‘Café Leitz by Pacamara’ ฮับแห่งใหม่ ของคนรักไลก้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363519

‘Café Leitz by Pacamara’  ฮับแห่งใหม่ ของคนรักไลก้า

‘Café Leitz by Pacamara’ ฮับแห่งใหม่ ของคนรักไลก้า

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ภาพถ่ายจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความทรงจำ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ ดนัย สรไกรกิติกูลกรรมการผู้จัดการบริษัท เอลิส ไพรเวต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย “ไลก้า” แบรนด์กล้องลักชัวรี่ระดับโลก จึงจัดงานเปิดร้าน“Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า)ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า แห่งที่ 2 ของโลก เพื่อเปิดโอกาสให้คนรักไลก้าและคนชื่นชอบการถ่ายภาพได้มาแชร์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์การถ่ายภาพ และฟังก์ชั่นสุดล้ำจากไลก้าที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนจากผู้เชี่ยวชาญของ “ไลก้า” (Leica) โดยเฉพาะ ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก มร.เจโรม โอซาโน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอินส ไลท์ซจำกัด เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ ที่ต่างพร้อมใจกันมาอัพเดทไลฟ์สไตล์คาเฟ่สุดชิค

นอกจากนี้ภายในงานยังพบกับคอลเลคชั่นเสื้อ T-Shirtลิมิเต็ด เอดิชั่น ราคาตัวละ 1,800 บาท ที่สกรีนผลงานศิลปะการออกแบบฝีมือของ อาร์ติสท์รุ่นใหม่ 4 ท่าน ได้แก่ กันตภณ เมธีกุล นักวาดภาพอิสระ, อคิน กาญจนโภคิน นักวาดภาพอิสระ, สปัญญ์ อินทวงษ์ นักวาดภาพอิสระ และ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ ช่างภาพแห่งสตูดิโอ Sixtysix Visual ที่ร่วมดีไซน์เพื่องานนี้โดยเฉพาะณ คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า ชั้น M (เอ็ม) ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์เมื่อเร็วๆ นี้

ดนัย สรไกรกิติกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอลิส ไพรเวต จำกัด กล่าวว่า “ร้าน Café Leitz by Pacamara ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า ผสมผสานความรื่นรมย์ของชีวิตคนรุ่นใหม่ใจกลางเมืองไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ อาหาร กาแฟ และมิตรภาพ รวมไว้ในที่เดียว บนพื้นที่ 214 ตารางเมตร ชั้น M ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น คุมโทนด้วยสีหลักอย่าง สีดำ สีขาว สีเทา และสีน้ำตาล ให้อารมณ์โคซี่ รีแล็กซ์และเป็นกันเอง ภายใต้แนวคิด “Well to Do Well to Live” ซึ่งคาเฟ่ ไลท์ซ ได้ Pacamara (พาคามาร่า) ผู้นำด้านธุรกิจร้านกาแฟสัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานจากนานาชาติมากว่า 17 ปี มาดูแลในส่วนของเครื่องดื่มและอาหารที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษให้แฟนๆ ไลก้าและคนที่รักการถ่ายภาพได้สัมผัสประสบการณ์แบบไลก้าในทุกประสาทสัมผัส ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส อย่างแท้จริง พร้อมมีบริการให้ทดลองใช้กล้องไลก้าจากการสัมผัสผ่านประสบการณ์ตรง นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่การทำเวิร์กช็อปการถ่ายภาพและมีนิทรรศการแสดงภาพถ่ายผลงานศิลปินหน้าใหม่ที่น่าจับตามองจาก ของ Leica Akademie (ไลก้า อะคาเดมี)ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

สำหรับเมนูไฮไลท์ห้ามพลาด ได้แก่ Soft-Shell CrabAvocado (ซอฟท์-เชลล์ แคร็บ อโวคาโด) ปูนิ่มทอดกรอบรับประทานคู่กับอโวคาโดโดยปรุงรสหอมมัน เเละไข่ดาวน้ำ ซอสที่ให้รสชาติเผ็ด หวาน มัน อย่างศรีราชา ครีมฮอลลันเดสบาลานซ์เข้ากัน เเต่โดดเด่นไม่มีใครเหมือน, E-San Pasta (อีสานพาสต้า) เมนูที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย-อีสานให้เข้ากับเสน่ห์ของอาหารอิตาเลียนอย่างเส้นพาสต้าปรุงตามเเบบฉบับอิตาลีที่เรียกว่า Al Dente หมายถึง ไม่เละ ไม่สุก ได้อย่างลงตัว กลิ่นหอมของเครื่องเทศสูตรเฉพาะที่หมักพร้อมกับปลาร้า ยกระดับความเป็นไทยสู่นานาชาติ, Crab Curry Pasta (แคร็บ เคอร์รี่ พาสต้า) ด้วยเเรงบันดาลใจที่ได้จากขนมจีนเเกงปูของภาคใต้ เกิดเป็นพาสต้าเเกงปูแสนกลมกล่อมที่ได้ลองแล้วต้องติดใจ เป็นต้น

ส่วนของเมนูกาแฟและเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน คือ Drip: Ethiopia – Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43กาเเฟสายพันธุ์กอรี เกชา (Gori Geisha) จาก เอธิโอเปีย ลอตที่ 43จากแหล่งกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของโลก, Snow Cold Brew เครื่องดื่มเย็น รสชาติหวานมันด้วยบาริสต้า มิลค์ (Barista Milk) ที่ทำให้เป็นเกล็ดน้ำแข็ง เย็นชื่นใจ เพิ่มเทคเจอร์ด้วยกาแฟเยลลี่ ราดท็อปด้วยกาเเฟคลาสสิก โคลด์ บริว (Classic Cold Brew) กลมกล่อมด้วยรสชาติของกาแฟ หวานมันจากนม และได้รสชาติแฝงคล้ายคาราเมลในตอนท้าย, Radiance Booster เครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นด้วย น้ำส้ม, ส้มโอพันธุ์พลอยชมพู, สับปะรด และมะนาว ที่ไม่ใช่เเค่เพียงได้รสชาติหวานอมเปรี้ยวตามเเบบฉบับของผลไม้รสเปรี้ยวเเบบไทยๆ เเต่ยังได้ความหอมหวานจากส้มโอพันธุ์พลอยชมพู ที่ช่วยบาลานซ์โทนที่เปรี้ยวใด้อย่างลงตัว

ร้าน “Café Leitz by Pacamara” ตั้งอยู่บริเวณชั้น M อาคาร The Helix Quartier (เดอะ เฮลิกซ์ ควอเทียร์) ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.

ชวนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนไทลื้อ เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363518

ชวนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนไทลื้อ เชียงใหม่

ชวนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนไทลื้อ เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมมุ่งสร้างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และต่อยอดการพัฒนามรดกภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นสู่การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน เพื่อก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ในความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

ก่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศหนึ่งในนั้น คือ ชุมชนไทลื้อบ้านเมืองลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนมีบรรพบุรุษมาจากเมืองสิบสองปันนา โดยมีหลักฐานที่เสื้อบ้านหรือหลักใจกลางบ้าน ได้จารึกชื่อวัน เดือน ปี ที่สร้างหมู่บ้านไว้ที่ฐานของเสื้อบ้านว่า“สร้างบ้านเมื่อ วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.1932” ในชุมชนมีวัดศรีมุงเมือง เป็นแหล่งรวมจิตใจของคนในชุมชน สันนิษฐานได้ว่าคนไทลื้อเมืองลวงเหนือได้อพยพจากดินแดนสิบสองปันนาเข้ามาอยู่ล้านนาในหลายๆ ช่วงเวลา อาจจะด้วยเหตุลี้ภัยสงคราม อาจจะตามเสด็จพระเจ้าแสนเมืองมากับพระชายามาล้านนา อาจจะมาตามหาญาติพี่น้องที่ล่วงหน้ามาก่อนนี้ และอาจจะมาเพื่อหาที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ก็เป็นไปได้

เสน่ห์ชุมชนเช่น นามสกุล จะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “บ” จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหมู่บ้าน และวัดสร้างศรัทธามหาชน คนไทลื้อเมืองลวงเหนือยึดมั่นและเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตมีความผูกพันและให้ความสำคัญต่อวัดเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่วัดมีงานบุญ ผู้เฒ่าผู้แก่ทุกหลังคาเรือนจะชวนลูกหลานออกจากบ้านไปร่วมงานบุญที่วัด แม้ความเจริญต่างๆ จะเข้ามาในชุมชนแห่งนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยขาดหายไปจากชุมชน คือ “การปากลื้อ” หรือการใช้ภาษาลื้อ เป็นความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ที่แน่นแฟ้น การแต่งกายงามตามแบบไตลื้อ เพื่อไปงานต่างๆ ของวัดและของหมู่บ้าน

ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ชาวบ้านจะประกอบพิธีทำบุญเสื้อบ้านให้เทวดาที่รักษาหมู่บ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข และต้องแวะไปเที่ยววัดศรีมุงเมือง สักการะ“พระธาตุเจดีย์พีสีพิศาลมงคล” เยือนบ้านเฮือนปอกระดาษสา ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน มีบ้านตุ๊กตาไม้นายโถให้แวะเที่ยว ก่อนไปชมผ้าทอไทลื้อ และไปที่ศูนย์การศึกษาภูมิปัญญาไทยไทลื้อบ้านใบบุญ

ส่วนอาหารคือข้าวแคบ เป็นอาหารขบเคี้ยวของคนไทลื้อที่สามารถนำมารับประทานกับข้าวได้ ชมการปรุทะลุลายลื้อลงบนถุงย่าม เที่ยวนับได้ว่าเป็นอีกชุมชนชาติพันธุ์ที่มีเสน่ห์ เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนด้วยน้ำใจไมตรี ท่ามกลางความเรียบง่ายอันเป็นเอกลักษณ์ แล้วอย่างนี้จะพลาด…ได้อย่างไร

สอบถามข้อมูลการเดินทางร้อยตรีณัฐนัยวิฑิตใบสุขันธ์ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวไตลื้อบ้านเมืองลวงเหนือ โทร.081-9520177

LIFE & HEALTH : ใช้ยาผิดๆอันตรายกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363507

LIFE&HEALTH : ใช้ยาผิดๆอันตรายกว่าที่คิด

LIFE&HEALTH : ใช้ยาผิดๆอันตรายกว่าที่คิด

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ยาจะเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่ช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพได้ แต่ด้วยยาทุกตัวมีทั้งคุณและโทษควบคู่กันดังนั้นการใช้ยาแต่ละชนิดจึงต้องรู้จักวิธีการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ที่สำคัญควรอ่านฉลากยาให้เข้าใจว่าเป็นยาสำหรับโรคอะไร มีระยะเวลาและปริมาณในการใช้เท่าไร ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ หรือโดยไม่จำเป็น มิฉะนั้นอาจได้โรคใหม่จากการใช้ยา หรือทำให้ต้องรักษาเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุดแก้ปวด แก้อักเสบบ่อยๆ เกินความจำเป็น จะทำให้กระเพาะทะลุได้หรือการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น จนเชื้อดื้อยา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเกิดอันตรายได้

ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมาโยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม ฝ่ายวิชาการ ได้แนะนำว่า ยามีหลายชนิด ให้ระวังยาที่มี “ชื่อพ้อง มองคล้าย” กล่าวคือมียาหลายชนิดที่มีลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบเม็ดยา สียา ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แต่มีสรรพคุณแตกต่างกัน หรือแม้แต่ชื่อยาที่ออกเสียงคล้ายคลึงกันก็มีไม่น้อย การบ่งชี้ด้วยสายตาหรือฟังการออกเสียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงที่อาจได้รับยาผิดชนิดได้ หรือยาที่ใช้รักษาอาการหรือโรคเดียวกัน ก็ยังมีหลายชนิด หลายขนาดความแรงของยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตมีเป็นสิบๆ ชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ซึ่งยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะหรือมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยอีกราย

ดังนั้นการที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงหากไม่ได้รับยาต่อเนื่อง เพราะถ้าผู้ป่วยไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แต่บอกเพียงแค่สรรพคุณยาที่ได้รับอยู่ได้ว่ารักษาอาการอะไร เช่น ยาลดน้ำตาล ยาลดความโลหิตสูง ยาแก้หอบ ยากันชัก เป็นต้น ซึ่งยาที่รักษาโรคดังกล่าวมีอยู่หลายตัวมาก แพทย์เองก็ไม่แน่ใจว่าปกติผู้ป่วยใช้ยาชื่ออะไร จึงเป็นความยากลำบากทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้การรักษา การได้รับยาจึงไม่ต่อเนื่อง หรือต้องให้ยาชนิดใหม่และต้องมีการปรับขนาดยาใหม่อีก ซึ่งอาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.กนกพรนิวัฒนนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงตัวอย่างของปัญหายาตีกันในผู้ป่วยสูงอายุที่อาจพบได้ เช่น การใช้ยาลดไขมันซิมวาสแตติน ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น ซิมเม็กซ์ เบสแตตินถ้าได้รับร่วมกับยาลดไขมันอีกชนิดหนึ่ง ชื่อ เจมไฟโบรซิล ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น โลปิดไฮดิล อาจทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงและเกิดผลเสียต่อไตได้ นอกจากนี้ยาลดไขมัน ซิมวาสแตติน ยังตีกันกับยาอื่นได้อีก เช่น ยาฆ่าเชื้อกลุ่มอีริโทรมัยซิน ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานที่ชื่อ อิตราโคนาโซล ยาลดอาการอักเสบของเก๊าท์ที่ ชื่อ คอลชิซิน ทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงเช่นเดียวกับเจมไฟโบรซิล ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาซิมวาสแตตินและยาลดไขมันกลุ่มเดียวกันนี้ ต้องระมัดระวังโอกาสเกิดยาตีกันกับยาอื่น

เพื่อความปลอดภัย อ่านฉลากให้เข้าใจ ทุกครั้งก่อนใช้ยา

ฉลากยาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการใช้ยาตามแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยจึงต้องให้ความใส่ใจต่อข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากยา 5 อย่าง ประกอบด้วย

1) ชื่อผู้ป่วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นยาของเราหรือไม่

2) ชื่อสามัญทางยา เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้ป่วย และระหว่างผู้ให้การรักษาด้วยกันเอง ผู้ป่วยอาจจำชื่อยาไม่ได้ ก็ขอให้เภสัชกรช่วยจดหรือบันทึกให้ เก็บไว้กับตัวเพื่อเป็นการส่งต่อข้อมูล หากต้องไปรักษาที่อื่น

3) สรรพคุณยา เช่น เป็นยารักษาเบาหวาน ยาปฏิชีวนะ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

4) ขนาดยา และเวลารับประทาน เช่น ครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหาร

5) ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา เช่น ดื่มน้ำบ่อยๆ ระหว่างที่รับประทานยา หรือ ระวังแสงแดดเพราะอาจทำให้แพ้

ดังนั้นทุกครั้งที่รับยา จึงควรอ่านฉลากเพื่อดูว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ หากไม่เข้าใจและมีข้อสงสัย ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง แต่หากในกรณีที่ซื้อยามารับประทานเอง ควรเลือกร้านที่มีเภสัชกร ไม่ควรซื้อยาจากผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่นำยาผู้อื่นมาใช้ อ่านฉลากก่อนใช้ยา และใช้ยาตามที่ระบุไว้ในฉลาก ทั้งขนาด วิธีใช้ และเวลาที่ใช้ เพื่อลดปัญหาจากการใช้ยาและได้รับผลการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การที่ประชาชนได้รับบริการด้านยาจากเภสัชกรจะมีหลักประกันทางด้านความปลอดภัย เพราะ ปัจจุบันหลักสูตรเภสัชศาสตร์ต้องเรียนและฝึกงานถึง 6 ปี นอกจากนี้แล้ว ยังต้องมีการสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหลังจบการศึกษาโดยใช้ข้อสอบมาตรฐานกลางของทั้งประเทศจากสภาเภสัชกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าได้เภสัชกรที่มีความรู้ด้านยา สมุนไพรและเรื่องสุขภาพอื่นๆเพียงพอต่อการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยด้านยาให้ประชาชน

ทั้งนี้เมื่อเภสัชกรได้ใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมแล้ว ทางสภาเภสัชกรรมมีการกำหนดให้เภสัชกรเหล่านี้ ต้องพัฒนาและติดตามความรู้ด้านยาสมุนไพร และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุกๆ 5 ปีอีกด้วย ทั้งนี้สภาเภสัชกรรมยังได้กำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยจะมีบทลงโทษนอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายอีกด้วย ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมนี้ทำให้เภสัชกรต้องรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพมากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

