ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาล่าวาฬ “เชิงพาณิชย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575081

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 15:04 น.

ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาล่าวาฬ "เชิงพาณิชย์"

ญี่ปุ่นถอนตัวจากสมาชิก IWC เตรียมกลับมาล่าวาฬขายในเชิงพาณิชย์เขตน่านน้ำตัวเองในปีหน้า

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นโดยนาย โยชิฮิเดะ ซึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียม ถอนตัวออกจากสมาชิก คณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ซึ่งปัจุบันมีสมาชิกอยู่ราว 89 ประเทศ ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งการลาออกดังกล่าวจะมีผลภายในวันที่ 30 มิ.ย.ปี2019

รายงานระบุว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลในการออกจากสมาชิกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ต้องการกลับมาล่าวาฬขายเพื่อการพาณิชย์”อีกครั้งตั้งแต่ช่วงเริ่มฤดูกาลล่าวาฬครั้งใหม่ในเดือนก.ค. ปี 2019 จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นมักจะอ้างการล่าวาฬด้วยเหตุผลในแง่การวิจัย

อย่างไรก็ดี แม้ความต้องการล่าวาฬของรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งนี้จะเป็นไปภายใต้อาณาเขตน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นเท่านั้น และจะไม่มีการส่งเรือออกไปล่า ในน่านน้ำแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ หรือในแถบซีกโลกใต้

ทั้งนี้ การล่าวาฬดังกล่าวนั้นยังรวมถึงการล่าวาฬในสายพันธุ์หายากที่ต้องอนุรักษ์ไว้ตามรายชื่อสายพันธ์วาฬของIWC ด้วยเช่นกัน หากพวกมันว่ายน้ำเข้ามาในเขตน่านน้ำญี่ปุ่น

สำหรับญึ่ปุ่นนั้นเข้าเป็นสมาชิกของ IWC มาตั้งแต่ปี 1951 และทาง IWC มีมติแบนการล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์ในปี 1986 และทางญี่ปุ่นได้อ้างการรับประทานเนื้อวาฬว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม จากรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุน อ้างว่า ปัจจุบันเนื้อวาฬนั้นคิดเป็นเพียง 0.1% ของบรรดาเนื้อทุกชนิดที่มีการบริโภคในประเทศเท่านั้น

พระราชวงศ์อังกฤษ เสด็จร่วมพิธีวันคริสต์มาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575078

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 14:04 น.

พระราชวงศ์อังกฤษ เสด็จร่วมพิธีวันคริสต์มาส

สยบข่าวร้าว ดัชเชสเคท – เมแกน ร่วมพิธีทางศาสนาตามธรรมเนียมราชวงศ์อังกฤษ เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส

สื่ออังกฤษรายงานว่า เมื่อวานนี้ (25 ธ.ค.) บรรดาสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษหลายพระองค์ได้เสด็จร่วมพิธีทางศาสนาเนื่องในวันคริสต์มาส ที่โบสถ์ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมใน มณฑลนอร์ฟอล์ก ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ราชวงศ์ได้กระทำเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

 

 

อย่างไรก็ดี สำหรับในปีนี้สมาชิกราชวงศ์บางพระองค์ไม่ได้เสด็จไปร่วมพิธีดังกล่าวอาทิเช่น เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แต่ไม่ได้ระบุว่าเหตุใดพระองค์จึงไม่เสด็จไปร่วมพิธี แต่มีรายงานว่าพระพลานามัยของพระองค์ยังทรงแข็งแรงดี

ขณะที่คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายาใน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ก็ไม่ได้เสด็จไปร่วมพิธีเนื่องจากทรงประชวรโรคหวัด

 

ส่วนที่หลายคนกำลังจับตามองคือความสัมพันธ์ระหว่างแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ และเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสื่ออังกฤษหลายแห่งต่อความร้าวฉานของทั้งสอง แต่จากท่าทีของทั้งสองที่เดินทางมายังโบสถ์แห่งนี้ยังคงยิ้มแย้มและพูดคุยกันตามปกติท่ามกลางพสกนิกรจำนวนมากที่มารอเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชินี

 

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ และดัชเชส เมแกน ซึ่งขณะนี้กำลังตั้งครรภ์พระทายาทของเจ้าชายแฮร์รี่มีกำหนดจะย้ายออกจากพระตำหนักในพระราชวังเคนซิงตัน ไปยังพระตำหนักฟลอล์กมอร์ เฮาส์ ใกล้พระราชวังวินเซอร์แทน ภายในปี 2019 นี้ด้วย

ทรัมป์ลั่นไม่เลิกชัตดาวน์ จนกว่าจะได้งบฯสร้างกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575069

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 12:20 น.

ทรัมป์ลั่นไม่เลิกชัตดาวน์ จนกว่าจะได้งบฯสร้างกำแพง

ปธน.ทรัมป์งัดข้อสภาคองเกรส ไม่ยุติชัตดาวน์ จนกว่าจะอนุมัติเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์ สร้างกำแพงชายแดนเม็กซิโก

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้กล่าวขณะการประชุมทางไกลกับกองทัพสหรัฐที่ประจำการในต่างแดนช่วงเทศกาลคริสต์มาส โดยตอนหนึ่งเขาได้พูดถึงสถาการณ์การปิดบริการของหน่วยงานรัฐบาลในบางส่วน หรือ ซัตดาวน์ ซึ่งมีขึ้นตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 22 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

โดยประเด็นที่นำไปสู่การชัตดาวน์ครั้งนี้สืบเนื่องจากส.ว.ในสภาคองเกรสไม่อนุมัติแผนงบประมาณจำนวน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐ-เม็กซิโก

 

 

ปธน.ทรัมป์ระบุว่า “ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการเมื่อไร แต่รัฐบาลจะไม่กลับมาทำงานจนกว่าเราจะได้กำแพง รั้ว หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาเรียก ผมจะเรียกมันว่าอะไรก็ได้ตามแต่ที่พวกเขาต้องการ แต่มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นละ มันคือเกราะป้องกันไม่ให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ และป้องกันเราจากปัญหายาเสพติด”

“หากเราไม่ได้กำแพง เราก็จะไม่เปิดทำการ”

 

 

อย่างไรก็ก่อนหน้านั้นปธน.ทรัมป์ได้ทวิตข้อความระบุว่า เขาได้อนุมัติสัญญาในการจัดสร้างกำแพงตามแนวชายแดนสหรัฐที่ัรัฐเท็กซัสแล้ว แต่ทางทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยรายระเอียดเพิ่้มเติม

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นดำริของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก เพื่อสกัดการเข้าเมืองผิดกฎหมายของผู้อพยพในแถบอเมริกากลางและใต้ โดยเป็นการต่อเติมในส่วนที่ยังไม่มีการสร้าง เนื่องจากในปัจจุบันบริเวณบางส่วนของแนวชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกนั้นมีกำแพงกั้นไว้อยู่แล้ว โดยปธน.ทรัมป์ต้องการที่จะขยายกำแพงชายแดนให้ยาว 500-550 ไมล์ (ราว 805-885 กิโลเมตร) จากแนวชายแดนทั้งหมดที่ยาว 2,000 ไมล์ (ราว 3,218 กิโลเมตร) และจะต้องเสร็จสิ้นไม่ว่าจะด้วยการรีโนเวตหรือสร้างใหม่ก็ตามภายในช่วงเลือกตั้งสมัยหน้า

นทท.เวียดนามเที่ยวไต้หวัน หนียกทัวร์นับร้อย เหลือไกด์คนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575065

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 11:42 น.

