ภารกิจสุดท้ายคสช. พาชาติพ้นวังวนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533623

  • วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 09:08 น.

ภารกิจสุดท้ายคสช. พาชาติพ้นวังวนขัดแย้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นช่วงเวลาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเผชิญกับปัญหาที่เรียงรายรอบตัวถาโถมเข้าใส่ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา ตั้งแต่ประเด็นทางการเมืองตลอดไปจนถึงเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน จึงต้องติดตามว่าตลอด 2561 นี้ รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านประเทศสู่การเลือกตั้งได้อย่างราบรื่นหรือไม่

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมองว่า เรื่องต่างๆ เป็นปัญหาพื้นฐานของบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องแก้ แต่ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาได้ดีอยู่ โดยเฉพาะเอกภาพตัวรัฐบาลและสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในความสงบ แต่บางปัญหาเป็นเรื่องยากที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจทั้งหมด เพราะทำอย่างไรก็คงไม่พอใจ แต่คนกลางๆ ซึ่งมีเป็นส่วนใหญ่น่าจะพอใจในผลงานรัฐบาลระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความคุ้นชินในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ รวมถึงบรรยากาศที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ดังนั้น อยากย้ำว่ารัฐบาลต้องดำเนินการตามแผนเรื่องเลือกตั้งให้เกิดขึ้นในปลายปีเดือน พ.ย. 2561 ตามที่นายกฯ ประกาศไว้ให้ได้ และต้องรักษาความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองไปจนถึงหลังประกาศผลเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

สิ่งสำคัญฝ่ายการเมืองต้องไม่ออกมาพูดโจมตี ปลุกปั่น เหมือนอย่างที่ผ่านมา เพราะประชาชนกลางๆ ไม่ชอบ และไม่อยากเห็นสภาพการเลือกตั้งแบบเดิมอย่างที่เคยปรากฏ ทั้งนี้ รัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งให้มีความสงบ เท่าเทียม ยุติธรรม และต้องไม่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเก่าๆ มาใช้วิธีการเดิม การเลือกตั้งต้องสุจริต เที่ยงธรรม ไม่วุ่นวาย ก็จะเป็นที่ถูกใจของทุกฝ่าย บ้านเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ และเชื่อว่ารัฐบาลจะเดินไปแนวนี้

สำหรับปัญหาการประท้วงของกลุ่มเกษตรกรต่อปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่มีทุกปี ยอมรับว่ามีมาตลอดและในกรณีนี้รัฐบาลรู้ว่าสำคัญ และคงให้ความเอาใจใส่มากเต็มที่ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลออกมาดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาดังกล่าวมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้าจะทำให้ดีสุดๆ มันคงไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอก ถ้าทำให้ดีในระดับพอใจของเกษตรกรส่วนใหญ่ระดับหนึ่งเชื่อว่าทำได้

สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สะท้อนมุมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าดีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการวางโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือ 1.ไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงตลอด 3 ปีกว่าๆ ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องความสงบเรียบร้อย และเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาประเทศ

2.ทำให้ประเทศกลับมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวหลังหยุดนิ่งมากว่า 10 ปี ซึ่งถือว่ารัฐบาลทำได้ดี เช่น การวางระบบโลจิสติกส์เส้นทางรถไฟที่ใช้ทดแทนการขนส่ง หรือการพัฒนาการก่อสร้างทางถนน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี รวมถึงสะสางกฎหมายค้างเก่าที่ไม่ทันสมัยและทำให้เกิดปัญหา อาทิ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.สรรพสามิต

“รัฐบาลทำมาถูกทาง หรือพูดง่ายๆ ระยะกลาง ยาว น่าจะมีความชัดเจนมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เมื่อก่อนไม่มีตรงนี้ จึงทำให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจทีละ 5 ปี เพราะรัฐบาลเลือกตั้งมีอายุ 2-3 ปี ก็ล่มหรือยุบสภาไป แล้วออกนโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลตลอด ทำให้แผนพัฒนาประเทศไม่ต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลวางยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ส่วนระยะกลางคือ การเอากลุ่มคนรวย คนจน โดยเฉพาะคนรวยมาช่วยในเรื่องภาคประชารัฐ เพื่อให้คนชนชั้นกลางและคนชนชั้นล่างขยับขึ้นถือว่าถูกต้อง เพราะไม่สามารถทำให้คนรวยทั้งประเทศได้ แต่ภาพรวมทำให้ประเทศเดินไปได้ดั่งเช่นประเทศเจริญแล้ว

ส่วนปัญหาของเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาไทยเดินมาในทิศทางประเทศเกษตร 1.0 หรือต่ำกว่านั้น อาศัยเกษตรแบบรอฝน แล้วท้ายที่สุดเป็นการผลิตจำนวนมาก เพื่อขายให้ได้จำนวน ยังไม่ได้ผลิตเพื่อแปรรูปไปจนสุด ซึ่งเป็นหลักที่ผิดและรัฐต้องปรับตรงนี้ อาทิ การผลิตยาง แต่ไม่ได้ทำต่อยอดให้เป็นยางรถยนต์ หรือยางล้อเครื่องบิน ถุงมือยาง ซึ่งสูญเปล่าเป็นเพียงประเทศแค่รับจ้างปลูก รัฐต้องจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการประกันราคาข้าว ยาง และราคาพืชผล ซึ่งผิดหลัก วันนี้ต้องปรับ

“รัฐต้องสร้างแนวร่วมความเข้าใจในเรื่องหลักการพัฒนาต้องมีความมั่นคง แต่จะปฏิรูปได้ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเห็นเป้าหมายและร่วมมือพัฒนา ประชาชนต้องอิ่ม ถ้าไม่อิ่มก็ไม่เกิดความร่วมมือ เมื่ออิ่มแล้วประชาชนก็จะเชื่อ วันนี้ข้ออ่อนคือ ทำให้อิ่มและเชื่อ ไม่ใช่ระเบิด เพราะเมื่อเกิดวิกฤตก็ต้องมีโอกาสเสมอ รัฐบาลต้องปรับจูนตรงนี้”

