ผู้นำเม็กซิโกคนใหม่ประกาศขายเครื่องบินประจำตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572872

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ผู้นำเม็กซิโกคนใหม่ประกาศขายเครื่องบินประจำตำแหน่ง

ประธานาธิบดีเม็กซิโกคนใหม่ สั่งขายเครื่องบินประจำตำแหน่ง เนื่องจากหรูหรา ฟุ่มเฟือยเกินไป และเป็นสัญลักษณ์ของคอรัปชั่น

นาย อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของเม็กซิโก ซึ่งเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้ประกาศสั่งขายเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 787 ครีมไลเนอร์ ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งลำใหม่กิ๊กของผู้นำเม็กซิโก ซึ่งเพิ่งถูกซื้อมาด้วยราคาสูงถึง 218 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น

นาย อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์

รายงานระบุว่า นายโอบราดอร์ ซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายซ้าย และเป็นผู้นำคนใหม่ของเม็กซิโก ได้เคยให้คำมั่นต่อประชาชนว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงรวมถึงขจัดคอรัปชั่นในประเทศอย่างถึงรากถึงโคน ระบุว่า “เราจะขายเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ทุกลำที่บรรดานักการเมืองคอรัปชั่นใช้” ท่ามกลางเสียงเชียร์อย่างมากของผู้สนับสนุน โดยเขายังระบุอีกว่า พาหนะพวกนี้ถูกซื้อมาด้วยเงินคอรัปชั่น มันจึงไม่ต่างจากสัญลักษณ์ของคอรัปชั่น

 

 

นอกจากนี้นายโอบราดอร์ ยังได้สร้างธรรมเนียมใหม่ให้กับการเมืองเม็กซิโก โดยระบุว่า เขาจะไม่เข้าไปอาศัยในทำเนียบ Los Pinos ซึ่งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งประธานาธิบดีเม็กซิโก แต่จะอาศัยที่บ้านพักของตนเองแทน อีกทั้งยังมีแผนจะเปลี่ยนทำเนียบ Los Pinos เป็นศูนย์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแทนด้วย รวมถึงประกาศลดเงินเดือนตนเองลง 60%  ด้วย

 

 

ด้านนาย คาร์ลอส อูร์ซัว รมว.คลังคนใหม่ของเม็กซิโก ได้มีการจัดให้บรรดาผู้สื่อข่าว เขาชมภายในของเครื่องบินโบอิ้ง 787 ลำดังกล่าวด้วย โดยภายในตกแต่งอย่างหรูหรา มีตราสัญลักษณ์ของรัฐบาลเม็กซิโก พร้อมทั้งห้องนอน และห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยหินอ่อน เพื่อสมฐานะกับผู้นำเม็กซิโกโดยเฉพาะ

 

 

ทั้งนี้เครื่องบินลำดังกล่าวนี้ ได้รับการส่งมอบมาในปี 2016 เพื่อใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งให้กับประธานาธิบดีเม็กซิโก โดยเครื่องบินลำนี้ได้ปฎิบัติภารกิจสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ทีผ่านมา ในการนำพานาย เอ็นริเก้ นิเอโต้ ปิเอน่า อดีตผู้นำเม็กซิโก เดินทางไปร่วมประชุม G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่า และเครื่องบินลำดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้เจ้าของใหม่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียต่อไป

 

 

 

 

 

 

นักวิทย์จีนผู้อ้างตัดต่อพันธุกรรมสำเร็จ หายตัวลึกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572868

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:27 น.

นักวิทย์จีนผู้อ้างตัดต่อพันธุกรรมสำเร็จ หายตัวลึกลับ

“เฮ่อ เจี้ยนขุย” นักวิทยาศาสตร์ผู้อ้างตัดต่อพันธุกรรมทารกสำเร็จ หายตัวไปอย่างลึกลับ คาดถูกทางการจีนควบคุมตัว

ศ.เฮ่อ เจี้ยนขุย นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ผู้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ทั่วโลก หลังจากที่เขาได้อ้างความสำเร็จในการตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์เพื่อต้านทานต่อการติดเชื้อเอชไอวี แก่ทารกหญิงสองรายที่ชื่อว่า นานา และลู่ลู่ จนกลายเป็นข่าวดังเมื่อช่วงเดือนพ.ย.ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดมีรายงานระบุว่า ศ.เฮ่อ ได้หลายตัวไปอย่างลึกลับ หลังจากที่เขาปรากฎตัวต่อสาธารณะครั้งแรกที่งานประชุมด้านจีโนม ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ทีผ่านมา โดยในเวทีประชุมดังกล่าว เขาได้ระบุถึงความสำเร็จเพิ่มเติมว่า เร็วๆนี้จะมีทารกที่ตัดต่อพันธุกรรมให้กำเนิดเป็นรายที่สอง ท่ามกลางกระแสที่บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายรายต่างวิจารณ์งานวิจัยของเขาว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

รายงานระบุว่า ศ.เฮ่อ ได้หลายตัวไปหลังจากที่เขาปรากฎตัวในงานประชุมดังกล่าว โดยมีรายงานว่า เขาอาจถูกทางการจีนจับกุมตัวถึงบ้านพักหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมที่ฮ่องกง

จากรายงานของสำนักข่าวแอปเปิ้ลเดลี่ออนไลน์ของฮ่องกง ได้อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นายเฉิน เซี่ยวยี่ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนครเซินเจิ้น ซึ่งเป็นต้นสังกัดของศ.เฮ่อ ระบุว่า ขณะนี้ได้ขาดการติดต่อกับศ.เฮ่อ และเชื่อว่าเขาอาจถูกทางการจีนควบคุมตัวภายในบ้านพัก

