‘พ่อดม-เกรซ’แทคทีมสร้างรอยยิ้ม รับเชิญซิทคอมดีต่อใจ’รักปรุงรส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352356

'พ่อดม-เกรซ'แทคทีมสร้างรอยยิ้ม รับเชิญซิทคอมดีต่อใจ'รักปรุงรส'

‘พ่อดม-เกรซ’แทคทีมสร้างรอยยิ้ม รับเชิญซิทคอมดีต่อใจ’รักปรุงรส’

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.51 น.

เรตติ้งกำลังมาแรง ผู้จัดฯ หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ  เลยจัดแขกรับเชิญแบบคอมโบเซตคูณสองในตอนเดียว โดยได้รับเกียรติจาก พ่อดม ชวนชื่น รับบท “ปู่สิงห์” และนักแสดงหน้าใส เกรซ-บุศรินทร์ วงศ์ลีลนนท์ มาร่วมสร้างความสนุกในซิตคอมอบอุ่นกรุ่นหัวใจ “รักปรุงรส” ค่ายเฮาส์ ออฟ มรรค ตอนวนิลา คัพเค้ก ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค.นี้

พ่อดม บอกว่า “ดีใจที่ หนุ่ม-สันติสุข ชวนให้มารับเชิญ นี่บอกเลยว่าแอบลูกมาเล่น (หัวเราะ) เพราะลูกๆ ไม่อยากให้ถ่ายละครแล้ว กลัวจะเหนื่อย แต่ตัวพ่อเองอยากมา ได้มาเจอลูกๆ หลานๆ แล้วมันรู้สึกสดชื่นดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ ในเรื่องพ่อรับบท “ปู่สิงห์” เจ้าของร้านคัพเค้กคุณปู่ ก็จะเป็นปู่ที่หัวใจยังวัยรุ่น แอบหยอดมุขจีบทั้งสาวเล็กสาวใหญ่จน หลานดาว (รับบทโดยเกรซ-บุศรินทร์) หวงปู่กลัวจะไปหลงสาว ในเรื่องมีฉากต้องทำคัพเค้กด้วย พ่อก็จัดเต็มใส่ลีลาร่อนแป้งโยกเอวไปด้วยเพื่ออรรถรส แต่ไม่ได้โยกแรงมากนะ เดี๋ยวเอวเคล็ด ยิ่งรุ่นนี้แล้วไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยนด้วย (ยิ้ม) เอาเป็นว่าถึงสังขารจะไม่ให้ แต่ว่าใจเกินร้อย ใส่มุขและความสนุกไม่ยั้ง ฝากคุณผู้ชมติดตามด้วยนะครับ”

เกรซ เล่ายิ้มๆ ว่า “รับบทเป็น “ดาว” ค่ะ เป็นหลานสาวที่หวงคุณปู่ชนิดที่ใครก็เข้ามาเกาะแกะไม่ได้พร้อมไฝว้ตลอด และเพราะความใจร้อน นิสัยยังเป็นเด็กทั้งๆ ที่แต่งงานมีสามีแล้วของดาวเลยไปทำเรื่องให้พระนางเค้าเข้าใจผิดกัน แต่เกรซไม่ได้มาร้ายนะ มาสวยๆ เป็นคนดี (หัวเราะ) แค่ทำตัวสนิทกับพระเอกเกินไปนี๊ดส์นึงจนนางเอกเค้างอน เรื่องนี้ถึงเกรซจะมารับเชิญแค่ตอนเดียว แต่บรรยากาศกองถ่ายสนุกมาก ที่สำคัญขนมและอาหารไม่มีพร่อง สมกับเป็นซิตคอมที่มีคอนเซ็ปต์ชวนหิวได้ดีจริงๆ ยังไงเกรซก็ฝากแฟนๆ ละครรอติดตามด้วยนะคะ สนุกแน่นอน”

แทคทีมกันสร้างความสนุกขนาดนี้ พลาดไม่ได้แล้ว ตื่นเช้ามารอชมซิตคอม “รักปรุงรส” ตอนวนิลา คัพเค้ก วันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค.นี้ เวลา 9:00 น. ทางช่อง 7HD กดเลข 35  และFacebook Live Fanpage : Ch7HD หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง BUGABOO.TV

 

‘หนุ่ม-สันติสุข’นำทีมนักแสดงชวนดู‘รักปรุงรส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352354

‘หนุ่ม-สันติสุข’นำทีมนักแสดงชวนดู‘รักปรุงรส’

‘หนุ่ม-สันติสุข’นำทีมนักแสดงชวนดู‘รักปรุงรส’

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.48 น.

ผู้จัดฯ หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ  พร้อมด้วยทีมนักแสดง บิ๊ก ณทรรศชัย, อ้อม อังคณา,เบน สันติราษฎร์,ฝน ปริตา,เติร์ก ณัฐชนน นินิว กัญญารัตน์ โปรโมทละครซิทคอม ‘รักปรุงรส’ทางช่อง 7 HD(กดเลข 35) ออกอากาศ เสาร์ –อาทิตย์ เวลา 09.00น.

ครั้งแรกในรอบ20ปี!! คอนเสิร์ต’จากภูผาถึงทะเล สามตำนานเพลงเพื่อชีวิตกับ70ปี หงา คาราวาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352345

ครั้งแรกในรอบ20ปี!!  คอนเสิร์ต'จากภูผาถึงทะเล สามตำนานเพลงเพื่อชีวิตกับ70ปี หงา คาราวาน'

ครั้งแรกในรอบ20ปี!! คอนเสิร์ต’จากภูผาถึงทะเล สามตำนานเพลงเพื่อชีวิตกับ70ปี หงา คาราวาน’

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.09 น.

ธัญญาเรศ เองตระกูล ผู้บริหารบริษัท อาร์ พี เอ็ม มีเดีย จำกัด ร่วมกับธนภร บุญยั่งยืน ประธานบริหาร บริษัท หนีกรุง คอนเน็ค จำกัด จัดงานแถลงข่าวคอนเสิร์ต “จากภูผาถึงทะเล สามตำนานเพลงเพื่อชีวิต กับ 70 ปี หงา คาราวาน”  การรวมตัวกันครั้งแรกในรอบ 20 ปีของ 3 ศิลปินระดับตำนานเพลงเพื่อชีวิต  “หงา คาราวาน , คาราบาว และ ปู – พงษ์สิทธิ์ คำภีร์” 

โดยมี วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย  Production Director บริษัท Change 2561 จำกัด และ จิราวุฒิ ดุษฎีพรรณ์  กรรมการบริหาร บริษัท หนีกรุง คอนเน็ค จำกัด ร่วมแถลงข่าว ไปเมื่อวันก่อน ณ ร้าน EST.33 ถ.ประดิษฐมนูธรรม โดยไฮไลท์ในวันแถลงข่าวนั้น ทั้งสามศิลปินได้โชว์เพลงฮิตที่ยังอยู่ในความทรงจำ เริ่มต้นด้วยเพลงจากภูผาถึงทะเล , เพลงเดือนเพ็ญ, เพลงลุงขี้เมา สร้างความประทับใจให้กับผู้มาร่วมงานแถลงข่าวเป็นอย่างมาก

 

 

ที่สุดแห่งคอนเสิร์ตระดับตำนานที่ไม่ควรพลาด!! กับครั้งแรกในรอบหลายปีที่ขุนพลแห่งตำนานเพลงเพื่อชีวิตมารวมกัน บทเพลงในความทรงจำจะถูกขับขานขึ้นมา ทำให้ย้อนวันวาน นึกถึงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตว่าในตอนนั้น เราเกิดและเติบโตผ่านมาถึงวันนี้โดยมีบทเพลงเพื่อชีวิตคอยขัดเกลาหรือนำทาง พร้อมทั้งสร้างกำลังใจให้เราก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ มาเป็นเราในทุกวันนี้ได้อย่างไร ซึ่งเชื่อได้ว่าทุกคนเกิดและเติบโตมากับเพลงเพื่อชีวิต เพลงฮิตของศิลปินที่ชื่นชอบหลากหลายบทเพลงดังที่เคยได้ยินในอดีตจะถูกขับขานบนเวทีนี้อีกครั้ง

และเป็นโอกาสที่ดีในการร่วมอวยพร 70 ปีของหงาคาราวานอีกด้วย  งานนี้ยังได้ 3 ซุปตาร์ดีว่าตัวแม่  อย่าง “ใหม่ เจริญปุระ , คริสติน่า อากีล่าร์ และ แอม – เสาวลักษณ์ ลีละบุตร”  ที่จะพร้อมใจกันขึ้นร้องเพลงเพื่อชีวิตเป็นครั้งแรก!! อีกด้วย

 

ขอเชิญร่วมสร้างปรากฎการณ์สุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไปด้วยกัน แบบไม่มีตีกันแน่นอน!! ในวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2561 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี งานนี้ผู้จัดยืนยันไม่มีบันทึกการแสดงสด พลาดแล้วจะเสียใจ จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่  http://www.thaiticketmajor.com หรือ Thaiticket major ทุกสาขา บัตรราคา 5,000 (จำหน่ายหมดแล้ว)

สำหรับบัตรที่ยังมีจำหน่ายคือบัตรราคา 3,000 / 2,000 / 1,500 / 1,000 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call center 084-714-0000

‘มิว-กันต์-อนันดา’เปิดตัว’7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์’หนังรักสุดโรแมนติกแห่งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352340

'มิว-กันต์-อนันดา'เปิดตัว'7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์'หนังรักสุดโรแมนติกแห่งปี

‘มิว-กันต์-อนันดา’เปิดตัว’7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์’หนังรักสุดโรแมนติกแห่งปี

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 13.55 น.

