วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ – รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356529

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ – รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

การเมือง,เลือกตั้ง,นายกฯ,ปตท,บงกช,เอราวัณ,ประยุทธ์,คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35,คณะตรวจสอบภาคประชาชน,พรรคเพื่อไทย,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคสามัญชน,ภาคประชาชน,รถไฟความเร็วสูง

กลุ่มญาติวีรชน – คณะตรวจสอบ ปชช. วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ – รถไฟความเร็วสูง น่าสงสัย ประโยชน์ไม่ถึง ปชช. – ประเทศ เต็มหน่วย

21 ธ.ค. 61 ที่ ห้องประชุมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 13.30 น. นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 และคณะตรวจสอบภาคประชาชน ร่วมแถลงข่าววิพากษ์การทุจริตฉ้อฉลและประพฤติมิชอบของรัฐบาลในโครงการขนาดใหญ่ก่อนการเลือกตั้ง

นางรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. และนักรณรงค์ด้านสิทธิผู้บริโภค – ด้านพลังงาน ซึ่งเป็น 1 ในคณะตรวจสอบภาคประชาชน ได้กล่าวถึงโครงการประมูลแหล่งปิโตรเลียมหลุมก๊าซบงกช – เอราวัณ ว่า ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศไป เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ว่า ครม. มีมติเรียบร้อยแล้วที่จะให้ ปตท.สผ. เป็นผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 แปลง ประเด็นที่ รมว.พลังงาน ได้พูดถึงประโยชน์ต่างๆ ว่าการประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกช – เอราวัณ จะทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์นั้น ที่จริงต้องบอกว่าประโยชน์เหล่านี้ยังไม่เคยมีการวิเคราะห์อย่างจริงจังว่าได้ประโยชน์จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ตนอยากจะบอกคือ การประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกช – เอราวัณ นี้ที่ถือว่าเป็นแปลงใหญ่ที่สุดที่ผลิตก๊าซในประเทศไทย 75% ของอ่าวไทย กรณีนี้ต้องถือว่านำไปสู่การผูกขาดแบบครบวงจรของบริษัทในเครือ ปตท. เพราะว่า บริษัท ปตท. นั้นยังครอบครองท่อก๊าซในทะเลทั้งระบบ ซึ่งท่อก๊าซนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างขาดกันไม่ได้กับแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่งนี้

การประมูลของ ปตท. ที่ประกาศว่ามีชัยชนะเหนือบริษัท เชฟรอนฯ โดยการที่กระทรวงพลังงานกำหนดการให้คะแนนสูงสุดคือ 65 คะแนน สำหรับผู้ที่เสนอราคาก๊าซต่ำสุด โดยราคาที่กลุ่ม ปตท. เสนอคือ 116 บาท / ล้านบีทียู ขณะที่สัมปทานปัจจุบันของบริษัท ปตท. และ ปตท.สผ. แหล่งบงกช เสนอขายก๊าซปากหลุมอยู่ที่ 214 บาท ดังนั้น การเสนอราคาดังกล่าวพบว่ามีราคาต่างกันถึง 98 บาท / ล้านบีทียู ซึ่งหลายคนอาจเห็นว่าการเสนอราคาก๊าซที่ต่ำนี้ ประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่เราไม่เคยตั้งคำถามคือว่า ค่าภาคหลวง (ภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากการทำเหมืองและขุด ผลิตแร่ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน โดยกำหนดอัตราค่าภาคหลวงตามราคา แร่ หรือราคาโลหะแร่) จำนวน 10% ของราคาขายก๊าซลดลงไปเท่าใด ซึ่งนี่คือผลประโยชน์ตรงๆ ที่รัฐได้ ที่จะลดลงมาจากราคาขาย 214 บาท จากแหล่งบงกช และ 165 บาท จากแหล่งเอราวัณ จะเหลือ 110 กว่าบาท

ดังนั้น ต้องไปคำนวณตัวเลขอีกทีว่าผลประโยชน์ที่เป็นค่าภาคหลวง ซึ่งรัฐจะได้รับลดลงไปเท่าใดตลอดอายุสัญญา 30 ปี โดยรัฐมนตรีประกาศมาแล้วว่า สัญญาแรก คือ 20 ปี และต่อได้อีก 1 ครั้ง 10 ปี ก็เป็น 30 ปี และที่อ้างว่าจะทำให้ราคาค่าไฟถูกลง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่จริง เพราะหากว่ารัฐบาลต้องการให้ค่าไฟถูกลง เขาก็ยังไม่ยอมขายก๊าซในส่วนของรัฐบาลให้กับ กฟผ. ใช่มั้ย เหตุใดจึงต้องฝากให้ ปตท. เป็นผู้ขาย ดังนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ปตท. เพราะว่าจะได้ก๊าซในราคาถูก แต่เวลาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเขาไม่ได้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยล้วนๆ แต่มีสูตรของเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟจะมาจากอย่างน้อย 3 – 4 ส่วน คือ ก๊าซจากเมียนมา , ก๊าซจากแหล่งเจดีเอไทย – มาเลเซีย , ก๊าซแอลเอ็นจี (LNG) ราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ที่อ้างว่าจะมีราคาถูกลงไป 29 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 17 สตางค์ต่อหน่วย เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เพราะสูตรในการคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับ กฟผ. ก็จะมีก๊าซจาก 3 – 4 แหล่ง มาถ่วงน้ำหนักกัน แล้วก็บวกด้วยค่าผ่านท่อ ดังนั้น การที่กลุ่ม ปตท. ชนะการประมูล เขาสามารถดัมพ์ราคาได้ เพราะเขาสามารถเอาราคาค่าผ่านท่อมายืด – หดได้

น.ส.รสนา กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าการประมูลทั้ง 2 แหล่งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่การประมูล มันเป็นการประเคนผลประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. ดังนั้น ประเด็นที่รัฐมนตรีอ้างว่าจะได้ประโยชน์นั้น ก็จะไม่ได้ประโยชน์ ในกรณีของระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น ที่อ้างว่ากลุ่มบริษัท ปตท. ได้เสนอผลตอบแทนให้กับรัฐสูงกว่าในอดีต เช่น กล่าวว่าแหล่งบงกชส่วนแบ่งให้รัฐคือ 70% , เอราวัณแบ่งให้ 68% โดยอ้างว่าเอกชนจะได้ผลประโยชน์เพียง 30 – 32% ก็เป็นข้อมูลที่ไม่ได้บอกอย่างครบถ้วน เพราะว่าผลตอบแทนนั้นคือส่วนแบ่งกำไรที่หักต้นทุนแล้ว 50% ซึ่งโดยปกติแล้วในการประมูลที่แท้จริง ยกตัวอย่างประมูลคลื่น ก็จะเสนอเพียงตัวเดียว คือ เสนอราคาให้รัฐเท่าใด เช่น เสนอให้ 70,000 ล้านบาท รัฐบาลไม่ต้องสนใจเลยว่าบริษัทที่เสนอนั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเท่าใด แต่กรณีของปิโตรเลียมไม่ใช่ปิโตรเลียมเมื่อขุดขึ้นมาจะให้หักค่าใช้จ่ายได้ถึง 50% ขณะที่ตัวเลขนั้นไม่เคยมีการตรวจสอบ จริงๆ ถ้าบริหารให้ดีตัวเลขที่หักอาจไม่จำเป็นต้องถึง 50% ก็ได้