อย่างไรก็ดี ภายหลังสำนักข่าวเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ได้รายงานโดยระบุว่า ทางโฆษกของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนครเซินเจิ้น ได้ปฏิเสธรายงานข่าวว่าศ.เฮ่อ ถูกจับกุมตัว แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ทราบว่าขณะนี้ศ.เฮ่อ หายตัวไปที่ใดกันแน่ เนื่องจากยังไม่สามารถติดต่อได้

ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ ศ.เฮ่อได้ออกมาอ้างความสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้ทางคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติจีน ได้ประณามการกระทำของศ.เฮ่อ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางการจีนตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

ศาลตัดสินแล้ว ไม่อนุญาตให้ลุงดัตช์โกงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572859

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

ศาลตัดสินแล้ว ไม่อนุญาตให้ลุงดัตช์โกงอายุ

ศาลเนเธอร์แลนด์ตัดสิน ไม่อนุญาตให้ชายวัย 69 ลดอายุลง 20 ปี เพื่อหาคู่

นายเอมีล ราเทิลบานด์  (Emile Ratelband) หนุ่มใหญ่วัย 69 ปี ชาวดัตช์ ผู้เคยตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้ว่าเขาได้ยื่นร้องต่อศาลในเมือง Arnhem เพื่อขอให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงวันเกิดของเขาจากวันที่ 11 มีนาคม 1949 เป็นวันที่ 11 มีนาคม 1969 หรือขอลดอายุลง 20 ปี จากอายุ 69 ให้เหลือ 49 ปี

ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาจะสามารถเพิ่มโอกาสในการหาสาวรุ่นเอ๊าะๆ ผ่านแอปพลิเคชั่นทินเดอร์ แต่ทว่าล่าสุดทางศาลเมือง Arnhem ไม่เห็นด้วยกับการขอยื่นลดอายุของนาย ราเทิลบานด์ โดยให้เหตุผลว่า สิทธิหลายสิทธิตามกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับอายุของบุคคล และการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจนำไปสู่ปัญหามากมาย อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดๆที่ระบุว่าสามารถเปลี่ยนแปลงวันเกิดดังกล่าวได้

 

 

ศาลระบุว่า “นายราเทิลบานด์ มีอิสระที่จะใช้ชีวิตโดยรู้สึกว่าตนเองอ่อนกว่าวัย แต่เขาก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเหมาะสม การเปลี่ยนแปลงเอกสารวันเกิดของเขาวันอาจจะส่งผลให้เกิดนัยยะทางกฎหมายและเป็นตัวอย่างที่ไม่พึ่งประสงค์” ผู้พิพากษากล่าว

นายราเทิลบานด์ ได้โต้ทางศาลโดยเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลง “เพศ” ของกลุ่ม LGBT โดยระบุว่าเหตุใดคนหลากหลายทางเพศสามารถเปลี่ยนแปลงเพศกำเนิดของตนเองได้ ซึ่งต่างจากเขาแค่ของให้เปลี่ยนแปลงวันเกิดเท่านั้น

 

 

ทางศาลระบุว่า อายุนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์บุคคล แต่ต่างจากเพศหรือชื่อซึ่งหากเปลี่ยนแปลงที่ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนอัตลักษณ์ของบุคคลนั้นๆได้

อีกทั้งหากศาลอนุญาตให้เขาเปลี่ยนแปลงวันเกิดตามคำร้องของเขานั้น จะส่งผลให้มีปัญหาด้านกฎหมายในทุกรูปแบบด้วย “การแก้ไขวันเกิดของเขาจะทำให้บันทึกหายไปจากบันทึกการเสียชีวิตการแต่งงาน และการจดทะเบียนต่างๆ นี้จะมีความหลากหลายของผลกระทบทางกฎหมายและสังคมที่ไม่พึงประสงค์” ศาลระบุ

อย่างไรก็ดีรายงานไม่ได้ระบุว่า นายราเทิลบานด์ จะดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อศาลมีคำตัดสินเช่นนี้แล้ว

ฝรั่งเศสจ่อประกาศภาวะฉุกเฉิน สกัดม็อบก่อเหตุจลาจล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572819

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 20:05 น.

ฝรั่งเศสจ่อประกาศภาวะฉุกเฉิน สกัดม็อบก่อเหตุจลาจล

ฝรั่งเศสเล็งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รับมือประท้วงแรงสุดรอบ 50 ปี ท้าทายอำนาจมาครง

เบนจามิน กริโวซ์ โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังพิจารณาจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังกลุ่มผู้ประท้วงสวมเสื้อกั๊กเหลืองก่อเหตุจลาจลครั้งใหญ่ ระหว่างการชุมนุมประท้วงราคาน้ำมันแพงใจกลางกรุงปารีส และอีกหลายเมืองทั่วประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

กริโวซ์ เรียกร้องให้ผู้ประท้วงแยกตัวออกจากกลุ่มสุดโต่งที่ยุยงให้เกิดเหตุรุนแรง และจัดการเจรจากับรัฐบาล แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะยังไม่เปลี่ยนนโยบาย

ขณะที่รอยเตอร์ส รายงานว่า ผู้ประท้วงส่วนหนึ่งก่อเหตุจลาจลครั้งใหญ่ในกรุงปารีส ทั้งทุบรถ และอาคาร บุกปล้นร้านค้า ทุบประตูหน้าต่าง และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งรุนแรงที่สุดในกรุงปารีส นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งหมด 412 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 133 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ 23 คน ที่ปะทะกับผู้ชุมนุม โดยเป็นการชุมนุมทุกวันเสาร์มาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.