 

เปิดตัวรอบปฐมทัศน์ไปอย่างสุดซึ้งกับภาพยนตร์รักโรแมนติคแห่งปี  “7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์” เมื่อคืนก่อนท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นไปด้วยความรักรวมถึงกำลังใจมากมายทั้งแฟนคลับ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิเช่น หน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์  , มาร์ค-กัง-เซฟ จาก Conversationthailand, อาร์ต พศุตม์, โอซา แวง,เสนาลิง ฯลฯ โดยพิธีกรสาวสวย “เชียร์ ฑิฆัมพร” พร้อมเชิญชวนทุกคนร่วมเชียร์ให้กับมหัศจรรย์ความรักของคนคู่หนึ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง “7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์” ในฐานะพิธีกร

เมื่อความรักและความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนไป เพราะผู้ชายตื่นมาในร่างคนอื่นทุกวันความรักของเขาทั้งสองจะเป็นอย่างไรหรือจะรักกันได้ทุกวันหรือไม่ต้องติดตามชมในภาพยนตร์พร้อมกัน เมื่อพิธีกรบอกเล่าถึงเรื่องราวของภาพยนตร์เพียงสั้นๆ อาจยังไม่พอ ขอบอกเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงเพราะๆ โดยนักร้องสาวเสียงหวาน “อิงค์ วรันธร” ที่ขึ้นมาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์กับเพลง “โลกที่ไม่มีเธอ” ให้ทุกคนได้ซาบซึ้งก่อนเปิดตัวนักแสดงนำ โดยเริ่มจากผู้ที่เข้ามาในชีวิตของนางเอกแบบไม่คาดคิด อย่าง Lorenzo De Stefano, อั่งเปา-ธัญญ์กรณ์ กัลยาวุฒิพงศ์, เทวัญ ทรัพย์แสนยากร, สตาร์บัคส์ พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล, บอย ตรัย ภูมิรัตน์ และปิดท้ายด้วย 2 หนุ่มสุดฮอต อนันดา เอเวอริงแฮม และ กันต์ กันตถาวร ที่ควงนางเอกหน้าหวานของเราอย่าง มิว นิษฐา จิรยั่งยืน ขึ้นเวที และที่ขาดไม่ได้คือ ปี๊ด ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับภาพยนตร์ ขึ้นมาพูดคุยบนเวที ถึงที่มาเบื้องหลังความสนุกในกองถ่าย และนิยามของ 7 days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์

ปิดท้ายด้วยเชิญผู้บริหารและผู้สนับสนุนให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกันกับผู้กำกับและนักแสดงของภาพยนตร์  คุณอัครพล เตชะรัตนประเสริฐ ผู้บริหารจากบริษัท เทค ดิจิทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด, คุณเตือนใจ เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการ บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, คุณกุลพงศ์ บุนนาค Country Manager – Thailand HOOQ Digital (Thailand) Co., Ltd., ดร.ดิสพล จันศิริ ผู้บริหารจากบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), คุณกิตติพงษ์ ธนารักษ์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด Brand Management 1 U Beer & Snowy บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, คุณนันท์ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ ประธานกรรมการ บริษัท ชาร์มมิ่ง เวิร์ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, คุณดนุพล กมล ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาดและพัฒนา ธุรกิจ บริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด, คณุคชภัค ผลธนโชติ ผู้บริหารจากค่ายบ็อกซ์มิวสิค และคุณนรุตม์  เจียรสนอง   ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด   บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด มหาชน

เตรียมพบกับภาพยนตร์รักโรแมนติคที่จะทำให้คุณตกหลุมรักกับคนๆเดิมได้ทุกวัน ใน “7 days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์” พร้อมฉายให้ดูกันแน่นอน 19 กรกฎาคม นี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ กับงานประกาศรางวัลผู้ชนะแข่งขันภาพยนตร์สั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352338

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ กับงานประกาศรางวัลผู้ชนะแข่งขันภาพยนตร์สั้น

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ กับงานประกาศรางวัลผู้ชนะแข่งขันภาพยนตร์สั้น

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 13.52 น.

กรมการท่องเที่ยว จัดงานประกาศรางวัลการแข่งขันการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นในประเทศไทย ในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย ครั้งที่ 6 Thailand International Film Destination Festival 2018 : TIFDF2018 อย่างยิ่งใหญ่ กับผลงานภาพยนตร์สั้นที่นำเสนอสถานที่สวยงามในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ทั้งนักศึกษาต่างชาติ และนักศึกษาไทย ที่ได้มาประชันฝีมือกัน พร้อมเปิดบ้านต้อนรับ ศิลปิน ดารา และผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลกเข้าร่วมงาน อาทิ Wes Chatham นักแสดงอเมริกันจากภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games, Escape Plane 2, Justin Diemen โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง Before the Fall, Batoor, The Eco-Warriors, Jonah Greenberg โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันจากภาพยนตร์เรื่อง Jade Worrior, One Last Dance, Dimitri Logothetis ผู้เขียนบทและผู้กำกับ Kickboxer 1-2, Pompeii, Suicide Squard, Warcalf, X-Men: Apocalypse ร่วมด้วย ปู วิทยา และ ปู สหจักร นักแสดงชาวไทยผู้มีผลงานและเป็นที่รู้จักในวงการหนังต่างประเทศ พร้อมด้วยดารานักแสดงชื่อดังของเมืองไทย อาทิ เก้า จิรายุ, ซาร่า นลิน,แก้ม เดอะสตาร์, โต๋ ศักดิ์สิทธ์, คิว วงฟลัวร์, ตูมตาม เดอะสตาร์ และนุ้ย เกศริน

นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “นับตั้งแต่ปี 2556 ที่กรมการท่องเที่ยวได้เริ่มจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย หรือ Thailand International Film Destination Festival มีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การเผยแพร่ศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และความพร้อมด้านการให้บริการถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองไทย ดึงดูดให้กลุ่มคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และผู้สนใจมาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย พร้อมกับประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย โลเคชั่นต่างๆ ประเพณี วัฒนธรรม ให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก และอยากมาสัมผัส อยากมาเยือนประเทศไทย”

“และในวันนี้ เทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย ครั้งที่ 6 Thailand International Film Destination Festival 2018 : TIFDF2018 ภายใต้แนวคิด Colorful Thailand – A True Sense of Thailand’s Film Destinations  ได้ดำเนินมาถึงโค้งสุดท้าย โดยกิจกรรมตลอดโครงการที่ผ่านมานั้น ได้สร้างสรรค์ขึ้นอย่างมีกลยุทธ์เพื่อสร้างเครือข่ายกับบุคลากรด้านภาพยนตร์จากทั่วโลก พร้อมมอบโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอนาคต ได้มีโอกาสมาสัมผัสประสบการณ์จริงของการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย และทำงานร่วมกับทีมงานไทย  จนสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันในอนาคต โดยในกิจกรรมการประกวดภาพยนตร์สั้น ที่ถ่ายทำในประเทศไทย ได้เน้นการถ่ายทำใน 8 เขตท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยผู้เข้าแข่งขันจะเป็นนักศึกษาด้านภาพยนตร์จากนานาประเทศทั่วโลก สมัครเข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 277 ทีม และผ่านการคัดเลือก จนได้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 24 ทีม  มาจากทั่วโลก อาทิ อังกฤษ บัลแกเรีย โปรตุเกส บราซิล อินเดีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ โดยได้รับ    โจทย์การแข่งขันภายใต้แนวคิดวิถีไทย เพื่อนำเสนอการท่องเที่ยวด้วยสีสันความงดงามของสถานที่ต่างๆ ทั้งในด้านธรรมชาติ เสน่ห์ของวัฒนธรรม เอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น ความเป็นวิถีไทย ซึ่งล้วนเป็นสีสันของประเทศไทยโดยสื่อจากมุมมองต่างๆ ของผู้เข้าแข่งขัน เพื่อถ่ายทอดสู่ภาพยนตร์สั้น พร้อมกับอีก 15 ทีมนักศึกษาชาวไทยที่ผ่านการคัดเลือกจาก 36 ทีม กับโจทย์ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ได้ไปถ่ายทำในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศไทย”

