สะพรึง แสงสีฟ้าสว่างจ้าเหนือท้องฟ้านิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575260

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 11:20 น.

สะพรึง แสงสีฟ้าสว่างจ้าเหนือท้องฟ้านิวยอร์ก

ชาวนิวยอร์กตื่น ท้องฟ้าสว่างจ้าด้วยแสงนีออนสีฟ้า คาดหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด

สื่อสหรัฐหลายแห่งรายงานว่า เกิดเหตุระทึกขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าในนครนิวยอร์ก เมื่อปรากฎแสงสว่างจ้าเป็นลักษณะแสงนีออนสีฟ้าขึ้น และสามารถมองเห็นได้ในหลายพื้นที่ในแถบแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก ไปจนถึงฝั่งของรัฐนิวเจอร์ซีย์

 

เหตุดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายราย ต่างโพสต์ภาพและคลิปวิดิโอของเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้อย่างตื่นเต้นในความสวยงาม โดยผู้ใช้งานบางรายระบุด้วยว่าราวกับเอเลี่ยนกำลังบุกนิวยอร์กเหมือนกับในภาพยนต์

รายงานยังระบุด้วยว่าอาการสูงบางแห่งยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของการระเบิดพร้อมๆกับแสงสว่างจ้า ส่งผลให้ผู้คนที่อยู่บนตึกสูงต่างวิ่งลงมาบนถนนด้านล่าง อีกทั้งมีรายงานว่าพบกระแสไฟฟ้าดับในบางพื้นที่ด้วย

 

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของนครนิวยอร์กได้ตอบสนองต่อเหตุดังกล่าวโดยระบุว่าพบเหตุระเบิดอย่างรุนแรงที่โรงไฟฟ้า Con Edison power plant ในย่าควีนส์

ในเวลาต่อมาหน่วยดับเพลิงนครนิวยอร์กได้ทวีตข้อความระบุว่าแสงสีฟ้าที่เห็นในหลายพื้นที่นั้นเกิดจากหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายตัวในโรงไฟฟ้า Con Edison เกิดการลัดวจรและระเบิดขึ้น โดยเหตุดังกล่าวนั้นขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

 

ภาพ : @benpassikoff

ทรัมป์อาจยกระดับแบนอุปกรณ์หัวเว่ย-แซดทีอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575252

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

ทรัมป์อาจยกระดับแบนอุปกรณ์หัวเว่ย-แซดทีอี

สื่ออ้าง ปธน.ทรัมป์อาจใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร ห้ามบริษัทเอกชนสหรัฐซื้ออุปกรณ์หัวเว่ย-แซดทีอี

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐจำนวน 3 ราย โดยระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจมีการใช้อำนาจด้วยการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ห้ามบริษัทเอกชนในสหรัฐ ใช้อุปกรณ์ในเครือข่ายโทรคมนาคมจากบริษัทหัวเว่ย และ แซดทีอี สองยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจากนี้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสอดแนม และจารกรรมข้อมูลของผู้ใช้งานในสหรัฐ

รายงานข่าวยังไม่มีการยืนยันจากทำเนียบขาวแต่อย่างใด

รายงานยังระบุอีกว่าคำสั่งดังกล่าวนั้นจะไม่มีการระบุชื่อของบริษัทจีนทั้งสองแต่อย่างใด แต่จะมีการกำหนดเงื่อนไขที่สอดคล้องกับบริษัททั้งสองโดยตรง

ปัจจุบันผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในแถบชนบทของสหรัฐหลายเจ้าต่างล้วนเป็นลูกค้าของทั้งหัวเว่ยและแซดทีอี เนื่องจากมีราคาถูกกว่าคู่แข่ง และต่างเป็นกังวลว่าหากมีคำสั่งดังกล่าวออกมาจริง พวกเขาจะต้องรับผิดชอบด้วยการปลดอุปกรณ์เหล่านี้ออกจากเครือข่าย

รอยเตอร์ยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในบริษัทด้านเทเลคอมแห่งหนึ่งว่า คำสั่งฝ่ายบริหารนี้คาดว่าอยู่ภายใต้การพิจารณามานานกว่าแปดเดือนแล้ว และอาจมีการประกาศเร็วสุดภายในเดือนมกราคมนี้  โดยจะสั่งให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐปิดกั้นบริษัทในสหรัฐที่เคยมีประวัติซื้ออุปกรณ์จากหัวเว่ย ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