นอกจากนี้ การประท้วงยังนับเป็นการท้าทายอำนาจของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำฝรั่งเศส 18 เดือน โดยมาครงได้จัดประชุมฉุกเฉินกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่ทำเนียบประธานาธิบดี วานนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจเข้าร่วมการประชุม จี20 ที่อาร์เจนตินา เพื่อหาทางรับมือกับเหตุจลาจล และหาทางเจรจากับผู้ประท้วง ซึ่งไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน และไม่มีแกนนำการชุมนุม

ภาพ เอเอฟพี

จีน-สหรัฐพักรบ! แต่สงครามเศรษฐกิจยังไม่จบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572796

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 16:26 น.

จีน-สหรัฐพักรบ! แต่สงครามเศรษฐกิจยังไม่จบง่ายๆ

แม้จีนกับสหรัฐจะบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้าเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจากัน ทว่าการหาจุดลงรอยของ2มหาอำนาจไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยแม้แต่น้อย

ในระยะหลังการประชุม G20 มักไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนนัก เนื่องจากสภาพการณ์ของการเมืองโลกที่แตกเป็นฝ่ายมากขึ้นทุกที แต่การประชุมครั้งล่าสุดที่อาร์เจนตินา กลับมีผลสะเทือนครั้งสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เมื่อ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน กับ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ร่วมประชุมนอกรอบระหว่างการรับประทานอาหารค่ำนานถึง 2 ชม. เพื่อสะสางปัญหาที่เกิดจากการเผชิญหน้ากัน จนนำไปสู่ภาวะ “สงครามเศรษฐกิจ” ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงไทย

แต่ในที่สุด สีจิ้นผิงกับทรัมป์ก็สามารถลงรอยกันได้ชั่วคราว โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะสงบศึกเป็นเวลา 90 วันนับจากนี้ และสหรัฐจะระงับการขึ้นภาษีสินค้าจีน 25% เป็นเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปก่อน โดยมีกำหนดการที่จะประกาศใช้มาตรการนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2019 หลังจากใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้กันไปมาตั้งแต่ช่วง ม.ค. 2018 ขณะที่จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าเพิ่มจากสหรัฐของภาคเกษตร, พลังงาน และอุตสาหกรรม รวมถึงสินค้ากลุ่มอื่นๆ แม้จะยังไม่ตกลงกันว่าจะนำเข้าในปริมาณเท่าไร แต่ทำเนียบขาวแถลงว่าจะมีปริมาณมากพอสมควร เพื่อลดตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างขึ้นเครืองแอร์ฟอร์ซวันเดินทางกลับประเทศ ว่า “เป็นข้อตกลงที่เหลือเชื่อมาก ที่เราจะทำก็คือยับยั้งการขึ้นภาษีไว้ก่อน ส่วนจีนจะเปิดตลาดให้มากขึ้น จีนจะระงับพิกัดภาษี จีนจะซื้อสินค้ามากมายมหาศาลจากเรา”

ในระหว่างนี้จีนกับสหรัฐจะเจรจาเพื่อหาจุดลงรอยในเรื่องการค้า แต่ประเด็นที่จะหารือไม่อาจหาข้อสรุปได้โดยง่าย เพราะเป็นปมเงื่อนความขัดแย้งใหญ่หลวง เช่น ท่าทีของสหรัฐที่ไม่พอใจกับนโยบายของจีน ที่บังคับให้บริษัทต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ประเด็นที่สหรัฐอ้างว่าจีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, การล่วงล้ำและฉกชิงข้อมูลไซเบอร์, ปัญหาการใช้มาตรการที่มิใช้ภาษีในการกีดกันการค้า และภาคการบริการกับภาคเกษตร

สำนักข่าวเกียวโดมีบทวิเคราะห์เรื่องข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ โดยชี้ว่า สงครามการค้ายังจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะจีนมีเป้าหมายในการรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่พ้นที่จะขัดแย้งกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐแน่นอน นักการทูตรายหนึ่งในปักกิ่งเผยว่า สีจิ้นผิงจะไม่ยอมวางมือจากนโยบายสร้างจีนให้ยิ่งใหญ่ง่ายๆ จึงยากที่จีนจะยอมโอนอ่อนให้กับความต้องการของทรัมป์ไปเสียทั้งหมด ส่วนฝ่ายสหรัฐเองก็จะไม่ยอม หากจีนไม่อ่อนข้อให้ตามที่สหรัฐต้องการ

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

รัสเซียผนึกซาอุฯ ลดผลิตน้ำมันโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572721

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07:18 น.