แต่การที่ให้เอกชนหักได้ถึง 50% เอกชนสามารถที่จะกินกำไรในส่วนที่เหลือ เช่น หากเขาสามารถบริหารต้นทุนเหลือ 30% แต่ว่าเขาสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ดังนั้น หักส่วนแล้วอีก 20% คือกำไรของเขา ดังนั้น ส่วนที่รัฐจะได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนตรงนั้นจะไม่มีประโยชน์เลย แต่ผลตอบแทน 68% หรือ 70% จะมีประโยชน์ต่อเมื่อเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่แท้จริง ในการแบ่งเป็นของโดยที่ไม่ต้องพูดเรื่องต้นทุน สมมติน้ำมันขุดขึ้นมาได้ 100 รัฐก็แบ่งส่วนมาเลย 70% แล้วรัฐมีหน่วยงานของตัวเองในการขาย ดังนั้น ในการขายรัฐต้องขายในราคาสูงสุด คือราคาตลาดโลก แต่ถ้ารัฐจะให้ประชาชนใช้หรือหน่วยงานของรัฐใช้จะใช้ราคาต่ำกว่าราคาตลาดโลกประชาชนก็ได้ประโยชน์ ขณะที่ส่วนที่ขายอิงราคาตลาดโลก เงินก็จะเข้าหลวงสูงสุด แต่กรณีก๊าซนี้เมื่อไปกดราคาขาย 116 บาท แล้วยังฝาก ปตท. ขายอีก ก็แสดงว่ารัฐต้องขายในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดโลก ประโยชน์นั้นก็จะไปที่กลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. เท่านั้น เพราะ ปตท. เองก็มีโรงแยกก๊าซ มีการขายปลีก ดังนั้น คือการผูกขาดแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำ รัฐ – ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ โดย 1. รัฐจะได้เงินที่เป็นค่าภาคหลวงน้อยลง 2. ส่วนแบ่งผลกำไรที่ได้ ซึ่งรัฐออกหลักเกณฑ์ให้เขาหักต้นทุนได้ 50% โดยไม่ได้ดูตัวเลขที่แท้จริง แล้วจะกลายเป็นการกลับไปหาระบบสัมปทานเหมือนเดิม

น.ส.รสนา ยังกล่าวอีกว่า นับตั้งแต่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ในอดีตก๊าซหุงต้มรัฐบาลมีการกำหนดเพดานราคาไว้ที่ 333 เหรียญ / ตัน คือกิโลกรัมละประมาณ 10 บาท แต่ปรากฏว่าหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2557 เปิดเพดานเลย คือไม่ใช่การอิงราคาที่มีการควบคุมไว้ดังกล่าว โดยเปิดโอกาสให้ใช้ราคานำเข้า 100% ทั้งที่ก๊าซหุงต้มผลิตในประเทศไทย แต่อิงราคาซาอุดิอาระเบีย บวกค่าขนส่งและค่าโสหุ้ย (คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิตสินค้าและบริการ เป็นต้นทุนแฝงที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับลด) ซึ่งค่าโสหุ้ยช่วงปีที่ผ่านมาในอดีตคิด 85 เหรียญ / ตัน ขณะที่ ปตท. เป็นผู้นำเข้าเพียงเจ้าเดียว ซึ่งไม่ต่างจากราคาน้ำมันที่กลั่นในประเทศไทย แต่ใช้ราคานำเข้าจากสิงคโปร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไทยไม่มีโอกาสได้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่เปิดทำสัญญาจาก 2 แหล่งนี้ที่เป็นประโยชน์กับคนไทยเลย และรัฐบาลด้วย สิ่งที่รัฐมนตรีไม่เคยพูดเลยก็คือ ราคาก๊าซหุงต้มจะใช้ราคาอะไรทำให้ประชาชนต้องใช้ก๊าซในราคานำเข้า

การเร่งรีบในการเปิดประมูลบงกช – เอราวัณ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่อาจจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจ และการที่มีการเร่งรีบทำสัญญาให้เสร็จภายในเดือน ก.พ. 62 ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ก็ต้องเกิดความสงสัยว่างานนี้มีเงินทอนหรือไม่ คิดดูว่า 30 ปี ก๊าซ 2 แหล่งนี้ แหล่งละ 1 แสนล้าน 2 แหล่ง คือ 2 แสนล้านต่อปี , 30 ปี คือ 6 ล้านล้าน ถ้าสมมติว่าจะมีเงินทอน สักกี่เปอร์เซ็นต์ดี ถ้า 10% ก็ 6 แสนล้าน ถ้า 5% ก็ 3 แสนล้าน 2.5% ก็ 1.5 แสนล้าน ลองคำนวณดูว่าเป็นเท่าใด และการที่เอาเชฟรอนฯ ออกไปโดยไม่อธิบายว่าประมูลแพ้ที่ส่วนไหนราคาก๊าซ หรือคุณสมบัติไม่ผ่าน แล้วเอาบริษัท มูบาดาลา เข้ามา ทำให้ประชาชนเกิดคำถามว่า รัฐบาล คสช. กำลังจับมือกับ ทักษิณ ใช่หรือไม่ เป็นการแบ่งเค้กกันบนทรัพยากรปิโตรเลียมของอ่าวไทยใช่หรือไม่

น.ส.รสนา กล่าวตอนท้ายว่า สัปดาห์หน้า เครือข่ายภาคประชาชน จะเดินทางไปพบพรรคการเมือง ก่อนปีใหม่นี้เรานัดไว้ 4 – 5 พรรค โดยพรรคแรกที่ตอบรับคือ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะไปพบกันวันพุธที่ 26 ธ.ค. นี้ เวลา 10.00 น. นอกจากนี้ยังมีที่ติดต่อไว้ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคอนาคตใหม่ ก็ตอบรับแล้วเช่นเดียวกัน โดยกำลังรอกำหนดเวลา และยังมีพรรคสามัญชนด้วย โดยเราจะไปตั้งคำถามกับพรรคการเมือง เกี่ยวกับจุดยืนของพรรคเรื่องพลังงาน และเรื่องกัญชา ว่ามีนโยบายอย่างไรบ้างที่ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ จะมีการปฏิรูปอย่างไร และจะมีพรรคไหนที่จะตรวจสอบกระบวนการประมูลที่ดูพิลึก ดูน่าสงสัยของรัฐบาล คสช. ที่เร่งรีบมาก

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ซึ่งร่วมวิพากษ์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน และการใช้ที่ดินบริเวณมักกะสัน กับการประมูลหลุมก๊าซ ว่า การใช้ที่ดินบริเวณมักกะสันนั้น ตนเคยยกประเด็นมาว่าที่ดินข้างเคียงเคยมีการซื้อขายกันในราคาตารางวาละ 1.8 – 2 ล้านบาท แต่ถ้าการให้เช่าแบบ 50 ปี ราคาก็อาจไม่ถึงแน่นอน แต่ก็ควรไม่ต่างจากนั้นมาก แต่ปรากฏว่าการตีราคาที่ดินหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยออกมาชี้แจงว่าเขาตีราคา 600,000 บาท / ตารางวา ซึ่งเวลา 50 ปี คำนวณแล้วให้เอกชนใช้ราคาเพียง 170,000 บาท / ตารางวา ตนคิดว่าอย่างนี้ผิดกฎหมายเรื่องการตีราคาทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ ตนขอเรียกร้องว่า การทุจริตไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากปฏิวัติ หรือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง การทุจริตในประเทศไทยจะเกิดไม่ได้ถ้าหากข้าราชการเข้มแข็ง ยืนหยัด และต่อสู้ และไม่เอา ไม่ยอม เราต้องการให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเสียที รักษาความถูกต้อง และขอเรียกร้องว่า เมื่อผ่านการเลือกตั้งแล้วไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลขอความกรุณาโปรเจกต์ บิ๊กโปรเจกต์ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการไป ขอให้หยิบยกมาเพื่อจะทบทวนตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบ ทั้งหมดนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ซึ่งได้ติดตามโครงการรัฐขนาดใหญ่ต่างๆ ก็ระบุว่า การตั้งข้อสังเกตเรื่องการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ตนจะรับหน้าที่ไปเขียนรายละเอียดเชิงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แล้วจะนำไปยื่นต่อ นายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันอังคารที่ 25 ธ.ค. นี้ เวลา 10.00 น. เพื่อให้ นายกฯ ใช้อำนาจทบทวนปัญหา แต่ถ้ายื่นแล้วไม่มีการทบทวน เป้าหมายต่อไปก็จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนโครงการนี้หรือมติดังกล่าว