รายงานของรอยเตอร์ยังสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ The Wall Street Journal เคยรายงานกระแสข่าวดังกล่าวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมว่าคำสั่งนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา รวมถึงเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามสั่งห้ามหน่วยงานในรัฐบาลสหรัฐใช้อุปกรณ์ของทั้งสองบริษัทมาแล้ว

อย่างไรก็ดี ด้านโฆษกหญิงประจำกระทรวงต่างประเทศจีนได้ปฎิเสธแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยระบุเพียงว่า รายงานดังกล่าวยังเป็นแค่กระแสข่าว และยังไม่มีการยืนยันใดๆจากรัฐบาลสหรัฐ แต่เธอได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศควรร่วมกันพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบริษัททั้งสองนั้นมีส่วนในการจารกรรมข้อมูล ตามที่กลายชาติกล่าวหาหรือไม่

ทั้งนี้ ความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ กลับมาปะทุอีกครั้งนับตั้งแต่ที่ทางการแคนาดาจับกุมนางสาวเมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอ และทายาทของบริษัทหัวเว่ย ตามคำสั่งของสหรัฐ ด้วยข้อกล่าวหาว่าจัดตั้งบริษัทลูกบังหน้าในการทำธุรกรรมลับๆกับอิหร่าน เนื่องจากบริษัทหัวเว่ยมีสำนักงานและมีการจดทะเบียนต่อทางการสหรัฐด้วย จึงต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐบาลสหรัฐเช่นกัน

รัสเซียทดสอบมิสไซล์ “อาวองการ์ด” เร็วระดับไฮเปอร์โซนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575203

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 18:17 น.

รัสเซียทดสอบมิสไซล์ "อาวองการ์ด" เร็วระดับไฮเปอร์โซนิก

ทัพรัสเซียประสบความสำเร็จในการทดสอบประสิทธิภาพขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “อาวองการ์ด” พร้อมเข้าประจำการปีหน้า

สื่อรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เดินทางไปเป็นประธานในการทดสอบประสิทธิภาพของขีปนาวุธต้นแบบรุ่น “วายยู-71” และ “วายยู-74″ หรือที่ใช้โค้ดเนมว่า อาวองการ์ด” ( Avangard ) ที่กระทรวงกลาโหม

 

โดยอาวุธดังกล่าวนี้มีประสิทธิภาพในระดับที่สามารถทำความเร็วได้สูงถึงระดับไฮเปอร์โซนิกซึ่งถูกยิงขึ้นจากฐานยิง Dombarovsky  ทางใต้ของรัสเซีย และมีเป้าหมายในการยิงทดสอบแถบคาบสมุทรคัมชัตคา ทางตะวันออกของประเทศ

 

ภาพ : RT

 

สำหรับผลการทดสอบนั้นสื่อรัสเซียรายงานว่า ขีปนาวุธสามารถทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปไกลถึง 6,000 กิโลเมตรได้อย่างแม่นย่ำ

สำหรับขีปนาวุธอาวองการ์ดนี้ เป็นหนึ่งในระบบขีปนาวุธขั้นสูง 5 รุ่นที่ประธานาธิบดีปูติน “ภูมิใจนำเสนอ” แก่สายตาชาวโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเขาหวังว่าจะสามารถต่อกรกับระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐได้ โดยปูตินคาดว่าขึปนาวุธอาวองการ์ดนี้จะสามารถเข้าประจำการในกองทัพรัสเซียภายในปี 2019

 

 

อย่างไรก็ดี โครงการพัฒนาอาวุธดังกล่าวนั้นยังคงถือว่าเป็นความลับสุดยอด โดยทางสื่อรัสเซียมีการเผยแพร่ภาพของขีปนาวุธขณะทำการยิงขึ้นจากระยะไกลเท่านั้น โดยไม่มีการเผยแพร่รูปลักษณ์ของขีปนาวุธรุ่นนี้ในลักษณะที่ชัดเจนสู่สาธารณะ

 

ขณะที่ทางกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุคุณสมบัติของขีปนาวุธรุ่นนี้ไว้เพียงคราวๆเท่านั้น โดยระบุแค่ว่ามีประสิทธิภาพสูง สามารถทำความเร็วได้ถึง 20 มัค ตัวขีปนาวุธทำมาจากวัสดุคอมโพสิตน้ำหนักเบา ที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงถึง 2,000 องศาเซลเซียส

