L’Etape Phang Nga 2018 งานปั่นจักรยานยอดเยี่ยมแห่งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570415

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 10:02 น.

L’Etape Phang Nga 2018 งานปั่นจักรยานยอดเยี่ยมแห่งปี

โดย Withaya Heng ภาพ : L’Etape Thailand

ผานพ้นกันไปแล้วกับงานปั่นจักรยานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ เลต๊าป พังงา 2018 (L’Etape Phang Nga 2018 by Le Tour de France) งานปั่นตามรอยโปรที่จัดขึ้นโดยใช้มาตรฐานเดียวกับการจัดการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ (Tour de France) ที่ฝรั่งเศส แต่ที่นี่คุณจะเป็นมือโปรหรือจะแค่มือสมัครเล่นก็สามารถมาร่วมปั่นได้หมด เพราะมีการจัดการที่ยอดเยี่ยมและมาตรฐานความปลอดภัยเหนือระดับจริงๆ

เท้าความสักนิดว่างานนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ไล่เรียงมาตั้งแต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา TCEB ททท. การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดพังงา สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยมี จ.พังงา รับหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน และบริษัท มูฟ เอเชีย เป็นผู้ดำเนินการจัดงานทั้งหมดภายใต้การรับรองมาตรฐานจากผู้จัด ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ผลจากการร่วมมือกันอย่างจริงจังของทุกฝ่ายผนวกกับประสบการณ์ในการจัดงานวิ่งมาอย่างช่ำชองของมูฟ เอเชีย ทำให้งาน เลต๊าป พังงา 2018 ถือได้ว่าเป็นงานปั่นจักรยานที่จัดได้ดีที่สุดในประเทศไทยรายการหนึ่งเลย

งานนี้ออกมาดีได้เพราะอะไร

นอกจากความสวยงามของวิวสองข้างทางตลอดเส้นทางปั่นทั้งแบบ 70 กม.และ 140 กม. เส้นทางที่มีเนินขึ้นลงกว่า 80% ที่ตอนแรกเหมือนจะน่ากลัว แต่เอาจริงแล้วกลับทำให้ปั่นสนุกและเหนื่อยน้อยกว่าปั่นทางราบเสียอีก แต่สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากๆ คือสภาพของผิวถนนที่เรียบกริบ น่าจะเป็นงานเดียวที่ทางจังหวัดเจ้าภาพลงทุนปรับปรุงถนนให้เพื่อการนี้

ความปลอดภัยในการปั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ ว่าเราได้ปั่นในถนนที่มีการปิดการจราจรแบบ 100% ตลอดเส้นทางและตลอดงาน! ไม่ใช่ปิดถนนแค่ตอนปล่อยตัว พอที่หนึ่งเข้าเส้นชัยก็ปล่อยรถออกมาแล้ว คนที่เหลือปั่นไปได้ยังไม่ถึงครึ่งทางก็ปั่นต่อไปตามยถากรรม สตาฟฟ์ที่มีมากถึง 400 คน ต่างทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม มีสตาฟฟ์คอยเตือนในจุดอันตราย เช่น ทางโค้งลงเขา ช่วงทางเปียกลื่น และช่วยเคลียร์เส้นทางช่วงที่หัวขบวน 140 กม. ที่มาด้วยความเร็วแล้วต้องมาบรรจบกับกลางขบวนของ 70 กม. ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ เป็นงานที่เกิดอุบัติเหตุน้อยมากๆ และเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากเส้นทางที่ดีความปลอดภัยที่เยี่ยมยอดแล้ว คิวปล่อยตัวคือหัวใจสำคัญในความสำเร็จของงานนี้ การแบ่งกลุ่มนักปั่นเป็น Wave 0-5 โดยมีเวลา Cut Off เป็นตัวกำหนดและให้นักปั่นเลือกเองตามความสามารถตั้งแต่ตอนสมัคร เมื่อถึงวันปั่นจริงก็ปล่อยตัวเหลื่อมเวลากัน Wave ละประมาณ 5 นาที ทำให้การจราจรในการปั่นเป็นไปอย่างลื่นไหล เหนืออื่นใดคือความตรงต่อเวลา เป็นอีกจุดหนึ่งที่เข้มงวดมากตามมาตรฐานของ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เราจึงไม่เห็นภาพชินตาที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขึ้นเวทีมาปราศรัยร่ายยาว ในขณะที่นักปั่นยืนตากแดดหัวแดงหมวกแทบละลายอยู่หน้าจุดสตาร์ท ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการแบบเป๊ะๆ และความตรงต่อเวลานี้เองเปรียบเสมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง (ไม่เกี่ยวกับวาทกรรมทางการเมืองนะจ๊ะ) ถ้าเราเริ่มต้นในสิ่งถูกต้องอย่างที่ถูกที่ควรแล้ว สิ่งที่ตามมาก็จะจัดการง่ายขึ้น ซึ่งผลก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ตลอดเส้นทางที่เราปั่น 70 กม. มีชาวบ้านออกมาชมด้วยความสนใจ บางบ้านจูงลูกจูงหลานออกมายืนเชียร์ คุณยายเอาเก้าอี้มานั่งใต้ร่มไม้ดูขบวนนักปั่น เราเห็นภาพน่ารักๆ แบบนี้ไปตลอดทาง จนถึงหน้าเส้นชัยเป็นภาพที่ชาวเมืองตะกั่วป่ายืนเรียงรายสองข้างทางโบกธงต้อนรับ ส่งเสียงเชียร์นักปั่นสปรินต์เข้าเส้นชัย ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใครถ้าอยู่ตรงนั้นจะต้องได้รับความประทับใจกลับไปแบบไม่รู้ลืม

ร่ายยาวมาจนจะหมดหน้ายังไม่เจอข้อเสีย… มีครับ เรื่องใหญ่ด้วย… จุดบกพร่องที่ผู้จัดควรนำไปปรับปรุงอย่างที่สุดคือ การประชาสัมพันธ์ไปสู่กลุ่มเป้าหมาย งานนี้มีผู้เข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมายไปเยอะเลย ก็เพราะนักปั่นส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่า งานนี้จริงๆ แล้วเป็นงานอะไร สอบถามหมู่นักปั่นที่เป็นเพื่อนฝูงกันส่วนใหญ่จะเข้าใจไปว่าเป็นงานแข่งขันเก็บคะแนนระดับโปรทัวร์ หรือเป็นงานโปรโมทการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ไปนั่น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคืองานปั่นตามรอยโปรที่ไม่ว่าจะเป็นโปรหรือมือสมัครเล่นเข้าร่วมได้หมด

ตรงจุดนี้ต้องฝากถึงผู้จัดเป็นการบ้านสำหรับปีต่อไป ช่วยประชาสัมพันธ์ไปให้ถึงนักปั่นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ส่วนใครที่พลาดงานครั้งนี้ปีหน้าห้ามพลาดแล้วนะครับ อยากให้นักปั่นทุกๆ คนได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบที่ผมได้รับจากงานในปีนี้ครับ

พลิกวิกฤตหันมาดูแลคนที่รัก ลัดดาพร มานิตยกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570413

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

พลิกวิกฤตหันมาดูแลคนที่รัก ลัดดาพร มานิตยกุล

โดย วราภรณ์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

การมองโอกาสในวิกฤตของชีวิตที่คุณแม่ลัดดาวัลย์ มานิตยกุล ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะที่ 1 ทำให้ ชิ-ลัดดาพร มานิตยกุล มัณฑนากร เจ้าของบริษัท ฟิก สแควร์ วัย 37 ปี สามารถเปลี่ยนความเสียใจและความวิตกกังวล หันกลับมาดูแลคุณแม่เพื่อสู้กับโรคร้ายอย่างเต็มที่ ด้วยการให้ความรักและหันมาดูแลโภชนาบำบัดของคุณแม่ด้วยการหันมารับประทานพืชผักออร์แกนิกและระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้น

ปัจจุบันนอกจากเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านและออกแบบตกแต่งภายนอก-ภายในแล้ว ลัดดาพรยังเป็นเจ้าของร้าน “เบเกอรี่ เทอราพี” จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ย่านเสนานิคม 1 ที่ธุรกิจที่เธอรักเกิดจากความชื่นชอบทำเบเกอรี่ ผสานกับการรับมือกับการรักษาโรคร้ายของคุณแม่ ทำให้ทั้งบ้านหันมาดูแลสุขภาพเพื่อเป็นกำลังใจให้คุณแม่ว่า ไม่ได้ป่วยอยู่คนเดียว

รักษาคุณแม่ด้วยวิถีออร์แกนิก

ลัดดาพร เล่าแรงบันดาลใจ 3 ปีของการเปิดร้าน เบเกอรี่ เทอราพี ว่าเมื่อคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะ 1 ต้องตัดตับออกไป 50% และไม่ได้ทำคีโมต่อเนื่องจากมะเร็งไม่ลุกลาม คุณหมอจึงให้เฝ้าดูอาการ พอครอบครัวรู้ว่าคุณแม่ไม่สบาย เธอรักษาคุณแม่ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการกินทั้งหมดหันเข้าสู่วิถีธรรมชาติ เลี่ยงสารเคมีทั้งหมด แม้แต่น้ำยาย้อมผมก็หันมาใช้แบบออร์แกนิก

“ยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตยาก เพราะอาหารบางอย่างเลิกกินไปเลย เช่น เนื้อแดง เนื้อวัว เนื้อหมู ไส้กรอกและหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการทำเยอะๆ ไม่กินเลย จริงๆ คุณหมอไม่ได้ห้ามเลย แต่ชิได้ความรู้จากการเรียนคอร์สโภชนาการบำบัดของมหิดล เพื่อดูแลคุณแม่และดูแลทุกคนในครอบครัว” เมื่อครอบครัวหันมากินออร์แกนิกแล้วดีเธอจึงอยากแบ่งปันวิธีการและองค์ความรู้ในการพึ่งวิถีธรรมชาติ เปิดร้านจำหน่ายเครื่องดื่มสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ บวกกับการหันมาปลูกพืชผักสวนครัวหลังบ้าน เช่น ใบเตย กะเพรา ฯลฯ พริกซึ่งปัญหามีพื้นที่น้อยไม่ใช่อุปสรรค เธอหันมาปลูกพืชผักในกระถางแทน

“ชิเน้นว่าผักและผลไม้ที่ทำให้คุณแม่รับประทานต้องออร์แกนิกจริงๆ เช่น หันมาปลูกพริกขี้หนูเอง เพราะพริกมักมีสารเคมีสะสมเยอะที่สุด สังเกตตัวเองเวลาเด็ดพริกสดๆ จากต้นมาประกอบอาหารความอร่อยมันผิดกับพริกที่ไปซื้อที่ตลาด เพราะมีความสดใหม่ เช่น ใบเตยที่ปลูกก็นำมาต้มใส่น้ำตาลออร์แกนิกให้คนทั้งบ้านกิน ซึ่งดื่มแล้วก็รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว เมื่อก่อนเวลาไปนอกบ้านน้ำที่ดื่มส่วนใหญ่เป็นน้ำอัดลม ตอนนี้หลีกเลี่ยงหันมาดื่มน้ำใบเตย ซึ่งดีกับร่างกาย หรืออย่างเพื่อนปลูกดอกอัญชันแบบออร์แกนิกที่รั้วหน้าบ้าน ชิก็ขอรับซื้อแล้วนำมาทำน้ำอัญชันขายในร้าน กลายเป็นทุกคนหันมากินออร์แกนิกกันหมด เหมือนกินเป็นเพื่อนคุณแม่ เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณแม่ว่าไม่ได้กินอยู่คนเดียว พวกเรากินเป็นเพื่อนด้วย” การกินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ชิสังเกตตนเองว่าผ่านมา 3 ปีแล้ว ผิวพรรณและปัญหาผิวหนังที่มักเป็นสิวผด ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอจึงแบ่งปันสูตรดูแลสุขภาพที่ทำให้ทั้งตัวเองและคุณแม่กินอยู่ 4 สูตร อาทิ ซูเปอร์เพอร์เพิล ใช้ผักผลไม้สีม่วงเป็นหลักซูเปอร์เรด เป็นต้น นอกจากนี้เธอยังนิยมทำเค้กที่ได้สูตรจากการไปเรียนโภชนาการบำบัดที่มหิดลคือ การทำเบเกอรี่โดยไม่ใช้เนย หรือสูตรมูส ช็อกโกแลตโดยไม่ใช้วิปปิ้งครีมแต่ใช้อโวคาโดแทน ขนมเค้กก็ไม่ใช่ผงฟู โดยหันมาใช้ไข่ไก่ออร์แกนิกแทน

“ร้านเบเกอรี่ชิเปิดหลังจากคุณแม่หายแล้ว 1 ปี เพราะชิอยากส่งต่อข้อมูลดีๆ เช่น น้ำผักหรือขนมที่เรากิน อาหารไม่จำเป็นต้องผสมหรือใส่อะไรเยอะแยะ ก็อร่อยได้ เพราะการกินสารเคมีที่อยู่ในอาหารแล้วร่างกายต้องขับออก จะมีผลต่อโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไต เพราะร่างกายขับเองไม่ได้ ไปสะสมก็เป็นพิษต่อร่างกาย ชิเลยทำสูตรขึ้นเพราะเราทำให้ที่บ้านกินอยู่แล้ว ทำแล้วดีก็อยากแบ่งปัน การทำร้านเบเกอรี่ เทอราพีจึงเกิดขึ้น ซึ่งฟีดแบ็กดีระดับหนึ่งเพราะร้านของชิมีความเป็นยูนีกสูงมาก คนเฉพาะกลุ่ม เช่น เด็กๆ กับผู้สูงอายุจะชอบมากๆ เช่น น้องๆ ตัวเล็กๆ เป็นแฟนพันธุ์แท้ของดาร์ก ช็อกโกแลตที่ร้าน หรือคุณลุงคุณป้าที่มีปัญหาสุขภาพก็ชอบมากินน้ำผักผลไม้ปั่นสดๆ ที่ร้าน ซึ่งชิค่อนข้างพอใจ เพราะเราโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลูกค้าเดิมเราไม่หนีไปไหน แล้วยังค่อยๆ มีลูกค้าใหม่ๆ มาใช้บริการแบบปากต่อปาก มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาให้เราแนะนำเรื่องสุขภาพ เช่น กินอะไรแล้วดี ลูกค้าก่อนที่จะเลือกสมูทตี้เขาจะบอกเราว่าเขาเป็นโรคอะไรบ้าง ชิหรือผู้จัดการร้านก็จะเลือกผลไม้ที่เหมาะกับลูกค้า”

ทำขนมช่วยคลายเครียดและใช้ชีวิตช้าลง

ฟิก สแควร์ เป็นบริษัทอินทีเรียร์แบบครบวงจรที่ลัดดาพรก่อตั้งเอง เวลาทำงานเธอทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่แต่หลังเลิกงานเธอมักเข้ามาช่วยบริหารร้านเบเกอรี่ เทอราพี เพราะอยู่ซอยหน้าหมู่บ้านนี่เอง การทำงานสองอย่างชิบอกว่าเธอรู้สึกไม่เครียด แถมช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายเสียอีก

“ทำงานบางครั้งก็เกิดความเครียด แต่พอกลับมาทำงานที่ร้าน ช่วยทำให้ชิรู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องเครียดไปได้ เพราะชิรู้สึกมีความสุข หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ใช้เวลาว่างปลูกพืชผักสวนครัวกับลูกชายวัย 11 ขวบ ก็ถือว่า เป็นความสุข ตอนนี้กำลังทำระเบียงชั้น 2 ไว้ปลูกต้นไม้เพิ่ม คิดว่าทำได้เพราะชิก็อยู่ในกลุ่มปลูกผักออร์แกนิกซึ่งแนะนำว่า เราไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่โตจึงจะปลูกผักได้ค่ะ“

การป่วยของคุณแม่ซึ่งปัจจุบันสุขภาพแข็งแรงดี สอนให้ชิใช้เวลาให้ช้าลง และหันมาดูแลใส่ใจคุณพ่อกับคุณแม่มากขึ้น ซึ่งคุณพ่อของเธอเพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคไตเมื่อไม่นานมานี่เอง

“ตั้งแต่คุณแม่ป่วย ชิพยายามทำงานให้ไม่ยืดเยื้อ เพราะแต่เดิมชิทำงานเร็ว ในทางกลับกันในการใช้ชีวิตส่วนตัว ชิจะให้เวลากับครอบครัวมากๆ คือเราจะต้องมีเวลาดูแลคนในครอบครัว เรื่องแรกที่เราคิดคืออาหารที่เราทำ ต้องมีเวลาทำและให้คนในครอบครัวได้กิน เช่น คุณแม่ หรือทำขนมส่งให้หลานๆ ชิรู้สึกมีความสุขกับเรื่องทำอาหาร ว่างๆ ก็ปลูกพริกขี้หนูสวน มะกรูด ใบเตย โหระพา ต้นหอม ผักชี ผักสลัดกำลังเริ่มอยู่ การเตรียมดิน เนื่องจากเราไม่มีที่เหมือนคนอื่น ชิมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ ออร์แกนิก และเจ้าชายผัก ชิเพิ่งเริ่มปลูกผักใบกระถาง เขาขายดินให้เราซึ่งเชื่อถือได้ ส่วนเรื่องการดูแลเรื่องแมลง ชิมีน้ำที่กลั่นมาจากการเผาถ่านไม้และชิต้องเอามาเจือจางกับน้ำและฉีดพ่นด้วยกระบอกฉีด กลิ่นคล้ายๆ รมควันหน่อย ฉีดไปที่ใบเวลามีพวกหนอน หรือเพลี้ยไปได้ ชิแพลนว่าจะทำเทอร์เรซเฮาส์ที่ระเบียงชั้น 2 ชิเริ่มปลูกผักเองตั้งแต่ปีที่แล้ว เราปลูกผักกินเองเราก็มั่นใจ หรืออะไรที่ปลูกเองไม่ได้ชิก็นำวัตถุดิบจากคุณลุงคุณป้าเกษตรกรทางภาคเหนือที่ปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์กินแล้วเราก็มั่นใจ และเป็นการซื้อขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เราเพิ่มรายได้และคุณป้าคุณลุงก็แฮปปี้ ผักที่เราปลูกเองกินเองก็มีความสุข ที่สำคัญคือสุขยิ่งกว่าเมื่อเห็นผลผลิตงอกงาม ให้ดอกให้ผล”

ใช้คำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9

ทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ลัดดาพรนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตและการทำงาน เพราะเธอคือหนึ่งในสมาชิกพอแล้วดี โครงการที่ 2 สิ่งที่เธอได้เรียนรู้คือ ได้จุดหมายในชีวิต เพราะการเข้าร่วมในโครงการทั้งวิทยากรจะช่วยเค้นศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมา ทำให้เธอรู้ว่าจะมุ่งไปในทิศทางใด จนเธอค้นพบตัวเองว่าชอบทำอาหารและอยากช่วยเป็นที่ปรึกษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ

“2 ปีที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มอะไรหลายๆ อย่าง จนชิพัฒนาตัวเองจนทุกวันนี้ มันชัดเจนขึ้น ที่ชิได้คือเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการแต่ละคนเป็นกัลยาณมิตร ทุกวันนี้ยังติดต่อคุยกันอยู่ เราทำงานด้วยกัน เช่น มีเพื่อนทำโรงพิมพ์เราสั่งกับเขา และมีเพื่อนทำโกโก้ วัลเลย์ที่น่าน เขาให้ชิคิดสูตรคุกกี้ซิกเนเจอร์ของไร่ โดยใช้โกโก้ของเขาตั้งชื่อว่า “คุกกี้ รอกกี้ โรด” ชิเลยใช้วัตถุดิบตัวโก้โกออร์แกนิกของที่ไร่เป็นหลัก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเรื่องความพอเพียงซึ่งพวกเราตีโจทย์ไม่เหมือนกัน ความพอแล้วดีของชิคือ แม้ทำธุรกิจทุกคนต้องมีเรื่องกำไรมาเกี่ยวข้อง แต่กำไรแบบไหนที่เราอยู่ได้และคนอื่นๆ ก็อยู่ได้ ร้านชิไม่ขายกาแฟแต่ถ้าใครอยากดื่มกาแฟสามารถไปสั่งร้านข้างๆ แล้วมานั่งกินที่ร้านชิได้ คือเราต้องช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพาอาศัยกัน”

เมื่อแม่ป่วย มุมมองชีวิตเปลี่ยน

การได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่หลังจากท่านป่วยทำให้ชิมีความสุข เพราะชิบอกว่าเธอไม่เลือกเงินก่อน แต่เธอยอมเอาเวลาที่ต้องหารายได้ให้ได้เยอะๆ เพื่อสร้างครอบครัว ไปเรียนโภชนาการบำบัดที่มหิดล เพื่อหาวิธีดูแลทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่อายุเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเอาเวลามาดูแลครอบครัว มันคือกำไรชีวิต ทำให้เธอมีชีวิตตอยู่ได้ เพราะสำหรับเธอไม่มีเงินที่ไหนไปซื้อความสุขของคนในครอบครัวได้

“หลังคุณพ่อคุณแม่ป่วยชิได้คิดว่าทำอย่างไรให้ท่านไม่ทุกข์ เมื่อก่อนชิมีเถียงคุณพ่อคุณแม่บ้าง แต่ตอนนี้ถ้ามีเรื่องไม่เข้าใจกันชิเลือกวิธีเดินหนี จะไม่เถียงท่านเหมือนเมื่อก่อน และเดี๋ยวนี้ชิจะไม่โกรธพ่อแม่นานข้ามวัน แม้ชิคิดว่าตัวเองไม่ผิดแต่ชิคิดว่านี่คือพ่อแม่เรา ถ้าพรุ่งนี้ชิตายหรือถ้าพรุ่งนี้พ่อแม่ไม่อยู่แล้วเราต้องตายจากกัน เราเหมือนเก็บความรู้สึกผิด ไม่เข้าใจกัน และไม่มีเวลาได้ร่ำลาได้ขอโทษกัน มันเลยเปลี่ยนชิทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เมื่อก่อนชิเป็นคนเป๊ะหลายเรื่อง แต่เดี๋ยวนี้ปล่อยวางมากขึ้น พยายามเข้าใจลูกน้องและผู้อื่นมากขึ้น และไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งมันดีจริงๆ นะคะ ช่วงที่คุณแม่ป่วยถือเป็นโอกาสที่ทำให้ชิทำอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าไม่เกิดวิกฤตเราจะไม่มองมัน และเราคิดว่าจะใช้มุมมองแบบนี้ไปตลอด สุดท้ายแล้วเงินไม่ใช่ประเด็น แม้เงินซื้อทุกอย่างได้ แต่ใจเราไม่สุข ใจไม่นิ่ง ก็ไม่มีประโยชน์”

พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ ‘นางงามสายไฟท์เตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570411

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ 'นางงามสายไฟท์เตอร์'

โดย ปอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

“…น้ำตาแห่งความสุข คือโมเมนต์ที่นิโคลขอจดจำไปตลอดชีวิตค่ะ” คือคำพูดสุขสมหวังหลังจากคว้ามงกุฎ

“นิโคลีน” พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ก่อนหน้านี้ผิดหวังรุนแรงถึงขั้นนอนซมไปหลายวัน สาวผิวสีน้ำผึ้งวัย 20 ปี ลูกครึ่งไทย-จีน-อเมริกัน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากสหรัฐมาประเทศไทย เพื่อประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 และสามารถผ่านเข้ารอบลึก หากไปไม่ถึงฝั่งฝันจบที่รอบ 10 คนสุดท้าย

นิโคลีนไม่ยอมรับคำว่าพ่ายแพ้ ขอเดินหน้าสู้ๆ ต่อไป ก้าวขึ้นเวทีประกวดอีกครั้ง สาวงามนักสู้ได้รับสิ่งตอบแทนคว้าตำแหน่งคนสวยที่สุดมาครองได้ในที่สุด

“นางงามสายไฟท์เตอร์” คือนิยามของสาวงามวัย 20 ปี นิโคลีน บอกว่า ตอนร่วงลงจากเวทีที่แล้ว พลังจากพี่ๆ แฟนๆ นางงามเข้ามาบอกว่า “…อย่าหยุดฝัน นิโคลสตรองอยู่แล้วเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ต้องการคนสวยสไตล์นักกีฬา แข็งแกร่ง และไม่ใช่แค่สวย ต้องมีจิตอาสา นิโคลทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่ 5 ขวบแล้วค่ะ ได้รางวัลจิตอาสาดีเด่น ‘The President’s Volunteer Service Awards’ จากประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นนักกีฬาของโรงเรียนเราเป็นหมวยแต่ได้ผิวสีแทนจากการเล่นกีฬา ควงธง ควงดาบ ควงปืน ชอบโหดๆ ค่ะ และทุกคุณสมบัติที่เวทีนี้ต้องการก็คือตัวเราค่ะ

พี่ๆ เขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราจะไม่มั่นใจในตัวเองล่ะ? นี่คือเหตุผลของการกลับมาเลยค่ะ นิโคลใช้เวลากอบกู้ความมั่นใจในเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากพลาดดำแหน่งจากเวทีที่แล้ว ขอขอบคุณประสบการณ์นี้ที่ทำให้เรารู้ค่ะว่า ควรพัฒนาอะไร นิโคลไปเรียนเรื่องบุคลิกภาพ เรียนภาษาจีนอีกนิดหน่อยค่ะ

อย่าหยุดฝัน ฝากคนที่เคยแพ้แบบนิโคล วันนั้นอาจไม่ใช่วันของเรา แต่ชีวิตของเรามีอีกหลายๆ วันที่เราจะจุดไฟ จุดแรงบันดาลใจใหม่ ให้พัฒนาตัวเองก้าวต่อไปได้เสมอค่ะ”

ส่งใจไปเชียร์นางงามนักสู้ “คว้ามงฟ้า”

โบกมือบ๊ายบายคนไทย ไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดเวทีระดับโลก “มิสเวิลด์ 2018” ณ เมืองซานย่า ประเทศจีน ในรอบตัดสินเฟ้นหาสาวงามจาก 120 ประเทศ เพื่อสวมมงกุฎสีฟ้าน้ำทะเลเลอค่า ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค.นี้ เอฟซีชาวไทยติดตามชม แชร์ และให้กำลังใจสาวงามจากประเทศไทย ได้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก Miss World – Thailand

หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น MOBSTAR เพื่อเข้าไปกดโหวตกดไลค์ด้วยการพิมพ์ชื่อ Nicolene แล้วกดเข้าไปชมภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แล้วสไลด์ทุกภาพไปทางขวาเพื่อให้ขึ้นว่า Yes เป็นการโหวต โดยสามารถเข้าไปโหวตได้ทุกวัน

มงกฎสวมวันนี้คือรางวัลสูงสุด นิโคลเลือกคติชีวิตในแบบ “ทำอะไรแล้ว ต้องไปให้สุด” เคยประกวดและได้ตำแหน่ง Miss Thai New Year 2014-2015 และ Miss Teen Asia USA ทำด้วยความรักการเป็นนางงามตั้งแต่เด็กๆ เริ่มเดินสายประกวดเวทีเล็กๆ เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ และนำมาพัฒนาตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือเวทีใหญ่ในประเทศไทย

“อีกคนที่อยากขอบคุณคือคุณน้าของนิโคลค่ะ การฉีกสัญญาก็ต้องมีค่าปรับ นิโคลกลับมาเมืองไทยกับแม่ซึ่งต้องทิ้งงานที่สหรัฐ มาดูแลลูกสาวคนโตโดยไม่มีรายได้ มีแต่ค่าใช้จ่าย ต้องเช่าที่พัก ค่าอยู่ค่ากิน โดยเราก็ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น คุณน้ายื่นมือเข้ามาช่วยค่ะ เพื่อให้นิโคลเข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ คุณน้าให้ความเชื่อมั่นในตัวนิโคล และนี่คืออีกแรงบันดาลใจให้เราสู้ต่อไปค่ะ

มงกุฎเปลี่ยนชีวิตจริงๆ ค่ะ นิโคลรู้ว่าคนไทยฝากความหวัง และจับตามองเราอยู่ ‘จูเลีย มอร์ลีย์’ ประธาน Miss World Organisation เจ้าของเวทีนี้ก็มองเราอยู่เช่นกัน จะทำอย่างไรให้ผู้หญิงอายุ 20 ปี ที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆ เข้าตาจูเลีย ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ การเป็นนางงามเป็นเรื่องยากมากค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้มสดใส) เรื่องจิตอาสานิโคลทำเต็มที่ที่สุดอยู่แล้ว เรื่องความงามก็ต้องเต็มที่เหมือนกันค่ะ นิโคลไม่ใช่นางงามที่นั่งหลังตรงสวยเป๊ะได้ตลอดเวลา แต่ก็ต้องดูแลตัวเองให้สวยในแบบธรรมชาติ สวยในแบบที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วค่ะ”

นิโคลีน บอกว่า ชอบนิยามนางงามสายไฟท์เตอร์มากๆ คำนี้ดึงพลังออกมาได้มากมาย ความหวังในวันนี้คือจะคว้ามงกุฎมิสเวิลด์เป็นคนแรกของประเทศไทยอีกด้วย

“นางงามคือความฝันที่เราอยากเป็นตั้งแต่วัยเด็ก คุณแม่จับแต่งตัวส่งประกวดตั้งแต่เด็กๆ นางงามนพมาศ นางงามสงกรานต์ เด็กได้แต่งชุดไทยก็สนุกดี ได้ตำแหน่งมาเรื่อยๆ คุณแม่ก็ให้ลองเวทีใหญ่ ได้ตำแหน่ง Miss Thai New Year 2014-2015 แล้วนิโคลก็ลงประกวดเองในเวที Miss Teen Asia USA เพราะเริ่มรู้สึกว่าชอบค่ะ การแข่งขันทำให้เรามีน้ำใจนักกีฬา แล้วประกวดนางงามก็ไม่ใช่ว่าจะวัดกันที่ความสวยอย่างเดียว

ความเป็นจริงเราก็ไม่ได้สวยที่สุดด้วยค่ะ (บอกพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ) การใช้ชีวิตที่เติบโตในแอลเอ สหรัฐ นิโคลชอบทำงานจิตอาสา เล่นกีฬาลุยๆ สนุกกลางแสงแดดก็เลยไม่ใช่คนสวย ผิวขาวใส ไม่กังวลค่ะ เวทีมิสเวิลด์ต้องการสาวสวยในแบบสปอร์ตเกิร์ล การพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมขึ้นเวทีก็คือการดูแลผิวพรรณให้ดี เราเล่นกีฬากลางแดด มีเหงื่อก็เป็นสิวอุดตันได้ง่าย ต้องล้างหน้าให้สะอาดผิวพรรณดีคือพื้นฐานความงามที่ดี ส่วนรูปร่าง น้ำหนักเทียบกับเวทีที่แล้วลดลงไปเกือบ 5 กิโลกรัม ตอนนี้สัดส่วน 34-24-36 น้ำหนัก 53 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร นิโคลเข้าฟิตเนสเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณสะโพกรูปร่างสไตล์นางงามฝรั่ง นางงามละติน ยังเป็นความนิยมนะคะ

การประกวดนางงามคือการโชว์พลังของผู้หญิง โชว์ความมั่นใจในตัวเองค่ะว่าเรามีศักยภาพ มุ่งมั่น ไม่ใช่แค่โชว์สวยเดินไปเดินมาบนเวที”

นิโคลีน บอกว่า การประกวด “คว้ามง” มาโดยตลอด เพิ่งมาตกรอบก็ในไทยเป็นครั้งแรก แต่จากที่เคยนอนซมร้องไห้ไป 3 วันเต็มๆ ตอนนี้มีเสียงหัวเราะใสๆ ได้แล้ว

“เรามาจากพื้นฐานครอบครัวที่ใจต้องสู้ด้วยค่ะ คุณแม่เลือกไปใช้ชีวิตที่แอลเอ แม่ทำงานหลายๆ อย่างตั้งแต่เปิดร้านวิดีโอให้เช่า พอโลกเปลี่ยนไปมีหนังออนไลน์เข้ามาก็ต้องปิดร้าน แล้วมาทำอาหารกล่องขาย โดยช่วยกันทำกับคุณยาย อาหารไทยแท้ๆ เลยค่ะ ฝีมือแกงไตปลา ข้าวยำ ข้าวซอย คุณยายทำอร่อยที่สุดในโลก (หัวเราะ) นิโคลเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย อายุ 16 ปี ทำงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทย หาเงินซื้อรถเฟียสขับไปเรียนได้แล้ว ไปเรียน ไปทำงาน ขับรถกลับบ้าน คุณแม่คุณยายเลี้ยงแบบไทยแท้ ไม่ให้มีแฟนค่ะ” นิโคลีน บอกพร้อมรอยยิ้มสวย

นางงามจิตอาสา Beauty With A Purpose

เหตุผลที่กรอกไว้ในใบสมัคร การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาประกวดที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่หวังมงกุฎเพียงเท่านั้น หากต้องการใช้ตำแหน่งนี้เป็นกระบอกเสียงสื่อเรื่องเด็กด้อยโอกาสในสังคม คือกลุ่มเด็กออทิสติก

ชุดราตรีที่เตรียมสวมใส่ในรอบการประกวด Best Design Award ชุดสีขาวมีลายเพนต์สีสันสดใส เป็นผลงานออกแบบร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์ชื่อดัง ประภากาศ อังศุสิงห์ และน้องๆ กลุ่ม Art Story มูลนิธิออทิสติกไทย ช่วยกันเพนต์ลายภาพในหัวข้อ Love หรือความรัก ลงบนผืนผ้าก่อนที่จะถูกนำไปตัดเย็บเป็นชุดราตรีสีขาวงดงาม ภายใต้แนวความคิดที่ต่อยอดมาจากโครงการ Love for All โครงการเพื่อสังคมที่นิโคลีนก่อตั้งขึ้นมา โดยต้องการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของเด็กออทิสติกให้ออกสู่ระดับสากล

“คุณพ่อกับคุณแม่หย่ากันตั้งแต่นิโคลเด็กๆ ค่ะ แม่แต่งงานใหม่และมีน้องชายให้นิโคล 1 คน น้องป่วยเป็นออทิสติก น้องเป็นแรงบันดาลใจให้นิโคลทำโครงการนี้ค่ะ ในสหรัฐ เด็กๆ กลุ่มนี้ใช้ชีวิตลำบากมาก สังคมมีStereotype มองพวกเขาว่าก้าวร้าว นิสัยงี่เง่า แต่ไม่จริงเลยค่ะ น้องชายนิโคลน่ารักมาก เรียนได้เกรด A ทุกวิชา เล่นเกมคอมพิวเตอร์เก่งมากๆ ศักยภาพนี้นำไปต่อยอดให้เขาได้รับโอกาสในเรื่องอนาคตการทำงานได้

น้องไปโรงเรียนโดนเพื่อนๆ ล้อตลอดเวลา เราอยากช่วยให้เด็กเหล่านี้สามารถเข้าสังคมได้อย่างราบรื่น ในระดับที่เท่าเทียมกับเด็กธรรมดาทั่วไป สังคมมีทัศนคติค่อนข้างโหดร้ายกับเด็กกลุ่มนี้ นิโคลส่งโครงการนี้เข้าขอทุนที่ยูเอ็น และทางประเทศเยอรมนีสนใจโครงการนี้ ซึ่งตอนส่งไปในฐานะผู้เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ เขาก็ให้เกียรติสนใจเราแล้ว ถ้ามีมงกุฎระดับโลก นิโคลต้องทำอะไรได้มากกว่านี้นะคะ”

