รู้ยัง? ‘งานกาชาด’มาจัดสวนลุมฯ (นะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570131

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

รู้ยัง? ‘งานกาชาด’มาจัดสวนลุมฯ (นะ)

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ สภากาชาดไทย

งานกาชาด งานการกุศลที่เก่าแก่ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศนี้ รุ่นใหญ่หากให้มองย้อนไป จะได้เห็นได้ยินอะไรที่คนรุ่นนี้ไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้ฟัง ด้วยต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า ช่างเป็นบรรยากาศของความสุขสนุกสบาย ที่อบอุ่นด้วยไมตรีจิต คงมีอยู่เพียงแต่ในความฝันหรือไร บัดนี้งานกาชาดกำหนดจัดมีขึ้น จากเดิมที่สวนอัมพร มาปีนี้เป็นที่สวนลุมพินี ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 125 ปีกาชาดไทย

23 พ.ย.-1 ธ.ค.นี้แล้ว ที่สภากาชาดไทยเชิญเที่ยวงานมหกรรมการกุศลแห่งปี “งานกาชาดประจำปี 2561” ณ สวนลุมพินี ถนนพระราม 4 ภายใต้แนวคิด “125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษครบรอบ 125 ปี การดำเนินภารกิจของสภากาชาดไทยและเพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย

จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กรรมการและเลขานุการอำนวยการจัดงานกาชาดประจำปี 2561 เล่าว่า ย้ายสถานที่เนื่องจากความเหมาะสม หลังว่างเว้นการจัดงานไป 1 ปี (2560) ตกมาปีนี้การนำงานกาชาดกลับมาอีกครั้ง จึงประสงค์เรียกความน่าสนใจสำหรับประชาชน ชูธงกาชาดในสวน มหากุศลใจกลางกรุง

“สวนลุมฯ คือความสะดวกของการเดินทาง ประชาชนเดินทางมาได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้าหลายสาย อีกคือความน่าสนใจและความแปลกใหม่ของกาชาดในสวนสวย ที่เชื่อว่าจะสร้างความแตกต่าง”

กาชาดที่สวนลุมพินี สวนสาธารณะกลางเมือง ผู้คนที่มาใช้บริการพื้นที่ของสวนสาธารณะ สามารถเดินวิ่งออกกำลังกายได้เหมือนปกติ จัดที่นี่ไม่ต้องปิดการจราจร ถือว่าลงตัว อีกพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 300 ไร่ กำหนดเป็นพื้นที่จัดงานครึ่งหนึ่ง 150 ไร่ ร้านค้ากว่า 200 บูธ บนพื้นที่ประมาณ 1.2 แสนตารางเมตร งานเปิดตั้งแต่ 10.30-22.00 น.ของทุกวัน

อัตลักษณ์ของกาชาด คืองานประจำปีของคนไทย ที่จัดต่อเนื่องมายาวนานถึง 95 ปี โดยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2465 ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. 2465-8 เม.ย. 2466 จากนั้นก็มีนัดกันทุกปีสำหรับสาวกงานกาชาด งานที่คนไทยทุกคนตั้งใจมาทำบุญ มาเสี่ยงโชคชิงรางวัลใหญ่ มาดูการแสดงแปลกๆ

“ทุกคนอยากมา เพราะทุกคนรู้ว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่สนับสนุนสภากาชาดไทย คือทุกบาททุกสตางค์ที่คืนสู่สังคม”

แนวคิดการจัดงานปีนี้ ถือโอกาสที่สภากาชาดไทยดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรมเพื่อประชาชนมาถึง 125 ปี จึงใช้แนวคิด 125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม เรียงร้อยความงดงามแห่งการให้ของภาครัฐ เอกชน รวมถึงภาคประชาชน ที่มีสภากาชาดไทยเป็นศูนย์กลาง ส่งต่อไปยังผู้ทุกข์ยากในพื้นที่ต่างๆ ตามรอยพระยุคลบาทพระบรมราชูปถัมภก องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย

“แม้สถานที่การจัดงานจะเปลี่ยนไป แต่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ความสนุกสนาน และมนต์เสน่ห์ของงานกาชาดในอดีต ที่จะย้อนวันวานกลับมาให้ได้ประทับใจ”

ไฮไลต์อันดับหนึ่ง คือการจำลองกระบวนแห่รถกาชาด ซึ่งจำลองมาจากงานกาชาดปีแรก ชมการตกแต่งประดับประดากระบวนรถหลากหลายทั้งจากกระบวนรถม้า รถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งชมการแสดงกระบวนธงแปรอักษรภารกิจของกาชาด กระบวนแห่ฯ มีเฉพาะแค่วันแรก 23 พ.ย. จากนั้นจะจอดไว้บริเวณงานสำหรับถ่ายรูปเช็กอิน

“ห้ามพลาดขบวนรถแห่กาชาดในความทรงจำ ทั้งรูปแบบและการตกแต่ง ถอดแบบกระบวนรถกาชาดในอดีต ยังมีการแสดงขบวนธงแปรอักษรเกี่ยวกับ 4 ภารกิจสภากาชาดไทย ที่ต้องชมให้ได้”

งานกาชาดปีนี้ยังได้ดึงกิจกรรมที่โดดเด่นซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต ได้แก่ การแข่งขันว่าวโบราณ ชมการจัดประกวดและแสดงนิทรรศการว่าวไทยโบราณที่หาชมได้ยาก เช่น ว่าวประจำภาค ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวควาย ว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา ฯลฯ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอิน ที่สำคัญคือการแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง การแสดงที่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้เห็นกันนานแล้ว

“การแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถังเหล็ก ที่หาชมได้ยาก เพื่อย้อนวันวานที่เคยจัดแสดงในงานกาชาดครั้งแรกจากปี 2472 จากคณะของนายเลื่อน พงษ์โสภณ ที่สร้างความสนุกสนาน หวาดเสียว ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจชนิดที่พูดกันไปทั้งเมืองในครั้งนั้น”

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “ขวัญใจงานกาชาด” รูปแบบการประกวดเหมือนการประกวด “ธิดากาชาด” ครั้งแรกเมื่อปี 2504 ผู้เข้าประกวดจะเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สมาคมที่มาร่วมออกร้านนั่นเอง เน้นความงดงามในจิตใจ การมีจิตอาสาทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดย 24 พ.ย.เป็นรอบคัดเลือก และ 1 ธ.ค.เป็นรอบตัดสิน ชี้ขาดจากคะแนนโหวตประชาชนผู้มาร่วมงาน

ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุด คือ นิทรรศการพระบรมราชูปถัมภก 6 แผ่นดิน 125 ปีสภากาชาดไทย จัดแสดงแสงสีเสียงอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบรมราชูปถัมภก ที่ทรงมีต่อสภากาชาดไทยตลอดกว่า 100 ปีที่ผ่านมา นิทรรศการฯ จัดขึ้นบริเวณหอสมุดของสวนลุมพินี อย่าลืมไปเช็กอินกันให้ได้

มนต์เสน่ห์งานกาชาด ได้แก่ การมาเที่ยวชมการแสดงต่างๆ สำหรับปีนี้คือการแสดง ณ เวทีกลางตลอด 9 วันเต็ม เช่น การแสดงบัลเล่ต์มโนราห์ และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินค่ายต่างๆ การสอยดาว เสี่ยงโชค ชิงรางวัล รูปแบบต่างๆ มหกรรมสินค้าราคาถูก รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากร้านโครงการส่วนพระองค์

“ปีนี้ไม่เน้นอาหารการกินการดื่ม เพราะจัดงานในสวนสาธารณะ แต่รับรองว่าจะมีของอร่อยพร้อมกินตลอดงาน ส่วนสอยดาวปีนี้ มีคละกันทั้งแบบเก่า เช่น สอยดาว ล้วงไข่ในไห และสอยผลกัลปพฤกษ์ รวมทั้งสอยดาวแบบ 4.0 สอยดาวคิวอาร์โค้ด กับอีกหลายรูปแบบ”

งานกาชาดปีนี้ไม่มีการจำหน่ายบัตรผ่านประตู จึงขอเชิญชวนร่วมบริจาคผ่านตู้บริจาค ที่ออกแบบเป็นพิเศษ มี 3 ตู้ ตั้งกระจายอยู่ในงาน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ประชาชนจะได้ร่วมถ่ายรูป ทำบุญ และบอกบุญต่อๆ กันไปในโซเชียลมีเดีย ติดแฮชแท็ก #ทำดีพี่ขอแชร์

“จากค่าบัตรผ่านประตูที่เคยเก็บได้ต่อปี ประมาณ 14 ล้านบาท ปีนี้ก็คาดหวังว่าคนจะร่วมทำบุญผ่านตู้บริจาคนี้แทน รายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย เพื่อบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย ให้กับประชาชนผู้ยากไร้”

บทความนี้ขอจบด้วยภาพแห่งความทรงจำจากหนังสือ “วิวิธกิจกรรมแห่งอดีต” ซึ่งตอนหนึ่งได้เล่าไว้ถึงงานกาชาด งานกุศลที่จัดขึ้นเพื่อหารายได้บำรุงสภากาชาดไทย แม้ระยะเวลาจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ก็ยังอยู่ในความทรงจำ ข้อมูลคำบอกเล่าจากผู้ใช้นามปากกา “แม่วาด” ตีพิมพ์ในหนังสือนิสิตนักศึกษา ฉบับกาชาด 2513 มีตอนหนึ่งว่า

“…ประเดี๋ยวคลื่นคนเคลื่อนไหวและมีเสียงอื้ออึงผิดหูผิดตา ฉันชะเง้อคอมองตามไปบ้างก็ไม่เห็นอะไร แม่ว่า ‘มาแล้ว’ แม่อุ้มเอนกน้องชายไว้และจับมือฉันแน่น เสียงคนอื้ออึงมากขึ้นตามลำดับ ต่างคนต่างแย่งไปยืนออริมบาทวิถี ฉันได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์หึ่งๆ มา แต่สักประเดี๋ยวก็เห็นกระบวนรถยนต์ที่ประดับประดาเป็นรูปร่างต่างๆ วิ่งมามากมาย กะประมาณสัก 50 คันได้

จำได้ว่าบางคันแต่งเป็นรูปภูเขาสรรพยา และมีหนุมานไปเก็บ บางคันแต่งเป็นรูปหม้อต้มยาของเซียน มีคันหนึ่งที่แปลกคือแต่งเป็นแปรงสีฟันกับสบู่ยา จากกระบวนรถก็เป็นกระบวนม้า แล้วก็เป็นกระบวนจักรยานประมาณ 30 คัน มีคันหนึ่งแต่งเป็นโลงผี…

…แม่พาจ้ำอ้าวๆ เพราะกลัวไม่ทันดูจำอวด บ่ายวันนั้นมีจำอวดถึง 3 โรง ของกรมมหรสพโรงหนึ่ง ของนายเกริ่นโรงหนึ่งและของนายพันธ์โรงหนึ่ง ดนตรีก็มีแตรวงทหารบก ทหารเรือ พวกข้าราชการและคนหนุ่มๆ สาวๆ ฟังเพลงกันแยะ แม่บอกพวกนี้ฟังเป็นของโก้ แต่ฉันกลับคิดว่ามันครึกครื้นเร้าใจดี…

…งานกาชาดวันสุดท้ายของทุกปีที่ผ่านมา จะต้องมีงิ้วยี่ห้อต่างๆ มาประชันกันถึง 4-5 โรง แถมด้วยการเชิดสิงโต งิ้วที่มาประจำเห็นจะเป็นยี่ห้อเล่าโซโปฮัง ยี่ห้อเล่าไล้ชุน ยี่ห้อคงเจี๊ยงเฮง ดนตรีก็มักจะเป็นของวังบางขุนพรหม และของกระทรวงวัง ของวังบางขุนพรหมนั้นดูเป็นที่ติดอกติดใจมาก ถ้าเครื่องฝรั่งก็มักจะเป็นแตรวงทหาร…

…มีอยู่ปีหนึ่งที่งานออกจะครึกครื้น และผู้คนตื่นเต้นมากหน่อย เห็นจะเป็นปีที่นายเลื่อน พงษ์โสภณ มาแสดงการขี่จักรยานยนต์ในถังเหล็ก คนเฒ่าคนแก่ดูแล้วลงจับตามๆ กัน บอกหวาดเสียว กลัวรถจะกระดอนมาถูกบ้าง แต่ฉันว่าสนุกดี…”

“เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาดประจำปีที่สวนลุมพินี” ปีนี้ครบ 125 ปีกาชาดไทย ขอเชิญคนไทยเที่ยวกาชาด ร่วมสัมผัสความสุขจากการเป็นผู้ให้ และร่วมส่งต่อความงดงามแห่งการให้ อ้อ! อย่าลืมช่วยกันลดปริมาณขยะด้วยการพกถุงผ้า แยกขยะ และลดการใช้พลาสติก เพื่อดูแลสวนลุมพินีของเราด้วย

กาชาดในสวนสวย ปีนี้สถานที่จัดงานใหม่ แต่บรรยากาศและความสนุก ยังฟินเหมือนเดิม และหัวใจ (แห่งการให้) ก็ยังดวงเดิม

ตรวจเช็กสุขภาพ ด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570128

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ตรวจเช็กสุขภาพ ด้วยตัวเอง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

การดูแลสุขภาพไม่ได้มีเพียงแค่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย หรือการหาวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณมีสภาพที่ดีเท่านั้น แต่คุณจะต้องรู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคุณด้วย เพื่อให้ตัวเองห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บมากที่สุด

บางคนอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะต้องมานั่งจับผิดตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าจะต้องสังเกตอะไรบ้าง ต้องดูละเอียดแค่ไหน แล้วแค่ไหนคือความผิดปกติที่จะทำให้เกิดปัญหา เราอยากจะบอกว่าไม่มีใครรู้จักตัวเองดีเท่ากับตัวของคุณเอง

ฉะนั้น คุณสามารถสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้จากอวัยวะภายนอก สิ่งที่ร่างกายขับออกมา และอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเสมือนกระจกที่สามารถสะท้อนบอกอะไรหลายๆ อย่างให้คุณทราบได้

1.ลิ้น

“เอ้า! ไหนลองแลบลิ้นให้หมอดูหน่อยซิ” ประโยคนี้คุณน่าจะเคยได้ยินบ่อยๆ เวลาที่ไปหาหมอ หมอมักจะขอดูลิ้นเป็นด่านแรกของการวินิจฉัยโรค นั่นก็เพราะโรคหลายๆ โรคจะทำให้ลิ้นเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดความผิดปกติได้อย่างชัดเจน คุณเองก็สามารถสังเกตความผิดปกติในเบื้องต้นนี้ได้

คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลิ้นจะสะอาด มีสีชมพูอ่อนๆ และหยาบเล็กน้อย แต่ถ้าคุณไม่ได้มีลิ้นในแบบของคนที่มีสุขภาพดี เช่น

– ลิ้นสีแดงจัด คุณอาจอยู่ในภาวะขาดวิตามิน มีความร้อนในตัวสูง หรือเกิดปัญหาในระบบย่อยและระบบการขับถ่าย

– ลิ้นเป็นดวงฝ้าสีขาว อาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย ขาดสารอาหาร หรือภูมิต้านทานอ่อนแอ แต่หากฝ้าสีขาวที่ลิ้นขยายตัวมากขึ้นก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้

– ลิ้นซีด มีภาวะเลือดน้อย ร่างกายอ่อนแอ ระบบการทำงานของม้ามอาจมีปัญหา

– ลิ้นดำ (เหมือนมีปานมาเกาะ) เป็นผลข้างเคียงจากการกินยาปฏิชีวนะ หรืออมยาฆ่าเชื้อ

– หลอดเลือดดำใต้ลิ้นบวม อาจมีปัญหาในระบบการทำงานของหัวใจ เป็นต้น

2.ดวงตา

ดวงตาของเราเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความอ่อนไหวมาก หากเกิดอะไรขึ้นนิดๆ หน่อยๆ กับร่างกาย ดวงตาก็สามารถแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็นได้

– ขอบตาดำคล้ำ หากคุณไม่ได้อดหลับอดนอนมา ก็แสดงว่าคุณมีอาการของโรคภูมิแพ้

– หนังตาบวมนานเกินไป เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตอักเสบ หรือระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ

– ตาขาวมีสีออกแดง สาเหตุอาจมาจาก ดวงตาติดเชื้อ มีการอักเสบ

– ตาขาวมีสีเหลือง ตับทำงานผิดปกติ เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบ ดีซ่าน แต่ถ้าบริเวณตาขาวของคุณมีจุดสีออกเหลืองบริเวณหัวตา เป็นสัญญาณเตือนเรื่องคอเลสเตอรอลสูง ควรรีบปรึกษาแพทย์

– ตาดำมีสีขาวขุ่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก แต่ถ้าตาดำมีสีเขียว จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน

3.เล็บมือ

จะว่าไปการสังเกตเล็บมือดูจะเป็นวิธีการสังเกตสิ่งที่ผิดปกติได้ง่ายที่สุด เพราะคุณไม่ต้องวิ่งไปหากระจกมาส่องเพียงแค่ยื่นมือมาข้างหน้า คุณก็สามารถดูความผิดปกติของเล็บคุณได้แล้ว เล็บเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว เล็บประกอบไปด้วยโปรตีนที่ชื่อว่า “เคราติน” โดยปกติคนที่มีสุขภาพดีจะมีเล็บเป็นสีชมพูอ่อน เนื้อเล็บเรียบแข็ง แต่ก็จะมีบางครั้งที่เล็บจะเปลี่ยนสีและลักษณะไปตามโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคุณ

– เล็บขาวซีด อ่อนนุ่ม คุณอาจเป็นโรคโลหิตจาง

– เล็บมีสีขาว เป็นแผ่นตรงกลาง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับ

– เล็บมีจุดสีขาว ร่างกายของคุณกำลังขาดสารอาหารบางอย่าง

– เล็บมีสีม่วงคล้ำ (ไม่ว่าจะเป็นจุดสีม่วง หรือเป็นเส้นสีม่วง) เสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคตับ และโรคท้องเสียเรื้อรัง

– เล็บมีสีเหลือง (โดยที่ไม่ได้ทาสีเล็บ) เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หรือถ้าคุณสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่ก็จะทำให้เล็บของคุณเหลืองได้เช่นกัน และคุณจะเสียงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทาง เดินหายใจด้วย

– ปลายเล็บมีสีน้ำตาลชมพู แต่โคนเล็บมีสีขาว อาจมีอาการของโรคไตเสื่อม

4.ปัสสาวะ

ปัสสาวะในร่างกายเราที่ถูกขับออกมา จะทำให้คุณทราบสภาพภายในร่างกายของคุณในเบื้องต้นได้คนปกติจะมีปัสสาวะเป็นสีเหลืองอ่อน ใส กลิ่นไม่ฉุนมาก

– ปัสสาวะมีสีอมแดงหรือน้ำตาล (มีลิ่มเลือดปะปนออกมา) แสดงว่าไตหรือกระเพาะปัสสาวะมีการอักเสบ กรณีที่คุณไม่ได้กินอาหารที่มีผลให้ปัสสาวะออกมาเป็นสีออกแดง เช่น เบอร์รี่บางชนิด หรือผักกาดม่วง

– ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม ดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือมีอาการแฝงของโรคไต

– ปัสสาวะขุ่น เสียงต่อการติดเชื้อบางอย่าง

ทั้งนี้ การกินยาบางอย่างก็มีผลทำให้สีปัสสาวะของคุณเปลี่ยนไปได้ เช่น ยาโพรีเดียมที่ใช้ในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะทำให้ปัสสาวะมีสีส้ม หรือยาที่มีส่วนผสมของสารเมธีลีน เช่น ยาแก้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ก็อาจทำให้ปัสสาวะมีสีฟ้าหรือสีน้ำเงินได้ เอาเป็นว่าเมื่อคุณรู้สึกว่าร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

บ้านหลังที่สอง หรูและอบอุ่นใจกลางเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570130

  • วันที่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

บ้านหลังที่สอง หรูและอบอุ่นใจกลางเมือง

เรื่อง ปอย  ภาพ  อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

หากผ่านไปย่านสุขุมวิทจะมองเห็นตึกสูงคอนโดมิเนียมระดับไฮเรส 51 ชั้น หมู่ตึกรูปร่างแปลกตาโดดเด่นมีเอกลักษณ์คล้ายยานอวกาศเรียงเด่นอยู่ 4 อาคารตรงข้ามศูนย์การประแห่งชาติชุมสิริกิติ์ที่นี่คือโครงการมิลเลนเนียม เรสซิเด้นส์ แอท สุขุมวิท เป็นที่พำนักอาศัยในเมืองไทยกึ่งถาวร ของนักธุรกิจใหญ่จากประเทศอินเดีย รุสตั้ม พี เมห์ธาประธานบริหาร เมห์ธา อาเยอร์วีด้า บริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์เครื่องสำอาง “โมฮา” และภรรยา สุภาภรณ์ บุญศักดาพร บอกว่าที่พักในเมืองไทย ถ้ามองรูปลักษณ์ของตึกภายนอก ที่ส่วนฐานของอาคารเหมือนวางอยู่บนขาตั้งการออกแบบดูคล้ายๆ หนังไซไฟเบาๆ ยอดตึกเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์กลมๆ อยู่ทุกตึก

ทุกอาคารรายล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจีให้ความร่มรื่นเป็นสวนส่วนกลางสำหรับครอบครัว เป็นชุมชนกลางใจเมืองที่มีความสงบ ไม่ถูกรบกวนจากเสียงถนน หรือแสงสีของเมืองหลวง มีต้นไม้มากมาย ช่วยทอนความแข็งแกร่งของตัวตึกได้ดี ความรู้สึกเป็นบ้านก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น

“ต้นไม้คือเหตุผลแรกของการตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้” สุภาภรณ์ กล่าวถึงที่อยู่อาศัยกึ่งถาวร ชีวิตซึ่งต้องไปๆ มาๆ ทำธุรกิจระหว่างอินเดียและเมืองไทย บ้านหลังที่สอง จึงต้องพิจารณาเลือกที่อยู่สบาย และอำนวยเรื่องความสะดวกสบาย และที่นี่มีพร้อมสรรพ

อีกเหตุผลคือคุณรุสตั้มชอบบันไดค่ะ จึงเลือกดูเพล็กซ์สองชั้น” เจ้าของบ้านหญิงบอกพลางยิ้มแย้ม บันไดให้ความรู้สึกที่แม้ว่าอยู่บนตึกสูงลิ่ว แต่ให้อารมณ์ความเป็นบ้านได้ดีเลยทีเดียว ขนาดห้องค่อนข้างใหญ่ เป็นการลงทุนเลือกห้องระดับ Duplex Penthouse ขนาด 637 ตารางเมตร ราคาปัจจุบันต่อตารางเมตรเริ่มต้นที่เฉียดแสนบาท แต่ก็คุ้มค่าความสูงระดับ 50 ชั้น ทำให้ได้วิวที่สวยมาก

ดิฉันกับคุณรุสตั้มตัดสินใจเลือกคอนโดพักขนาดใหญ่ที่สุดของตึก เพราะจะได้รับวิว 3 ด้านเลยนะคะ โซนห้องนั่งเล่นด้านล่างเน้นความกว้างขวาง วางโต๊ะรับประทานอาหารตัวใหญ่แล้วยังเหลือพื้นที่อีกเหลือเฟือ

เราอยู่กัน 2 คนค่ะ ไม่มีลูก เพื่อนๆ ก็ถามว่าจำเป็นต้องเลือกห้องขนาดใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ จำเป็นค่ะ ไม่อยากอึดอัด คุณรุสตั้มก็ไม่ต้องรู้สึกต่างบ้านต่างเมือง เพราะบ้านที่อินเดียก็เป็นตึกขนาดใหญ่ บ้านในกรุงเทพฯ จะว่าไปก็ใหญ่เกินไปสำหรับการพักอาศัย 2 คน เราจึงแก้ปัญหาโดยการชวนเพื่อนๆ มาปาร์ตี้กันบ่อยๆ เพื่อนๆ มากินข้าวตอนค่ำ ดินเนอร์ไป ชมวิวเพลินๆ ไปค่ะ ผนังหน้าต่างกระจกพื้นจรดเพดาน รับวิวได้เต็มที่

พื้นที่ด้านล่าง 146 ตารางเมตร แบ่งเป็น 1 ห้องนั่งเล่นที่คุณรุสตั้มใช้เป็นห้องสมุด ส่วนดินเนอร์มีพื้นที่ 1 Kitchen และมีระเบียง พื้นที่ใช้สอยครบเท่ากับบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งเลยค่ะ แต่ละห้องได้วิวสวยๆ ทุกห้อง ไม่เว้นกระทั่งห้องครัวและห้องน้ำ”

นอกจากตึกสูงๆ วิวไกลๆ เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงโค้งสุดสายตา การเลือกพำนักอาศัยในใจกลางเมืองก็ต้องเน้นความสะดวกอีกหนึ่งเหตุผลด้วย โครงการมิลเลนเนียม เรสซิเด้นส์ แอท สุขุมวิท สามารถเดินทางเข้าได้ตั้งแต่ซอยสุขุมวิท 16 ซอย 18 และซอยสุขุมวิท 20 คอนโดตั้งอยู่กลางใจเมืองที่เลือกใช้ขนส่งสาธารณะได้หลายเส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที อโศก-สุขุมวิท ในระยะทางไม่ไกล โครงการมีรถบริการรับส่งตั้งแต่ 7 โมงเช้าเป็นต้นไป

“เลือกทำเลที่มีการคมนาคมไปไหนต่อไหนได้ง่ายเลยค่ะ ส่วนรอบๆ โครงการไม่ต้องพูดถึง ในระยะขับรถไปได้ใกล้ๆ นี่มีมากมาย ไปช็อปปิ้งในห้างเอ็มโพเรียม หรือเทอร์มินอล 21 นี่ใกล้ระดับ 10 นาทีก็ถึงแล้ว ส่วนย่านเพลินจิต ชิดลม ราชประสงค์ สยาม นี่ก็อยู่ในระยะไปมาสะดวกมากค่ะ

ดิฉันตกแต่งภายในด้วยฝีมือตัวเองทั้งหลังค่ะ ความที่เรามีเฟอร์นิเจอร์ไม้ตัวใหญ่ๆ สไตล์อาร์ตเดโค เป็นมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นของครอบครัวคุณรุสตั้มชาวอินเดียทำธุรกิจกับชาวยุโรปมาหลายร้อยปีแล้วนะคะ เครื่องใช้ในบ้านก็จะเป็นแนวยุโรป เราขนเฟอร์นิเจอร์มาจากอินเดียทุกๆ ชิ้นเลยค่ะ นอกจากตู้ โต๊ะ ไปจนจานชามโบราณ แชนเดอเลียร์ กระจกติดผนัง แจกันเจียระไน และภาพวาดก็เป็นของศิลปินอินเดีย

ดิฉันจึงเลือกสไตล์คอนเท็มโพรารี ซึ่งให้ความรู้สึกเรียบง่ายสบายตาไว้ก่อน เฟอร์นิเจอร์อินเดียมีลวดลายสลักเสลาเยอะอยู่แล้วนะคะ เน้นใช้สีโทนธรรมชาติ เพราะสามารถประยุกต์ได้กับข้าวของชิ้นอื่นๆ ได้ง่ายด้วยค่ะ”

บ้านหลังนี้แม้ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยถาวร เจ้าของบ้านเดินทางมาอยู่เมืองไทยปีละไม่กี่เดือน แต่ความเก่าแก่ของเฟอร์นิเจอร์ในบ้านหลังนี้ ก็คือการเชื่อมต่อความอบอุ่น และความผูกพันกับถิ่นกำเนิดได้ชัดเจน บ้านหลังที่สองในไทยจึงหรูสวยงามไม่แพ้บ้านหลังใหญ่ที่นั่นเลย

เค้กเจนัว ‘มาดามมาร์โก้’ งานอดิเรกสู่ความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570016

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

เค้กเจนัว ‘มาดามมาร์โก้’ งานอดิเรกสู่ความมั่นคง

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เค้กแสนอร่อยในใจใครหลายๆ คนต้องมีเมนู เค้กเจนัวของ “มาดามมาร์โก้” ที่มีตำนานความอร่อยครองใจคนในแวดวงสังคมมานานกว่า 36 ปี ฝีมือการสร้างสรรค์จากงานอดิเรกของ ศรีชนก วัฒนศิริ ที่รู้จักเค้กชนิดนี้เมื่อครั้งเป็นนักเรียนที่อยู่ฝรั่งเศส

ความรู้สึกยามห่างบ้านไปไกลอีกซีกโลกหนึ่ง และต้องการหางานอดิเรกทำยามว่างเพื่อให้หายคิดถึงบ้าน ประกอบกับรู้จักกับคุณป้าท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสูตรเค้กเจนัวศรีชนกในวัยเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจึงหัดทำมาเรื่อยๆ เพราะรู้สึกหลงเสน่ห์กับรสชาติของเค้กกาแฟผสมเมล็ดอัลมอนด์ที่มีความอร่อยเฉพาะตัว ที่ชิมครั้งแรกเธอก็ลืมไม่ลง พอกลับมาเมืองไทยก็ทำเค้กเจนัวให้เพื่อนๆ รับประทาน ปรากฏว่าอร่อยถูกปากเพื่อนๆ เธอจึงพัฒนาจากงานอดิเรกมาทำจำหน่าย เพราะอยากให้คนไทยได้ลองกินเค้กที่มีรสชาติที่อร่อย และเคล็ดลับการทำเค้กเจนัวที่พิถีพิถันทุกขั้นตอนในการทำตลอด 36 ปี ทำให้เค้กเจนัวไม่เคยเสื่อมความอร่อยลงเลย

สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยปารีส-ซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส ห่างบ้านก็คิดถึง จึงหากิจกรรมทำ

“เวลาว่างๆ ดิฉันชอบไปเดินเล่นที่แถวฌองเซลิเซ่ ก็ทำให้เริ่มมีความสนใจร้านอาหารและเบเกอรี่ในฝรั่งเศส ที่สมัยก่อนก้าวหน้ามาก มีร้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะมากมาย ไม่ได้ทำขายนักท่องเที่ยวเยอะๆ เหมือนทุกวันนี้ และดิฉันก็ได้รู้จักมาดามคอนเชสต้า ดิมาร์โก้ ซึ่งเป็นเพื่อนกับครอบครัวที่ดูแลดิฉัน มาดามมาร์โก้ก็ชวนดิฉันทำขนม แล้วเธอก็ถ่ายทอดความรู้และสูตรการทำเบเกอรี่ต่างๆ ให้ ซึ่งความรู้สึกครั้งแรกที่ได้กินเค้กเจนัว ดิฉันรู้สึก เอ๊ะ เค้กอะไรอร่อยจริงๆ อยากกินอีก ทำทีแรกดิฉันก็ทำไม่เป็น ต้องหัด เพราะไม่ใช่ทำเค้กออกมาให้ฟูๆ เนื้อเค้กแน่นเท่านั้น ตอนนั้นขนมฝรั่งเศสแตกต่างจากเมืองไทย ตอนนั้นยังไม่พัฒนา เค้กตามโรงแรมสวยแต่ไม่อร่อย แต่เจนัวกินแล้วอร่อย”

ศรีชนกก็ได้เคล็ดลับการทำเค้กเจนัวมา พอกลับกรุงเทพฯ เธอยังคิดถึงรสชาติเค้กฝรั่งเศส และอยากแบ่งปันให้คนไทยได้รับประทานกัน ก็ทำแจกเพื่อนและคนรู้จัก และเมื่อได้ทำงานในบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จึงเห็นหนทางที่จะสร้างรายได้และขยายต่อยอดได้ และเพื่อย้อนรำลึกถึงความใจดีของมาดามมาร์โก้ เธอจึงนำชื่อของมาดามมาร์โก้มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ ซึ่งปัจจุบันมาดามมาร์โก้ยังมีชีวิตอยู่และมีอายุมากถึง 93 ปีแล้ว

“จุดเด่นของเค้กของมาดามมาร์โก้คือไม่ใช้ผงฟูเลย แต่ในตลาดใช้กันหมด สูตรเราจึงหายาก เป็นความยากลำบากที่เราต้องฝึกฝนฝ่ายผลิตให้ได้เค้กตามต้นตำรับ” ย้อนกลับไปเมื่อ 36 ปีที่แล้ว ไม่มีร้านเบเกอรี่สไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ โดยส่วนใหญ่จะออกแนวจีนเป็นขนมปังนิ่มมากกว่า อีกทั้งรสชาติยังไม่ค่อยถูกใจคนไทย ศรีชนกจึงมองลู่ทางการตลาดว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำตลาดเค้กเจนัวเป็นเจ้าแรกๆ เสน่ห์ของเค้กเจนัวหากใครได้ลิ้มรส คงลืมไม่ลงกับรสสัมผัสเวลาเคี้ยวตัวเนื้อเค้กที่นุ่มแทบละลายในปาก และยังได้สัมผัสกับความกรุบกรอบของอัลมอนด์ที่เคลือบอยู่ด้านนอก หอมกลิ่นกาแฟรสชาติหวานกลมกล่อม

“เราเปิดตัวเค้กกาแฟเจนัวเมื่อปี 2526 ซึ่งตอนนั้นเราแปลกใหม่มาก ด้วยเค้กนุ่มรสกาแฟ เป็นเนื้อเค้กสปันจ์เนียนนุ่มสลับชั้นครีม 3 ชั้น โรยหน้าเค้กด้วยอัลมอนด์เคลือบคาราเมลจากแคลิฟอร์เนีย ให้รสชาติกรอบมันหวานอีกเคล็ดลับหนึ่งคือ เราทำเค้กแต่ละชิ้นสดๆ ร้อนๆ เรียกว่าเมดบายออร์เดอร์ แล้วทำการจัดส่งให้ถึงที่ ไม่ให้ไปค้างตู้ที่ไหน เมื่อวันแรกที่เปิดขายเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น ยังคงความสด ความอร่อย ความพิเศษ และเป็นเค้กที่มีบริการจัดส่งถึงบ้านเจ้าแรกของไทย” เมื่อยุคสมัยผันเปลี่ยนไป ปัจจุบันเค้กของมาดามมาร์โก้ไม่เคยหยุดพัฒนารสชาติเค้กใหม่ๆ โดยเพิ่มเค้กตามเทศกาลต่างๆ แต่ยังคงเค้กเจนัวต้นตำรับไว้นาน 36 ปี ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายทั้งหมด 22 สาขา มีเค้กกว่า 100 รายการ

หากใครสนใจสั่งเค้กเจนัวแสนอร่อย สามารถสั่งผ่านทางช่องทาง http://www.madamemarco.co.th หรือ @madamemarco หรือโทรไปสั่งได้ที่ 02-326-0200-3 แต่ต้องสั่งล่วงหน้า 2 วัน เค้กจะส่งตรงถึงบ้านคุณ

พญ.ชุติมา อัศวอารี ความงามเรียบหรูสไตล์คุณหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570017

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

พญ.ชุติมา อัศวอารี ความงามเรียบหรูสไตล์คุณหมอ

เรื่อง ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เชื่อว่าคำตอบของผู้หญิงหลายๆ คน กระเป๋าแบรนด์เนม คือ “ความสุข” เวลาที่เห็นของหรูหราสวยงามมากับคุณภาพเยี่ยม สุขทั้งทางสายตา สุขในหัวใจเวลาใช้ แต่อีกคำตอบสำคัญที่สุด “คุณหมอนีน่า” พญ.ชุติมา อัศวอารี บอกเสียงใสว่า “แบรนด์หรู ทำให้ใช้เงินน้อยลงค่ะ” คุณหมอคนสวยอธิบายขยายความในเรื่องนี้ว่า กระเป๋าไม่มียี่ห้อก็สวย แต่ก็ต้องยอมรับว่ามากับความไม่ทนทาน บางใบใช้ไม่กี่เดือนเดี๋ยวสีก็ลอกแล้ว หรือดีไซน์ตอนแรกๆ ที่ซื้อมา ก็สวยถูกอกถูกใจอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ทันข้ามปีก็รู้สึกเป็นแฟชั่นไปไวมาไว

พญ.ชุติมา ย้ำว่าสำหรับแบรนด์ความคลาสสิกมากับความคุ้มค่า ยิ่งถ้ามีโอกาสได้ไปทำงานในต่างประเทศ ให้เปรียบเทียบซื้อเครื่องสำอางที่บางทีไม่ได้ใช้ เทียบกับกระเป๋า 1 ใบ รีฟันด์แท็กซ์ได้คุ้มค่า และอยู่กับเราเป็น 10 ปี ทำให้บุคลิกหรูดูดีขึ้นโดยอัตโนมัติ กระเป๋าแบรนด์ระดับลักซ์ชัวรี่ทำให้การแต่งตัวง่ายขึ้นอีกด้วย

กระเป๋าแบรนด์ใบแรกที่รัก

คุณหมอนีน่า พญ.ชุติมา เติบโตและใช้ชีวิตในวัยเด็กที่กรุงเทพฯ เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี ช่วงวัยมัธยมต้นได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากคุณพ่อต้องเดินทางไปติดต่องานบ่อยๆ ที่สิงคโปร์คุณหมอได้ค้นพบตัวเองว่ามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ ได้รับคัดเลือกให้แสดงผลงานอยู่เรื่อยๆ และชื่นชอบงานออกแบบตกแต่งบ้านที่คุณแม่ซื้อเพื่อลงทุนรีโนเวตเพื่อให้คนเช่าอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้ตั้งใจเรียนด้านนี้มาก

เส้นทางเปลี่ยน เมื่อคุณหมอนีน่าได้แรงบันดาลใจจาก นพ.อัลเบิร์ต ชไวท์เซอร์ แพทย์ผู้อุทิศตน สร้างโรงพยาบาลในแอฟริกา และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเรียนแพทย์ช่วยเหลือผู้คน ประกอบกับช่วงนั้นคุณแม่มีปัญหาสุขภาพ เลยตัดสินใจกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทย และเข้าศึกษาต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สาขาวิทย์-คณิต เรียนหมอพร้อมกับพี่สาวฝาแฝด พญ.ชมพูนุท อัศวอารี ซึ่งจบแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาด้วยกัน

“กระเป๋าแบรนด์เนมใบแรก ได้มาช่วงเรียนแพทย์ศิริราช หมอเลือกรุ่นยอดนิยม หลุยส์ วิตตอง เนเวอร์ฟูล รุ่นดามิเยร์สีขาว ซื้อได้ด้วยเงินตัวเอง การเรียนหมอต้องแบกเอกสารไปเรียนหนักอึ้งเลยค่ะ ใช้กระเป๋าทั่วไปก็ทั้งเยินทั้งย้วย เพราะใส่แต่ของหนักๆ กระเป๋าโชว์บุคลิกภาพโดยรวมผู้หญิงเราได้ทุกรุ่น ทุกวัยนะคะ

ตัดสินใจซื้อของมีราคา ก็เพราะเราสามารถหาเงินเป็นของตัวเองได้แล้วค่ะ รับจ้างติวสอนพิเศษให้เด็กมัธยมปลาย กระเป๋าหลุยส์ราคา 2 หมื่นกว่าบาท ซื้อได้โดยไม่รู้สึกว่าเราใช้จ่ายอะไรเกินตัว แบรนด์เนมใบแรกโลกเปลี่ยนไปเลยนะคะ (บอกพลางยิ้ม) มันใส่ของทั้งโลกลงไปได้ในกระเป๋าใบเดียว เนเวอร์ฟูลของแท้ แล้วใบนี้อยู่กับหมอมาเกือบ 20 ปีแล้วนะคะ สภาพวันนี้ก็ยังไม่เยิน สียังสวย บ่งบอกถึงคุณภาพที่มากับความหรูได้จริงๆ เลยค่ะ”

พญ.ชุติมา กล่าวว่า ความสวยงามคือการลงทุน และการให้รางวัลในชีวิต โดยเฉพาะคนรักสวยรักงามอยู่แล้ว นับเป็นปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต

“เอนทรานซ์แพทยศาสตร์ได้ คุณแม่ก็ให้รางวัลไปทำศัลยกรรมตาสองชั้น เป็นรางวัลจากครอบครัวสไตล์วัยรุ่นเกาหลีเลย (บอกพลางยิ้มสดใส) แต่หมอสมัยเป็นวัยรุ่นเป็นเด็กเนิร์ดๆ ค่ะ แต่งหน้าแต่งตาอะไรไม่เป็น ก็ยั้งๆ ไว้ก่อน ไม่ได้ตกปากรับคำรับรางวัลจากคุณแม่ทันที พี่สาวเราไปทำก่อนค่ะโอ้โห…เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนเลยนะคะ เขาคือฝาแฝดเรา ถ้าเราทำบ้างเราก็จะหน้าตาแบบนี้ (หัวเราะ) ก็เลยทำบ้าง แล้วชีวิตก็เปลี่ยนไปเลยสะดวกสบายมากๆ ตอนเด็กๆ เราแต่งหน้าแต่งตาแปะสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นก็ไม่เป็น ไปเรียนหน้าจืดๆ หมวยๆ พอคุณแม่ลงทุนเรื่องความงามให้ ก็ถือว่าเปิดโลกใบใหม่ให้ลูกสาวทั้งสองคน

หมอรักสวยรักงาม แต่ไม่ใช่ว่าเราจะชอบแต่งตัว แต่งหน้ามากมายนะคะ หมอชอบความเรียบหรู ใช้ของน้อยชิ้นไว้ก่อน และเน้นความคุ้มค่าใช้ได้ในหลากหลายโอกาสค่ะ อย่างเช่น เดรสสีขาวที่ใส่มาวันนี้ หยิบมาใส่ได้หลายๆ กาลเทศะ ตั้งแต่วันทำงานเป็นผู้บริหาร เดอะ เมดิซิ คลินิกความงาม (The Medici Aesthetic and Anti-aging Clinic) หมอใส่เดรสชุดนี้มาทำงานที่คลินิกด้วยค่ะ สีขาวเหมาะกับอาชีพ ดีไซน์ชุดเข้ารูปเสื้อบ่าเดียวดูหรูได้ไม่ยาก แล้วถ้ามีอีเวนต์ที่ต้องไปในช่วงเย็น สะพายกระเป๋าดีๆ สีเรียบๆ อีกสักใบ ก็จบเลยค่ะ เราไม่ต้องยุ่งยากกับการแต่งตัวมากมาย

งานหมอก็ทั้งยุ่งทั้งต้องทุ่มเทกับคนไข้ ใช้เวลามากแล้วนะคะ ชีวิตไม่ควรยุ่งยากหลายเรื่องค่ะ”

คุณหมอรูปร่างดี ผิวสวยสดใส บุคลิกก็สวยงามสบายตาจากรอยยิ้มที่มีติดใบหน้าอยู่เสมอ พญ.ชุติมา หยิบกระเป๋าซูเปอร์แบรนด์ 2 ใบ ทั้งชาแนลสีครีมใบล่าสุดที่เพิ่งสอยมาหมาดๆ อีกใบกระเป๋าตัวแม่ของกระเป๋าทั้งปวงแอร์เมส เมื่อแมตชิ่งกับเดรสสีขาวสะอาด ก็เสริมบุคลิกดูดีทันตา