 

และยังได้มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่คืนความสุขให้คนไทย คือ การจัดฉายภาพยนตร์ต่างประเทศที่เคยถ่ายทำในประเทศไทย (Thailand on Screen) 7 เรื่อง 7 รส ที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าชมฟรี ในวันที่ 11 – 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน โดยภาพยนตร์ทั้ง 7 เรื่อง ล้วนเป็นภาพยนตร์ชื่อดังที่ทำให้เกิดกระแสตามรอยภาพยนตร์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนประเทศไทย  ได้แก่ Kickboxer: Vengeance, Largo Winch II, Lupin the 3 rd, The 101-Year-Old Man Who Skipped Out on the Bill and Disappeared, Kickboxer: Retaliation, Will You Be There? และ ALL I SEE IS YOU ซึ่งได้รับความสนใจร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลามเช่นทุกปี

“การประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์จากทั่วโลกนั้น ได้ดำเนินการผ่านกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมามีทั้งทีมผู้สร้าง ผู้ผลิต กองถ่ายทำจากต่างประเทศ  ทั้งภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ มิวสิควิดีโอ สารคดี เลือกใช้โลเคชั่นในเมืองไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก เพียบพร้อมไปด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพ และสามารถรองรับทีมงานระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย หรือ Thailand International Film Destination Festival จึงเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประชาสัมพันธ์ พร้อมตอกย้ำถึงความสำเร็จของไทยในสายตาชาวโลกถึงการเป็นโลเคชั่นยอดนิยมอันดับหนึ่งในเอเชีย” นายอนันต์ กล่าวปิดท้าย

ผลรางวัลการแข่งขันถ่ายทำภาพยนตร์สั้นในประเทศไทย Thailand International Film Destination Festival 2018

ทีมนักศึกษาต่างประเทศ

  1. รางวัลชนะเลิศภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม ทีมนักศึกษาต่างประเทศ Grand Prizeได้แก่ ทีมจากประเทศฟิลิปปินส์ (ทีมที่ 12)
  2. รางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำเขตภูมิภาคการท่องเที่ยว จำนวน 8 รางวัล

รางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำกลุ่มภาคเหนือ (North Zone)

  • Award for Outstanding Presentation of North Zone – The Lanna Cluster

ได้แก่ ทีมจากประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยม (ทีมที่ 3)

  • Award for Outstanding Presentation of North Zone – The Cultural World Heritage Cluster  ได้แก่ ทีมจากประเทศบราซิล (ทีมที่ 6)

รางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (North East Zone)

  • Award for Outstanding Presentation of North East Zone – The Khong River Clusterได้แก่ทีมจากประเทศเนปาล (ทีมที่ 9)
  • Award for Outstanding Presentation of North East Zone– The South Eastern Cluster ได้แก่ ทีมจากประเทศฟิลิปปินส์ (ทีมที่ 12)รางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำกลุ่มภาคใต้ (South Zone)
  • Award for Outstanding Presentation of South Zone– The Royal Coast Clusterได้แก่ ทีมจากประเทศอังกฤษ (ทีมที่ 15)
  • Award for Outstanding Presentation of South Zone– The Andaman Cluster ได้แก่ ทีมจากสาธารณรัฐเช็ก (ทีมที่ 16)

รางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำกลุ่มภาคกลาง(Middle Zone)

  • Award for Outstanding Presentation of Middle Zone– The Chao Phraya River Clusterทีมจากประเทศฟิลิปปินส์ (ทีมที่ 21)  รางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำกลุ่มภาคตะวันออก(East Zone)
  • Award for Outstanding Presentation of East Zone– The Active Beach Clusterทีมจากประเทศสิงคโปร์ (ทีมที่ 24)

ทีมนักศึกษาไทย

  1. รางวัลชนะเลิศภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม ทีมไทย Grand Prize ได้แก่ ทีมจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (ทีมที่ 9)
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม 1 รางวัล First runner-up ได้แก่ ทีมจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (ทีมที่ 1)
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม 1 รางวัล Second runner-up ได้แก่ ทีมจากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด (ทีมที่ 7)

เปิด’วาร์ป’นักแสดงใครเป็นใครใน APP WAR แอปชนแอป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352323

เปิด'วาร์ป'นักแสดงใครเป็นใครใน APP WAR แอปชนแอป

เปิด’วาร์ป’นักแสดงใครเป็นใครใน APP WAR แอปชนแอป

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 11.59 น.

ค่ายหนังทีโมเมนต์ ปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง APP WAR แอปชนแอป ยอดวิวทะลุล้านไปเป็นที่เรียบร้อย และหลายคนที่ได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์ ก็ต่างตั้งข้อสงสัยว่านักแสดงที่มาถ่ายทอดเรื่องราวสงครามการแข่งขันสร้างแอปพลิเคชั่นในเรื่องนี้เป็นใครกันบ้าง ซึ่งอันที่จริงแล้วนักแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้  เรียกได้อย่างเต็มปากว่า เราได้นักแสดงที่มีความสามารถแตกต่างมารวมกัน อย่างลงตัว

เริ่มต้นกันที่พระเอกมิวสิควีดีโอ 10 ล้านวิวจากบทเพลงชื่อดังแห่งยุค “ภาพจำ” ของ ป๊อบ ปองกูล อย่าง นัท ณัฏฐ์ กิจจริต  สถาปนิกหนุ่มหล่ออนาคตไกล ที่ขอตัวมารับบทบาทนักแสดง ซึ่งนอกจากมิวสิควีดีโอแล้วหลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจาก ภาพยนตร์โฆษณา หนังโฆษณา RiAeDoของ Eversense Thailand , Heartbeatจังหวะจะรัก ในวาระ 70 ปีห้างสรรพสินค้าเซนทรัล และ ในซีรีส์โฆษณาชุด CAN The Series by KTCณัฏฐ์ ถูกเลือกให้รับบทบอม์บ เพราะคาแรคเตอร์คล้ายๆกับที่ผู้กำกับวางเอาไว้ ค่อนข้างจริงจัง ตั้งใจและมุ่งมั่นในการทำงานและสามารถถ่ายทอดอารมณ์ดราม่าได้ดี

ทู-สิราษฎร์ อินทรโชติ  นายแบบหนุ่มเซอร์ ที่ผ่านงานแสดงและภาพยนตร์โฆษณาThe Only One จาก The 1 Card, มิวสิควีดีโอเพลง ตัวปลอม ของลุลา และPOTATOและผลงานโฆษณาไวรัล Rompboyภาพยนตร์เรื่องแรกของทู ได้ร่วมงานกับ ผู้กำกับ เต๋อ นวพล ใน DieTomorowพรุ่งนี้ตาย ทูก็เป็นนักแสดงที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของความตายได้อย่างยอดเยี่ยม

จิงจิง-วริศรา ยู  ไทยซูเปอร์โมเดลปี 2012 นางแบบสาวหน้าเก๋ที่เอเจนซี่ใหญ่จากประเทศเกาหลีเห็นแล้วทนไม่ไหวต้องขอเซนต์สัญญาร่วมงานด้วย เธอโกอินเตอร์ไปเดินแบบที่ประเทศเกาหลีใต้เชิดฉายอยู่บนแคทวอล์คและเธอเองได้มีโอกาสร่วมงานเล่น มิวสิควีดีโอเพลง แพ้ทาง ของลาบานูน ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ 100 ล้านวิวมาแล้ว และเพลง มีผลต่อหัวใจ – นนท์ ธนนท์ภาพยนตร์เรื่องนี่คือการก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์เรื่องแรกอย่างเต็มตัวของเธอ สาวหน้าเก๋ บุคลิกคล่องแคล่วตั้งใจ จริงจัง มุ่งมั่นในการทำตามฝันของเธอตรงกับคาแรคเตอร์ของ จูน นางเอกของเรื่องนี้ เธอจึงคว้าบทนี้มาครอง

อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อร BNK48  นักร้องจากวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแห่งยุค ที่เหล่าบรรดาแฟนคลับ ต่างถวายหัวใจให้กับเธอคนนี้ ซึ่งในครั้งนี้ อร BNK48  พร้อมวางไมค์และท่าเต้นสุดน่ารักของเธอ มารับบทบาทนักแสดงเรื่องแรกในชีวิต เธอข้อพิสูจน์ความสามารถอีกด้านนึงของเธอด้วยการแสดง ถึงแม้จะเป็นการแสดงครั้งแรกของเธอ แต่เธอก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมี หรั่ง อภิวิชญ์ เรียร์ดอน  พิธีกรมาดกวนจากรายการ ทำไมล์ไทยแลนด์ ด้วยมาดกวนๆ บุคลิกที่โดดเด่นทำให้ หรั่งเข้าตาทีมงาน และถึงแม้หรั่งจะเคยผ่านผลงานการแสดงเล็กๆน้อยๆมาบ้าง แต่นี้คือภาพยนตร์เรื่องแรกของหรั่งด้วยเช่นกัน

ธิชา วงศ์ทิพย์กานนท์  บิวตี้บล็อกเกอร์สาวชื่อดังและนักแสดงมิวสิกวิดิโอและโฆษณาไวรัลอีกมากมาย หน้าตาที่โฉบเฉี่ยว ของเธอทำให้ทีมงานอยากได้มารับบท ฝ้าย ที่ต้องเป็นสาวเปรี้ยวที่พร้อมกล้าได้กล้าเสียกับทุกๆเรื่อง

ปิดท้ายด้วย เติร์ด-ธนาภพ อยู่วิจิตร หรือ เติร์ดThe Face Men Thailand ที่โดดเด่นตั้งแต่อยู่ในรายการเรียลลิตี้ชื่อดัง เติร์ด เป็นนายแบบตั้งแต่อายุ 15 ไม่เคยผ่านการแสดงอะไรมาก่อนเลยการมาเคสติ้งเล่นเรื่องนี้เป็ฯครั้งแรก และ เติร์ดก็ได้รับบท บัน หนึ่งในตัวละครที่มาสร้างสีสันให้น่าจดจำได้อย่างดีเยี่ยม

และนี่คือนักแสดงเจนเนอเรชั่นใหม่ ที่จะมาขับเคลื่อนสงครามที่ไม่มีอาวุธ แต่สงครามที่พวกเขาต้องต่อสู้และแข่งขันจะต้องชิงไหวชิงพริบด้วยมันสมอง เพื่อคว้าเงินรางวัล 100 ล้านบาท พิสูจน์ฝีมือการแสดงของพวกเขาได้ใน ภาพยนตร์ APP WAR แอปชนแอป วันที่ 1 สิงหาคมนี้ เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์

พอลีนา โอลอฟสกา ชีวิตในเบลาเวีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572633

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

พอลีนา โอลอฟสกา ชีวิตในเบลาเวีย

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : พอลีนา โอลอฟสกา

เมโทร พิคเจอร์ส กรุงนิวยอร์ก เปิดนิทรรศการศิลปะ Belavia ผลงานของศิลปินสาว พอลีนา โอลอฟสกา ณ แกลเลอรี่ชั้นบน โดยเป็นการจัดแสดงภาพวาดเอาไว้คู่กับภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน ในสไตล์ศิลปะจัดวาง (Installation)

นับตั้งแต่ปี 2016 พอลีนา โอลอฟสกา ศิลปินสาวชาวโปแลนด์ เดินทางไปยังกรุงมินสค์ ของเบลารุส อยู่บ่อยครั้ง เพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆ ของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ พอลีนา บอกว่า มินสค์เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่เหมือนหยุดเวลาของโลกเอาไว้

“ทุกครั้งที่ไปทำให้ฉันนึกถึงวัยเด็ก ที่เติบโตขึ้นมาในโปแลนด์ยุคคอมมิวนิสต์”

ผลงานในนิทรรศการ Belavia จึงคล้ายเป็นการสำรวจเมือง รื่นรมย์กับสไตล์ ชีวิตผู้คน และวัฒนธรรมประจำถิ่น ซึ่งในมุมมองของพอลีนาเห็นว่าเป็นเมืองสังคมนิยมในอุดมคติ

ภาพยนตร์สารคดี Univermag เป็นธีมหลักในนิทรรศการศิลปะจัดวาง ถ่ายทำในห้างสรรพสินค้า GUM (หรือ Glavnyj Universanyj Magazin) กลางกรุงมินสค์ ซึ่งเป็นเชนห้างสรรพสินค้า ที่มีในแทบทุกเมืองของอดีตสหภาพโซเวียต

เนื้อหาในวิดีโอได้แรงบันดาลใจจาก The Ladies’ Paradise นิยายของเอมิล โซล่า ที่เล่าเรื่องราวการเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ในกรุงปารีส ณ ศตวรรษที่ 19

ภาพในวิดีโอเป็นภาพแอบถ่ายทั้งลูกค้าและคนขายตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ในห้าง GUM ซึ่งได้อารมณ์ที่แตกต่างจากห้างสุดโมเดิร์นในนิยายของเอมิล โซล่า อย่างสิ้นเชิง GUM ไม่ได้เป็นสรรพสินค้านำสมัย ทว่าเป็นเหมือนกระสวยย้อนเวลาไปยังยุคสงครามเย็น ในห้างนี้มีขายแต่สินค้าแบรนด์ในประเทศเบลารุสเท่านั้น บรรดาแบรนด์ที่เราคุ้นเคยจากยุโรปตะวันตกนั้นไม่มีปรากฏให้เห็น

ขณะที่ศิลปะประกอบวิดีโอ เล่าประเด็นบริโภคนิยม ทุนนิยม และสิทธิสตรี ออกมาเป็นภาพสตรีชาวเบลารุสยุคใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองที่เหมือนย้อนยุคของกรุงมินสค์

สตรีบางคนดูมีความคาดหวังเรื่องอนาคตอันสดใสในวันข้างหน้า ขณะที่บางคนก็เหมือนจะยึดติดกับอดีต ภาพผู้หญิงสวมเสื้อแขนกุดสีแดงสดใส เธอมีผิวสีแทนเหมือนผ่านการอาบแดด นั่งอยู่เบื้องหน้า U Troitskogo อาคารที่อยู่อาศัยเก่าๆ เป็นคอนทราสต์ที่แสดงไลฟ์สไตล์ปกติในสังคมเบลารุสขณะนี้

ขณะที่อีกภาพเป็นแม่ลูก แต่งกายในชุดเสื้อผ้าทันสมัย เบื้องหลังเป็นอาคารที่อยู่อาศัยสุดเดิร์นบนนนอินดิเพนเดนซ์ อเวนิว ที่เลื่องลือของกรุงมินสค์ ไกลออกไปเป็นภาพทิวทัศน์สีเงินๆ ที่คล้ายโลกพระจันทร์ เล่าถึงอดีตที่เคยผ่านมากว่าจะมีชีวิตที่หรูหราในปัจจุบัน

นอกจากผลงานศิลปะประกอบวิดีโอสารคดีแล้ว ยังร่วมด้วยบทเพลงของนักดนตรีสาวท้องถิ่นเบลารุสชื่อดัง ฮาลีนา ซาลาทูคา บรรเลงไปพร้อมกันด้วย

สำหรับ พอลีนา โอลอฟสกา อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองรับคา ซตรุย (Rabka Zdroj) และคราคอฟ (Krakow) ประเทศโปแลนด์ เธอมีผลงานนิทรรศการเดี่ยวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในโปแลนด์บ้านเกิดและทั่วยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

อีสปอร์ต เกมนี้พี่ขอรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572631

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 10:02 น.

