อย่าเบาใจ อายุน้อยก็เป็นเบาหวานได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380757

อย่าเบาใจ อายุน้อยก็เป็นเบาหวานได้

อย่าเบาใจ อายุน้อยก็เป็นเบาหวานได้

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคที่พบมากในคนสูงอายุ หากแต่น้อยคนนักจะทราบว่าโรคเบาหวานนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กรวมทั้งมีสาเหตุ และการดูแลรักษาที่แตกต่างกันกับโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ เนื่องจากในวัยเด็กร่างกายยังต้องการการเจริญเติบโตที่สมวัยจึงต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กๆ เจริญเติบโตได้ตามปกติ

แพทย์หญิงนิภาพรรณ จรดล กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่าโรคเบาหวานที่พบในวัยเด็กและวัยรุ่น แบ่งได้ 3 ชนิด 1.โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน จึงทำให้มีภาวะขาดอินซูลินตามมา 2.โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดการที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเป็นเบาหวานชนิดที่พบมากในผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดในผู้ป่วยที่อายุน้อยลงเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงคือภาวะโภชนาการเกินที่พบมากขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก 3.โรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น ได้แก่ ภาวะความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาของตับอ่อน การติดเชื้อรวมถึงยาบางชนิด

เบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่เกิดจากเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสาเหตุของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่ทราบแน่ชัดในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าเกิดจากภาวะความเสี่ยงทางพันธุกรรม และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ร่วมกับปัจจัยทางสภาวะแวดล้อมเช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เป็นต้นซึ่งนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน อาการของเด็กที่พบว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากมีภาวะขาดอินซูลินจึงไม่สามารถนำน้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ มีภาวะขาดน้ำตาลหรือพลังงาน ร่วมกับการมีน้ำตาลสูงในกระแสเลือด

 

 

ในระยะแรกของโรค เด็กๆ จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย รับประทานอาหารและน้ำมากขึ้น แต่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง มีปัสสาวะมากกว่าปกติ หากไม่ได้รับการรักษาร่างกายจะมีการสลายพลังงานสะสมในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน ที่เรียกว่าภาวะ “ดีเคเอ” (DKA: diabeticketoacidosis) ตามมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย ซึมลงจากภาวะสมองบวม รวมทั้งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ โดยแพทย์ต้องอาศัยการซักประวัติอาการดังที่กล่าวไปร่วมกับการเจาะตรวจน้ำตาลในเลือด เมื่อพบแน่ชัดว่าเป็นโรคเบาหวาน แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้อินซูลินทดแทน โดยการฉีดเข้าชั้นไขมันวันละ 3-4 ครั้ง หรือผ่านเครื่องจ่ายอินซูลินเข้าร่างกายอย่างต่อเนื่อง (insulin pump)ร่วมกับการเจาะตรวจน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อช่วยในการปรับยาอินซูลินให้เหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะน้ำตาลสูงและน้ำตาลต่ำระหว่างการรักษา นอกจากนี้ อาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะไม่ได้เน้นการจำกัดพลังงานดังเช่นในเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ควรเป็นอาหารที่มีพลังงานและสัดส่วนอาหารที่เหมาะสมตามวัย เพื่อให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโต

ทั้งนี้ เด็กที่เป็นเบาหวานอาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้นเกิดได้จากภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากร่วมกับมีเลือดเป็นกรดจากสารคีโตนหรือ “ดีเคเอ” ซึ่งอาจเกิดจากการขาดอินซูลินหรือมีภาวะเจ็บป่วยที่กระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเกิดจากการได้รับยาอินซูลินในปริมาณที่ไม่เหมาะสมกับปริมาณอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน โดยเด็กๆ จะมีอาการเหงื่อออกมาก ใจสั่นซึมลง หรืออาจมีอาการรุนแรง คือชักและหมดสติได้ ส่วนภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เกิดจากการมีภาวะน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน โดยอาจประเมินจากค่าน้ำตาลสะสมหรือ HbA1C เป็นระยะซึ่งหากมีค่าสูงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบต่างๆในร่างกาย เช่น ผลต่อจอประสาทตา ไต ระบบประสาทส่วนปลาย ระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งพบได้มากในเด็กและวัยรุ่นอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมากมาย นอกจากนี้ การรักษาต้องใช้ทักษะในหลายๆ ด้านทั้งความรู้ด้านโภชนาการ การรักษาด้วยยาอินซูลิน ซึ่งเป็นยาชนิดฉีด และต้องมีการปรับยาตามอาหารและระดับน้ำตาลปลายนิ้ว จึงมีความจำเป็นที่เด็กจะต้องได้รับทั้งกำลังใจและความช่วยเหลือจากทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครองรวมถึงคุณครูเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม เพราะถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดจากโรคนี้ แต่ก็มีการพัฒนาชนิดของยาและอุปกรณ์ที่จะช่วยลดความยุ่งยากและความเจ็บปวดจากการเจาะเลือดและฉีดยาให้ลดน้อยลงจึงทำให้เด็กๆ ที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีการเจริญเติบโตสมวัยและห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนอีกด้วย

‘พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ’ทรงฟิตติ้งชุดผ้าไหมไทยให้’มิสยูนิเวิร์ส 2017’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380749

'พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ'ทรงฟิตติ้งชุดผ้าไหมไทยให้'มิสยูนิเวิร์ส 2017'

‘พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ’ทรงฟิตติ้งชุดผ้าไหมไทยให้’มิสยูนิเวิร์ส 2017’

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 16.30 น.

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าประทานชุดแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ในคอลเลกชั่นชุดราตรีจากผ้าไหมไทยที่ทรงออกแบบเป็นพิเศษด้วยพระองค์ให้แก่ เดมี ลีห์เนล ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส 2017 เพื่อสวมใส่ในงาน Thai Night ค่ำคืนวันที่ 5 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ โดยประทานพระวโรกาสให้ มิสยูนิเวิร์ส 2017 เข้าเฝ้า และทรง Fitting ชุดด้วยพระองค์เอง

สำหรับชุดราตรีผ้าไหมไทยที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงประทานให้ เดมี ลีห์เนล ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส 2017 นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รังสรรค์มาในรูปแบบชุดไทยเกาะอกแบบสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สไตล์ยุโรป โดยเลือกใช้ผ้าไหมเรียบและผ้าไหมแพรวา ดีไซน์โดยใช้เทคนิค Draping ตกแต่งและจัดวางผ้าบนหุ่นโดยเน้นการจับผ้าให้มีความพลิ้วไหวสวยงาม และดูสวยเป็นธรรมชาติ พร้อมการปักลงบนกระโปรงแนวกรีกให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นไทยในชุดช่วงบนกับความเป็นสากลในชุดช่วงล่างออกมาได้อย่างลงตัว