หากว่า กฎหมาย พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ไม่กำหนดให้จ่ายยาโดยเภสัชกรก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการได้รับยาจากผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ที่สามารถเลือกยาที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และให้คำแนะนำที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยสุ่มเสี่ยงต่อการได้รับยาที่มีประวัติแพ้ซ้ำ เสี่ยงต่อการได้รับยาที่อาจมีผลตีกันเอง เสี่ยงต่อการได้รับยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อน เพิ่มโอกาสการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อการได้รับยาเกินขนาด ผิดขนาด หรือได้รับยาที่ไม่เหมาะสมกับโรค และสุดท้ายเสี่ยงต่อการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย จึงเป็นการก่อให้เกิดความเสี่ยงในความปลอดภัยด้านยาต่อประชาชนขึ้นได้

ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องการใช้ยาและสมุนไพร ให้ขอรับคำปรึกษาจากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้านของคุณได้อย่างมั่นใจ

‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363514

‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ  ยกระดับคุณภาพชีวิต‘เกษตรกร’

‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต‘เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณ 24,994 ล้านบาท สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร และเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ต่อนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ เดือนสิงหาคม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,850,000 คน

การปฏิรูปโครงสร้างภาคการผลิต จัดแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม มีความคืบหน้า ดังนี้ (1) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน มีการสร้างฝายชะลอน้ำแล้ว 824 แห่ง (2) การปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง เช่น ลดพื้นที่ปลูกยางพารา และพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่แทนอาชีพสวนยางมีพื้นที่สวนยางของเกษตรกร 11,559 ราย โค่นต้นยางแล้ว 61,500 ไร่ (3) พัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่เกษตรกร 1,049 ราย

(4) แก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร มีการฝึกอบรม 1,620,571 ราย (5) บริหารจัดการสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์การรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร และแปรรูป ราว 157 สหกรณ์

สำหรับแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตอบรมเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้รับความรู้และมีทักษะอาชีพด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 183,827 ราย ได้รับการอบรมแล้ว 130,821 ราย เกษตรกรและประชาชนมีรายได้จากการพัฒนาระบบชลประทาน 8,930 คน รายได้เฉลี่ย 12,716 บาทต่อคน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรต่อไป

ชวนคนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัลติดอาวุธทางธุรกิจ ร่วมงาน‘Openstack Day Thailand 2018’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363516

ชวนคนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัลติดอาวุธทางธุรกิจ  ร่วมงาน‘Openstack Day Thailand 2018’

ชวนคนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัลติดอาวุธทางธุรกิจ ร่วมงาน‘Openstack Day Thailand 2018’

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในยุคที่มนุษย์โลกทุกคนได้กลายเป็น “พลเมืองดิจิทัล” หรือ “ประชากรออนไลน์” ทำให้ชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยการแข่งขันภายใต้อิทธิพลของไอทีรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ ชัยชนะ ผลประโยชน์สูงสุด อันเป็นเครื่องชี้วัดความเจริญของประเทศนั้นๆ

ล่าสุด สพร.หรือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ร่วมกับ Openstack Community Thailand เชิญชวนผู้สนใจในเรื่องดิจิตัลโดยเฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ที่มีบทบาทในสังคมทุกด้านทุกมิติ เข้าร่วมงาน “Openstack Day Thailand 2018” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนา Cloud Technology Platform โดยงานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน2561 ณ ห้อง MAYFAIR BALLROOM ชั้น 11 โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันBig Data มีความสำคัญอย่างมากในการนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจด้านต่างๆ และเก็บข้อมูลในรูปแบบ Cloud Computing ก็มีมานานแล้ว โดยทางสพร.ได้มีการพัฒนาระบบคลาวด์ภาครัฐ หรือ G-Cloud (Government Cloud Service) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานบนอินเตอร์เนตแบบใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยี Cloud ซึ่งเก็บทรัพยากรไว้บนอินเตอร์เนต สามารถเรียกใช้งานผ่านเครือข่ายได้ตลอดเวลาจากระยะไกล ปรับขนาดได้ตามความต้องการของผู้ใช้ มีการจัดสรรทรัพยากร ลดภาระการบริหารจัดการ และมีความมั่นคงปลอดภัยสูง

สำหรับการจัดงาน Openstack Day Thailand 2018 ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Open Source  Cloud ในด้านประโยชน์ของการใช้งาน การประยุกต์ใช้โปรแกรม ความคุ้มค่าในการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยี Open Source  Cloud ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  และประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม Openstack Community Thailand ให้มีการรับรู้มากขึ้นในวงกว้าง

ทางด้าน ดร.อภิศักดิ์ จุลยา ผู้แทนจากกลุ่ม OpenStack Community Thailand เปิดเผยว่า OpenStack Day Thailand 2018 ที่จะจัดขึ้นนั้นถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดขึ้นในประเทศไทย ภายใต้แนวความคิด “Get to know OpenStack Infrastructure on Cloud” โดยทางผู้จัดมุ่งหวังว่างานนี้จะช่วยให้เกิดการขยายกลุ่ม Openstack Community ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Openstack ทั้งในและต่างประเทศ

‘บิวตี้ เจมส์’ แกรนด์ โอเพนนิ่ง โชว์รูม โซนใหม่ ดันเป็นฮับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363542

‘บิวตี้ เจมส์’ แกรนด์ โอเพนนิ่ง โชว์รูม โซนใหม่  ดันเป็นฮับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีโลก

‘บิวตี้ เจมส์’ แกรนด์ โอเพนนิ่ง โชว์รูม โซนใหม่ ดันเป็นฮับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีโลก

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“บิวตี้ เจมส์” แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบจิวเวลรี่อันดับ 1 ของประเทศไทย โดย สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้ เจมส์จำกัด ทุ่มทุนเปิด โชว์รูม บิวตี้ เจมส์ โซนใหม่ ขยายโซนเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รองรับและให้บริการไดมอนด์เลิฟเวอร์จากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างครบครัน และเหนือระดับ เพื่อเป็นฮับแห่งใหม่ในการแสดงนวัตกรรมและจำหน่ายเครื่องประดับและอัญมณีฝีมือคนไทยคุณภาพระดับสากล จัดงาน “The Grand Opening of The New Showroom” ฉลองเปิดอย่างเป็นทางการท่ามกลางบรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตให้กลายเป็นยุค 1920s ภายใต้ธีม “แก๊สบี้ วิท ไดมอนด์” ที่มีมนต์ขลังของความเลิศหรู ฟู่ฟ่า ระยิบระยับ เคล้าคลอไปด้วยเสียงเพลงดนตรีแจ๊สจากมินิคอนเสิร์ต โดยมีเหล่าเซเลบริตี้มาร่วมสัมผัสความเลอค่าของเครื่องประดับอัญมณีกันอย่างคับคั่ง ณ โชว์รูม บิวตี้ เจมส์ โซนใหม่ ชั้น 3 อาคารบิวตี้ เจมส์ เซ็นเตอร์ ศาลาแดง เมื่อวันพุธที่ 5 กันยายน 2561

โชว์รูม บิวตี้ เจมส์ โซนใหม่ เกิดจากการต่อยอดโชว์รูม บิวตี้ เจมส์ เดิมที่มีโซนโชว์เคสผลงาน และโซนรับรองลูกค้าซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าและนักลงทุนในอุตสาหกรรมอัญมณีจากทั่วโลกเป็นอย่างดี จึงเพิ่มโซนเวิร์กช็อป สำหรับรองรับและให้บริการได้รอบด้านยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มบิสซิเนสและกลุ่มไลฟ์สไตล์ โชว์รูมโซนใหม่ ขยายโซนเวิร์กช็อป ตกแต่งโดยเน้นใช้สีเอิร์ธโทน ได้แก่ สีน้ำตาล สีครีม และสีเบจ ให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่น ผสานด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมัล เรียบง่ายแต่คงความหรู เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน ประกอบด้วย เอ็กซิบิชั่น รูม (Exhibition room) ที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ จัดนิทรรศการแสดงนวัตกรรมเครื่องประดับและอัญมณีหมุนเวียน ภายในห้องยังมีโต๊ะที่นั่งสำหรับนำเครื่องประดับและอัญมณี มารับชมอย่างใกล้ชิด รวมถึงนั่งพูดคุยรับคำปรึกษาจากพนักงานที่เชี่ยวชาญ ถัดมาคือ มีตติ้ง รูม (Meeting room)ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก โต๊ะประชุม 12-15 ที่นั่ง, เครื่องฉายโปรเจกเตอร์และหน้าจอ เป็นต้น เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมอัญมณี ใช้ประชุมและเจรจาธุรกิจ เพื่อช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอัญมณีไทย จากนั้นคือ เวิร์คกิ้ง รูม (Working room) สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการทำงาน หรือเป็นที่พบปะกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และสุดท้ายคือ ลีฟวิ่ง รูม (Living room) ให้ลูกค้าใช้พักผ่อน รวมถึงเป็นไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ (Lifestyle Community) สำหรับไดมอนด์เลิฟเวอร์ได้พูดคุย แชร์เคล็ดลับที่เกี่ยวข้องกับเครื่องประดับและอัญมณีไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อ,การดูแลเก็บรักษา รวมไปถึงการสวมใส่เครื่องประดับให้สวยโดดเด่น

ไฮไลท์ของงานตระการตาไปด้วย “เครื่องเพชรคอลเลคชั่นล่าสุด 14 เซต” ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติ ได้แก่ เดอะ ฟาร์ฟอลล่า แรงบันดาลใจของผีเสื้อที่อวดปีกสีสันสวยงาม, เดอะ แซฟฟิโร่ โดดเด่นด้วยไพลิน ราชาแห่งอัญมณี สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดิน สวรรค์ และผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์, โวค เดอ ลาแมร์ แรงบันดาลใจจากเกลียวคลื่นใต้ท้องทะเล ที่กระทบฝั่ง, ดิ เอล ซิเอโล ดีไซน์จากท้องฟ้าอันสดใสรุ่งอรุณของวันใหม่, เบลส์ เฟลอส์ เซตเข็มกลัดพลอยประดับเพชร รังสรรค์จากสวนฤดูใบไม้ผลิ ส่วน แพสชั่นเนต ดีไซน์โดดเด่นด้วยพลอยมรกตรูปทรงสี่เหลี่ยม ดูสะดุดตา, อันโดนิออส เข็มกลัดรูปหัวใจ, เดอะ โมเม้นท์ เครื่องประดับที่ผสมผสานเพชรสีเหลือง และสีขาวหลากรูปทรงบ่งบอกถึงความมีรสนิยม, เดอะ กลีม เข็มกลัดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความเจิดจรัสของพลุ, เฌอ’ แตม เข็มกลัดประดับทับทิม สื่อแทนสัญลักษณ์ของความสุขสมหวัง และ เดอะ แกรนดิออส สร้อยคอที่โดดเด่นด้วยการนำไข่มุกเทพีแห่งสายน้ำ มาสื่อถึงเสถียรภาพ ความกลมกลืน, The Graceful ดีไซน์จากบุคลิกของสาวสังคมสุดสง่า เปี่ยมเสน่ห์ มองโลกในแง่ดี พร้อมค้นพบสิ่งใหม่ๆ, เมสา เดอ ฟลอเรส เครื่องประดับที่แสดงออกถึงแก่นแท้แห่งความงามจากมวลดอกไม้, เดอะ ซิโปลล่า แรงบันดาลใจจากกรุ่นกลิ่นไม้หอมของตะวันออก

สัมผัสความเลอค่าของเครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือคนไทยคุณภาพระดับสากล ที่ควรค่าแก่การสะสมและน่าลงทุน ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่โชว์รูม บิวตี้ เจมส์ ชั้น 3 อาคารบิวตี้ เจมส์เซ็นเตอร์ ศาลาแดง สอบถามโทร.02-2378680-9

สภากาชาดไทย จัดงานวันปฐมพยาบาลโลก ผลักดันความปลอดภัยบนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363541

สภากาชาดไทย จัดงานวันปฐมพยาบาลโลก  ผลักดันความปลอดภัยบนท้องถนน

สภากาชาดไทย จัดงานวันปฐมพยาบาลโลก ผลักดันความปลอดภัยบนท้องถนน

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันปฐมพยาบาลโลก เกิดขึ้นตามฉันทามติของสมาชิกสภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงนานาประเทศ กำหนดให้วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนกันยายนของทุกปี เป็นวันแห่งการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของอุบัติภัยและเห็นถึงความสำคัญของการปฐมพยาบาล โดยให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งปันองค์ความรู้ที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพให้ประชาชนทั้งประเทศมีความสามารถในการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี

โดยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 ศ.กิตติคุณ นพ.ศุภวัฒน์ ชุติวงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงานวันปฐมพยาบาลโลก 2561 ภายใต้แนวคิด “First Response to Road Crashes: ถนนปลอดภัย ใส่ใจ รู้ปฐมพยาบาล” ตามนโยบายของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ โดยเป็นความร่วมมือของศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย ร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ขนส่ง จำกัด และบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เพื่อผลักดันเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน มุ่งหวังให้ประชาชนมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอันจะเป็นการช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บและความสูญเสียได้ณ อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)

งานวันปฐมพยาบาลโลกในปีนี้ เน้นเรื่อง “First Response to Road Crashes: ถนนปลอดภัย ใส่ใจ รู้ปฐมพยาบาล” ซึ่งเป็นสิ่งใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของทุกคน โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทที่เพิ่มขึ้นและมีความรุนแรง ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย จึงได้จัดอบรมความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานบริการรถโดยสารขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ บริษัท ขนส่ง จำกัด องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด รวมทั้งสิ้น 359 คน เนื่องจากบุคลากรในหน่วยงานดังกล่าวมีโอกาสพบเจออุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง การมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะทำให้สามารถนำความรู้ไปช่วยเหลือผู้โดยสาร รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้ร่วมทางบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีการมอบโล่เกียรติคุณและสื่อรณรงค์ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลให้กับหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม และประกาศรางวัลผลการประกวดคำขวัญวันปฐมพยาบาลโลก ประจำปี 2561 โดยคำขวัญที่ชนะการประกวด คือ “ถนนสีขาว ทอดยาวปลอดภัย ทุกคนร่วมใจ พร้อมให้การปฐมพยาบาล” แต่งโดย นายวีระยุทธ ศรีพิพัฒน์กุล จากบริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อรณรงค์และสร้างความตระหนักในความสำคัญของการปฐมพยาบาล ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกปี

เอนกพงศ์ สัตถาวร พนักงานชานชาลา กองกิจการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด หนึ่งในผู้ที่เคยเข้ารับการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้น เปิดเผยว่า “เคยนำความรู้ที่ได้จากการอบรมปฐมพยาบาลไปช่วยเหลือผู้โดยสารที่มีอาการชักเกร็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการดื่มสุราและไม่ได้ทานข้าวก่อนขึ้นรถ โดยคนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจว่า วิธีการปฐมพยาบาลผู้ที่มีอาการชักเกร็ง คือ การนำช้อนหรือสิ่งของแข็งๆ ใส่เข้าไปในปากเพื่อป้องกันการกัดลิ้น แต่วิธีที่ถูกต้องคือ การจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนตะแคง สักพักอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นรวมถึงซักถามอาการเบื้องต้น โรคประจำตัว เพื่อสามารถให้ข้อมูลกับทีมแพทย์ในการช่วยเหลือต่อไปได้”

สำหรับประชาชนหรือหน่วยงานที่สนใจอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ติดต่อได้ที่ ศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย โทร. 0 2256 4041-2 กด 2 หรือ 1664

กรมวิทย์พัฒนาถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อวัณโรค เทคนิคใหม่แห่งแรกของไทย แก้ปัญหาวัณโรคดื้อยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363499

กรมวิทย์พัฒนาถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อวัณโรค เทคนิคใหม่แห่งแรกของไทย แก้ปัญหาวัณโรคดื้อยา

กรมวิทย์พัฒนาถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อวัณโรค เทคนิคใหม่แห่งแรกของไทย แก้ปัญหาวัณโรคดื้อยา

วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว พัฒนาห้องปฏิบัติการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเชื้อวัณโรค จนสามารถตรวจหาลำดับเบสทั้งจีโนม ของเชื้อวัณโรคด้วยเทคนิควิเคราะห์ลำดับเบสรุ่นใหม่ได้สำเร็จช่วยให้การตรวจการกลายพันธุ์ของเชื้อวัณโรครวดเร็วขึ้น ลดปัญหาวัณโรคดื้อยาในประเทศ

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก แนะนำให้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เป็น 1 ใน 3 เสาหลักเพื่อยุติวัณโรคตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โดยสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์นำเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อวัณโรคมาช่วยยุติปัญหาวัณโรคในประเทศไทย ก่อนหน้านี้การถอดรหัสจีโนมของเชื้อวัณโรคจำกัดอยู่เฉพาะงานศึกษาวิจัย และนักวิจัยต้องส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ในต่างประเทศ ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว พัฒนาบุคลากรและระบบห้องปฏิบัติการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเชื้อวัณโรค จนสามารถเปิดบริการตรวจหาลำดับเบสทั้งจีโนมของเชื้อวัณโรคด้วยเทคนิควิเคราะห์ลำดับเบสรุ่นใหม่ (Next Generation Sequencing) เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ทำให้การตรวจหาการกลายพันธุ์ (mutation) ของเชื้อวัณโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว และทราบสายพันธุ์ของเชื้อวัณโรค ช่วยวางแผนการสอบสวนการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค และทราบภาวะดื้อต่อยาต้านวัณโรคที่ครอบคลุมทั้งยาต้านวัณโรคแนวที่ 1 (first-line) และแนวที่ 2 (second-line) เพื่อเป็นแนวทางพิจารณาสูตรยาที่เหมาะสมในการรักษาผู้ป่วยวัณโรค

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังร่วมกับกรมควบคุมโรค ในการถอดรหัสจีโนมของเชื้อวัณโรคภายใต้โครงการ National Surveillance of Drug resistance in Tuberculosis ครั้งที่ 5 จำนวน 1,200 ตัวอย่าง เพื่อช่วยให้เข้าใจสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อวัณโรค และวางแผนงานควบคุมวัณโรคสำหรับลดปัญหาวัณโรคดื้อยาของประเทศไทย

ทั้งนี้ การตรวจวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นมีความไว ความจำเพาะสูง ช่วยลดขั้นตอนทางห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยาสำหรับทดสอบความไวต่อยาต้านวัณโรค ซึ่งต้องใช้เวลาในการทดสอบ 1-2 เดือน ในขณะที่การถอดรหัสจีโนมใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์เพียง 1 สัปดาห์ โดยในปีหน้าจะให้บริการถอดรหัสจีโนมของเชื้อวัณโรคแก่นักวิจัยในประเทศไทย และกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ณัฐ ยนตรรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363540

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ณัฐ  ยนตรรักษ์

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ณัฐ ยนตรรักษ์

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.59 น.

อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จัด ‘เดอะ เฟิร์ส โอลิมปิก’ รวมพลนักธุรกิจแถวหน้า สร้างเครือข่ายขับเคลื่อนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/363240

อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จัด ‘เดอะ เฟิร์ส โอลิมปิก’ รวมพลนักธุรกิจแถวหน้า สร้างเครือข่ายขับเคลื่อนประเทศ

อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป จัด ‘เดอะ เฟิร์ส โอลิมปิก’ รวมพลนักธุรกิจแถวหน้า สร้างเครือข่ายขับเคลื่อนประเทศ

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ และ ชัชวาลย์ เจียรวนนท์

รวมพลนักธุรกิจระดับหัวกะทิของประเทศครั้งใหญ่อีกครั้ง สั่งสมความสุข เสริมความมั่งคั่งด้านมิตรภาพล่าสุด อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป (Ultra Wealth Group) หลักสูตรการอบรมด้านการลงทุน จัด “ยูดับเบิลยูจี สปอร์ต เดย์” ภายใต้ธีม “เดอะ เฟิร์ส โอลิมปิก” มหกรรมกีฬารวมหัวใจเหล่าทวยเทพของ อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป รุ่นพี่ รุ่นน้องทั้ง 4 รุ่น ประลองยุทธ์ขั้นเทพ โชว์สกิลความแกร่ง ความเร็ว ความอึดความสวยงาม เพื่อค้นหาที่สุดแห่งที่สุด นำโดย ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการหลักสูตรฯ และ 3 กรรมการ ปิยะมาน เตชะไพบูลย์, สุพร วัธนเวคิน และดร.ศุภชัย สุขะนินทร์ โดยมีรุ่นพี่ รุ่นน้อง ร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก อาทิ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์, กมลวรรณ วิปุลากร, ชาญศรีวิกรม์, พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน, อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, สมิทธ์ พนมยงค์, กรณ์ ณรงค์เดช, ณชนก รัตนทารส, วุฒิธร มิลินทจินดา, กุลศราโสณกุล ณ อยุธยา ฯลฯ ณ เซ็นเตอร์พ้อยท์สตูดิโอ สุขุมวิท 105

อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ อัลตร้า เวลท์ รุ่น 1

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการหลักสูตรอบรมการลงทุน อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป เผยว่า ยูดับเบิลยูจี สปอร์ตเดย์ เป็นงานสังสรรค์ใหญ่ประจำปี จัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ สานต่อมิตรภาพ
ในทุกๆ รุ่นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เกิดความผูกพันกลมเกลียวจนเป็นเครือข่ายที่มั่นคง สนับสนุนกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป มี 4 รุ่น ราว 500 คน ผนึกกำลังกันมากขึ้น ก็ยิ่งสนุกมากขึ้น เพราะแต่ละคนมีพลังสร้างสรรค์มากมาย ปีนี้ จัดในธีม “เดอะ เฟิร์ส โอลิมปิก” รำลึกถึงมหกรรมกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่มีจุดกำเนิดที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ขบวนพาเหรดมีเทพและนักรบกรีก-โรมัน การแสดงเชียร์ลีดดิ้ง กิจกรรมประลองความเร็ว ความอึด และดินเนอร์พร้อมกับคอนเสิร์ตโดยรุ่นพี่รุ่นน้อง การมา
รวมพลัง ร่วมกิจกรรมสนุกๆ วันนี้ เป็นการชาร์จพลัง จะได้สร้างพลังงานดีๆ ในการทำงานต่อไป

ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล อัลตร้า เวลท์ รุ่น 2

พิธีเปิดเริ่มด้วยการขับกล่อมเพลง “รักหนักแน่น” ของ ธงไชยแมคอินไตย์ ที่สื่อความหมายอย่างดี ว่าจะรักและผูกพัน อยู่ด้วยกันตลอดไปขับร้องอย่างยิ่งใหญ่โดย ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล อัลตร้า เวลท์ รุ่น 2 ต่อด้วยขบวนพาเหรดนักกีฬาที่เน้นความยิ่งใหญ่อลังการและโชว์เชียร์ลีดเดอร์ ที่เต็มไปด้วยหมู่เทพและนักรบกรีก-โรมัน อาทิ โพไซดอน ดิมิเทอร์ เฮอร์มีส อาร์เทมีส เฮอร์คิวลิส ฯลฯ และถึงเวลาสานต่อมิตรภาพ ด้วยกิจกรรมกีฬา 6 ประเภท ได้แก่ Hermes หนอนกระดึ๊บด่วน,Hercules กลิ้งลูกบอลยักษ์, Poseidon ปาเป้าความแม่นยำ, Centaur รับลูกบอลวิบาก, Patheon โบว์ลิ่งยักษ์ และสุดท้ายด้วยการยิงจุดโทษเตะลูกบอลเข้าประตู ที่สร้างเสียงหัวเราะตลอดการแข่งขัน ซึ่งการรวมคะแนนผลปรากฏว่าอัลตร้า เวลท์ รุ่น 2 และรุ่น 3 เป็นฝ่ายชนะ มีการมอบถ้วยรางวัล และปิดท้ายค่ำคืนด้วยมินิคอนเสิร์ตจากวง The Currenciesรุ่นพี่รุ่นน้องชาวอัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป ที่เรียกเสียงกรี๊ด สร้างความคึกคักให้กับรุ่นพี่รุ่นน้องได้เป็นอย่างดี

พจน์ หะริณสุต อัลตร้า เวลท์ รุ่น 3

ภายในงาน อัลตร้า เวลท์ กรุ๊ป รุ่นพี่ รุ่นน้อง เล่าถึงความรู้สึกที่มาร่วมกิจกรรมในงาน เริ่มที่ อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ อัลตร้า เวลท์ รุ่น 1 ร่วมขบวนพาเหรดและโชว์ลีลาเต้น เผยว่า “คิดว่าเราได้แสดงเป็นส่วนเล็กๆ ของรุ่น เป็นการแสดงสปิริต เป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยให้งานสำเร็จ เป็นอีกบทบาทที่ท้าทาย เพราะจะไม่ค่อยได้เต้นโชว์ วันนี้พาลูกๆ มาด้วย อยากให้ลูกๆเห็น ได้เรียนรู้จากภาพที่เห็นจริงจะได้กล้าแสดงออก” ขณะที่ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล อัลตร้า เวลท์ รุ่น 2 ที่ร่วมขับกล่อม “รักหนักแน่น”เปิดงานและร่วมแข่งขันรับลูกบอลวิบากเผยว่า “การร้องเพลง และแสดงคอนเสิร์ตหาทุนให้กับมูลนิธิต่างๆ เป็นสิ่งที่รัก เป็นความสุขของเรา รู้สึกว่าเราได้ผ่อนคลายได้บำบัด จากงานหนักๆ ในงานประจำที่เกี่ยวกับตัวเลข การร้องเพลงเป็นการสร้างสมดุลให้กับชีวิตและการงาน ส่วนการลงแข่งกีฬาวันนี้ ทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ ผนึกกำลังกัน วางแผนเกมว่าจะทำอย่างไรให้เข้าเป้านะคะ”

ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม

พจน์ หะริณสุต อัลตร้า เวลท์ รุ่น 3 หนึ่งในสมาชิกวงดนตรี The Currencies Band เผยว่า “เราเพิ่งฟอร์มตัวกันได้ราว 3-4 เดือนก่อนนี้ ตอนเด็กๆ ก็เรียนเปียโน แต่ไม่ได้แสดง หรือไม่ได้เป็นนักดนตรี มีวงเป็นเรื่องเป็นราว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้โชว์ความเป็น นักดนตรี รู้สึกดีมากๆ เรียกว่าเป็น Passion ที่ไม่เคยคาดคิด เราซ้อมกันอาทิตย์ละวัน หลายชั่วโมง ในรอบ 2 เดือนนี้ ตอนซ้อมก็ไม่ค่อยแม่น แต่วันนี้ โชว์เป๊ะมาก คิดว่าเพราะแพชชั่นของเรา ทำให้ขับเคลื่อนจนสำเร็จ เลยยิ่งทำให้สนุก รู้สึกชีวิตมีสีสันขึ้นมาอีก ยิ่งมีวงดนตรีนี้ ยิ่งทำให้เราพี่น้องอัลตร้า เวลท์ ได้เจอกันบ่อยขึ้น ได้รู้จักคอเดียวกัน แพชชั่นเดียวกันครับ”

ดร.ศุภชัย สุขะนินทร์ และ วราวุธ เจนธนากุล อัลตร้า เวลท์ รุ่น 4