อีสปอร์ต เกมนี้พี่ขอรางวัล

โดย กั๊ตจัง

หากคุณคิดว่าการเล่นกีฬาต้องเสียเหงื่ออย่างเดียวนั้นในยุคสมัยนี้อาจจะต้องปรับนิยามเสียใหม่ เพราะเกมกีฬาที่ได้เงินรางวัลไม่ได้จำกัดเฉพาะกีฬาเดิมๆ ที่เราต้องใช้แรงกายเพียงอย่างเดียว นักกีฬาอี-สปอร์ตที่ทุ่มเทแรงใจให้กับการเล่นเกมเพื่อชิงเงินรางวัลหลักล้านบาท ไม่แพ้กีฬาชนิดอื่นที่กำลังเป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน

อยากเป็นนักกีฬาต้องลงแข่ง

เอกภาพ มานะศิริกุล นักกีฬาอี-สปอร์ต ในเกมประเภทเกมวางแผนการรบสตาร์คราฟต์2 อธิบายถึงวงการเกมกีฬาอี-สปอร์ตว่า หลายคนยังแยกไม่ได้ระหว่างเด็กติดเกมกับนักกีฬาอี-สปอร์ต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแยกได้ยากจริงๆ เพราะความต่างอยู่ที่วินัยและความจริงจังในการเล่น

ไม่เหมือนกับกีฬาหลักๆ อย่างฟุตบอล เวลาลูกขอไปเตะบอลกับเพื่อน เราก็มองว่าเป็นการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่พอลูกขอไปเล่นเกมเพื่อซ้อมทีมเตรียมลงแข่งขัน เรากลับกลัวว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะเสียเวลาชีวิตที่ควรมานั่งอ่านหนังสือมากกว่า

แต่เรากลับไม่เคยคิดว่าลูกชอบเตะบอลมากๆ แล้วจะหันไปเล่นพนันบอลบ้างหรือเปล่า ดังนั้นปัญหาของนักกีฬาอี-สปอร์ตคือเรื่องมุมมอง ที่ต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลมาถกเถียงกันว่าดีต่อเยาวชนมากน้อยแค่ไหน แต่เวลานี้โลกของเกมได้พัฒนารูปแบบการแข่งและเงินรางวัลชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่น้อยหน้ากีฬากอล์ฟ ฟุตบอล หรือเทนนิสแม้แต่น้อย

นั่นหมายความว่าหากต้องการหลุดจากคำว่าเด็กติดเกม เป็นนักกีฬาอี-สปอร์ตก็ต้องลงแข่งขันเท่านั้น ไม่ต่างจากเด็กเล่นฟุตบอล ถ้าอยากเป็นนักกีฬาก็ต้องฝึกซ้อมลงแข่ง ไม่แตกต่างกัน

เลือกสายที่ต้องการเล่น

นักกีฬาอี-สปอร์ตนั้น จะถูกแบ่งได้ตามแนวเกมที่เล่น เช่น เกมแนวชู้ตติ้ง เกมแนวกีฬา เกมวางแผนการรบ เกมแนวโมบา เลือกเล่นได้ตามความสามารถและความชอบของแต่ละคน สามารถเล่นควบสองแนวก็ได้ถ้าคิดว่าเก่งพอ แต่ส่วนใหญ่จะเลือกแนวที่ชอบแล้วมุ่งพัฒนาไปให้สุดทาง

สมมุติว่าคุณชอบเกมชู้ตติ้ง เล่นได้เก่งมาก ก็ต้องดูว่าเกมไหนที่เข้าทางเข้ามือคุณมากที่สุด บางคนถนัดเกมเคาน์เตอร์ สไตรก์ โก แต่อีกคนถนัดเกมพับจี พอสลับเกมกันก็พอเล่นได้แต่จะไม่เก่งเหมือนเกมที่ถนัดที่สุดเพราะกฎกติกา และรูปแบบของเกมแตกต่างกัน

ผมถึงบอกว่าควรหาเกมที่ถนัดที่สุด ด้วยการลองเล่นเกมที่เล่นแล้วเข้ามือและประสบความสำเร็จมากที่สุดให้ยึดเกมนั้นเป็นหลัก แต่ก็มีบางกรณี เช่น นักกีฬาอี-สปอร์ตเกม ลีก ออฟ เลเจนด์ เล่นจนติดอันดับโลก แต่เมืองไทยไม่นิยม กลับให้การสนับสนุนเกม อาร์โอวีมากกว่า ก็ย้ายตัวเองมาฝึกเล่นเกมนี้เพื่อลงแข่งหาเงินรางวัลก็มีเช่นกัน เพราะเป็นเกมแนวเดียว กฎกติกาไม่แตกต่างกันมากนัก

สามารถปรับเทคนิคการเล่นเพียงเล็กน้อยก็ไปต่อกับอีกเกมได้แล้ว นี่คือข้อดีของนักกีฬาอี-สปอร์ตที่มีทางให้เลือกมากกว่า แถมไม่จำกัดอายุด้วยว่าจะต้องอายุเท่าไรจะต้องวางมือ บางคนเล่นจนอายุ 43 ก็ยังลงแข่งอยู่ก็มีให้เห็นเพราะเกมไม่ได้มีข้อจำกัดด้านกายภาพ เหมือนกับกีฬาหมากรุก 80 ก็เล่นได้ถ้าสมองยังแข็งแรงพอ

ลงทุนกับอุปกรณ์

ยอมรับว่าเกมแม้จะดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเครื่องจะเล่นได้ดีเหมือนกันหมด แต่ละเกมกินทรัพยากรแตกต่างกัน เครื่องที่สเปกต่ำ ย่อมเล่นสู้เครื่องที่มีสเปกสูงกว่าไม่ได้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เกิดความไหลลื่นระหว่างการเล่นดังนั้นใส่ใจในเรื่องอุปกรณ์สักนิดแล้วควบคุมให้ได้อย่างใจต้องการ แล้วจะทำให้ฝีมือพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเกมที่เล่นจากเครื่องพีซี หรือสมาร์ทโฟนก็ตาม

จัดตารางฝึกซ้อม

อย่างที่บอกไปแต่ต้น ความต่างของนักกีฬาอี-สปอร์ต อยู่ที่วินัยและความพยายาม และสำคัญกว่านั้นอย่าสนใจคำครหา หากคุณคิดว่าชอบและทำได้ดี ก็จัดเวลาฝึกซ้อมส่วนตัวที่ไม่กระทบกับการเรียน การทำงาน และครอบครัว โดยปกติแล้ว นักกีฬาอี-สปอร์ตจะซ้อมวันละ 2 ชม. หรือประมาณ 2-4 เกมการเล่นและอัดคลิปเกมไว้ดูจุดอ่อนของตัวเองเพื่อแก้ไข จะไม่เล่นนานกว่านี้ และใช้เวลาที่เหลือในการดูแนวทางการเล่นใหม่ๆ ยกเว้นจะเก็บตัวซ้อมทีม ก่อนลงแข่ง 2 สัปดาห์

จากนั้นก็หารายการลงแข่ง แนะนำว่าไม่ต้องกลัวแพ้ ยิ่งแพ้มากเท่าไรเราจะยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้นเพราะเราพลาดจนรู้แล้วว่าจะต้องสู้อย่างไรในเกมที่เราเสียเปรียบ นี่คือหัวใจในการพัฒนาฝีมือการเล่นของนักกีฬาอี-สปอร์ต เวลาเล่นพลาดแล้วเพื่อนร่วมทีมต่อว่า หรือถูกวิจารณ์ก็ต้องพิจารณาดูว่าใช่อย่างที่เขาพูดหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกมแรก มีพลาดมีแพ้ และเราต้องฝึกฝนอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งคุณจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572629

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:40 น.

ธนพัต ทับทอง ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ

โดย พรรษ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์/อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เคยเห็นคนรักสุนัขมามาก แต่ผู้อ่านต้องไม่คิดแบบเดียวกันนั้นกับ “ธนพัต ทับทอง” เขาคือคนรักสุนัขคนหนึ่ง ที่ได้พลิกมุมคิดกับชีวิตก็เพราะสุนัขที่เลี้ยง เรื่องราวระหว่างคนกับหมา 11 ตัว ที่คนภายนอกมองเข้าไปในชีวิตของเขาแล้วบอกว่า โอ้โห ต้องชุลมุนวุ่นวายแน่ หากในความเป็นจริงแล้วคืออิสรภาพที่เจ้าตัวถวิลหา

ธนพัต หรือนัท ในวัย 41 ปี ปัจจุบันเป็นโสดพร้อมๆ กับสถานภาพลูกติด 11 ตัว(ฮา) เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนก็ทำงานเต็มเวลาเหมือนคนทำงานทั่วไป เขาเคยทำงานประชาสัมพันธ์ เคยเป็นบรรณาธิการสิ่งพิมพ์ จนสุดท้ายเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวด้านออร์แกไนเซอร์ หากเมื่อ 3 ปีก่อนชีวิตก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อ “กู๊ด” หรือ “ปิกัส” สุนัขด้อยโอกาสที่เขารับอุปการะไว้ป่วยเป็นมะเร็ง

