กลุ่มเกษตรกรโวยมีซื้อเสียงเลือก ส.ว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/357155

กลุ่มเกษตรกรโวยมีซื้อเสียงเลือก ส.ว.

การเมือง,สว,ซื้อเสียง,กลุ่มเกษตรกร,2 หมื่นแลกคะแนน

เลือก ส.ว. ระดับประเทศวุ่น กลุ่มเกษตรกรโวยมีซื้อเสียง เสนอ 2 หมื่นแลกคะแนน โอดเสียดายเงินจัดเลือก ส.ว. นับพันล้าน

27 ธ.ค. 61 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคัดเลือก ส.ว. รอบสุดท้ายในระดับประเทศ มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในการเลือก กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง มีผู้สมัครร้องคัดค้านเพราะเชื่อว่ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้น โดยระหว่างที่กลุ่ม 4 นับคะแนนใกล้เสร็จสิ้น นายบุญยืน ขาวปากช่อง ผู้สมัคร ส.ว. กลุ่มที่ 4 จังหวัดชุมพร ลุกขึ้นโวยวายและร้องคัดค้านผลการคัดเลือก ทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาบันทึกคำร้องไว้ ทำให้การคัดเลือกกลุ่มดังกล่าวเสร็จสิ้นเป็นกลุ่มสุดท้าย

จากนั้น นายบุญยืน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนจะมีการคัดเลือก ส.ว. มีคนโทรศัพท์เข้ามาขอคะแนนและเสนอเงินให้ 20,000 บาท ตนบอกว่าไม่รับ เสียงละล้านตนก็ไม่ขาย แต่เมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์จากสมุดข้อมูลเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร ส.ว. ที่ กกต. มอบให้ก็ไม่ปรากฏ ไม่มีเบอร์ดังกล่าว เชื่อว่าเป็นการซื้อเสียงเพื่อไม่ให้ถึงตัวเอง ทุกอย่างโกงกันหมด การซื้อเสียงซื้อได้ในระดับประเทศ ถ้าซื้อระดับจังหวัดซื้อไม่ได้ ที่เขากล้าซื้อเพราะมีตัวใหญ่ๆ อยู่ข้างหลังคอยชี้ไว้อยู่แล้ว ถ้าผ่านเข้าไปได้ก็ได้แน่นอน

“ผมมาอยู่ที่ กทม. ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. แล้วมีคนโทรมาหาเมื่อคืนวันที่ 26 ธ.ค. โทรมาบอกว่าจะให้เสียงละ 2 หมื่น ผมบอกว่าเสียงละล้านผมก็ไม่ขาย ได้ไม่ได้ตรงนี้ผมก็ไม่ว่า เขาไม่ได้บอกชื่อ หรือบางทีเขาก็บอกแต่เราจำไม่ได้ เพราะว่าผมหูร้อน บางคนจะออกค่าเครื่องให้ด้วยซ้ำไป” นายบุญยืน กล่าว

นายเขศักดิ์ สุดสวาท ผู้สมัคร ส.ว. กลุ่ม 4 จาก ยโสธร กล่าวว่า วิธีการที่มาของคะแนนมีพิรุธว่าอาจมีการซื้อเสียง เพราะเกษตรกรที่รู้จักกันแค่ 1 – 2 วัน แต่บางคนคะแนนโดดไปถึง 48 คะแนน หรือ 20 คะแนน กรณีของตนมีการโทรประสานขอแลกคะแนน ทั้งนี้ คงไม่มีการฟ้องร้องอะไร แต่ถ้าระบบเป็นแบบนี้ การจัดเลือกตั้งอ่อนแอ บ้านเมืองก็อ่อนแอ เสียดายเงินที่ใช้จัดเลือก ส.ว. เป็นพันล้านบาท

กลุ่มเกษตรกรโวยมีซื้อเสียงเลือก ส.ว.

กลุ่มเกษตรกรโวยมีซื้อเสียงเลือก ส.ว.

ผู้สมัคร ส.ว. โวยภาพถ่ายไม่ชัดทำตกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/357153

ผู้สมัคร ส.ว. โวยภาพถ่ายไม่ชัดทำตกรอบ

การเมือง,สว,กำธร เหล่าสะพาน,กกต

“เลิศรัตน์” เข้ารอบ ส.ว. ระดับประเทศ เชื่อ คสช. พิจารณาเลือกคนทำงาน แนะเลือก ส.ว. อีก 5 ปี ควรเลือกแบบไขว้กลุ่ม ป้องกันระบบพึ่งพา

27 ธ.ค. 61 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 2  พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ตนได้รับเลือกให้เป็น ส.ว. ประเภทองค์กรแนะนำชื่อในกลุ่มอื่นๆ ที่ผ่านมา เคยทำหน้าที่เป็นทั้ง ส.ว. และเป็น สปท. เมื่อเห็นว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้มีการเลือก ส.ว. จึงมาสมัคร เผื่อมีโอกาสได้ทำงานที่เราได้เคยทำมาก่อนแล้ว โดยมีองค์กรสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์เสนอชื่อ และไม่ได้คาดหวังเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเลือกให้เป็น 1 ใน 50 คนหรือไม่

การเลือกของ คสช. คงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าใครทำหน้าที่ได้อย่างไรบ้าง เราคงไปตอบไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร รวมทั้งไม่มองว่า การเลือก 50 คน ของ คสช. จะเลือกเฉพาะคนที่จะเลือกท่านเป็น นายกฯ เพราะการเลือก นายกฯ ต้องอาศัยเสียงทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเสียงเกินครึ่งของสภาฯ อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่พอดิบพอดี ดังนั้น การเลือก 50 คน ของ คสช. คงไม่ได้พิจารณาเฉพาะปัจจัยดังกล่าวเพียงปัจจัยเดียว แต่น่าจะดูเรื่องของคนที่จะเข้าไปทำงานมากกว่า

“การเลือก ส.ว. กันเองในครั้งนี้ทำให้มีการพึ่งพากันได้ แต่ในอีก 5 ปี ข้างหน้า จะเป็นการเลือกไขว้กลุ่ม การพึ่งพากันจะทำได้ลำบาก อีกทั้งจะไม่มีองค์กรเสนอชื่อ และคิดว่าการเลือกในอนาคตจะมีคนสมัครเป็นหมื่นๆ คน” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