และเชื่อว่าเป็นอาวุธที่ไม่มีระบบป้องกันขีปนาวุธใดๆจะป้องกันการโจมตีของรุ่นนี้ได้ไปอีกนานหลายทศวรรษข้างหน้า ด้านประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวหลังการทดสอบเป็นผลสำเร็จกับเจ้าหน้าที่กลาโหมว่า ขีปนาวุธรุ่นนี้จะเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นพิเศษให้กับรัสเซีย

 

หนุ่มมะกันประสบความสำเร็จ เดินเดี่ยวข้ามขั้วโลกใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575191

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 15:51 น.

หนุ่มมะกันประสบความสำเร็จ เดินเดี่ยวข้ามขั้วโลกใต้

“โคลิน โอเบรดี้” หนุ่มสหรัฐประสบความสำเร็จในการเดินทางข้ามทวีปแอนตาร์กติกาเพียงคนเดียว

สำนักข่าวเอ็นบีซีของสหรัฐรายงานว่า นายโคลิน โอเบรดี้ (Colin O’Brady) วัย 33 ปี จากเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นบุคคลแรกที่สามารถเดินทางข้ามทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) เพียงคนเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรกโดยไม่ขอรับความช่วยเหลือใด และใช้เวลาในการเดินทางถึง 54 วัน ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางข้ามขั้วโลกใต้เพียงคนเดียวในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

รายงานระบุว่า นายโอเบรดี้ ได้ต่อสายโทรศัพท์ดาวเทียมแจ้งข่าวต่อครอบครัว และเพื่อนๆถึงความสำเร็จในการเดินทางเป็นระยะทางไกลถึง 930 ไมล์ ( ราว 1,500 กิโลเมตร) ของเขา

รายงานระบุว่า ภารกิจเสี่ยงตายในการเดินทางข้ามทวีปแอนตาร์กติกาก่อนหน้านี้เคยมีนายทหารจากกองทัพอังกฤษรายหนึ่งเคยพยายามทำการเดินทางข้ามทวีปแห่งนี้เมื่อสองปีก่อนเช่นกัน แต่ทว่าเขากลับเสียชีวิตในระหว่างการเดินทาง

 

 

นายโอเบรดี้ ได้เริ่มต้นการเดินทางเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ครั้งนี้นายโอรเบรดี้ ซึ่งเป็นนักกีฬามืออาชีพได้กล่าวต่อสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษในระหว่างที่กำลังตั้งค่ายพักแรมเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาเล่าถึงประสบการณ์ที่เลวร้ายว่า เขานอนค้างแรมในเต้นท์ที่ภายนอกอุณหภูมิภายนอกติดลบหลายองศา ท่ามกลางพายุหิมะด้านนอก ซึ่งเป็นวันที่ 47 ที่เขาเริ่มต้นออกเดินทาง

เขาเล่าว่าต้องนำอุปกรณ์ยังชีพต่างๆใส่ลากเลื่อนเดินทางไปด้วย ซึ่งมีกำหนดมากถึงเกือบ 170 กิโลกรัม เดินทางวันละเกือบ 12-13 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานที่หนาวเหน็บที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนส่งผลให้น้ำหนักตัวเขาลดลงอย่างมาก แขนของเขาเล็กลงจนนาฬิกาที่เคยใส่ได้พอดีนั้น เกือบจะหลุดออกจากข้อมือได้โดยทันที

เขาเล่าอีกว่า เขาโชคดีที่ได้พบทัศนะวิสัยที่เยี่ยมยอดในระหว่างเดินทาง ไม่มีหิมะตกหนัก หรือชั้นน้ำแข็งใดๆที่จะเป็นอุปสรรคจนอาจเป็นอันตราย

นายโอเบรดี้นั้นเคยประสบเหตุไฟไหม้ในระหว่างพักผ่อนที่ประเทศไทยในปี 2008 โดยครั้งนั้นเขามีแผลไฟไหม้เกือบ 25% ของร่างกาย จนแพทย์ระบุว่าเขาอาจจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก

แต่ด้วยจิตใจไม่ยอมแพ้ ส่งผลให้เขาฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และเขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการลงแข่งไตรกีฬาหลายชนิด รวมถึงยังเคยประสบความสำเร็จในการปืนภูเขาที่สูงที่สุดทั้ง 7 แห่ง ในแต่ละทวีปทั่วโลกมาแล้ว

 

 

ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานว่า นายโอเบรดี้ได้โทรศัพท์ไปหายังครอบครัว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า “ผมทำได้แล้ว!”