“สัตวแพทย์บอกว่ากู๊ดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ผมหยุดงานทั้งหมดไว้เดี๋ยวนั้น ทิ้งทุกอย่าง ดูแลเขา ดูแลการกินของเขา ไม่เน้นการทำคีโม ไม่เน้นการไปหาหมอ แต่เน้นพักผ่อนให้มาก ส่วนยาปฏิชีวนะให้บ้าง ดูตามอาการ ดูแลเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง”

กู๊ดป่วยเป็นมะเร็งกระดูก ชนิดที่พบได้น้อยในสุนัข แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงสูง ใน 6 เดือนต่อมา กู๊ด ลาบราดอร์สีฟางข้าวก็เสียชีวิตจากไป แต่หกเดือนสุดท้ายของกู๊ดเป็นหกเดือนที่หมาน้อยมีความสุข ทั้งจากคุณภาพชีวิตที่ปรับใหม่ทั้งหมด ทั้งจากการทุ่มเทเอาใจใส่ ความรักความเอื้ออาทรที่ได้รับจากเจ้าของ

ชีวิตมองให้ง่ายก็ง่าย ก็แค่ “ทิ้งทุกอย่างมา” ของนัทนั้น หมายถึง การทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งชีวิตทางสังคม ทิ้งคอนเนกชั่นเครือข่ายลูกค้ารวมทั้งหุ้นส่วนการทำธุรกิจต่างๆ ทั้งหมด เขามีเงินเก็บก้อนหนึ่งจากการทำงาน และตั้งใจจะใช้เงินก้อนนี้ “อยู่ให้ได้” กินแกงที่แม่ค้าเหลือขายถุงละ 10 บาท ดักซื้อกันตอนเย็นๆ ของทุกเย็น

“แกงเหลือๆ ที่ไม่ค่อยมีหมูมีเนื้อแล้ว โละๆ มา น้ำแกงเยอะๆ แม่ค้าตักให้ยังไง ผมกินอย่างนั้น ผมขายทีวี ขายโซฟา สมบัติทุกอย่างขายหมด เป็นหกเดือนที่ไม่ได้ทำงานหาเงินเลย กินอยู่เท่าที่จะประทังชีวิต ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ทำอย่างนี้สิทุกข์”

วาระสุดท้ายของกู๊ดสร้างความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขณะเดียวกันก็สุขใจ เพราะทุกอย่างที่ทำได้ เขาได้ทำแล้วทั้งหมด กู๊ดจากไปก็จริงแต่จากไปอย่างมีความสุข คำถามหนึ่งผุดขึ้นที่กลางใจ คงดีไม่น้อยถ้าสามารถช่วยสุนัขด้อยโอกาสได้มากกว่านี้ สามารถเสียสละได้มากกว่านี้ นั่นเป็นที่มาของแนวคิดก่อตั้งองค์กรเพื่อสุนัขด้อยโอกาสในเวลาต่อมา

เมื่อกู๊ดจากไป นัทยังมีสุนัขในการอุปการะอีก 8 ตัว(ขณะนั้น) เขาเริ่มรับงานออร์แกไนเซอร์ให้หน่วยงานราชการและรับทำสื่อสิ่งพิมพ์บ้าง แต่แล้วไม่นานก็กลับมาจุดเดิม เมื่อสุนัขอีกตัวหนึ่งล้มป่วย นัทกลับมา “นิ่งๆ” อีกครั้ง กลับมาจุดเดิมที่เป็นที่สุดของที่สุดและเป็นสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริงในความคิดของเขา

“เป็นสโลว์ไลฟ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารัก และให้เวลากับเขาอย่างดีที่สุด เป็นสโลว์ไลฟ์ที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่อาจย้อนกลับมาได้อีก ความตายคือความตาย ตายแล้วไม่ฟื้น ถึงตอนนั้นอยากทำดีกับเขาแค่ไหน ก็ไม่ได้แล้ว”

จากกู๊ดถึงแสบ หรือ “แสนแสบ” ลาบราดอร์สีดำอายุ 8 ขวบแสนดื้อ ความป่วยไข้ของสุนัขที่รับอุปการะได้วนกลับเข้ามาในชีวิตของนัทอีกครั้ง เหมือนตอกย้ำว่า สิ่งที่เขาต้องทำคือการทุ่มเทเอาใจใส่เพื่อสัตว์ที่ป่วยเจ็บ ดูแลพวกมันให้ดีที่สุดในท่ามกลางของระยะเวลาและโอกาสที่เหลืออยู่ จากนั้นก็เก็บความทรงจำแห่งความรักความสุขไว้

“ทุกนาทีที่ผ่านไป ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรจะอยู่กับเขานะ ขับรถออกจากบ้านไปก็คิดแต่ว่าเขาอาจเสียได้ทุกเมื่อ ทุกนาทีต่อจากนี้ผมจึงควรอยู่กับเขาให้มากที่สุด”

สุนัขของนัทแทบทุกตัว เป็นสุนัขที่เขารับอุปการะด้วยหลายสาเหตุ ตั้งแต่ถูกทิ้ง ถูกแลกถัง(หมาแลกถัง) ถูกนำมาปล่อยหน้าออฟฟิศ ซื้อลูกแถมพ่อ(หมา) สายพันธุ์มีทั้งลาบราดอร์ พูเดิล บางแก้ว บางแก้ว(ปลอม)-ฮา ตาบอดก็มี สรุปสายพันธุ์ไม่ได้ก็เยอะ แต่ทุกตัวเลี้ยงดูอย่างดี กินอาหารคลีน เน้นผักเน้นปลาปลอดสาร 100%

ทุกวันนี้เขาอาศัยอยู่กับสุนัขรวมทั้งหมด 11 ตัว มีจากัวร์, น้ำตาล, เก็บเงิน, เก็บตก, สายชล, ชมดาว, ชมจันทร์, นำทัพ, ขุนพล, นักรบและฟิลลิป กินนอนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดที่บ้านขนาด 110 ตารางวาย่านตลิ่งชัน หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องดูแลดีขนาดนี้กับ…ก็แค่สุนัขที่ถูกทิ้ง

“เลี้ยงเขา ช่วยเขา แต่ไม่ใช่เราช่วยเขาฝ่ายเดียว พลังดีๆ พลังบวกๆ ที่ผมได้รับจากพวกเขา เหมือนเติมเราให้เต็ม หลายคนถามว่า ทำไมต้องหาภาระ เลี้ยงหมาแล้วไปไหนก็ไม่ได้ ผมคิดตรงกันข้าม กับคนสิเหนื่อย กับคนบางทีมันเหนื่อยนะ มีเถียง มีเดาใจ มีคาใจ แต่กับหมาไม่มีอะไรแบบนั้น กับหมาคืออิสรภาพ”

สโลว์ไลฟ์ที่มีหมา 11 ตัวอยู่ในชีวิต ปัจจุบันถือว่าลงตัว ทุกวันนี้คุ้นกับการจัดตารางเวลาในชีวิตประจำวัน แบ่งเวลาส่วนหนึ่งทำงาน อีกส่วนหนึ่งก็สละให้เป็นเวลาของการดูแลสัตว์เลี้ยงที่รัก พวกมันยังสอนให้เขาอยู่กับปัจจุบันขณะ อยู่กับความสุข โฟกัสที่ความสุข คนต่างหากที่อยู่กับทุกข์ มองศึกษาจากหมาที่เลี้ยง เลิกเอาใจไปใส่ไว้ที่ความทุกข์ความท้อใดๆ

ณ จุดนี้คือความตั้งใจที่จะก่อตั้งมูลนิธิเพื่อแบ่งปันความสุขความทุกข์ ดูแลเพื่อนสี่ขาผู้ร่วมโลก ในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์ที่เกิดแก่เจ็บตายบนโลกใบเดียวกัน มูลนิธิยังไม่มีทุนก่อตั้ง แต่มีชื่อแล้ว(ฮา) คือมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน สื่อความหมายว่า สุนัขหรือหมาทุกตัวไม่แยกประเภท ไม่แบ่งชั้นวรรณะ คนและสัตว์ต่างเกิดมาร่วมโลกเดียวกัน

“ดูแลสิ่งมีชีวิตด้อยโอกาส หลายตัวถูกทิ้ง หลายตัวป่วยเป็นโรคร้ายแรง หลายตัวพิการ ต่อลมหายใจพวกเขา ดูแลพวกเขาในบั้นปลายสุดท้ายให้ดีที่สุด เพราะบางทีนี่อาจเป็นการมอบความรักและการดูแลในแบบที่พวกเขาไม่เคยได้พานพบมาก่อนเลยตลอดชีวิต”