นายกำธร เหล่าสะพาน ผู้สมัคร ส.ว. กลุ่ม 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ในการเลือกของกลุ่ม ตนได้เพียง 1 คะแนน เท่านั้น และตนเตรียมร้องศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (ส.ว. 18) ที่ กกต. จัดทำและแจกให้ผู้สมัครเพื่อใช้ในการดูรายละเอียดของผู้สมัคร กลับพบว่ารูปถ่ายไม่ชัดเจน ขณะที่รูปถ่ายคนอื่นๆ ชัดกว่า จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าทำให้ตนเองไม่ได้รับคะแนนในการเลือกครั้งนี้ เบื้องต้น ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อ กกต. มหาสารคาม เพื่อขอให้เลื่อนการเลือก ส.ว. ครั้งนี้ไปก่อน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ

               “ผมเสียเงินสมัครมา 2,500 บาท ได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ แต่ต้องยุติธรรม อย่างน้อยรูปควรจะชัดเจน” นายกำธร กล่าวพร้อมชูเอกสารหนังสือแนะนำตัวที่มีรูปถ่าย พร้อมคำร้องเรียนกับ กกต. มหาสารคาม เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ให้กับสื่อมวลชนดู

ผู้สมัคร ส.ว. โวยภาพถ่ายไม่ชัดทำตกรอบ

ผู้สมัคร ส.ว. โวยภาพถ่ายไม่ชัดทำตกรอบ

ปธ.กกต. โวเลือก ส.ว. โปร่งใสสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/357148

ปธ.กกต. โวเลือก ส.ว. โปร่งใสสุดๆ

การเมือง,สว,โปร่งใส,สุดๆ,กกต,คสช,อิทธิพร บุญประคอง

ปธ.กกต. สรุปภาพรวมเลือก ส.ว. ราบรื่น โปร่งใสที่สุด พบผู้สมัครไม่มารายงานตัว 71 ราย ผลการลงคะแนนมีทั้งชนะขาด – ต้องจับสลาก มั่นใจส่ง 200 ชื่อให้ คสช. ทันตามกำหนด

27 ธ.ค. 61 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เวลา 14.15 น.  นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงสรุปภาพรวมการเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ว่า ในภาพรวมถือว่าการเลือก ส.ว. ระดับประเทศ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยผู้สมัคร ส.ว. ที่ผ่านเข้าสู่การเลือกระดับประเทศจำนวน 2,746 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง 2,294 คน องค์กรแนะนำรายชื่อ 452 คน

โดยในวันนี้มารายงานตัว 2,675 คน ไม่มารายงานตัว 71 คน ส่วนการลงคะแนนและนับคะแนนเป็นไปตามที่ กกต. ได้วางแผนงานไว้ และดำเนินการเสร็จก่อนเวลาที่ได้คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ มีประเด็นการร้องเรียนเกิดขึ้นในกลุ่มที่ 4 หรือกลุ่มอาชีพกสิกรรม ปลูกพืชล้มลุก ทำนา ทำสวน ทำไร่ ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง ซึ่งกรรมการประจำหน่วยได้จดคำร้องเรียนเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไปแล้ว

นายอิทธิพร กล่าวอีกว่า ในการเลือก ส.ว. มีหลายกลุ่มได้รับเลือกโดยไม่ต้องจับสลาก และบางกลุ่มต้องตัดสินด้วยการวิธีจับสลาก ทำให้ได้ 200 รายชื่อ จาก 10 กลุ่ม จาก 2 ประเภทการสมัคร หลังจากนี้ กกต. จะนำส่งรายชื่อให้ คสช. คัดเลือกเหลือผู้ทำหน้าที่เป็น ส.ว. 50 รายชื่อ และขึ้นบัญชีสำรอง 50 รายชื่อ โดยกฎหมาย มาตรา 96 วรรค 2 พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. กำหนดให้ กกต. รอไว้ 5 วัน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อครบกำหนด กกต. จะส่งรายชื่อผู้ได้รับเลือกทั้ง 200 ราย เรียงเป็นลำดับตามผลคะแนนผู้ได้รับคะแนนสูงสุดตามรายกลุ่มและตามวิธีสมัคร

เมื่อถามถึงกรณีร้องคัดค้านผลการเลือก ส.ว. นายอิทธิพร กล่าวว่า ตามกฎหมายเปิดให้ร้องได้ภายใน 3 วัน ส่วนกรณีร้องในสถานที่เลือก เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงให้ผู้ร้องไปแจ้งต่อกรรมการประจำหน่วยเพื่อบันทึกคำร้อง ให้ถ้อยคำ พร้อมให้พยาน 2 ราย ลงชื่อ เพื่อสำนักงานฯ จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กกต. ต่อไป ส่วนกรณีผู้สมัครบางรายไม่พอใจเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร หรือ ส.ว. 18 ที่จัดทำเป็นสำเนาถ่ายเอกสารมาเย็บเล่ม ทำให้ภาพถ่ายใบหน้าผู้สมัครไม่ชัด จนเป็นสาเหตุทำให้ไม่ได้รับเลือก นายอิทธิพร กล่าวว่า ในชั้นนี้เร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นความผิดของใคร ข้อเท็จจริงยังมาไม่ถึงตน ต้องไปดูก่อนว่าใครทำให้รูปเป็นอย่างนั้น หากผู้สมัครเห็นว่าทำให้เกิดตวามไม่เป็นธรรม สามารถใช้ช่องทางที่กฎหมายกำหนดดำเนินการได้

“ศุภชัย – ธนา” ติดโผ 200 ชื่อ ลุ้น คสช. เลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/357147

“ศุภชัย – ธนา” ติดโผ 200 ชื่อ ลุ้น คสช. เลือก

การเมือง,สว,คสช,ศุภชัย สมเจริญ,อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ธนา เบญจาทิกุล,ทนายความส่วนตัว,ทักษิณ ชินวัตร

“ศุภชัย” อดีตประธาน กกต. “ธนา” อดีตทนายทักษิณ ผ่านเข้ารอบ มีชื่อติดโผรายชื่อ 200 ส.ว. เสนอให้ คสช. เลือก 50 คน