กระเป๋าแบรนด์สุดโปรด

กระเป๋าสะพายคลาสสิกฮิตตลอดกาล ชาแนล Classic Medium Black ปฏิเสธไม่ได้คือกระเป๋าในฝันของผู้หญิงทั้งโลก ในแง่การลงทุนราคาก็ไม่เคยตก ในแง่การใช้งานแค่มองก็น่ารักแล้ว สะพายได้หลายแบบ พญ.ชุติมา บอกสำหรับกระเป๋าชาแนลใบแรก ก็คงเกินกำลังเด็กในวัยเรียนวัยนักศึกษา คุณแม่ก็คือผู้อุปการคุณให้ลูกสาว (ยืม) ใช้ในโอกาสพิเศษ

ติดอันดับกระเป๋าหรูอีกแบรนด์ และเป็น Must Have ที่ผู้หญิงหลายคนอยากจะมีไว้ในครอบครอง แอร์เมส รุ่นเคลลี่ กระเป๋าคลาสสิกได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าหญิงเกรซ เคลลี่ แห่งโมนาโก เสน่ห์กระเป๋าหน้าตาที่มีรูปทรงสวยเนี้ยบ หยิบมาใช้ได้เหมาะทั้งคล้องแขน และสะพายไหล่ หนังที่ใช้แตกต่างกันออกไป เช่น หนังลูกวัว หนังนกกระจอกเทศ หนังจระเข้ ราคาก็จะแตกต่างกันไปด้วย เริ่มตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักหลายล้านบาท

“ใบนี้หมอซื้อเองค่ะ แอร์เมสใบแรกซื้อได้ตอนอายุ 30 ปี ซื้อให้รางวัลตัวเองค่ะ เลือกสีโทนขรึมไว้ก่อนเพื่อใส่แมตชิ่งได้ง่ายทุกชุด ชอบความเรียบของมันค่ะที่ทำให้เราใช้ได้ในทุกๆ โอกาส สะพายปุ๊บหรูปั๊บค่ะ (หัวเราะ) ซึ่งก็เป็นที่รู้กันแล้วนะคะ คนทั่วไปไม่สามารถเดินเข้าไปซื้อกระเป๋าแบรนด์นี้ได้ง่ายๆ เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีโชว์วางขายให้เลือก จะต้องใช้ความพยายามในการเป็นลูกค้าผู้จงรักภักดี ซื้อพวกของเล็กๆ น้อยๆ (ซึ่งราคาก็ไม่ได้น้อย) เช่น เข็มขัด ผ้าพันคอ แล้วค่อยเลียบเคียง ถามหากระเป๋าใบที่เราอยากได้ จะมีโอกาสได้มาครอบครองหรือไม่ โดยเฉพาะรุ่นหายากๆ ต้องลงชื่อจองกันยาวๆ ข้ามปี

หมอโชคดีค่ะที่ได้แอร์เมสใบนี้ไม่ยากเลย เพื่อนซื้อแบรนด์นี้เป็นประจำอยู่แล้ว เราอยากได้ก็ขอใช้สิทธิของเพื่อนซื้อได้เลย

ชาแนลใบนี้คือใบล่าสุดที่เพิ่งได้มาค่ะ ดูน่ารัก ทั้งสีสันและขนาด ใช้ก็ง่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็นหลักในการแต่งกายของหมอค่ะ ชอบลายคาเวียร์ดูหรู

ส่วนเครื่องประดับ ชอบไข่มุกมากใส่มาตั้งแต่เรียนหนังสือ คุณแม่สอนเรื่องการแต่งตัวค่ะ ติ่งหูเราเล็ก การเสริมบุคลิกทำได้ด้วยต่างหูหมอจึงใส่ต่างหูติดไว้เป็นเครื่องประดับที่ไม่เคยขาด แหวน นาฬิกา อาจไม่ต้องใส่ก็ได้นะคะ เพราะด้วยงานต้องล้างมือตลอดเวลา แม่บ้านที่คลินิกจะเก็บแหวนเพชรที่หมอถอดทิ้งไว้ในห้องอยู่เป็นประจำ (หัวเราะ) แหวนที่เลือกก็เพชรเรียบๆ ดูแมนๆ ไม่หวานมาก ใส่แค่ 1-2 นิ้วเท่านั้นค่ะ นิ้วชี้ นิ้วก้อย ใส่แบบเดลี่ยูสไปได้ทุกๆ งาน

นาฬิกาเรือนนี้ล้อมเพชร ยี่ห้อพาร์มิจิอานี เฟลอริเออร์ (Parmigiani Fleurier) ราคา 4 แสนกว่าบาท คุณพ่อซื้อให้เป็นของขวัญ ตอนเรียนจบเฉพาะทางด้านวิสัญญี แน่นอนค่ะ เวลาซื้อก็ต้องแพ็กคู่ฝาแฝด สงสารคุณพ่อเหมือนกันนะคะ (หัวเราะ) คุณค่าของนาฬิกาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ เสริมความหรูหราที่สุดแล้วค่ะ ถ้าแบรนด์ที่หมอซื้อเอง ก็คือโรเล็กซ์สายเหล็กแมนๆ ใช้ลุยๆ ในสไตล์ได้ทุกวันค่ะ”

ของใช้แบรนด์เนมเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้จากช็อปในต่างประเทศ เพราะนอกจากส่วนของคลินิกแล้ว คุณหมอแบ่งเวลาไปดูแลคนไข้วิกฤตที่ต้องได้รับการเคลื่อนย้ายทางอากาศ หรือ Air Ambulance เอเชีย แอร์แอมบูแลนช์

“หมอชอบการเดินทาง ชอบพบเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งคนไข้ต่างชาติ ทั้งการร่วมงานกับทีมแพทย์สหรัฐ และแคนาดา ทำให้เราได้อัพเดทความรู้ใหม่ๆ และกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเองให้ทัดเทียมกับทีมแพทย์ต่างชาติ แพทย์ไทยก็ได้รับการยอมรับ คำชมเชย ทั้งจากคนไข้และครอบครัว รวมถึงทีมแพทย์ต่างชาติเป็นอย่างดีค่ะ ซึ่งการดูแลคนไข้ในระยะวิกฤต ทำให้เราทำงานด้วยความท้าทาย ตื่นตัว ด้านความปลอดภัยในการดูแลคนไข้คลินิกอยู่เสมอค่ะ

หมอชอบเรียนรู้ หมอศึกษาศาสตร์ฝังเข็มแบบแพทย์แผนจีน และนำมาประยุกต์ใช้กับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน เพื่อให้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น ลดการใช้ยา รวมถึงเป็นปรับสมดุลจากภายใน ส่วนที่นำมาใช้กับเวชศาสตร์ความงามและชะลอวัย เช่น ฝังเข็มปรับสมดุลในสตรี ฝังเข็มผิวหน้าใส หรือเพิ่มการเผาผลาญในเคสลดน้ำหนัก”

พญ.ชุติมา ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสดใส มีพลัง ว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีความสวยงามในแบบฉบับของตัวเอง นิยามการเสริมความงามวันนี้ เทรนด์การมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดี คนยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่สวยออกมาเป็นบล็อกเดียวกันไปทั้งหมด การพึ่งพาโดยเน้นทางลัด ตั้งแต่ศัลยกรรม เลเซอร์ โบทอกซ์

ในมุมมองหมอที่อยู่กับงานเสริมความงาม เน้นดูแลผิวปรับรูปหน้าเพื่อดึงส่วนดีที่สุดของแต่ละคนออกมา การมีสุขภาพดี ทำให้ความงามดูดีที่ยั่งยืนที่สุด

ชวนมา‘เผือก’ สร้างสังคมปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570015

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์

เมื่อปีที่ผ่านมา เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงทำการสำรวจประชาชนทุกเพศสภาพมากกว่า 1,000 คน ถึงสถานการณ์ความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะ พบว่า มากกว่าร้อยละ 45 เคยถูกคุกคามทางเพศ จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้อง “เผือก” เพื่อสังคมปลอดภัย

รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย หนึ่งในภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ กล่าวถึงสถานการณ์การคุกคามทางเพศว่า คนที่ถูกคุกคามมักไม่กล้าตอบโต้ ขณะเดียวกันในหลายเหตุการณ์คนที่อยู่รอบข้างก็สามารถช่วยเหลือได้แต่ไม่ทราบวิธีการ จึงเป็นเหตุให้มีการจัดตั้ง “ทีมเผือก” เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้มีความตื่นตัว หยุดการคุกคาม และช่วยเหลือคนที่ถูกคุกคามทางเพศ โดยหลังจากมีการจัดตั้งทีมเผือกเมื่อปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า ผู้ที่ถูกคุกคามกล้าพูด กล้าตอบโต้ ไม่นิ่งเฉย และทำให้ประชาชนเห็นว่า การถูกคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป

คำจำกัดความของคำว่า การคุกคามทางเพศ ประกอบไปด้วยหลายพฤติกรรมทั้งการมองใต้กระโปรง มองลงคอเสื้อ เบียดชิด ต้อนเข้ามุม แต๊ะอั๋ง ลูบคลำ พูดลามก ชวนคุยเรื่องเพศ พูดจาแทะโลม ผิวปากแซว หรือถูกอวัยวะเพศถูไถร่างกายเพื่อสำเร็จความใคร่ ซึ่งผลการสำรวจระบุด้วยว่า การมองใต้กระโปรงและการมองลงคอเสื้อ เป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุดในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถไฟฟ้า แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

“ที่น่ากังวล คือ ผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศโดยเฉพาะผู้หญิงมักไม่ตอบโต้เมื่อรู้ว่าถูกคุกคาม ซึ่งส่วนตัวคิดว่า บางคนอาจรู้สึกอายที่จะต้องส่งเสียงหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จึงยอมนิ่งเฉยอยู่ตรงนั้นและปล่อยให้ถูกคุกคามต่อไป เราจึงรณรงค์สร้างทีมเผือกขึ้นมาเพื่อช่วยกันสอดส่องสถานการณ์การคุกคาม โดยการส่งเสียงถือเป็นวิธีหนึ่งในการตอบโต้เพื่อให้คนที่คุกคามอยู่หยุดพฤติกรรม ส่งเสียงบอกให้คนรอบข้างรู้ว่ามีการคุกคามอยู่ตรงนั้นเพื่อให้เกิดการระแวดระวัง และส่งเสียงบอกให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของระบบขนส่งสาธารณะให้รับทราบเพื่อดำเนินการเอาผิดต่อไป”

ปัจจุบันทีมเผือกมีสมาชิก 500 คน เป็นกลุ่มคนที่สมัครเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยสอดส่องป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ โดยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่านเพจเฟซบุ๊ก เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง Safe Cities For Women Thailand สมาชิกจะได้เรียนรู้วิธีเผือกผ่านข้อมูล และกิจกรรม Self Defense Lab ปฏิบัติการเผือก เพื่อเพื่อนรอด เราปลอดภัย ที่เปิดโอกาสให้ทีมเผือกเรียนรู้เทคนิคและวิธีการสังเกตสถานการณ์รอบตัว การเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทาง และการป้องกันตัวเองจากการคุกคามทางเพศ

ด้าน กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้เชี่ยวชาญการระวังป้องกันภัยและการป้องกันตัว เผย 5 วิธีในการเผือกง่ายๆ ได้แก่ หนึ่ง ตะโกนส่งเสียง เมื่อเห็นพฤติกรรมการคุกคามที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าตะโกนเสียงดังจะทำให้ผู้ที่กำลังก่อเหตุตกใจและหยุดพฤติกรรมการคุกคาม

สอง หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย เมื่อผู้ที่กำลังก่อเหตุรู้ว่ากำลังถูกถ่ายคลิปจะเกิดความกลัวและหยุดพฤติกรรม และคลิปวิดีโอยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดผู้ก่อเหตุได้อีกช่องทาง สาม แจ้งพนักงานรถโดยสาร วิธีนี้เป็นวิธีเผือกสำหรับพลเมืองดีที่อยากช่วย แต่ไม่มั่นใจในการเข้าไปแทรกแซงด้วยตัวเองก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ไปจัดการแทนได้

สี่ ทำเป็นเนียนว่ารู้จักผู้ถูกกระทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผู้กระทำ และยังสามารถพาผู้ถูกกระทำออกมาจากสถานการณ์นั้นได้อย่างแนบเนียน และห้า ใช้ตัวเข้าแทรก ถ้าหากมั่นใจว่าสามารถรับมือกับผู้กระทำได้ก็สามารถนำตัวเข้าแทรกเพื่อขู่ให้ผู้กระทำหวาดกลัว และหยุดพฤติกรรมการคุกคาม

“มีเคล็ดลับเล็กๆ สำหรับการป้องกันตัวเองของผู้หญิงที่เสียเปรียบในเรื่องของขนาดตัวและแรงที่จะสู้กับผู้ชาย คือ การพกอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเอง เช่น ปากกาหรือไฟฉาย ที่เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ผิดกฎหมายและพกติดตัวได้ ในกรณีของไฟฉายสามารถใช้ส่องไปที่ตาคนร้ายเพื่อให้ตาพร่ามัวทำให้เราสามารถวิ่งหนีได้ และหากจวนตัวจริงๆ ก็สามารถนำปากกาทิ่มไปที่จุดสำคัญของคนร้ายและรีบวิ่งหนีเพื่อไปขอความช่วยเหลือ” กิตติเชษฐ์ กล่าว

ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ยังระบุด้วยว่า หลังจากที่มีการรณรงค์เรื่องการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มีการอบรมพนักงานให้สอดส่องพฤติกรรมผู้โดยสารและการเข้าไปแทรกแซงเมื่อเกิดสถานการณ์ รวมถึงยังมีการพูดคุยกับกระทรวงคมนาคมถึงนโยบายการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในระบบขนส่งสาธารณะภายใต้การกำกับของกระทรวง เพื่อเป็นเครื่องมือดูแลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร ทั้งยังใช้เป็นหลักฐานเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุคุกคาม

“สาเหตุหนึ่งที่ยังมีการคุกคามทางเพศอยู่เรื่อยๆ คือ ผู้ที่คุกคามไม่ถูกเอาผิด ไม่ถูกแจ้งความ จึงไม่เกรงกลัวและยังลงมือก่อเหตุต่อไป หรือเมื่อไปแจ้งความแต่ไม่มีหลักฐานเอาผิดกับคนคนนั้นได้ ดังนั้นถ้าระบบขนส่งสาธารณะมีกล้องวงจรปิดก็จะสามารถใช้เป็นหลักฐาน และยังสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้จะกระทำการคุกคามไม่กล้าลงมือ นับเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องปราม”

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ขนส่ง (บขส.) เข้าไปอบรมพนักงานประจำรถทัวร์ เรื่องการสอดส่องดูแลและช่วยเหลือผู้โดยสารที่ถูกคุกคาม รวมถึงจัดทำคู่มือหยุดการคุกคามทางเพศทั้งในรูปแบบเล่มและออนไลน์ เพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้เทคนิค วิธีการ เข้าใจปัญหาการคุกคามทางเพศรูปแบบต่างๆ และคู่มือดังกล่าวจะสื่อสารไปยังผู้โดยสารด้วยว่า ไม่ควรนิ่งเฉย แต่สามารถป้องกันตัวเอง ตลอดจนแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือจากพนักงาน และร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้

“นอกจากการทำงานกับหน่วยงานรัฐ เรายังต่อยอดเข้าไปในโรงเรียน เนื่องจากเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตกเป็นเป้าหมายการคุกคาม หลังจากมีสมาชิกส่วนหนึ่งร้องเรียนว่า เกิดเหตุการณ์กับเด็กวัยรุ่นและเด็กนักเรียนที่ใช้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยเด็กหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคือการคุกคามทางเพศ จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ในชั้นเรียน” รุ่งทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ได้กล่าวถึงในด้านของกฎหมายที่สามารถเอาผิดกับผู้คุกคามทางเพศว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดำเนินการกับผู้คุกคามทางเพศอย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีตัวอย่างของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการออกกฎหมายเรื่องการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะ โดยได้ระบุถึงพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การผิวปากแซว การพูดแซว การแต๊ะอั๋ง การสะกดรอยตาม หรือตามตื้อทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าการคุกคามรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ จะผลักดันกฎหมายในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม

“เราอยากกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักว่า การคุกคามทางเพศเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและสังคมไม่ยอมรับ ผู้ที่ถูกคุกคามไม่ต้องจำยอม มันมีวิธีการที่เราจะปกป้องตัวเองหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ ขณะที่คนรอบข้างก็ต้องไม่นิ่งเฉย ต้องช่วยกันสอดส่องและเข้าแทรกแซงถ้าทำได้ ที่สำคัญคือผู้ที่คิดจะฉวยโอกาสคุกคามทางเพศคนอื่น คนเหล่านี้ต้องรับรู้ว่าสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมของเขา และสังคมจะไม่นิ่งเฉย เราจะทำให้คนที่คิดจะคุกคามผู้อื่นต้องยั้งคิดและเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นไป”

อีกเสียงหนึ่งจากผู้ที่ทำงานร่วมกันทีมเผือก ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เสริมทัพว่า หากคนตระหนักถึงเรื่องการคุกคามทางเพศจะทำให้ผู้ที่คุกคามหยุดความคิดและการกระทำ และทำให้ผู้หญิงมีความมั่นใจที่จะขอความช่วยเหลือมากขึ้น

“ชอบมีคำกล่าวที่ได้ยินมาตลอด คือ ก็แต่งตัวแบบนั้นจึงทำให้เขาคุกคามทางเพศ ซึ่งซินดี้มองว่าปัญหาของการคุกคามทางเพศมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างไร แต่ปัญหาเกิดจากผู้ชายที่คิดว่าจะฉวยโอกาสคุกคามทางเพศในรถสาธารณะอย่างไรมากกว่า และยังเป็นเรื่องของมายาคติในเรื่องที่ผู้ชายคิดว่ามีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง ดังนั้นจึงต้องแก้ไขที่ความคิด ทำอย่างไรให้เกิดเท่าเทียมกันในสังคมด้วย” นางแบบชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

ความเสี่ยงในการถูกคุกคามทางเพศเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า ดังนั้นลองเงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วหมั่นสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้าง หากรู้สึกว่าถูกลอบมองถูกประชิดตัว ถูกเบียด หรือรู้สึกว่ามีอวัยวะมาถูไถ ให้แสดงออกถึงความไม่ยินยอมและขอความช่วยเหลือทันที ขณะเดียวกันก็สามารถสวมบทเป็นทีมเผือกเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศได้ และอย่าลืมบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ที่คุกคามไม่ให้กล้าลงมือทำซ้ำอีก ทั้งหมดก็เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพื่อผู้หญิง แต่เป็นสังคมปลอดภัยเพื่อทุกคน

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล อยากเก่งเรื่องยาต้องหาความรู้ใหม่เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/569961

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล อยากเก่งเรื่องยาต้องหาความรู้ใหม่เสมอ

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

“เภสัชกรสามารถทำงานได้มากกว่าที่หลายคนคิด” ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) เอ่ยถึงอาชีพที่ใกล้ชิดกับสุขภาพของเรามากที่สุดอาชีพหนึ่ง แต่เรากลับรู้เรื่องราวของเส้นทางอาชีพสายนี้อยู่น้อยมากในงานเปิดโครงการ “พิชิตสุขภาวะใน 60 วันกับไฟเซอร์ปี 2”

เภสัชกรเป็นมากกว่าคนจ่ายยา

“เภสัชกรนั้นทำงานได้ค่อนข้างที่จะหลากหลายมาก ถ้าทำงานในโรงพยาบาลก็จะทำงานเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายยาให้กับคนไข้ให้คำแนะนำ ปรึกษาเรื่องยา ถ้าอยู่ในร้านขายยาก็จะเป็นเภสัชกรที่ควบคุมดูแลการจ่ายยา ถ้าทำงานโรงงานก็ได้ดูแลเรื่องการควบคุมคุณภาพของยา

ส่วนตัวเราเองเป็นเภสัชกรด้านการตลาด ทำงานบริษัทยา ต้องทำงานกับหลายๆ ฝ่ายในการนำยารักษาโรคที่ยังไม่มียารักษาเป็นยาใหม่ๆ เข้ามา ฉะนั้นเราก็มีหน้าที่หลักของเราเลยคือ ต้องเรียนรู้ลักษณะของยาข้อดี ข้อเสีย ผลข้างเคียงของยา หรือที่เราเรียกว่าตำรับยานั้นๆ ศึกษาเก็บข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน

แล้วนำเสนอตัวยาให้กับคุณหมอเพื่อนำไปรักษาคนไข้ เพราะบางครั้งคุณหมอเองเขามีหน้าที่ในการตรวจคนไข้มากมายจนไม่มีเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของยารักษาโรคแบบใหม่ ซึ่งเราต้องอธิบายให้คุณหมอเข้าใจว่ายาออกฤทธิ์ยังไง มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ตรงนี้เป็นงานของเราที่ต้องติดต่อสื่อสารกับหมอกับเภสัชกรของโรงพยาบาล เป็นความรู้สึกว่าเราได้ใช้ความรู้ที่มี เพื่อนำยาที่ดีของเราให้คุณหมอเลือกใช้ให้เหมาะสมกับคนไข้

ยาแต่ละตัวกว่าจะออกมาสู่ท้องตลาดได้นั้นใช้เวลาศึกษาค้นคว้าวิจัยเป็น 10 ปีกว่าจะออกมาสู่มือผู้บริโภค ก็ต้องผ่านองค์การอาหารและยาของเรา ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอีกประมาณ 2 ปี ยาตัวนั้นถึงจะสามารถได้รับเลขทะเบียน เมื่อได้รับเลขทะเบียนแล้ว

ก็ยังไม่ได้ใช้ในโรงพยาบาลในทันที เพราะแต่ละโรงพยาบาลจะมีการนำยาตัวนั้นเข้าที่ประชุมว่ายาตัวนี้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในโรงพยาบาลหรือไม่ ยาบางตัวก็จะมีข้อจำกัดพิเศษ เช่น จะต้องใช้ในแผนกใดแผนกหนึ่ง เป็นยาเฉพาะทางที่ต้องใช้กับคนไข้เฉพาะโรคไม่สามารถนำไปใช้กับคนไข้โรคอื่นได้ คนไข้แต่ละคนก็จะมีความหลากหลาย มีความละเอียดซับซ้อนของโรค ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะทางมากขึ้นในทุกปี”

อยากเก่งต้องอัพเดทความรู้เสมอ

“ในวงการยา เราจะหยุดนิ่งไม่ได้เพราะจะมีตัวยาใหม่ และองค์ความรู้เรื่องยาออกมาใหม่เสมอในทุกปี ยาที่เราเคยใช้กันเป็นประจำ พอถึงวันหนึ่งก็มีประกาศยกเลิกการใช้ยาตัวนี้ เพราะมีข้อมูลเรื่องผลกระทบของยาในระดับที่เป็นอันตราย เป็นการบ่งบอกว่า ในวงการยานั้นมีความเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลามีการศึกษาค้นคว้าและวิจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม

แม้ยาที่ผลิตออกมาแล้วผ่านการวิจัยทดสอบด้านความปลอดภัยแล้วก็ยังต้องมีการเก็บข้อมูลเก็บตัวอย่างการใช้ยาต่อไป เพราะในขั้นตอนวิจัยอาจไม่เจอผลข้างเคียงหรือเจอผลข้างเคียง ก็จะมีการระบุในตำรับยานั้น ถ้ามีผลข้างเคียงนอกเหนือจากที่ระบุ บริษัทยาจะต้องตรวจสอบและแจ้งให้องค์การอาหารและยาของแต่ละประเทศได้ทราบ ดังนั้นวงการยาจึงเป็นวงการที่ไม่หยุดนิ่งต้องมีการอัพเดทเปลี่ยนแปลงข้อมูลยาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ถามว่าผลกระทบของคนไทยกับเรื่องยานั้นยังถือว่ามีอยู่น้อยมาก เพราะยาส่วนใหญ่เป็นยาจากโลกตะวันตกที่มีการทดลองกับคนในซีกโลกตะวันตกมาก่อน กว่ายาจะเข้ามาถึงบ้านเราก็จะพบรายงานการใช้ยามาก่อน กว่าจะมาให้คนไทยได้ใช้ก็มีขั้นตอนในการคัดกรองมากมาย และไม่ใช่ยาทุกตัวที่ใช้ไปนานๆ แล้วจะเกิดผลกระทบข้างเคียง ที่เราเห็นก็น้อยมากแต่เราก็มีความจำเป็นที่ต้องศึกษาและติดตามอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น บริษัทยาเองก็จะมีการติดตามผลการใช้ เพื่อมีการแจ้งเตือนกับทางโรงพยาบาลให้มีความระมัดระวังในการจ่ายยารักษาคนไข้”

งานหนักแค่ไหนต้องดูแลสุขภาพให้เท่ากัน

“ในเรื่องการดูแลสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะประสิทธิภาพในการคิดและตัดสินใจทำงานของเราอยู่ที่สุขภาพร่างกายของเราด้วย ส่วนตัววิธีการดูแลสุขภาพอย่างแรกคือ เรื่องของการนอน เราตั้งเป้าไว้ว่าเราจะต้องนอนให้มากขึ้น เพราะแต่ก่อนนั้นเรานอนน้อยมาก

ทั้งที่จริงแล้วเรื่องการนอนนั้นสำคัญที่สุดเราต้องจัดสรรเวลาการนอนให้มากขึ้น ถ้าเราพักผ่อนดีเราจะมีสมองที่สดใสคิดอะไรออกได้มากขึ้น และสามารถทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเช่นเราเคยทำงาน 2 ชั่วโมงเสร็จ ถ้าเกิดวันไหนนอนพออาจจะเหลือแค่ชั่วโมงครึ่ง หรือชั่วโมงหนึ่งก็เสร็จแล้ว

การไปประชุมต่างๆ เราก็จะมีสมาธิเก็บข้อมูลได้มากขึ้น สามารถคิดไอเดียนำเสนอได้ดีกว่า

อีกอย่างหนึ่งเรื่องของการรับประทานยาและอาหารก็สำคัญ แต่เดี๋ยวนี้เราจะรับประทานอะไรก็ต้องหาข้อมูลให้ดี แม้กระทั่งการรับประทานยาหรือวิตามินที่ดูเหมือนดีต่อสุขภาพ แต่ที่จริงแล้วเราต้องเลือกเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นจริงๆ เพราะว่าอย่างการรับประทานยา แน่นอนว่ายาสามารถรักษาอาการใดอาการหนึ่งแต่อาจจะมีผลข้างเคียงได้

วิตามินเองก็เช่นกันที่จริงแล้ว ถ้าเกิดเรารับประทานอาหารครบ 5 หมู่อย่างเพียงพอ เราก็จะได้วิตามินค่อนข้างครบในทุกวัน ถ้าเกิดเราขาดจริงๆ แล้วก็ต้องดูว่าวิตามินตัวไหนที่เป็นตัวสำคัญ เพราะว่าวิตามินบางอย่างรับประทานแล้วอาจจะเกินความจำเป็นของร่างกายแล้วจะมีผลเสียตามมา ผลเสียอย่างแรกก็คือเสียเงิน เพราะว่าวิตามินนั้นราคาไม่ใช่ถูกๆ

การรับประทานวิตามินบางตัว ถ้ารับประทานอยู่ตัวเดียวอาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้านำไปรับประทานคู่กับยาหรืออาหารอื่นๆ มันอาจจะส่งผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับตัวเราได้ ดังนั้น ไม่แนะนำว่าให้ซื้อวิตามินมารับประทาน ถ้าไม่มีความจำเป็น การรับประทานยาหรือวิตามินก็ตามควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์และเภสัชกรจะเป็นการดีที่สุด ก่อนจะทำอะไรควรจะศึกษาข้อมูลศึกษาให้รอบคอบแน่ใจว่ามีความจำเป็นและดีกับเราจริงๆ”

ให้เกียรติผู้อื่นเพื่อความก้าวหน้าในงาน

“หลักคิดในการทำงานของตัวเองอย่างแรกเราจะต้องมีความเป็นเจ้าของงานที่เราทำ ไม่ว่าเราจะทำงานเป็นพนักงานบริษัทหรือเป็นเจ้าของกิจการ งานอะไรก็ตามที่อยู่ในมือเราต้องทำด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงานชิ้นนั้น เป็นของตัวเราเองที่จะต้องดูแลและทำให้ดีที่สุด

หากมีปัญหาในงานแล้วคิดว่าเราสามารถแก้ไขได้เอง เพื่อให้งานออกมาดีก็ต้องแก้ไขไม่ต้องรอให้หัวหน้าลงมาช่วยแก้ปัญหา ถ้าเป็นงานที่ต้องติดต่อกับเพื่อนร่วมงานในแผนกอื่นได้รับทราบแล้วทำให้งานของเราเดินหน้าไปได้ด้วยดีก็ต้องทำในทันที มีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้งานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

ต่อมาคือ การเคารพให้เกียรติต่อหัวหน้า ความเคารพต่อเพื่อนร่วมงาน และความเคารพลูกน้องของเราเอง เพราะเราต้องรู้จักการเคารพคนอื่น หากเขามีข้อเสนอแนะเราจะต้องฟัง สมมติเราเป็นหัวหน้ามีลูกน้องเสนอความเห็นมาแล้ว เราจะคิดว่าลูกน้องเขาจะรู้ดีกว่าเราได้อย่างไรเราจะคิดแบบนั้นไม่ได้ เราจะต้องฟังเพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีคุณค่าร่วมกันในการทำงาน บางครั้งไอเดียที่ได้จากลูกพี่ลูกน้องอาจจะเป็นไอเดียที่มีประโยชน์

นอกจากเรื่องการให้เกียรติผู้อื่นแล้ว เราต้องพยายามเข้าใจในตัวผู้อื่นและปรับตัว เราต้องดูประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลักมากกว่า สไตล์การทำงานของคน แล้วเลือกใช้คนให้ถูกกับงานที่ทำ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาทำก็อาจจะเข้าใจในมุมมองอีกมุมหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำนั้น เขาทำไปเพราะอะไร ถ้าเกิดมีความเข้าใจผิดเราคิดว่าไม่ดี ก็จะได้อธิบายสิ่งที่ถูกต้องในการทำงานให้เขาฟัง เพราะงานจะเดินได้อย่างราบรื่นเราต้องอธิบายงานให้กับลูกน้องของเราให้ชัดเจน ให้เขาเห็นภาพชัดเจนเป็นภาพเดียวกับเรา เพื่อให้เขาทำงานได้ตรงตามเป้าหมาย

ในขณะเดียวกันเราเองต้องพยายามปรับปรุงตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนอยู่ตลอด เราจะต้องหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง การทำงานน้องๆ ที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ในที่ทำงานเดี๋ยวนี้เป็นเจนวาย เจนแซด หรือเจนมิลเลนเนียลกันหมดแล้ว เราจะต้องเข้าใจรูปแบบแนวคิดในการทำงานของเขารวมทั้งงานที่เราทำนับวันข้อมูลใหม่ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นทุกที เราจะต้องพยายามทำตัวเราเองให้ทันสมัยตลอดเวลา

เรื่องสุดท้ายในหลักการทำงานที่สำคัญมากก็คือ เรื่องของจรรยาบรรณเราต้องมีความคำนึงถึงความถูกต้องในความรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำและรับผิดชอบต่อสังคมด้วย”

Billions of reasons to check out expo action

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Auto_ADO/30359651

  • Mini John Cooper Works GP
  • Lamborghini Urus
  • Dressed up Suzukis
  • Pioneer car audio
  • Subaru Forester
  • McLaren 600 LT
  • Hyundai Kona Electric
  • Aston Martin Vantage
  • MG E-Motion
  • Mercedes-Benz EQA
  • Mazda Vision Coupe

Billions of reasons to check out expo action

Auto & Audio December 01, 2018 08:06

By Kingsley Wijayasinha
The Nation Weekend

With auto lovers tipped to fork out Bt55 bn in orders, there is plenty on show to help loosen those purse strings

This year’s Motor Expo features a good collection of concept vehicles and new models as well as many other attractions that could attract more than 1.5 million visitors.

The expo, which marks the year-end auto-buying season, is being held at the Challenger Hall, Impact Muangthong Thani, until December 10.

Organisers say that as much as Bt55 billion could be generated from auto sales and other spending, including booth set-up. Motor Expo founder Kwanchai Paphatphong said that this year, 45,000 orders are expected to be placed for automobiles, plus another 8,000 for big bikes.

Five auto makers are showing off hi-tech concept vehicles at the Motor Expo. They include Mercedes- Benz (EQA), Mazda (Vision Coupe), MG

(E-Motion), Mini (John Cooper Works GP) and Porsche (Mission E).

More than 20 new and minor-change models are being displayed at the show, with auto companies eyeing to win a large number of customers before wrapping up their 2018 sales performance.

Auto sales are expected to pass the 1-million-unit mark this year, and many companies have been upping their sales targets as well as market projections during the second half of the year.

In terms of products, there’s a lot to see. While Audi is presenting its new A6 Avant, BMW’s highlight is on the new 8 Series while Mercedes-AMG took the opportunity to launch the CLS 53 4MATIC+.

The fight is already on in the Japanese executive car class between the new Toyota Camry and Honda Accord. While the Camry has already been officially launched for sale with pretty attractive packaging and pricing, the Accord is just being unveiled here to create customer awareness before its official launch early next year.

Nissan is the first major auto maker to officially launch an EV (electric vehicle). The much-anticipated Leaf is priced at Bt1.99 million, and it will be interesting how this futuristic model will perform in the Thai market as EV charging infrastructure is quickly growing.

Hyundai is also quick in the EV market, displaying the Kona Electric at its main stage. Local EV manufacturers like FOMM are also present, but the small size of the vehicles being offered limits them to slower driving in closed areas.

While super luxury brand Rolls-Royce is showing off its first SUV – the Cullinan, Italian supercar maker Lamborghini has also taken the same approach, pulling the wraps off the monstrous Urus (I call it Darth Vader’s SUV). Aston Martin is showing the new Vantage, McLaren is present with the 600 LT, and Porsche has introduced the new Macan that’s expect to sell very well in the luxury crossover market.

Visitors also get a chance to shop for car audio equipment with the large number of promotions being offered, along with other accessories for both cars and motorcycles.

I spent some time checking out the imitation leather jackets that come with a starting price of Bt1,000 (real ones would set you back Bt20,000), and bikers will love the large collection of apparel as well as helmets with very low prices.

There are various areas outside of Challenger Hall used for driving activities, including test drives as well as autonomous driving, safety driving and off-roading. The best time to visit the show is late morning on weekdays, when crowds are sparse and parking is easy.

Visa aims for security PAY-OFF

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30359643

Joe Cunningham, the company’s head of risk for Asia Pacific
Joe Cunningham, the company’s head of risk for Asia Pacific

Visa aims for security PAY-OFF

Tech December 01, 2018 01:00

By Asina Pornwasin
The Nation Weekend

New security standards needed to enable safer e-commerce, says credit care firm’s risk chief for Asia

PaymentS giant Visa has launched what it calls its future security roadmap for Thailand, while taking steps to keep its lead in the payment industry. Joe Cunningham, the company’s head of risk for Asia Pacific, said the future of payment lies in new kinds of experiences as a constant stream of innovations impact the relationship between cardholders and merchants.

One of the most interesting developments in payment has been the huge explosion in the kind and numbers of devices that can be used by consumers, such as mobile phones, the Internet of Things and wearables, Cunningham says.

Visa boasts over three billion cards worldwide, a figure it expects will multiply by 10 times over the next decade, even as their form increasingly shifts from a card to other payment devices, including wearables and the Internet of Things.

On the merchant’s side of the counter, Visa also foresees a mirrored explosion in the “ways to pay” as merchants and commercial enterprises join in disrupting the traditional payment system, and also traditional financial services.

The result is a very interesting time in the payment industry, Cunningham says. But the company will continue to lead the payment industry in partnership with its clients, who serve the millions of merchants around the world that accept the billions of Visa cards carried in customer wallets, along with mobile phones, every day.

“One of the most important things as we think about the future, is that Visa must maintain its focus on security,” says Cunningham. “It is one of the most important priorities of our cardholders – they need feel that they have confidence and trust in electronic payment. It is a very important part of Visa’s strategy.”

Visa has developed principles that it tries to enforce within the industry: to innovate responsibly, with all innovations based on “security by design.”

“We drive security across the payments ecosystem. We are guided by the principle of responsible innovation through optimising the balance between risk and innovation,” says Cunningham.

Visa has launched a “future of security roadmap” for Thailand, a plan that parallels similar roadmaps around the world.

“As we think about the future of payment and the number of innovations taking place in payment, we need to make sure that all stakeholders make the right investments to ensure they protect cardholders, removing any sensitive data from the payment system, and having a balance between security and convenience, between security and innovation,” says Cunningham.

“In order to do that, Visa has been working with clients in Thailand – the Thai Bankers’ Association and Bank of Thailand – to get their endorsement of the plan for the market,” says Cunningham.

Visa is undertaking four security initiatives. First is to devalue data by removing sensitive data from the ecosystem and making stolen account details useless. Second is to protect data by implementing safeguards to protect personal data as well as account details. Third is to harness data by identifying potential fraud before it occurs and to increase confidence in approving good transactions. Fourth is to empower everyone, including account holders, third-party providers and merchants, to plan an active role in securing payments.

“We intend to do those four things over the next couple of years,” says Cunningham, “creating a strategy of payment security. We want to eliminate sensitive data. The 16-digit number on the card would not be stored anywhere by the merchant, bank or payment facilitator/processor. The sensitive data in the 16-digit number would be removed and replaced by something that would be worthless if the number was stolen.”

There are two important aspects of this “transaction control,” he says – making sure that the cardholder becomes part of the solution over the long term, and giving cardholders more effective control and management over their accounts and their Visa card.

The vast of majority of Visa-card fraud in Thailand, the Asia Pacific and all around the world, now takes place on e-commerce. Because most countries around the world, but especially in Asia Pacific have implemented the EMV chip, limited fraud now takes place in the physical world. Fraud has moved to e-commerce.

“The focus of our roadmap for the future is very much on e-commerce. How to protect e-commerce and how to make sure e-commerce will be safe, continue to be convenient and secure. The best way is to make it easy for merchants and the banks to share data at the time the transaction is occurring. The aim is less fraud and a seamless transaction,” says Cunningham.

The first stage is to remind stakeholders what they need to do today, including to apply a global security standard. The time frame for the future of the security roadmap is the next three years, 2019 to 2021.

By 2019 end, all debit-card issuers will have completed the EMV chip migration. In Thailand, all debit cards will by 2019 have to include a chip. And, by end of next year, all issuers will have adopted digital transaction controls enabling cardholders to control their card usage.

By 2020, all issuers must implement the new standard for e-commerce, called 3-DS version 2.0, with effect from April 2020. All high-risk merchants, such as airlines and online travel agents, must support 3DS 2.0 from then. It will help support the rapid growth of e-commerce, increased convenience for merchants, and at the same time increased security confidence by cardholders.

The next important thing is “credential on file tokenisation”. By 2020, the acquirers must use payment gateways that support EMVCo tokens, and all new point-of-sale terminals deployed after the end of 2020 are recommended to be capable of supporting PCI point-to-point encryption.

“We want merchants to adopt this standard of token to replace sensitive data, to devalue data by removing sensitive data. It is the major piece of the roadmap,” says Cunningham.

By 2020, Visa will encourage specific large merchants to adopt the credential on file tokenisation, and by 2021 all merchants must tokenise.

For the large number of people who have never had traditional credit card and debit card products, there is a need for innovation to take place. Mobile is a very important part of that solution, with the new acceptable standards such as the QR code standard, for example, offering very inexpensive ways for merchants to accept electronic payments as compared to POS devices of the past.

The traditional debit card and credit card may not be relevant for these newcomers. They may access the storefront through mobile phones, as well as join the formal financial system.

“Our role is to facilitate the standard, making sure that innovation can continue to evolve and to offer new services and experiences delivered to these people,” he says.

“The standard and the infrastructure will go with it. We will continue to maintain a secure system, which is the important part of the innovation agenda of responsive innovation and security by design.

“We are delighted to take the lead in championing security for Thailand, making sure Thailand stays head. Thailand traditionally has a very strong reach, leading in payment security, and we are delighted that Thailand is committed to being there, and closing any gaps and to never be the weak link in payment security.

“We look forward to conversations with all partners in Thailand to make sure they do the right things to protect anybody on the ecosystem and to maintain trust in electronic payment, as it is the most important aspect of the success over time for commerce and payment.”

Home-grown platform EKO poised for EU, US expansion

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30359642

Home-grown platform EKO poised for EU, US expansion

Tech December 01, 2018 01:00

By The Nation ​Weekend

Eko, a mobile-first collaboration and communications platform for businesses, has raised a US$20 million (Bt658 million) Series B financing round led by SMDV, with participation from AirAsia’s digital investment arm, Redbeat Ventures, Gobi Partners, East Ventures and existing shareholders.

The London and Bangkok-based company has seen revenues more than triple in the past year and now counts over half a million recurring paid users across sectors including retail, hospitality, banking and other service-based industries.

This round will provide Eko with funds to further accelerate its expansion in Europe and North America.

Eko’s platform, which is currently used by hundreds of companies including leading groups such as Thanachart Bank and True Corporation, has been built to solve a growing problem for businesses that rely on mobile-first, distributed non-desk based workforces.

These companies have increasingly seen their employees create informal communication chat groups and processes using existing consumer applications, which in turn creates security, confidentiality and GDPR issues.

Eko’s solution solves this problem by providing a secure platform for employees and management to communicate and collaborate in real time. It provides users with a host of easy-to-use functionality, including communications, business process management (workflows), project management and knowledge management. It is also highly flexible, providing numerous APIs that allow for the integration of legacy systems and bots.

Since launching its sales, business and partnership operations in Europe earlier this year, the company has seen its global sales pipeline grow by more than 10 times, with the majority of client opportunities now coming from Europe and North America. Eko has established a strong partner base in Europe and is currently engaged in pilots with many of the region’s largest businesses.

Moving forward, it plans to spend funds to continue the expansion of its European and US teams with the aim of significantly increasing the company’s partner and customer base in the regions.

Korawad Chearavanont, Eko’s founder and chief executive, noted that the EU’s economy is roughly seven times larger than that of Southeast Asia’s, while that of the US is roughly the same size as Europe.

The difference in the size of the enterprise IT market is even wider as the EU and the US spend heavily on software. Thus, if Eko is to achieve the necessary scale to become a serious global player in the mobile enterprise market, continued growth in these markets is critical.

Eko’s team of over 100 is spread out among offices in Bangkok, London, Amsterdam, Berlin and New York. The latest round comes on top of $8.7 million previously raised, including an A round led by Gobi Ventures, a Seed round led by 500 Startups and a strategic investment from Itochu Corporation.