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ได้แถลงปิดว่า จะขอเรียกร้องตั้ง 3 คำถาม ว่า 1. ก่อนหน้านี้ที่มีเจ้าสัวรายที่กำลังจะชนะประมูลพูดว่าได้รับการขอร้องจาก นายกฯ ประกาศว่าให้ช่วยรับอภิมหาโครงการนี้ทางภาคตะวันออกไว้ด้วย ส่วนภาคตะวันตกก็ให้อีกท่านหนึ่ง ก็ขอตั้งคำถามว่า นายกฯ ท่านจะยืนยันต่อสาธารณะได้หรือไม่ว่า ท่านพูดกับเจ้าสัวรายนั้นจริงตามภาพที่ปรากฏทางทีวี หากท่านพูดก็ต้องมาบอกประชาชนว่าได้พูดอย่างนั้น ถ้าไม่ได้พูดแต่เกิดความเสียหายมาในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำประเทศก็ต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง 2. หากท่านพูดจริง ท่านตอบคำถามให้ประชาชนทราบหน่อยว่า ท่านพูดในฐานะผู้มีอำนาจอะไร หนึ่งท่านเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ถึงได้แบ่งสันปันส่วนให้กับใครก็ได้ หรือท่านพูดในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ใช้อำนาจแบ่งให้ใครก็ได้ หรือท่านพูดในฐานะ นายกฯ ที่ใช้อำนาจพิจารณาเอางบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีจากประชาชนไปสนับสนุนกลุ่มทุนไหนก็ได้ 3. ฝากถึงท่านว่า ในฐานะที่ท่านแสดงเจตนาจะกลับเข้ามาเป็น นายกฯ ของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งหลังการเลือกตั้ง ท่านได้ทำหน้าที่ของการเป็น นายกฯ ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนได้ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อว่าประชาชนจะได้พิจารณาสนับสนุนท่านให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง คำถาม 3 ข้อนี้ ท่านต้องตอบผ่านประชาชน ผ่านสาธารณะ เพื่อว่าเราจะได้เลือก นายกฯ ถูกคน

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

วิพากษ์อภิมหาโครงการประมูลหลุมก๊าซ - รถไฟความเร็วสูงน่าสงสัย

“บิ๊กแดง” ปัด “คสช. – ทหาร” ปล่อยคลิปฉาวดิสเครดิตนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356518

“บิ๊กแดง” ปัด “คสช. – ทหาร” ปล่อยคลิปฉาวดิสเครดิตนักการเมือง

การเมือง,โบว์ อยากเลือกตั้ง,Bow Nuttaa Mahattana,คลิปฉาว,ดิสเครดิต,นักการเมือง,ผบทบ,อภิรัชต์ คงสมพงษ์,ทหาร,คสช,ประยุทธ์,นายกรัฐมนตรี

ปัด “คสช. – ทหาร” ปล่อยคลิปฉาวดิสเครดิตนักการเมือง “บิ๊กแดง” ระบุ ไม่รู้จะโยงใครก็บอกทหารทำ ชี้ จนท. พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีการแจ้งมา

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 61 ที่ กองบัญชาการกองทัพบก  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่เฟซบุ๊กส่วนตัวของ “โบว์ อยากเลือกตั้ง” ที่ใช้ชื่อว่า “Bow Nuttaa Mahattana” ออกมาตำหนิสื่อที่มีการเผยแพร่คลิปหลุดนักการเมืองชื่อดังมีเพศสัมพันธ์กับนักกิจกรรมสาว เหมือนเป็นการโยงถึงการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของ คสช. เพื่อสาดโคลนการเมือง ว่า ตนยังไม่เห็นเลย แต่อย่างที่ตนบอกว่า แม้ทหารอยู่เฉยๆ พอเกิดอะไรขึ้นก็บอกทหารทำ เพราะไม่มีใครแล้ว เนื่องจากรัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลทหาร คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหารก็ต้องมาบอกว่าเป็นทหาร แต่ตนไม่เข้าใจว่าเวลาทหารหรือรัฐบาลถูกฝ่ายตรงข้ามสาดโคลนในลักษณะที่เกิดขึ้น ใครเป็นคนทำ ทั้งนี้ ตนยังไม่ทราบและยังไม่เห็น ทราบจากสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนเดือดร้อนก็มาแจ้งได้ เมื่อทราบแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาข้อเท็จจริงต่อไป

เมื่อเวลา 16.00 น. พล.อ.อภิรัชต์ ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่า ตนได้กำชับให้กำลังพลดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จัดงานปีใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ 8 เศรษฐกิจเมืองทั้งหมด โดยจะมีการจัดตั้งกองกำลังของทหารทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงมหาดไทย

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวถึงการกำชับกำลังพลช่วงการเลือกตั้งภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปลดล็อกทางการเมืองเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่า ในส่วนของทหารต้องเตรียมการในการทำความเข้าใจในพื้นที่และให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง ทั้งนี้ เรื่องการเมืองตนไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะเราเป็นทหาร แม้ว่าจะถูกจับตามอง โดยเฉพาะตนที่มีตำแหน่งอีกตำแหน่ง คือ เลขาธิการ คสช. โดยกองกำลังทหารจะให้ความเป็นธรรม เราจะพยายามรักษาเสถียรภาพ เพราะกองทัพ คือ กองทัพ ตนเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะอยู่ที่ประชาชน โดยประชาชนย่อมเห็นว่าที่ผ่านมาผู้บริหารประเทศใครที่มีความจริงใจต่อประชาชน ใครที่ทำงานอุทิศทุ่มเทให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องการเลือกตั้งในส่วนของกองทัพ กำลังพลส่วนหนึ่งก็ถือเป็นประชาชน ถือเป็นการตัดสินใจของประชาชน

เมื่อถามว่า มีความเป็นห่วงความเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ในช่วงที่มีการเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายที่เห็นด้วยหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงพรรคการเมืองล้วนมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเรามาลงสนามแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ซึ่งบรรยากาศในการเลือกตั้งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องพูดในสิ่งไม่ดีของฝ่ายตรงข้าม เพราะตนผ่านวิกฤตการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ถือเป็นวิถีทางการเมือง

เมื่อถามว่า ทหารจะวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทหารจะขยับตัวอะไรก็ถูกมองว่าเป็น คสช. และอยู่ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านั้นตนได้ชี้แจงไปแล้วว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล กองทัพก็มีจุดยืนของกองทัพ ที่เป็นกองทัพของรัฐบาล และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะฉะนั้นการดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะถูกเพ่งเล็ง ซึ่งตนได้สั่งการให้เข้มงวดกับกำลังพลไปแล้ว แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองของประชาชนว่าการวางตัวของกองทัพและการเป็นทหารอาชีพ ตนยืนยันว่า ผู้บังคับหน่วยทุกคน รวมถึงตน มีความเป็นทหารอาชีพสูง

เมื่อถามว่า หากไม่มีการยอมรับผลการเลือกตั้งจะทำอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ขอให้รอดูผลการเลือกตั้ง เรามีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และจะกลั่นกรองข้อร้องเรียนต่างๆ ซึ่งเราเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องยอมรับกติกา เพราะการเลือกตั้งต้องมีแพ้และชนะ หลังจากการเลือกตั้งแล้วตนเชื่อว่าถ้าคนไทยด้วยกันอยากให้ไปสู้กันในสภาฯ อย่ามาสู้นอกเวที ทำไมต้องออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาชนเดือดร้อน หากยังมีกลุ่มคนที่คิดเช่นนั้นอยู่ แต่ตนเชื่อว่าขณะนี้ไม่มี

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะลงสู่สนามการเมือง กองทัพจะเว้นระยะห่างอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ยินว่าหัวหน้า คสช. จะลงไปเล่นการเมือง คนเรามีท่าทีได้ แต่ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการว่าจะลงเล่นการเมือง ตนมองว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะตอบคำถามตรงนี้ และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้พูดอะไร อีกทั้งตอนนี้ก็ยังเป็นหัวหน้า คสช.