27 ธ.ค. 61 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 2  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเริ่มเปิดการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่แต่ละจุดได้จัดให้ผู้สมัครเข้าคูหาลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม โดยการลงคะแนนแต่ละกลุ่มใช้เวลา 30 – 60 นาที แตกต่างกันตามจำนวนของผู้สมัคร เมื่อการลงคะแนนเสร็จสิ้นลง เจ้าหน้าที่ได้ปิดหีบและเริ่มนับคะแนน โดยกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นกลุ่มแรกที่ลงคะแนนเสร็จ ปรากฏว่า มีผู้ได้รับเลือกในลำดับที่ 10 ซึ่งเป็นลำดับสุดท้าย ได้คะแนนเท่ากัน จึงต้องมีการจับสลาก โดยเป็นการจับสลากกันเองของผู้สมัครที่ได้คะแนนเท่ากัน ซึ่งการจับสลากพบว่าเกิดขึ้นเกือบทุกกลุ่ม ซึ่งบางกลุ่มต้องจับสลากผู้ที่จะได้คัดเลือกเป็น ส.ว. ถึง 5 ลำดับ โดยกลุ่มใดที่เจ้าหน้าที่ประกาศผู้ได้รับเลือกทั้ง 10 อันดับแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะอนุญาตให้ผู้สมัครกลับบ้านได้

นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้รับเลือกมาเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวขอบคุณผู้สมัครกลุ่มที่ 2 ที่เลือกตนเอง ทั้งนี้ การลงสมัครไม่ได้คาดหวังอะไร เพียงต้องการมาทดสอบระบบการบังคับใช้กฎหมาย และเห็นว่าการให้ลงคะแนนเลือกกันเอง 2 คน ถ้าไม่ใช่เป็นบทเฉพาะกาลคงต้องแก้ไข แต่ในอนาคตที่กฎหมายกำหนดให้เป็นการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มวิชาชีพน่าจะดีกว่า ที่ผ่านมา ตนไม่เคยได้รับโทรศัพท์ขอคะแนน มีแต่โทรมาแนะนำตัว หลังจากนี้ยังต้องไปลุ้นกันอีกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเลือกตนหรือไม่ และเห็นว่า คสช. ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มแต่ละสายไปอยู่ในบัญชี 50 คน ทั้งหมดเป็นดุลยพินิจที่ไม่ขอก้าวก่าย เพราะเป็นอำนาจของ คสช. โดยตรง ซึ่งหากได้รับเลือก ตนก็จะใช้ประสบการณ์ในฐานะอดีตประธาน กกต. ในการทำงาน ส่วนการจะเลือก นายกฯ ตนยังไม่ได้มองไปขนาดนั้น เพราะยังไม่รู้ว่า คสช. จะเลือกตนเข้าไปเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่

โดย นายธนา เบญจาทิกุล อดีตทนายความส่วนตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ส.ว. สายสมัครด้วยตนเอง กลุ่มที่ 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยวิธีการจับสลากเลือกกันเอง เนื่องจากเป็นผู้ได้รับคะแนนลำดับท้ายที่มีผู้สมัครอื่นได้คะแนนเท่ากัน กล่าวว่า การที่กฎหมายให้ผู้สมัคร ส.ว. ลงคะแนนเลือกกันเอง ก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยทางหนึ่งอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วก็ยังต้องไปลุ้นว่าจะได้รับเลือกจาก คสช. หรือไม่ ตนมองว่า คสช. ไม่จำเป็นต้องเลือกผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มของแต่ละสายไปอยู่ในบัญชี 50 คน แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ คสช. เพราะคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละรายได้มากหรือน้อย เป็นเพียงกระบวนการคัดเลือกให้ได้มาเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าใครเหนือกว่าใคร และเมื่อได้รับเลือกแล้ว ถือว่าทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันและมีคุณสมบัติพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอที่จะทำงานเพื่อบ้านเมืองได้ และเราไม่ได้เป็นคนของใคร แม้ในอดีตจะเป็นทนายความให้กับนักการเมืองก็เป็นการประกอบอาชีพ แต่ปัจจุบันก็พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าเขาจะเห็นว่าเรามีความสามารถหรือไม่

ขณะที่ พ.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภาค 4) และอดีตที่ปรึกษา นายอภิชาต สุขัคคานนท์ อดีตประธาน กกต. กล่าวว่า สาเหตุที่ตนได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มที่ 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตนเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จึงทำให้เป็นที่รู้จักของหลายคน อย่างไรก็ตาม การมาสมัครครั้งนี้ ตนมาสมัครด้วยตนเอง ไม่มีใครทาบทามมาเป็นการส่วนตัว ขณะเดียวกันตนก็ไม่ได้รู้จักกับบุคคลใน คสช.

               ขณะที่ นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ อดีตกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังทราบผลคะแนนได้รับเลือกเป็น 1 ใน 200 รายชื่อ ส.ว. ระดับประเทศ ถึงเหตุผลการลงสมัคร ส.ว. กลุ่ม 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ว่า ตำแหน่ง ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสูงมาก หากได้รับตำแหน่งก็จะสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง ส่วนความคาดหวังที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ว. นั้น ตนคิดว่าเป็นอำนาจของ คสช. แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้รับการคัดเลือกเข้ามาในระดับประเทศ ก็ถือว่าภูมิใจแล้ว เพราะคะแนนที่ได้มานั้นหลายคนมองเห็นถึงความสามารถจึงได้ลงคะแนนให้

เมื่อถามถึง กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยชี้มูลว่า นายธีรวัฒน์กระทำการผิดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ จะกระทบต่อการคัดเลือก ส.ว. ในครั้งนี้หรือไม่ นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า ตนเป็นลูกผู้ชายพอ ซึ่งเรื่องที่ถูกชี้มูลเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการแบล็คเมล์ ตนยอมเจ็บปวดฝ่ายเดียว ไม่ตอบโต้ เพราะไม่อยากให้คนอื่นเสื่อมศรัทธา หลังจากนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ว่าความจริงเป็นอย่างไร และมั่นใจว่าจะไม่มีผลต่อการพิจารณาคัดเลือก ส.ว.

