไรก็ได้ แต่สำหรับคอกาแฟ ก็อยากให้ลองกาแฟประจำท้องถิ่นที่ไปสักหน่อย ที่อิตาลีนั้นมีกาแฟที่แตกต่างกันถึง 20 ท้องถิ่นให้เลือกทดลอง อย่างเช่น ถ้าไปทางเหนือควรต้องสั่ง คาเฟ่ อนิสเซตเต (Caffe Anisette) เอสเปรสโซ่ใส่โปยกั๊ก หอมซาบซ่า ขณะที่หากลงไปทางใต้ถึงเกาะซิซิลี ควรลอง คาเฟ่ ดุง ปาร์รินู (Caffe d’un Parrinu) กาแฟที่มีกลิ่นอายอาราบิกด้วยการผสานกลิ่นรสของกานพลู ซินนามอน และผงโกโก้

อัล บันโก (Al Banco) ชาวอิตาเลียนนิยมดื่มกาแฟที่บาร์ หรือเรียกเต็มๆ ว่า เอสเปรสโซ่บาร์ ที่แม้ว่าจะสั่งแค่กาแฟถ้วยจิ๋วๆ แต่ก็ยังนั่งๆ ยืนๆ เมาท์กับเพื่อนๆ คอกาแฟได้อย่างไม่ผิดกติกา

มารยาทการไปดื่มกาแฟที่เอสเปรสโซ่บาร์ ก็คือ สั่งกาแฟที่ต้องการและจ่ายเงินให้เสร็จก่อน ค่อยมาชิตแชต ทอดหุ่ยดื่มกาแฟกันได้อย่างเย็นใจ ที่นี่เขาจ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวงค่ะ (ฮ่าๆๆ)

กินลมชมสะพาน 16 ปีแห่งความหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566569

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กินลมชมสะพาน 16 ปีแห่งความหลัง

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความอร่อยและวิวดีที่มาเป็นแพ็กคู่ และกลายเป็นของคู่กันมาอย่างยาวนานกว่า 16 ปีที่ผ่านมา ก็คือ ร้านกินลมชมสะพาน ร้านอาหารเก่าแก่ริมสายแม่น้ำเจ้าพระยา ที่คงคอนเซ็ปต์วิวริมน้ำและอาหารอร่อย โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่วิวแม่น้ำอันมีสะพานพระราม 8 เป็นแบ็กกราวด์นั้น งดงามจับใจ

ยลนภัส ลลิตนันทพันธุ์ ผู้จัดการร้านกินลมชมสะพาน เล่าให้ฟังว่า ร้านก่อตั้งในปี 2545 ในเครือบัดดี้กรุ๊ป ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารไทยซีฟู้ดริมน้ำ ลูกค้าได้กินอาหารอร่อยควบคู่กับการดื่มด่ำชมความงามของสะพานขนาบน้ำ ได้แก่ สะพานพระราม 8 ยามค่ำที่ขนาบคู่กับแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

อาหารจานเด็ดที่ถือเป็นซิกเนเจอร์อันดับ 1 คือ กุ้งแม่น้ำเผา โดยไม่ต้องไปไกลถึงแหล่ง จ.พระนครศรีอยุธยา ก็เพราะว่ากุ้งจากแหล่งถูกส่งตรงมาที่ร้านทุกวัน จึงเป็นอะไรที่เด้งเป็นเด้ง มันเป็นมัน เยิ้มเป็นเยิ้ม รับรองถูกใจคนชอบ (กิน) กุ้ง เสิร์ฟร้อนๆ เผาๆ

ที่ต้องชมคือ ความสดของกุ้ง เนื้อกรอบหวานอร่อย เด้งเป็นเด้ง มันย่องและเยิ้มอย่างที่ว่า นอกจากนี้ คือความใหญ่ของกุ้ง (ชนิด 4 ตัวโล หรือชนิด 2 ตัวโล ก็มีให้กิน) กุ้งตัวใหญ่มาก เนื้อหวานจับใจ อร่อยเพราะความสดนั่นเอง อีกต้องแซ่บร้องไม่แพ้กันก็คือ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดขาด ซี้ดซ้าดถึงทรวงและถึงไหนๆ อร่อยสุดขั้วจริงๆ

“พริกขี้หนูสวนแท้ มะนาวแท้ รากผักชี กระเทียม กระหน่ำลงไป น้ำจิ้มของเราทำวันต่อวัน ลูกค้าบางคนติดใจน้ำจิ้มมาก ขอแต่น้ำจิ้มกลับบ้านก็เคยมาแล้ว” ยลนภัสเล่า