ความเป็นจิตอาสานั้น ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้นตอนที่เข้ามาลงประกวดที่เมืองไทยเท่านั้น แต่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่นิโคลีนยังเป็นเด็กหญิง อายุแค่ 5 ขวบ เมื่อครั้งประเทศไทยต้องเจอกับภัยพิบัติอย่างรุนแรง “สึนามิ” ด.ญ.นิโคลีน รับรู้ข่าวสารรู้สึกเสียใจกับภัยพิบัติครั้งนั้นมาก และต้องการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนประสบภัย จึงรวบรวมเศษเงินจากกระปุกออมสินของตัวเอง และเพื่อนๆ ที่โรงเรียนประมาณ 1,000 กว่าเหรียญ ตั้งเป็นโครงการแรกในชีวิต ใช้ชื่อว่า Change for Change

โดยมีคุณแม่ช่วยประสานงานผ่านสภากาชาดไทย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เดินหน้าทำจิตอาสาดีเด่น และได้รับรางวัลจิตอาสาดีเด่น “The President’s Volunteer Service Awards” จากประธานาธิบดี บารัก โอบามา

“คุณแม่สอนว่าแม้เงินเล็กๆ ของเราก็สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ นิโคลทำมาตลอดค่ะ ตั้งแต่สึนามิ ก็มีเหตุการณ์น้ำท่วมในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวในเนปาล การมีสายสะพาย มีมงกุฎ แม้เวทีเล็กๆ ก็ทำให้คนสนใจเรา นิโคลใส่สายสะพายไปงานการกุศลของกลุ่มคนไทยในแอลเอ ช่วยทำขนม ทำวาฟเฟิลขายให้ผู้ใหญ่ ได้เงินเยอะกว่าขายทั่วไป ได้เงินให้มูลนิธิขาเทียม หรือเดินแฟชั่นโชว์แล้วระดมเงินบริจาคเข้าการกุศล เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขมากค่ะ

มอตโต้ในการใช้ชีวิตของนิโคล คือ It’s ok to be different ไม่เป็นไรแม้เราไม่เหมือนคนอื่น แต่เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนโลกใบนี้ได้

คำว่าแตกต่างสำหรับนิโคล คือ ใจร้อน ทำอะไรฉุบฉับ (สาวลูกครึ่งเติบโตในสหรัฐพูดคำนี้จริงๆ) เป็นตัวของตัวเอง โดยบุคลิกภายนอกซึ่งหลายๆ คนมองนิโคลว่า หน้าตาร้าย (หัวเราะ) สายตาดูเหวี่ยง อาจเพราะดวงตานิโคลโตกระมังคะ เพื่อนๆ นางงามก็บอกว่าตาเราสวย อยู่บนเวทีแล้วตาดึงดูดคนได้ ซึ่งนิโคลก็ชอบนัยน์ตาของตัวเองมากที่สุดเลยค่ะ

จากใจจริงๆ บุคลิกภายนอกแตกต่างจากภายในใจโดยสิ้นเชิงค่ะ นิโคลอยากเป็นผู้ให้ อยากช่วยเหลือผู้คน นิโคลไม่ได้บอกว่าเราเป็นคนดีนะคะ ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะคะ การมีตำแหน่งทำให้เราเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นคนดีนะคะ (ย้ำพร้อมเสียงหัวเราะ) แต่การวางตัว การพูดจา เราต้องดูแลและระวังตัวเองให้มากขึ้นค่ะ

นิยามความงามสำหรับการเป็นนางงามเปลี่ยนไปแล้วค่ะ คงไม่มีใครอยากชื่นชมนางงามสวยๆ มองอยู่ไกลๆ แต่ถ้าความสวยนั้นจับต้องได้ โดยคือความงดงามจากใจข้างใจ ไม่เฟก ไม่หลอกลวง ทำอะไรทำจริง นิโคลไม่กังวลใจเลยค่ะว่าเราต้องงดงามสวยสมบูรณ์แบบ ซึ่งเวทีมิสเวิลด์ก็เช่นกันค่ะ นิโคลมั่นใจว่าเขาไม่ได้สรรหาคนสวยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ความงามจากภายในคืออีกคุณสมบัติหนึ่ง ซึ่งนางงามยุคนี้ต้องมีนะคะ นิโคลเชื่อว่าจูเลียกำลังมองหาคนสวยที่จริงใจ และมีความพยายามมากที่สุดค่ะ”

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคว้ามงกุฎมิสเวิลด์มาครอบครอง บนเวทีการแข่งขันกับสาวงามอีก 120 ประเทศ แต่คำยืนยัน “นิโคลจะสู้ จะไฟท์ให้เต็มที่ถึงที่สุดค่ะ” ส่งใจไปเชียร์ “นิโคลีน”พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 กับคุณสมบัติความงามอย่างมีคุณค่า ตัวแทนสาวงามนักสู้จากประเทศไทยบอกไว้มั่นใจจะคว้ามาฝากคนไทยให้ได้

What is fascia ? : พังผืดคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570343

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 13:42 น.

What is fascia ? : พังผืดคืออะไร

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Fascia อ่านว่า ฟาสเชีย หรือแฟซเซีย ในฉบับที่แล้วเจี๊ยบได้เกริ่นนำเกี่ยวกับระบบพังผืดไปบ้างแล้วว่าคือ เนื้อเยื่อหรือไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ที่ห่อหุ้มร่างกายภายในของเราเอาไว้ด้วยกันคล้ายกับใยแมงมุม ในวันนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้กัน

เมื่อ 3 ปีก่อน เจี๊ยบเคยไปเข้าเวิร์กช็อปเกี่ยวกับเรื่องระบบพังผืดมาที่ฮ่องกง คุณครูที่สอนได้ยกตัวอย่าง “ผลส้ม” ให้เห็นรายละเอียดเปรียบเทียบผลส้มกับระบบพังผืดในร่างกายเรา เมื่อเราจินตนาการตามทำให้ง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจนประกอบความเข้าใจเราได้มากขึ้น (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1)

ในภาพแรกเป็นภาพส้มที่ผ่าซีกออก ให้ผู้อ่านลองตั้งใจสังเกตรายละเอียดของส้มในภาพนี้ แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจเป็นส่วนๆ กันค่ะ

จากภาพเปลือกส้มด้านนอกเปรียบเป็นผิวหนังของมนุษย์ ลูกศรชี้ที่ฝั่งด้านขวาบนสุด อันถัดมาอันที่สองด้านขวาจากผิวหนังลูกศรชี้เข้ามาตรงเนื้อเยื่อขาวๆ ใต้เปลือกที่ยังไม่ถึงเนื้อส้มหรือก็คือผิวเปลือกส้ม เจ้าสิ่งนี้เปรียบเป็นพังผืดระดับผิวๆ ที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งสำหรับบางคนสามารถมองเห็นได้คือ เซลลูไลต์ Cellulite (พังผืดที่ไม่แข็งแรง คนผอมบางคนก็มีนะ)หากพังผืดตรงบริเวณนี้มีคุณภาพที่ดี ก็จะมองไม่เห็นเป็นเซลลูไลต์

ต่อมาอันล่างขวาสุดอันที่สาม จะเห็นว่าเริ่มเข้ามาภายในเนื้อส้ม แล้วลูกศรชี้ไปที่เส้นขอบระหว่างกลีบส้มแต่ละกลีบ เส้นที่แยกส้มแต่ละกลีบเป็นชิ้นๆ ที่เวลาเราจะกินส้มต้องเอามือแกะแยกส้มออกทีละกลีบนี้ เปรียบเหมือนกับพังผืดชั้นลึกที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อของเรา ดังนั้นเวลาเรายืดกล้ามเนื้อ หรือสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ก็เท่ากับว่าเราได้ใช้งานพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ไปด้วยพร้อมๆ กัน

สำหรับกล้ามเนื้อลายถัดจากฟาสเชียหรือพังผืด ยังมีชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่ทำหน้าที่หุ้มกล้ามเนื้อชั้นนอกอีกทีเรียกว่า เอพิไมเซียม (Epimysium) และในด้านในจะประกอบไปด้วยฟาสซิเคิล (Fascicle) หรือกลุ่มของเส้นใยกล้ามเนื้อหลายกลุ่ม ที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเพอริไมเซียม (Perimysium) ส่วนด้านในเส้นใยของฟาสซิเคิลจะถูกหุ้มไว้ด้วยเอนโดไมเซียม (Endomysium) อีกที

จากนั้นย้ายมาดูฝั่งซ้ายกัน ที่ล่างซ้ายสุดลูกศรชี้ไปที่เนื้อส้ม ที่ด้านบนของเนื้อส้ม ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นเยื่อบางๆ ที่ห่อหุ้มเนื้อส้มข้างในไว้ (ถ้าไม่เชื่อก็ไปปอกส้มมาดูได้เลยมีจริงๆ) อันนี้เปรียบเหมือนกับพังผืดที่ห่อหุ้มเส้นประสาท หลอดเลือดและอวัยวะภายใน และสุดท้ายบนซ้ายลูกศรชี้ไปที่ขั้วที่อยู่ตรงกลางผลส้ม เปรียบเหมือนกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลางของเรา

ถามว่า ทำไมต้องเอาผลส้มมาเปรียบเทียบ เจี๊ยบคิดว่าเป็นเพราะเนื้อเยื่อบางๆ แล้วส่วนประกอบเล็กๆ ที่ประกอบกันมาเป็นส้ม ดูมีความใกล้เคียงกับระบบพังผืดค่อนข้างมาก หากไม่มีเนื้อเยื่อกับชั้นๆ ที่เป็นระดับแบบนี้มารวมเข้าด้วยกัน ส้มก็จะไม่สามารถเป็นส้มได้เลย ร่างกายเราก็เช่นกัน สิ่งที่แรปหรือห่อหุ้มภายในของเราเอาไว้เข้าด้วยกัน ก็คือระบบพังผืดนั่นเอง

ทีนี้ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) ในภาพนี้เราจะเห็นเส้นบางๆ ที่เป็นเครือข่ายของระบบพังผืดเป็นเน็ตเวิร์กทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งมันลิงค์กัน ส่งผลให้บางครั้งเมื่อเรามีอาการเจ็บข้อเท้า แต่อยู่ดีๆ อาจทำให้เริ่มไปเจ็บไหล่ได้ เพราะเจ้าระบบพังผืดมันเชื่อมโยงกันนั่นเอง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้วเท้าที่แรปเราอยู่ข้างใน อาการที่จุดหนึ่งอาจส่งผลไปที่จุดไหนๆ ก็ได้ในร่างกาย

ความหนา ความบางของพังผืดในแต่ละระดับของแต่ละคนไม่เท่ากัน และในร่างกายคนเดียวกันก็ต่างกันในแต่ละส่วนของร่างกายด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปมพังผืด Trigger Point ที่เกาะตัวแถวกล้ามเนื้อส่วน บ่า ไหล่ ของคนที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ การยืดกล้ามเนื้อช่วยคลายความเมื่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับบางคนที่สะสมความตึงไว้หลายสิบปีจนพังผืดกลายเป็นปม Knot พอกดลงไปจะเจอก้อนๆ ที่หนากดเจ็บๆ แต่รู้สึกดีเมื่อโดนกดรู้สึกเจ็บแบบสะใจ

ในกรณีคนที่เป็นหนักมาก อาจต้องการการปลดปล่อยด้วยวิธีอื่นๆ ผสมด้วย เช่น กัวซา นวดด้วยหมอ หรือการใช้น้ำหนักตัวกดนวดตัวเองด้วยลูกบอล Myofascial Release Techniques เป็นต้น ภาษาทางการแพทย์จะเรียกว่า กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด หรือกลุ่มอาการเอมพีเอส Myofascial Pain Syndrome (MPS)

พฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเรามีผลในการสร้างปัญหาให้ระบบพังผืด ในส่วนของร่างกาย เช่น การชอบนั่งหลังค่อมนานๆ การต้องทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำๆ นานๆ หรือการใช้งานร่างกายหรือทำงานหนักมากเกินไป ออกกำลังกายหนักไปโดยไม่ได้พัก ในส่วนของจิตใจ เช่น คนที่ใช้ความคิดเยอะ มีความเครียดสะสม วิตกกังวลตลอดเวลา และยังรวมทั้งการดื่มน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน การกินอาหารทอดๆ มันๆ และคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินความจำเป็นเยอะเกินไปโดยไม่ออกกำลังกาย ทำให้ไขมันสะสมเอาไว้แล้วจับตัวเป็นก้อน (อาจจะเกิดเซลลูไลต์)

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของพังผืดเกิดขึ้นได้ ถ้ามันแย่ได้มันก็ดีได้ อยู่ที่ตัวเรา เมื่อเราดูแลสุขภาพกาย-ใจแบบองค์รวมและสร้างความสมดุล

เพลง การเมือง และเรื่องบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570333

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:21 น.