นทท.เวียดนามเที่ยวไต้หวัน หนียกทัวร์นับร้อย เหลือไกด์คนเดียว

กรุ๊ปทัวร์เวียดนาม 152 คนเที่ยวไต้หวัน โดดหนีทัวร์ ทิ้งไกด์คนเดียว

สถานีวิทยุนานาชาติไต้หวัน (Radio Taiwan International) รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้นมีรายงานข่าวระบุว่ากรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามทั้งหมด 152 คน จาก 4 กรุ๊ปทัวร์ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไต้หวันโดยผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมือสนามบินเกาสงระหว่างวันที่ 21-23 ธ.ค. ที่ผ่านมา และวันรุ่งขึ้นได้หายไปจากโรงแรมที่พักทั้งหมด เหลือทิ้งไว้แต่ไกด์หัวหน้าทัวร์เพียงคนเดียวนั้น

ด้านสำนักการท่องเที่ยวไต้หวันได้ยืนยันรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าบริษัททัวร์ตงเซิน หรือ อีทีฮอลิเดย์ ซึ่งดูแลคณะทัวร์ดังกล่าวอธิบายว่า คณะทัวร์ดังกล่าวนั้นแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยเหตุที่ต้องแบ่งเป็น 4 กลุ่มนั้นเนื่องจากลูกทัวร์ชาวเวียดนามทะยอยเดินทางเข้ามาเที่ยวไต้หวันเป็นระยะเวลา 5 วันโดยกรุ๊ปแรกขอวีซ่าจำนวน 49 คน แต่มาจริงเพียง 23 คน เมื่อวันที่ 21 แต่ในตอนเช้าวันที่ 23 หายไป 3 คน วันต่อมาหายไปอีก 4 คนส่วนเมื่อวานนี้ที่เหลือ 16 คน  หายตัวไปหมด นอกจากนี้ ที่เหลืออีก 3 กรุ๊ป ขออนุญาตมาเที่ยวไต้หวัน 4 วัน รวม 183 คน ถึงไต้หวันตอนค่ำวันที่ 23 ธ.ค. มาถึงไต้หวันจริง 130 คน เช้าวันรุ่งขึ้นหายไป 128 คน และเมื่อวานนี้ (25 ธ.ค.) หายไปอีก 1 คน ที่เหลือ 1 คน เป็นหัวหน้าทัวร์

 

 

สำนักการท่องเที่ยวไต้หวันยังระบุเพิ่มเติมว่า บริษัททัวร์ที่รับผิดชอบกรุ๊ปทัวร์เหล่านี้ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งตัวนักท่องเที่ยวที่หลบหนีเหล่านี้กลับประเทศ ขณะที่บริษัททัวร์ระบุว่า ทางบริษัทไม่ได้เป็นผู้ออกวีซ่าให้นักท่องเที่ยวเที่ยว รวมถึงบริษัทเป็นผู้เคราะห์ร้ายในเรื่องนี้ด้วยที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับโรงแรมและอื่นๆอีก

ขณะที่ทางสำนักข่าวกลางแห่งชาติไต้หวัน (CNA) รายงานว่าขณะนี้หน่วยตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันกำลังพยายามตามล่าตัวนักท่องเที่ยวเวียดนามทั้ง 152 รายทั้งหมดอยู่

สื่อไต้หวันยังระบุอีกว่า กรณีนี้นับเป็นเหตุการณ์หนีเข้าเมืองที่รุนแรงมาก โดยนับตั้งแต่ที่ไต้หวันโดยรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิ่น ดำเนินนโยบายมุ่งใต้ และระงับการพิจารณาตรวจลงตราวีซ่าให้กับหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจะมีรายงานการหนีทัวร์เข้าประเทศผิดกฎหมายบ้าง แต่ยังไม่เคยเจอกรณีที่นักท่องเที่ยวหนีทัวร์จำนวนมากถึงขนาดนี้

อดีตบิ๊กโรงไฟฟ้าญี่ปุ่น รับติดสินบนจนท.การท่าเรือไทย11ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575055

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2561 เวลา 10:25 น.