“ป.ป.ช.” ไต่สวนต่อ !! ให้ความเป็นธรรม “สุเทพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356515

“ป.ป.ช.” ไต่สวนต่อ !! ให้ความเป็นธรรม “สุเทพ”

การเมือง,สุเทพ เทือกสุบรรณ,วรวิทย์ สุขบุญ,เลขาฯ ปปช,โรงพักทดแทน,ยื้อ,เพิ่ม,พยาน

“ป.ป.ช.” เผย คดีโรงพักทดแทน “สุเทพ – พวก” ยื้อ ยื่นพยานเพิ่ม คณะทำงานจึงต้องไต่สวนต่อ ชี้ ต้องให้ความเป็นธรรม คาด 1 – 2 เดือน ชง “องค์คณะไต่สวน” ได้

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 61  นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพัก) ทดแทน 396 แห่ง วงเงินกว่า 5,800 ล้านบาท ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กับพวก เป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่า แต่ละคดีที่ ป.ป.ช. รับผิดชอบ มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป บางคดีมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนน้อย แต่บางคดีมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก เหมือนเช่นคดีโรงพักทดแทน ที่มีผู้ถูกกล่าวหาประมาณ 16 ราย การใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานแต่ละคดีจึงกำหนดตายตัวไม่ได้ว่าคดีใดจะต้องเสร็จในระยะเวลากี่ปี แล้วแต่ความยากง่าย

“การทำงานของ ป.ป.ช. เราต้องหาพยาน เอกสาร หรือหลักฐานต่างๆ โดยไปขอมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยานที่เกี่ยวข้อง พยานจำนวนมากหรือจำนวนน้อยก็แตกต่างกันไป ทำให้เวลาในการไต่สวนก็แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าคดีนี้เร็ว คดีนั้นช้า แล้วแต่ปัจจัยขององค์ประกอบต่างๆ

สำหรับคดีโรงพัก ผู้ถูกกล่าวหามีทั้งนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง มูลค่าความเสียหายจำนวนมาก องค์คณะไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ซึ่งคณะทำงานในองค์คณะไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถเสนอองค์คณะไต่สวนพิจารณาไปแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหามีการกล่าวอ้างพยานบุคคลและพยานต่างๆ เพิ่มเติมเข้ามา องค์คณะไต่สวนจึงพิจารณาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงมีมติให้ไปไต่สวนพยานในประเด็นที่ผู้ถูกกล่าวหาท้วงติง เพิ่มเติมเข้ามา คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง” นายวรวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในประเด็นที่มีการท้วงติงมาหรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า เดิมผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 16 ราย ได้ให้ถ้อยคำและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามาทุกคนแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ที่จะอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อนำมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ทางองค์คณะไต่สวนได้นำมาพิจารณาแล้วเห็นว่ามีกรณีที่จะต้องให้ความเป็นธรรม จึงให้คณะทำงานไปไต่สวนเพิ่มเติมในส่วนพยานที่ถูกกล่าวอ้าง

“พยานบางชิ้นที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างมานั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สอบมาแล้ว แต่พยานบางชิ้นก็เห็นว่าไม่สมควรนำมากล่าวอ้าง แต่พยานบางชิ้นองค์คณะไต่สวนเห็นว่าจะต้องไปสอบเพิ่ม เพราะมีหลายส่วน จึงต้องให้ความเป็นธรรม โดยให้ไปสอบพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ถูกกล่าวหาขอความเป็นธรรม และเป็นไปตามมติองค์คณะไต่สวน” เลขาฯ ป.ป.ช. กล่าว

เมื่อถามว่า จะใช้เวลาไต่สวนอีกนานหรือไม่ เพราะมีเสียงวิจารณ์ว่า ป.ป.ช. จะไต่สวนไปจนหมดอายุความ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ทำอีกเล็กน้อย และคาดว่าภายใน 1 – 2 เดือนนี้ จะสามารถสรุปเรื่องเสนอองค์คณะไต่สวนได้

นั่ง “ปธ.อาเซียน” ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/356511

นั่ง “ปธ.อาเซียน” ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี

การเมือง,ไทย,ประยุทธ์,ประธานอาเซียน,รวมใจประสานสู่ประธานอาเซียน,ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน

“ประยุทธ์” เปิดงาน “รวมใจประสานสู่ประธานอาเซียน” เริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นทางการ 1 ม.ค. 62 ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 61 เวลา 15.00 น. ที่ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมใจประสาน สู่ประธานอาเซียน” ในโอกาสที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2562 และเปิดตัวแนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” และ โลโก้ของการเป็นประธานอาเซียน พร้อมมอบรางวัลให้กับ นายเขมพงษ์ รุ่งสว่าง และ นางสาวชยุตา หอมหนัก ผู้ชนะเลิศการประกวดโลโก้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก พวงมาลัย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์การต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของประเทศ หรือ การใช้ในงานมงคล ซึ่งการเป็นประธานอาเซียนนั้น ก็ถือเป็นเรื่องมงคล เป็นเกียรติ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ทั้งยังสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งภูมิภาค โดยมีดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน พร้อมคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน นักฟุตบอลเยาวชน และผู้ฝึกสอน ทีมหมูป่าอะคาเดมี นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย และตัวแทนทุกภาคส่วนเข้าร่วมงานด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ประธานอาเซียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2562 การที่เราจะได้มีโอกาสเป็นประธานอาเซียน ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 10 ปี ครั้ง จึงถือเป็นภารกิจสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับมอบหมาย นับเป็นเกียรติสำหรับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยที่พวกเราควรภูมิใจ การเป็นประธานอาเซียนของไทยครั้งนี้มีแนวคิดหลัก คือ ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การร่วมมือ ร่วมใจนั้น โลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ประชาคมอาเซียนของเราต้องมีเพื่อน ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน หรือใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ASEAN ก็ต้องเป็นทีมเช่นเดียวกันจึงจะมีพลัง สมาชิกในทีมคือประเทศและประชาชนทุกคนในอาเซียน อาเซียนจึงต้องมีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน เชื่อมโยงกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี และสร้างความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อกับมิตรประเทศภายนอกภูมิภาค บนพื้นฐานของเอกภาพอาเซียนและหลักการสามเอ็ม คือ การไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน (mutual trust) ความเคารพซึ่งกันและกัน (mutual respect) และผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual benefit) เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพที่ยั่งยืนในทุกมิติ
 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนคำว่าก้าวไกลนั้น คือ การก้าวสู่อนาคตให้ทันโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความท้าทาย จึงต้องเตรียมความพร้อมให้ชาวไทยและชาวอาเซียนเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และก้าวสู่ดิจิทัลอาเซียน ส่วนคำว่ายั่งยืน นั้นคือการพัฒนาในทุกด้าน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว ตนหวังว่า อาเซียนจะร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นวาระของโลก ทั้งนี้ ไทยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสานพระราชปณิธานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการพัฒนาสู่เศรษฐกิจสีเขียว

               นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปี 2562 จะเป็นอีกปีที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย นอกจากจะมีพิธีพระบรมราชาภิเษกและการเลือกตั้งไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนแล้ว ประเทศไทยจะได้แสดงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนและการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำ แขกต่างประเทศ รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกว่า 180 การประชุม จึงขอเชิญชวนชาวไทยทุกคนทั้งประเทศ ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อให้สามารถจัดการประชุมต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประสบผลสำเร็จ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จของการจัดงานในวันนี้ และจะมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงก่อนพิธีเปิดงานฯ ดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน เหล่าดารานักแสดง นักกีฬา และบุคคลที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความสนับสนุนบทบาทของไทยในการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ในปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่ทุกคนได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย พร้อมฝากให้ทุกคนตั้งใจทำงานและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป

นั่ง "ปธ.อาเซียน" ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี

‘อุตตม’วอนทุกพรรคอย่าสร้างเงื่อนไขก่อวิกฤติการเมืองรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/355900

‘อุตตม’วอนทุกพรรคอย่าสร้างเงื่อนไขก่อวิกฤติการเมืองรอบใหม่

พปชร,พรรคพลังประชารัฐ,ดรอุตตม สาวนายน

“อุตตม” หัวหน้าพปชร.พร้อมเรียกร้องทุกพรรคอย่าสร้างเงื่อนไขก่อวิกฤติการเมืองรอบใหม่ชูนโยบาย”สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน”นำพาสังคมไทย-ประเทศไทยมั่งคั่งจากเศรษฐกิจโลก

วันที่ 16 ธ.ค.2561 เวลา 15.00 น. ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร่วมงานเสวนา “อนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง 2562” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค จัดโดยเครือเดอะเนชั่น ตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 ประชาชนคนไทยคาดหวังให้ทุกฝ่ายยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แต่ไม่ใช่การยอมรับเพียงวาจาเท่านั้น แต่ต้องยอมรับด้วยการปฏิบัติ ต้องไม่สร้างหรือทำให้เกิดเงื่อนไขทั้งภายในและภายนอกสภา ที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายเหมือนในอดีต

“คนไทยทุกภาคส่วนไม่เอาแล้ว 10 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าใครก็ตามที่มีส่วนกับปัญหา ประเทศไทยสูญเสียไปมากแล้ว  วันนี้ต้องยอมรับกติกา ต้องยอมรับด้วยวาจาและการกระทำ ต้องไม่ส่งเสริมเรื่องนอกกติกา หากเป็นเช่นนี้แล้วประเทศก็จะเดินหน้าไปได้ ไม่เกิดกีฬาสี วันนี้เรามีกฎเกณฑ์กติกา บางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ แต่วันนี้มาถึงจุดที่ต้องมองไปข้างหน้า คนไทยดูออกใครวางตัวอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือรัฐบาล ถ้าเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วเมื่อผลออกมาต้องยอมรับกัน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐยอมรับในการตัดสินใจของประชาชน” หัวหน้าพรรค พปชร. ระบุ

ดร.อุตตม กล่าวด้วยว่า นอกจากคนไทยต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งและให้ประเทศมีเสถียรภาพดีแล้ว พรรคมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศไทย ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่สะสมมานาน ภายใต้แนวทาง สร้าง-เสริม-ปรับ-เปลี่ยน คือ สร้างหลักประกันสังคมให้คนไทยได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงครอบคลุม เสริมความแข็งแกร่งของประเทศ ปรับเศรษฐกิจให้แข่งขันกับเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เปลี่ยนการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มิใช่ให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเป็นศูนย์กลาง แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงต้องไม่นำไปสู่การแตกแยก

ต่อข้อถามว่า หลังการเลือกตั้งจะจับมือกับพรรคใดเป็นรัฐบาลนั้น หัวหน้าพรรค พปชร. ตอบว่า ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะพูดถึงการจับมือกับพรรคการเมือง รอให้ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วค่อยมาว่ากันด้วยคณิตศาสตร์การเมือง เพื่อให้จัดตั้งแล้วรัฐบาลมีเสถียรภาพ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ส่วนในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่พรรค พปชร. จะนำเสนอนโยบายและตัวเลือกบุคลากรให้ประชาชนได้รับทราบ และตัดสินใจว่าจะได้อะไร ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ก้าวข้ามความขัดแย้ง  และดูแลพี่น้องประชาชนให้อยู่ดีกินดี

คาดทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/355822

คาดทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว

การเมือง,เลือกตั้ง,ประยุทธ์,นายกฯ,วิษณุ,ครมสัญจร,กกต,ทูลเกล้าฯ,ร่าง พรฎ,ร่างพระราชกฤษฎีกา,สส

“วิษณุ” คาด ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว ยัน “ประยุทธ์” ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แม้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็น นายกฯ

 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คาดว่ามีการนำร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ส่วนกรณีที่ กกต. ระบุว่า จะรู้วันเลือกตั้งที่ชัดเจนจะเป็นวันที่ 24 ก.พ. 62 หรือไม่ ต้องรอร่าง พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่เกิน 4 ม.ค. 62 นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะเป็นเพียงการกะเกณฑ์ของ กกต. แต่สามารถปรับได้ เพราะเขากะตามที่สะดวกของเขา โดยนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. ถัดจากนั้น 7 วัน ต้องมีเลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์ เป็นการเลือกตั้งต่างแดน หากนับถอยไปอีก เป็นการรับสมัคร พอคิดอย่างนี้ กกต. เลยคิดว่าต้องประกาศวันที่ 4 ม.ค. ซึ่งถ้าช้ากว่านี้ วันเลือกตั้งยังเป็นวันที่ 24 ก.พ. ได้ เพียงแต่ต้องปรับวันเลือกตั้งล่วงหน้ากับนอกราชอาณาจักร ซึ่งไม่ต้องต่อกัน ทับวันกันก็ได้

ส่วนการจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้มาอยู่ในบัญชีพรรคการเมือง เพื่อเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เริ่มทำได้เมื่อไหร่นั้น รองนายกฯ วิษณุ กล่าวว่า การทาบทามทำได้เลย แต่การเสนอชื่อให้ กกต. ต้องอยู่ภายใน 5 วัน ที่มีการเปิดรับสมัคร จะก่อนไม่ได้ หลังไม่ได้ ทั้งนี้ หลังจากเสนอชื่อให้กับ กกต. แล้ว ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร เพราะเป็นเพียงรายชื่อที่พรรคเสนอ ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ก็เหมือนกับนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ผ่านมา

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการหาเสียงต้องให้พรรคพูด นายกฯ จะพูดในแง่ของรัฐบาลเท่านั้น พูดอะไรก็ตามต้องตั้งต้นด้วยการเป็นรัฐบาล ไม่ใช่พรรคการเมือง เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้

“ทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยุบสภา และไปหาเสียง หรือแม้กระทั่ง นายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ครบเทอม แล้วก็ไปหาเสียง ซึ่งรู้ว่าต้องพูดอย่างไร แต่อาจแตกต่างตรงที่ท่านนายกฯ ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค จะพูดได้ก็แค่รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง”

               นายวิษณุ ยังกล่าวอีกว่า การประชุม ครม. สัญจร ยังสามารถมีได้ตามปกติไปจนถึงเดือน ก.พ. ที่มีการเลือกตั้ง เพราะได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้ว สามารถมีไปได้เรื่อยๆ เมื่อถามว่า มีได้แต่อาจไม่เหมาะสมหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม เพราะถึงอย่างไร ครม. ก็ต้องประชุมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประชุมที่ กรุงเทพฯ หรือสัญจรไปต่างจังหวัด ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่การประชุมสัญจร อาจได้ลงพื้นที่ได้พบประชาชนเท่านั้น

“ต้องยอมรับว่าคนเป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสได้เปรียบ แต่จะไปเอาเปรียบไม่ได้ อยู่เฉยๆ ก็ได้เปรียบ เพราะมีงานทำ มีผลงาน ทั้งนี้ การมองว่ารัฐบาลเอาเปรียบหรือไม่เอาเปรียบ มีเส้นแบ่งบางๆ ที่แล้วแต่ใครจะมองอย่างไร ถ้าแบ่งโดยกฎหมาย มันก็มีเส้นแบ่งชัดเจนตามกฎหมายอยู่แล้ว” นายวิษณุ กล่าว