เพลง การเมือง และเรื่องบันเทิง

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอเอฟพี

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หากพูดถึงการใช้เพลงเป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง คงไม่ต้องบอกว่าเพลงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะนั้น(ปี 2557) เป็นคนแต่ง คือเพลงลำดับต้นๆ ที่เราจะนึกถึง

เพราะมันเป็นเพลงที่ได้ถูกนำเสนอผ่านทุกช่องทาง จนทำให้มันกลายเป็นเพลงป๊อปที่ฮิตติดหู เด็กและผู้ใหญ่ต่างร้องตามกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง (คืนความสุขให้ประเทศไทยไง… ยังจำกันได้อยู่ใช่มั้ยครับพี่น้อง)

แล้วเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อเร็วๆ นี้ เพลงที่น่าจะเป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ในเรื่องบันเทิงๆ กลับถูกนำมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมืองอีกครั้ง ซึ่งมันน่าตื่นตะลึงตรงที่เพลงเพลงนั้นได้ถูกนำเสนอด้วยแนวเพลงแร็ป จากกลุ่มแร็ปเปอร์ชาวไทยที่ต่อต้านระบอบการปกครองแบบเผด็จการ และต้องการสื่อสารให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า ไอ้เรื่องแบบนี้ “ประเทศกูมี” นะเว้ย

เมื่อดูจนจบ จะเกิดความรู้สึกบางอย่างในห้วงความคิดขึ้นมาอย่างแรง ซึ่งเพลงเพลงนี้ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยเฉพาะฟากฝั่งผู้นำประเทศได้มากโข

หลังจากนั้นอีกไม่นาน เพลงก็ถูกนำกลับมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยครานี้ คนในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของไทย เป็นผู้นำเสนอเพลง Thailand 4.0 ที่ต้องการสื่อให้คนไทยได้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทุบกะลา แล้วก้าวออกมารู้ คิด และลงมือทำ เพื่อนำชาติไทยไปสู่ประเทศแห่งนวัตกรรม ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งหากมองไปที่เจตนาของการเล่นเกมทางการเมือง เพลงนี้อาจเป็นการโต้กลับเพลงประเทศกูมีแบบเชือดนิ่มๆ ก็เป็นได้

ในห้วงเวลาเดียวกัน แนวคิดการนำเพลงมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง ก็ได้เกิดขึ้นที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน อีกด้วยเช่นเดียวกัน โดยได้มีนายกเทศมนตรีกรุงไทเป มาร่วมร้องและแสดงในมิวสิกวิดีโอ เพลงแร็ปที่ใช้ชื่อว่า Do The Right Thing, Do Things Right ที่ว่ากันว่า ตอนนี้มียอดวิวทางยูทูบสูงเกือบแตะ 2 ล้านวิว

หากมองให้ดี สิ่งที่นายกเทศมนตรีคนนี้ได้ทำลงไป ก็ถือเป็นการแสดงให้ประชาชนได้เห็นในสิ่งที่เขาคิดผ่านมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลดีต่อเส้นทางการเมืองในอนาคตของเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะผลของคะแนนความนิยมที่ประชาชนจะมีต่อเขาได้อย่างท่วมท้นสุดจิตสุดใจ

คุณผู้อ่านเห็นถึงพลังแห่งการสื่อสารผ่านบทเพลงแล้วหรือยังครับ มันเป็นช่องทางการสื่อสารที่คนทุกคนสามารถนำพาสาระสำคัญที่เราอยากสื่อ ชอนไชเข้าไปยังคนทุกเพศทุกวัยผ่านบทเพลงได้เป็นอย่างดี หากมันเป็นการชอนไชที่ถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา

อย่าลืมว่า หน้าที่ของเพลงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกใครให้รู้ว่าเรากำลังแอบรัก อินเลิฟ คิดถึง เป็นห่วง เหงา เศร้า น้อยใจ เสียใจ อกหัก ผิดหวัง ถูกทิ้ง ลืมไม่ลง ยังตัดใจไม่ได้ เจ็บเจียนตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่มันยังสามารถบอกเล่าให้คนทั่วไปได้รู้ว่า เรากำลังคิดอะไรอยู่ เรากำลังต้องการทำอะไรให้แก่คนในสังคม ประเทศชาติ และโลกใบนี้ หรือแม้กระทั่งบอกให้โลกได้รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด!

ไม่ว่าบทเพลงจะถูกสื่อสารไปด้วยเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เรื่องถูกหรือเรื่องผิด หน้าที่ของคนเสพเพลงทั้งหลาย นอกจากหน้าที่มีความสุขความบันเทิงไปกับเพลง ก็คงต้องสังเกตสังกาดูเจตนาของคนที่สร้างสรรค์เพลงด้วยว่า เขากำลังชี้นำเราไปในทิศทางใด

ถ้าเพลงรักๆ ใคร่ๆ ผู้สร้างสรรค์ก็คงมุ่งหวังให้เพลงมันโดนใจเรา ทำให้เราอินตาม และกลายเป็นฐานแฟนคลับของศิลปินที่ร้องเพลงนั้นๆ ในท้ายที่สุด

แต่หากเป็นเพลงที่ใช้บอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง หน้าที่ของคนฟังเพลงอย่างเราๆ ก็คงหนีไม่พ้นหน้าที่ในความเป็นพลเมืองที่ดี มีความตระหนักรู้ และเป็นพละกำลังของประเทศที่จะช่วยกันทำให้ประเทศมันเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ทำอะไรที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเราฟังเพลงแล้วต้อง “รู้เท่าทัน” สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ไม่กลายเป็นเหยื่อของผู้สร้างสรรค์เพลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จะทำให้เพลงที่เราเสพไปนั้น ยังเป็นเรื่องบันเทิงของชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ถูกบิดเบือน…เสียจนบิดงอ

ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต ความสุขเรียบง่ายยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570327

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต ความสุขเรียบง่ายยั่งยืน

โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ถือว่าเป็นบอสหนุ่มไฟแรงที่น่าจับตามองสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความรู้ความสามารถเป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบกับประสบการณ์ที่สะสมจากการดำเนินธุรกิจของครอบครัว ทำให้ปัจจุบัน “กล้า” ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาพัฒน์พรอพเพอร์ตี้ ทั้งนี้ด้วยมุมมองและวิสัยทัศน์มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

กล้า เล่าให้ฟังว่า ตนเองมีความสนใจในเรื่องตกแต่ง การรีโนเวตบ้านและลงทุนในอสังหาฯ เนื่องจากเรียนจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตร INDA (International Program in Design + Architecture) และปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในช่วงเรียนก็มีการวางเป้าหมายในอนาคต

ทั้งนี้ ขณะที่เรียนปริญญาตรีในช่วงฝึกงาน ปี 2-3 ทำให้รู้ว่าชีวิตสถาปนิกไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งหมด อีกทั้งตอนเรียนปี 4 มีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ทำงานกับบริษัท ธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ครอบครัวดำเนินการธุรกิจอยู่

ในช่วงปี 2557-2560 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการของบริษัท ธนาพัฒน์ ขณะเดียวกันด้วยความสนใจเรื่องของการลงทุน เรื่องตัวเลข จึงได้มาศึกษาต่อปริญญาโทในสาขาดังกล่าว ไปพร้อมๆ กับการเริ่มลงทุนอสังหาฯ โดยการซื้อบ้านมือสองนำมาปรับปรุงสร้างมูลค่าเพิ่มก่อนนำไปขายใหม่

อย่างไรก็ดี การเข้ามารับหน้าที่ผู้บริหารในบริษัท ภาพัฒน์ นั้น ยังคงทำงานที่มีความเชี่ยวชาญ คือ เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบในกลุ่มระดับกลางและบน เพราะเป็นตลาดเรียลดีมานด์

ขณะที่รอบธุรกิจจะเร็วกว่าการพัฒนาแนวสูง ทั้งนี้ด้วยเป็นบริษัทน้องใหม่จำเป็นจะสร้างจุดต่างของโปรดักต์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยจริงของทุกคนในครอบครัว ด้วยการออกแบบฟังก์ชั่นให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ความต้องการของผู้อยู่อาศัย ขณะเดียวกันต้องสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

สำหรับในช่วง 10-15 ปี จากนี้จะเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยไปพร้อมการสร้างการเติบโตให้กับบริษัท โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านที่อยู่อาศัยแนวราบระดับกลาง-บนที่ครองใจผู้บริโภค ทั้งนี้มีแผนจะลงทุนในส่วนของอสังหาฯ เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว อาทิ ออฟฟิศให้เช่าเกรดบีบวก และโรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อขยายฐานรายได้ในอนาคต

ขณะเดียวกันก็มีความสนใจเรื่องของพลังงานสีเขียว เรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังเพื่อนำมาปรับใช้กับโครงการที่บริษัทพัฒนาเพื่อส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ มีแผนจะเปิดบริษัทใหม่ด้านธุรกิจพลังงาน รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ โดยที่สนใจ คือ ธุรกิจไฟแนนซ์ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นไปได้ก็จะอยากดำเนินการภายใน 3 ปีนี้ เพราะเชื่อว่าทุกอย่างที่คิดถ้ามีโอกาสต้องลงมือทำ เพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ไม่มีประสบการณ์ซึ่งต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง สำหรับตัวเองกำหนดเป้าหมายจะเกษียณการทำงานตอนอายุ 45 ปี จากนั้นจะทำงานเพื่อสังคม

ด้านการใช้ชีวิตนั้น ด้วยเป็นคนเรียบง่าย ดังนั้นงานอดิเรกนอกจากการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่งแล้ว ยังชอบจัดสวน ปลูกต้นไม้ รวมทั้งการไปท่องเที่ยวซึ่งสามารถนำประสบการณ์มาใช้ได้ในหลายๆ เรื่อง

กล้า กล่าวว่า การไปเที่ยวมันเป็นการเหมือนทบทวนตัวเองว่า ความสุขของชีวิตจริงๆ ของเราคืออะไร

“การได้ดูประวัติศาสตร์ การได้เห็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ต่างๆ มันเหมือนเป็นการพักและตรวจดูแผนที่ในการดำเนินชีวิตและเป้าหมายความสุขของเรา จริงๆ แล้วการได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัว ได้ทานอาหารอร่อยๆ ได้ใช้เวลาร่วมกัน นั่งคุยกันก็มีความสุขแล้ว มันเหมือนเป็นการย้ำเตือนว่าเราทำงานเพื่ออะไร

ผมจะพยายามย้ำเตือนกับตัวเองตลอดว่า เราควรจะมีความสุขกับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ยึดติดกับอดีต และไม่คำนึงถึงอนาคตจนมากเกินไป เหมือนถ้าเราทำงานจนลืมสิ่งที่ทำเพื่ออะไร สุดท้ายสิ่งที่เราทำทุกอย่างมันก็ไม่มีความหมาย”

Minimint’s Mission ทุกภารกิจเป็นจริงได้แค่ออกเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570320

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 11:01 น.