ด้านครอบครัวของเขาเปิดเผยต่อเอพีว่า ขณะนี้คอลินกำลังเตรียมเดินทางโดยเครื่องบินจากสถานีวิจัยที่ใกล้ที่สุดบนทวีปน้ำแข็งแห่งนี้ ไปส่งเขายังแผ่นดินใหญ่ของประเทศชิลี เพื่อเตรียมเดินทางกลับมายังสหรัฐ ที่ครอบครัวกำลังรอการกลับมาของเขาและร่วมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ไปพร้อมๆกัน

ญี่ปุ่นประหารนักโทษ ส่งท้ายปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575180

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 14:40 น.

ญี่ปุ่นประหารนักโทษ ส่งท้ายปี 2018

ทางการญี่ปุ่นสั่งแขวนคอนักโทษ 2 ราย ฐานก่อคดีปล้นฆ่าเมื่อ 30 ปีก่อน รวมแล้วญี่ปุ่นสั่งลงโทษประหารปีนี้ถึง 15 ราย

เจแปนไทมส์รายงานว่า นายทากาชิ ยามาชิตะ รัฐมนตรียุติธรรมของญี่ปุ่นได้แถลงการณ์ถึงผลการประหารชีวิตด้วยวิธีการแขวนคอนักโทษชาย 2 ราย คือ นายอิโซะ คาวามูระ วัย 60 ปี และ นายฮิโรยะ ซูเอะโมริ วัย 67 ปี จากการที่ทั้งสองเคยก่อเหตุฆาตกรรมและชิงทรัพย์เป็นจำนวนเงิน 100 ล้านเยน จากผู้บริหารบริษัทลงทุนและลูกจ้างรายหนึ่งเมื่อปี 1988

หลังจากนั้นทั้งสองได้ทำลายหลักฐานด้วยการฝังศพเหยื่อด้วยคอนกรีตบนภูเขาห่างไกลแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจจับ และถูกศาลฎีกาพิพากษาโทษประหารชีวิตเมื่อปี 2004

การประหารของนักโทษทั้งสองรายนี้ ส่งผลให้ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ตัดสินโทษประหารไปแล้วรวม 15 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติมากที่สุดเทียบเท่าจำนวนการประหารชีวิตเมื่อปี 2008

 

ทากาชิ ยามาชิตะ รัฐมนตรียุติธรรมของญี่ปุ่น

 

โดยการประหารที่สร้างความสนใจให้กับสังคมมาที่สุดคือการประหารสมาชิกชุดสุดท้ายของกลุ่มโอมชินริเกียว ที่เคยก่อเหตุใช้แก๊สพิษโจมตีสถานีรถไฟในกรุงโตเกียวปี 1995 รวมถึงอาชญากรรมรูปแบบอื่นๆ

รมว.ยุติธรรมยังระบุด้วยว่า ต่อจากนี้ญี่ปุ่นจะไม่ยุติกระบวนการลงโทษด้วยวิธีประหารชีวิต แม้ที่ผ่านมาจะมีเสียงคัดค้านจากการนักสิทธิต่างๆก็ตาม แต่ภาคสังคมของญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนการประหารชีวิตต่อไป สำหรับญี่ปุ่นนั้นเริ่มกลับมาใช้บทลงโทษประหารชีวิตเมื่อปี 1993 และมีการวิธีการลงโทษด้วยการประหารชีวิตโดยการแขวนคอเป็นส่วนใหญ่

ภูเขาไฟ “อานัคกรากระตัว” ปะทุแรงขึ้น อินโดฯเพิ่มระดับเตือนภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575174

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 13:45 น.