รัสเซียผนึกซาอุฯ ลดผลิตน้ำมันโลก

รัสเซีย-ซาอุดิอาระเบีย เห็นพ้องลดการผลิตน้ำมัน ก่อนจัดประชุมโอเปกสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเผยว่า รัสเซียจะร่วมมือกับซาอุดิอาระเบีย ในการลดกำลังผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) หลังการหารือกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย นอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องปริมาณที่จะลด

“การตกลงว่าจะลดผลิตเท่าใดจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกัน เราตกลงว่าจะติดตามสถานการณ์ในตลาดน้ำมันและจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว” ปูติน กล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการเศรษฐกิจของของโอเปก แนะนำโอเปกว่าซัพพลายน้ำมันกำลังล้นตลาด พร้อมแนะนำให้ลดปริมาณการผลิต 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน จากระดับการผลิตในเดือน ต.ค. แต่ยังเป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น และที่ผ่านมาโอเปกมักจะไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำจากคณะกรรมการ โดยโอเปกจะจัดประชุมที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย วันที่ 6 ธ.ค.นี้

ก่อนหน้านี้ สำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ เปิดเผยว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐในเดือน ก.ย. อยู่ที่ 11.475 ล้านบาร์เรล/วัน นับเป็นเดือนที่ 2 ที่สหรัฐผลิตน้ำมันสูงกว่ารัสเซีย และเป็นรายใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ราคาน้ำมันโลกในเดือน พ.ย. ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

ภาพ เอเอฟพี

ทำไม”คนจีน”ยังนิยมอ่านหนังสือและซื้อหนังสือเป็นเล่ม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572710

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 19:45 น.

ทำไม"คนจีน"ยังนิยมอ่านหนังสือและซื้อหนังสือเป็นเล่ม?

เรื่องเล่าจาก “อ้ายจง” แห่งเพจอ้ายจงเล่าเรื่องเมืองจีน กับคำตอบว่าทำไมคนจีนจึงยังคงนิยมอ่านหนังสือและซื้อหนังสือเป็นเล่ม?

*********************************

โดย…ภากร กัทชลี เจ้าของเพจ “อ้ายจงเล่าเรื่องเมืองจีน” นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย ซีเตี้ยน มณฑลสานซี

จากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองจีนมากกว่า 7 ปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยใหม่ของจีนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เริ่มเข้ามา Disrupt แทนที่สิ่งเดิมๆ แต่จากการศึกษาข้อมูลทั้งการสังเกต ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล หรือสอบถามจากคนจีน พบว่า สิ่งที่เทคโนโลยีมิอาจแทนที่ได้ คือ “หนังสือที่เป็นรูปเล่ม” โดยข้อมูลจาก OpenBook บริษัทวิจัยในจีน เผยว่า ตลาดหนังสือจีนตลอดทั้งปี 2017 มีการเติบโต 14.55% จากปีก่อนหน้า

ในขณะที่ครึ่งปีแรกของปีนี้ 2018 การเติบโตชะลอตัวเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าหนังสือเป็นที่นิยมของคนจีน แต่สถานที่จัดจำหน่ายค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยร้านหนังสือออนไลน์ (ที่ขายหนังสือเป็นเล่ม) มากขึ้น ราคาหนังสือก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยเฉลี่ยอยู่ที่เล่มละ 88 หยวน (ประมาณ 440 บาท)

นอกจากนี้ China Xinhua สื่อยักษ์ใหญ่ของจีน ยังเผยว่า ข้อมูลจากสำนักงานสื่อและสิ่งพิมพ์แห่งชาติของจีน (National Press and Publication Administration – NPPA) ระบุว่า อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ของจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดจากจำนวนสำนักพิมพ์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 105 แห่ง เป็นกว่า 580 แห่งในปัจจุบัน

จากข้อมูลข้างต้น จึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนจีนจึงยังคงนิยมอ่านหนังสือและซื้อหนังสือเป็นเล่ม? อ้ายจงจึงได้ตระเวนสัมภาษณ์คนจีนในกรุงปักกิ่งตามร้านหนังสือได้คำตอบ ดังนี้

1.การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก

สังคมจีนเป็นสังคมที่ค่อนข้างมีแรงกดดันสูงตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดคือ ครอบครัว โดยเฉพาะด้านการศึกษา คนจีนมีความเชื่อที่ฝังแน่นมาตั้งแต่โบราณกาลว่า ความรู้คือแสงสว่างนำพาชีวิตแม้ในยามที่ไม่มีแสงไฟใดๆ และการค้นหาความรู้ที่คนจีนมีความคุ้นเคยมาโดยตลอด คือ “อ่านจากหนังสือ”

คุณหลี่ (นามสมมติ) หญิงวัยกลางคน คุณแม่ลูก 1 วัยประมาณ 5 ขวบ ให้สัมภาษณ์ในมุมหนึ่งของร้านหนังสือสไตล์จีนโมเดิร์น ณ ย่านเฉียนเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่ง ว่า “พวกเราคนจีนมีความคุ้นเคยกับการเปิดหน้าหนังสือ เพื่อหาข้อมูลที่เราสนใจ จริงอยู่ที่มีมือถือ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายให้เราได้ค้นหาความรู้ทุกที่ทุกเวลา แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่ได้ความรู้สึกของคำว่า อ่านหนังสือ”

“พ่อแม่ของฉันได้สอนฉันตั้งแต่เด็กให้รักการอ่าน เพราะการอ่านทำให้มีความรู้ และการเรียนจะออกมาดี พวกเราถูกปลูกฝังมาตลอดว่า ถ้าสอบเกาเข่า-เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ชีวิตจะลำบาก ทุกครั้งที่ฉันมาร้านหนังสือ ก็จะพาลูกมาที่ร้านด้วย เพื่อทำให้เขารักการอ่านหนังสือแบบที่ฉันเป็น”

รายงานตลาดค้าปลีกหนังสือประเทศจีนในปี 2017 ระบุว่า ตลาดหนังสือเด็กกินพื้นที่ของหนังสือที่วางขายทั้งหมดประมาณ 24.64% ซึ่งมูลค่าหนังสือที่ขายทั้งหมดในปี 2017 คือ 8 หมื่นล้านหยวน และมีแนวโน้มเติบโตทุกปีประมาณ 10-15% โดยปี 2017 หนังสือเด็กขายได้ถึง 4 หมื่นหัวเรื่อง ซึ่งถือเป็นตลาดหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน

2.การอ่านหนังสือ คือการผ่อนคลาย

จากแหล่งข้อมูลที่ไปรวบรวมมา มีจำนวนมากที่ตอบว่า พวกเขาอ่านหนังสือในเวลาที่เครียด ต้องการผ่อนคลาย โดยเฉพาะการได้จิบชา จิบกาแฟ ชิลชิล ทำให้เรื่องหนักๆ ที่เจอมาทั้งวัน รู้สึกสบายขึ้นได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ตามร้านกาแฟจะมีหนังสือให้เราเลือกอ่านมากมาย และบางร้านก็เป็นกึ่งร้านกาแฟร้านขายหนังสือ กระทั่งร้านหนังสือใหญ่ๆ บางร้านมีมุมร้านกาแฟ มีโต๊ะให้นั่งอ่าน นั่งกินกาแฟอยู่ภายในร้าน

3.สภาพแวดล้อมส่งเสริมให้ทุกคนรักการอ่านที่เป็นสิ่งพิมพ์

ตามย่านที่พักอาศัย สถานที่ท่องเที่ยว หรือในมหาวิทยาลัยในจีน เราจะเห็นมุมกระดานหรือบอร์ดที่ไม่ได้มีกระดาษติดประกาศ แต่เป็นบอร์ดที่ติด “หนังสือพิมพ์ประจำวัน/ประจำสัปดาห์” ให้ทุกคนได้อ่านแบบไม่ต้องเสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์

แม้แต่ห้องสมุด 24 ชั่วโมง ห้องสมุดระบบอัตโนมัติที่ให้ทุกคนได้เข้าห้องสมุดและยืมหนังสือได้ตลอดเวลา เพียงใช้บัตรประชาชน-แอพมือถือ โดยร้านหนังสือทั่วจีนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ซึ่งมีนโยบายสร้างสิ่งแวดล้อมให้คนจีนมีวัฒนธรรมรักการอ่าน ไม่ถูกเทคโนโลยีกลืน อีกทั้งราคาหนังสือในจีนก็ไม่แพง เพราะรัฐบาลจีนสนับสนุนให้สำนักสิ่งพิมพ์พิมพ์หนังสือในราคาถูก

4.หนังสือจีนมีความหลากหลาย-ตำราต่างประเทศก็ไม่แพง

ในฐานะเคยเป็นนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในจีน พบว่า ตามร้านหนังสือมีหนังสือตำราต่างประเทศ หรือที่เราเรียกว่า Textbook เต็มไปหมด และถูกวางขายในราคาถูก เล่มละไม่กี่ร้อยบาท เป็นตำราที่ถูกรวบรวมมาโดยสำนักพิมพ์ในจีน และนำมาพิมพ์ให้คนจีนได้ซื้อหาได้ง่ายแบบไม่แพง

แม้กระทั่งหนังสือเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ค่อนข้างลึกซึ้งอย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” ทางการจีนก็สนับสนุนให้มีการพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาให้ประชาชนได้อ่าน หาความรู้ ตั้งแต่ประถมศึกษาและมัธยมต้น โดยเมื่อไม่นานมานี้จีนเปิดตัวชุดหนังสือเรียน “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” สำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้น โดยคาดว่าจะถูกใช้ในโรงเรียนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศจีน หนังสือในชุดนี้มีทั้งหมด 10 เล่ม และบางส่วนได้ถูกนำไปใช้ทดลองในการเรียนการสอนที่มหานครเซี่ยงไฮ้แล้ว

5.ร้านหนังสือที่ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ

คุณเฉิน (นามสมมติ) หนึ่งในคนจีนจำนวนมากที่อ้ายจงสัมภาษณ์ในร้านหนังสือที่ปักกิ่ง โดยมีคำตอบที่น่าประทับใจ “ฉันและหลายๆ คน รู้สึกว่าร้านหนังสือในจีนไม่เหมือนร้านหนังสือทั่วไป คือร้านหนังสือที่นี่มีเสน่ห์ในตัวของแต่ละร้าน เราจะจินตนาการว่า ร้านหนังสือต้องมีแต่หนังสือแออัดเต็มไปหมด แต่ร้านหนังสือที่จีน แม้เต็มไปด้วยหนังสือ แต่ถูกจัดวางให้น่าหยิบ ออกแบบและตกแต่งให้น่าเข้า น่าอ่าน หลายร้านมีพื้นที่ให้ได้อ่านฟรีๆ ไม่ต่างจากห้องสมุด และมีจำนวนไม่น้อยเปิด 24 ชั่วโมง”

การตกแต่งร้านหนังสือในจีนดูจะเป็นจุดเด่น ไม่ว่าบนโบกี้รถไฟที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นร้านหนังสือสไตล์โมเดิร์นที่สวยงามโด่งดังไปทั่วโลกที่เมืองเทียนจิน เป็นต้น

ร้านหนังสือที่จีนไม่ได้มีแค่ร้านหนังสือ แต่ยังมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อดึงดูดผู้ซื้อในทุกกลุ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น นักศึกษา ผู้ใหญ่ และครอบครัว ทำให้เราได้เห็นโซนของเล่นเพื่อการศึกษา โซนอิเล็กทรอนิกส์ หรือโซนร้านอาหารในร้านหนังสือ

นอกจากนี้ ร้านหนังสือยังเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ สัมมนา และการพบปะระหว่างนักเขียนและผู้อ่าน อยู่บ่อยครั้งจนชินตา

ติดตามอ้ายจงได้ที่นี่ www.facebook.com/aizhongchina/

แคชเชียร์มนุษย์ vs แคชเชียร์เอไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572699

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

แคชเชียร์มนุษย์ vs แคชเชียร์เอไอ

ร้านค้าไร้แคชเชียร์เป็นอีกหนึ่งเทรนด์เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในวงการค้าปลีก ทว่ามันยังไม่สามารถรับมือกับกลโกงของบรรดาลูกค้าได้ดีนัก

ปัจจุบันนี้ พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากที่เคยเดินเลือกซื้อด้วยตัวเองจากร้านค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ก็หันไปหาการช็อปปิ้งออนไลน์ และยังใช้เวลาเปรียบเทียบคุณภาพและราคา รวมทั้งศึกษาสินค้าที่ต้องการซื้อในอินเทอร์เน็ตก่อน แล้วค่อยออกไปซื้อชิ้นที่ต้องการที่ร้าน ไม่เดินเลือกเหมือนที่เคยทำก่อนที่การช็อปปิ้งออนไลน์จะผุดขึ้น

จากข้อมูลของบริษัทวิจัยด้านการตลาด eMarketer ของสหรัฐ พบว่าปีนี้เฉพาะในสหรัฐประเทศเดียว อีคอมเมิร์ซเติบโตถึง 16% หรือคิดเป็นมูลค่า 525,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้ บรรดาร้านค้าปลีกจึงพากันปรับตัวเป็นการใหญ่ ด้วยความหวังว่าจะตรึงลูกค้าไว้ให้ได้ และนั่นก็คือการหาทางอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ไพ่ใบล่าสุดของธุรกิจค้าปลีกคือ ร้านค้าไร้แคชเชียร์ ที่นำระบบปัญญาประดิษฐ์ กล้องวงจรปิด และแอพพลิเคชั่นเข้ามาแทนที่พนักงานคิดเงิน ซึ่งนำโดยยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่างอเมซอน นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพค้าปลีกไร้แคชเชียร์ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด

หนึ่งในนั้นก็คือ ร้านสแตนดาร์ดสโตร์ ที่ดำเนินการโดยสแตนดาร์ด ค็อกนิชั่น (Standard Cognition) สตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก ที่ติดตั้งกล้อง 27 ตัวไว้บนเพดานกระจายทั่วพื้นที่ 185 ตร.ม. เพื่อติดตามบันทึกสินค้าที่ลูกค้าหยิบลงตะกร้า เมื่อลูกค้าออกจากร้านบิลรายการสินค้าก็จะปรากฏในแอพพลิเคชั่น

ทว่าจากการทดลองใช้ แคชเชียร์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเล่นตุกติกของลูกค้า เช่น การหยิบสินค้าแบบเดียวกันสองชิ้นพร้อมๆ กันด้วยมือข้างเดียว ปรากฏว่าระบบคิดเงินเพียงชิ้นเดียว แต่ถึงอย่างนั้น ไมเคิล ซัสวาล ผู้ก่อตั้ง Standard Cognition กลับมองเป็นเรื่องดี “ถ้ามีคนพยายามขโมยของถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเขาจะได้นำวิดีโอที่บันทึกไว้ไปสอนปัญญาประดิษฐ์ให้จดจำพฤติกรรมต้องสงสัยไว้”

อย่างไรก็ดี แม้ความสามารถของแคชเชียร์ปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาขึ้น แต่บริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าแคชเชียร์ที่เป็นมนุษย์มีเลือดมีเนื้อยังจำเป็นสำหรับธุรกิจนี้ แมนิอาร์ ผู้จัดการร้านสแตนดาร์ดสโตร์เผยว่า ช่วงแรกพนักงานต่างพากันกังวลว่าอาชีพของพวกเขาจะหายไป ปัญญาประดิษฐ์กลับอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ส่วนพนักงานก็ยังมีงานอื่นในร้านให้ทำ เช่น ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าและงานบริการลูกค้าอื่นๆ

ขณะที่ เจนญา ไบลิน ประธานฝ่ายปฏิบัติการบริษัทค้าปลีก Trigo Vision ในเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอล เผยว่า ระบบแคชเชียร์ปัญญาประดิษฐ์ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง บริษัทของเธอเสียค่าใช้จ่ายถึง 30,000 เหรียญสหรัฐในการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในพื้นที่ 167 ตร.ม. ทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ตามมา

ข้อด้อยต่างๆ เหล่านี้ อาจจะไม่จูงใจให้เจ้าของธุรกิจค้าปลีกหันมาใช้แคชเชียร์ปัญญาประดิษฐ์ หรืออาจชะลอการตัดสินใจออกไป

ภาพ : Standard Cognition

ที่มา www.m2fnews.com

สหรัฐ-จีนเห็นพ้องเลื่อนกำหนดขึ้นภาษีออกไป90วัน เปิดทางเจรจายุติข้อพิพาทการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572649

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

สหรัฐ-จีนเห็นพ้องเลื่อนกำหนดขึ้นภาษีออกไป90วัน เปิดทางเจรจายุติข้อพิพาทการค้า

ผู้นำสหรัฐ-จีนเห็นพ้องขยายเวลากำหนดขึ้นภาษีสินค้านำเข้าออกไป 90 วัน เปิดทาง 2 ฝ่ายเจรจายุติข้อพิพาททางการค้า

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตาว่าผู้นำทั้งสองจะแก้ปัญหาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างกันได้หรือไม่

ล่าสุดทำเนียบขาวได้เผยแพร่แถลงการณ์หลังเสร็จสิ้นการหารือระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันให้เลื่อนกำหนดระยะเวลาที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกไป 90 วัน จากกำหนดเวลาเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกันต่อไป

“หากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ ก็จะมีการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25%” แถลงการณ์ระบุ

ทำเนียบขาวยังเปิดเผยอีกว่า จีนได้รับปากที่จะสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐ ทั้งผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตร, พลังงาน, สินค้าอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ด้านสถานีโทรทัศน์ของการทางการจีนรายงานว่า หลังจากวันที่ 1 ม.ค.2562 ไปแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีใดๆเกิดขึ้นอีก และการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศก็จะดำเนินต่อไป

ขณะที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เปิดเผยภายหลังการร่วมรับประทานอาหารว่า เขาต้องการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่เป็นความวิตกกังวลร่วมกันกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และร่วมมือกันวางแผนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐให้ก้าวหน้าต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวกับทรัมป์ในระหว่างพบกันว่า “ดีใจที่ได้มาพบกันในครั้งนี้”

ประธานาธิบดีของจีน กล่าวอีกว่า ตั้งแต่การพบกันครั้งล่าสุดระหว่างเขาและประธานาธฺบดีทรัมป์ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายทั่วโลก ในฐานะที่จีนและสหรัฐเป็นประเทศที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ทั้งสองประเทศจึงต้องแบกรับความรับผิดชอบในการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพและความมั่นคั่งขึ้นบนโลกใบนี้

“ความร่วมมือกันนั้นคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งสอง”ประธานาธิบดีของจีนกล่าว

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำจีนและสหรัฐได้ตกลงที่จะพบกันนอกรอบการประชุม G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินา ในการหารือทางโทรศัพท์เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นผู้นำทั้งสองต่างก็ได้แสดงทัศนคติที่ดีต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ ตลอดจนขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจร่วมกัน

ภาพ เอเอฟพี

กำเนิดทารกแต่งพันธุกรรม ฉาวโฉ่จริยธรรมการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572646

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 11:16 น.

กำเนิดทารกแต่งพันธุกรรม ฉาวโฉ่จริยธรรมการแพทย์

การตัดแต่งพันธุกรรมทารกของ นายแพทย์จีน นำมาสู่เสียงวิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์ทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรม

**************************************โดย…สุภีม ทองศรี

วงการวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้เกิดประเด็นใหญ่โตทางจริยธรรมขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ “เหอเจี้ยนกุ๋ย” นักวิจัยด้านพันธุกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซาเทิร์น ในเมืองเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน อ้างว่า เด็กทารกแฝดคู่หนึ่งที่ได้รับการตัดแต่งรหัสพันธุกรรม (ยีน) เพื่อให้ปลอดเชื้อเอชไอวีจากพ่อแม่ ได้ลืมตาดูโลกแล้ว เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการกำเนิดของทารกที่ได้รับการตัดแต่งยีนครั้งแรกของโลก ต่างจากก่อนหน้านี้ ซึ่งยังคงมีการทดลองในระดับตัวอ่อนเท่านั้น และไม่เคยมีการปล่อยให้เกิดออกมาเป็นมนุษย์

“ผมเข้าใจว่าการทดลองของผมจะเป็นประเด็นใหญ่โต แต่ผมเชื่อว่าครอบครัวของเด็กต้องการเทคโนโลยีนี้ และผมพร้อมรับคำวิจารณ์” เหอ กล่าว

กระบวนการดังกล่าวของเหออาจช่วยให้เด็กไม่ได้รับเชื้อเอชไอวีจากพ่อแม่ได้ก็จริง แต่อย่างไรก็ดี การกระทำของเหอได้นำมาสู่เสียงวิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์ทั่วทั้งโลกและในจีน โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรม ซึ่งหน่วยงานทางการจีนต้องสั่งสอบสวนและสั่งให้ยุติการทดลอง เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซาเทิร์น ต้นสังกัดของเหอที่ระบุว่า การกระทำของเหอนับว่าเป็นการละเมิดต่อจริยธรรม และกฎระเบียบขั้นร้ายแรง โดยทางสถาบันกำลังตั้งผู้เชี่ยวชาญอิสระขั้นมา เพื่อดำเนินการสืบสวนอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ หลายประเทศทั่วโลกยังมีการกำหนดข้อจำกัด หรือห้ามการตัดแต่งยีนในตัวอ่อนมนุษย์ เพราะยังไม่แน่ใจเรื่องผลกระทบที่ตามมาอย่างแน่ชัด เช่น อังกฤษ ที่มีกฎหมายห้ามใช้การตัดแต่งยีนในตัวอ่อน เพื่อช่วยเรื่องการให้กำเนิดเด็ก โดยอนุญาตให้วิจัยแค่ในตัวอ่อนของเด็กหลอดแก้วที่ไม่มีชีวิตแล้วเท่านั้น และมีเงื่อนไขว่าต้องทำลายตัวอ่อนทิ้งหลังการทดลองทันที

ศ.โรเบิร์ต วินสัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านการเจริญพันธุ์ และศาสตราจารย์ฝ่ายวิทยาศาสตร์และสังคม ของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่า ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน การทดลองตัดแต่งยีนในทารกล่าสุดในจีนนับเป็นการกระทำผิดทางวิทยาศาสตร์

ขณะที่ จูเลียน ซาวูเลสคู ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในอังกฤษ เปิดเผยว่า การตัดแต่งยีนถือว่าเป็นการทดลองมนุษย์ และอาจเกิดการกลายพันธุ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา ทั้งยังอาจเกิดปัญหาต่างๆ กับเด็ก เช่น การเป็นมะเร็งในอนาคต

แม้นักวิทยาศาสตร์บางคน ระบุว่า การตัดแต่งยีนเด็กอาจกลายเป็นการกระทำที่ยอมรับได้สักวันหนึ่งในอนาคต แต่ ยัลดา จัมชิดี ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแพทย์เซนต์ จอร์จ ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า วงการพันธุศาสตร์ยังรับรู้ผลกระทบในระยะยาวของการทดลองดังกล่าวเพียงน้อยนิด และคนส่วนมากก็เห็นพ้องกันว่า การทดลองกับมนุษย์ ในกรณีที่ยังหาทางเลือกอื่นทดแทนกันได้ เป็นการทดลองที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งในด้านศีลธรรมและจริยธรรม

ขณะที่ โรบิน แชตท็อก ประธานฝ่ายการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันโรคของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน เปิดเผยว่า ทารกฝาแฝดที่ได้รับการตัดแต่งยีนยังมีโอกาสได้รับเชื้อเอชไอวีอยู่ดี เนื่องจากเชื้อเอชไอวีบางสายพันธุ์อาจจะยังเข้าสู่เซลล์ของเด็กได้ ถ้าสัมผัสกับเนื้อเยื่อหรือของเหลวที่ติดเชื้อ พร้อมระบุว่า ยังมีวิธีอื่นที่น่าเชื่อถือหรือมีความเสี่ยงน้อยกว่าการตัดแต่งยีน

แชตท็อก ระบุว่า การใช้ยาต้านไวรัสสามารถช่วยป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีจากพ่อแม่สู่ลูกได้และยาต้านไวรัส “เพร็พ” ก็ยังสามารถช่วยให้ป้องกันเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

เปิดประวัติหมออื้อฉาว

ทั้งนี้ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ได้สืบคุ้ยประวัติที่ผ่านมาของเหอ โดยพบว่าเหอเกิดที่มณฑลหูหนาน ทางตอนใต้ของจีน มีพื้นเพครอบครัวเป็นเกษตรกรและฐานะยากจน แต่ก็สามารถฟันฝ่าจนเข้าสู่โรงเรียนมัธยมดีที่ในสุดเขตได้

รายงานระบุว่า เหอสนใจศาสตร์ฟิสิกส์เป็นพิเศษ และมีความฝันสมัยเรียนว่าต้องการเป็น “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” แห่งจีน จนเรียนจบสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจีน ทั้งยังได้รับทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐด้วย

อย่างไรก็ดี ความฝันจะเป็นไอน์สไตน์แห่งจีนต้องจบลง เนื่องจากเหอยอมรับว่า ยุคทองแห่งฟิสิกส์ได้จบลงไปแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนสาขาไปศึกษาด้านชีวฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยไรซ์ ในเมืองฮูสตัน ซึ่งทำให้เหอได้รู้จักกับเทคนิคการตัดแต่งพันธุกรรมที่มีชื่อว่า คริสเปอร์ แคสไนน์ เป็นครั้งแรก ก่อนจะย้ายไปเมืองเสิ่นเจิ้น ในปี 2012 และก่อตั้งสตาร์ทอัพ 2 แห่ง ในเวลาต่อมา

รายงานระบุว่า เพื่อนร่วมงานของเหอขนานนามเหอว่าเป็น “อัจฉริยะจอมบ้าบิ่น” ทั้งยังมีการยกเหอไปเปรียบเทียบกับอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เทสลา มอเตอร์ เนื่องจากเพื่อนร่วมงานมองว่า เหอมีความฉลาด บ้าบิ่น และช่างคิด เหมือนกับซีอีโอคนดัง ที่มักจะมีไอเดียแปลกๆ

นอกจากนี้ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ เปิดเผยว่า ในปี 2017 เหอเคยโพสต์ข้อความผ่านทางบล็อกออนไลน์ว่า การตัดแต่งยีนยังไม่ปลอดภัยสำหรับการนำมาทดลองกับมนุษย์

จีนผ่อนกฎวิจัย

ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลจีนได้ผ่อนกฎระเบียบในอุตสาหกรรมดูแลสุภาพอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2016 เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของความต้องการเข้าถึงบริการดูแลรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพ โดยก่อนหน้านั้นหน่วยงานทางการจีนจะต้องใช้เวลากว่าหลายปี กว่าจะอนุมัติให้นักวิทยาศาสตร์สามารถดำเนินการวิจัยทางการแพทย์ได้

ทั้งนี้ กฎระเบียบเกี่ยวกับการวิจัยทางการแพทย์ได้เปลี่ยนไปในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากปักกิ่งยอมให้นักวิทยาศาสตร์ดำเนินการวิจัยได้เลย หลังยื่นเรื่องขออนุมัติครบ 60 วัน ถ้าสำนักงานผลิตภัณฑ์ยาแห่งชาติ ไม่ได้คัดค้านคำขอวิจัย ภายในช่วงเวลาดังกล่าว

รายงานระบุว่า การผ่อนกฎระเบียบของการวิจัยทางการแพทย์ ทำให้เกิดการวิจัยรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ และนักวิทยาศาสตร์จากต่างชาติ เพราะปัจจุบันการทดลองในจีนสามารถใช้เทคนิคและยาได้มากกว่าการทดลองในสหรัฐ หรือยุโรป

ภาพ เอเอฟพี