Minimint’s Mission ทุกภารกิจเป็นจริงได้แค่ออกเดินทาง

โดย รอนแรม ภาพ : Minimint’s Mission

จากคนที่เคยเป็นแฟนคลับ วันนี้เธอเป็นเจ้าของแฟนเพจเสียเองกับ “มิ้นท์” ฌานิกา รอดสมบูรณ์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Minimint’s Mission วัย 25 ปี สาวน้อยขาลุยที่ให้คำอธิบายเพจไว้พอสังเขปว่า “ทุกการเดินทางฉันตั้งภารกิจเอาไว้ไปพิชิต และมีกำไรให้ชีวิตมาจากระหว่างทาง”

ก่อนหน้าที่เธอจะออกเดินทาง มิ้นท์เล่าว่า เธอเคยเป็นแฟนคลับของบล็อกเกอร์ต่างประเทศหลายคน และชื่นชอบการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านภาพสวยๆ จนรู้สึกอยากออกไปเปิดโลกกว้าง และตอนนี้เธอได้กลายเป็นผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจอย่างที่เคยได้รับมา ผ่านเพจเฟซบุ๊กที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวเพื่อหวังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป

“มิ้นท์เริ่มท่องเที่ยวหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย และพอเที่ยวมากขึ้นๆ ก็อยากเปิดเพจ”

เธอเรียนจบด้านกราฟฟิกดีไซน์ ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ควบคู่ไปกับเป็นนักเดินทาง โดยเพจ Minimint’s Mission เพิ่งมีอายุครบ 1 ขวบ กับยอด 9.7 หมื่นไลค์

“คอนเซ็ปต์ของเพจ มิ้นท์อยากให้เป็นพื้นที่ที่จะแบ่งปันทริปท่องเที่ยวผ่านรูปภาพสวยๆ และข้อมูลการเดินทางที่ครบถ้วน โดยแต่ละครั้งมิ้นท์จะตั้งภารกิจเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่เราจะมุ่งหน้าไป แต่ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือระหว่างทางมากกว่าว่าเราเจออะไรมาบ้าง”

นักสำรวจสาวกล่าวด้วยว่า ไลฟ์สไตล์ของเธอจะชอบเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ คือมีอิสระในการท่องเที่ยว วางแผนเอง ใช้เวลาเดินทางแต่ละครั้งค่อนข้างนาน และทุกครั้งจะเดินทางกับคนรัก ส่วนสถานที่ที่เลือกไปนั้น เธอชื่นชอบเมืองที่มีอารยธรรมโบราณหรือไม่ก็มีธรรมชาติ เพราะนอกจากจะถ่ายรูปสวย ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาต่อด้วย

“มิ้นท์คิดว่าการไปเที่ยวกับคนรักทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น ถ้าเกิดปัญหาหรือความลำบากมันจะพิสูจน์ความรักและความสัมพันธ์ของเราได้ ซึ่งแน่นอนว่ามีบ้างที่ต้องทะเลาะกัน แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราได้รู้จักกันในมุมอื่น ได้คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และจะทำให้การเดินทางครั้งต่อไปสามารถปรับตัวหากันได้ดีขึ้น”

นอกจากนี้ การเดินทางยังให้ประสบการณ์ และทำให้เธอค้นพบตัวตน รวมไปถึงความชอบใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้เธอพบแล้วว่าสิ่งที่ทำให้มีความสุขคือการเดินทาง

มิ้นท์วางแผนไว้ว่า ปีหน้าจะต่อยอดไปสู่เว็บไซต์ โดยนำทริปทั้งหมดในเพจไปรวบรวมให้เป็นระเบียบ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลของคนอยากเดินทาง และจะพัฒนาฝีมือจากภาพถ่ายไปสู่ภาพเคลื่อนไหว ทำเป็นคลิปท่องเที่ยวสนุกๆ ให้ได้ชมกันต่อไปในอนาคต

“มิ้นท์หวังว่ารูปสวยๆ ที่ตั้งใจถ่ายทอดออกมาจะทำให้ลูกเพจรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวจริงๆ และข้อมูลจะเป็นประโยชน์ในการวางแผน และเป็นส่วนหนึ่งให้ทุกคนได้ออกไปพิชิตภารกิจได้สำเร็จ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ณรงค์ชัย+ไพบูลย์ อัศวกุล ‘ทายาท’สืบทอดอัญมณีน้ำงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570318

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 10:35 น.

ณรงค์ชัย+ไพบูลย์ อัศวกุล ‘ทายาท’สืบทอดอัญมณีน้ำงาม

โดย ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เครื่องเพชรวิจิตรศิลปะชั้นสูง สืบทอดวิชาช่างฝีมือเก่าแก่มาจากสมัยรัชกาลที่ 7 ย้อนไปเมื่อปี 2473 ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจครอบครัวอัศวกุล เจ้าของแบรนด์จิวเวลรี่ อนันต์ บายคุณอนันต์ (ANANT by Khun Anant) เริ่มต้นขึ้นในย่านบ้านหม้อ

จากร้านเล็กๆ ของช่างทำตัวเรือนเครื่องประดับเพชรทองให้กลุ่มคหบดีสมัยนั้น สร้างสมธุรกิจจากพรสวรรค์ และความรักในงานเครื่องประดับสูงค่า ปัจจุบันร้านเพชรฝีมือประณีต สืบทอดความสวยเนี้ยบมาแต่โบร่ำโบราณ ตั้งอยู่ในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์

ผลงานทุกชิ้นผลิตขึ้นด้วยฝีมือ ความตั้งใจ ซื่อสัตย์รักษาคำพูด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจวงการค้าขายอัญมณีล้ำค่า ณรงค์ชัยอัศวกุล ทายาทคนที่ 5 รับหน้าที่เป็นดีไซเนอร์ ดูแลงานออกแบบในทุกขั้นตอนการผลิตด้วยตัวเอง ส่วนพี่น้องที่เหลือรับดูแลส่วนงานอื่นๆ ตามความถนัด สืบทอดงานฝังเพชรรุ่นสู่รุ่นมากว่า 90 ปี ด้วยคำร่ำลือของฝีมือช่างระดับตำนานตั้งแต่ยุคนั้น

ส่วนทายาทคนสุดท้อง ไพบูลย์ อัศวกุลเข้ามาช่วยดูแลด้านการตลาด บอกว่าจากเดิมลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นระดับผู้ใหญ่ในสังคมที่ไว้วางใจ ตลอดจนระดับผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการส่วนตัว โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยทำการตลาด ไม่เคยมีชื่อแบรนด์ ไม่เคยโฆษณาประชาสัมพันธ์

หลายคนจึงสงสัยว่าอยู่มาได้อย่างไร?!! ในภาวะการตลาดเครื่องประดับเพชรแข่งขันกันสูงขึ้นในปัจจุบัน หากธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดหลายทศวรรษ คงความคลาสสิกด้วยคำแนะนำบอกต่อปากต่อปาก และความไว้วางใจของลูกค้าเดิมตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่ ต่อมายังรุ่นคุณพ่อ แนะนำต่อไปยังเพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก

ไพบูลย์ : ธุรกิจครัวเรือนสายสัมพันธ์พี่น้อง

ต้นตำรับงานโบราณฝีมือประณีตของเครื่องประดับเพชรชั้นสูง จากเจ้านายแนะนำไปยังลูกน้อง และจากรุ่นปู่ย่า แนะนำไปยังรุ่นพ่อแม่จนถึงรุ่นลูกหลาน แนะนำกันต่อๆ กันมาเรื่อยๆ บางคนซื้อแล้วก็ซื้ออีก เก็บเป็นของสะสมมายาวนาน เพื่อให้ตกทอดเป็นมรดกของตระกูล บางคนมีเพชร พลอย หรืออัญมณีน้ำงาม และอยากได้ตัวเรือนสวยงามฝีมือคุณภาพดี มีเอกลักษณ์ไทยแท้ก็ต้องมุ่งมาที่นี่

“ร้านเพชรคุณอนันต์เป็นธุรกิจครอบครัว เราบริหารจัดการกันเองในพี่น้อง ชื่อร้าน ‘คุณอนันต์’ มาจากชื่อของคุณพ่อผู้สืบทอดงานช่างฝีมือเครื่องประดับเพชรทองต่อมาจากรุ่นคุณปู่ และเป็นช่างฝีมือผู้อยู่เบื้องหลังชิ้นงานเครื่องประดับระดับตำนานทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอดครับ” ไพบูลย์ เริ่มกล่าวถึงก้าวต่อมาจนกระทั่งรุ่นลูก ตัดสินใจต่อยอดธุรกิจในอีกรุ่น

“คำว่า ‘เบื้องหลัง’ ต้องอยู่หลังม่านแท้จริง สมัยรุ่นพ่อตอกย้ำลูกเสมอเรื่องซื่อสัตย์รักษาคำพูด การผลิตเครื่องประดับส่งร้านเพชรแบรนด์ดังระดับโลก เราจึงไม่มีการป่าวประกาศให้ใครรู้ จะรู้เพียงในแวดวงธุรกิจครอบครัวเท่านั้นนะครับ

เข็มกลัดเสือแบรนด์ระดับโลก ตัวเรือนสวยงามฝีมือประณีต คนสร้างแบรนด์ดังก็จะนึกถึงร้านเรา เพื่อออกแบบและทำตัวเรือนให้ หรือบางคนก็มาหาเรา เพียงแค่บอกความต้องการที่ชอบ ที่คาดหวัง แล้วทางร้านเราก็จะคัดสรรเพชร พลอย หรืออัญมณีมาให้ พร้อมออกแบบและผลิตตัวเรือนให้จนเป็นที่ประทับใจของลูกค้าทุกคน”

ไพบูลย์ เล่าถึงการมาจับมือกันสานต่อธุรกิจร้านเพชรของบรรดาพี่น้องว่า ลูกทั้ง6 คนเลือกเรียนและทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำงานบริษัทชั้นนำกันทุกคน

“จนวันหนึ่งคุณพ่อเรียกลูกทุกคนมาปรึกษากันว่าจะเลิกทำ หรือทำร้านเพชรต่อไป พี่สาวคนที่ 3 ปิ่นนภา ซึ่งเวลานี้รับผิดชอบตำแหน่งเอ็มดี ก็อาสารับงานขอสานทำต่อ พี่น้องทุกคนก็รับปากช่วยกัน รับพ่อทำ ลูกยอมลาออกจากงานประจำ พวกเราทำด้วยความสุขนะครับ เราไม่ได้มองที่กำไรเป็นเรื่องแรก แต่เรื่องแรกที่เรามองคือความสุข

เครื่องเพชรของร้านเจียระไนไม่ใช่สินค้าชิ้นโตเพชรเม็ดใหญ่ๆ เบ้งๆ เอกลักษณ์ของพ่อที่เราสืบทอดคืองานฉลุลาย ทุกชิ้นงานเครื่องประดับมองสวยได้รอบทิศ ฉลุรายละเอียดแบบช่างฝีมือยุคเก่า”

ไพบูลย์ ชี้ว่า ลูกค้าทั้งหมดอยู่กับทางร้านก็ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันมายาวนาน จากการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ไม่เอาเปรียบลูกค้า

“วัฒนธรรมของครอบครัวเราแบบนี้ ตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณพ่อ ด้วยการทำธุรกิจในลักษณะเน้นงานออกแบบและผลิตทีละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน หรือ Custom Made ร้านเราจึงไม่ได้มีฐานลูกค้าวงกว้าง หรือเป็นแบรนด์ที่รู้จักเหมือนร้านเพชรร้านอื่น ก็จะมีลูกค้าพยายามเชียร์มาตลอดนะครับ บอกให้เราทำการตลาดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะเสียดายงานฝีมือของร้านเราที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสได้รู้จัก” ไพบูลย์ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการเปิดร้านเพชรโบราณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ณรงค์ชัย : ตัวตนที่รับงานตกทอดรุ่นสู่รุ่น

งานศิลปะที่สวมใส่ได้ เครื่องประดับเพชรออกแบบตรงตามสเปก หรือความต้องการของผู้สวมใส่ที่ตั้งความคาดหวังไว้สูงที่สุด ทั้งเรื่องความสวยและความเลอค่า ระยะเวลาการผลิตของแต่ละชิ้นงาน จึงมีรายละเอียดมาก ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ร่วมเดือน เพราะเป็นงานฝีมือที่ตัวเรือนทำด้วยมือล้วนๆ

ณรงค์ชัย ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบร่ำเรียนด้านอัญมณีศาสตร์ (Gemologist) จากสถาบันอัญมณีศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา หรือ GIA ยกตัวอย่างชิ้นงานที่มีความภาคภูมิใจสืบทอดงานชิ้นโบราณ