อดีตบิ๊กโรงไฟฟ้าญี่ปุ่น รับติดสินบนจนท.การท่าเรือไทย11ล้าน

อดีตผู้บริหารโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นขึ้นศาลนัดแรก ยอมรับติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทย 11 ล้าน แลกอำนวยความสะดวกขนส่งสินค้า

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า อดีตผู้บริหาร 2 ราย ของบริษัทโรงไฟฟ้า มิตซูบิชิ ฮิตาชิ พาวเวอร์ ซิสเต็มส์ ได้ให้การยอมรับผิดระหว่างการขึ้นศาลไต่สวนคดีเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ว่าได้จ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคมของไทย เพื่อแลกกับการอนุมัติขนส่งสินค้าออกจากท่าเรือไปยังโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนในไทย

รายงานระบุว่า ฟูยุฮิโกะ นิชิคิดะ วัย 63 ปี และโยชิกิ ทสึจิ วัย 57 ปี ยอมรับว่าได้จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งในกระทรวงคมนาคมของไทย เป็นเงิน 11 ล้านบาท เมื่อเดือน ก.พ. 2015 เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

ผู้บริหารญี่ปุ่นแฉ ข้าราชการฝ่ายไทยเรียกเงินใต้โต๊ะ

ทีมอัยการญี่ปุ่นได้ระบุระหว่างการไต่สวนว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไทยได้บอกกับเจ้าหน้าที่บริษัทญี่ปุ่นว่าไม่สามารถปล่อยของออกจากท่าเรือได้ เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และในภายหลังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งในการท่าเรือแห่งประเทศไทย สังกัดกระทรวงคมนาคม เรียกรับสินบนจากบริษัทญี่ปุ่นเพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าให้ เพื่อให้ทันตามกำหนดส่งมอบสินค้าไปยังโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว

นอกจากนี้ นิชิคิดะและทสึจิ ได้ปรึกษากับ ซาโตชิ อุชิดะ วัย 64 ปี ผู้จัดการโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในขณะนั้น และทำตามความเห็นของอุชิดะ ให้จ่ายสินบนกับเจ้าหน้าที่ไทย เพราะคิดว่าโปรเจกต์โครงการก่อสร้างจะเกิดความเสียหายหากต้องล่าช้าออกไป และจะทำให้เกิดปัญหาตามมากับบรรดาลูกค้าของบริษัทโรงไฟฟ้า

ด้านบริษัทโรงไฟฟ้าทราบเรื่องดังกล่าวในเดือนถัดมาหลังมีผู้แจ้งเบาะแส และได้ให้ข้อมูลกับอัยการโตเกียวในเวลาต่อมา โดยคดีนี้ยังนับเป็นกรณีการต่อรองคำรับสารภาพ (Plea Bargain) ครั้งแรกของญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มใช้กระบวนการยุติธรรมนี้ครั้งแรกเมื่อเดือน มิ.ย. ขณะที่อุชิดะจะขึ้นศาลไต่สวนนัดแรกในวันที่ 11 ม.ค.ในปีหน้า

ภาพ : japantimes

รบ.อิรักประกาศให้วันคริสต์มาสเป็นวันหยุดประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575019

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 19:34 น.

รบ.อิรักประกาศให้วันคริสต์มาสเป็นวันหยุดประจำชาติ

อิรักอนุมัติให้ “วันคริสต์มาส” เป็นวันหยุดประจำชาติของทุกคน รวมถึงชาวมุสลิมซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศด้วย

รัฐบาลอิรักได้ประกาศให้ทุกวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี หรือที่ตรงกับวันคริสต์มาสให้เป็นวันหยุดประจำชาติของทุกคนอย่างเป็นทางการ โดยในคำแถลงของรัฐบาลได้ระบุถึงความสำคัญของวันนี้ว่าเนื่องในโอกาสวันประสูติของประเยซูคริสต์

 

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าอิรักเป็นหนึ่งในประเทศแถบตะวันออกกลางที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และมีเพียง 4% ของจำนวนประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ราว 37 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นชาวคริสต์โดยร้อยละ 95 ของประชากรทั้งประเทศนับถือศาสนาอิสลาม โดยแบ่งเป็นร้อยละ 66 เป็นมุสลิมชีอะห์ ขณะที่อีกร้อยละ 29 เป็นมุสลิมซุนนี