“สนช.” โหวตตก 5 ว่าที่ กสม. พิสูจน์ยากการเมืองแทรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/357145

“สนช.” โหวตตก 5 ว่าที่ กสม. พิสูจน์ยากการเมืองแทรก

การเมือง,สนช,กสม,โหวต,แทรกแซง,ปิติกาญจน์ สิทธิเดช,พรประไพ กาญจนรินทร์

สนช. โหวตผ่าน “ปิติกาญจน์ – พรประไพ” เป็น กสม. ส่วนอีก 5 คน ถูกตีตก ห้ามกลับเข้าสู่กระบวนการสรรหาอีก “สมชาย” ตั้งข้อสังเกต 1 คน ได้สิทธิ์สมัครหลายด้าน

รัฐสภา 27 ธันวาคม 2561 ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จำนวน 7 คน พร้อมกับลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ด้วยวิธีการประชุมและลงคะแนนลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงคะแนนบุคคลที่ถูกเสนอชื่อดังกล่าว มีเพียง 2 คน ที่ สนช. ลงคะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม สนช. ที่มี 240 คน คือ ต้องได้คะแนน 120 คะแนนขึ้นไป คือ 1. น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้คะแนนเห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 20 เสียง และงดออกเสียง 10 เสียง , 2. น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้คะแนนเห็นชอบ 152 เสียง ไม่เห็นชอบ 14 เสียง และงดออกเสียง 10 เสียง

ขณะที่ผู้ที่ถูกเสนอชื่ออีก 5 คน ไม่ได้รับความเห็นชอบ ประกอบด้วย 1. นางสมศรี หาญอนันทสุข กรรมการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ได้คะแนนเห็นชอบ 14 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง , 2. นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการนโยบายองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ได้คะแนนเห็นชอบ 10 เสียง ไม่เห็นชอบ 145 เสียง งดออกเสียง 21 เสียง , 3. นายจตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร นักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้คะแนนเห็นชอบ 13 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 23 เสียง

4. นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม ได้คะแนนเห็นชอบ 13 เสียง ไม่เห็นชอบ 139 เสียง และงดออกเสียง 24 เสียง และ 5. นายสุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการด้านนโยบายส่งเสริมประชาธิปไตยฯ ไทยพีบีเอส ได้คะแนนเห็นชอบ 15 เสียง ไม่เห็นชอบ 135 เสียง และงดออกเสียง 26 เสียง

จากผลลงมติดังกล่าว นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่สอง ฐานะประธานที่ประชุม ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหากรรมการ กสม. ที่เหลืออีก 5 คน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กสม. กำหนดว่าบุคคลที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรสมัครเพื่อสรรหาใหม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมวาระดังกล่าว หลังจากที่ สนช. ลงคะแนนแล้ว นายสมชาย แสวงการ สนช. อภิปรายเพื่อตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสม. ตอนหนึ่งว่า จากเอกสารที่ กมธ.ฯ เสนอต่อที่ประชุมพบว่าได้ให้สิทธิ์ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกสมัครได้หลายด้าน ซึ่งพบว่าผู้สมัครบางราย ใช้สิทธิ์สมัครทั้ง 5 ด้าน ขณะที่บางรายใช้สิทธิ์สมัครเพียงด้านเดียว ดังนั้น อาจทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างผู้สมัครได้ เช่น กรณีที่ นาย กอ ใช้สิทธิ์สมัครทั้ง 5 ด้าน สามารถได้รับการพิจารณาถึง 5 ครั้ง แม้ในด้านแรกจะไม่ได้รับเลือก ดังนั้น ในกระบวนการสรรหา กสม. ครั้งต่อไป ขอให้คณะกรรมการสรรหากำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับการเลือกกรรมการในองค์กรอิสระอื่น เช่น สมัครได้เพียงด้านเดียว หรือ จะกำหนดให้สมัครหลายด้าน แต่ต้องเรียงลำดับ เป็นต้น

ทั้งนี้ นายสมชายให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกครั้งว่า ในข้อสังเกตของตนไม่ถือว่าจะเป็นเหตุที่บุคคลจะนำไปฟ้องร้องหรือดำเนินการใดๆ เพราะตามกระบวนการสรรหาดังกล่าว เป็นสิทธิ์ที่คณะกรรมการสรรหาสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้ แต่ตนต้องการตั้งข้อสังเกตเพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่วนการประชุมลับของ สนช. ต่อการพิจารณารายงานของผู้ถูกเสนอชื่อนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ด้าน นายสุริชัย หวันแก้ว คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีที่ สนช. มีมติเห็นชอบ 2 ว่าที่ กสม. จากที่เสนอชื่อไป 7 คน ว่า ถือเป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมาย และไม่คิดว่า สนช. จะไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่กรรมการสรรหาเสนอไปจำนวนที่มากกว่าคนที่ถูกเห็นชอบ แต่ตนเข้าใจว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจของ สนช. แบบมีช่องว่าง ทั้งจาก สนช. และคณะกรรมการสรรหา ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นทำให้คณะกรรมการสรรหาต้องดำเนินการสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนครบ 7 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวมองว่ามีการเมืองแทรกแซงหรือไม่ เพราะ 5 คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นบุคคลที่เคยแสดงความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบัน นายสุริชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีประเด็นดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก

เมื่อถามต่อว่า สนช. ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กรรมการสรรหา ไม่มีมาตรฐาน เพราะเปิดโอกาสให้ผู้สมัคร 1 คน ใช้สิทธิ์สมัครได้หลายด้าน นายสุริชัย กล่าวว่า เป็นความเข้าใจที่ไม่มีคุณภาพและไม่เข้าใจในประเด็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่มีรายละเอียดและความเชื่อมโยงตามประสบการณ์ที่แยกยาก ไม่เหมือนประเด็นทางเทคนิคบางเรื่อง

“สุริยะ” เชื่อ “พปชร.” ชนะ ส.ส. เพชรบุรีเหมาจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356598

“สุริยะ” เชื่อ “พปชร.” ชนะ ส.ส. เพชรบุรีเหมาจังหวัด

การเมือง,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พปชร,พรรคพลังประชารัฐ,โว,ชนะเหมาจังหวัด,คนเมืองเพชร,เพชรบุรี,อนุชา นาคาศัย,ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์,พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ,ธนกร วังบุญคงชนะ,รองโฆษกพรรค,หนองหญ้าปล้อง,กฤษณ์ แก้วอยู่,สาธิต อุ๋ยตระกูล,สุชาติ อุตสาหะ

“สุริยะ” นำเปิดตัว “ผู้สมัครเพชรบุรี” โว พปชร. ชนะเหมาจังหวัด เผย ฟัง ปชช. ตัดพ้อผู้แทนที่เคยเลือกไม่เหลียวแลแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 61  นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พร้อมด้วย นายอนุชา นาคาศัย ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคกลาง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการบริหารพรรค และนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เดินทางลงพื้นที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ในการเปิดศูนย์ประสานงานของพรรค ทั้งนี้ ได้รับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคด้วย

ขณะเดียวกัน นายสุริยะได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพชรบุรี เขต 1 นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ประธานสภาทนายความจังหวัดเพชรบุรี , เขต 2 นายสาธิต อุ๋ยตระกูล ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี และเขต 3 นายสุชาติ อุตสาหะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี โดยระบุว่า จากการทำงานของผู้สมัครทั้ง 3 คน เวลานี้ตนมั่นใจว่า พรรคพลังประชารัฐมีโอกาสที่จะได้ ส.ส. ในพื้นที่แบบเหมาจังหวัด

เดิมทีในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี อาจจะผูกขาดกับ ส.ส. กับพรรคการเมืองเก่า แต่วันนี้ตนได้มารับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ทำให้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้รับการดูแลจากผู้แทนที่เขาเคยเลือก เช่น การร้องขอให้ช่วยเหลือสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ และการขยายถนน ซึ่งถือเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ตนมีแผนในใจแล้วว่าเราจะแก้ไขอะไรเพื่อให้จังหวัดเพรชบุรีมีความเจริญและยิ่งใหญ่ โดยประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและเข้มแข็ง

“ส่วนประเด็นที่หลายพรรคพยายามโจมตีในเวลานี้ถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่จะต้องดิสเครดิตกัน ผมเชื่อว่าประชาชนเริ่มเบื่อ พลังประชารัฐมีแนวนโยบายอย่างชัดเจน คือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง พรรคใดจะระดมคนมาด่าเราก็ขอตอบโต้แต่ความเป็นจริงเท่านั้น ส่วนตัวขอเป็นคนหนึ่งที่ไม่ตอบโต้ป้ายสีใคร เพราะผมจะทำการเมืองแบบใหม่ที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง” นายสุริยะ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุริยะยังกล่าวถึงกรณีกระแสความนิยมของพรรคว่า เวลานี้ผลโพลล์ต่างๆ ที่หลายภาคส่วนจัดทำ หรือที่ตนทำนั้น บางพื้นที่ได้รับความนิยมแบบก้าวกระโดด บางคนนั้นขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่ ดังนั้น ตนยังมั่นใจว่าจำนวน ส.ส. ไม่น่าต่ำกว่า 150 คน

นายอนุชา กล่าวว่า ขอโอกาสให้พรรคน้องใหม่อย่างพลังประชารัฐ ทำงานให้กับประเทศ เราทุกคนมีความตั้งใจที่จะทำงานให้กับประชาชน ว่าที่ผู้สมัครจะทำงานจนสุดความสามารถตามที่สัญญาไว้กับทุกคน

"สุริยะ" เชื่อ "พปชร." ชนะ ส.ส. เพชรบุรีเหมาจังหวัด

"สุริยะ" เชื่อ "พปชร." ชนะ ส.ส. เพชรบุรีเหมาจังหวัด

"สุริยะ" เชื่อ "พปชร." ชนะ ส.ส. เพชรบุรีเหมาจังหวัด

“พปชร.” ไม่ร่วมลงนาม “เลือกตั้งสุจริต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พปชร.” ไม่ร่วมลงนาม “เลือกตั้งสุจริต”

การเมือง,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,เลขาธิการพรรค,เลือกตั้ง,สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้กับประชาชน,อนุชา นาคาศัย,กรรมการบริหารพรรค,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ,ความเห็นส่วนตัว

“สนธิรัตน์” แจง “พปชร.” ไม่ร่วมลงนาม “เลือกตั้งสุจริต” เหตุ ประสานมากระชั้นชิดไม่ได้หารือภายใน โยน สมาชิกพรรคทั่วประเทศตัดสินชงใครเป็น “นายกฯ”

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 61 เวลา 17.15 น. ที่ ทำการสาขาพรรคพลังประชารัฐ เขตหนองจอก กทม.  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เข้าร่วมลงนาม “สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้กับประชาชน” เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ แสดงความมั่นใจแก่ประชาชน ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะเป็นไปโดยเสรี สุจริต และเที่ยงธรรม ว่า

พรรคไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เพียงแต่เรายังไม่ได้หารือกันภายในพรรค เพราะการจะทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องขอมติพรรค แต่การลงนามครั้งนี้ได้ประสานงานมาอย่างกระชั้นชิด จึงไม่สามารถไปร่วมได้ เราไม่ได้มีเงื่อนไขขัดแย้งใดๆ กับข้อตกลงในการลงนาม เพราะถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามว่า นายอนุชา นาคาศัย กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ปราศรัยกับประชาชนว่า ถ้าเลือกพรรคพลังประชารัฐจะได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็น นายกฯ ต่อ ดังนั้นถึงเวลาหรือยังที่จะเปิดตัวผู้ที่พรรคจะเสนอเป็น นายกฯ นายสนธิรัตย์ กล่าวว่า การที่นายอนุชาปราศรัยนั้นถือเป็นความเห็นส่วนตัว เพราะการจะเสนอชื่อใครเป็น นายกฯ เราจะต้องดูไปถึงความนิยมของประชาชนด้วย และมีความเหมาะสมที่จะได้รับการเสนอชื่อหรือไม่ โดยจะมีกระบวนการรวบรวมและรับฟังความคิดเห็นประชาชนและสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เพราะพรรคนี้ไม่มีใครมีสิทธิ์เด็ดขาดในการตัดสินใจ แต่ต้องมีกระบวนการที่เชื่อมโยงกับประชาชนและสมาชิกพรรคทั้งหมด

"พปชร." ไม่ร่วมลงนาม "เลือกตั้งสุจริต"

"พปชร." ไม่ร่วมลงนาม "เลือกตั้งสุจริต"

"พปชร." ไม่ร่วมลงนาม "เลือกตั้งสุจริต"

พปชร. ยัน ระดมทุนโปร่งใส – ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356596

พปชร. ยัน ระดมทุนโปร่งใส – ตรวจสอบได้

การเมือง,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,เลขาธิการพรรค,รองหัวหน้าพรรค,จัดระดมทุน,โปร่งใส,ตรวจสอบได้,กกต

“สนธิรัตน์” ยัน พปชร. ทำตาม ก.ม. “เสี่ยตั้น” คาดรู้ผลตรวจสอบเงินระดมทุนใน 3 สัปดาห์ ซัด ผังโต๊ะจีนว่อนสื่อของปลอม ชี้ ดูก็รู้สร้างขึ้นมา

22 ธ.ค. 61 เมื่อเวลา 17.15 น. ที่ ทำการสาขาพรรคพลังประชารัฐ เขตหนองจอก กทม.  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่หลายพรรคเรียกร้องให้ตรวจสอบการจัดงานระดมทุน 650 ล้านบาทของพรรค ที่อาจมีหน่วยงานรัฐร่วมบริจาคด้วย ว่า

การระดมทุนถือเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง โปร่งใส ตรวจสอบได้ พรรคพลังประชารัฐดำเนินการโดยเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ เพื่อหาเงินมาดำเนินการด้านต่างๆ ของพรรค โดยทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ หลังจากนี้จะมีการยื่นผลการระดมทุนพรรคให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่อยากให้พรรคการเมืองต่างๆ ใช้วาทกรรมเพื่อสร้างความขัดแย้งในช่วงใกล้เลือกตั้ง

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้จะมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมาร่วมงานด้วยหรือไม่ ถือเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ถือว่าผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีสิทธิ์ทางการเมืองเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีข้อจำกัดบางประการในสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำ ดังนั้น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมาร่วมงานได้ แต่ไม่สามารถใช้ตำแหน่งหน้าที่มาร่วมระดมทุนได้

ขณะที่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแม่งานจัดระดมทุนพรรค กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบการบริจาคเงินเข้าพรรคจากระดมทุนดังกล่าว เพื่อยื่นรายการต่อ กกต. ตามกรอบเวลา 30 วัน หลังการจัดงาน แต่คาดพรรคตรวจสอบทราบผลได้ภายใน 3 สัปดาห์ โดยต้องดูอย่างละเอียด เช่น ผู้บริจาคถือสัญชาติไทยหรือไม่ เป็นบริษัทหรือนิติบุคคลอย่างไร และหากมีสัญชาติไทยและคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติก็ไม่สามารถรับบริจาคได้ โดยมีผู้บริจาคในจำนวนที่แตกต่างกัน เช่น 3 ล้านบาท 5 ล้านบาท หรือหลักแสน หลักหมื่น เป็นต้น ขออย่าได้กังวล เพราะพรรคพลังประชารัฐยึดมั่นความโปร่งใส พร้อมทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย เราเป็นพรรคแรกๆ ที่จัดงานระดมทุนเพื่อเตรียมการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า มีการเปิดเผยผังโต๊ะจีนซึ่งมีตัวย่อของหน่วยงานรัฐบางแห่งเป็นเจ้าของโต๊ะ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้ว ทางกระทรวงการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ได้ชี้แจงแล้วเช่นกันว่าไม่ได้ซื้อโต๊ะจีนหรือจ่ายเงินเพื่อระดมทุนช่วยพรรค และในรายชื่อที่ได้รับบริจาคทั้งหมดก็ไม่มีรายชื่อของหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด

เมื่อถามต่อว่า แล้วตัวย่อ ททท. , กทม. ในผังโต๊ะจีนที่ปรากฏตามสื่อหมายความว่าอย่างไร นายณัฏฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปดูเอกสาร เพราะเอกสารที่ปรากฏตามสื่อนั้นไม่ใช่เอกสารของเรา เอกสารของเราไม่มีหน้าตาแบบนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าไม่ใช่ผังโต๊ะจีนของจริงใช่หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ถ้าดูก็จะรู้ว่าผังนั้นมีวิธีการสร้างขึ้นมาอย่างไร

เมื่อถามว่า ผู้ร่วมงานมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมงานด้วยหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า เราไม่อาจทราบได้ทั้งหมด เพราะมีผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน หากมีข้าราชการมาร่วมงานก็ต้องชี้แจงกันไป เพราะผู้มีหน้าที่อยู่ในตำแหน่งของรัฐมีสิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่แล้ว

พปชร. ยัน ระดมทุนโปร่งใส - ตรวจสอบได้

พปชร. ยัน ระดมทุนโปร่งใส - ตรวจสอบได้

“พปชร.” มีรัศมีดูดีกลัว ปชช. จะเลือกเลยถูกถล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356595

“พปชร.” มีรัศมีดูดีกลัว ปชช. จะเลือกเลยถูกถล่ม

การเมือง,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,เลขาธิการ,รองหัวหน้าพรรค,ปิยะณัฐ วัชราภรณ์,ศิริพงษ์ รัสมี,ปราศรัย,หนองจอก,สส,พรรคเพื่อไทย,สข,เวรกรรม,คนละสี,ผัวไปทาง เมียไปทาง,ซาอุดิอาระเบีย,กรุงเทพฯ

“สนธิรัตน์” เปิดตัวผู้สมัคร “หนองจอก” เผย อยากเห็นเติบโตเท่าเขตอื่น ชี้ ปราศรัยเอาแต่ห้ำหั่นสีเสื้อ ไปไหนกลัวระเบิดลง ไม่รู้อยู่ กทม. หรือ ซาอุฯ

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 61 เวลา 16.00 น. ที่ ศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แขวงกระทุ่มแบน เขตหนองจอก กทม.  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานพรรค เขตหนองจอก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค โดยมี นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีต รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และประชาชนในพื้นที่ที่สนับสนุนร่วมงาน และมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตหนองจอก กทม. นายศิริพงษ์ รัสมี อดีตประธานสภาเขต (ส.ข.) หนองจอก พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ นายสนธิรัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยตอนหนึ่งว่า พื้นที่หนองจอกถือเป็นพื้นที่แรกที่ตนในฐานะเลขาธิการพรรคมาร่วมเปิดศูนย์ประสานงาน พปชร. และสาเหตุที่เลือกพื้นที่เขตหนองจอกในการเดินทางมาครั้งนี้ เพราะ 25 ปี ตั้งแต่เห็นพื้นที่หนองจอกมา และอยากเห็นการยกระดับให้เท่าเทียมพื้นที่อื่นใน กทม. วันนี้ยังเติบโตไม่เทียบเท่ากับพื้นที่อื่น สาเหตุใหญ่เกิดจากคนที่ดูแลพื้นที่ที่ดูแลประชาชนยังไม่ทุ่มเทให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และมั่นใจว่าทุกคนยินดีต้อนรับพรรคพลังประชารัฐด้วยหัวใจที่แท้จริง เวลาที่ได้ยินเสียงการปราศรัยอดคิดถึงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ว่า การปราศรัยแบบสร้างสรรค์ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นการปราศรัยด้วยการห้ำหั่นกัน แบ่งแยก ไม่เคยมียุคไหนในประเทศไทยที่ความขัดแย้งแยกสีแยกขั้วเกิดขึ้นมากที่สุดในประเทศไทย แม้แต่คนบ้านเดียวกัน ผัวไปทาง เมียไปทาง สาเหตุเพราะอยู่กันคนละสี ถือเป็นเวรกรรม

“ไอ้สิ่งเหล่านี้มันเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น คุยอะไรกันคุย แต่ถ้าคุยเรื่องสี ชกกันดีกว่า ประเทศไทยตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เดินไปที่ไหนกลัวระเบิดร่วงลงมา ไม่แน่ใจอยู่กรุงเทพฯ หรือ ซาอุดิอาระเบีย เพราะไม่รู้ว่าระเบิดอยู่ตรงไหน มันไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดขึ้นได้อย่างไร เราไม่เคยเป็นประเทศที่รบราฆ่าฟันกัน

เหตุการณ์ในวันนั้น สิ่งที่กลัวที่สุด คือ ไม่รู้ว่าเดินๆ อยู่แล้วเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งที่จำได้ไม่ลืมในการจัดงานเคานท์ดาวน์ในเทศกาลปีใหม่ มีการจัดงานหน้าห้างสรรพสินค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ มีคนไปร่วมงานเป็นหมื่นคน ทุกคนจูงมือกันไปร่วมงานเพื่อมีความสุข แล้วเวลาประมาณ 4 – 5 โมงเย็น อยู่ดีๆ ก็มีระเบิดใกล้ๆ ตู้โทรศัพท์ ทำให้มีคนตาย แล้วคิดว่าการเมืองแบบนี้ประชาชนยังจะเอาอยู่อีกหรือไม่ เราเอาแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด เอามาทำไม เอามาแล้วมายิงกันอีกแล้วจะทำอย่างไร

               พรรคพลังประชารัฐจึงต้องเกิดขึ้น เพราะเห็นว่าถ้าปล่อยให้พรรคนี้ชนะอีกพรรคหนึ่งก็จะออกมาใหม่ 10 กว่าปีแล้วเป็นแบบนี้ เรามามัวทะเลาะเบาะแว้งกันจนประเทศเดินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวตอนท้ายว่า เมื่อพรรคพลังประชารัฐเปิดตัวออกมาก็มีรัศมีดูดี มีอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. เดินเข้าพรรคเป็นแถว แต่ปรากฏว่าทุกคนต่างรุมถล่มพรรคพลังประชารัฐทุกวัน เพราะกลัวว่าประชาชนจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ จึงต้องรุมถล่ม วันนี้อยากถามประชาชนจะเลือกคนดีแล้วถูกถล่มหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นภายหลังการปราศรัย นายสนธิรัตน์กดปุ่มเปิดสาขาพรรคหนองจอกที่นายสนธิรัตน์ระบุว่าเป็นบ้านหลังที่สองมาพูดคุย เสนอแนะ บอกกล่าวปัญหาในพื้นที่ได้

"พปชร." มีรัศมีดูดีกลัว ปชช. จะเลือกเลยถูกถล่ม

"พปชร." มีรัศมีดูดีกลัว ปชช. จะเลือกเลยถูกถล่ม

"พปชร." มีรัศมีดูดีกลัว ปชช. จะเลือกเลยถูกถล่ม

“ผบ.ทสส.” ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356588

“ผบ.ทสส.” ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

การเมือง,ผบทสส,กองร้อยทหารช่าง,สร้างสันติภาพ,ปฏิบัติภารกิจ,เซาท์ซูดาน,ปรัชญาเศรษกิจพอเพียง,ในหลวง ร9,เผยแพร่

“ผบ.ทสส.” ส่ง กองร้อยทหารช่าง ปฏิบัติภารกิจสร้างสันติภาพ “เซาท์ซูดาน” ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่ ขอ “ผู้ประสงค์ร้าย” คิดถึงบรรยากาศที่ดีของไทย

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 ธ.ค. 61 ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถ.แจ้งวัฒนะ  พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวถึงการดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ว่า

กองทัพมีของขวัญให้กับคนไทย โดยอยากให้ทุกคนมีความสุข มีความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกองทัพมีขีดความสามารถด้านการช่างและการพัฒนา ซึ่งทุกเหล่าทัพจะดูแลประชาชนที่สัญจรไปมาให้เกิดความปลอดภัย ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำไปกับทุกเหล่าทัพแล้ว

พล.อ.พรพิพัฒน์ ยังกล่าวถึง ผู้ไม่หวังดีเข้าสร้างสถานการณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เชื่อว่า ทุกคนมีความปรารถนาดี และผู้ที่พยายามสร้างสถานการณ์ก็คงจะนึกถึงบรรยากาศที่ดีของประเทศในเวลานี้ และหวังว่าทุกคนจะเห็นแก่ประเทศ ขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะดูแลประชาชนให้มีความปลอดภัย

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

“ผบ.ทสส.” ส่ง กองร้อยทหารช่างปฏิบัติภารกิจสร้างสันติภาพเซาท์ซูดาน

พล.อ.พรพิพัฒน์ เป็นประธานพิธีส่งกำลังพลของกองทัพไทย เดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ครั้งที่ 2/2561 จำนวน 261 นาย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน

พล.อ.พรพิพัฒน์ ให้โอวาทตอนหนึ่งว่า การที่ประเทศไทยโดยกองทัพไทยได้ส่งกำลังกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพ ภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติในครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญในระดับชาติ ในการเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจการช่วยในพื้นที่มีความขัดแย้ง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจต่อประเทศ และกองทัพ

ทั้งนี้ กำลังพลกองร้อยทหารช่างทุกนายที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้ คือผู้ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมและการเตรียมความพร้อม ทั้งความรู้ ความเข้าใจในภารกิจที่ได้รับมอบจากสหประชาชาติ รวมทั้งมีความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ในสภาพแวดล้อมที่มีความยากลำบาก ขอให้ภูมิใจว่าท่านเป็นผู้แทนของกองทัพไทยในต่างแดน จงปฏิบัติหน้าที่ให้สมเกียรติ รักษาชื่อเสียง เกียรติภูมิของประเทศและของกองทัพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และมีภัยอันตราย

พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นมีความใกล้ชิดและประเมินสถานการณ์ให้ถูกต้องอยู่เสมอ ในส่วนของครอบครัวและญาติมิตร ขอให้มั่นใจว่าบุคคลในครอบครัวจะได้รับการเอาใจใส่และดูแลเป็นอย่างดีจากผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ต้องขอชื่นชมในความเสียสละและขอเป็นกำลังใจให้กำลังพลทุกนาย ในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่งของกองทัพไทยในครั้งนี้ สำหรับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปเผยแพร่นั้น เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจ สามารถพัฒนาพื้นที่ เช่นเดียวกับประเทศไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจของ ในหลวง ร.9

พล.อ.พรพิพัฒน์ ยังกล่าวยอมรับว่า เซาท์ซูดาน มีระยะทางห่างจากประเทศไทยพอสมควร ถ้าไม่มีความยากลำบากในการส่งกำลังบำรุง รวมทั้งพื้นที่ปฏิบัติการเป็นทะเลทราย และสถานการณ์ในประเทศของเขาอาจจะยังมีความขัดแย้งอยู่ แต่ภารกิจของเราที่ไปในครั้งนี้เป็นภารกิจไม่ได้เกี่ยวข้องกับคู่กรณีด้านความขัดแย้ง ดังนั้น เรื่องผลกระทบด้านความปลอดภัยคิดว่าคงไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล ได้กำชับให้กำลังพลทุกคนหลีกเลี่ยงการเข้าไปสู่สถานการณ์ที่คู่ขัดแย้งมีประเด็น เพราะอาจส่งผลกระทบความปลอดภัยของกำลังพลได้

พ.ท.บุรินทร์ ธีระวัฒนวิศิษฎ์ ผู้บังคับกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย – เซาท์ซูดาน กล่าวว่า กองร้อยเฉพาะกิจทหารช่างชุดนี้จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐเซาท์ซูดานเป็นเวลา 1 ปี ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพไทยทดลองส่งกำลังไปปฏิบัติภารกิจเป็นเวลานาน เนื่องจากไทยและสาธารณรัฐเซาท์ซูดานมีระยะทางห่างกันถึง 10,000 กิโลเมตร และใช้เวลาในการเดินทางนาน

พ.ท.บุรินทร์ ยังระบุอีกว่า ภารกิจหลักของกองร้อยเฉพาะกิจทหารช่างชุดนี้ ทางสหประชาชาติหรือยูเอ็นมอบหมายให้ คือ การซ่อมแซมปรับปรุงถนนในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ที่ส่วนใหญ่เป็นถนนลูกรัง รวมถึงการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคในค่ายทหารของสหประชาชาติด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดกำลังครั้งนี้ถือว่าเป็นเกียรติสำหรับประเทศไทย เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่จะสามารถจัดกำลังกองร้อยเฉพาะกิจทหารช่างได้ เนื่องจากเรามีเครื่องมือและกำลังพลที่มีขีดความสามารถ สิ่งสำคัญกองร้อยฯ และกำลังพลทุกนายจะดำรงเกียรติวินัย และเกียรติภูมิของกองทัพไทย ความเป็นทหารไทย และเผยแพร่ศาสตร์พระราชาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนสาธารณรัฐเซาท์ซูดานด้วย

กองร้อยเฉพาะกิจทหารช่าง มีกำหนดออกเดินทางในวันที่ 23 ธ.ค. เวลา 01.05 น. โดยเครื่องบินเช่าเหมาลำของสหประชาชาติจากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย และเดินทางต่อโดยสายการบิน Ethiopian Airlines ไปยังสนามบินจูบา สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน โดยกองทัพไทย ได้ส่งกำลังพลส่วนล่วงหน้า จำนวน 12 นาย และยุทโธปกรณ์ จำนวน 12 ตู้คอนเทนเนอร์ จากท่าอากาศยานอู่ตะเภา กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดระยอง ไปยังสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การส่งกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ไทย – เซาท์ซูดานครั้งนี้ เป็นการเข้าร่วมภารกิจ UNMISS ในครั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 ซึ่งภารกิจของกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ไทย – เซาท์ซูดาน เป็นการซ่อม ฟื้นฟู และก่อสร้างทางสายหลัก และสายรองในพื้นที่รับผิดชอบเมืองจูบา และเมืองรุมเบ็ค สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เพื่อสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ถือเป็นการส่งเสริมบทบาทที่สำคัญของประเทศไทยในเวทีประชาคมโลกในการรักษาสันติภาพ นอกจากนี้กองทัพไทยยังได้เผยแพร่ศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในสาธารณรัฐเซาท์ซูดานอีกด้วย

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่

"ผบ.ทสส." ยัน จนท. เข้มดูแลประชาชนฉลองปีใหม่