สคช. ผนึก สอศ. ปั้นเยาวชนสู่อาชีพในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363242

สคช. ผนึก สอศ. ปั้นเยาวชนสู่อาชีพในอนาคต

สคช. ผนึก สอศ. ปั้นเยาวชนสู่อาชีพในอนาคต

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล สคช.จับมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ“ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อการพัฒนาสมรรถนะสู่การทำงานในศตวรรษที่ 21” ชี้อนาคตการศึกษาไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานวิชาชีพเทียบชั้นสากล รับการเติบโตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  แนะต้องมีกระบวนการเรียนรู้แนวใหม่ เรียนทั้งในและนอกสถานที่ โดยใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน  พัฒนาเยาวชนเข้าสู่หลักสูตรพรีเมียม

จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสำนักรักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหารคุณวุฒิวิชาชีพ 4 สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ สคช. เปิดเผยว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อการพัฒนาสมรรถนะสู่การทำงานในศตวรรษที่ 21” ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักของในการพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ นอกเหนือจากการพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการในประเทศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันในระดับเวทีสากล โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC สคช.ได้มุ่งเน้นการทำงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในก้าวสู่ไทยแลนด์  4.0 โดยมีแผนการพัฒนาวิชาชีพจำนวน 310,000 คน รวมถึงได้จัดทำมาตรฐานอาชีพครอบคลุมไปใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมา สคช.ได้มีการจัดทำคุณวุฒิวิชาชีพไปแล้ว 49 สาขาวิชาชีพ 493 อาชีพ จากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาทั้งหมด 72 สาขาวิชาชีพ  700 อาชีพ ซึ่งคาดว่าในปี 2564 จะดำเนินการแล้วเสร็จ

จุลลดา มีจุล 

ด้าน ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. กล่าวว่า การก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เป็นเรื่องของผลิตคนให้สอดคล้องกับความต้องการของคุณสมบัติวิชาชีพของผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันยังมีช่องว่างระหว่างการศึกษากับความต้องการของผู้ประกอบการ ที่กำลังคนที่จบการศึกษามีสมรรถนะไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ดังนั้น สอศ. มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงคุณวุฒิการศึกษากับมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“เป้าหมายของการพัฒนาอาชีวศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เพื่อยกระดับบุคลากรในระดับอาชีวศึกษาที่มีสมรรถนะความรู้ในด้านทักษะและความสามารถในการประยุกต์ใช้ และความรับผิดชอบเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล  ดังนั้น จึงต้องพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และการจัดการการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับคุณวุฒิวิชาชีพของภาคผู้ประกอบการ มีการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อต่อยอดหลักสูตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการแลกเปลี่ยนทั้งครู นักศึกษาเพื่อเรียนและฝึกทักษะ รวมถึง ส่งนักเรียนนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และพัฒนาต่อยอดหลักสูตรที่ตอบสนอง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ตามที่ สคช.ได้ดำเนินการจัดทำอยู่ในปัจจุบันและนำไปใช้ในการขับเคลื่อนทั้งครูและนักเรียน นักศึกษาของอาชีวศึกษาต่อไปในอนาคต”

PICHITA เผยโฉมคอลเลคชั่นล่าสุด Pre-Fall’18 ‘Flows of Bangkok’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363229

PICHITA เผยโฉมคอลเลคชั่นล่าสุด   Pre-Fall’18 ‘Flows of Bangkok’

PICHITA เผยโฉมคอลเลคชั่นล่าสุด Pre-Fall’18 ‘Flows of Bangkok’

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PICHITA (พิจิตรา)กับลูกสาว ธีมา รักษะจิตร ทายาทสาวผู้สร้างสรรค์คอลเลคชั่น Pre-Fall’18 ’Flows of Bangkok

เป็นการตอกย้ำความนิยมอย่างต่อเนื่องในแบรนด์แฟชั่นไทยระดับตำนานที่ดังไกลระดับโลกอย่าง PICHITA (พิจิตรา) และยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จบนเส้นทางนักออกแบบรุ่นใหม่ สำหรับ แป้งจี่-ธีมารักษะจิตร ทายาทสาวคนเก่งของ เจี๊ยบ-พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่อวดฝีมือการออกแบบเสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์สำหรับหนุ่ม-สาวยุคใหม่สุดอินเทรนด์และหลงใหลในกลิ่นอายความมีสไตล์ โดยได้จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Pre-Fall 2018 ภายใต้แนวคิด “Flowsof Bangkok” อย่างเป็นทางการครั้งแรก ในรูปแบบPop-Up สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ศิวิไล สโตร์ (SIWILAIStore) ชั้น 5 เซ็น ทรัล เอ็มบาสซี่ โดยบรรยากาศในงานเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่มีบรรดาแขกผู้มีเกียรติและเซเลบริตี้ อาทิ ม.ล.ภาวิณี สันติศิริ, ลาวัลย์ กันชาติ,วินิตตา ก้องธรนินทร์, ไขศรี เนื่องสิกขาเพียร,จิรัฐิติกาล อิศรางกูร ณ อยุธยา, ยุพาพร บุญเกตุ, บรม พิจารณ์จิตร,วิสาขา, หงสนันทน์, เจษฎ์สุดา บัวเลิศ, ศีกัญญา ศักดิเดชภานุพันธุ์, อัครรัฐ วรรณรัตน์, จิตติมา วรรธนะสิน,แดน เหตระกูล, แพรดาว พานิชสมัย, พิตต้า ณ พัทลุง,อัญชิสา-สรัย-ธนวลัย วัชรพล, ยงวรี งามเกษม, ชลัช ปุณยาฤทธิ์ มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง

วินิตตา ก้องธรนินทร์ และ บรม พิจารณ์จิตร ร่วมยินดี

คอลเลคชั่น Pre-fall 2018 ‘Flows of Bangkok นั้นต่อเนื่องมาจากคอลเลคชั่นที่ผ่านมา “La MaisonPichita” ซึ่งคอลเลคชั่นนี้เป็นแคปซูลคอลเลคชั่นที่ผสมผสานฝีมือของเจ้าของแบรนด์ และในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ เจี๊ยบ-พิจิตรา และลูกสาว แป้งจี่-ธีมาทำหน้าที่ผู้ช่วย เป็นการบอกเล่าเรื่องราวและการแสดงมุมมองที่มีต่อบ้านเกิดของผู้ก่อตั้งแบรนด์ นั่นก็คือ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ในเรื่องการผสมผสานทางวัฒนธรรม สินค้าคุณภาพ และรสชาติที่หลากหลาย ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าสนใจ และเป็นเมืองแห่งการค้าขายและการคมนาคมสมัยใหม่ ในอดีตการเดินทางในกรุงเทพฯ นั้นอาศัยเรือ และชีวิตผู้คนผูกพันอยู่กับแม่น้ำลำคลอง และในทุกวันนี้กรุงเทพฯ ก็ยังมีกลิ่นอายของสมัยเก่าผสมผสานอยู่กับสิ่งใหม่ๆ ในคอลเลคชั่นนี้ การออกแบบต้องการสื่อถึงความงามอันเรียบง่ายของธุรกิจอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และความงามเหนือกาลเวลาของเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ ผสมผสานดีไซน์แบบชุดทำงาน ศิลปะการถ่าย ภาพและลายพิมพ์ พร้อมจะพาคุณเดินทางไปบนเส้นทางอันหรูหราของกรุงเทพฯ ผสมผสานโลกเก่าและโลกใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งยังสื่อถึงตำนานแห่งสไตล์งานฝีมือ และคุณค่าที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น จากแม่สู่ลูกและหลาน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพที่เหนือระดับฝีมือชั้นสูง และความเชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้าโอ๊ตกูตูร์ คอลเลคชั่นนี้นำเสนอสินค้าหลากหลายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับทั้งของผู้ชายและผู้หญิง ในสไตล์คลาสสิกผ่านมุมมองที่ทันสมัย ผสมผสานวัสดุ สีสัน และรูปทรงที่หลากหลาย เป็นการสะท้อนไลฟ์สไตล์และรสนิยมของครอบครัวนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ “เรียบง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ เรียบง่าย”

ม.ล.ภาวินี สันติศิริ, วิสาขา หงสนันทน์

ทั้งนี้ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ เกิดที่กรุงเทพฯ เป็นลูกสาวของอดีตช่างตัดเสื้อชื่อดัง อ.ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ผู้มีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นในประเทศไทย ด้วยห้องเสื้อระพีและโรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี โดยพิจิตราได้ดำเนินธุรกิจของครอบครัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 และลูกสาวทั้งสองคน ธีมา และฑาทิม รักษะจิตรได้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศในสาขาธุรกิจศิลปะดีไซน์และแฟชั่น ทั้งสองได้นำมุมมองใหม่ๆ และแนวทางการทำธุรกิจใหม่ๆ มาสู่ Atelier Pichita

ฑาทิม รักษะจิตร และลูกชายวัยน่ารัก

ฑาทิม รักษะจิตร และลูกชายวัยน่ารัก

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ท่ามกลางแขกเหรื่อร่วมงาน มี ไขศรี เนื่องสิกขาเพียร, 
ยุพาพร บุญเกตุ, เจษฎ์สุดา บัวเลิศ, ธนวลัย-อัญชิสา วัชรพล, ลาวัลย์ กันชาติ และ ภัทรภร วรรณภิญโญ

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ท่ามกลางแขกเหรื่อร่วมงาน มี ไขศรี เนื่องสิกขาเพียร, ยุพาพร บุญเกตุ, เจษฎ์สุดา บัวเลิศ, ธนวลัย-อัญชิสา วัชรพล, ลาวัลย์ กันชาติ และ ภัทรภร วรรณภิญโญ

ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค, เบลล์ เบญจรงคกุล,
สรัย วัชรพล และ ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค

ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค, เบลล์ เบญจรงคกุล, สรัย วัชรพล และ ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค
เสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์

เสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์

เครื่องประดับคอลเลคชั่น
Pre-Fall’18 ‘Flows of Bangkok

กระเป๋าสุดเก๋ตามคอนเซ็ปต์ “Flows of Bangkok”

เครื่องประดับคอลเลคชั่น Pre-Fall’18 ‘Flows of Bangkok กระเป๋าสุดเก๋ตามคอนเซ็ปต์ “Flows of Bangkok”

ชวนชมนิทรรศการ ‘รากศิลปะไทยจากศตวรรษสู่ศตวรรษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363228

ชวนชมนิทรรศการ ‘รากศิลปะไทยจากศตวรรษสู่ศตวรรษ’

ชวนชมนิทรรศการ ‘รากศิลปะไทยจากศตวรรษสู่ศตวรรษ’

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หีบพระธรรมคัมภีร์ ราวสมัย ร.4