โดยที่ผ่านมานั้นรัฐบาลอิรักอนุมัติวันหยุดคริสต์มาสสำหรับพลเมืองชาวคริสตเตียนเท่านั้น แต่ขณะนี้นับว่าเป็นวันหยุดของทุกคนในประเทศไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่นับถืออิสลามซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศเช่นกัน

 

 

ทั้งนี้ ชุมชนชาวคริสตเตียนหลายแห่งในอิรักต้องถูกผลักดันให้ออกนอกประเทศ และถูกกดขี่ในหลายรูปแบบภายใต้การควบคุมของกลุ่มรัฐอิสลามหรือ ไอเอส แต่ภายหลังจากที่กองกำลังผสมของอิรักได้ทำการปลดปล่อยหลายเมืองจากการควบคุมของไอเอส ชาวคริสต์ในอิรักหลายพื้นที่ได้กลับมาจัดการฉลองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีโดยเฉพาะที่โบสถ์ al-Tahira al-Kubra และโบสถ์ Mar Addai Chaldean ในเมือง Assyrian ห่างจากเมืองโมซุลไปทางตะวันออกราว 13 กิโลเมตร ที่เคยถูกกลุ่มไอเอสปกครองท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

 

 

ศาลสหรัฐสั่งเกาหลีเหนือชดใช้ค่าเสียหาย นศ.อเมริกันเสียชีวิตหมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575017

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 18:58 น.

ศาลสหรัฐสั่งเกาหลีเหนือชดใช้ค่าเสียหาย นศ.อเมริกันเสียชีวิตหมื่นล้านบาท

ศาลสหรัฐสั่งเกาหลีเหนือจ่ายค่าชดเชย 16,000 ล้านบาท แก่ครอบครัวของ “ออตโต วอร์มเบียร์” นศ.ที่เสียเพราะถูกโสมเหนือทรมาณ

สื่อสหรัฐรายงานว่า นางเบอริล โฮเวลล์ หัวหน้าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในกรุงวอชิงตันดิ.ซี. ได้ตัดสินให้เกาหลีเหนือจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากการเสียชีวิตของนายออตโต้ วอร์มเบียร์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย วัย 22 ปี ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกทรมาณจนกลับมาเสียชีวิตที่สหรัฐเป็นจำนวนเงินสูงถึง 501 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 16,000 ล้านบาท

รายงานระบุว่าครอบครัววอร์มเบียร์ได้ฟ้องร้องรัฐบาลเปียงยางเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากการเสียชีวิตของนายออตโต หลังได้รับการปล่อยตัวจากการกักกันในเกาหลีเหนือ กลับมายังสหรัฐด้วยอาการโคม่าและต่อมาเสียชีวิตด้วยอาการสมองขาดเลือดและอ็อกซิเจน

 

 

ผู้พิพากษาโฮเวลล์ระบุว่า “พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเกาหลีเหนือได้ทรมาณ กักขัง และพยายามฆ่า ซึ่งเกาหลีเหนือต้องรับผิดชอบการเสียชีวิตของนายออตโต ที่ส่งผลให้ทำร้ายจิตใจของบิดาและมารดาของเขา”

ทั้งนี้ การยื่นฟ้องเมื่อเดือนเมษายนนั้นทางครอบครัววอร์มเบียร์ได้เรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทางเกาหลีเหนือไม่ได้ยื่นสู้ในคดีนี้ด้วย และทางครอบครัววอร์มเบียร์ได้ยื่นฟ้องโดยอาศัยบัญญัติความคุ้มกันอำนาจอธิปไตยของต่างชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายของสหรัฐที่อนุญาตให้ฟ้องร้องรัฐบาลต่างชาติในความผิดที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองทางการทูต

นายออตโตถูกจับเมือเดือนมกราคมปี 2016 จากการที่เขาก่อเหตุขโมยโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเปียงยาง จนต่อมาในเดือนมีนาคมถูกศาลเกาหลีเหนอลงโทษให้ใช้แรงงานเป็นเวลา 15 ปี

 

นายวอร์มเบียร์ขณะถูกส่งตัวมายังสหรัฐ ภาพ : Reuters

 

กระทั่งหลังจากนั้น 17 เดือน ทางเกาหลีเหนือตัดสินใจปล่อยและส่งตัวนายออตโตกลับประเทศในอาการโคม่า มีการให้อาหารทางสายยาง ถูกโกนผม สูญเสียการมองเห็น ฟันถูกถอนออกไปบางซี่ และไม่สามารถสื่อสารได้

ผู้พิพากษาโฮเวลล์ยังได้อ้างผลการชันสูตรของนายออตโตระบุว่า สมองของนายออตโตนั้นได้รับการกระทบกระเทือนจากการถูกทรมาณด้วยวิธีวอเตอร์-บอร์ดดิ้ง รวมถึงช็อตไฟฟ้าด้วย และมีการใช้คีมดึงฟัน

ขณะที่หลังจากการเสียชีวิตของนายออตโต รัฐบาลเปียงยางโดยรัฐมนตรีต่างประเทศระบุว่าเขาเสียชีวิตจากการติดเชื้อโบทูลิสซึมเนื่องจากอาหารเป็นพิษ และทางการได้ตัดสินใจส่งเขากลับประเทศด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมเนื่องจากอาการโคม่าของเขา

นักร้องวงเซเว่นทีนของอินโดพบศพภรรยาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575014

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 17:26 น.

นักร้องวงเซเว่นทีนของอินโดพบศพภรรยาแล้ว

“อิฟาน” นักร้องนำวงเซเว่นทีนของอินโดนีเซีย สูญเสียภรรยาจากเหตุสึนามิ ด้านยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 429 รายแล้ว

จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดพัดถล่มบริเวณช่องแคบซุนดา ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด (25 ธ.ค.) ด้านสำนักจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซียได้เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 429 ราย บาดเจ็บที่ 1,459 คน สูญหายอีกกว่า 128 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังทำงานแข่งกับเวลาในการค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพัง แม้ว่าโอกาสในการรอดชีวิตจะริบหรี่ลงแล้วก็ตาม

 

 

ขณะที่จาการ์ต้าโพสต์รายงานว่า อิฟาน นักร้องนำวงเซเว่นทีนของอินโดนีเซียที่โพสต์ข้อความว่าภรรยาของเขาได้สูญหายไปจากเหตุสึนามิถล่มเมื่อคีนวันเสาร์ที่ผ่านมาระหว่างกำลังทำการแสดงดนตรีที่เมืองPandeglang Regency ในจังหวัดบันเติน ในแถบชวาตะวันตกนั้น ล่าสุดนักร้องหนุ่มได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ระบุว่า เขาได้พบร่างของ ดิลลัน ซะฮาร่า ภรรยาของเขาแล้วที่เสียชีวิตจากเหตุสึนามิดังกล่าว และทางครอบครัวจะนำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดในเมือง Ponorogo ในชวาตะวันออก พร้อมกับข้อความระบุว่า

“แม้ดิลลันจะไม่ใช่ผู้หญิงที่เพียบพร้อม แต่เธอก็เป็นภรรยาที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่อัลลอฮมอบให้เขา แม้จะน่าเศร้าที่อัลลอฮตัดสินใจให้เราต้องจากกันในวันนี้”

 

 

 

เด็กในประเทศต่างๆทั่วโลกทำอะไรในวันคริสต์มาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575008

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 16:37 น.