ภูเขาไฟ "อานัคกรากระตัว" ปะทุแรงขึ้น อินโดฯเพิ่มระดับเตือนภัย

อินโดนีเซียเตือนสายการบิน เลี่ยงเส้นทางภูเขาไฟอานัคกรากระตัว

สำนักข่าวจาร์กาต้าโพสต์รายงานว่า สำนักเฝ้าระวังภัยพิบัติของอินโดนีเซียได้ยกระดับการเตือนภัยของเหตุภูเขาไฟอานัคกรากระตัว ที่ปะทุขึ้นมาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา จนส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มชายฝั่งหลายพื้นที่ในแถบช่องแคบซุนดา จนมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 430 คนแล้ว

 

 

รายงานระบุว่า ทางการอินโดนีเซียต้องขยายรัศมีการเตือนภัยอันตรายรอบภูเขาไฟจากเดิม 2 กิโลเมตร เป็น 5 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ได้ปะทุรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินต่างๆที่มีเส้นทางบินใกล้กับบริเวณดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี สำหรับการขยายวงการแจ้งเตือนนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินที่เข้า-ออกสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ต้า ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศแต่อย่างใด

 

 

ทั้งนี้ ทางการระบุว่าด้วยเถ้าถ่านที่ภูเขาไฟปะทุออกมานั้นยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นกังวล แต่ก็ขอเตือนให้ประชาชนในบริเวณใกล้เคียง หรือกระแสลมพัดเถ้าถ่านผ่านนั้นให้สวมหน้ากาก และแว่นตาทุกครั้งที่อยู่ด้านนอก

จีนพบวิธีเปลี่ยน “ทองแดง” เป็น “ทองคำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575163

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 11:42 น.

จีนพบวิธีเปลี่ยน "ทองแดง" เป็น "ทองคำ"

นักวิทย์จีนค้นพบวิธีเล่นแร่แปรธาตุ เปลี่ยนทองแดงเป็นวัสดุคล้ายทองคำ หวังทดแทนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) ในมณฑลเหลียวหนิง ได้อ้างความสำเร็จลงในวารสารด้านวิทยาศาสตร์ “Science Advances” เมื่อวันเสาร์ (22 ธ.ค.)ทีผ่านมา ถึงวิธีการ”เล่นแร่แปรธาตุ” เพื่อเปลี่ยนทองแดงให้สามารถกลายเป็นวัสดุที่มีความ”คล้ายทองคำมากที่สุด”ได้เป็นผลสำเร็จ

รายงานระบุว่า ศาสตราจารย์ซุนเจียน และเพื่อนทีมวิจัยของเขาที่สถาบันฟิสิกส์เคมีแห่งต้าเหลียน ได้ใช้วีธีการยิงแร่ทองแดงด้วยไอพ่นของก๊าซอาร์กอนร้อนที่มีประจุไฟฟ้า จนส่งผลให้อนุภาคทองแดงแตกตัวเป็นไออนที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และจะระเบิดอะตอมของทองแดง

เมื่ออะตอมเย็นตัวลงจะเกิดการควบแน่นบนพื้นผิวจนสะสมให้กลายเป็นลักษณะคล้ายชั้นทรายบางเคลือบทองแดงไว้ โดยทรายแต่ละเม็ดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงไม่กี่นาโนเมตรเท่านั้น

จากนั้นทีมนักวิจัยได้นำวัสดุทรายนี้ไปทำปฏิกิริยาและใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนถ่านหินเป็นแอลกอฮอล์ จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนการทางเคมีอันซับซ้อนหลายขั้นตอนที่รายงานไม่ได้ระบุในรายละเอียดดังกล่าวเนื่องจากเป็นความลับ

อย่างไรก็ดีผลลัพธ์ของขั้นตอนเหล่านี้คือวัสดุที่คล้ายกับทองคำมากที่สุด โดยมีลักษณะความมันวาวและน้ำหนักที่คล้ายกับทองคำ แต่ทว่าความหนาแน่นและการคงทนความกัดกร่อนนั้นก็ยังคงเป็นลักษณะเช่นเดียวกับทองแดง

ศ. ซุนเจียน ระบุว่ากระบวนการนี้ยังไม่สามารถทดแทนทองคำตามธรรมชาติได้ แต่มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำที่ดีกว่าทองแดง แต่ก็ยังคงด้อยกว่าทองคำแท้ๆ ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถทำไปใช้ในอุตสาหกรรมด้านต่างๆที่ต้องใช้วัสดุทองคำในการผลิตโดยเฉพาะในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

ภาพ : Xinhua

ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์ เยือนฐานทัพสหรัฐในอิรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575154

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 10:33 น.