“ชิ้นงานตัวเรือนทองคำ ช่างเริ่มจากการหลอมก้อนทองแล้วเอามารีดให้เป็นแผ่นทอง แล้วจึงใช้เลื่อยฉลุ เพื่อค่อยๆ แกะตามลายที่ลูกค้าเลือกไว้ โดยแต่ละขั้นตอนต้องใช้ช่างผู้ชำนาญเฉพาะขั้นตอนผลิตนั้นๆ ดังนั้นถ้างานชิ้นไหนรายละเอียดเยอะมาก ก็อาจต้องใช้ช่างอย่างน้อย 6 คนขึ้นไป

ณรงค์ชัย บอกว่าชิ้นงานของร้านเพชรคุณอนันต์ จึงไม่ใช่สินค้าที่จะสามารถผลิตออกมาวางจำหน่ายได้เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถอิงราคาทองคำหรือเพชรเหมือนราคาทั่วไปตามท้องตลาด

“เนื่องจากเป็นชิ้นงานที่มีค่า ฝีมือช่างที่มีมูลค่าสูง ประกอบกับวัตถุดิบคัดสรรมาใช้ในการผลิตดีที่สุด แตกต่างจากวัตถุดิบทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด ทั้งหมดนี้คือคุณค่าของงานฝีมือ นับวันจะเลือนหายไปจากสังคมไทย ควรค่าแก่การอนุรักษ์เอาไว้ เพื่อให้รุ่นลูกหลานได้ศึกษา ได้ชื่นชม ได้ภาคภูมิใจในความงามของชิ้นงานเครื่องประดับอัญมณีของไทยที่ได้ชื่อว่างดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก”

จากบ้านหม้อเริ่มยุคคุณปู่ ราว 90 ปีผ่านมา มาถึงยุคร้านโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ปีนี้เป็นปีที่ 18 แล้ว ณรงค์ชัย มองว่าคนไทยเราชอบเครื่องประดับฉลุลายประดับเพชร ก็ต้องมาที่ร้านคุณอนันต์

“คนไทยคือลูกค้าหลัก โดยมีต่างชาติเข้ามาบ้าง ก็มีลูกค้าประจำชาวออสเตรเลีย อัญมณีไทยจึงเป็นหลักที่เราเลือกใช้ เช่น เข็มกลัดรูปพัด แพตเทิร์นแบบพัดสเปนใช้ไพลินประดับ ตัวเรือนฉลุลายใช้เลื่อยเล็กๆ เลื่อยทีละรูๆ สร้างช่องว่างทำให้เครื่องประดับอ่อนช้อย เพื่อฝังเพชรลงไปให้เต็ม”

เครื่องประดับสร้อยข้อมือฝังเพชรกว่า 1,600 เม็ด ณรงค์ชัย กล่าวว่า เพชรไม่เน้นเม็ดใหญ่ จึงต้องใช้เพชรคุณภาพดีจึงจะส่องประกายแวววาว

“ชิ้นนี้คว้ารางวัลมาด้วยครับ ใส่แล้วแนบไปกับข้อมือ ให้ความรู้สึกเหมือนผ้าปักครอสติตช์พลิ้วไหว ผมทำงานอยู่กับอัญมณีราคาสูงล้ำค่า ก็มีความสุขสิครับ (บอกพลางยิ้มยืนยัน) อย่างเช่นชิ้นที่ประดับทับทิมพม่า ซึ่งเวลานี้ของไม่มีให้ซื้อขายกันในตลาดอีกแล้ว เป็นสมบัติสะสมของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ทับทิมไม่เผาราคายิ่งสูง ขุดจากเหมืองแล้วส่งให้ร้านเราเจียระไนฝังเพชร”

เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กๆ ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาด้วยความละเอียดประณีต เข็มกลัดผีเสื้อขยับปีกได้ ณรงค์ชัย รับหน้าที่ดีไซน์ด้วยความภาคภูมิใจ ทุกๆ ชิ้นคืองานฝีมือที่ได้วิชาความรู้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ

“เครื่องประดับคืองานศิลปะครับ (บอกพลางยิ้ม) ไม่ใช่งานใส่เพชรตู้มๆ เยอะๆ แต่ละชิ้นฝังเพชรและฝังความตั้งใจเข้าไปด้วย ถ้าช่างไม่ตั้งใจ ไม่ใจเย็น ก็ผลิตเครื่องประดับรูปแบบละเอียดทุกๆ ขั้นตอนไม่ได้เลยนะครับ เครื่องประดับแต่ละชิ้นฉลุนับเป็นพันๆ ช่อง การตกทอดธุรกิจรุ่นสู่รุ่น กระทั่งรุ่นของผม จึงอยากคงเอกลักษณ์ความประณีตบรรจงในแบบโบราณเอาไว้

ความละเอียดอ่อนคือสากลนะครับ รุ่นคุณพ่อก็ยังรับผลิตเป็นเบื้องหลังทำงานให้แบรนด์ที่มีชื่อเสียง ที่ทุกวันนี้ก็มีนักธุรกิจต่างชาติเดินมาถามหา ‘มิสเตอร์อนันต์’ สั่งทำที่ร้านไม่ขาดสายเลยนะครับ”

ณรงค์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่าตัวตนที่รับงานตกทอดรุ่นสู่รุ่น สร้างสรรค์เครื่องประดับสัญชาติไทย คือที่สุดแห่งความปีติในการทำงาน ยิ่งได้เห็นเครื่องประดับสร้อยมุก สังวาล โชว์โฉมความงดงามในนิตยสารโ.ซเทบีส์ คริสตีส์ ก็ยิ่งรับรู้ถึงความล้ำค่าที่เป็นสากลในงานที่ทำ ณ เวลานี้

แมนพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้บริหารที่เชื่อหลัก ‘ดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570313

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 10:14 น.

แมนพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้บริหารที่เชื่อหลัก 'ดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเรา'

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เริ่มต้นใหม่อีกครั้งสำหรับ แมนพงศ์เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา สำหรับนักวาณิชธนกิจมือฉมังอีกคนหนึ่งของวงการตลาดทุน

วงการตลาดทุน ถือว่าเขาไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย แต่เป็นคนใกล้และมีความผูกพันกันมานาน โดยเฉพาะงานด้านที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อนำบริษัทเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

กว่าจะมาเส้นทางสายนี้อาจจะไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะมา เพราะเขาเลือกเอนทรานซ์ที่จะเรียนหมอเป็นอันดับ 1 แต่มาติดอันดับ 4 และเรียนบริหารธุรกิจ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โดยเหตุผลที่เลือกการเงินมากกว่าการจัดการหรือการตลาด เพราะคิดว่าต้องเลือกเรียนอะไรที่มันต้องเป็นหลักเหตุผล ประหนึ่งว่าเป็นวิชาชีพที่แท้จริง

จบมาเริ่มทำเคาะกระดาน หรือเจ้าหน้าที่การตลาดที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย 1 ปี และตัดสินใจไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ สาขา Finance & Quantitative จาก Cleveland State University สหรัฐอเมริกา จากเด็กที่เรียนปริญญาตรีเกรดเฉลี่ยแบบพอได้ กลับรู้สึกสนุกและชอบ จนเกรดปริญญาโทดีกว่ามาก เพราะชอบในเรื่องการทำกรณีศึกษาเป็นหลัก

กลับมาเริ่มทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กับงานวาณิชธนกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย ประกอบกับยุคนั้นเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น การปรับเปลี่ยนเป็นระบบสัมปทานของรัฐ และมีการวางโครงสร้างพื้นฐานและต้องใช้การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

“ตอนนั้นเรียกว่ามีโอกาสได้ทำตั้งแต่ขั้นพื้นฐานทุกอย่าง หาข้อมูล งานเอกสาร ทำหนังสือยื่นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเพิ่งเปิดได้มาเพียง 2 ปี จองหุ้น ทะเบียนหุ้น วางแผนโครงสร้างทางการเงินให้ลูกค้า และมีดีลหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่ภัทร”

จนภัทรจะตั้งหน่วยงาน Equity Capital Market (ECM) ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างงานวาณิชธนกิจกับฝ่ายขาย และทำหน้าที่ให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ซื้อที่ต้องการของที่ถูกที่สุด และผู้ขายที่อยากขายสินค้าที่แพงสุด โดยต้องมีจุดยืนในราคาที่เหมาะสมไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ ต้องเข้าใจในข้อมูลเพื่อสามารถดึงจุดขายออกมา ทำสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบัน (บุ๊กบิวดิ้ง) นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบันฟัง วิธีการเพิ่มทุน การขายหุ้นไอพีโอ รวมทั้งได้เรียนรู้แบบครูพักลักจำมาจากพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ถือหุ้นที่เป็นโบรกเกอร์ต่างประเทศมากมาย

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 เขาเลือกออกจากบ้านเก่าที่อยู่มา 16 ปี ดีลไอพีโอตัวสุดท้ายคือการนำบริษัท เอสโซ่ เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่จะอยู่ที่ บล.ไทยพาณิชย์ เพราะเห็นว่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น จากที่โบรกเกอร์ต่างประเทศต้องไปอยู่ภายใต้แบงก์ จึงมองว่าน่าจะสามารถผสมผสานทั้งตลาดทุนและตลาดเงินเข้าด้วยกันได้ เช่น การออกผลิตภัณฑ์ตราสารทุนในแบงก์ และตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่บริษัทลูกของเครือแบงก์กรุงไทย

ก่อนที่จะกลับมาในสายวาณิชธนกิจอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งที่ บล.กสิกรไทย ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นช่วงที่ต่างประเทศมีปัญหาต่อเนื่องจากวิกฤตซับไพรม์ ทำให้เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่และเอเชียเป็นส่วนมาก และให้บริษัทต่างๆ ขายไอพีโอเพื่อระดมทุนขยายธุรกิจ จนไอพีโอกลับมาฮอตหลังจากหายไปกว่า 4 ปี โดยจุดยืนของกสิกรไทยอย่างหนึ่งคือ การมองหาลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะและเป็นธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต

จนได้รับการชวนจาก ดร.ภากรปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. คนปัจจุบัน ให้ลองเปลี่ยนหมวกจากวาณิชธนากรมาเป็นผู้ที่ดูแลภาพใหญ่เรื่องการรับหลักทรัพย์จดทะเบียนและบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) มาแล้วพร้อมกับโจทย์ให้ช่วยปรับกระบวนการทำงานในเรื่องการบริการที่เป็นแนวคิดเรื่องสายงานที่ปรึกษาให้กับ บจ.มากขึ้น

“โดยรวมคือมาปรับมากกว่าจะมาเปลี่ยนแปลงการทำงาน และสิ่งที่ต้องมุ่งไปคือ ‘คน’ ที่เป็นหัวใจหลักของงานตลาดทุนเพราะเป็นเรื่องของงานบริการ ทั้งหมดนี้เพื่อให้การปรับปรุงกระบวนการให้การบริการแบบ ‘วันสต็อปเซอร์วิส’มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หลักการทำงานของผู้บริหารที่เพิ่งเข้าวัย 50 ปี ยึดปฏิบัติมาตลอดคือ “เชื่อในรายละเอียด” เพราะแมนพงศ์เป็นคนไม่เชื่อการมองภาพใหญ่เพียงอย่างเดียว

“ผู้บริหารที่มองแต่ภาพใหญ่อย่างเดียวจะไม่เห็นรายละเอียดของเนื้องาน เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานกับต่างชาติมาไม่เคยเห็นผู้บริหารคนไหนไม่ใส่ใจในรายละเอียด ‘ไม่เชื่อว่าคนคนเดียวจะสามารถทำทุกอย่างได้’ ที่ผ่านมาลูกน้องในทีมต้องเก่งกว่าผมในสิ่งที่คุณทำและรับผิดชอบ เพราะมีเวลาดูดีลนั้น 24 ชั่วโมง ปกติให้ดูคนละ 3 ดีล ขณะที่ผมมีเวลาดูดีลหรือความลึกในรายละเอียดไม่เท่าเขา เพราะต้องดูทีมทุกคน แต่ถ้าดันไปรู้รายละเอียดที่มากกว่าเจ้าของดีล แสดงว่าปัญหากำลังจะเกิดแล้ว”

สำหรับมุมมองการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ แมนพงศ์ บอกว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อและคุณแม่

“เพราะเรื่องการเรียนกับการทำงานที่บ้านจะให้อิสระในการเลือกและตัดสินใจเองทุกอย่าง ส่วนแนวทางการใช้ชีวิตที่สำคัญมีอยู่ 3-4 ข้อ คือข้อแรก ‘มนุษย์ทุกคนต้องมีสัมมาชีพ’ ที่จะต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยสุจริต และเลี้ยงชีพได้โดยที่ต้องไม่ไปเบียดเบียนใคร

ข้อสอง คือคำที่แม่สอนและเน้นย้ำเสมอ ‘ทำดีหรือทำชั่วอยู่ที่ตัวเราเอง’ ถ้าคุณทำดีคุณก็ควรได้รับสิ่งดีๆ จากการกระทำขณะเดียวกันถ้าทำชั่วมาก็ต้องยอมรับผลจากการกระทำเดียวกัน แล้วจะไม่ไปช่วยด้วยเช่นกัน

ข้อสาม ซึ่งเป็นคำที่แม่รับหน้าที่ในการถ่ายทอดจากคุณพ่อมาคอยสอนให้เขาตลอด เพราะคุณพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เด็กนั่นคือ ‘คุณเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่คุณสามารถทำโลกให้ดีขึ้นได้’ การที่คิดจะเปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือไม่มีใครสามารถทำได้ แต่การที่เราทำหน้าที่และรับผิดชอบตัวเราเอง และไม่เบียดเบียนใครก็มีส่วนช่วยทำให้โลกดีขึ้นได้

และข้อที่สี่ คือ ‘การแข่งกับตัวเองและต้องประเมินตัวเองตลอดเวลา’ ซึ่งทำให้ไม่มีความอิจฉาริษยาที่เป็นบ่อเกิดการทำลายล้างทั้งตัวเองและเพื่อนรอบข้าง”

ทั้งนี้ แมนพงศ์ บอกว่าจะเห็นได้ว่าแนวทางปฏิบัติการใช้ชีวิตทุกข้อจะมีการเชื่อมโยงกันหมด เพราะถ้าเรามีสัมมาชีพของตัวเอง รู้จักทำมาหากิน รู้จักปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่อดตาย แล้วไม่ต้องไปเบียดเบียนหรือทำไม่ดีกับคนอื่น ขณะเดียวกันหากรู้จักประเมินตัวเองตลอดเวลาว่าเราทำดีทำชั่ว ไม่อยากได้หรืออิจฉาริษยาใคร เราก็จะไม่ต้องไปทำไม่ดีกับผู้อื่น

“ตลอดเวลาที่ทำงานมา ผมไม่เคยมีปัญหากับการบริหารจัดการเงินเดือนที่ได้รับ ไม่เคยมีเงินเดือนไม่พอใช้ ยังจำได้จนทุกวันนี้ เงินเดือนเดือนแรกหลังหักภาษีแล้วอยู่ที่ 3,953 บาท ก็ยังพอใช้ สิ่งที่ผมจะสุรุ่ยสุร่ายมีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องการศึกษาของลูกเท่านั้น”

เขาบอกชัดเจนว่า แม้จะอยู่ในวงการการเงิน แต่ไม่เคยสอนเรื่องการบริหารเงินหรือสอนลูกในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ทุกอย่างจะทำให้เขาเห็นเองว่า ถ้าอนาคตอยากจะสบายก็ต้องทำงานหาสัมมาชีพที่เลี้ยงชีวิตคุณได้

“ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศทั้งสองคน แต่ไม่เคยให้ลูกนั่งบิซิเนสคลาส แต่พ่อกับแม่นั่ง ซึ่งลูกก็ถามว่าทำไมเขาไม่ได้นั่ง ก็บอกชัดเจนว่า นั่นคือ เงินของพ่อ ซึ่งถ้าคุณอยากนั่งบิซิเนสคลาสคุณก็ต้องทำงานและใช้เงินของคุณเอง รวมถึงถ่ายทอดต่อคือการทำดีทำชั่วอยู่ที่ตัวคุณ เพราะถ้าคุณทำดี โอเคพ่อแม่ยินดีด้วย แต่ถ้าคุณไปทำสิ่งไม่ดีมาผลก็อยู่กับเธอ พ่อไม่ได้ช่วยนะ

สิ่งที่บอกเขาคือ พ่อให้สมบัติเรื่องการเรียนเท่านั้น เพราะจะเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ซึ่งถ้าเขาไม่จริงจังก็เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องรับผลเองในอนาคต พ่อมีแค่เงินส่งเรียนหนังสือให้มากสุด ถ้าไม่จริงจังแล้วเงินหมดก็คือหมด ตอนนี้ลูกสาวคนโตเรียนจบปริญญาตรี ด้านนักเขียนวรรณกรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษ ถือว่าเขามีสัมมาชีพเองแล้ว เปิดกว้างให้เขาเลือกใช้ชีวิตและเป้าหมายที่เขาตั้งไว้เอง

ส่วนลูกชายกำลังเรียนปริญญาตรีที่ให้อิสระทางความคิดเขาเลือกเรียนเลือกทางเดินตัวเอง เพราะไม่อยากให้เขาคิดเหมือนพ่อ ชอบอะไรเลือกอะไรทำเลย เพราะไม่อยากมาได้ยินทีหลังว่า ก็เพราะพ่อให้เรียนด้านนี้ทำอันนี้สิ สุดท้ายคุณจะมาโทษคนอื่นไม่ได้ เพราะให้โอกาสคุณเลือกเองแล้ว”

นี่คือคำทิ้งท้าย หลักการสอนลูกที่ผสมหลักการทำงานและแนวทางการใช้ชีวิต ด้านหนึ่งก็เปิดกว้างและอิสระ แต่ก็ไม่ควรทิ้งในรายละเอียดของการใช้ชีวิต สำหรับนักบริหารแวดวงตลาดทุนที่ชื่อ แมนพงศ์ เสนาณรงค์

รับมือสูงวัย เงินและใจต้องเต็มร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570126

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

รับมือสูงวัย เงินและใจต้องเต็มร้อย

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ Pixabay.com

เมื่อถึงวัย 40 ทุกคนจะคิดแบบเดียวกันก็คือ ชีวิตเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว มองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ทุกวันนี้ว่าได้ตามเป้าหมายที่ต้องการแล้วหรือยัง บ้างก็ได้เกินเป้าแต่ก็มีไม่น้อยที่ยังต้องพยายามเดินไปตามฝัน ไม่ผิดหากยังไม่มีสิ่งที่ต้องการ แต่จะผิดมากกว่าหากละความพยายามและไม่เตรียมพร้อมรับกับชีวิตวัยเกษียณด้วยแนวทางเหล่านี้

1.บ้านเช่าหรือซื้อ ก็มีดีมีเสียต่างกัน

บ้านนับเป็นสิ่งหลักที่ทุกคนควรมีบ้านของตัวเองที่มั่นใจได้ว่าจะเป็นบ้านที่สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต โดยไม่ถูกไล่ที่หรือมีปัญหาตามมาภายหลัง แม้แนวคิดของโลกยุคใหม่จะนิยมเช่าบ้านอยู่มากกว่าซื้อก็ตาม เช่น ญี่ปุ่นนิยมเช่าบ้านอยู่ แต่เพราะปัจจัยการดำเนินชีวิตของเขา บ้านราคาแพงเกินกำลังซื้อ และภาษีมรดกก็สูงเกินกว่าจะจ่ายไหว ทำให้คนเลือกที่จะขายบ้านมากกว่ารับมรดกและเลือกการเช่าบ้านแทน อีกอย่างหนึ่งระบบบำนาญคนชราของต่างประเทศก็ให้รายได้สูงพอ ที่จะมีกำลังจ่ายค่าเช่าบ้านได้ตลอดชีวิตพวกเขา จึงแทบไม่มีความจำเป็นต้องซื้อบ้านก็ได้

มองกลับมาที่บ้านเราระบบการจ่ายภาษีและการใช้ภาษีไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ เงินบำนาญหลังเกษียณไม่มี ภาษีมรดกไม่สูง และตัวบ้านหรือคอนโดเองก็ยังใช้วิธีการผ่อนชำระแล้วคุ้มกว่าเสียเงินค่าเช่า ไม่มีภาษีซ่อมบำรุงอาคารเหมือนต่างประเทศ ดังนั้น หากคนไทยจะใช้วิธีการเดียวกับต่างประเทศต้องคิดทบทวนให้มากๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณโสดและไม่มีภาระหรือคนรับมรดกตกทอด การเช่าบ้านหรือซื้อคอนโดจะเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

2.สร้างหลักประกันให้ชีวิต

หากเราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง คุณควรจะหาช่องทางการลงทุนเอาไว้บ้าง เช่น กองทุนบำนาญ เงินที่จะได้รับผลตอบแทนกลับมาแม้เพียงน้อยนิดก็มากพอที่จะทำให้คุณมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเกษียณ ดังนั้น คุณจึงควรเตรียมพร้อมเรื่องเงินไว้ใช้จ่าย อย่างน้อยๆ 10 ปีก่อนเกษียณอายุ และควรจะมีกำหนดหรือเป้าหมายแน่นอนว่าจะต้องเก็บสะสมเดือนละเท่าใด เพื่อเมื่อปลดเกษียณแล้วจะมีเงินพอใช้จ่ายกับชีวิตบั้นปลายของตน ด้วยความมุ่งมั่นในการทำอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ไม่ลำบากทำงานต่อเนื่องในบั้นปลายชีวิต

3.สุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ

ทำงานหาเงินมาได้มากมายแต่ไม่มีโอกาสได้อยู่ใช้นั้นก็น่าเสียดาย คุณควรรักษาสุขภาพของตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในช่วงก่อนเกษียณอายุ เพื่อร่างกายจะได้แข็งแรงและมีสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นผลดีต่อเนื่องมาจนถึงวัยสูงอายุของผู้นั้นด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้ชีวิตในวัยสูงอายุเป็นชีวิตที่มีความสุขสามารถไปไหนมาไหนได้ หรือสามารถทำอะไรด้วยตัวของตัวเองได้ รวมทั้งสามารถที่จะทำงานต่อหลังจากปลดเกษียณแล้วด้วย

นอกจากนี้ ให้มองเรื่องของการทำประกันสุขภาพหลังเกษียณไว้ด้วยจะทำให้คุณมีความมั่นคงด้านการเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราบอกได้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพแต่ละครั้งนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

4.มองหาแบบอย่างในการใช้ชีวิต

หากคุณนึกภาพชีวิตหลังเกษียณไม่ออกให้มองหาใครสักคนที่คุณคิดว่าใช้ชีวิตหลังวัย 60 ปี อย่างมีความสุขและมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกับตัวคุณเองแล้วตั้งเป้าให้ได้แบบเขา โดยเก็บเอาเฉพาะแนวคิดดีๆ มาใช้เท่านั้น

ด้วยการเดินไปขอคำแนะนำจากเขา คนที่มีอายุแล้วมักจะชอบช่วยเหลือคนอื่นเป็นด้วยการให้คำแนะนำจากประสบการณ์ (ได้หาเพื่อนคุยด้วยในตัว) และเราก็ไม่จำเป็นต้องดูแบบอย่างจากคนเพียงคนเดียว บางอย่างอาจเหมาะสมกับตัวเรา บางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับตัวเรา เราจึงควรดูตัวอย่างจากหลายๆ คน แล้วเลือกข้อที่ดีที่เหมาะสมกับตัวเรามาปฏิบัติ ก็จะช่วยให้เรามีวิธีที่จะเลือกใช้ได้ถูกต้องเหมาะสมกับชีวิตของเรายิ่งถามมาก หากได้มากคุณอาจจะพบแนวทางใหม่ที่ดีกว่าและถูกจริตมากกว่า ซึ่งจะทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของคุณ มั่งคั่ง มั่นคงและมีความสุขมากที่สุด