 

ชวนคนมีไอเดียร่วมยกระดับประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380501

ชวนคนมีไอเดียร่วมยกระดับประเทศไทย

ชวนคนมีไอเดียร่วมยกระดับประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี

สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ชวนคนมีไอเดียร่วมยกระดับประเทศไทยไปกับโครงการ “GovTech Mission” เวทีแข่งขัน Startup พร้อมผลักดันให้เป็นนโยบายระดับประเทศ

ประเทศไทยจำเป็นต้องถูกยกระดับให้ดีขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวมถึงการบริหารจัดการภาครัฐ บริบทนี้ ถึงเวลาที่จะต้องเปิดพื้นที่ในการระดมความคิดเห็น เจาะลึก หาไอเดีย และหาทางออกใหม่ๆ สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย(Future Innovative Thailand Institute: FIT)จึงจัดโครงการ “GovTech Mission: OneNation, One Mission – ยกระดับประเทศไทย” เพื่อเฟ้นหากลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือผู้ประกอบการ Startup ที่มีความมุ่งมั่นมาร่วมลงมือสร้างสรรค์แนวคิดและแผนงานที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุข ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท เพื่อให้ได้มาซึ่งแผนงานหรือโครงการในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปต่อยอดในเชิงนโยบายสู่การพัฒนาและยกระดับอนาคตของประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยนำโดย ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานสถาบันฯ เปิดตัวโครงการ “GovTech Mission: One Nation, One Mission – ยกระดับประเทศไทย” ได้รับเกียรติจาก นายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ผลกระทบจากนวัตกรรมและเทคโนโลยี กับการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย” และ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Living in the disruptive world”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลกระทบจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีกับการบริหารจัดการภาครัฐว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งการดำเนินชีวิต และระบบเศรษฐกิจเราจึงต้องมาทบทวนบริบทของประเทศกันใหม่ว่าจะช่วยยกระดับอนาคตประเทศไทยอย่างไร ทั้งนี้การสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้การแข่งขันการออกแบบแนวคิดและแผนงานในการสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับประเทศไทยผ่านโครงการ Govtech Mission: One Nation, One Mission ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนมาร่วมมือกันภายใต้การดูแลของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มากด้วยประสบการณ์ด้านต่างๆ เพื่อยกระดับแผนงานของคนรุ่นใหม่ให้สามารถนำไปต่อยอดและใช้ได้จริง

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวว่า ในโลกที่เทคโนโลยีกำลัง disrupt เราไม่สามารถที่จะเดินตามระบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งการที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่มีความขัดแย้งและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในสังคมได้นั้น ประเทศชาติจะต้องถูกยกระดับทั้งทางด้านการศึกษา และด้านสาธารณสุขโดยประชาชนจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีทางเลือกในการดำเนินชีวิต ดังนั้นเราจะดูแลกันอย่างไรเพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องรับภาระหนักภายใต้งบประมาณที่จำกัด อย่างไรก็ตามถ้าเรามีนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นจะเป็นการช่วยยกระดับอนาคตประเทศไทยได้อีกทางหนึ่ง

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “GovTech Mission: One Nation, One Mission – ยกระดับประเทศไทย” เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Startup ไทยที่มีความมุ่งมั่นและมีความคิดสร้างสรรค์จากทั่วประเทศมานำเสนอออกแบบแนวคิดและแผนงานที่ผสมผสานกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในด้านการศึกษา (EdTech) และด้านสาธารณสุข (HealthTech) เพื่อการพัฒนาประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มคุณภาพและโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขไทย และช่วยยกระดับอนาคตประเทศไทย พร้อมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท

โครงการฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้นจำนวน 30 ทีม แบ่งเป็น ด้านการศึกษา 15 ทีม และด้านสาธารณสุข 15 ทีม จากนั้นเข้าร่วมฟังบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญอาวุโสทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การสร้างแผนงาน รวมถึงหลักการการออกแบบแผนงานในระดับประเทศ ซึ่งช่วงของกิจกรรม Mentoringsession and workshops จะให้สอบถามและขอคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ถกเถียงประเด็นปัญหาระหว่างทีม และนำเสนอแผนงานต่อคณะกรรมการตัดสิน เพื่อหาผู้ชนะ 3 ลำดับ จากแต่ละด้าน และมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการในส่วนต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการ Start up ที่สนใจ สมัครแข่งขันเข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมยกระดับประเทศไทย และเพื่อการผลักดันผลงานไปสู่นโยบายระดับประเทศ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.GovTechmission.com โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันอังคารที่ 8 มกราคม 2562

กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.กระทรวงการคลัง

กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.กระทรวงการคลัง

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม

ผลักดันภาครัฐให้ความสำคัญผู้ป่วยโรคหายาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380511

ผลักดันภาครัฐให้ความสำคัญผู้ป่วยโรคหายาก

ผลักดันภาครัฐให้ความสำคัญผู้ป่วยโรคหายาก

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ร่วมประสานกำลังทุกภาคส่วนเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก

มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ร่วมกับ สาขาเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สมาคมเวชพันธุศาสตร์ และเครือข่ายเวชพันธุศาสตร์ จัดงานครบรอบ 2 ปี การก่อตั้งมูลนิธิฯ ภายใต้แนวคิด “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างครั้ง” เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการให้ความช่วยเหลือ “ผู้ป่วยโรคหายาก”ในประเทศไทย พร้อมเปิดเผยผลงานวิจัยเกี่ยวกับโรคหายากที่พบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยได้รับเกียรติจากนายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อดีตรองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน

นางปรียา สิงห์นฤหล้า ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก กล่าวว่า “งานครบรอบ 2 ปี มูลนิธิฯ ภายใต้แนวคิด เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จัดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งในปี 2561 ภาพความร่วมมือจากภาครัฐเริ่มชัดเจนมากขึ้น ล่าสุดได้มีกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) และจากการประชุม APEC Healthy 2020 ได้เล็งเห็นความสำคัญถึงแนวทางการพัฒนาค้นคว้าวิจัย และแนวทางการรักษาโรคหายาก และได้นำโรคหายากเข้ามาอยู่ในแผนการพัฒนาระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไทยก็เป็น 1 ใน 21 ประเทศที่เป็นสมาชิก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทางมูลนิธิฯ ได้มีการกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การรวมตัวของผู้ป่วยโรคหายากทั้งในและต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้แนวทางในการรักษาโรคหายาก การหารือถึงความร่วมมือของภาครัฐ เพื่อให้ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคหายาก และพัฒนาแนวทางการรักษาให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน”

ภายในงานครบรอบ 2 ปี การก่อตั้งมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ได้มีการเปิดเผยผลการวิจัยของโรคหายาก โดยใช้แบบสอบถามของ Rainbow Across Borders ซึ่งเป็นองค์กรในทวีปเอเชียที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายาก จากการสำรวจผู้ป่วยโรคหายากและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหายาก หัวข้อ “การศึกษาผลกระทบของโรคหายากต่อผู้ป่วยและครอบครัว หรือผู้ดูแลในประเทศไทย” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 607 ราย อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่เข้ารับการสำรวจคือ อายุ 7 ปี 6 เดือน จากระหว่างอายุ 1 เดือน-32 ปี พบว่ามีผู้ป่วย 40% ใช้ระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนถึงทราบผลการวินิจฉัยนานกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ผู้ป่วยสูงถึง 34% ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่นก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและ 42% มีสมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องลาออก เสียงานหรือยอมสละความก้าวหน้าทางการงานเพื่อดูแลผู้ป่วย

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานเครือข่ายเวชพันธุศาสตร์ สมาคมเวชพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า “การรวบรวมข้อมูลสถิติการศึกษาผลกระทบโรคหายากในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะทำให้ภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในเชิงบวก เพื่อจะได้ส่งเสริมสนับสนุนและนำผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาในระบบสาธารณสุขของไทย ซึ่งเป็นความหวังที่รอคอยในอนาคตอันใกล้ อยากเห็นประเทศไทยยกระดับความสมดุลในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหายาก ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ทั้งด้านระบบการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนายาการส่งเสริมการวิจัยการรักษาโรคหายากโดยกลไกภาครัฐการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ป่วยโรคหายากได้รับสวัสดิการรัฐ เพื่อช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงต่อรองราคายาในกลุ่มยากำพร้า ที่จำเป็นแก่การรักษาโรคหายากในอนาคตอีกด้วย”

ด้าน นายบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ตัวแทนโรคกลุ่มแอลเอสดีและตัวแทนกลุ่มโรคหายากอื่นๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า “การรักษาโรคหายากต้องใช้ระยะเวลานาน หากได้รับการวินิจฉัยโรคได้เร็วก็จะทำให้การรักษาทันเวลาและต่อเนื่องมากขึ้น ที่สำคัญกลุ่มโรคต่างๆ มักพบในเด็กที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครองดูแลตลอดเวลา บางครอบครัวต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องรักษาต่อเนื่องการป้องกันง่ายๆ ในความคิดของผมคือ หากแต่งงานแล้วตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรค ควรงดการตั้งครรภ์ หรือถ้าตรวจพบความผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไปพวกเรามีความเห็นตรงกันว่าภาครัฐควรเข้ามาให้ความช่วยเหลือในด้านการรักษาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหายากทุกรายสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป”

ทั้งนี้ “โรคหายาก” เป็นโรคที่มักถูกมองข้าม เพราะอัตราการตรวจพบมีเพียง 1 ใน 2,500 คน หรือเฉลี่ยร้อยละ 6 ของประชากรทั้งหมด ณ ปัจจุบันมีการตรวจพบโรคหายากมากถึง 7,000-8,000 คน ส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง และรุนแรงถึงชีวิต สาเหตุหลักเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมในหนึ่งครอบครัวมีโอกาสเป็นได้มากกว่า 1 คน โดยเฉลี่ยร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเป็นเด็กปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวมีหลายประการ โดยเฉพาะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและทันเวลา การขาดบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้และยารักษาโรคในกลุ่มโรคหายาก เช่นโรคพอมเพ โรคฟาแบร์โรคเอ็มพีเอสโรคพาเดอร์-วิลลี่ ฯลฯ ยังไม่ได้รับสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควร

ตัวแทนผู้ป่วยโรคหายากร่วมเสวนา

ตัวแทนผู้ป่วยโรคหายากร่วมเสวนา

ปรียา สิงห์นฤหล้า

ปรียา สิงห์นฤหล้า

ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล

ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380496

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

บี มาย เกสท์ : Painterbell-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของการ์ตูน‘John Lulu and Friends’ที่โด่งดัง

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รู้ตัวว่าชอบงานศิลปะ โดยเฉพาะการวาดรูป และอยากเป็นศิลปินวาดรูปมาตั้งแต่วัยประถม แต่เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทำให้ เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ไม่อาจเดินตรงไปบนทางสายนั้นได้ จนกระทั่งความฝันในวัยเด็กย้อนกลับมาอีกครั้ง และประสบการณ์ที่มากพอ จึงทำให้ชื่อ “Painterbell” เป็นที่รู้จักในฐานะนักสร้างสรรค์คาแร็กเตอร์และเจ้าของคาแร็กเตอร์การ์ตูน John Lulu and Friends

“สมัยเด็กชอบวาดการ์ตูนแน่นอนว่าวิชาที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นศิลปะ และรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้วาดรูป โดยมีเพื่อนๆ ในห้องเรียนเป็นแรงบันดาลใจ เราดึงจุดเด่นที่เพื่อนๆ มีออกมาสร้างเป็นคาแร็กเตอร์การ์ตูนมากมาย แต่ในวันที่ต้องเลือก เบลเลือกเดินทางสาย Graphic Design ซึ่งเป็นอีกแขนงที่ชอบและเลือกที่จะทำเป็นอาชีพในด้านนี้พอทำงานไปพักใหญ่นิสัยเก่าที่ชอบการวาดรูปก็กลับมาอีกครั้ง ทำให้เบลกลับมาตั้งคำถามและอยากหาคำตอบด้วยตัวเองว่า ถ้าจะยึดอาชีพวาดรูปเราจะทำได้ไหม”

ในขณะที่งานประจำก็ต้องทำ เบล จึงใช้เวลาหลังเลิกงานมุ่งมั่นในการฝึกฝน หาแนวทางให้กับงานศิลปะของตัวเอง จนค้นพบว่าการวาดการ์ตูนคือสิ่งที่ “ใช่” และบ่งบอกความเป็นเบลได้ดีที่สุด

“ผมเริ่มต้นหา Cartoon Character ที่เป็นเอกลักษณ์เริ่มจากการวาดตัวเอง เด็กผู้ชายผมตั้งบวกกับลายเส้นที่เราคุ้นเคยในวัยเด็ก สร้างเพื่อน พี่ น้อง คนรอบๆ ตัวมาทำเป็น Characters หลัก ใช้เวลาวาดรูปทุกวันหลังเลิกงานเพื่อจะหา Character ที่ใช่ ทำอย่างนี้อยู่ 3 ปี จนพอใจว่าCharacters แบบนี้แหละคือใช่ เพราะเวลาผมวาดทุกครั้งจะมีความสุขที่สุด ก็จะรู้เลยว่ารูปนี้ใช่ รูปแบบนี้ยังไม่ใช่ เหมือนใช้เซ้นส์ด้านการออกแบบที่เรามีมาช่วยในการตัดสินใจ ดีใจทุกครั้งที่คนพบเห็นตัว Cartoon Character ของผมแล้วพวกเขาแฮปปี้ นั่นหมายความว่าตัวการ์ตูนของเรามันสื่อสารออกไปได้ เหมือนเราส่งความสุขผ่านรูปวาด พวกเขาทำหน้าที่นั้นได้ดี”

Painterbell คือนามแฝงของเขาในฐานะคนทำงานศิลปะ เบล บอกเล่าถึงที่มาของการการสร้างสรรค์ “John Lulu and Friends” ว่า

“John Lulu and Friends ประกอบด้วย John ตัวแทนเด็กผู้ชาย เราดึงอุปนิสัยมาจากตัวเราเอง นิสัยกล้าหาญ ชอบความท้าทายและแน่นอนรักศิลปะเป็นที่สุด Lulu ตัวแทนเด็กผู้หญิงLulu เป็นเด็กอารมณ์ดี ชอบเพลง Jazz เป็นที่สุดมีน้ำใจกับเพื่อนๆ และบางทีก็มีนิสัยห้าวๆ แบบผู้ชาย Fufuland ตัวแทนเด็กผู้ชายใจดี นิสัยอ่อนโยน ขยันที่สุดและสามารถให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ตลอดเวลา Emily ตัวแทนเด็กผู้หญิง ชอบดอกไม้และกลิ่นหอมเป็นที่สุด Emily ชอบสร้างบรรยากาศที่ดีให้คนรอบข้างผ่อนคลายเมื่ออยู่ด้วย และ Joeน้องชายคนเล็กที่เป็นตัวแทนเด็กน้อยที่นิสัยไม่เด็ก คอยสนับสนุนและเป็นคนที่คอยให้กำลังใจเพื่อนๆ ในยามท้อแท้ พวกเขาคือตัวแทนความสุขที่ผมถ่ายทอดออกมา ทั้งรอยยิ้มท่าทางต่างๆ ที่ส่งออกมา ศิลปะก็สะท้อนตัวเรา เราได้ยินเสมอว่าศิลปินจะถ่ายทอดงานออกมาผ่านความคิด ความรู้สึก และมันทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร”

ย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า วาดรูปจะยึดเป็นอาชีพได้หรือไม่ ทั้งตัวเขาและคนที่ได้สัมผัสงานของ Painterbell ที่ได้ร่วมงานกับศิลปินและแบรนด์ดังมาแล้ว ล่าสุดคือการสร้างคอลเลคชั่นพิเศษ สมุดโน้ตรุ่นลิมิเต็ด “Wonder journey” ให้กับแบรนด์ Moleskine คงเป็นคำตอบได้อย่างดี

“Moleskine ดังในเรื่องของสมุดที่มีสายรัด เป็นต้นฉบับเลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ใช้อยู่ พอทาง Moleskine ติดต่อมาเพราะอยากสร้าง exhibition แบบใหม่ที่สามารถให้คนที่มารับชมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการนี้ด้วยและด้วยลายเส้นการวาด portrait รวมถึงการ์ตูน John Lulu & Friends ของเบลดูสนุก ตอบโจทย์กับช่วงใกล้งานเทศกาลต่างๆ ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งเบลดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Moleskine GlobalBrand ระดับโลกที่ได้ร่วมงานกับ Cartoon Character ใหญ่ๆ อย่าง Snoopy, Pokémon, Tin Tin เป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ JohnLulu and Friends ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และยังร่วมออกแบบหน้าปกสมุดโน้ตรุ่นลิมิเต็ด Moleskine Limited Edition Wonder journey ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้กับลูกค้า 300 คนแรก ได้ร่วมสนุกออกเดินทาง ชมงานศิลปะระดับโลกในเทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale พก Passport ไป Stamp และถ่ายภาพตามจุดต่างๆ 20 ที่ทั่วกรุงเทพฯ ก็จะได้รับไปเลยฟรีๆ แถมเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่มีวางจำหน่ายอีกด้วย”

เมื่อฝันแรกทำสำเร็จไปอย่างงดงาม ฝันต่อไปที่จะทำในฐานะ Painterbell รวมถึงอนาคตของ John Lulu and Friendsเบลอยากสร้าง Café John&Lulu ที่จะเป็นศูนย์รวมของคนรัก John Lulu and Friends แต่ตอนนี้รอเพียงเวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเมื่อเวลามาถึงทุกคนคงจะได้เห็น

“โชคดีที่ผมเป็นคนคิดบวกมาตลอด พลังงานบวกในตัวเยอะมาก คำว่า “ไม่” จะต้องไม่มีในหัว ผมจะพูดกับตัวเองเสมอว่าต้องทำได้ และถึงวันนี้ดีใจมาก ที่ John Lulu and Friends สามารถทำให้แบรนด์ต่างๆ เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถไปสร้างรอยยิ้มและความสุข พร้อมมอบพลังบวกให้แก่ทุกคนได้ ทุกวันนี้ดีใจทุกครั้งที่มีคนชอบงานของผม ทำให้ผมได้เจอความท้าทายและโจทย์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานสร้างความสุขให้กับผู้พบเห็น และเชื่อว่าทุกๆ คนจะต้องชอบอย่างแน่นอนครับ”

ใครที่อยากได้พลังบวกและความสุขจาก John Lulu and Friends  ไปผลงานของ Painterbell ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Moleskine Journey Exhibitionได้ที่ https://www.facebook.com/pg/moleskineth/photos/?tab=album&album_id=1828183730611160 และสามารถติดตามผลงานของเบลได้ที่ IG: WhitepaperandLifeis Short, Happiness is Shorter มาทำอะไรที่เรามีความสุขกันเถอะ

บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380552

บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR มอบทุนการศึกษานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้จัดยิ่งใหญ่ มอบทุนนักเรียนตลอดทั้งปี รวม 4 ครั้งจำนวน 2,185 ทุน

ประจักษ์-ละออ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และประธานมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ ร่วมกับ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคม โดยการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2561 ซึ่งในปีนี้จัดยิ่งใหญ่มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี ผลการเรียนปานกลาง มีความประพฤติดีแต่มีฐานะยากจนตลอดทั้งปี รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษารวม 2,185 ทุน จากทั้งหมด 437 โรงเรียน รวมเป็นเงินจำนวน 3,277,500 บาท

โดย ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ กล่าวว่า การศึกษาถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเราทุกคน เนื่องจากเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต หากเรามีความรู้และได้รับการศึกษาที่ดี ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาประเทศได้ แต่ในความเป็นจริงโอกาสทางการศึกษาของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนมีโอกาสและความพร้อมที่จะรับการศึกษาที่ดีได้ แต่บางคนกลับขาดโอกาส เนื่องจากฐานะยากจน ซึ่งมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาและการสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมทางสังคมจึงได้ร่วมกับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมCSR มอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปี

สำหรับการมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมตอบแทนสังคม และตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่ทางบมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ถือเป็นปีที่ 4 ที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือและสนับสนุนทุนการศึกษาแก่น้องๆ นักเรียนไปแล้วรวม 3,660 ทุน เป็นเงินจำนวน 5,892,500 บาทและพิเศษสุดสำหรับปีนี้ นอกจากจะมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนแล้ว มูลนิธิฯ ยังได้จัดให้มีการมอบทุนให้แก่ครู อาจารย์ เพื่อเป็น ขวัญและกำลังใจให้แก่ครูอีกด้วย

บรรยากาศในการมอบทุนในปีนี้เต็มไปด้วยความสุข และอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งนอกจากจะได้รับทุนการศึกษาแล้ว น้องๆ นักเรียนยังได้รับถุงของขวัญที่มีอุปกรณ์การเรียนเช่น นิทาน และวรรณคดีไทยเป็นร้อยๆ เรื่อง พร้อม สมุด กล่องดินสอ ปากกา ชุดระบายสี และขนม ที่สำคัญยังอิ่มท้องกับอาหารกลางวันที่ บมจ. ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิฯ ได้นำมาจัดเลี้ยงแบบไม่อั้น ท่ามกลางภายในงานมีผู้ใหญ่ใจดีให้เกียรติร่วมงานและร่วมมอบทุนให้กับน้องๆ นักเรียนกันอย่างคับคั่ง อาทิ วิภาดา ธรรมาวรานุคุปต์, สมลักษณ์ แสงปราสาท,พูลศรี จงแสงทอง, จริยา สกุลกิตติธำรง, จิตรีย์รุ่งวิจิตร์ศิริ, วราภรณ์ ธเนศวรกุล, สุจิตราวงศ์สุรไกร, รุ่งนภา วงศ์ศรีสุชน, พินทุสรถนอมพฤฒิกุล, กาญลดา ศิริมาตย์, สัณห์ศุภางค์วัฒนสมบัติ, ประเทือง คูสกุล, เรือโท แพทย์หญิงปิยะชนก ตั้งคารวคุณ, ละเอียด ต.ศรีวงษ์ และ วัฒนา-ดร.ฉวีวรรณ ปูรานิธี เรียกได้ว่างานมอบทุนในครั้งนี้ สุขใจทั้งผู้ให้ อิ่มใจทั้งผู้รับอย่างแท้จริง

มะเร็งปอด..ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380508

มะเร็งปอด..ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

มะเร็งปอด..ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มะเร็งปอด ถือเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย จากสถิติทั่วโลกล่าสุดพบว่าทุกปีมีคนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดปีละ 1.8 ล้านคน ในประเทศไทยมะเร็งปอดถือเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และอันดับ 4 ในผู้หญิง

แพทย์หญิงพจนา จิตตวัฒนรัตน์ แพทย์อายุรกรรมโรคมะเร็ง โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ข้อมูลว่า แม้มะเร็งปอดไม่ได้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด แต่มะเร็งปอดนั้นเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิต อันดับ 1 เนื่องจากมะเร็งปอดเป็นโรคร้ายแรง และมักพบมะเร็งเมื่อเป็นระยะกระจาย เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งอื่นๆ ที่มีคนเป็นกันมาก เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มะเร็งปอดเป็นแล้วเสียชีวิตได้ในอัตราที่สูงกว่ามะเร็งอื่นๆ ดังนั้นมะเร็งปอดจึงถือเป็นโรคที่น่ากลัวโรค โดยปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็งปอดหลักๆ คือ การสูบบุหรี่ รวมไปถึง การสูบบุหรี่มือสอง คือไม่ได้สูบเองแต่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดมะเร็งปอด เช่น ก๊าชเรดอน (radon gas) เยื่อใยหิน (asbestos) และประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด

ในช่วงก่อนมีบุหรี่นั้น โรคมะเร็งปอด ถือเป็นโรคประหลาด พบได้ไม่บ่อย แต่พอหลังจากมีการสูบบุหรี่อย่างกว้างขวาง ทำให้มีโรคมะเร็งปอดเกิดขึ้นในโลกนี้อย่างมากมาย การศึกษาต่อมาจึงพบว่า บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด ในบุหรี่มีสารก่อมะเร็งมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะ Tar ที่ทำให้เหมือนมียางมะตอยเกาะในปอด มีการประมาณกันว่า หากไม่มีบุหรี่ มะเร็งปอดจะลดลงถึง 80-90% ทั่วโลกเลยทีเดียว แต่ในกลุ่มชาวเอเชีย เช่น ชาวไทยนั้นมีลักษณะพิเศษของมะเร็งปอด คือ 40-60% ของมะเร็งที่เกิดในคนไทยไม่ได้มาจากการสูบบุหรี่ แต่เกิดจากความผิดปกติของ gene บางอย่างในเซลล์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นมะเร็ง

การวินิจฉัยมะเร็งปอด

อาการของมะเร็ง เช่น ไอ เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ไม่มีแรง เบื่ออาหาร ปวดตามตัวหรือกระดูก จะเห็นว่าอาการเหล่านี้ไม่จำเพาะกับมะเร็ง และพบได้บ่อยในผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว กว่ามะเร็งจะเกิดอาการมักเป็นระยะท้ายๆ ดังนั้น หมอจึงแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง คือผู้สูบบุหรี่มากกว่า 30 pack year (คำนวณจากจำนวนซองที่สูบต่อวัน x จำนวนปีที่สูบเช่น 2 ซองต่อวัน 15 ปี = 2×15 = 30 pack year เป็นต้น) หรือผู้ที่เลิกสูบน้อยกว่า 15 ปีมาตรวจ Low dose CT chest (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปอด) ปีละครั้งเพื่อการค้นหามะเร็งระยะแรก (lung cancer screening) ทำให้พบมะเร็งปอดระยะแรก ซึ่งมีโอกาสรักษาหายได้มากขึ้น ถ้าหากแพทย์ผู้รักษาสงสัยจะส่งตรวจโดยการเจาะเนื้อที่ปอดมาดูเพื่อยืนยันชิ้นเนื้อ หลังยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอดก็จะมีการทำ CT หรือ PET/CT ร่วมกับ MRI สมองเพื่อวินิจฉัยระยะของโรค เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษามะเร็งปอด ถ้าเป็นระยะแรกก็ใช้การผ่าตัด ร่วมกับการฉายแสงและเคมีบำบัดขึ้นกับผู้ป่วย ขนาดของมะเร็ง และตำแหน่งของมะเร็งหากเป็นระยะกระจายหรือที่เรียกกันว่า “ระยะที่ 4” นั้น จะใช้การรักษาด้วยยาซึ่งยาจะมีทั้ง เคมีบำบัด ยาพุ่งเป้า (targeted therapy) หรือ ยากลุ่ม immunotherapy คือ การให้ยาเพื่อให้เม็ดเลือดขาวกลุ่ม cytotoxic T cell ไปทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีการใช้มากขึ้นในมะเร็งหลายชนิด อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือยาพุ่งเป้า ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษามะเร็ง ผลการรักษาด้วย immunotherapy ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง และคนไข้ ซึ่งถือเป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งปอด