ทรัมป์ทำเซอร์ไพรส์ เยือนฐานทัพสหรัฐในอิรัก

อิรักไม่พอใจผู้นำสหรัฐทำเซอร์ไพรส์เยี่ยมทหารอเมริกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ พร้อมนางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่ง ร่วมกันทำเซอร์ไพรส์เดินทางไปเยี่ยมทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในฐานทัพที่อิรักโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งนับเป็นการเยือนฐานทัพทหารอเมริกันในพื้นที่ขัดแย้งเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

 

การเยือนครั้งนี้มีขึ้นโดยไม่อยู่ในกำหนดการของประธานาธิบดีมาก่อน ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับของเหล่าทหารอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ในการนี้นายทรัมป์ได้ร่วมประชุมกับเหล่าผู้บัญชาการฐานทัพด้วยโดยตอนหนึ่งปธน.ทรัมป์ได้กล่าวว่า “สหรัฐจะไม่ทำหน้าที่เป็นตำรวจโลกอีกต่อไป”

 

 

ซึ่งสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่เขาได้ประกาศถอนทัพทหารสหรัฐที่ประจำการอยู่ในซีเรียกลับประเทศทั้งหมด รวมถึงถอนทหารจำนวนกว่าครึ่งออกจากฐานทัพในอัฟกานิสถานด้วย แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายทั้ง ส.ว. รีพับลิกกัน รวมไปถึงนายจิม แมตทิส รมว.กลาโหม ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพราะไม่เห็นด้วยกับดำริถอนทหารของปธน.ทรัมป์เช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนอิรักจของปธน.ทรัมป์ ได้สร้างเสียงวิจารณ์อย่างมากต่อบรรดานักการเมืองในอิรัก โดยระบุว่าสหรัฐตั้งใจละเมิดอธิปไตยจากการเยือนโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า พร้อมทั้งบอกว่าปธน.ทรัมป์ควรรู้ขอบเขตของตนเอง เพราะการยึดครองอิรักของสหรัฐจบสิ้นไปแล้ว ซึ่งต่างจากคราวที่อดีตประธนาธิบดีจอร์จ ดับเบิล ยู บุช เคยเยือนอิรักโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาก่อน อีกทั้งยังเป็นการะเมิดบรรทัดฐานทางการทูตอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ทางด้านรัฐบาลอิรักได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทั้งนายกรัฐมนตรีอาดิล อับดุล-มาห์ดี และปธน.ทรัมป์ไม่ได้มีกำหนดการหารือร่วมกันเนื่องจาก ตกลงเรื่องสถานที่พบปะกันไม่ได้ ทั้งนี้ ภายหลังจากเดินทางออกจากอิรัก ปธน.ทรัมป์ยังได้สร้างอีกหนึ่งเซอร์ไพร์สด้วยการแวะพักที่ฐานทัพอากาศแรมสไตน์ ในประเทศเยอรมนีด้วย

 

 

 

 

 

 

สื่ออ้างอิสราเอลส่งบินรบบึ้มคลังอาวุธใกล้เมืองหลวงซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575102

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 18:07 น.

สื่ออ้างอิสราเอลส่งบินรบบึ้มคลังอาวุธใกล้เมืองหลวงซีเรีย

สื่อซีเรียเผย อิสราเอลส่งเครื่องบินรบ-ขีปนาวุธ โจมตีใกล้เมืองหลวง

สถานีโทรทัศน์ทางการของซีเรียรายงานโดยระบุว่า ทางการอิสราเอลส่งเครื่องบินรบพร้อมยิงขึปนาวุธโจมตีใกล้กับกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรียช่วงดึกของคืนวานนี้ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาส จนส่งผลให้ทหารฝ่ายซีเรียบาดเจ็บ 3 นาย

 

 

รายงานของสื่อทางการซีเรียระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลนั้นมีขึ้นที่คลังอาวุธแห่งหนึ่งชานเมืองหลวง ทางการซีเรียังอ้างอีกว่า ฝ่ายอิสราเอลได้บินผ่านน่านฟ้าทางตอนใต้ของเลบานอนในระดับต่ำ ก่อนจะยิงขึปนาวุธเพื่อโจมตีดังกล่าว แต่ถูกระบบต่อต้านอากาศยานของซีเรียสกัดเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด แต่ยอมรับว่ามีขึปนาวุธหนึ่งลูกเข้าทำลายเป้าหมาย