พันธกิจของมูลนิธิบ้านหลังเดียวกัน นอกจากการดูแลระยะสุดท้ายของสุนัขและสัตว์ด้อยโอกาสต่างๆ แล้ว ก็หมายรวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายที่ดี โดยเฉพาะด้านโภชนบำบัด ที่นัทให้ความสำคัญ สุนัขของเขากินคลีนฟู้ด สุนัขในมูลนิธิก็ย่อมเช่นกัน ด้านจิตใจก็มุ่งเยียวยาบำบัด สุนัขหรือสัตว์ทุกตัวที่ได้มาพักพิง เชื่อว่าจะมีความสุขแน่

ปัจจุบันนัทยังเปิดร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น หรือที่เรียกล้อตัวเองว่าฟิวฉัน ชื่อ “เสน่ห์นิยม” ตั้งอยู่ในแหล่งกินเที่ยวฮิปสเตอร์ย่านฝั่งธนบุรี “ช่างชุ่ย” ร้านของเขาเน้นความเรียบง่ายเก๋ และวินเทจ ที่ทว่าก็ซับซ้อนอยู่ในที ขายเมนูตามใจตัวเอง เช่น สุกี้เตาถ่าน ยำรัญจวน และซี่โครงบาร์บีคิวฉ่ำๆ เยอะๆ (ชื่อเมนู “ซี่โครงลาวาสะดุ้งไฟดิสโก้”-ฮา) ปีหน้ามีแผนทำธุรกิจอาหารคลีนสำหรับสุนัขด้วย ว้าว ว้าว ว้าว!

มองไปข้างหน้าหนทางยังอีกยาวไกล แต่นัทมีกำลังใจเสมอ “พ่อ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาหนักแน่นในความเพียร ความอดทน เสียสละและเมตตา พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจและก่อตั้งโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ…เดินตามรอยพ่อ

ชีวิตวันนี้คือชีวิตมีหน้าที่ อันดับแรกคือการดูแลมารดา โดยมารดาก็อาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน ดูแลกันได้เต็มที่ ส่วน “เด็กๆ” หรือหมาอีก 11 ตัวก็แยกมาอยู่ด้วยกันที่บ้านอีกหลัง หนุ่มหล่อเข้มๆ เคราขลังๆ คนนี้ตื่นตี 4 ทุกวัน เขาลุกขึ้นมาล้างผักเพื่อทำอาหารเช้าให้ฝูงสุนัขของเขา เสร็จแล้วนั่งลงจิบกาแฟทันดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า สาวๆ คนไหนสนใจ ก็บอกได้คำเดียวว่า ต้องมีสโลว์ไลฟ์สไตล์เดียวกัน love me love my dog

คริสทีน วาชอน เธอคือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับออสการ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572628

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:14 น.

คริสทีน วาชอน เธอคือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับออสการ์

โดย ภาดนุ

ในวงการภาพยนตร์ของโลก ชื่อของ คริสทีน วาชอน (Christine Vachon) คือนามของโปรดิวเซอร์มือทอง หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าเธอผู้นี้จะกำลังรังสรรค์ภาพยนตร์เรื่องไหน ก็มักจะถูกจับตามองอยู่เสมอ ว่าเธอต้องสามารถนำพาภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องก้าวเข้าสู่เวทีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติเเละยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างรางวัลออสการ์ได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Carol, Far From Heaven, Boys Don’t Cry หรือ Still Alice ที่ล้วนแต่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติติดไม้ติดมือมาได้ทั้งนั้น จึงนับว่าเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยมในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์คนหนึ่ง

เเละในโอกาสพิเศษที่โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มือดีอันดับต้นๆ ของโลกผู้นี้เดินทางมาเยือนประเทศไทย เราจึงไม่พลาดโอกาสที่จะไปพูดคุยกับเธอถึงมุมมองเเละประสบการณ์ในการทำงานของเธอ ซึ่งถือได้ว่าไม่ธรรมดา เพื่อนำมาแชร์ต่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ รวมทั้งยังเป็นการสร้างเเรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนอีกด้วย

“ถ้าให้พูดถึงการเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ในแวดวงฮอลลีวู้ดแล้ว ในความคิดของฉัน สิ่งที่ยากที่สุดหรือท้าทายที่สุดก็คือ การทำภาพยนตร์เรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบให้สำเร็จลงได้ด้วยดีตั้งแต่ได้เริ่มต้นถ่ายทำมาเลย ที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนั้นจะต้องไปถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างแพร่หลายและทั่วถึง

ในอดีตภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry ที่ฉันเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้นั้น ประสบความสำเร็จจน สแวงกี้ (ฮิลลารี่ สแวงก์) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จนเธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมมาได้ เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของฉันเป็นอย่างมาก

ตอนที่ฉันรับผิดชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันคิดเพียงอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าถึงหรือ Touch จิตใจคนดูให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย ก็สามารถวัดได้จากฟีดแบ็กที่ได้รับจากคนดู ที่ค่อนข้างจะมีเสียงออกไปในทางชื่นชมจากทั่วทุกทิศทาง นี่แหละคือคำตอบที่ว่า ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงเข้าถึงอารมณ์และจิตใจของผู้ชมได้ดี”

คริสทีน บอกว่า การที่เธอจะเลือกเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งนั้น สิ่งที่เธอต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ตัวผู้กำกับ เพราะการจะสร้างภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่ผู้กำกับควรต้องมีก็คือ จะต้องสามารถสื่อสารเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้นให้เข้าถึงคนดูได้อย่างดีเยี่ยม

“สิ่งสำคัญอันดับต่อมาก็คือ นักแสดง (Cast) โดยนักแสดงที่ได้รับเลือกมารับบทนำนั้น จะต้องเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่พอสมควร ต้องแสดงเก่ง และเธอหรือเขาผู้นั้นจะต้องทำให้คนดูเชื่อหรือคล้อยตามไปกับบทบาทที่ได้รับด้วย ยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่อง ‘I’m Not There’ การที่ผู้ชมได้เห็นดาราสาว เคต บลันเชตต์ แปลงโฉมเป็นผู้ชาย (เป็น บ๊อบดีแลน) นั้น มันจะช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจและทำให้ผู้ชมอยากดูหรืออยากติดตามภาพยนตร์เรื่องนั้นมากยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์เรื่อง ‘Still Alice’ ดาราหญิงที่นำแสดงในเรื่องนี้ก็คือจูลีแอนน์ มัวร์ ซึ่งเธอรับบทเป็นผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ดีมากๆ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ล้วนเคยมีประสบการณ์กับญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่เป็นโรคนี้กันทั้งนั้น ซึ่งเนื้อหาของเรื่องนี่แหละ คือสิ่งที่เข้าถึงจิตใจคนดูได้เป็นอย่างดี เรียกว่าการจะเป็นภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งได้ ต้องมีส่วนประกอบหลายๆ อย่างที่ดีที่สุดมาประกอบกันได้อย่างลงตัว ทั้งผู้กำกับ นักแสดง โปรดิวเซอร์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนสำคัญทั้งหมดเลย”

คริสทีน บอกว่า ถ้าให้เธอฟันธงว่าภาพยนตร์เรื่องไหนที่เธอมีโอกาสได้โปรดิวซ์ แล้วเธอชอบหรือประทับใจมากที่สุด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตอบได้ยากมากๆ เพราะในหนึ่งปีเธอจะทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์ต่างๆ แบบนับไม่ถ้วน ซึ่งภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็จะมีจุดเด่นและมีเนื้อหาที่แตกต่างกันไป พูดง่ายๆ ว่ามีดีในแบบของตัวเอง ดังนั้น สำหรับเธอแล้ว เธอจะไม่ตัดสินว่าภาพยนตร์เรื่องไหนดีหรือน่าประทับใจที่สุดสำหรับเธอ เอาเป็นว่าภาพยนตร์แต่ละเรื่องล้วนมีดีใกล้เคียงกัน

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux จากกระแสที่พูดถึงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าจับตา ว่าอาจจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ โปรดิวเซอร์คนเก่งมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

“สิ่งที่ท้าทายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux ซึ่งนำแสดงโดยนางเอกสาวซูเปอร์สตาร์ นาตาลี พอร์ตแมน อยู่ตรงที่มันเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะแรงและเซนซิทีฟมากๆ ต่อสังคม เนื่องจากเนื้อหาของภาพยนตร์ได้มีการนำประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ รวมทั้งเหตุการณ์ที่มีคนเสียสติถือปืนไปกราดยิงเด็กๆ ในโรงเรียนมัธยมของสหรัฐ ตามที่เป็นข่าวไปทั่วโลกมาไว้ในภาพยนตร์ด้วย