จานถัดมาคือ แกงส้มชะอมกุ้ง น้ำแกงส้มซดแบบลืมตาย อร่อยด้วยรสชาติแบบแกงส้มไทยแท้แต่โบราณ ที่ไม่หวานจนเกินไป แต่เปรี้ยวหวานเค็มกำลังดี ชะอมจัดเต็ม (ไข่แทบไม่มี) ถ้าชอบแนวนี้ก็เชิญมาซดได้ที่นี่ อีกจานที่อร่อยล้ำๆ ไม่แพ้กัน ได้แก่ น้ำพริกไข่ปูที่เน้นไข่ปูล้วนๆ มันๆ รสไม่เผ็ดมาก แกล้มกินกับผักสดและข่าอ่อน อร่อยที่สุด

ที่นี่เป็นร้านอาหารแนวครอบครัว จานที่เด็กๆ ชอบรับประทานกันมากก็มีอยู่หลายจาน แต่จานที่ต้องสั่ง ได้แก่ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดผงกะหรี่ หอยแมลงภู่ตัวโตใหญ่ยักษ์ ที่คัดไซส์พิเศษ รสชาติออกเค็มและมัน หอมไข่และผงกะหรี่อ่อนๆ ไม่กินไม่ได้ทีเดียว

สำหรับเมนูที่ยกมาปิดท้ายเป็นปลาทับทิมทอดตะไคร้ โอ้โห อร่อยมาก ปลาทับทิมแล่เป็นชิ้นหนา ทอดในน้ำมันท่วม กรอบนอกนุ่มในกำลังดี ด้านบนท็อปด้วยตะไคร้และสมุนไพรทอดกรอบโรยหน้า กินกับน้ำจิ้มแบบซอสพริกก็ได้ หรือจะยักย้ายมาจิ้มกับซีฟู้ดก็ดี อร่อยลงตัว

นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหลายเมนูอร่อยที่อยู่คู่ครัวกันมาเก่าแก่ ใครมาเป็นถามมีปลากะพงทอดน้ำปลา ต้มยำกุ้ง รวมมิตรทะเลเผา เป็นต้น อิ่มแล้วยังไม่อิ่ม ถ้าท้องยังพอมีพื้นที่เหลือก็ต้องยกให้จานนี้ ของหวานมีข้าวเหนียวมะม่วง

กินลมชมสะพาน เปิดทุกวันไม่มีหยุด ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. มีวงดนตรีสดขับกล่อมให้ความสุขตั้งแต่ 18.00 น.เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีเรือให้บริการ (บุฟเฟ่ต์) จองล่วงหน้าในราคาที่ตกลงกันได้ หรือจัดกรุ๊ปก็ได้เช่นกัน สนใจโทร. 02-628-8382-3 และ 08-1893-5552 หรือเข้าไปดูที่แฟนเฟจ : กินลมชมสะพาน

กินให้อร่อยและชมวิวให้มีความสุข นี่คือคอนเซ็ปต์ที่จัดวางไว้แต่แรก รวมทั้งแม่ครัวคนแรกก็ยังประจำอยู่ที่นี่ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 16 ปีแล้วที่กินลมชมสะพานอย่างไม่รู้เบื่อ ยั่งยืนมาและจะยาวนานตลอดไป 

พิมศิริ พิมพิสุทธิ์ ฉันตกหลุมรักเบเกอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566571

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

พิมศิริ พิมพิสุทธิ์ ฉันตกหลุมรักเบเกอรี่

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เชฟสาวหน้าตาดี พิมศิริ พิมพิสุทธิ์ หรือ ต้อง วัย 31 ปี ชอบทำขนมมาตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่เธอก็ได้ค้นพบว่า ตัวเองตกหลุมรักการทำเบเกอรี่เป็นอันมาก ปัจจุบันเธอได้ทำเบเกอรี่แบบเดลิเวอรี่แบรนด์ตัวเองที่ชื่อว่า Pimpisut Patisserie อย่างจริงจัง จนกลายเป็นอาชีพที่เธอรัก ทำแล้วมีความสุข แถมยังสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างดี

“เดิมทีแล้วต้องเรียนจบปริญญาตรี สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พอจบก็ได้เข้าไปทำงานในฝ่ายการตลาดของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สีโดยทำอยู่ 1 ปี จากนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักกับ เชฟวิลแมน ลีออง ซึ่งเป็นเชฟใหญ่ของโรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ แล้วเชฟบอกว่ากำลังต้องการคนรุ่นใหม่เข้าไปเรียนรู้การทำเบเกอรี่ในแผนกครัวของโรงแรมพอดี ต้องก็รู้สึกสนใจ เชฟก็เลยให้โอกาสได้เข้าไปทำงานเป็นพนักงานแบบรายวัน ทั้งที่ตอนนั้นต้องยังไม่ได้เรียนทำเบเกอรี่อย่างจริงจัง อาศัยแค่ความชอบของตัวเองเท่านั้น

เมื่อเข้าไปทำงานที่โรงแรมได้สักพัก ต้องก็ฝึกทำเบเกอรี่ตั้งแต่เบสิกเลย เวลาใครทำอะไรก็จะคอยสังเกตและคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือพวกเขา กว่าจะได้ลงมือทำขนมจริงๆ ก็ใช้เวลาหลายเดือน ขนมที่ได้ทำนั้นเริ่มจาก คุกกี้ ชีสเค้ก มูสเค้ก และอื่นๆ เรียกว่าค่อยๆ เรียนรู้เคล็ดลับในการทำเบเกอรี่อยู่หนึ่งปีเต็ม ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ ที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้”

ต้องเล่าว่า ระหว่างทำงานที่โรงแรม สวิสโฮเต็ลฯ เชฟวิลแมนก็ได้ชักชวนให้เธอไปแข่งทำขนมในรายการ Battle of the Chef 2011 ที่มาเลเซีย แม้ครั้งนั้นจะไม่ได้รางวัลติดมือกลับมา แต่อย่างน้อยก็ได้ประกาศนียบัตรจากงานและได้ประสบการณ์ในการแข่งขัน หลังจากนั้นเธอก็ไปแข่งทำขนมในรายการ Hot Dessert Free Style Cooking โดยทำเมนูแอปเปิ้ลพาย จนสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ (เหรียญเงิน) มาครองได้

“หลังจากหาประสบการณ์ในแผนกเบเกอรี่ของโรงแรมแล้ว ต้องก็รู้สึกว่าอยากเรียนรู้การทำเบเกอรี่เพิ่มเติมให้มากกว่านี้ วันหนึ่งต้องก็ปรึกษาคุณแม่ ว่าอยากจะเรียนคอร์สทำ เบเกอรี่ที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี เมื่อคุณแม่เห็นด้วย ต้องก็ลาออกจากงานโรงแรมเพื่อมุ่งมั่นเรียนทำเบเกอรี่อย่างเต็มที่

ช่วงที่ลงคอร์สทำเบเกอรี่ก็เริ่มต้นเรียนใหม่ตั้งแต่ระดับเบสิก แล้วค่อยๆ ไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเวลาทั้งหมด 9 เดือน กระทั่งเรียนจบและได้ประกาศนียบัตร (เป็นนักเรียนที่เรียนดีเป็นอันดับ 2 ของชั้นปี) วันหนึ่งเชฟวิลแมนคนเดิม ปัจจุบันนี้เขาคือผู้ก่อตั้ง Thailand Culinary Academy ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่มักจะส่งเด็กไทยไปแข่งขันทำอาหารและขนมในหลายๆ ประเทศ ก็มาชักชวนให้ต้องไปแข่งทำขนมในรายการ Afternoon Tea Dessert และรายการ Three-Tier Wedding Cake ในงาน FHC Shanghai China 2013 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งเป็นการแข่งทำขนมสำหรับอาฟเตอร์นูนทีและทำเค้กแต่งงาน ก็โชคดีว่าได้รางวัลรองชนะเลิศ (เหรียญเงิน) มาทั้งสองรายการเลยค่ะ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากๆ

หลังจากแข่งทำขนมกลับมา ต้องก็คิดว่าตัวเองน่าจะลองทำเบเกอรี่ขายแบบออนไลน์น่าจะดี ถ้ามีลูกค้าสั่งขนมมา เราก็จะไปส่งให้ถึงที่เลย พอตัดสินใจได้ต้องก็ซื้อเตาอบขนาดเล็กในราคาไม่แพงมากนักมาอบขนมก่อน โดยโพสต์รูปขนมแล้วขายผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมในช่วงปลายปี 2013 ขนมชนิดแรกที่ขายก็คือ มาการง จริงๆ แล้วตอนนั้นต้องยังไม่ได้ทำเอง แต่ไปรับมาจากเชฟที่โรงแรมก่อน ช่วงนั้นมาการงฮิตมาก ประกอบกับมีญาติสั่งไปในงานแต่งงาน พอคนเห็นและได้ชิมก็อยากลองสั่งบ้าง เดือนแรกนี่โชคดีมากเลยค่ะ เพราะมีลูกค้าสั่งมาการงเข้ามาเยอะมาก รวมรายได้เดือนแรกแล้วได้เงินเป็นแสนบาทเลยละ”

ต้องบอกว่า ต่อมาเธอก็เริ่มทำเค้กเองบ้าง โดยมีทั้งเค้กหน้านิ่ม เค้กครีมสด ชีสเค้ก และคัพเค้กหลายๆ รสชาติ โดยขายปอนด์ละ 400-800 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของเค้ก พอลงโซเชียลมีเดียไป คนที่สั่งไปชิมก็เริ่มแนะนำต่อเพื่อนๆ จึงเริ่มมีคนสั่งเข้ามาเรื่อยๆ และมีร้านกาแฟมาสั่งเค้กไปขายในร้านของเขาด้วย

“ลูกค้าโดยทั่วไปมักจะสั่งเค้กอย่างน้อย 1 ปอนด์เป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าเป็นคัพเค้กหรือแซนด์วิชที่ใช้ในช่วงคอฟฟี่เบรก บางครั้งลูกค้าอาจสั่งมากถึง 200-300 ชิ้นเลยละ เค้กที่ขายดีก็คือ เค้กมะพร้าวครีมสด และเค้กส้ม ช่วงแรกๆ ที่รับออร์เดอร์ลูกค้ามาเยอะๆ ก็จะวุ่นหน่อยค่ะ เพราะเราไม่ได้เตรียมวัตถุดิบไว้ จึงต้องวิ่งไปซื้อกันใหม่ทุกครั้ง แต่ช่วงหลังมานี้เราใช้วิธีซื้อวัตถุดิบ เช่น แป้ง เนย ครีม และช็อกโกแลต มาเตรียมไว้เลยค่ะ

ตั้งแต่ขายเบเกอรี่ออนไลน์มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ 5 ปีได้แล้วค่ะ ตอนนี้นอกจากลูกค้าวัยทำงานซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ๆ อย่าง เอสซีจี ธนาคารออมสิน ปตท. และ ททท.แล้ว ยังมีลูกค้ารายย่อยๆ เพิ่มขึ้นด้วย ก็มีคุณแม่นี่แหละที่คอยช่วย ทั้งช่วยจัดเรียงขนมและช่วยซื้อวัตถุดิบให้ รายได้ตอนนี้เรียกว่าสามารถอยู่ได้เลยค่ะ อย่างเตาอบเครื่องใหญ่ที่เห็นนี้ ต้องก็รวบรวมเงินที่ได้จากการขายขนมไปซื้อมาเองเลยนะ (ยิ้ม) ทุกวันนี้จึงรู้สึกภูมิใจและรักการทำเบเกอรี่มากๆ”

ต้องเสริมว่า ในอนาคตเธอแพลนว่าอยากจะเปิดคอร์สสอนทำเบเกอรี่แบบตัวต่อตัว เมื่อบ้านหลังใหม่ปลูกเสร็จเรียบร้อย เนื่องจากได้ทำเป็นสตูดิโอสำหรับสอนและทำเบเกอรี่ไว้โดยเฉพาะ และอาจจะรับทำแคตเทอริ่งและสแน็กบ็อกซ์โดยให้คุณย่าคุณยายหรือผู้สูงอายุที่อยู่ใกล้ๆ บ้านมาช่วยบรรจุกล่องให้ พวกท่านจะได้ทำงานเพลินๆ แบบไม่เหนื่อยนัก และจะได้ไม่เหงาด้วย

“ต้องคิดว่าทุกวันนี้ได้เลือกอาชีพที่ทำให้ตัวเองมีความสุขแล้วล่ะค่ะ แม้ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ก็พอทำให้เราอยู่ได้ เมื่อลูกค้าสั่งขนมมา ถ้าไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ ต้องจะเป็นคนไปส่งเบเกอรี่ให้ลูกค้าเองเกือบทุกรายเลยละ เพราะถือว่าเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ถ้าส่งระยะใกล้ๆ จะไม่คิดค่าส่ง แต่ถ้าระยะทาง 15 กม.ขึ้นไป จะคิดค่าส่ง 200 บาท อีกสิ่งที่ต้องอยากทำก็คือ เปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ สักร้านหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปิดควบคู่ไปกับสตูดิโอสอนทำขนมเลย แต่อย่างไรขอดูความพร้อมอีกทีนึงค่ะ