อย่างไรก็ดีรายงานไม่ได้ระบุว่าคลังอาวุธนี้เป็นสถานที่เก็บอาวุธชนิดใดของฝ่ายซีเรีย ขณะที่ทางฝ่ายอิสราเอลก็ยังไม่ออกมายอมรับปฏิบัติการดังกล่าว

ด้านเดอะเยรูซาเล็มโพสต์ของอิสราเอลรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในกองทัพว่า ปฎิบัติการของอิสราเอลมีขึ้นเพื่อทำลายขีปนาวุธรุ่น Fajr-5 ที่พัฒนาขึ้นโดยกองทัพอิหร่าน

 

ขีปนาวุธ Fajr-5

อดีตนักบินอวกาศอพอลโลชี้ ส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเป็นเรื่องไร้สาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575094

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 16:49 น.

อดีตนักบินอวกาศอพอลโลชี้ ส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเป็นเรื่องไร้สาระ

อดีตนักบินอวกาศในโครงการอพอลโล คิดว่าภารกิจส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคาร เป็นไอเดียที่ไร้สาระ

แม้หลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งนาซาและองค์การอวกาศหลายแห่ง จะมุ่งความสนใจในการสำรวจบนดาวอังคารซึ่งเป็นดาวในระบบสุริยะที่อยู่ใกล้โลกที่สุด ด้วยการส่งยานสำรวจไปยังพื้นผิวดาวอังคาร รวมถึงส่งดาวเทียมไปโคจรโดยรอบดาวอังคารแล้วหลายลำ

ความทะยานสูงสุดนั้นคือการส่งมนุษย์ลงไปเหยียบบนผิวดาวอังคารเพื่อทำการวิจัย ศึกษาบนดาวว่าเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ใดๆต่อมนุษยชาติบนโลกหรือไม่

 

ภาพถ่ายผิวดาวอังคารจากยานอินไซต์

 

แต่สำหรับนาย บิล วิลเลียม แอนเดอร์ อดีตนักบินอวกาศของนาซา วัย 85 ปี ผู้เคยร่วมปฎิบัติภารกิจในโครงการอพอลโล 8 นั้น กลับมองว่าการส่งมนุษย์ไปเหยียบบนดาวเคราะห์สีแดงนั้นเป็นเรื่องที่เกือบจะไร้สาระที่สุด

นายแอนเดอร์ได้เปิดเผยในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับทางสถานีวิทยุบีบีซี เรดิโอ 5 ของอังกฤาระบุว่า โดยส่วนตัวของเขานั้นสนับสนุนภารกิจสำรวจอวกาศรูปแบบ”ไร้คนขับ” มากกว่า เพราะส่วนใหญ่จะมีราคาถูกกว่าการส่งคนขึ้นไปสำรวจกว่ามาก

 

บิล แอนเดอร์ (ซ้าย) แฟรงค์ บอร์แมน กลาง และ จอห์น วีลเลอร์ ภาพ : Classic Chicago Magazine

“มีความจำเป็นอะไรจะต้องผลักดันการสำรวจไปที่ดาวอังคาร ผมไม่คิดว่าสาธารณชนจะให้ความสนใจหรอก” นายแอนเดอร์กล่าว

ทั้งนี้ การให้สัมภาษณ์ของเขาร่วมกับ Frank Borman อดีตผู้บัญชาการของยานอพอลโล 8 ซึ่งถูกส่งขึ้นไปยังเพื่อโคจรรอบดวงจันทร์นั้นมีขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของโครงการสำรวจดวงจันทร์ของนาซา

สำหรับนายแอนเดอร์นั้นเคยเป็นอดีตนักบินในภารกิจอพอลโล 8 ที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบดาวจันทร์เมื่อปี 1968 และเขาได้สร้างผลงานอันน่าถึงด้วยภาพถ่ายระยะไกลของโลกซึ่งถูกถ่ายขณะกำลังโคจรรอบดวงจันทร์และมีการตั้งชื่อภาพดังกล่าวว่า “Earthrise”

 

ภาพ Earthrise ที่ถ่ายโดยบิล แอนเดอร์ ในวันที่ 24 ธ.ค. 1968