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ ในโครงการส่งเสริมศิลปะไทย จัดนิทรรศการศิลปะ “รากศิลปะไทยจากศตวรรษสู่ศตวรรษ” ในผลงานสะสมของ เสริมคุณ คุณาวงศ์นิทรรศการชุดนี้สะท้อนให้เห็นเส้นทางของงานศิลปกรรมไทยประเพณี ที่เกิดจากการผสมผสานศิลปะ สถาปัตยกรรมประติมากรรม จิตรกรรมและงานช่างไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-ล้านนา-สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ขณะเดียวกันก็รับความงดงามของอารยธรรมอื่นเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย และเริ่มมีผลงานไทยประเพณีที่ใช้เทคนิคการสร้างงานศิลปะแบบตะวันตกในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 นิทรรศการในครั้งนี้ นำเสนอผลงานไทยประเพณีตั้งแต่โบราณวัตถุ จนถึงศิลปะร่วมสมัย ผลงานของช่างและศิลปินไทยประเพณีชั้นนำ อาทิ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต,วัลลภิศร์ สดประเสริฐ, อ.หทัย บุนนาค, อ.เฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ และ เหม เวชกร เป็นต้น รวมไปถึงครูช่างจากสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ภาพเขียนไทย ปี 2544 (สมปอง อัครวงษ์ และคณะ)

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ และเป็นนักสะสมเจ้าของผลงานศิลปะในคอลเลคชั่นที่จัดแสดงในครั้งนี้ เผยว่า ผลงานที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานสะสมของผมและบุตรสาว (เหมือนฝันสิริกรณ์ คุณาวงศ์ และ วาดฝัน คุณาวงศ์) ชื่นชอบผลงานศิลปะไทยประเพณีมาเป็นเวลานานกว่า 15 ปี เริ่มค้นหางานสะสมมาตั้งแต่ก่อนที่จะก่อตั้งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2547 เริ่มสนใจงานที่เป็นVisual Art อื่นๆ เช่น งานจิตรกรรม แล้วก็เชื่อมโยงมาถึงงานฝีมือแบบไทยประเพณีทุกประเภท งานฝีมือแบบไทยประเพณีของเราสะท้อนออกมาในรูปแบบงานโบราณวัตถุ หรือชื้นงานที่มีอายุเก่าแก่อีกด้วย การค้นหางานสะสมเป็นการค้นหาที่เต็มไปด้วย Passion และสนุกมากที่ได้เสพสุนทรียภาพที่แตกต่างกัน ทั้งงานประติมากรรมสมัยใหม่, งานจิตรกรรมแบบร่วมสมัย ตลอดจนงานที่เป็นงานช่างสิบหมู่ต่างๆ ได้แก่ โต๊ะ, ตู้,ตั๋ง, เตียง และศีรษะโขนรวมไปถึงเครื่องเคลือบสมัยสุโขทัย, ถ้วยโถโอชาม งานเบญจรงค์สมัยอยุธยา และหีบพระธรรมคัมภีร์ ที่มีลายแบบฝรั่ง ซึ่งคาดว่าเป็นผลงานในราวสมัยรัชกาลที่ 4

พฤกษาสวรรค์ ปี 2527 (เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์)

ภายในนิทรรศการรวมคอลเลคชั่นงานไทยประเพณีตั้งแต่โบราณวัตถุจนถึงศิลปะร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน จัดแสดงทั้งหมด 37 ผลงาน ทั้งงานจิตรกรรม, ประติมากรรม, หัวโขน, หุ่นหลวง ผู้ชมจะได้รับรู้ถึงเส้นทางของงานศิลปะไทยที่สืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนา และยุคทองของอาณาจักรไทยในสมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เชื่อมโยงแหล่งอารยธรรมสำคัญหลายแหล่งในโลก ทั้งจากชมพูทวีปและจากฝั่งตะวันตก จะเห็นว่าเส้นทางของงานศิลปะไทย ประเพณี ได้สร้างเอกลักษณ์ของงานในแต่ละยุคสมัย และเริ่มมีการเปิดรับเอาความงดงามของอารยธรรมอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงาน มีการนำเสนอเรื่องราวของความเป็นไทย ใช้เทคนิคการสร้างงานศิลปะแบบตะวันตก ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งนี้ คอลเลคชั่นที่นำมาจัดแสดง เรียงลำดับเรื่องราว มาจากเครื่องเคลือบสมัยสุโขทัย, เบญจรงค์อยุธยา ตั๋งอายุราวสมัยรัชกาลที่ 4,หีบพระธรรมคัมภีร์ เขียนเป็นรูปชาวต่างชาติในยุคต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงงานของ เหม เวชกร ซึ่ง อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต ก็เคยพูดถึงว่า เหม เวชกร เป็นหนึ่งในงานที่อาจารย์ดูมาตั้งแต่เด็กๆ และเชื่อว่าศิลปินในยุค อ.ศิลป์พีระศรี และศิษย์ของ อ.ศิลป์ ทุกคน ต้องได้รับอิทธิพลจาก เหม เวชกร เพราะท่านเป็นศิลปินกลุ่มแรกๆ ที่นำเอาเรื่องไทยมาเขียนแบบเทคนิคฝรั่ง ถึงเวลาจะเปลี่ยนไปสังคมจะยอมรับศิลปะแบบตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ งานไทยประเพณี และเส้นสายแบบไทย ถูกจำกัดอยู่ในโบสถ์ในวัด ขณะที่ศิลปะและสไตล์แบบตะวันตก ได้ครอบคลุมไปทั่วสังคมไทยในทุกมิติ เชื่อว่างานไทยประเพณีหลากหลายประเภทก็ยังเป็นที่โหยหาของผู้คน