และเริ่มมีการใช้มาในช่วง 4-5 ปีนี้เอง ดังนั้นจึงอยากรณรงค์ มาช่วยกันลด ละ เลิกสูบบุหรี่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง แต่หากเป็นแล้วก็อยากพบมะเร็งปอดระยะแรก เพราะมีโอกาสรักษาหายได้

พญ.พจนา จิตตวัฒนรัตน์

พญ.พจนา จิตตวัฒนรัตน์

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380550

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ สุวัฒน์เทพอารักษ์ อดีตเลขาธิการ กปร. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พระราชปณิธานในหลวง รัชกาลที่ 9 ในความทรงจำ”3 ธ.ค. เวลา 17.00 น. ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย…

ll หลักทรัพย์บัวหลวง ส่ง ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ผอ.ส่วนที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัท เป็นวิทยากรสัมมนา “Smart Life, Smart Money, Smart Doctor” เดินหน้าให้ความรู้ต่อเนื่องในงานประชุมสามัญประจำปีขององค์กรแพทย์รามาธิบดีร่วมกับสภาอาจารย์รามาธิบดีเนื้อหาด้านการออมในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน…

ll พระราชทานเพลิงศพประโยชน์ สุนทรวาทะ มารดา ปรียนาถ สุนทรวาทะ 9 ธ.ค. 16.00 น. เมรุวัดคงคารามวรวิหาร อ.เมือง เพชรบุรี…

ll เป็นโค้ชและที่ปรึกษาการพัฒนาผู้นำที่ทันกระแสโลกเสมอ รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข บินตรงเวียนนาเข้าร่วม “เวทีผู้นำระดับโลก ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ครั้งที่ 10”ที่รวมสุดยอดกูรูทุกสาขา เช่น ฟิลิป คอตเลอร์ จากเคลลอกก์ ทิม บราวน์ จากสแตนฟอร์ด ฯลฯ…

ll ทุ่งดอกทานตะวันบานเหลืองอร่ามที่สถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ นครราชสีมา เชิญแวะไปเช็คอิน เซลฟี่ แล้วแชร์ความประทับใจได้ถึงวันพ่อแห่งชาติ…

ll ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือ ก็ได้ชมความงามความมหัศจรรย์ ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบานที่สวนหลวง ร.9 อาคารถกลพระเกียรติ 1-10 ธ.ค. 09.00-19.00 น. ..วนิดา อิศรางกูร ณ อยุธยา ไปออกกำลังกาย ไทจิซี่กง 18 ท่า เพื่อรักษาสุขภาพทุกวันคงเพลิดเพลินใจ…

ll อภิชาตบุตรสองพี่น้อง ฐิติพร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, พัชรีภรณ์ วิกิตเศรษฐ์ บรรจงเตรียมงานฌาปนกิจที่อลังการให้แก่มารดา รศ.กรรติกา ณ สงขลา 15 ธ.ค. 14.00 น. พร้อมพิธีบำเพ็ญกุศล 50 วัน ก่อนหนึ่งคืน 19.00 น.ณ วัดธาตุทอง…

ll “วันธรรมศาสตร์” 10 ธันวาคม ทุกปีนอกจากมีนัดคืนสู่เหย้าของศิษย์เก่ารุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แล้วยังมีการระดมทุนเพื่อประโยชน์ต่อสังคมต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ สมาคมธรรมศาสตร์ฯ จัดรายการพิเศษ “วันธรรมศาสตร์” 9 ธ.ค. 22.00-23.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ 9 MCOT HD ช่อง 30 เพื่อฉลองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบ 84 ปี เชิญชวนร่วมบริจาคสร้าง “สวนป๋วย” บนพื้นที่ 100 กว่าไร่ ที่มธ.ศูนย์รังสิต เป็นสวนสาธารณะการเรียนรู้เพื่อประชาชน ที่มีทั้งพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง อนุสาวรีย์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ พื้นที่อ่านหนังสือ ด้วยงบประมาณกว่า 150 ล้านบาท ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสร้างสวนสาธารณะแห่งอนาคตและความยั่งยืน บริจาคเข้าบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ธ.กรุงเทพ บัญชีสะสมทรัพย์ สาขาท่าเตียน เลขที่ 136-033952-5แล้วแจ้ง “คุณแหน” แฟกซ์ 02-5215674ใบเสร็จหักภาษีได้ 2 เท่า…ll

คุณแหน

ไลฟ์สไตล์คนดังแรงบันดาลใจจากยุค 60-70

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380504

ไลฟ์สไตล์คนดังแรงบันดาลใจจากยุค 60-70

ไลฟ์สไตล์คนดังแรงบันดาลใจจากยุค 60-70

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อดิศัย กุญชร ณ อยุธยา

ยุค 60-70 เป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนชื่นชอบ และนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ปลุกกระแสความเท่ยุค 60-70 มาตีความใหม่ในยุคปัจจุบัน ล่าสุดจัดงาน “THIS IS BEATNIQ” เอ็กซ์คลูซีฟ ปาร์ตี้ เพื่อเฉลิมฉลองคอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ “BEATNIQ” บนทำเลใจกลางทองหล่อ สุขุมวิท 32 โดยได้รับแรงบันดาลใจและถ่ายทอดสไตล์ MID-CENTURYMODERN สู่จุดเริ่มต้นของความรื่นรมย์และสะท้อนสุนทรียภาพออกมาเป็นภาพรวมของโครงการซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

ภายในงาน “THIS IS BEATNIQ”เอ็กซ์คลูซีฟ ปาร์ตี้ มีแฟชั่นโชว์สุดหรูจากแบรนด์ POEM-BEATNIQ SPECIAL SHOW นำโดยนางแบบหมวยอินเตอร์ชื่อดังของไทย หลิน-มชณต สุวรรณมาศ และช่วงสนทนาร่วมพูดคุยกับสถาปนิกชื่อดัง ป๊อก-อรรถพร คบคงสันติ, ตี้-เชินชินเชิดชูชัย CHIEF EXECUTIVE OFFICER AND BRAND CONSULTANT จาก KETCHUP IMC.,จ้ำ-เฉลิมชัย วงษ์สุนทร HEAD OF PROPERTY DEVELOPMENT-HIGH RISE 3 จาก SC ASSETและช่างภาพชื่อดัง SIXTYSIX VISUAL พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ ลิ้มรสอาหารที่รังสรรค์ความสวยงามและความอร่อยโดย FOOD STYLIST และเซเลบริตี้เชฟของเมืองไทย ชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-HARN (อาหาร) ที่ได้รับมิชลินสตาร์ 1 ดาว เสิร์ฟพร้อมกับอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดังย่านทองหล่อเติมเต็มความสุขให้กับผู้มาร่วมงาน

นอกจากนี้ ยังมีเซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล, ภูผา เตชะณรงค์, นิดา- วนิดา โกลเทน, ขุน ชานนท์ อักขระชาตะ มาร่วมงานพร้อมเผยไลฟ์สไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค60-70 เริ่มจาก อดิศัย กุญชร ณ อยุธยาหนุ่มรุ่นใหม่ดีกรี ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ (สปร.) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วินทูเกเตอร์ จํากัดกล่าวว่า “ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันต้องทำงานแข่งกับเวลาใช้ชีวิตรีบเร่ง ดังนั้นผมเชื่อว่าทุกคนล้วนแสวงหาความสุขและความเงียบสงบที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ซึ่งสอดคล้องกับวัยรุ่นในยุค 60-70 เป็นยุคแห่งความเฟื่องฟูทั้งด้านวัฒนธรรม ดนตรี ศิลปะ และสถาปัตยกรรม โดยวัยรุ่นยุคนั้นจะมีความเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในทุกๆ ด้าน ซึ่ง BEATNIQ เป็นคอนโดมิเนียมที่สะท้อนตัวตนของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว เงียบสงบ สามารถหลีกหนีความวุ่นวาย เพื่อพักผ่อนได้อย่างลงตัว”

ด้าน ม.ร.ว.แม้นนฤมาศ ยุคล เล่าว่า“ปกติเป็นคนชื่นชอบดนตรีและศิลปะในยุค 60-70 มาก โดยเฉพาะเพลงในยุคนั้นจะมีเอกลักษณ์ ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ซึ่งวัยรุ่นในยุคนั้นเป็นอะไรที่เท่มาก โดดเด่นทั้งการแต่งกาย ความคิด สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ที่มีความคิดและเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มีความสามารถและมีพลังของความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวเข้าได้กับทุกสถานการณ์ สำหรับBEATNIQ ครั้งแรกที่ได้เห็นห้องตัวอย่างการตกแต่ง วัสดุที่เลือกใช้ ทำให้คิดถึงตอนอยู่นิวยอร์ก เพราะสถาปัตกรรมต่างๆ สามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว”

สำหรับโครงการ “BEATNIQ” เป็นHIGH RISE 34 ชั้น บนพื้นที่ขนาด 1-3-69 ไร่ จำนวนรวม 197 ยูนิต ตั้งในย่านธุรกิจ ทองหล่อ-พร้อมพงษ์ เป็นศูนย์รวมที่ตั้งของอาคารธุรกิจร้านค้า ศูนย์การค้า COMMUNITY MALL และเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยมากมาย ที่รอต้อนรับ เพื่อสีสันแห่งการใช้ชีวิตรองรับไลฟ์สไตล์ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายไว้อย่างครบครัน www.scasset.com

ม.ร.ว.แม้นนฤมาศ ยุคล

ม.ร.ว.แม้นนฤมาศ ยุคล

ม.ร.ว.จันทรลดา ยุคล, วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ และ กรุณา วัจนะพุกกะ

ม.ร.ว.จันทรลดา ยุคล, วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ และ กรุณา วัจนะพุกกะ

เจ้าหญิงดีไซเนอร์ของไทย ถ่ายทอดความวิจิตรของผืนผ้าสู่จักรวาล ผ่านแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในชุดราตรีผ้าไหมไทย – ชุดว่ายนํ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380551

เจ้าหญิงดีไซเนอร์ของไทย ถ่ายทอดความวิจิตรของผืนผ้าสู่จักรวาล ผ่านแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในชุดราตรีผ้าไหมไทย - ชุดว่ายนํ้า

เจ้าหญิงดีไซเนอร์ของไทย ถ่ายทอดความวิจิตรของผืนผ้าสู่จักรวาล ผ่านแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในชุดราตรีผ้าไหมไทย – ชุดว่ายนํ้า

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ “เจ้าหญิงดีไซเนอร์” ของคนไทย ได้ทรงตอบรับคำทูลเชิญของ พอลล่า เอ็ม ชูการ์ตประธานองค์กร มิสยูนิเวิร์ส ในการร่วมทรงออกแบบชุดราตรีผ้าไหมไทยให้สาวงามสวมใส่ในค่ำคืนงาน Thai Night และชุดว่ายน้ำ สำหรับสวมใส่ประกวดบนเวที Miss Universe 2018 ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งนับเป็นพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้ และนับเป็นบทบาทสำคัญอันมีความหมายอย่างยิ่งต่อเวทีการประกวดนางงามจักรวาลในฐานะประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

การรังสรรค์ความวิจิตรของผืนผ้าจะเริ่มฉายสู่สายตาคนทั่วโลกในค่ำคืนงาน Thai Night วันที่ 5 ธันวาคม 2561 ที่ผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ทุกคนจะปรากฏกายด้วยชุดราตรีที่ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถโดยฝีมือ 19 ดีไซเนอร์ไทยในคอนเซ็ปต์ “มงคล” ไล่เลียงตามสีมงคลประจำวันของไทย จากวันจันทร์ไปจนถึงวันอาทิตย์ ได้แก่ สีเหลือง สีชมพูสีเขียว สีส้ม สีฟ้า สีม่วง และสีแดง ซึ่งนับเป็นพระกรุณาอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯพระกรุณาประทานชุดแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ในคอลเลคชั่นชุดราตรีจากผ้าไหมไทยที่ทรงออกแบบเป็นพิเศษด้วยพระองค์ให้แก่ เดมี ลีห์เนลปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส 2017 และ โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านผ้าไหมไทย

สำหรับชุดราตรีผ้าไหมไทยที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานให้ เดมี ลีห์เนล ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส 2017 นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รังสรรค์มาในรูปแบบชุดไทยเกาะอกแบบสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สไตล์ยุโรป โดยเลือกใช้ผ้าไหมเรียบและผ้าไหมแพรวา ดีไซน์โดยใช้เทคนิค Draping ตกแต่งและจัดวางผ้าบนหุ่นโดยเน้นการจับผ้าให้มีความพลิ้วไหวสวยงาม และดูสวยเป็นธรรมชาติ พร้อมการปักลงบนกระโปรงแนวกรีกให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นไทยในชุดช่วงบนกับความเป็นสากลในชุดช่วงล่างออกมาได้อย่างลงตัว

ด้านชุดราตรีผ้าไหมไทยที่ประทานให้โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 สวมใส่ในค่ำคืน Thai Night มาในชุดโทนสีฟ้า เค้าโครงมาจากชุดในคอลเลคชั่น SIRIVANNAVARI Couture โดยได้แรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เช่นกัน ใช้เทคนิคการร้อยและปักลูกปัดแบบ Haute Couture มีการใช้ผ้าไหมมัดหมี่ และผ้าไหมแพรวามาผสมกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการตัดเย็บผ้าไหมไทยโดยไม่ให้ความงดงามดั้งเดิมสูญเสียไป ทุกพื้นที่บนผืนผ้าของชุดยังได้ถ่ายทอดความเป็น “นกยูง” อันเป็นตราสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่เปรียบให้เห็นว่านกยูงเป็นสัตว์ที่สะท้อนถึงความสง่างามและความอ่อนโยนในแบบผู้หญิงที่มีความสวยงาม และโดดเด่นในรูปแบบของตัวเอง สังเกตได้จากกระดุม 19 เม็ดประทับตราสัญลักษณ์แบรนด์ ประดับเรียงเป็นแถวบริเวณด้านหลังชุด หรือชายกระโปรงลากยาวได้ออกแบบเสมือนปีกนกยูงที่กำลังรอรำแพน มีดอกดวงหรือแววมยุราที่เล่นดีเทลด้วยการตัดเย็บผ้าสีฟ้า สีน้ำเงินอยู่ในพื้นที่วงกลม ล้อมรอบด้วยเส้นไหมให้ดูราวขนปีกนกยูง ซึ่งนับเป็นผลงานที่รังสรรค์ทุกรายละเอียดด้วยความประณีตอย่างสูง

นอกจากนี้ พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ ยังได้ทรงออกแบบชุดว่ายน้ำแบรนด์ SIRIVANNAVARI ให้แก่สาวงามจาก 95 ประเทศทั่วโลกได้สวมใส่ โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบมาในคอนเซ็ปต์ “Across the Universe” นำเสนอเรื่องราวการเดินทางข้ามไปยังจักรวาล ดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ไม่เคยรู้จัก เพื่อสำรวจเอกภพ กลุ่มก๊าซที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ ประกอบกันจนเป็นความงดงามจากแสงที่ส่องประกายจากดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในเนบิวลา (Nebula) ทั้งหมดนี้ได้นำมาตีความผ่านสีสันบนชุดว่ายน้ำในโทนสีต่างๆ ได้อย่างพอดิบพอดี ไม่ว่าจะเป็น โทนสีส้ม โทนสีเขียว โทนสีเหลือง โทนสีแดง หรือโทนสีฟ้า ที่สะท้อนความงามของยูนิเวิร์สบนโลกใบนี้ที่มีความหลากหลาย แต่แฝงไปด้วยเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ของผู้เข้าประกวด ที่ได้เดินทางมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้

โดย “No Boundaries” และ “Unity”ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญที่แบรนด์ SIRIVANNAVARIได้ผสมผสานการรังสรรค์ในการออกแบบชุดว่ายน้ำผ่านลวดลายบนผืนผ้า โดยสื่อให้เห็นถึง ความเท่าเทียมสำหรับเวทีประกวดนี้ที่ไม่มีเส้นกั้นขอบเขตว่าใครมาจากที่ใด หรือเชื้อชาติใด นั่นหมายถึงอัตลักษณ์ของความเป็นเอกภาพ และความกลมเกลียวที่สุดแสนจะแยบยล

การออกแบบชุดว่ายน้ำครั้งนี้ได้รังสรรค์ออกมาทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบวันพีซ (One Piece) และทูพีซ (Two Pieces) ที่สลับสับเปลี่ยนดูละลานตา โดยแต่ละชุดมีรายละเอียดพิเศษ ที่เติมแต่งให้ชุดว่ายน้ำมีความสวยงามและวิจิตรยิ่งขึ้น อาทิ กระดุมสีทองทรงกลมที่ประทับลายพิมพ์นูนรูป “นกยูง” อันเป็นตราสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ SIRIVANNAVARI หรือแม้แต่ผ้าคลุมชุดว่ายน้ำ (Scarf) ที่ลายผ้ายังคงคอนเซ็ปต์ “Across the Universe” ที่สอดคล้องไปกับชุดและสื่อถึงความงามของจักรวาล ที่จะได้เห็นบรรดาสาวงามเดินออกมาเพื่ออวดโฉมบนเวทีด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ พร้อมชมทักษะการจับคู่สีต่างกันของชุดว่ายน้ำ ในการพรีเซ็นต์ชุดและนำเสนอตัวเองบนเวทีประกวดนางงามจักรวาล ประจำปี 2018 นี้

ร่วมจารึกประวัติศาสตร์โลกและอัพเดทข้อมูลข่าวสารการประกวด Miss Universe 2018 ได้ทาง 2018missuniverse.in.th พร้อมนับถอยหลังร่วมลุ้นว่าสาวงามจากประเทศใดจะได้สวมมงกุฎอันทรงเกียรติในรอบการตัดสิน Final Round วันที่ 17 ธันวาคม 2561 เวลา 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ในวันฟิตติ้งชุดทรงออกแบบ

โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ในวันฟิตติ้งชุดทรงออกแบบ

ไหมมัดหมี่และผ้าไหมแพรวา จับคู่งดงาม วิจิตรด้วยงานปักขนนกยูงถ่ายทอดความเป็น SIRIVANNAVARI

ไหมมัดหมี่และผ้าไหมแพรวา จับคู่งดงาม วิจิตรด้วยงานปักขนนกยูงถ่ายทอดความเป็น SIRIVANNAVARI

ชุดว่ายนํ้า SIRIVANNAVARI แบบวันพีซบนเวที มิสยูนิเวิร์ส 2018

ชุดว่ายนํ้า SIRIVANNAVARI แบบวันพีซบนเวที มิสยูนิเวิร์ส 2018

ชุดว่ายนํ้าทูพีซพร้อมผ้าคลุมที่แสดงถึงความเป็น หนึ่งเดียวของจักรวาล

ชุดว่ายนํ้าทูพีซพร้อมผ้าคลุมที่แสดงถึงความเป็น หนึ่งเดียวของจักรวาล

กระดุมนกยูง สัญลักษณ์ประจำแบรนด์ SIRIVANNAVARI บนชุดว่ายนํ้า

กระดุมนกยูง สัญลักษณ์ประจำแบรนด์ SIRIVANNAVARI บนชุดว่ายนํ้า