ทุกวันนี้ต้องก็ยังคงอัพเดทความรู้ในเรื่องการทำเบเกอรี่เพิ่มเติมอยู่เสมอ ทั้งไปเรียนปั้นน้ำตาล และอื่นๆ รวมทั้งเรียนแกะสลักผักผลไม้ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ ว่าเราชอบเรียนและชอบหาความรู้ไปเรื่อยๆ เพราะความรู้หรือเคล็ดลับบางอย่างสามารถนำมาปรับใช้กับการทำเบเกอรี่ของเราได้เช่นกัน”…FB/IG : pimpisut.pastry และ Line : @pimpisut.pastry 

ก๋วยจั๊บ เฮียตั๋วเท๊า เจ้าเก่าเยาวราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566568

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ก๋วยจั๊บ เฮียตั๋วเท๊า เจ้าเก่าเยาวราช

เรื่อง/ภาพ ชายโย

เมื่อพูดถึงร้านอาหารในเยาวราชนั้นมีหลายร้านที่ติดป้ายเจ้าเก่าเยาวราช ดังนั้นเวลาตามหาร้านอาหารในเยาวราชอาจจะต้องจำชื่อเจ้าของร้านเพิ่มเช่น ร้านกวยจั๊บเจ้าเก่าเยาวราชเฮียตั๋วเท๊า ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่อยู่คู่ย่านการค้าเยาวราช-สำเพ็ง แห่งนี้มาตลอด

การเดินทางมารับประทานอาหารที่ร้านก๋วยจั๊บเฮียตั๋วเท๊า ให้ปักหมุดเดินทางมาที่ศาลเจ้ากวนอู เยาวราช ร้านจะอยู่ทางขวามือติดกับร้านศิลป์ฟ้าการแว่น หรือเดินหาซอยเยาวราช 11 ร้านอยู่ติดกับตลาดสำเพ็งพอดี

มาร้านนี้เราแนะนำให้สั่งเมนูเด่นอย่างกวยจั๊บ เริ่มต้นราคา 50 บาทและพิเศษ 80 บาท มีทั้งน้ำข้นและน้ำใสให้เลือกรับประทาน

เมนูข้างเคียงก็จะมีข้าวหมูกรอบ เกาเหลาเลือดหมู และกวยจั๊บแบบใช้เส้นเซี่ยงไฮ้ กวยจั๊บของร้านนี้รสชาติออกทางจัดจ้านพริกไทยป่น น้ำซุปหอมรสชาติกลมกล่อมกำลังดี ให้เครื่องมาค่อนข้างเยอะ กระเพาะหมู หมูกรอบ เครื่องใน เลือดหมู ใส่มาแบบจัดเต็มปริมาณอาจจะเท่ากับเส้นที่ใส่มาก็ว่าได้ ลองคิดว่าชามพิเศษ 80 บาท น่าจะรับประทานได้ 2 คน

เด่นที่สุดในชามนี้นอกจากน้ำกวยจั๊บแล้วก็น่าจะเป็นหมูกรอบ ซึ่งทำออกมาได้กรอบนานขนาดอยู่ในน้ำหลายนาทีตักขึ้นมารับประทานก็ยังรู้สึกได้ถึงความกรอบอยู่ ลูกค้าต่างติดใจในรสสัมผัสของหมูกรอบร้านนี้ด้วยกันทุกคน

อีกเมนูแนะนำ ข้าวหมูกรอบกับน้ำราดสูตรทางร้านก็ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบเพราะหมูกรอบของร้านนี้จัดว่า เด็ดจริงๆ ลูกค้ายืนรอรับประทานตลอดตั้งแต่เปิดร้าน และอย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยน้ำส้มคั้นปั่นอร่อยชื่นใจและช่วยลดดีกรีความเผ็ดร้อนได้เป็นอย่างดี สนใจโทรสอบถามเส้นทางได้ที่ 08-9440-5712 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด 

ย้อนรอยความอร่อย จากนิวยอร์กถึงกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/566575

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ย้อนรอยความอร่อย จากนิวยอร์กถึงกรุงเทพฯ

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลายคนรู้จักชื่อ “ดีน แอนด์ เดลูก้า” ผ่านภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ปี 1990 เรื่อง Felicity เพราะนางเอกของเรื่อง เฟลิซิตี้ สาวสวยผมลอนทำงานพาร์ตไทม์ที่คอฟฟี่ช็อปแห่งนี้ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก สำหรับผู้เขียนยังมีซีรี่ส์ Will and Grace อีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งทำให้รู้จักร้านนี้มากขึ้นไปอีก เพราะ วิลล์ ทรูแมน พระเอกของเรื่องไปร้านนี้บ่อยครั้ง