WE WATCH จับตาเลือกตั้ง หวัง กกต. กล้าหาญอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/355818

WE WATCH จับตาเลือกตั้ง หวัง กกต. กล้าหาญอิสระ

การเมือง,เลือกตั้ง,กกต,คสช,We Watch,เปิดตัว,จับตาเลือกตั้ง

นศ. รวมตัวเปิดเครือข่าย We Watch จับตาการเลือกตั้งทั่วประเทศ มุ่งหวังให้มีการเลือกตั้งสุจริต ยุติธรรม เรียกร้อง กกต. แสดงความกล้าหาญรักษาความเป็นอิสระขององค์กร

 

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 15 ธ.ค. 61 กลุ่มนักศึกษาเปิดตัวเครือข่าย We Watch โดยตัวแทนเครือข่ายฯ อ่านแถลงการณ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาประชาชนมีบทเรียนราคาแพงว่า สังคมใดที่ไม่มีกติกาที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน การใช้ความรุนแรงจะกลายเป็นหนทางในการแก้ปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสร้างกระบวนการรองรับกับความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยคำถามและข้อสงสัยต่อความเชื่อมั่นว่าจะมีความยุติธรรมเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทหารที่มีมาตรา 44 ประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คอยกำกับ

ในนาม We Watch ซึ่งเป็นองค์กรสังเกตการณ์เลือกตั้งขอแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อสาธารณะ ดังนี้ 1. We Watch เป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่เชิดชู สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน มีบทบาทในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสังเกตการณ์เลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งมีความเป็นอิสระ ยุติธรรม เป็นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาประชาธิปไตยได้ 2. We Watch เป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกทั่วประเทศ และจะขยายให้ครอบคลุมทุกหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นพื้นที่ของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบทางการเมืองด้านการสังเกตการณ์เลือกตั้ง 3. We Watch เป็นเครือข่ายที่เป็นกลาง มีความเป็นอิสระจากฝ่ายต่างๆ 4. นอกจากทำหน้าที่สังเกตการณ์เลือกตั้งในครั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ยังมุ่งสร้างบรรยากาศให้การเลือกตั้ง กลายเป็นความหวังของประชาชนอย่างแท้จริง

5. เราสนับสนุนให้พรรคการเมืองแข่งขันกันอย่างอิสระและยุติธรรม 6. เราจะนำเสนอข้อมูลการสังเกตการณ์เลือกตั้งตั้งแต่ช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ช่วงของการเลือกตั้ง และช่วงหลังการเลือกตั้ง สู่สาธารณะ เพื่อทำให้ทุกคนสนใจ และเห็นความเป็นไปของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 7. เราขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจ เข้าร่วมการสังเกตการณ์เลือกตั้ง เพื่อเป็นการสร้างประสิทธิภาพในการเลือกตั้ง และกลไกการมีส่วนร่วม และตรวจสอบทางการเมืองของประชาชน 8. เราขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่โดยอิสระและมีความกล้าหาญ รวมถึงเร่งแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้การเลือกตั้งอาจไม่มีความชอบธรรม 9. เราขอชื่นชมข้าราชการทุกหน่วยงานที่วางบทบาทเป็นกลาง และกล้าหาญ เพียงพอในการปฏิเสธการเข้าร่วมการกระทำที่จะทำลายความเป็นอิสระ และยุติธรรมของการเลือกตั้ง และ 10. ขอเรียกร้องให้รัฐบาล และ คสช. หยุดการแทรกแซงการเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งปราศจากข้อครหา และหลีกเลี่ยงหนทางแห่งความรุนแรงระลอกใหม่ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังการเลือกตั้ง

We Watch จับตาเลือกตั้ง หวัง กกต. กล้าหาญอิสระ

We Watch จับตาเลือกตั้ง หวัง กกต. กล้าหาญอิสระ

ร้องแยก พปชร. จาก คสช. ขุด 16 หลุมพราง !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/355817

ร้องแยก พปชร. จาก คสช. ขุด 16 หลุมพราง !!

การเมือง,บิ๊กตู่,ลาออก,หัวหน้า คสช,ม44,หมากเกมการเมือง,เลือกตั้ง,หลุมพราง,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร

นักวิชาการวิเคราะห์ 16 หลุมพรางก่อนหลังเลือกตั้ง ปลุก ปชช. รวมพลังเฝ้าจับตา คาดพรรคชนะเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล วอน ส.ว. โหวตเลือก นายกฯ ตามเสียง ปชช.

 

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 15 ธ.ค. 61 เวทีเสวนาวิชาการ “ว่าด้วยบทเรียนและบทบาทในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย” โดย นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายในหัวข้อ “กลเกมการเมืองก่อนและหลังการเลือกตั้งปี 2562” ตอนหนึ่งว่า จากการสำรวจพบหมากเกมทางการเมืองถูกวางไว้ก่อนการเลือกตั้งประมาณ 16 หลุม

อาทิ การออกแบบระบบการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี 60 ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกนำมาใช้อีกแล้ว ออกแบบมาเพื่อลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง สร้างความคลุมเครือในการตัดสินใจระหว่างการเลือก ส.ส. พรรค หรือ นายกฯ , การเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองทำให้พรรคไม่มีฐานสมาชิก , การกำหนดให้พรรคต้องทำไพรมารีโหวตโดยที่ไม่มีความพร้อม , การใช้ ม.44 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง , รัฐบาลกลายมาเป็นผู้เล่นไม่ใช่กรรมการ หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอตัวเป็น นายกฯ อีกครั้ง รัฐบาลจะมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระและพรรคการเมืองอื่นๆ , การใช้ ม.44 ให้ กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ใน 5 – 6 จังหวัด เพื่อเอื้อให้กับบางพรรค

นางสิริพรรณ กล่าวอีกว่า หลุมพรางต่อมาคือ การล็อกนักการเมืองด้วยการส่งทหารไปเยี่ยมเยียนนักการเมืองและหัวคะแนน , การแขวนนักการเมืองท้องถิ่นบางพื้นที่จนมีการย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) , การย้ายพรรคครั้งใหญ่ของอดีต ส.ส. ไปยัง พปชร. โดยตัวเลขอดีต ส.ส. ปี 54 หรือ ส.ส. เกรดเอ 55 คน ย้ายมา พปชร. , มิติเศรษฐกิจจากการลงทะเบียนคนจนซึ่งคิดไว้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เป็นผลให้ 22 กลุ่มทุนได้ประโยชน์จากเม็ดเงิน , การโอนเงิน 500 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ซึ่งล้วนส่งผลต่อการเลือกตั้ง , ผู้สมัครพรรคเดียวกันมีหลายเบอร์ ทำให้ยากต่อการจดจำและเกิดความสับสนของผู้ที่ยังตัดสินใจไม่สะเด็ดน้ำ ตนจึงคาดหวังให้ กกต. เชิญพรรคการเมืองมาตกลงกันเพื่อจับสลากเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ หรือให้ กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้ง 350 เขต ส่วนตัวยังมีคามหวังกับ กกต. ที่จะนำดินมากลบหลุมพรางที่ถูกวางไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงกรณีป้ายหาเสียงจะมีแค่หน้า ส.ส. เขต หัวหน้าพรรค และแคนดิเดต นายกฯ ห้ามใช้รูปผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ สิ่งที่น่ากังวลใจและมองว่าเป็นอันตรายพอสมควร คือ เราไม่เคยมีพรรคการเมืองของรัฐ ขณะที่การเลือกคนที่ใช่ พรรคที่รัก ทำไม่ได้อีกแล้ว