เด็กในประเทศต่างๆทั่วโลกทำอะไรในวันคริสต์มาส

สำรวจธรรมเนียมวันคริสต์มาส เด็กๆทั่วโลกได้อะไรเป็นของขวัญ

วันนี้ (25 ธ.ค.) นอกเหนือจากจะเป็นวันคริสต์มาสในความหมายทางคริสต์ศาสนาแล้ว ยังถือเป็นการเริ่มต้นของเทศกาลปีใหม่ที่กำลังตามอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าบรรยากาศแบบนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของเด็กๆหลายคนเนื่องจากอบอวลไปด้วยความสุขและของขวัญมากมาย

หลายประเทศในแถบตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับวันนี้ก็จะมีธรรมเนียมในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะกับเด็กทั่วโลกที่ต่างรอคอยเทศกาลนี้เป็นพิเศษ โพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมธรรมเนียมวันคริสต์มาสของเด็กๆทั่วโลกว่าพวกเขาได้อะไรเป็นของขวัญจากวันพิเศษนี้บ้าง

 

บรรยากาศคริสต์มาสในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก

 

เริ่มที่สหรัฐ เรามักจะคุ้นชินกับธรรมเนียมการฉลองคริสต์มาสจากภาพยนต์ที่เด็กๆจะแขวนถุงเท้าไว้เหนือเตาผิง แล้วคุณลุงซานต้าจะโรยตัวลงมาทางปล่องไฟ เพื่อแอบนำของขวัญไปวางไว้ข้างต้นคริสต์มาส แล้วเด็กก็จะตื่นมาพร้อมกับลุ้นของขวัญที่(พ่อแม่) วางไว้นั่นเอง

ขณะที่ยังมีตัวอย่างธรรมเนียมคริสต์มาสแปลกๆที่ผู้ปกครองและเด็กๆฉลองกันในวัฒนธรรมต่างๆเช่น

ในอิตาลีนอกจากเด็กๆจะได้รับของขวัญจากซานต้าแล้ว บางครั้งพวกเขาก็ได้ของขวัญจากแม่มดที่เรียกว่า Befana ธรรมเนียมนี้เชื่อว่าหากเด็กคนนั้นทำตัวดีจะได้ลูกอม แต่หากเป็นเด็กเกเรจะได้ถ่านหินแทน โดยแม่มด Befana นี้จะเป็นแม่มดที่ขี่ไม้กวาดไปมอบของขวัญให้เด็กๆในวันEpiphany Day ซึ่งเป็นวันคริสต์มาสในช่วงเดือนมกราคมตามธรรมเนียมของอิตาลี

 

การฉลองคริสต์มาสในอินเดีย

 

 

ในญี่ปุ่นเด็กมักได้กินไก่ KFC แม้ว่าที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีชาวญี่ปุ่นเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นชาวคริสต์ ผู้ปกครองที่เป็นชาวคริสต์ในญี่ปุ่นจึงมักจะพาครอบครัวไปฉลองคริสต์กับไก่เคเอฟซีแทนไก่งวง สำหรับเคเอฟซีนั้นเปิดทำการสาขาแรกในญี่ปุ่นช่วงปี 1970 และนับตั้งแต่นั้นก็ได้ดำเนินแคมเปญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสมาตลอดนับตั้งแต่ปี 1974 จนกระทั่งได้กลายเป็นประเพณีไก่ทอดคริสต์มาสนับตั้งแต่นั้นมา

ส่วนที่เอสโตเนีย เด็กมักจะได้รับแอปเปิ้ล ถั่วและคุ๊กกี้ในเทศกาลคริสต์มาส โดยแอปเปิ้ลนั้นสื่อความหมายถึงเสรีภาพ ส่วนถั่วและคุ๊กกี้นั้นก็สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน

ขณะที่เด็กในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อย่างเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เวย์นั้น เด็กๆมักจะฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวด้วยการชมThe Disney Christmas Show จากดิสนีย์ ที่สถานีโทรทัศน์หลายแห่งมักจะนำการ์ตูน หรือภาพยนตร์ของดิสนีย์มาออกอากาศ

 

การประดับแพะที่จากฟางในเทศกาลคริสต์มาสที่สวีเดน

 