ดีน แอนด์ เดลูก้า เป็นแบรนด์ร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดัง ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในย่านโซโห มหานครนิวยอร์ก ในปี 1977 โดย โจเอล ดีน, จอร์จิโอ เดลูก้า และ แจ็ก เซกลิก ให้บริการอาหารที่คัดสรรจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งยังโดดเด่นด้วยกาแฟ และมีเครื่องใช้ในครัวจำหน่ายด้วย ในเมืองไทย ดีน แอนด์ เดลูก้า เปิดครั้งแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว กลายเป็นร้านที่ให้ “ฟีล” เหมือนยกนิวยอร์กมาไว้ที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะด้วยบรรยากาศ อาหาร ฯลฯ และเพื่อฉลองครบรอบ 8 ปีในประเทศไทย รวมทั้งครบรอบ 41 ปี ของการก่อตั้งแบรนด์ ทาง ดีน แอนด์ เดลูก้า จึงจัดอาหารประจำเทศกาลให้ทุกคนย้อนเวลา “แฟลชแบ็ก” ไปเอร็ดอร่อย และ “ฟีล” ความเป็นนิวยอร์กกับ 8 เมนูยอดนิยมอีกครั้ง

นิวยอร์กเป็นมหานครที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบร้อยสีพันอย่าง รวมถึงเรื่องอาหารการกินด้วย เช่นเดียวกันกับเมนูสไตล์ “นิวยอร์เกอร์” ซึ่ง “แบงค็อกเกี้ยน” จะได้ลองลิ้ม ณ ดีน แอนด์ เดลูก้า เริ่มต้นกันที่ “เดอะ ดีน แพนเค้ก” แป้งแผ่นแบนๆ ที่เรียกว่า แพนเค้ก ซึ่งทำจากแป้งผสมกับนม เนย ไข่ น้ำตาล ฯลฯ ก่อนนำไปทอดด้วยน้ำมันหรือเนยให้สุกในกระทะนุ่มฟู ยิ่งอร่อยถ้ารับประทานตอนร้อนๆ จะรับประทานเปล่าๆ หรือราดไซรัป หรือจะนำไปสร้างสรรค์เมนูสวยงามเอร็ดอร่อยทั้งของคาวและของหวาน จากที่เป็นมื้อเช้าก็กลายเป็นเมนูที่ได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับแพนเค้กของดีน แอนด์ เดลูก้า จัดเป็นเมนูขนมหวานสุดคลาสสิกและมีเอกลักษณ์ อร่อยด้วยสตรอเบอร์รี่และกล้วยที่รสชาติเข้ากัน ราดด้วยวิปครีม ไซรัปเมเปิ้ล และโรยไอซิ่ง

สำหรับสลัดที่เรียกกันว่า “แครบ หลุยส์” นี้บางครั้งก็เรียกกันว่า “ราชาแห่งสลัด” เป็นสลัดที่มีเนื้อปูเป็นส่วนผสมสำคัญ สูตรอาหารนี้เกิดครั้งแรกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 กำเนิดที่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ชื่อ หลุยส์ นั้นมี 2 ข้อสันนิษฐานคือ เป็นชื่อของ หลุยส์ คูทาร์ด เชฟของภัตตาคารที่เสิร์ฟสลัดขาปู หรืออาจจะมาจากชื่อ หลุยส์ ดาเวนพอร์ต นักธุรกิจโรงแรมชาวอเมริกัน ซึ่งเสิร์ฟสลัดปูที่ร้านอาหารในโรงแรม ใครอยากลองบ้างก็ต้องแวะไปที่ ดีน แอนด์ เดลูก้า โดยสลัดปูของร้านนี้มีผักสดนานาชนิดอย่างเช่น ผักกาดขาว หน่อไม้ฝรั่ง ขึ้นฉ่าย แตงกวาญี่ปุ่น และมะเขือเทศเชอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมกับไข่ต้ม และเนื้อปู ราดด้วยซอสครีมคอกเทล

สลัดอีกสักจาน “นิซัวซ์สลัด” ดั้งเดิมมาจากเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส สูตรออริจินัลนั้นจะเป็นสลัดมะเขือเทศ ไข่ต้ม แองโชวี และแน่นอนว่า ต้องมี มะกอกนิซัวซ์ อันเป็นที่มาของชื่อเป็นวัตถุดิบสำคัญ สำหรับมะกอกนิซัวซ์นี้ต้องเป็นมะกอกจากทางใต้ของฝรั่งเศส นำไปบ่มจนมีสีดำด้วยกรรมวิธีเฉพาะจากสูตรดั้งเดิม นิซัวซ์สลัดถูกสร้างสรรค์ดัดแปลงออกมามากมาย เชฟชื่อดังของโลกต่างก็ชื่นชมว่าเป็นสุดยอดความอร่อยของสลัด ด้วยมีส่วนผสมที่ดีและลงตัว สำหรับ นิซัวซ์สลัด สูตรของ ดีน แอนด์ เดลูก้า มีปลาทูน่านำไปจี่ในกระทะให้พอสุก คลุกเคล้ากับพริกไทยให้มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบตอนรับประทาน รวมทั้งผักกาดแก้ว ถั่วฝรั่งเศส มะเขือเทศ หอมแดง มันฝรั่ง พริกหยวก มะกอกดำ ไข่ต้ม แอนโชวี่ และซอสไวน์ขาว

เมื่อเอ่ยถึง “มีตโลฟ” ใครๆ ก็นึกถึงอาหารที่ปรุงจากเนื้อบดผสมวัตถุดิบต่างๆ ทำเป็นก้อนแล้วอบหรือรมควัน เป็นอาหารจานคุ้นเคยของอเมริกันชน มีความเป็นมายาวนาน สืบค้นได้ถึงศตวรรษที่ 5 เป็นตำรับอาหารของโรมัน เผยแพร่ไปสู่หลายประเทศทั้งเยอรมนี สแกนดิเนเวียน เบลเยียม ฯลฯ ต่างก็มีสูตรมีตโลฟของตัวเอง โดยชาวเยอรมันได้นำไปเผยแพร่ที่อเมริกาตั้งแต่ยุคโคโลเนียล เป็นอาหารซึ่งทำให้ชาวอเมริกันผ่านยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่มาได้ โดยผสมเนื้อบดกับอาหารอื่นๆ เท่าที่มี แล้วใส่เครื่องเทศปรุงรสเข้าไป ก็อิ่มได้ ก่อนจะเป็นหนึ่งในคอมฟอร์ตฟู้ดและอาหารสุดโปรดอันดับต้นๆ ของชาวอเมริกัน มีตโลฟตำรับอเมริกันจะมีซอสหรือเครื่องเคียงสำหรับชูรสเสิร์ฟมาด้วย สำหรับสูตรของ ดีน แอนด์ เดลูก้า จะผสมความเป็นไทยเข้ามาด้วย โดยปรุงจากเนื้อวัวไทยวากิว หอมแดง กระเทียม ครีมชีส โรสแมรี เกล็ดขนมปังและไข่ จากนั้นนำไปอบ เสิร์ฟพร้อมกับมันบดและสลัดผัก

ลำดับถัดมาคือ “ไก่ย่างสไปซี่พิริพิริ” สำหรับไก่พิริพิรินี้เป็นสูตรไก่รสเผ็ดของชาวอัฟริกันและโปรตุเกส กำเนิดขึ้นในแองโกลาและโมซัมบิก ตั้งแต่สมัยที่ชาวโปรตุเกสเข้าไปตั้งถิ่นฐานพร้อมกับนำพริกชิลี (เรียกว่า พิริพิริ ในภาษาสวาฮีลี) ไปเผยแพร่ด้วย ก่อนจะกลายเป็นเมนูไก่ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไก่ย่างสไปซี่พิริพิริของที่นี่นำไก่รมควันอบสมุนไพร โดยใช้อกไก่ที่หมักกับมะนาวและผักชี จากนั้นเสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์และสลัดผัก

อีกหนึ่งเมนูไก่ คือ “ไก่แมกซิกันเอนชิลาด้า” อาหารชาวเม็กซิกันซึ่งส่งออกไปได้รับความนิยมในโลกส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างอเมริกา เมื่อเห็นคำว่า เอนชิลาด้า แล้วก็รับรองได้ว่า เผ็ด เพราะคำนี้ แปลว่า เติมพริกหรือตกแต่งด้วยพริก คำนี้บอกว่า อาหารจากนี้คือ การนำแผ่นแป้งตอร์ติยามาห่อไส้เนื้อ ราดด้านนอกด้วยซอสมะเขือเทศหรือซอสพริก อาหารจานนี้มีมาแต่โบร่ำโบราณของเม็กซิโก ซึ่งคนรับประทานตอร์ติยาหรือแผ่นแป้งที่ทำจากข้าวโพดเป็นหนึ่งในอาหารหลัก ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มนำแผ่นแป้งนี้มาห่อ ม้วน หรือยัดไส้ด้วยอาหารต่างๆ สำหรับที่ดีน แอนด์ เดลูก้า แผ่นแป้งห่อด้วยเนื้ออกไก่ ซึ่งหมักด้วยซอสพริกเม็กซิโก ผสมพริกหยวก และหัวหอม ราดด้วยชีส เสิร์ฟพร้อมกับซอสรสเด็ดสไตล์เม็กซิกัน ซอสซัลซา และซอสซาวร์ครีม

อีกหนึ่งอาหารห่อด้วยแป้งจากเม็กซิโกคือ ทาโก้ ซึ่งเป็นเมนูของเม็กซิโกที่มีมาตั้งแต่ก่อนสเปนจะเข้าไปมีอิทธิพลในภูมิภาคนั้น ดั้งเดิมต้องใช้เนื้อปลา เพราะว่าต้นกำเนิดเมนูนั้นมาจากชุมชนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบ ก่อนจะไปแพร่ขยายในดินแดนอื่น โดยเฉพาะที่สหรัฐ สำหรับ ดีน แอนด์ เดลูก้า เสิร์ฟ “ทาโก้ปลาคอด” ทำจาก ปลาคอดทอด กะหล่ำปลีซอย ซอสเผ็ดที่เรียกว่า ซอสเรมูลาด ห่อด้วยแผ่นแป้ง เสิร์ฟคู่กับซัลซาและมะนาว

หลังจากอิ่มเอมของคาวแล้วก็มี ไอศกรีมนิวยอร์กซันเด มีให้เลือกทั้ง ช็อกโกแลต ร็อกกี้ โร้ด ซันเด, สตรอเบอร์รี่ ครัมเบิ้ล ซันเด และ บานาน่า นัตตี้ คาราเมล ซันเด ให้เลือกตามชอบ

8 เมนูของ ดีน แอนด์ เดลูก้า นี้ ทำให้ผู้ชิมได้ย้อนเวลา “แฟลชแบ็ก” ไปเอร็ดอร่อย และ “ฟีล” ความเป็นนิวยอร์กกันอีกครั้งที่กรุงเทพฯ 

Five Thai e-founder ‘champions for development’ launched by Alibaba

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30359813

Five Thai e-founder ‘champions for development’ launched by Alibaba

Tech December 04, 2018 10:27

By The Nation

Another five young Thai entrepreneurs have graduated from the UNCTAD and Alibaba Business School’s eFounders Fellowship.

For the fourth edition of the fellowship, the Thais joined with participants from 11 Asian countries, as 38 participants from across South and Southeast Asia were selected from over 300 applicants to take part in the intensive 14-day bootcamp.

The Fellowship aims to help bridge the digital divide and enable young entrepreneurs with the right skills for their businesses, and encourages them to share their newly acquired knowledge with the communities they operate in.

The graduation of the fourth eFounders class means Alibaba is on target to fulfil the pledge made by Jack Ma, founder and executive chairman of Alibaba Group, in his capacity as the UNCTAD Special Adviser for Young Entrepreneurs and Small Business. UNCTAD is the United Nations Conference on Trade and Development.

The commitment seeks to empower 1,000 entrepreneurs in developing countries by creating champions for inclusive and sustainable economic development through the digital economy over the next five years.

“This initiative amplifies many of the efforts made by the international community to support digital transformation and innovation for inclusive and sustainable development,” said Arlette Verploegh, UNCTAD eFounders Fellowship programme coordinator.

“Investing in youth entrepreneurship can inspire other entrepreneurs in their endeavours and help create awareness about challenges they face and the opportunities the modern economy offers.”

The participants from Thailand had founded logistics, fintech and tourism startups. The graduates are Nithipont Thaiyanurak, CEO of Box24, a network of 24/7 smart lockers available in Thailand, Singapore and Malaysia; Supichaya Surapunthu, CEO and founder of Piggipo, a credit card management application; Nithi Satchatippavarn, managing director of MyCloudFulfillment, a one-stop order fulfillment for e-commerce and omni-channel businesses; Sittisak Wongsomnuk, CEO and co-founder of GIZITX, an online marketplace of logistics services for businesses to compare logistics prices and book services instantly; and Sipavich Dhumrongvaraporn, co-founder of Bellugg, a company providing on-demand luggage delivery service between the airport and hotel.