ส่วนเรื่องการเมืองมองแบบเดียวกันคือ ปรับตัว ถ้าเอาการเมืองเลือกตั้งแล้วกลับไปแบบเดิม ก็อยากถามประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าไม่ แม้คนที่ออกมาเสียงดัง เช่น นักการเมือง หรือพรรคการเมืองทั้งหลาย แต่อยากให้นักการเมืองย้อนกลับไปถามประชาชนและนักธุรกิจที่เคยสนับสนุน กลุ่มคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือ กปปส. ว่าอยากกลับไปแบบเดิม ที่รัฐบาลไม่ว่าใครก็ตามแล้วอีกฝ่ายชุมนุมจะเอาหรือไม่

สมชาย ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกมาดีพอสมควร เพื่อให้ได้ สส. สว.ที่มีคุณภาพมากขึ้น แล้วให้ประชาชนเลือก แม้ขณะนี้รัฐจะยังไม่ปลดล็อก แต่ฝ่ายการเมืองต้องกลับไปทบทวนตัวเองด้วยว่าสิ่งที่ทำมาในอดีต ทำไมประเทศถึงติดกับดักความขัดแย้งตลอดเวลา กับดักทุจริตคอร์รัปชั่น สิ่งที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำคือกำลังส่งผ่านกลับสู่ประเทศประชาธิปไตยที่จะมีการเลือกตั้ง

“การส่งผ่านนั้นเป็นช่วงต้องระมัดระวัง เหมือนคนป่วยเอาเข้ามาผ่าตัดมะเร็ง รัฐบาลและ คสช.ก็ผ่าตัดเอาเชื้อโรคร้ายออกระดับหนึ่ง เมื่อคนไข้เข้ามากายภาพบำบัด เมื่อออกไปถ้ารักษาไม่ดีอาจป่วยตายได้ หรือกลับเข้ามาโรงพยาบาลอีก ดังนั้น ทำอย่างไรให้ออกไปแข็งแรง และแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นจังหวะสำคัญ และเห็นด้วยกับการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องทำก่อน”

สมชาย ย้ำว่า ปัญหาบ้านเมืองต้องไม่กลับเป็นแบบเดิม เอาคนของพรรคลงแข่งขัน อบต. อบจ. เทศบาลฯ กลายเป็นเครื่องมือของพรรคเหมือนเดิม ชาวบ้านก็ต้องเปลี่ยนการเลือก แต่ไม่ใช่ชาวบ้านอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนกฎหมาย โดยหลังปีใหม่จะทำกฎหมายท้องถิ่น 6 ฉบับ

เร่งปฏิรูปโค้งสุดท้าย ฟื้นเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533622

  • วันที่ 04 ม.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

เร่งปฏิรูปโค้งสุดท้าย ฟื้นเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปฏิรูป” เดินมาถึงโค้งสุดท้าย ก่อนที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะก้าวลงจากอำนาจ เปิดทางสู่การเลือกตั้งพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ

ทว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ความคืบหน้าของการปฏิรูป ซึ่ง คสช.หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง กลับไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง จนเริ่มปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่ฝีไม้ลายมือและความตั้งใจ

ถึงขั้นออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนจะจากไป ป้องกันไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” ตามที่เคยสัญญาเอาไว้เมื่อก้าวเข้าสู่อำนาจ

หากไล่ดูตั้งแต่ในขั้นตอนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งใช้เวลาไปปีกว่ากับการศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนตกผลึกเป็นรายงานข้อเสนอแนะที่ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ส่งให้ถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ก่อนที่ คสช.จะตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มารับไม้ต่อ นำข้อเสนอแนะที่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ ที่หลังการพ้นจากตำแหน่งของ สปท. แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นผลงานที่สามารถจับต้องได้อย่างที่สังคมคาดหวัง

หลายเรื่องที่สังคมคาดหวัง ทั้งการปฏิรูประบบการศึกษา การปฏิรูประบบสาธารณสุข การปฏิรูปตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่เห็นทิศทางความคืบหน้าชัดเจน

ถึงขั้นเกิดการปลุกกระแส “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” กลับมาอีกครั้ง เพื่อขอเวลา คสช.ทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง

แต่อีกด้านก็เกิดกระแสต่อต้านเห็นว่า ระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมายังไม่เห็นผลงาน การจะอ้างอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อขอดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าจะทำให้สำเร็จลุล่วงได้

แรงกดดันจึงย้อนกลับมายัง คสช.รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ฉุดให้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่อยู่ในช่วงขาลงจากปัญหาการบริหารงานที่ผ่านมาต้องตกต่ำลงไปอีก

นำไปสู่การเร่งแก้ปัญหาในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งเวลานี้กระบวนการปฏิรูปถูกผ่องถ่ายไปยังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2560

โดยขั้นตอนการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศเริ่มจากการให้ที่ประชุมร่วมคณะปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขการจัดทำร่างปฏิรูป จากนั้นให้คณะกรรมการแต่ละชุดไปจัดทำร่างแผนการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และส่งให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน

ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ภายใน 30 วัน เสร็จแล้วให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอร่างแผนการปฏิรูปประเทศต่อ ครม.ภายใน 30 วัน จากนั้นให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ต่อไป

ในแผนการดำเนินการปฏิรูปจะต้องกำหนดเนื้อหา บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า แผนการปฏิรูปของคณะกรรมการ 11 ด้าน จะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ที่จัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะต้องทำงานในขั้นนี้จะต้องเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2561 เพื่อการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปอย่างเป็นทางการต่อไป

ปลายไตรมาสแรกของปีนี้จึงจะน่าจะเห็นพิมพ์เขียวที่ชัดเจนของเส้นทางการปฏิรูปที่เป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด

ยิ่งหากทำออกมาได้ดีเท่าไหร่ ย่อมสามารถฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้มากเท่านั้น และทำให้เส้นทางการปฏิรูปที่จะเดินไปข้างหน้าได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในอนาคต สุดท้ายย่อมทำให้ภาพรวมการบริหารงานของประเทศกลับมาดีขึ้นตามไปด้วย

ที่สำคัญกลไกผ่านแม่น้ำ 5 สาย และอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ถือเป็นช่องทางพิเศษที่จะช่วยคลี่คลาย ฝ่าอุปสรรคทางตันปัญหาได้ง่ายกว่ารัฐบาลปกติที่มาจากการเลือกตั้ง

ในช่วงที่ คสช.ยังคงอำนาจนี้ จึงต้องเร่งเดินหน้าทำให้กระบวนการต่างๆ ขับเคลื่อนไปจนถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุดแข่งกับเวลาในอำนาจที่เริ่มต้นนับถอยหลังเรียบร้อยแล้ว

สัญญาณสอดรับกับท่าทีของ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเปิดเผยว่า การพิจารณากฎหมายของ สนช.ในปี 2561 มีเรื่องสำคัญคือการพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับที่เหลือ ซึ่งจะเป็นกฎหมายสำคัญอันนำไปสู่การเลือกตั้ง

อีกด้านหนึ่งยังมีกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญ อาทิ กฎหมายการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดไว้ชัดเจนถึงการปฏิรูปตำรวจ ถึงขั้นบัญญัติไว้ในมาตรา 260 ระบุว่า ในการปรับปรุงกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ดังนั้น ก่อนวันที่ 6 เม.ย. 2561 กระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องรีบเร่งแก้ไข จะเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง

สุดท้ายผลงานการปฏิรูปที่จะทยอยออกมาเป็นรูปเป็นร่างในช่วงเวลาต่อจากนี้ ย่อมจะทำให้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.กลับมาดีขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ความเสี่ยงของ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533476

  • วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 13:22 น.

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ความเสี่ยงของ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่ว่ากันว่าจะเป็นทั้งการเตรียมความพร้อมและเช็กกระแสในแต่ละพื้นที่ โดยเบื้องต้นหากไม่มีอะไรผิดพลาด การเลือกตั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ประมาณกลางปี 2561

ระหว่างที่กระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 5 ฉบับ ซึ่งประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องคุณสมบัติที่จะถูกปรับให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญปี 2560

ยังไม่รวมกับข้อเสนอของทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่เห็นว่าควรแก้ไขในส่วนของสมาชิก อบต. ให้ลดจำนวนสมาชิก อบต.จากหมู่บ้านละ 2 คน เหลือ 1 คน ที่จะช่วยประหยัดงบประมาณ ค่าจ้าง 4,700 ล้านบาท/ปี สมัยหนึ่ง 4 ปี เป็นเงิน 1.88 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามที่ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดี สถ. เสนอนั้นจะเห็นว่าควรเลือกตั้ง อบจ. กับ กทม.ก่อน จากนั้นค่อยเลือกตั้ง เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการ

แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะตัดสินใจเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในจังหวะเดียวกันนี้ ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและเปราะบาง

ประการแรก พื้นที่ กทม.ถือเป็นศูนย์กลางประเทศ การเปิดให้มีการเลือกตั้งแม้จะเป็นระดับท้องถิ่น แต่ย่อมหมายถึงการเปิดให้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ และผู้สมัครอิสระออกมาเคลื่อนไหวหาเสียง และจัดกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

นั่นย่อมทำให้ คสช.ต้องตัดสินใจแก้ไขคำสั่ง ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ตลอดจนเปิดกว้างให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างอิสระ ไม่เช่นนั้นย่อมจะทำให้ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะออกมาในอนาคตเป็นที่เคลือบแคลงและไม่ยอมรับในอนาคต

แต่ผลที่ตามมาอีกด้านหนึ่ง การเปิดให้กลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ย่อมอาจทำให้ คสช.ตกเป็นเป้าถูกโจมตีทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หลังบรรยากาศการเมืองที่สงบนิ่ง เพราะสะกดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาล คสช.มานาน

ยังไม่รวมกับความปั่นป่วนของกลุ่มจ้องก่อความไม่สงบที่จะใช้โอกาสนี้สร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนจนนำไปสู่สถานการณ์ความวุ่นวายรุนแรงในอนาคต

ประการที่สอง สนามเลือกตั้ง กทม.ถือเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดของสองพรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์ แชมป์เก่าที่รักษาเก้าอี้ต่อเนื่องมาหลายสมัย และเพื่อไทย ที่กำลังไล่บี้มาแบบหายใจรดต้นคอ

การหวนคืนสนามของ 2 พรรคใหญ่ รอบนี้จึงน่าจะยิ่งสร้างความร้อนแรงให้กับการเมืองหลังถูกคุมเข้มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวมานาน อันจะกลายเป็นปัจจัยที่สุ่มเสี่ยงไปถึงการเลือกตั้งในอนาคต

เมื่อเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ถือเป็นหมุดหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ 2 พรรคใหญ่ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ตัวนี้ให้ได้ อันจะหมายถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในสนามเลือกตั้งใหญ่ต่อไป

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งที่จะออกมาย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป รวมทั้งไม่ว่าพรรคใดพรรคหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะใช้อำนาจหน้าที่ ทรัพยากร แอบแฝงไปช่วย หรืออำนวยความสะดวก จนเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการหาเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติส่วนของ กทม.

ประการที่สาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ปัจจุบันถือเป็นบุคคลที่ทาง คสช.ให้ความไว้วางใจ จนได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งสำคัญตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล คสช.ได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาให้เห็น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวบุคคลซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ และไม่รู้ว่าจะขานรับแนวนโยบาย ตลอดจนสัญญาณจาก คสช.ได้มากน้อยแค่ไหน

การรักษามือไม้คนทำงานไว้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับ คสช.ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากอำนาจ จำเป็นจะต้องมีหลักประกันให้อุ่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาในอนาคต

อีกทั้งหากเกิดปัญหาใดๆ ในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรียังมีอำนาจตามคำสั่งฉบับดังกล่าวที่จะสั่งผู้ว่าฯ กทม. หรือรอง ผู้ว่าฯ กทม. ออกจากตำแหน่งได้ ในกรณี

“ได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหรือปฏิบัติการหรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควร ปฏิบัติในลักษณะที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานครหรือแก่ราชการโดยส่วนรวมหรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน”

ในมุม คสช. การเลือกเริ่มต้นจัดการตั้งท้องถิ่นในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด และค่อยไล่ไปสู่ระดับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเขตปกครองพิเศษอย่างเมืองพัทยา จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในช่วงนี้ไปพร้อมกัน

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533258

  • วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก?

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางสู่การเลือกตั้งเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า ประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมป และจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561

“ในปีหน้าเราก็จะประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยไม่มีการเลื่อนอะไรสักอย่าง พอเราประกาศการเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องมีกรรมวิธีอีก 150 วันตามกฎหมาย ประกาศเมื่อไร ก็นับไปสิ เขาก็ไม่ได้ถาม แต่ผมแสดงความเชื่อมั่นให้เขา ผมไม่ได้ปกปิดใคร ผมไม่ได้บิดเบือนดังที่ใครกล่าวอ้าง ผมก็พูดแบบนี้มาตลอด” พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติม

สอดรับกับกระบวนการต่างๆ ที่จะออกมารองรับการเลือกตั้งที่เวลานี้เริ่มเห็นความคืบหน้าไปตามกรอบเวลาที่กำหนด

เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 268 กำหนดให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 3. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้

ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสดักคอเรื่องความพยายามเลื่อนการเลือกตั้ง ผ่านการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้กลไกทุกอย่างต้องมีอันสะดุด จนทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเมื่อ สนช.ทยอยพิจารณาไล่เรียงกฎหมายไปแต่ละฉบับ

ทว่า ประเด็นใหม่ที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษคือเสียงเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. ซึ่งกำหนดพรรคการเมืองจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน 90 วัน หรือไม่เกินวันที่ 5 ม.ค. 2561

พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกให้ได้อย่างน้อย 500 คน รวมทั้งต้องจัดให้มีทุนประเดิมพรรค 1 ล้านบาท จัดประชุมแก้ข้อบังคับพรรค จัดทำคำประกาศอุดมการณ์พรรค เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสาขาพรรคและผู้แทนพรรคประจำทุกจังหวัด รวมทั้งดำเนินการชำระค่าสมาชิกพรรค ทั้งหมดต้องเสร็จไม่เกิน 180 วันหรือวันที่ 4 เม.ย.

แม้ในกฎหมายจะผ่อนปรนให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาการดำเนินการได้ แต่ตราบเท่าที่ คสช.ยังไม่เร่งเปิดให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ นั่นย่อมจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ดังจะเห็นว่าเวลานี้พรรคการเมืองเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมรอสัญญาณนกหวีดเป่าลงสนามหลังถูก แช่แข็งมานานกว่า 3 ปี ขณะที่บางกลุ่มเริ่มส่งสัญญาณเตรียมตั้งพรรคการเมืองโดยมีเป้าหมายของตัวเอง

เริ่มตั้งแต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ที่ออกมาแถลงเตรียมยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอเตรียมการจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โดยจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คล้ายกับ จาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ เลขาธิการกลุ่มกรีน ที่ระบุว่าทางกลุ่มมีการพูดคุยเรื่องตั้งพรรค ที่มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วย โดยขณะนี้มีกระแสก่อตัวการตั้งพรรคของหลายกลุ่มก้อนทางการเมืองเยอะมาก และมีแนวร่วมภาคประชาชนที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต กำลังมีแนวคิดจะตั้งพรรคได้ชวนไปคุยเพื่อร่วมอุดมการณ์ แต่ขณะนี้กลุ่มกรีนยังขอเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนจะตั้งพรรคหรือไม่นั้น เมื่อ คสช.ปลดล็อกการเมืองคงมีคำตอบที่ชัดเจน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการออกมาเคลื่อนไหวตั้งพรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีของทหาร และยังพบการขยับในหลายพื้นที่เตรียมพร้อมจะลงสนามเลือกตั้ง สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตั้ง 6 คำถาม ที่ถูกตีความว่าเป็นการเปิดหน้าหยั่งกระแสกับการก้าวสู่ถนนการเมืองหลังการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ต่อมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธว่า คสช.ไม่ได้ให้การสนับสนุนตั้งพรรคพลังชาติไทยแต่อย่างใด ส่วนแนวคิดจะตั้งพรรคหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของความจำเป็น ถ้าจำเป็นก็ต้องตั้ง ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องตั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็น

ปัญหาอยู่ที่ระบบเลือกตั้งใหม่ที่จะนำมาใช้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเอื้อให้เกิด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ทั้งในแง่ระบบเลือกตั้งที่มองว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก เด็ดขาด และเมื่อรวมกับตัวช่วยอย่าง 250 เสียงจาก สว.ที่ คสช.จะตั้งขึ้นมา ทำให้โอกาสที่พรรคการเมืองจะตกลงเลือกนายกฯ คนในเป็นไปได้ยาก

แม้ทางฝั่งพรรคการเมืองขนาดใหญ่จะเริ่มออกมาวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้งและมองเลยไปถึงสูตรการจับมือของพรรคใหญ่เพื่อสกัดนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่จากกระแสตอบรับจากทั้งแกนนำในพรรคเองและ กองเชียร์ ประเมินการจับมือของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์คงเกิดขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไประดับชาติก็คือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นตามที่ คสช.ออกมาประกาศ โดยอยู่ระหว่างการจัดแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับ และคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ในช่วงกลางปีเป็นต้นไป

ทั้งหมดนี้เป็นเส้นทางสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่ คสช.วางไว้ ส่วนผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาคอยดูกันต่อไป

วิบากกรรมนักเคลื่อนไหว สำรวจสารพัดคดีเสี่ยงคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533251

  • วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

วิบากกรรมนักเคลื่อนไหว สำรวจสารพัดคดีเสี่ยงคุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นศักราชปี 2561 ด้วยความร้อนแรงกับสารพัดคดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาจ่อรอฟังคำพิพากษา

ไล่มาตั้งแต่คดีที่สืบเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองของฝั่งต่างๆ อาทิ คดีแกนนำคนเสื้อแดงบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550

เมื่อต้นปี 2560 ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้โทษจำคุก วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ จาก 2 กระทงเหลือ 1 กระทง เหลือคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ระหว่างนี้จำเลยได้ยื่นประกันตัวในชั้นศาลฎีกาที่น่าจะรู้ผลในปีนี้ว่าสุดท้ายจะต้องรับโทษแค่ไหน

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีชุมนุมบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ศาอุทธรณ์มีคำสั่งจำคุก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สุริยะใส กตะศิลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (เดิมศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 2 ปี) ขณะนี้อยู่ระหว่างฎีกาคดี

ขณะที่คดีของ กปปส. อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งคดีฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหายจากการชุมนุมปิดดีเอสไอ ซึ่งมีพระพุทธะอิสระ พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ ชุมพล จุลใส นิติธร ล้ำเหลือ และอัญชะลี ไพรีรัก ศาลสั่งร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 2,663 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้ จะเห็นว่าปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีนักการเมืองได้รับโทษจำคุกมากเป็นประวัติการณ์ จากหลายเหตุการณ์ หลายคดี หลายความผิด ได้แก่

รายแรก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการระบายข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำหน่งทางการเมือง พิพากษาให้บุญทรงมีความผิดจากคดีทุจริตฮั้วประมูลการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 42 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในคำพิพากษาระบุว่า บุญทรง ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ให้ความเห็นชอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับบริษัท กว่างตง 1 ฉบับ ลงวันที่ 3 ก.ค. 2555 ตกลงขายข้าวขาว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1 ล้านตัน มีการขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1.3 ล้านตัน รวมเป็น 2.3 ล้านตัน ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย 5,694 ล้านบาท

ต่อเนื่องที่ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในคดีเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุก 36 ปี ไม่รอลงอาญา

คำพิพากษาระบุว่า กระบวนการดังกล่าวกระทำโดย ภูมิ บุญทรง อภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) และพวก ร่วมกันนำบริษัท กว่างตง และบริษัท ห่ายหนาน รัฐวิสาหกิจของมณฑลมาขอซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยแอบอ้างว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการเอาเปรียบแก่กรมการค้าต่างประเทศ

เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151

ส่วน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มารับฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. ท่ามกลางกระแสข่าวว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ต่อมาศาลได้เผยแพร่คำพิพากษาจำคุก ยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 5 ปี

คำพิพากษาระบุว่า แม้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา แต่หากขั้นตอนปฏิบัติมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ย่อมถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้ โดยเฉพาะเป็นการกล่าวหาจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิใช่ข้อบกพร่องหรือดำเนินนโยบายผิดพลาด

อีกทั้งตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

ขณะที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332 กรณีปราศรัยด้วยเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนกว่าหมื่นคน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552 ใส่ความทำนอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งทหารให้ไปยิงประชาชน ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง กรณีที่ จตุพร จัดปราศรัยวันที่ 11, 17 ต.ค. 2552 และมีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิลแชนเนลทำให้เข้าใจว่า อภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษจากคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เหลือจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

ในปีนี้จึงต้องจับตาบรรดาสารพัดคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

การเมืองศักราชใหม่ ทุกอย่างสุดแต่ใจ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/533143

  • วันที่ 01 ม.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

การเมืองศักราชใหม่ ทุกอย่างสุดแต่ใจ ‘บิ๊กตู่’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองเข้าสู่ศักราชใหม่อย่างเป็นทางการ มองย้อนกลับไปถึงปี 2560 ที่เพิ่งผ่านมา ถือว่าประเทศไทยเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างมากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 เป็นหลักไมล์สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

โดยเงื่อนไขสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปถึงวันเลือกตั้งอย่างร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ก็มีความ คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครบทุกฉบับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว โดยมีผลบังคับใช้แล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ขณะที่กฎหมายเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ปรากฏว่า สนช.ก็กำลังพิจารณาอย่างเข้มข้น และมีกำหนดจะลงมติให้ความเห็นชอบในช่วงปลายเดือน ม.ค.

ไม่เพียงเท่านี้ กระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ตามกฎหมายก็มีความ คืบหน้าเป็นระยะ ภายหลังคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ส่งว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน มาให้ สนช.แล้ว และ สนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและความประพฤติก่อนส่งรายงานและทำความเห็นมาให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบต่อไป

ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งกำลังขับเคลื่อนไปด้วยฟันเฟืองทางกฎหมายต่างๆ

นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งที่มีความคืบหน้าแล้ว อีกด้านหนึ่งงานด้านการปฏิรูปประเทศเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวเช่นกัน

เช่น การปฏิรูปตำรวจที่มี “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” เตรียมเสนอร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งมายัง สนช.เป็นต้น ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลตั้งขึ้นถึง 11 คณะ กำลังทยอยส่งแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมให้กับรัฐบาล

งานด้านการปฏิรูปประเทศนั้น รัฐบาลจะรวบรวมและเสนอกฎหมายเป็นชุดหรือแพ็กเกจให้กับ สนช. โดยไม่ได้ทยอยทีละฉบับเหมือน ที่ผ่านมา เพราะต้องการให้การพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับมีความเชื่อมโยงกัน เพื่อจะได้ตัดปัญหาไม่ต้องแก้ไขกันภายหลังอีก

ขณะเดียวกัน ร่างยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความสำคัญพอสมควร โดยก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว เวลานี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำเนื้อหาเพื่อส่งให้กับ ครม.ก่อนที่จะส่งให้ สนช.พิจารณา อีกทอด

โดยทั้ง “แผนปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ” รัฐบาลจะเสนอเข้า สนช.ภายใน 3 เดือนแรกของปี 2561 ทันที เพื่อให้ทันก่อนครบ 1 ปีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

รัฐบาลและ คสช.ตั้งความหวังว่าจะใช้แผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้ประชาชนได้เห็นสั่งลาก่อน ตัวเองจะลงจากอำนาจ

จากกระบวนการต่างๆ ที่ขับเคลื่อนเดินหน้าเป็นระยะๆ นี่เอง ย่อมเป็น การแสดงให้เห็นในระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในปี 2561 ได้อย่างไม่น่ากังวลเท่าไร

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งเริ่มสัญญาณบางประการที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้เหมือนที่การเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ

หนึ่งในสัญญาณที่ว่านั้น คือ การจัดทำร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. แม้ กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับไปยัง สนช.แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สนช.จะเห็นดีเห็นงามไปด้วยเสียทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังมีสมาชิก สนช.ได้อภิปรายหลายคนและมีความเห็นตรงกันว่าการใช้ระบบเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.จะทำให้มาซึ่ง สว.อย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ

สนช.ส่วนใหญ่มองว่าจะเป็นช่องให้พรรคการเมืองส่งคนของตัวเองลงมาสมัคร สว.เพื่อทำการบล็อกโหวตและนำไปสู่การให้คนของตัวเองได้เป็น สว. แม้ สว.ชุดแรกจะมาจากการเลือกจาก คสช. แต่จะมี สว. 50 คนที่ คสช.ต้องเลือกมาจากบัญชีที่ผู้สมัคร สว.ได้เลือกกัน เท่ากับว่าไม่ว่าบัญชีรายชื่อว่าที่ สว.จะมีหน้าตาอย่างไร คสช.ก็ต้องเลือกจากตรงนั้น โดยไม่มีทางเลือก

จึงไม่แปลกที่ในเวลานี้เริ่มมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า สนช.อาจมีมติคว่ำร่างกฎหมายสรรหา สว. เพื่อชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อน จนทำให้ทั้ง “พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธาน สนช.และ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. คอยแก้ข่าวกับสื่อมวลชนแบบรายวัน เพื่อยืนยันว่า สนช.ไม่ได้มีความคิดแบบนั้น

ที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างจะเดินหน้าเพื่อสู่การเลือกตั้งหรือจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะยังไม่ไว้วางใจกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตด้วยการใช้มาตรา 44 เพื่อตัดปัญหาทั้งหมด

ทั้งนี้ มีแต่เพียง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจและเป็นคนตัดสินใจว่าจะพาประเทศเดินไปทางไหน

สวยเป๊ะปัง เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ด้วยเมคอัพลุค ส่งตรงจากนิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374906

สวยเป๊ะปัง เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ด้วยเมคอัพลุค ส่งตรงจากนิวยอร์ก

สวยเป๊ะปัง เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ด้วยเมคอัพลุค ส่งตรงจากนิวยอร์ก

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Finish Look

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนเคยเป็นแบบนี้-ซื้อลิปสติกมาใหม่แต่ทำไมกลับบ้านมา เอ้า! สีแบบนี้มีแล้ว 3 แท่ง -มีพาเล็ทท์อายแชโดว์ 18 สี แต่สุดท้ายก็วนกลับไปที่สีเดิม เพลย์เซฟแต่อย่าลืมว่าการแต่งหน้าเปรียบเสมือนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนใบหน้าที่สามารถครีเอทลุคสวยด้วยสีสันได้อย่างไร้ขีดจำกัด อาร์ทิสทรี สตูดิโอ (ARTISTRY STUDIO) จากแอมเวย์ จะไม่ยอมให้สาวๆ ติดอยู่กับลุคเดิมๆอีกต่อไป เราจึงชวน แบงค์-ณัฐดนัย บุณยรัตผลินเมคอัพอาร์ทิสต์คนไทยที่ดังไกลในนิวยอร์ก มาสอนแต่งหน้าสไตล์สาวนิวยอร์กเกอร์ สวยปังตั้งแต่ทำงานตอนเช้าจนปาร์ตี้ตอนค่ำ ฉีกลุคให้สนุกไปกับสีสันจัดจ้านของเมคอัพคอลเลคชั่นอาร์ทิสทรี สตูดิโอ เอ็นวายซี เอดิชั่น (ARTISTRY STUDIO NYC EDITION) พร้อมทิปส์เด็ดเคล็ด(ไม่)ลับเทคนิคแต่งหน้าแบบฉบับมืออาชีพที่เหมือนยกสตูดิโอมาไว้ที่บ้าน

ลุคเดย์ไทม์ ง่ายๆ สบายๆ แต่แฝงไปด้วยความเปรี้ยว เสน่ห์ของการแต่งหน้าแบบนิวยอร์ก คือถ้าอยากให้ส่วนไหนเด่น ก็เน้นสีสันส่วนนั้นให้เต็มที่ ส่วนที่เหลือแต่งแค่เบาๆ เป็นเทคนิคแต่งเยอะแต่ดูน้อย เช่น ถ้าอยากทาปากแดงก็ทาให้แดงสุดๆ ไปเลยแล้วแต่งตาอ่อนๆ เคล็ดลับอยู่ที่เริ่มแต่งหน้าจากส่วนที่เราต้องการโฟกัสก่อน โดยเริ่มจากทาปากเป็นขั้นตอนแรกหลังจากเตรียมผิวเสร็จ

Artistry Studio NYC Edition

เพื่อให้เราสามารถกำหนดได้ว่าควรแต่งหน้าส่วนอื่นต่ออย่างไรไม่ให้แย่งซีนสีปาก ขั้นตอนการทาปากแบบมืออาชีพก็แสนง่าย ดังนี้ ใช้ ทินท์ ลิป บาล์ม สีซิตี้ คอรัล หรือสีแดงอมส้มทาที่ริมฝีปากล่างก่อนแล้วเม้มเบาๆ ก็จะได้ลิปที่พอดีกับริมฝีปากบน แต่ถ้าทาลิปสีเข้มห้ามลืมเขียนลิปไลเนอร์ เขียนขอบปากด้วย ทู-อิน-วัน ลิป สติ๊ก สีเชลซี คอรัล ด้านดินสอที่ขอบปากล่างตรงกลาง และอย่าลืมเขียนมุมปากเพื่อให้ริมฝีปากดูอิ่มเต็มได้รูปสวยไม่ขาดช่วง หากอยากให้ลิปติดทนกว่าเดิมก็มีเทคนิคง่ายๆ เพียงวางทิชชูบนปากแล้วใช้แปรงปัดแป้งปัดทับเบาๆ จากนั้นทาลิปซ้ำอีกครั้ง เพียงเท่านี้สีปากก็จะสวยทนตลอดวันไม่มีซีดจาง เพิ่มความสนุกด้วยการแต้มสีเมทัลลิกอีกด้านของ ทู-อิน-วัน ลิป สติ๊ก สีเชลซีคอรัล ที่กึ่งกลางปาก และรอยหยักที่ริมฝีปากบนหรือคิวปิดโบว์ เพราะเป็นจุดที่แสงตกกระทบ เพื่อให้ปากดูมีมิติมากขึ้นกว่าเคย

สำหรับดวงตาคู่สวยใช้ ทู-อิน-วัน อาย สติ๊ก สีเออร์เบิ้น ซาฟารี หรือสีน้ำตาลอ่อน ด้านดินสอทาให้ทั่วเปลือกตาแล้วเกลี่ยด้วยนิ้วเบาๆ จากนั้นใช้ด้านฟองน้ำที่เป็นเนื้อครีมลงบริเวณหัวตาเพื่อเพิ่มความแวววาว จากนั้นดัดขนตาและปัดด้วย แลช บูสติ้ง ทรี-อิน-วัน มาสคาร่า โดยบิดหมุนแปรงให้สั้นสุด ปัดขยี้ที่โคนขนตาย้ำๆเพื่อยกโคนขนตาให้งอนงาม แล้วบิดหมุนแปรงให้ยืดสุดปัดซ้ำอีกครั้งเพื่อเพิ่มความหนา และเทคนิคพิเศษฉบับมือโปร ตั้งแปรงมาสคาร่าขึ้นแล้วปัดขึ้นไปตรงๆ เพื่อให้ขนตาโดดเด้งยิ่งกว่าเดิม

แบงค์-ณัฐดนัย บุณยรัตผลิน

ลุคไนท์ไลฟ์ ปาร์ตี้สีสันจัดจ้านสู้แสงไฟที่ไม่เคยหลับใหลแบบสาวนิวยอร์กเกอร์ กลางวันไปทำงานด้วยลุคชิคๆ แล้ว กลางคืนแต่งหน้าไปปาร์ตี้ต่อ ก็ต้องจัดจ้านสู้แสงสีให้สมกับลุคสาวนิวยอร์กเกอร์ในเมืองที่ไม่เคยหลับใหลกันหน่อย ขั้นตอนก็ไม่ยากเพียงแค่แต่งตาเข้มขึ้นอีกนิด ปากแดงขึ้นอีกหน่อย ด้วย ทินท์ ลิป บาล์มสีเอ็นวายซี เบอร์รี่ หรือสีแดงก่ำอมม่วง แล้วเขียนขอบปากด้วย ทู-อิน-วันลิป สติ๊ก สีบิ๊กแอปเปิ้ล เรด โดยทำตามขั้นตอนเดียวกันกับลุคกลางวันได้เลย และเพิ่มความฉ่ำวาวด้วยลิปกลอสส์ที่กึ่งกลางปากอีกสักเล็กน้อยพอเล่นแสงไฟ

สำหรับลุคนี้สิ่งที่โดดเด่นที่สุดต้องเพิ่มความจัดจ้านให้ดวงตาด้วยสโมคกี้อาย เคล็ดลับที่ทำให้อายแชโดว์ลุคนี้คมชัดมากขึ้นก็คือการลงอายไลเนอร์สีดำเป็นเบสก่อนลงอายแชโดว์แล้วเกลี่ยให้ฟุ้ง จากนั้นใช้ ทู-อิน-วัน อาย สติ๊ก สีไทรบีคาทีล หรือสีเขียวอมฟ้าเมทัลลิก ด้านดินสอทาทับให้ทั่วเปลือกตาแล้วเกลี่ยให้ขอบฟุ้งเข้ากัน ซึ่งการที่ลงเบสสีดำไว้ก่อนหน้านี้จะช่วยขับให้ประกายเมทัลลิก คมชัดและมีมิติขึ้นนั่นเอง และอย่าลืมเขียนขอบตาล่างด้วยสีเดียวกัน จบขั้นตอนสุดท้ายด้วยการแตะเนื้อครีมด้านหัวฟองน้ำที่บริเวณหัวตาเพื่อเพิ่มความแวววาวและเก็บรายละเอียดด้วยการปัดแป้งฝุ่นเบาๆ ใต้ตา เพียงเท่านี้ก็ได้ดวงตาโฉบเฉี่ยวพร้อมปาร์ตี้ต่อแล้ว

ติดตามความสนุกในการสร้างลุคสวยโดดเด่นด้วย อาร์ทิสทรี สตูดิโอ เอ็นวายซี เอดิชั่น ได้ที่ http://www.facebook.com/artistry thailand และทางอินสตาแกรม @artistrythailandofficial

เฟ้นหาสุดยอดค็อกเทลเชิดชูความเป็นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374910

เฟ้นหาสุดยอดค็อกเทลเชิดชูความเป็นไทย

เฟ้นหาสุดยอดค็อกเทลเชิดชูความเป็นไทย

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สรรศิริ ยอดเมืองเจริญ และคณะกรรมการตัดสิน ยินดีกับ 2 มิกโซโลจิสต์ที่ชนะเลิศ

Mekhong (แม่โขง) ประกาศผลสุดยอดค็อกเทลสัญชาติไทยจากวัตถุดิบพื้นบ้านและสุราไทยชั้นดี ถ่ายทอดเรื่องราวความภูมิใจแห่งสยามประเทศ “รินคำลำโขง” จาก Pullman Bangkok King Power และ “นวล” จาก TEP BAR จะได้ไปเสิร์ฟในงานประกาศรางวัลระดับโลกที่คนในวงการร้านอาหารทุกคนต่างรอคอยMICHELIN Guide Thailand 2019 Star Revelation and Gala Dinner ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้

สรรศิริ ยอดเมืองเจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดสุรา บริษัทไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่าแม่โขง ได้ริเริ่มจัดแคมเปญ MekhongThai Spirit Cocktails ขึ้นในปี พ.ศ.2560เพื่อเฟ้นหาสุดยอดค็อกเทลสัญชาติไทยในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเสนอเอกลักษณ์ของสุราไทยและส่วนผสมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในเวทีโลก แคมเปญที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยเราได้คัดเลือกค็อกเทลสัญชาติไทยอย่าง “ขุนศึก” จากร้านบ้านสุริยาศัย และ “ทอง” จากร้านเทพฯ บาร์ เป็นตัวแทนเครื่องดื่มค็อกเทลเสิร์ฟในงานประกาศรางวัลระดับโลกที่คนในวงการร้านอาหารทุกคนต่างรอคอยอย่าง MICHELIN Guide Bangkok 2018 Award Ceremony and Gala Dinner

วัชระ วโรดม มิกโซโลจิสต์จากร้าน TEP BAR

“สืบเนื่องจากความสำเร็จของแคมเปญในปีที่ผ่านมา แม่โขงต้องการเดินหน้าผลักดันให้ค็อกเทลสัญชาติไทยได้เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้างมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดแคมเปญ Mekhong Thai Spirit Cocktails 2018 ขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยความพิเศษของแคมเปญในปีนี้คือ การให้ความสำคัญกับการนำวัตถุดิบท้องถิ่น หรือ local ingredients มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ค็อกเทลไทยร่วมกับสุราแม่โขง เชิดชูรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของวัตถุดิบของไทยและสร้างสรรค์ค็อกเทลที่ไม่สามารถหาได้ที่ใดในโลก นอกจากนั้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับมิกโซโลจิสต์ชาวไทยที่มีความสามารถ เราได้ขยายแคมเปญไปทั่วประเทศ จนสามารถคัดสรรค็อกเทลไทยทั้งหมด 11 ชนิด จากร้าน 11 แห่ง นำเสนอเรื่องราวและเสน่ห์ของความเป็นไทยในหลากหลายมิติ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย ค็อกเทลแต่ละแก้วมีรสชาติและเรื่องราวที่โดดเด่นไม่ซ้ำกัน โดยจะคัดเลือกให้เหลือเพียง 2 ชนิดเพื่อเสิร์ฟในงานประกาศรางวัล MICHELIN Guide Thailand 2019 Star Revelation and Gala Dinner ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้”

ค็อกเทล “นวล”

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา แม่โขงได้เชิญชวนคนไทยร่วมกันให้คะแนนค็อกเทลที่ตนเองชื่นชอบจากทั้ง 11 ร้านดังผ่านทางเฟซบุ๊คของแม่โขงและมาจากการตัดสินของคณะกรรมการ โดย 2 สุดยอดค็อกเทลที่ชนะการตัดสินในปีนี้ ได้แก่ “รินคำลำโขง” จาก Pullman Bangkok King Power และ “นวล” จาก TEP BAR จะได้ไปเสิร์ฟภายในงาน MICHELIN Guide Thailand 2019 Star Revelation and Gala Dinner นับเป็นโอกาสอันดีของค็อกเทลไทยและมิกโซโลจิสต์ชาวไทย ที่จะได้แสดงผลงานของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ต่อบุคคลที่เป็นผู้นำในวงการอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลก

เอกชัย คงศรี มิกโซโลจิสต์จาก Pullman Bangkok King Power

เอกชัย คงศรี มิกโซโลจิสต์จาก Pullman Bangkok King Power ผู้รังสรรค์ค็อกเทล “รินคำลำโขง” กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ค็อกเทลแก้วนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของสุราแม่โขง นั่นก็คือลำน้ำโขงที่ไหลไปหล่อเลี้ยงมากมายหลายชีวิตให้เจริญเติบโตและงอกงาม กระทั่งก่อให้เกิดพืชพรรณสมุนไพรต่างๆ ในจุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน เริ่มจุดแรกที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยได้นำเอาชาขึ้นชื่อซึ่งประกอบไปด้วยข่า ตะไคร้ ใบเตย มาผสมลงไปเพื่อสื่อถึงจุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่านจุดแรกในประเทศไทย ต่อมาที่จังหวัดเลย ในจุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ก่อให้เกิดมะขามหวานเมืองเลย ซึ่งมีรสชาติดีเยี่ยม ผ่านไปจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย ก่อให้เกิดกล้วยเบรกแตกของดีระดับห้าดาวประจำจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดนี้มาผสมเข้าด้วยกันทำให้ได้รสชาติที่แตกต่าง สื่อถึงความเจริญงอกงามเมื่อแม่น้ำโขงไหลผ่านไปยังจุดนั้นๆ

ค็อกเทล “รินคำลำโขง”

ส่วน วัชระ วโรดม มิกโซโลจิสต์จากร้าน TEP BAR ซึ่งเป็นร้านที่คว้าชัยชนะต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 กล่าวว่า “นวล” คือสีของเมล็ดข้าวที่สีแล้วจนนวลพร้อม หล่อเลี้ยงชีวิตชาวไทยมากว่า 5,000 ปี ค็อกเทล “นวล” จึงได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการใช้ส่วนผสมของ น้ำข้าวขาวดอกมะลิ พันธุ์ 105 พันธุ์พระราชทาน เป็นสายพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม เข้ากันได้ดีกับ “แม่โขง” The Spirit of Thailand ที่มีปลายข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบ ทำให้สัมผัสแรกมีความหอมละมุนลิ้นจากน้ำนมข้าวที่ได้จากเมล็ดข้าวที่จะต้องเก็บเกี่ยวในช่วงหลังจากดอกข้าวจะร่วง มีความหวานที่ปลายลิ้นจากน้ำหญ้าหวานซึ่งมีความหวานจากธรรมชาติรสเปรี้ยวบางๆ จากน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอมมะลิสูตรลับของครัวเทพบาร์ และยังมีความหอมอร่อยของข้าวเกรียบว่าวและข้าวตังสูตรชาววัง ที่เคลือบบนปากแก้วให้ได้สัมผัสรสของข้าวที่ต่างบริบทกัน

ทั้ง 11 มิกโซโลจิสต์ จาก 11 ร้านดังที่เข้าผ่านเข้ารอบสุดท้าย

สานรัก ปันสุข สู่ป่าชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374911

สานรัก ปันสุข สู่ป่าชุมชน

สานรัก ปันสุข สู่ป่าชุมชน

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาและสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SPBT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชั้นนำในเครือเป๊ปซี่โค อาทิ เครื่องดื่มเป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่น-อัพ ชาพร้อมดื่มลิปตัน เครื่องดื่มเกลือแร่เกเตอเรด และเครื่องดื่มอควาฟิน่า นำโดย จรณชัย ศัลยพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ จัดกิจกรรม “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค: สานรัก ปันสุข” นำทีมพนักงานจิตอาสา 40 ชีวิต ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มพื้นที่สีเขียวป่าชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คุ้งบางกระเจ้า ด้วยการปลูกป่าและเพาะพันธุ์ต้นกล้า ณ สวนป่าเกดน้อมเกล้า สวนป่าชุมชนเมืองตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในโครงการ Helping Hands ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมตามนโยบาย “มิซุ โตะ อิคิรุ หรือ การอยู่ร่วมกับน้ำ” และ“Performance with Purpose” โดยพนักงานจิตอาสาได้ร่วมกันปลูกป่าต้นพังกาหัวสุม และต้นพิลังกาสา จำนวน 250 ต้น และเพาะพันธุ์ต้นกล้าจำนวน279 ต้น เพื่ออนุรักษ์สวนป่าเกดน้อมเกล้า สวนป่าชุมชนเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและห้องเรียนธรรมชาติของทั้งนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานครซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

ดอกแก้วกัลยา เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374912

ดอกแก้วกัลยา เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ

ดอกแก้วกัลยา เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ขอเชิญชวนร่วมสนับสนุนซื้อ“ดอกแก้วกัลยา” ดอกไม้ประดิษฐ์ที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม เพื่อเป็นดอกไม้แห่งสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ จัดจำหน่ายโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 5-8 พฤศจิกายน 2561 ณ บริเวณด้านหน้าทางเข้าศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ชั้น 1 โซน 1 เพื่อนำรายได้ไปดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพคนพิการในองค์กรและคนพิการ
ทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากพลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ให้เกียรติเยี่ยมชมจุดจำหน่ายดอกแก้วกัลยา ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11.00 น. โดยมี คุณสุฐิตา โชติจุฬางกูร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บมจ.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ต้อนรับ