นิทรรศการ “รากศิลปะไทยจากศตวรรษสู่ศตวรรษ” ตั้งใจจะเป็นกำลังเล็กๆ ในการนำเสนอความยิ่งใหญ่ของศิลปะไทยประเพณี ให้คนไทยได้ตระหนักและให้นักท่องเที่ยวที่ได้ผ่านไปชมที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้เห็นตัวอย่างแบบไทยประเพณีแท้ๆ ว่ามีความงดงาม และเป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้ศิลปะของชาติใดในโลก จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-4 พฤศจิกายน 2561 ที่ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-0883888 ต่อ 1303 และ 1314

โปรมูสิกาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กผ่านศิลปะการแสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363246

โปรมูสิกาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กผ่านศิลปะการแสดง

โปรมูสิกาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กผ่านศิลปะการแสดง

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน

รูปแบบการแสดงสุดพิเศษ พิเศษสุดบนเวทีคอนเสิร์ต ที่ปลูกความคิดสร้างสรรค์ เปิดโลกวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ผ่านศิลปะการแสดง นี่คือทางเลือกใหม่สำหรับทั้งเยาวชนและผู้ปกครองที่กำลังมองหาประสบการณ์สร้างสรรค์ ซึ่งมอบความเพลิดเพลิน สนุกสนาน และจุดประกายความคิด รวมทั้งยังเป็นการใช้เวลากระชับความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย

โดยในครั้งนี้โปรมูสิกานำเสนอผลงานดนตรีมหัศจรรย์ บทเพลงนิทานสำหรับเด็กๆ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก อาทิเพลง “ปีเตอร์กับหมาป่า” ประพันธ์โดยคีตกวีเอกชาวรัสเซีย Sergei Prokofiev
บทเพลงชิ้นนี้แต่งขึ้นเพื่อแนะนำเด็กๆ ให้คุ้นเคยกับเครื่องดนตรีต่างๆ ของวงออเคสตร้า ตัวละครแต่ละตัวจะมีเสียงของตนเอง ซึ่งบรรเลงโดยเครื่องดนตรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของเจ้าหนูปีเตอร์ คุณปู่ นกน้อยแสนร่าเริง เจ้าเป็ดอ้วน คุณแมวจอมซน หมาป่าน่าสะพรึงกลัว ตามด้วยนายพรานถือปืนยาวที่น่าเกรงขาม บรรเลงโดยกลุ่มเครื่องสาย เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ปี่นานาชนิดแตรทองเหลือง และหมู่กลองชุดใหญ่

เด็กหญิงเธย่า สวารีย์ เตชะเจริญอนันต์ 

เนื้อเรื่องของปีเตอร์กับหมาป่าจะบอกเล่าเรื่องราววัยเด็กที่สดใสและกล้าหาญปีเตอร์ผจญภัยออกจากบ้านของเขาสู่ผืนป่าธรรมชาติ เด็กๆ จะตื่นเต้นจนแทบจะไม่หายใจ เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าหมาป่าตัวร้ายโผล่ออกมาจากป่า เรื่องราวที่ชวนให้เด็กๆ ตื่นเต้น เร้าใจ ร่วมลุ้นไปกับปีเตอร์ จะถูกนำเสนอผ่านเสียงเพลงอันไพเราะ ผลงานชิ้นเอกของคีตกวีเอก Sergei Prokofiev จะกลับมาโลดแล่นมีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีโอกาสได้ฟังกัน

ทั้งนี้ วาทยกรชาวอังกฤษ เลโอ ฟิลลิปส์ จะนำวงดนตรีโปรมูสิกาบรรเลงร่วมกับวงเครื่องลมสวัสดี และนักเปียโนเยาวชนมากความสามารถ เด็กหญิงเธย่า สวารีย์ เตชะเจริญอนันต์ และพิเศษสุดๆในครั้งนี้ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน จะมาทำหน้าที่เล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษสลับกันในการแสดง) ครูเล็กจะเนรมิตโทนเสียงของตัวเอง แทนตัวละครทุกๆ ตัวในเรื่อง ทั้งในบทบาทของปีเตอร์หมาป่า คุณปู่ ไปจนถึงเสียงสัตว์ต่างๆ เรียกว่าการแสดงชุดนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน คอนเฟิร์มความสนุกสนานในวันสุดสัปดาห์สำหรับเด็กๆ และครอบครัว ในวันเสาร์ที่ 29 และวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน วันละ 2 รอบ เวลา 14.00 น. และ 18.00 น. ที่ CREATIVE INDUSTRIES ชั้นสอง อาคารเอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรี (ระหว่างซอยเอกมัยและทองหล่อ)

เลโอ ฟิลลิปส์

ผู้สนใจซื้อตั๋วเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้บัตรราคา 600 บาท และ 300 บาท สำหรับนักเรียนนักศึกษา เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบเข้าชมฟรี สำรองบัตรได้ที่หมายเลขโทรศัพท์086-3002081 หรืออี-เมล์ creativeindustriesbkk @gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.promusicabkk.com

เปิดตัว ‘คัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง’ แอพพลิเคชั่นสำหรับคนรักผ้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363254

เปิดตัว ‘คัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง’  แอพพลิเคชั่นสำหรับคนรักผ้าไทย

เปิดตัว ‘คัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง’ แอพพลิเคชั่นสำหรับคนรักผ้าไทย

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการผู้จัดทำโครงการ พร้อมด้วย ยุวเรตศรุตานนท์, กรุณา วัจนะพุกกะ, อุราวรรณ อุ่นแก้ว รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ, ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ, ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, ชนินธิดา จันทรุเบกษา, ปวีญลักษณ์ ลิมปิชาติ

ยกระดับผ้าไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น เมื่ออุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการจัดทำโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ ด้วยการเปิดตัว “คัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง”(Color ID Labeling) แอพพลิเคชั่นสำหรับคนรักผ้าไทยที่เปรียบเสมือนแคตตาล็อกรวบรวมความงดงามของผ้าไทยทอมือย้อมสีธรรมชาติอันประณีตบรรจงมาให้คนไทยได้สัมผัสความงดงามของผ้าไทยกันได้ง่ายขึ้น โดยในงานยังได้มีการจัดนิทรรศการ ผ้าไทยที่คัดสรรฝีมือจากเหล่าช่างชั้นครู พร้อมชมเสื้อผ้าดีไซน์พิเศษในคอลเลคชั่น “กลีบใบ เฮือไฟ (เรือไฟ) สายน้ำ” (Blue voyage and Passage of Petals) ที่นำความงดงามทางธรรมชาติมาผสมผสานกับอัตลักษณ์ของผ้าไทยได้ อย่างงดงาม ในค่ำคืนที่ผ่านมา ที่ร้าน QUAINT ซอยสุขุมวิท 61

“คัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง” (Color ID Labeling) แอพพลิเคชั่นที่รวบรวมความงดงาม ของผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ ของคนไทยจากแหล่งที่ดีที่สุดจำนวน 20 แห่ง จาก 6 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เทคนิคการวิเคราะห์ค่าสีที่ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการได้นำมาใช้จำแนกเอกลักษณ์ของกลุ่มทอผ้า จากเฉดสีของผ้าที่มีความแตกต่างกันตามวัตถุดิบทางธรรมชาติที่ช่างแต่ละกลุ่มได้เลือกใช้ในการย้อม ประกอบกับเทคโนโลยี QR Code และ AR Code ที่สามารถแสดงถึงกระบวนการผลิตทั้งในรูปแบบของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว เผื่อให้เหล่าคนรักผ้าไทยได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตการทอผ้าไทยได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังตอบโจทย์การทำงานของเหล่านักดีไซน์ยุคใหม่ที่ต้องการแหล่งผลิตผ้าไทยย้อมสีธรรมชาติคุณภาพดี

แฟชั่นโชว์ผ้าไทย “กลีบใบ เฮือไฟ (เรือไฟ) สายน้ำ”

อุมาพร สุขม่วง เผยถึงแนวคิดหลักในการจัดงานครั้งนี้ ว่า “เราต้องการยกระดับผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนที่ชื่นชอบผ้าไทยมากขึ้น รวมถึงกลุ่มดีไซเนอร์ที่ต้องการใช้ผ้าไทยในการออกแบบเสื้อผ้า ก็เลยเป็นที่มาของโครงการนี้ที่ได้รวบรวมแหล่งผลิตผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติที่ดีที่สุดเอาไว้ด้วยกันบนแอพพลิเคชั่นคัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง ซึ่งแหล่งผลิตผ้าแต่ละแห่งจะมีจุดเด่นการทอผ้าและย้อมสีที่แตกต่างกัน เราจึงได้ใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ค่าสีเพื่อกำหนดเฉดสีออกมาในรูปแบบรหัสตัวเลขที่เป็นสากล ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการอ่านค่าสีให้กับผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ใช้แอพฯสามารถเลือกเฉดสีผ้าที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น และยังสามารถสั่งผลิตกับทีมช่างได้โดยตรงจากข้อมูลแหล่งผลิตภายในแอพฯ โดยเราหวังว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบผ้าไทย และสามารถเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการผ้าทอในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้”

โดยแหล่งผลิตผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติที่ถูกนำมาจัดเป็นนิทรรศการ ภายในงานนั้นมีทั้งหมดจาก 6 จังหวัดด้วยกัน ประกอบไปด้วยจังหวัดสกลนคร โดยมี กลุ่มทอผ้าภูไทรุณณี, กลุ่มทอผ้าบ้านเหล่าใหญ่, กลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนหมู่ 8, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนย้อมครามบ้านเชิงดอย, กลุ่มสตรีทอผ้าชุมชนที่ 2 แม่ทองสิริ, กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านหนองครอง, กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านนาขาม, กลุ่มทอผ้าสีธรรมชาติบ้านพันนา และกลุ่มทอผ้ากี่กระตุกบ้านนางัว ถัดมาที่จังหวัดนครพนมประกอบไปด้วยศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านนาคอย และกลุ่มสตรีทอผ้าฝ้ายบ้านโคกสะอาดต่อมาที่จังหวัดมุกดาหาร ประกอบไปด้วย กลุ่มแม่เวียงบ้านคำอาฮวน, กลุ่มทอผ้าทอมือบ้านคุณย่าและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าไหมบ้านภู จังหวัดต่อมาสุรินทร์ ประกอบไปด้วย กลุ่มมัดหมี่โฮลโบราณย้อมสีธรรมชาติ, กลุ่มทอผ้าไหมสีธรรมชาติบ้านดู่ และกลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านระงอล ต่อมากับจังหวัดชัยภูมิ ที่ประกอบไปด้วย วิสาหกิจชุมชนทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง และกลุ่มเลี้ยงไหมตำบลบ้านเขว้า ปิดท้ายที่ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์ จากจังหวัดบุรีรัมย์

และอีกหนึ่งไฮไลท์ภายในงานนั่นก็คือแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าที่ออกแบบ ขึ้นโดยดีไซเนอร์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้ผ้าไทย ณัฏฐิญาณ์ สุขสถาน ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์แห่งแบรนด์ “นาดีนเจดีน” (NadynJadyn) ในเสื้อผ้าคอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “กลีบใบ เฮือไฟ(เรือไฟ) สายน้ำ” (Blue voyage and Passageof Petals) ที่ได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจากความงดงามของสายน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ซึ่งเปรียบเสมือนวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นที่ทุกคนต่างช่วยกันอนุรักษ์ความงดงามของสายน้ำเอาไว้ ประกอบกับประเพณีเรือไฟอันมีชื่อเสียงในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงกลีบของดอกไม้ ใบไม้ และแก่นไม้นานาพรรณ ที่เป็นวัตถุดิบธรรมชาติในการย้อมสีผ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ถูกนำมาร้อยเรียงให้เกิดเป็นเสื้อผ้าดีไซน์ พิเศษที่นำเสนอถึงอัตลักษณ์ความงดงามของผ้าไทยได้อย่างวิจิตรบรรจง โดยใช้ไอเดียการออกแบบชุดที่ผสมผสานรูปทรงเรขาคณิตและการจับจีบซ้อนของเนื้อผ้า ที่แสดงถึงความสวยงามของกลีบดอกไม้และการไหลของสายน้ำ รวมถึงการใช้ผ้าพลิ้วอย่างผ้าสไบเข้ามาช่วยเสริมความโดดเด่นของคอลเลคชั่นนี้

พบกับมิติใหม่ที่ช่วยยกระดับผ้าไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้นบนแอพพลิเคชั่น “คัลเลอร์ ไอดี เลเบลลิ่ง”(Color ID Labeling) ที่สามารถดาวน์โหลดได้บน APPSTORE และ PLAY STORE พร้อมกันได้แล้ววันนี้

บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363251

บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ…เพื่อนมนุษย์ด้วยการบริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย โดยศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน ตลอดปี 2561 ณ ลานกิจกรรม Cumpus ชั้น 3 ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ ประชาชน และลูกค้าทั่วไป ที่มีความประสงค์บริจาคโลหิต มีความสะดวกในการเดินทางมากยิ่งขึ้นประกอบกับในปัจจุบันเกิดวิกฤติ ภาวะการขาดแคลนโลหิต ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งจากการประสบอุบัติเหตุ และเจ็บป่วย จากโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย จากปัญหาดังกล่าว ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย,ธนาคารเลือด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ได้เล็งเห็นความสำคัญจึงจัดตั้งโครงการ บริจาคโลหิตเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี เพื่อบรรเทาภาวะการขาดแคลนโลหิต สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิต ต้องมีน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป และเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ มากกว่า 6 ชั่วโมง สตรีต้องไม่อยู่ในภาวะเป็นประจำเดือน หรือระหว่างตั้งครรภ์ สำหรับผู้ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ต้องงดก่อนให้บริจาคอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

ผู้สนใจ ร่วมบริจาคโลหิต ได้ทุกวันอาทิตย์ ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือนตลอดปี 2561 ณ ลานกิจกรรม Cumpus ชั้น 3 ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

เคทีซีพาน้องๆ เรียนรู้การเงินการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363234

เคทีซีพาน้องๆ เรียนรู้การเงินการลงทุน

เคทีซีพาน้องๆ เรียนรู้การเงินการลงทุน

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เคทีซีพาน้องๆ โครงการ KTC LEARN & EARN เปิดโลกทัศน์นอกห้องเรียน ภายใต้กิจกรรม “Digital #Me” ครั้งที่ 2 ตอน เทคโนโลยีกับการสร้างรายได้

นางสาวพจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ-ทรัพยากรบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม“Digital #Me” ครั้งที่ 2 ตอน เทคโนโลยีกับการสร้างรายได้ นำนิสิต นักศึกษาฝึกงาน โครงการ “KTC LEARN & EARN” เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แหล่งเรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุนที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยปัญหาทางการเงิน พร้อมทดลองเล่นเกมจำลองซื้อขายหุ้น โดยมี นางสาวเดือนเพ็ญ จันทร์ศิริศรีผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้การเงินขั้นพื้นฐาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้อนรับ

นอกจากนี้น้องๆ ในโครงการ ยังได้รับฟังกลยุทธ์การลงทุนและวิธีการออมให้เงินงอกเงย จากบริษัท ฟินโนมีนา จำกัด โดย นายสักกพล ตั้งสงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ผู้อยู่ในวงการลงทุนมากว่า 10 ปี และ นางสาวภวิกา กาญจนธำมรงค์ ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กเพจ Get Wealth Soon ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ นายกฤตติณห์ ทัพไทย นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “กิจกรรมนี้ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีวางแผนทางการเงิน รู้จักวิธีการเก็บเงินอย่างถูกวิธี ทั้งการลงทุนในตลาดทุนและการออมเงินในกองทุนรวมต่างๆ เพื่อใช้ดูแลตนเอง ครอบครัว และเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในวัยเกษียณ รวมถึงได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย”

ทดแทนโปรตีนจากสัตว์ ด้วยโปรตีนดีๆ จากพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363214

ทดแทนโปรตีนจากสัตว์ ด้วยโปรตีนดีๆ จากพืช

ทดแทนโปรตีนจากสัตว์ ด้วยโปรตีนดีๆ จากพืช

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองกันมากขึ้น เห็นได้จากการที่หลายๆ คน เริ่มที่จะเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่าง Clean Food และ Raw Food รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น การรับประทานมังสวิรัติกันเป็นประจำ

ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก https://lifecenterthailand.wordpress.com เผยข้อมูลว่า การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ดังกล่าว ทำให้โปรตีนจากพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมร่างกาย และใช้เป็นพลังงานเมื่อถึงคราวจำเป็น

ทั้งนี้ แหล่งโปรตีนดีๆ จากพืชที่ให้ประโยชน์กับร่างกายเรา ประกอบด้วย อะโวคาโด มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลต่ำ ทว่าอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเช่น กรดไขมันชนิดที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมทั้งมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน E สารแอนตี้ออกซิแดนท์ แร่ธาตุต่างๆ อย่าง โซเดียม โพแทสเซียม และโฟเลต ที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์รวมทั้งเด็กอ่อนอีกด้วยค่ะ

มะพร้าว ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และช่วยให้พลังงานกับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้มะพร้าวยังมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน C วิตามิน B กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก รวมทั้งไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนที่มีราคาย่อมเยาว์ แต่อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทานแล้วอิ่มท้องทั้งยังให้พลังงาน และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

ถั่วดำ คุณสมบัติพิเศษของถั่วดำที่หลายๆ คนต้องติดใจก็คือ สามารถช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% ถั่วดำอุดมไปด้วยสารลดความอ้วน และสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังมีคุณค่าทางอาหารจากวิตามิน B12 วิตามิน B9 กรดโฟลิก รวมทั้งธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า จึงเหมาะกับผู้เป็นโรคโลหิตจางเป็นพิเศษ

ลูกบัว ธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีโปรตีนมากกว่าข้าวถึง 3 เท่า เป็นแหล่งรวมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่าง วิตามิน A วิตามิน C วิตามิน E เกลือแร่ และฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงประสาท บำรุงไต และบำรุง สมอง

ข้าวกล้อง ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง แถมยังมีโปรตีนอยู่ด้วย การรับประทานข้าวกล้องมีประโยชน์ทั้งในเรื่องของคุณค่าทางอาหาร และระบบการขับถ่าย ข้าวโอ๊ต มีโปรตีนน้อยกว่า 3% แต่มีเบต้ากลูแคน ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างแมงกานีส และเซเลเนียม

กีนัว (Quinoa) อีกหนึ่งธัญพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ ที่ในปัจจุบันมีคนนิยมนำมารับประทานกันมากขึ้น โดยสามารถนำไปทำขนมปังแทนแป้งสาลี หรือจะนำมาทำเมนูอร่อยๆ อย่างพาสต้า หรือแป้งประกอบอาหารต่างๆ ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ในระยะยาวโดยไม่มีการรับสารอาหารประเภทโปรตีนจากแหล่งอาหารอื่นอาจมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารในการสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อ่อนเพลียง่าย รวมทั้งอาจทำให้ขาดแคลเซียมจนทำให้กระดูกบาง เปราะ ดังนั้น ใครที่หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ อย่าลืมเลือกรับประทานพืชผักที่อุดมไปด้วยโปรตีน เพื่อเติมพลังงานให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง ไม่อ่อนแอ รวมทั้งรับประทานแหล่งแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น งาดำ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย

อยากสร้างคลังความรู้กลางของชาติ”ณริช ผลานุรักษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/356988

อยากสร้างคลังความรู้กลางของชาติ”ณริช ผลานุรักษา”

คนในข่าว  :  31 ธ.ค. 2561
ตลาดความคดรุ่นใหม่การเมือง,ณริช ผลานุรักษา,พลังประชารัฐ

คอลัมน์…   ตลาดความคด..รุ่นใหม่การเมือง

“พปชร.” หวังว่าจะปักธงใน กทม.ให้ได้ และคัดคนรุ่นใหม่ลงให้ชาวเมืองหลวงกาแต้มเพื่อให้ได้สิทธิเป็น ส.ส.

พลังประชารัฐจึงมีทั้งคนการเมืองรุ่นใหญ่ และคนหน้าใหม่แกะห่อจากหลากวงการเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่แต่ละฝ่ายขาดไป

วันนี้จึงเห็นคนรุ่นใหม่ของพรรคน้องใหม่ตระเวนไปเก็บข้อมูลและสิ่งที่ชาวบ้านอยากให้เมืองไทยเดินหน้าไปในทิศทางใด…ท่ามกลางการแข่งขันโชว์วิชั่นของแต่ละพรรคที่ขายไอเดียต่อสังคม

“บอน” ณริช ผลานุรักษา ที่มีความเชี่ยวชาญหลากด้าน เช่น สถาปัตย์ ผังเมือง มัณฑนศิลป์ รวมทั้งยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ฯลฯ ขอโอกาสคนกรุงให้ไปทำให้หน้าที่ในสีเสื้อ พปชร.