ดังนั้น ในการนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาของภาพยนตร์ จึงต้องใช้ป๊อปคัลเจอร์เป็นเครื่องมือถ่ายทอดออกมา ซึ่ง Vox Lux เป็นเรื่องราวของศิลปินสาวที่โด่งดังขึ้นมาจากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยม แล้วมีเด็กสาวคนหนึ่งได้ร้องเพลงไว้อาลัยให้กับน้องสาวของเธอที่เสียชีวิตในเหตุการณ์กราดยิงนั้น ซึ่งไวรัลคลิปนี้ทำให้เด็กสาวที่ร้องเพลงคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยนำมาผสมผสานกับเรื่องราวของเส้นทางสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ของหญิงสาวที่เป็นดารานำของเรื่อง ที่เป็นการสื่อสารถึงโลกในยุคปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี”

คริสทีน เสริมว่า การจะโปรดิวซ์ให้ภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งให้เสร็จสมบูรณ์ แล้วถูกนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ได้นั้น สิ่งสำคัญคือต้องนำเสนอเนื้อเรื่องให้เข้าถึงจิตใจคนดูทั่วโลกให้ได้มากที่สุด ซึ่งเคล็ดลับจะอยู่ที่ขั้นตอนในการเลือกผู้กำกับ ดารานักแสดง และอื่นๆ ที่สามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมและลงตัวตั้งแต่แรก

“วิธีการที่ฉันจะเลือกผลิตภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง สิ่งแรกเลยฉันจะดูที่สคริปต์หรือตัวบทของภาพยนตร์เรื่องนั้นก่อนเลยว่า บทของเรื่องนั้นมีความแข็งแรงขนาดไหน มีจุดเด่นมากน้อยแค่ไหน เป็นบทที่เคยพบเจอมาแล้ว หรือเป็นบทที่แปลกใหม่และน่าสนใจจริงๆ

อย่างที่สองที่ฉันจะพิจารณาก็คือ ผู้กำกับที่จะเลือกมากำกับภาพยนตร์เรื่องนั้น ซึ่งฉันจะต้องดูผลงานที่ผ่านมาว่า ผู้กำกับคนนี้เก่งขนาดไหน แล้วเขามีแนวโน้มที่จะสามารถกำกับนักแสดงตามบทที่เขียนมาได้หรือไม่ ที่สำคัญเมื่อทำภาพยนตร์สำเร็จออกฉายแล้ว จะสามารถเข้าถึงคนดูได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงตัวดาราที่จะมารับบทในภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยว่า เครดิตหรือพลังดารา (Star Power) ที่มารับบทนำนั้นจะสามารถเรียกเงินระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า ถ้าได้ดาราที่เป็นแม่เหล็กหรือมีพลังที่จะดึงดูดเงินทุน ดึงดูดคนดูได้ แนวโน้มของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นก็จะสามารถไปต่อได้

สิ่งสำคัญอันดับสุดท้ายเลยก็คือ ต้องคาดเดาได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องที่สร้างนั้นจะสามารถก้าวข้ามสิ่งต่างๆ ไปถึงคนดูทั่วโลกที่มีความหลากหลายได้หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าภาพยนตร์ที่สร้างออกมาแต่ละเรื่องต้องมีความเป็นสากลและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้นั่นเอง”

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Colette ซึ่งนำแสดงโดย เคียร่า ไนท์ลีย์ ดาราสาวซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นเจ้าแม่ภาพยนตร์พีเรียดหรือภาพยนตร์ย้อนยุค ที่คริสทีนเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วยนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เธอบอกว่ามีความท้าทายในการทำงานเป็นอย่างมาก แม้ที่ผ่านมาเธอจะเคยร่วมงานกับทั้งตัวดารานำและตัวผู้กำกับทั้งสองคนนี้มาแล้วก็ตาม

“การที่จะหาดาราชายมาเป็นดาราตัวรองที่ช่วยซัพพอร์ตดาราหญิงระดับซูเปอร์สตาร์ที่เป็นนักแสดงนำของเรื่องเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะอาจจะมีนักแสดงชายบางคนที่ไม่ยอมเอาตัวเองเข้ามารับบทที่เป็นรองกว่าดาราหญิงซึ่งเป็นตัวนำของเรื่องสักเท่าไร นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายในการทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ของฉันด้วยเช่นกัน

ขอย้อนกลับไปที่ภาพยนตร์เรื่อง Boys Don’t Cry ที่ ฮิลลารี่ สแวงก์ สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาได้นิดนึง ต้องบอกตรงๆ ว่าในวันที่ประกาศผลออสการ์ แล้วได้รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลมาได้ นาทีนั้นฉันรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะความจริงแล้วฉันไม่ได้คาดหวังเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้ แต่ ณ เวลานั้นมันก็เป็นไปแล้ว

ความรู้สึกในนาทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลออสการ์มาได้ เป็นสิ่งที่ฉันยังคงจดจำได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงภาพยนตร์เล็กๆ หรือจะพูดว่าเป็นภาพยนตร์นอกกระแสในขณะนั้นก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ตัวบทของ Boys Don’t Cry เป็นบทที่ดีมากๆ มีองค์ประกอบทุกอย่างครบ ยิ่งได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง ฮิลลารี่ สแวงก์ มาเป็นนักแสดงนำ รวมทั้งนักแสดงคนอื่นๆ ที่ช่วยเสริมการแสดงออกมาได้อย่างลงตัว ก็เลยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จและยังคงอยู่ในใจของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

ในทางกลับกัน หากพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Vox Lux เรื่องล่าสุดที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้ แล้วถามว่าฉันคาดหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถเข้าชิงออสการ์ได้มั้ย เรื่องนี้ก็ตอบได้ยากอีกนั่นแหละ แม้ฉันจะทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มานานนับสิบๆ ปี แต่ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่า คุณไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

มีแค่ครั้งเดียวที่ฉันสามารถเดาได้บ้าง นั่นก็คือตอนที่ฉันเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Still Alice ซึ่งตอนนั้นไปเปิดตัวฉายที่เมืองซีแอตเติล แล้วกระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้มันแรงมากจนเห็นได้ชัดจริงๆ ว่าจะได้เข้าชิงออสการ์ แล้วก็เป็นจริงว่ามันสามารถกวาดมาได้หลายรางวัล นั้นเป็นเพียงครั้งเดียวที่ฉันแน่ใจ” (หัวเราะ)

คริสทีน ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในอาชีพโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ระดับโลก มีหลักการทำงานที่เธอยึดถือเสมอมา นั่นก็คือการทำงานหนัก และเป็นคนตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความจริงที่จะส่งผลให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

“ในแต่ละปีฉันทำงานหนักมาก เพราะมีภาพยนตร์ออกมาปีละเป็นร้อยเรื่อง บางครั้งต้องทำงานแบบข้ามวันข้ามคืน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันสนุกและมีความสุขกับการทำงานที่ตัวเองรัก กับคำถามที่หลายคนมักถามเสมอว่า คุณมีข้อคิดหรือเคล็ดลับดีๆ ที่จะถ่ายทอดให้กับคนสร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จแบบคุณบ้างมั้ย ฉันเชื่อว่านักสร้างภาพยนตร์หลายคนมักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ คุณต้องทำตามแพสชั่นที่มี และอย่าได้ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น

แต่ฉันจะไม่ตอบแบบนั้นเด็ดขาด คำตอบของฉันก็คือ ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์ คุณต้องหาโอกาสทุกโอกาสที่คุณจะสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้

ที่สำคัญคุณต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองหานายทุน ที่จะสามารถมาซัพพอร์ตสิ่งที่คุณจะสร้างออกมาให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ พูดง่ายๆ ก็คือคุณต้องมีหัวนักธุรกิจติดอยู่กับตัวด้วย ต้องเข้าใจในสิ่งที่ทำ และรู้วิธีทำให้ภาพยนตร์นั้นขายในตลาดได้

อย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Tangerine’ ที่ถ่ายทำทั้งเรื่องโดยใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟน (Iphone) ประเด็นสำคัญมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ไอโฟนถ่าย แต่มันอยู่ที่การนำเนื้อหาที่ดีและน่าติดตามมานำเสนอผู้ชมซะมากกว่า เมื่อคุณทำทุกอย่างออกมาได้ลงตัว เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลก และเข้าถึงตลาดทั่วโลกได้ ฉันเชื่อว่าภาพยนตร์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้นจะต้องประสบความสำเร็จได้ในสักวัน”