“กลเกมที่วางไว้หลังเลือกตั้ง คือ ปกติเราจะรู้ผลการเลือกตั้งภายในวันลงคะแนน แต่ครั้งนี้จะรู้ผลภายใน 2 เดือน ไม่เร็วกว่า 1 สัปดาห์แน่นอน ระหว่างนั้นยังมีการสอยใบแดง ใบเหลือง ใบส้ม และใบดำ ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์สูง เพราะทุกครั้งที่มีการสอยจะกระทบคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ สามารถคำนวณได้ว่าจะต้องสอยกี่คน นอกจากนี้ ยังต้องจับตามองไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นคนที่นำชื่อ นายกฯ ขึ้นทูลเกล้า ในอดีตชื่อ นายกฯ เคยถูกเปลี่ยนมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็น นายกฯ คนนอก ซึ่งถูกบิดเบือนว่าเป็นรายชื่อที่เสนอจากพรรค ไม่ถือเป็นคนนอก เพราะผ่านสายตาประชาชนแล้ว แต่ในทางรัฐศาสตร์ นายกฯ ที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคยังเป็นคนนอก เมื่อได้เป็น นายกฯ จะรับผิดชอบต่อประชาชน หรือรับผิดชอบต่อพรรคที่เลือกให้มาเป็น นายกฯ ในภาพรวมมองว่า พรรคที่ชนะการเลือกตั้งอาจไม่ได้เป็นรัฐบาล จึงขอเรียกร้องให้ ส.ว. เคารพประชาชน ขอให้ ส.ว. โหวตเลือก นายกฯ ตามเสียงประชาชน หากประชาชนช่วยกันสังเกตการณ์การเลือกตั้ง จะไม่ผิดหวังกับผลเลือกตั้ง” นางสิริพรรณ กล่าว

               นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน มูลนิธิอันเฟรล (ANFREL) บรรยายในหัวข้อ “การสังเกตการณ์ในต่างประเทศ : การฟื้นฟูและการสถาปนาประชาธิปไตย” ว่า ตนมีบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งนานาชาติ 18 ปี เชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งจะทำให้คนไทยเข้าใจว่าวาทกรรมคนดีไม่มีอยู่จริง ถ้าเรายอมรับอำนาจนอกระบบ เราจะเจอกับความเลวร้ายอย่างไร เชื่อว่าคนไทยต้องเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง เพราะประชาธิปไตยไม่มีทางลัด

นายชูวัส ฤกษ์ศรีสุข บก. เว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า การต่อสู้ของนักมวย 2 คน ดูเผินๆ อาจเห็นว่าหน่วยก้านพอๆ กัน แต่อีกคนมีปืนสะพายหลังอยู่ บทบาทของสื่อต้องสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม ถ้าปล่อยให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกง สื่อจะไม่ได้รับความเชื่อถืออีกเลย ต้องปลดอาวุธ คสช. แยก คสช. ออกจาก พปชร. สื่อต้องเรียกร้องให้หยุดรายการพูดข้างเดียว

จากนั้น เป็นการบรรยายในหัวข้อ “สิ่งที่ต้องจับตาในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง” โดย นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกล่าวว่า จากบทเรียนในหลายประเทศ ทำให้มองเห็นการชุบตัวของเผด็จการผ่านการเลือกตั้ง หรือเรียกว่าระบอบเผด็จการจำแลงตัวเองให้เป็นประชาธิปไตย จัดการเลือกตั้งโดยที่ไม่ทำให้ตัวเองเสียอำนาจ คุมผลลัพธ์ให้ได้ การเลือกตั้งครั้งนี้เราจะไม่เห็นการโกงโจ่งแจ้งเหมือนในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่จะทำด้วยความแนบเนียน มีกลไกและเทคนิคที่ซับซ้อน เช่น แบ่งเขตพิสดาร โดยการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลคณะรัฐประหาร คสช. ยังมีอำนาจอยู่จนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่ และยังมีอำนาจเต็ม ถ้าเปรียบเป็นภาษากีฬาอาจเทียบเคียงได้ว่า คสช. ออกกติกาเอง ส่งผู้เล่นลงแข่ง แต่งตั้งกรรมการเอง และเปลี่ยนกติการะหว่างทางได้ด้วย ม.44 ได้ รวมทั้งมีผู้เล่นนอกสนาม หรือ ส.ว. ซึ่งไม่เล่นในสนาม แต่สุดท้ายจะมีผลต่อการตัดสิน

นายประจักษ์ กล่าวอีกว่า เราต้องร่วมกันจับตาถึงกฎเกณฑ์ที่จะออกมาหลังมี พ.ร.ฎ. เลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งโดย กกต. ไปจนถึงขั้นตอนการนับคะแนน การข่มขู่บังคับที่อาจทำต่อนักการเมือง หัวคะแนน หรือผู้เลือกตั้ง จนต้องย้ายขั้ว ย้ายพรรค เสรีภาพในการหาเสียงของพรรคการเมือง และเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และต้องจับตาโซเชียลมีเดีย เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์คล้ายประชามติโมเดล  มีให้ข้อมูลข้างเดียวเฉพาะฝ่ายสนับสนุนเท่านั้นที่เผยแพร่ได้ และกลเกมหลังการเลือกตั้ง 24 ก.พ. 62 ช่วงนับคะแนนเป็นสุญญากาศ คสช. ยังอยู่ ม.44 อาจถูกนำมาใช้บิดเบือน จัดการ หรือระงับข้อพิพาทในบางเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตย ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ คือ กองทัพ กับ ประชาชน ถ้ากองทัพไม่วางตัวเป็นกลางจะเป็นอันตรายมาก ขณะที่ประชาชนจะเป็นเพียงผู้ใช้สิทธิ์หย่อนบัตรไม่พอ แต่จะต้องมีบทบาทจับตาการเลือกตั้งในเขตของตัวเอง

“ผมขอเสนอให้ร่วมกันส่งพลังกดดันไปยัง คสช. ให้เลิกใช้ ม.44 ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเสนอชื่อเป็นแคนดิเดต นายกฯ ไม่ว่าจากพรรคใด อย่างน้อยแม้ไม่ลาออกจาก นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ควรลาออกจากหัวหน้า คสช. เพราะขณะนี้สวมหมวกอยู่หลายใบ การลาออกจากหัวหน้า คสช. จะทำให้สง่างามมากกว่า และรัฐบาลควรเปิดกว้างและเชิญชวนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้แทนระหว่างประเทศ เข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หากเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ยากที่จะมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ จากบทเรียนของหลายประเทศทำให้น่าห่วงว่า การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ ตอนนี้การเลือกตั้งเหมือนเป็นความหวังสุดท้ายในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปได้อย่างเรียบร้อย” นายประจักษ์ กล่าว

ร้องแยก พปชร. จาก คสช. ขุด 16 หลุมพราง !!

ร้องแยก พปชร. จาก คสช. ขุด 16 หลุมพราง !!

“เดียร์ GEN Y” ชู เทคโนโลยีแก้ปัญหา – พัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/355782

“เดียร์ GEN Y” ชู เทคโนโลยีแก้ปัญหา – พัฒนาประเทศ

การเมือง,พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ขัตติยา สวัสดิผล,เดียร์ Gen Y,เทคโนโลยี,แก้ปัญหา,พัฒนาประเทศ,คอร์รัปชัน

“ไทยรักษาชาติ” ชู นโยบาย เทคโนโลยีแก้ปัญหา – สร้างโอกาส – ลดคอร์รัปชัน

 

ที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จัดงานเสวนาจับตาการเลือกตั้ง 2562 ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “Gen Y กับการเลือกตั้ง 2562” เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากคน Gen Y และนักวิชาการรุ่นใหม่เกี่ยวกับแนวโน้ม นโยบาย ความคาดหวัง การขับเคลื่อนประเทศ ทัศนคติของการเลือกตั้งครั้งใหม่ รวมทั้งร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาการเลือกตั้งและความผาสุกของประชาชนไทย โดย น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองโฆษกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เป็นตัวแทนเข้าร่วมเสวนา ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า วิธีในการขับเคลื่อนประเทศจะทำอย่างไร ต้องยอมรับก่อนว่า โลกมันหมุนไปเร็วมาก ซึ่งยากที่เราจะตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น คิดว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเข้ามาพัฒนาประเทศ และทำให้ประเทศขับเคลื่อนไป ประเทศไทยของเราถูกทำให้หยุดนิ่งอยู่กับที่มานานแล้ว เกือบ 5 ปี หรือ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มันไม่ไปไหนเลย มันยังวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม จะทำอย่างไรให้ประเทศเราก้าวหน้าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตนมองว่า กฎหมายต่างๆ เราต้องมีการแก้ไข เพราะว่าในปัจจุบันนโยบายต่างๆ หรือในอนาคตที่จะถึงนี้ มันถูกจำกัด ในการที่จะบริหารงานต่างๆ มันถูกจำกัดโดยกฎหมาย เพราะฉะนั้นต้องมีการแก้กฎหมายสำคัญๆ ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ เราต้องทำให้ประเทศไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ด้วยการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ

เป้าหมายของตน คือ ไม่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคม คิดว่าเรื่องนี้เราไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่เราควรที่จะทำให้เหลือความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด เท่าที่เราจะสามารถทำได้ การมีส่วนร่วมของประชาชน ทำอย่างไรจะให้คน Gen Y ที่อยู่ในต่างจังหวัด ได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้เหมือนกับคน Gen Y ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ต้องมาพร้อมกับการเคารพของเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก แต่ทั้งนี้ ต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของเสียงส่วนน้อยด้วย และจะทำอย่างไรให้ผู้นำประเทศรู้สึกละอายใจต่อการที่กดหัวประชาชน

นอกจากนี้ จะทำอย่างไรให้ถึงเป้าหมาย ตนเห็นว่าการขยายโอกาสให้กับประชาชน การใช้เทคโนโลยีมาขยายโอกาส สร้างรายได้ ทำให้คนมีเงินที่จะเสียภาษี และนำเอาเงินภาษีนั้นมาใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ไปเป็นรัฐสวัสดิการ ทุกอย่างต้องมีความหวังค่ะ เราเคยไม่มีความหวังกับเรื่องรัฐสวัสดิการในการสาธารณสุข แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็มีความหวังจาก 30 บาท รักษาทุกโรค เราเคยคิดว่า เกษตรกรมีรายได้จากแค่การทำเกษตรกรรม แต่ความหวังของเราก็เคยทำให้เกษตรกรขายของ OTOP ไปได้ทั่วโลกมาแล้ว

เมื่อถามถึงจุดเด่นของพรรค ทษช. คือ เราจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับทุกๆ นโยบาย เพราะอย่างที่ได้บอก โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน ตามสโลแกนของพรรค เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นภาคแรงงาน ภาคเกษตรกรรม จะต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาประเทศ ประเทศไทยคนไทยเรามีสิ่งดีๆ หลายอย่าง ที่เราสามารถนำเสนอเอาไปขายได้กับทั่วโลก เราจึงต้องนำเอาเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาประเทศในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ระบบราชการ ทุกอย่างสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ได้หมด

อย่างไรก็ตาม ตนเป็นนักกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมาย รู้ถึงความยุ่งยากของระบบราชการ ตรงนี้เทคโนโลยีช่วยได้ เราจะทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของเราในการสร้างความสะดวกสบายให้ชีวิต เพราะเทคโนโลยีไม่เคยคอร์รัปชัน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการ จะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับประชาชน

"เดียร์ Gen Y" ชู เทคโนโลยีแก้ปัญหา - พัฒนาประเทศ

ขู่ฟันวินัยกำลังพลไม่วางตัวเป็นกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/355780

ขู่ฟันวินัยกำลังพลไม่วางตัวเป็นกลาง

การเมือง,ทหาร,เป็นกลาง,กฤษณ์ จันทรนิยม,พรพิพัฒน์ เบญญศรี,ฟันวินัย,กำลังพล,เลือกตั้ง

ผบ.ทสส. ย้ำ กำลังพลวางตัวเป็นกลาง ขู่ ตรวจพบว่าไม่เป็นกลางดำเนินการทางวินัยทันที

 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 14 ธ.ค. 61 ที่ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.)  พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงข่าวภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยมี พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยศรินทร์ ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เข้าร่วมประชุม

ผบ.ทสส. ได้เน้นย้ำในที่ประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ให้แต่ละเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งกำลังพลให้มีวิจารณญาณ รอบคอบในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยทางสังคม อีกทั้งเน้นย้ำกำลังพลและครอบครัว ให้การสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 62 ตามสิทธิ์และหน้าที่ของการเป็นพลเมืองไทยที่ดี ซึ่งต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจ ให้ตระหนักว่าการดำเนินการของทหาร ต้องมีสำนึกในความเป็นทหารอาชีพ รวมทั้งต้องเผยแพร่ และประพฤติตนอย่างเหมาะสม

เมื่อถามว่า ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งปลดล็อกทางการเมือง กรณีดังกล่าวในส่วนของทหาร ยืนยันว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอย่างเข้มงวดในทุกพื้นที่ ในส่วนของหน่วยทหารมีหน้าที่สร้างความรับรู้ให้กับประชาชนและกำลังพล รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากมีการร้องขอให้สนับสนุนในแต่ละส่วน โดยจะมีขั้นตอนการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การดำเนินการของ กกล.รส. ในทุกพื้นที่และทุกจังหวัด ยังมีผลอยู่ เพื่อสร้างสภาวะให้เอื้ออำนวยและสร้างความสงบเรียบร้อย

“ผบ.ทสส. ได้ย้ำมาหลายครั้ง เรื่องการวางตัวของกำลังพล ของทุกเหล่าทัพ และ สตช. จะต้องมีการชี้แจงกำลังพลว่าต้องวางตัวเป็นกลาง ถ้าตรวจพบว่าใครดำเนินการไม่ถูกต้อง ตามที่ได้มีการสั่งการ ก็จะถือว่ามีความผิดทางวินัย” พล.ต.กฤษณ์ กล่าว

สำหรับการหาเสียงของพรรคการเมืองนั้น หากมีการคลายล็อกแล้ว หากพรรคการเมืองพรรคใดต้องการเข้ามาหาเสียงในพื้นที่ทหาร ทุกพรรคสามารถทำหนังสือมายังหน่วยทหารนั้นๆ เพื่อขอเข้าพื้นที่เพื่อหาเสียงตามปกติ โดยทางหน่วยจะมีการทำหนังสือรายงานผู้บังคับบัญชา ตามลำดับชั้น ซึ่งตนคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะทุกครั้งก็ดำเนินมาอย่างนี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกพรรคเท่าเทียมกัน แต่ในขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น

ส่วนเรื่องการป้องกันผู้มีอิทธิพลและมือปืน ในช่วงที่เข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งนั้น ทางฝ่ายความมั่นคงมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่แล้วในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ผบ.ทสส. ได้เน้นย้ำให้เหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งต้องดำเนินการตามแผนงาน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในรูปแบบของโครงการ “เติมความสุขให้คนไทย จากใจทหาร” ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 61 – 2 ม.ค. 62 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มงาน ได้แก่ 1. การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชน เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับประชาชน เช่น การลาดตระเวน และการตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อดำเนินการป้องปรามต่างๆ 2. การช่วยเหลือประชาชน โดยให้ทหารทุกหน่วย และ สตช. มีความพร้อมเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ที่จะออกดำเนินการ หากเกิดเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ อาทิ ภัยพิบัติ และอุบัติเหตุขนาดใหญ่ และ 3. การให้บริการและอำนวยความสะดวกต่างๆ ในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งจะมีการตั้งจุดบริการ บริเวณหน้าหน่วยทหารทั่วประเทศ และพื้นที่ที่มีความเหมาะสม