“มองว่าเมืองไทยในวันนี้ โลกเดินหน้าไปมาก เราต้องดูแลการศึกษาของเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัยและประถมศึกษา เพราะผลวิจัยระบุว่าการลงทุนดูแลเด็กปฐมวัยเป็นต้นมาคุ้มค่าและเป็นอนาคตของประเทศ ต้องปลูกฝังการเรียนรู้เชิงรุกในตัวเด็ก โดยครูจะเพิ่มบทบาทในการเป็นผู้แนะนำและรับฟัง”

“ผมอยากให้แนวคิด “ประเทศไทยห้องเรียนเดียว” เกิดขึ้น เพื่อให้รองรับและเชื่อมโยงแบ่งปันข้อมูลให้เยาวชนทั่วประเทศ ทำลายกำแพงปิดกั้นการเรียนรู้ คือมี ”คลังความรู้กลางของชาติ” ที่บรรจุความรู้จากทุกมุมโลกที่มีความถูกต้องมาให้พวกเขาได้เรียนรู้ รวมทั้งผู้ใหญ่ก็สามารถใช้งานคลังความรู้นี้ได้ เพราะโลกวันนี้ไปไกล เราอย่าตกกระแส”

หากเราลงทุนสร้างอนาคตทางการศึกษาตรงนี้ได้ ประเทศและประชาชนของเราจะเดินหน้าได้ยั่งยืน เมืองไทยก้าวหน้าสู้กับชาติต่างๆ ได้ เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าทุกวัน บ้านเมืองก็เปลี่ยนทุกวัน เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ของเราให้พร้อมไปทุกด้าน

บอนบอกว่า “เมื่อได้โอกาสร่วมงานกับพลังประชารัฐ ได้ลงพื้นที่สำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพื่อสร้างเยาวชนให้มีจิตสำนึกต่อบ้านเมืองด้วย”

สุไพรพล ช่วยชู “พช.”ชูจุดขายความหลากหลายทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/357120

สุไพรพล ช่วยชู “พช.”ชูจุดขายความหลากหลายทางเพศ

คนในข่าว  :  28 ธ.ค. 2561
ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,เพื่อชาติ,สุไพรพล ช่วยชู

คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เพื่อชาติ” พรรคที่เเตกตัวมาจากเพื่อไทยตามกติกาของกฎหมายที่มิต้องการให้บางพรรคเติบโตเเละเเข็งเเรงเกินไป

ข้อด้อยกลับเป็นข้อดีที่ทำให้หลายพรรคได้เปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่ขายเเนวคิดเเละเสนอตัวให้สังคมเลือกของใหม่

“สุไพรพล ช่วยชู” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ คนรุ่นใหม่พรรคเพื่อชาติ ลงสนามการเมืองครั้งเเรกพร้อมขายนโยบายการยอมรับความหลากหลายทางเพศของพรรคที่จะใช้ขอเสียงขาวบ้านทั่วประเทศ

ป๊อป มองว่า “LGBTQ ย่อมาจาก L : เลสเบี้ยน หญิงรักหญิง G : เกย์ ชายรักชาย B : ไบเซ็กชวล กลุ่มที่เป็นผู้ชายมีครอบครัวมีภรรยาแล้ว และมีความสัมพันธ์กับชายด้วยกัน T : Transsexual คือกลุ่มสาวประเภทสอง ได้รับการแปลงเพศเป็นเพศหญิงแล้ว Q : Queer มีลักษณะเฉพาะทางเพศ มีความรักและความสัมพันธ์ในทุกเพศ ต่อไปคงจะมีกลุ่มอื่นๆ แยกเยอะขึ้นอีก”

“สังคมไทยเราเปิดรับในเรื่องแบบนี้มาบ้าง แต่ในแง่สังคม การเมือง และศาสนา ยังมีการกีดกันในสิทธิเสรีภาพ เช่น การสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การยกมรดกให้กันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือการช่วยเหลือเรื่องเลี้ยงดูบุตร การให้อำนาจคู่สมรสในการยินยอมให้รักษาพยาบาล ต่างๆ หรือแม้แต่การประกันชีวิตที่ยังมีอุปสรรคทางข้อกฎหมายมากมาย จะเห็นว่าพ.ร.บ.คู่ชีวิตที่เสนอกันขึ้นมายังไม่อนุญาตให้สามารถรับมรดกกันได้ ยังไม่สามารถให้ความยินยอมในการรักษาพยาบาลกันได้ ถือเป็นร่างกฎหมายที่ยังไม่ผ่านและยังใช้ไม่ได้”

“พรรคเพื่อชาติจะดำเนินการผลักดันให้เกิดนิติบุคคลเพื่อให้เป็นโครงสร้างระดับชาติ รองรับประเด็นปัญหาและบุคคลในกลุ่ม LGBTQ เพื่อให้สามารถรวมตัวกันศึกษาหาความรู้ได้ มีงบประมาณในการให้ศึกษาหาความรู้ในกลุ่ม LGBTQ ได้ สร้างความเข้าใจ ลดอคติระหว่างกันในสังคม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด”

“กลุ่ม LGBTQ มีส่วนสำคัญในนโยบายของพรรค ถือเป็นพี่น้องประชาชนเหมือนกัน ผลักดันครอบครัวเปิดใจและเข้าใจ ให้ได้มีพื้นที่ทางสังคม ไม่เกิดปัญหาแปลกแยกทางสังคม และปลดภาระที่แบกบนบ่าให้หมดไปในแง่ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน”

รอดูว่าสังคมจะให้โอกาสป๊อปหรือไม่…