ด้าน Bjørn Schiermer นักวิจัยด้านสังคมวิทยาและภูมิศาสตร์มนุษย์ ของมหาวิทยาลัยออสโล อธิบายว่า การชมภาพยนตร์ดิสนีย์ในคืนวันคริสต์มาสอีฟของเด็กในแถบสแกนดิเนเวียได้กลายเป็นธรรมเนียมในหมู่เด็กๆไปแล้ว

นอกจากนี้ที่นอร์เวย์ยังมีธรรมเนียมแปลกคือการนำไม้กวาดไปซ่อน เนื่องจากในนอร์เวย์มีความเชื่อที่ว่าช่วงเวลาวันคริสต์มาสนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับพวกวิญญาณชั่วร้ายและแม่มดจะออกมาตามที่ต่างๆ แต่ละครอบครัวจึงซ่อนไม้กวาดของพวกเขาเพื่อไม่ให้แม่มดใช้บินหนีไป

 

การฉลองคริสต์มาสในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนต้นกำเนิดซานตาคลอส

 

และสุดท้ายที่ประเทศไอซ์แลนด์จะมีการมอบหนังสือให้แก่กันในวันคริสต์มาส เด็กในไอซ์แลนด์จะใช้เวลาท่ามกลางอากาศหนาวในแถบอาร์คติดเซอร์เคิลบนเตียง และผ้าห่มอันอบอุ่นริมเตาผิง อ่านหนังสือในช่วงวันหยุดยาว

ธรรมเนียมนี้เรียกว่า Jólabókaflóð ในภาษาไอซ์แลนด์ หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Christmas book flood” โดยธรรมเนียมนี้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 1944 เมื่อไอซ์แลนด์ได้รับเอกราชจากเดนมาร์ก และหนึ่งในสิ่งของที่หาได้ยากจากประเทศในแถบอาร์คติกเซอร์เคิลก็คือ กระดาษ หนังสือจึงกลายเป็นของขวัญยอดนิยมนับตั้งแต่นั้นมาอีกทั้งยังสามารถใช้กระดาษเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับจุดเตาผิงภายในบ้านได้อีกด้วย

ผู้ว่าการรัฐในเม็กซิโกเฮลิคอปเตอร์ตก ดับสยองหลังเพิ่งรับตำแหน่งไม่กี่วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575001

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 15:01 น.

ผู้ว่าการรัฐในเม็กซิโกเฮลิคอปเตอร์ตก ดับสยองหลังเพิ่งรับตำแหน่งไม่กี่วัน

สุดช็อก ฮ.ผู้ว่าหญิง-ส.ว.เม็กซิโกเสียชีวิตจากเฮลิคอปเตอร์ตก หลังบินขึ้นได้ราว 10 นาที

สื่อต่างประเทศรายงานว่าได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเฮลิคอปเตอร์ของนาง มาร์ธา เอริกา อลอนโซ (Martha Erika Alonso) ผู้ว่าการหญิงรัฐปวยบลา สังกัดพรรคNational Action Party  ทางตอนกลางประเทศ ประสบอุบัติเหตุตกที่เมืองซานตา มาเรีย โคโรนันโก ใกล้กับเมืองปวยปบลาเมืองเอกของรัฐ หลังบินขึ้นได้เพียง 10 นาที เป็นเหตุให้นางวาวอลอนโซวัย 45 ปี เสียชีวิต พร้อมกับผู้เป็นสามีคือ นายราฟาเอล โมรีโน ซึ่งเป็นส.ว.ของเม็กซิโกด้วยเช่นกัน พร้อมกับบินบนเครื่องอีก 2 นาย

 

 

รายงานระบุว่าทั้งคู่เป็นนักการเมืองดังในท้องถิ่นของรัฐปวยบลา ซึ่งสำหรับนางอลอนโซนั้นเธอเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแห่งนี้ได้เพียง10วันเท่านั้น ก่อนจะประสบอุบัติเหตุดังกล่าว โดยเธอได้กลายเป็นผู้ว่าการรัฐหญิงคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐแห่งนี้ จากการเอาชนะคู่แข่งในศึกเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา