เซนเซแนะสมการความสำเร็จ เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573356

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

เซนเซแนะสมการความสำเร็จ เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล

โดย กาญจนา

หนังสือแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตเรื่อง เล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล เป็นการถ่ายทอดเรื่องเล่าจากประสบการณ์การทำงานกับชาวญี่ปุ่นของ เซนเซเล็ก-ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ และเซนเซแป๊ะ-วิฑูรย์ สูงกิจบูลย์ ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ จากประสบการณ์การทำงานจากการอบรมสัมมนา รวมถึงเรื่องเล่าจากทั่วโลก และทิ้งท้ายด้วยเทคนิคประเภทฮาวทูที่เซนเซทั้งสองได้ตกผลึกจนเป็นคู่มือพัฒนาศักยภาพคนไทย

เซนเซแป๊ะ อดีตพนักงานบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นตัวแทนเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ว่า เขาและเซนเซเล็กร่วมกันทำเพจ เฟซบุ๊ก Leanovative Thinking By Sensei Lek & Sensei Pae เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ผลิตเนื้อหากว่า 200 บทความ และได้คัดเลือกบทความที่มียอดแชร์มากที่สุด 30 ชิ้นมาเรียบเรียงและร้อยเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้

“ผมชอบเรียกตัวเองว่า เซนเซ ซึ่งแปลว่า คุณครู เพราะผมทำงานในองค์กรระดับโลกของญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี ได้ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น ไปซึมซับวัฒนธรรมของเขาทำให้ได้ความรู้หลายอย่าง และมีเจ้านายเป็นคนญี่ปุ่นมาตลอด จึงได้เรียนรู้วิธีคิดที่ดีของเขามาใช้และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหมวกของผมในบริษัทคือ วิศวกร แต่เราสองคนโชคดีเนื่องจากพอทำงานได้ สามารถแบ่งปันความรู้ได้ จึงได้รับมอบหมายให้เป็นเทรนเนอร์หรือคุณครูในบริษัทด้วย”

เขาเชื่อว่า ถ้าเขานำแนวคิดการทำงานของคนญี่ปุ่นมาปรับใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวันแล้วดี ฉะนั้นถ้าคนไทยที่เป็นคนเก่งแต่ยังไม่มีโอกาสได้รับข้อมูลหรือชุดความรู้เหล่านี้ก็จะได้รับมุมมองในการทำงานและการใช้ชีวิตใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันเซนเซแป๊ะเป็นนักเขียนและวิทยากรเกี่ยวกับหลักสูตรการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

“ถ้าเราลองนึกดีๆ ตั้งแต่เล็กจนโต คนไทยโตมากับความเป็นญี่ปุ่นและคุ้นเคยกับญี่ปุ่นสูงมาก เพราะเราดูการ์ตูนของเขา เราฟังเพลงของเขา และคนไทยกับคนญี่ปุ่นก็มีวิธีคิดคล้ายๆ กันคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติคนอื่น เพราะฉะนั้นแนวคิดของคนญี่ปุ่นจึงนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยได้ไม่ยาก สรุปว่าผมแทบไม่ต้องปรับแนวคิดที่ได้รับจากคนญี่ปุ่นเลยก็สามารถเข้าใจได้”

เซนเซแป๊ะกล่าวด้วยว่า ทั้ง 30 บทความในหนังสือเล่มนี้จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ถ้าไม่ลงมือทำทุกวัน และผู้เขียนทั้งสองมั่นใจว่า สมการเล็กน้อย x สม่ำเสมอ = มหาศาล สามารถใช้ได้จริงและทำให้ประสบความสำเร็จได้แน่นอน

“นอกจากภาษาที่เรานำมาปรับให้เหมาะกับหนังสือแล้ว เรายังได้เติมฮาวทูเข้าไปตอนท้ายของแต่ละบทความ เมื่ออ่านจบคุณจะได้รับแรงบันดาลใจ แต่ถ้าคุณจะนำไปลองใช้ เราก็มีไกด์ไลน์ให้คร่าวๆ ว่าควรทำอย่างไรบ้าง”

ถามต่อว่า หากมีใครสักคนอ่านแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าหรือไม่ เซนเซแป๊ะตอบว่า สมการนี้ประกอบไปด้วยคำว่า เล็กน้อย กับ สม่ำเสมอ จึงเป็นไปได้ว่า เหตุที่ยังไม่ได้ผลลัพธ์มหาศาลอาจเป็นเพราะมีตัวแปรหนึ่งไม่สมดุล

“ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่ทุ่มเทกับการทำอะไรบางอย่าง แต่ทำๆ หยุดๆ แสดงว่าสัดส่วนที่ผมทำมันมากแต่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งผมคิดว่า สมการนี้ต้องมีการพัฒนาดีขึ้นเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถ้าเราดีขึ้นทุกวันแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นไปได้ว่า เราต้องพยายามต่อเนื่องให้มากกว่านี้ เพราะความต่อเนื่องมีผลต่อความสำเร็จ” เซนเซแป๊ะกล่าวเพิ่มเติม

“สำหรับสมการนี้เชื่อว่า เราสองคนเป็นคนคิดขึ้นมา แต่ที่มาที่ไปมาจากสองอย่างที่เชื่อมโยงกันพอดี นั่นคือ ผมไปเจอสมการหนึ่งของคนญี่ปุ่นเขียนว่า 1.01 ยกกำลัง 365 เท่ากับ 37.8 ผมเองเป็นวิศวกรชอบคำนวณจึงสนใจตัวเลขนี้มาก เพราะ 1 ยกกำลังอะไรก็ตามจะได้ 1 เสมอ นั่นหมายความว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยในแต่ละวัน เราก็ยังได้ 1 เหมือนเดิมซึ่งไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ถ้าเราทำทุกวันให้ดีขึ้นแค่วันละ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำต่อเนื่อง 365 วัน เราจะดีขึ้น 37.8 เท่าในทันที ซึ่งผมนำมาเชื่อมโยงกับอีกหลักการของบริษัทญี่ปุ่นที่เรียกว่า ไคเซ็น เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมมาเชื่อมโยงว่า ส่วนใหญ่แล้วอะไรก็ตามที่ประสบความสำเร็จเกิดมาจากการลงมือทำเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำทุกวัน จนกลายเป็นที่มาของสมการนี้”

ความตั้งใจของผู้เขียนคือ ต้องการเปลี่ยนประเทศด้วยความรู้ ซึ่งปัจจุบันเซนเซทั้งสองท่านได้เขียนหนังสือที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน และเป็นส่วนหนึ่งในการประสบความสำเร็จ “จากความเชื่อเล็กๆ ของเราที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจากความรู้ที่มี ตอนนี้มีคนได้รับความรู้นั้นกว้างขึ้นผ่านเพจ ผ่านการบรรยาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านหนังสือเล่มนี้” เซนเซแป๊ะกล่าวทิ้งท้าย

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้เปลี่ยนเรื่องยิ่งใหญ่ที่ไกลเกินเอื้อม แต่จะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือนำพาองค์กรไปสู่ความยิ่งใหญ่ ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กน้อยให้มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนสิ่งที่ทำประจำให้ได้มาตรฐาน เปลี่ยนวิธีคิดที่ยากไปสู่การลงมือทำที่ง่าย เพื่อเป็นคนใหม่ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

‘ความงามและความน่าเกลียด’ สุนทรียศิลป์แห่ง ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573348

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:08 น.

‘ความงามและความน่าเกลียด’ สุนทรียศิลป์แห่ง ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

โดย พริบพันดาว

ความงามทางศิลปะมีหลายรูปแบบและหลายหลากสกุลศิลป์สุนทรียรสการได้เสพงานศิลป์ที่แปลกตาและมีสไตล์เฉพาะตัวจึงเป็นความรื่นรมย์อย่างน่าชื่นใจ

ได้มีโอกาสไปละเลียดงานศิลป์ในนิทรรศการศิลปะ “ความงามและความน่าเกลียด : สุนทรียศิลป์แห่งมารศี” (Beauty and Ugliness : Aesthetic of Marsi) ของ ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร จิตรกรหญิงชาวไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ

สุนทรียศาสตร์จากผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์อันทรงคุณค่ากว่า 40 ชิ้น รวมถึงของใช้ส่วนพระองค์ กว่า 100 ชิ้นที่สร้างแรงบันดาลใจในงานศิลปะ ผู้สร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางของศิลปะแบบเซอร์เรียลิสม์-แฟนตาสติก (Surrealism – Fantastic Art)

หากมาดูตามความหมายของศิลปะแนวแฟนตาสติก หรืออัศจรรย์ หรืออัศจรรย์ศิลป์ (Fantastic Art) ขอบข่ายของศิลปะนี้ได้มีขบวนการศิลปินไซ-ไฟ/แฟนตาซีที่ครอบคลุมงานประเภทศิลปินภาพประกอบศิลปะและหนังสือคอมมิค (Comic)

ศิลปะอัศจรรย์เดิมจำกัดอยู่เฉพาะแต่งานจิตรกรรมและภาพประกอบ แต่ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ก็ขยายไปรวมภาพถ่าย ศิลปะอัศจรรย์มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับแฟนตาซี แฟนตาซีเชิงวิทยาศาสตร์ จินตนาการ และภาวะกึ่งฝัน มโนทัศน์อันเหนือจริง รวมทั้งศิลปะเชิงกอธิก

การที่ศิลปะอัศจรรย์มีที่มาจากประเภทของงานศิลปะแบบสัญลักษณ์นิยมของสมัยวิกตอเรียทำให้ครอบคลุมหัวข้อที่คล้ายคลึงกันที่รวมทั้งเทพวิทยา รหัสญาณ (Occultism) และรหัสยลัทธิ (Mysticism) หรือตำนานและตำนานพื้นบ้าน และจะแสวงหาคุณค่าของคุณสมบัติภายในธรรมชาติของวิญญาณและจิตวิญญาณ

ในฝรั่งเศสเรียกศิลปะในกลุ่มนี้ว่า “ศิลปะแฟนตาสติค” (Fantastique) ในภาษาอังกฤษบางครั้งก็จะเรียกว่า “ศิลปะมโนทัศน์” (Visionary Art) หรือ “ศิลปะวิลักษณ์” (Grotesque Art) หรือ “ศิลปะแมนเนอริสม์” ศิลปะอัศจรรย์มีความสัมพันธ์อย่างเกี่ยวดองกับวรรณกรรมแฟนตาซี นี่คือรากฐานที่มีของศิลปะแนวแฟนตาสติก

ส่วนศิลปะแนวเซอร์เรียลิสม์ หรือแนวเหนือจริง (Surrealism) ซึ่งมีมาตั้งแต่ในปี 1917 มีความมุ่งหมายเพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีพื้นฐานจากลัทธิ ดาดา (DaDaism)

ศิลปะเหนือจริง มีจุดหมายอยู่ที่การคลี่คลายสภาพอันขัดแย้งระหว่างระยะห่างของความฝันและความเป็นจริง โดยถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่น สร้างภาพซึ่งดูเหนือจริงหรือถึงขั้นหลอน หรือพัฒนาเทคนิคด้านภาพที่จะช่วยถ่ายทอดความฝันหรือจิตใต้สำนึกออกมา

งานของกลุ่มนี้จึงมักเกี่ยวข้องกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ที่ว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตไร้สำนึก ซึ่งฝังความอยากอันมิได้ขัดเกลาเอาไว้ จนทำให้รู้สึกว่าความป่าเถื่อนยังมิได้หายไปจากมนุษย์ หากแต่หลบอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มีการพัฒนาทั้งในด้านเทคนิคและกรรมวิธีต่างๆ ที่สามารถแสดงสิ่งที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึกที่ถูกเก็บกดไว้ ต้องการแสวงหรือบรรลุถึงความจริงสูงสุดอันเกิดจากการผสานรวมของความฝันกับความจริงแห่งโลกภายนอก

กล่าวคือ ต้องการแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดภายในออกมาอย่างเสรีในทุกรูปแบบ โดยปราศจากการควบคุมใดๆ ทั้งสิ้น

การสร้างงานจึงเป็นเหมือนการสำรวจสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวมนุษย์ เช่น การละเมอขณะหลับ การสร้างวิมานในอากาศขณะที่ไม่ได้หลับ การเพ้อ การสะสมภาพต่างๆ ไว้ในส่วนลึกของจิตใจกลายเป็นความทรงจำและความคิด เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นภาพไร้สำนึกเบื้องลึกให้ไหลตรงเข้าไปสู่ความสำนึก แล้วเปลี่ยนความฝันเหล่านั้นให้มีเหตุและผลของความจริง ภาพที่เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกจะเต็มไปด้วยสิ่งพิศดาร มหัศจรรย์ ลึกลับ ปราศจากเหตุและผล รวมถึงการใช้วิจารณญาณด้านศีลธรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าในการแสดงออกของงานจิตรกรรม

ชิ้นงานทั้งหมดของการผสมผสานศิลปะทั้งสองแขนงคือ แฟนตาสติก กับเซอร์เรียลิสม์ ของ ม.จ.มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ถูกภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ ผศ.ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง คัดสรรผลงานจิตรกรรมกว่า 40 ชิ้น ตลอดจนภาพลายเส้น วัตถุสิ่งของ หนังสือ รวมถึงอุปกรณ์ศิลปะ และภาพยนตร์สารคดีส่วนพระองค์ ฯลฯ

การทำงานของ ผศ.ดร.ศุภชัย เริ่มต้นจากการศึกษาผลงานจิตรกรรมของท่านหญิงมารศีฯ ตั้งแต่ชิ้นแรกจนชิ้นสุดท้ายตามลำดับเวลา เพื่อให้ผลงานบอกเล่าถึงสิ่งที่ศิลปินต้องการถ่ายทอด จากนั้นจึงตีความเพื่อให้ได้คำจัดกัดความ 4 คำ ได้แก่ ความงาม (Beauty) ความน่าเกลียด (Ugliness) เส้นทางการทำงานศิลปะของ ม.จ.มารศีฯ (Chronology of Marsi and Art History และสัจจะ (Truth) ภายใต้คำว่า สุนทรียศาสตร์ ซึ่งเป็นโจทย์หลักก่อนจะต่อยอดไปสู่ขั้นตอนและวิธีการจัดแสดง

นิทรรศการชุดนี้ จัดแสดง ณ ห้องนิทรรศการ 5-8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ ถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2561 เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-18.30 น. (ยกเว้นวันจันทร์-วันอังคาร) นิทรรศการเปิดให้เข้าชมฟรี (มีค่าบำรุงพิพิธภัณฑ์ 30 บาท) สอบถามโทร.02-281-2224

พรรณษร ปฐมาภินันท์ นางฟ้าพาปั่นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573346

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

พรรณษร ปฐมาภินันท์ นางฟ้าพาปั่นท่องเที่ยว

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

สาวๆ ชื่นชอบการปั่นจักรยานท่องเที่ยว วิ่ง ถ้าได้เป็นเฟรนด์เฟซบุ๊กกับ “เอ๋กลอรี่ พรรณษร” หรืออินสตาแกรม “aehglory” เป็นต้องประทับใจสาวสวยสายสปอร์ตเกิร์ล “เอ๋” พรรณษร ปฐมาภินันท์ ที่นำเสนอเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวภาคกลาง 4 จังหวัด ในภาพยนตร์สั้น “Drive to Ride นางฟ้าพาปั่น” มีกลุ่มนักปั่นสาวสวย Team Angel พาแนะนำท่องเที่ยว และเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนเริ่มออกกำลังกาย

พรรณษร ชอบเล่นกีฬา ชอบออกกำลังกายตั้งแต่เด็กๆ การเลือกใช้ชีวิตใน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ได้อยู่กับอากาศดีมากๆ ธรรมชาติร่มรื่น รถน้อย ถนนปลอดภัย ก็ยิ่งเป็นแรงจูงใจ ลงสนามสร้างสถิติใหม่ตลอดเวลา

“เอ๋ถือเป็นนักกีฬามือสมัครเล่นค่ะ จุดมุ่งหมายการลงสนามไม่ใช่การแข่งขันกับใคร แต่เพื่อเอาชนะใจตัวเอง และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในแต่ละสนามได้มิตรภาพ และรอยยิ้มกลับมาทุกครั้ง มีเรื่องราวใหม่ๆ ที่เอ๋บอกเล่าเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับหลายๆ คนที่อยากออกกำลังกาย และเอาชนะตัวเองด้วยค่ะ

สวนผึ้งมีธรรมชาติที่เป็นใจในการออกกำลังกาย เส้นทางจักรยานที่เอ๋รีวิวไว้ 6 เส้นทาง มีการทำแผนที่โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนนักปั่น นักวิ่ง และนักท่องเที่ยว ดูรีวิวเส้นทางได้ในเฟซบุ๊กของเอ๋ค่ะ และในอนาคตอันใกล้นี้ อ.สวนผึ้ง จะมีเส้นทางที่เป็นถนนให้ปั่น ให้วิ่งที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นเส้นทางเฉพาะสำหรับปั่นและวิ่งเลยค่ะ ติดตามนะคะ”

ทำหน้าที่ได้ดีขนาดนี้ ล่าสุด พรรณษร ได้รับเชิญร่วมงาน Cycling Shimanami 2018 ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะตัวแทนนักกีฬาไทย เพื่อทำการทดสอบเส้นทาง และรีวิวเส้นทางปั่นเกาะชิโกกุ

“เส้นทางปั่นข้ามเกาะจากจังหวัดเอฮิเมะ ไปยังจังหวัดฮิโรชิมา 70 กม. ปั่นข้ามสะพาน และบนโทลเวย์ เป็นงานยิ่งใหญ่จัดได้สุดยอดมากค่ะ อากาศเย็นกำลังดี เส้นทางสวยติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก ซึ่งนักปั่นอยากไปเยือนมากที่สุด เป็นเกียรติค่ะ ที่การท่องเที่ยวจังหวัดเอฮิเมะ เชิญเอ๋ไปปั่นที่นี่ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเชิญไปปั่นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และครั้งนี้นอกจากได้ปั่นแล้ว ได้เสื้อปั่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่ให้เฉพาะตัวแทนจากประเทศต่างๆ เสื้อสวยดีใจมากค่ะ

เอ๋เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ไม่เคยกดดันตัวเอง ให้รู้สึกว่าเครียดกับการออกกำลังกาย วิ่ง และปั่นอย่างมีความสุข ใช้การบาลานซ์ทั้งออกกำลังกาย กินอาหารให้พอดี ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป สถิติวิ่ง เอ๋ค่อยๆ วิ่งค่ะ ก็จะถือว่ากลางๆ เพราะเริ่มวิ่งเบาๆ ที่เพช7-8 แต่ถ้าไปงานวิ่ง มีเพื่อนวิ่งก็จะมีผลทำให้วิ่งเร็วขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้มีเพื่อนพาวิ่งที่งานวิ่งอัสสัมบางรัก วิ่งในกรุงเทพฯ ครั้งแรกเพช 6 ในระยะ 11 กม. สถิติดีสุดตั้งแต่วิ่งมาเลยค่ะ

ส่วนสถิติปั่นผ่านมาหลายสนาม มีทั้งปั่นสนุกๆ และลงปั่นในทีมไตรกีฬากับเพื่อนสาวๆ เอ๋เป็นคนปั่นให้ทีม ดีใจมากปั่นชนะคู่แข่งอีกทีมได้ และผลรวมแบบทีมไตรกรีฬาผู้หญิงล้วน ได้ที่ 2 ค่ะ หลังจากนั้นเกิดอุบัติเหตุ จึงหันมาปั่นเพื่อสุขภาพ และเพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก

เอ๋มีตารางการฝึกซ้อม วิ่งตอนเช้ารอบๆ บ้านที่เป็นทางเนิน สลับกับทางเทรล 5 กม.เกือบทุกเช้า และตอนเย็น ถ้ามีเวลาพอ ก็จะออกไปปั่นถนนกับเพื่อนๆ ในสวนผึ้ง แต่ถ้าไม่มีเวลา ก็จะปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์ที่บ้านพร้อมดูซีรี่ส์ไปด้วยค่ะ ครั้งละ 2 ชั่วโมง และมีการยืดเส้นเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้ออีกนิดหน่อย ฝึกแบบนี้วนๆ ไป ช่วยให้หัวใจเราแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้น ทำให้ทั้งวิ่ง และปั่นดีขึ้นไปด้วยค่ะ

ไตรกีฬาแบบเดี่ยวคือฝันต่อไป เป้าหมายการลงสนาม ณ วันนี้ ชนะใจตัวเอง ได้เพื่อน ได้มิตรภาพดีๆ กลับมาเช่นเดิมค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) มันคือความประทับใจสนามไตรกีฬา จ.ภูเก็ต มิตรภาพเกิดขึ้นได้แม้เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เอ๋ปั่นจักรยานเข้ามาในทรานซิสชั่น เพื่อส่งต่อชิปจับเวลาให้นักวิ่งในทีม อากาศร้อนมากและเอ๋ปั่นมา 90 กม.

‘พี่ผึ้ง’ นักว่ายน้ำของทีมอื่นวิ่งเอาน้ำและเอาผ้าเย็นมาโปะให้ มันเป็นน้ำใจและการช่วยเหลือกัน เอ๋ยังซึ้งใจและจำได้ดีถึงวันนี้เลยค่ะ”

วนิดา ดำรงค์ไชย กับปณิธาน รักพ่อต้องลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573342

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

วนิดา ดำรงค์ไชย กับปณิธาน รักพ่อต้องลงมือทำ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ต้องยอมรับว่าโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 6 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนโดยมีแกนนำสำคัญอย่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผนึกกำลังขับเคลื่อนรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการแก้ปัญหา “หยุดท่วม-หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน” ทั้งมุ่งหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น “ต้นแบบ” ในการจัดการดิน น้ำ ป่า ให้เกิดการขยายผลไปยังลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ

เมื่อเดินทางย้อนกลับไปยัง “หลุมขนมครกแห่งแรกของโครงการฯ” ที่ศูนย์การเรียนรู้ โคก หนอง นา โมเดล ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี กำนันแหนบทองคำ กำนันไก่-วนิดา ดำรงค์ไชย ผู้อุทิศตัวทำงานตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเธอมั่นใจว่านี่คือความสุขและทางรอดของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง จากหลุมขี้แกลบ 5 ไร่ กลายมาเป็น หลุมขนมครกหลุมแรกของโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่พลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน จนต่อยอดเป็นตลาดน้ำลาวเวียง กำนันไก่-วนิดา ดำรงค์ไชย กำนันแหนบทองคำ ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี กับปณิธาน รักพ่อต้องลงมือทำ

การอุทิศตนทำงานเพื่อประชาชน

กำนันไก่ จบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม พื้นเพเป็นคน อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท แต่งงานย้ายมาอยู่ที่ ต.ม่วงงาม ได้ 15 ปพอปี 2554 กำนันคนเก่าหมดวาระลง ด้วยความรู้สึกอยากพัฒนาถิ่นฐานที่อยู่ จึงก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้

“ตอนนั้นเราเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ก็คิดว่าตัวเองพร้อมและพอมีต้นทุนอยู่บ้าง น่าจะพัฒนาบ้านเราได้ เลยอาสามาเป็นผู้นำ มาปีแรกปี 2554 เจอน้ำท่วมใหญ่เลย ตอนนั้นยังไม่รู้จะตั้งหลักยังไงช่วยลูกบ้านได้เท่าที่ทำได้ พอมาทำงานจริงๆ มีปัญหามากมาย ท่านนายอำเภอเสาไห้ตอนนั้นก็ให้กำลังใจและบอกเสมอว่าเราเป็นข้ารองพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทำงานถวายให้ดีที่สุด”

จากที่ทิ้งขี้แกลบสู่หลุมขนมครกหลุมแรก

กำนันไก่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ตั้งแต่ปีแรก พ.ศ. 2556 ด้วยการขุดหลุมขนมครกตาม โคก หนอง นา โมเดลในพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่าที่เอาไว้ทิ้งขี้แกลบจากโรงสี พลิกฟื้นพื้นที่ตรงนั้นจนเกิดความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำเหลือแบ่งปันให้ชาวบ้านใช้ มีผลผลิตพืชผักนานาชนิดเก็บกินได้ตลอดทั้งปี

“ก่อนหน้านั้นเจอวิกฤตมาทุกรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง พอโครงการฯ มาปีแรก ก็ตัดสินใจเข้าร่วมทันที โดยใช้ที่ดินแปลงนี้ซึ่งแต่เดิมใช้เป็นที่ช่วยเหลือเด็กติดยาเสพติดให้สามารถพึ่งตนเองและกลับไปมีชีวิตอยู่ในสังคม การเลือกแปลงนี้เพราะเวลาชาวบ้านระบายน้ำออกจากแปลงนาของตัวเองก็จะไหลผ่านที่นี่ลงสู่แม่น้ำ จึงยกให้ขุดหนองน้ำเลย เพื่อจะได้มีที่เก็บกักน้ำเอาไว้

ตอนที่โครงการฯ มาทำกิจกรรมปีแรก มีทั้งชาวบ้าน ผู้นำชุมชน คนมีใจ พนักงานจิตอาสาของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต รวมกำลังกันเป็นกองทัพมดหลายร้อยคนมาช่วยกันขุด ล่าสุดได้ขุดหนองเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำไว้อีก 2 ไร่ ให้มีน้ำมากยิ่งขึ้น พอเรามีหนองน้ำตรงนี้แล้ว ชาวบ้านเวลาต้องการใช้น้ำก็มาดึงน้ำขึ้นไปใช้ได้เลย ไม่ต้องรอฝนหรือน้ำจากชลประทาน ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์รวมที่ชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่”

ขยายผลสู่ตลาดน้ำแห่งวัฒนธรรม

จากนั้น เกิดการต่อยอดขยายผล ชาวบ้านหันมาพูดคุยปรึกษาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ได้ผลผลิตมากมายจนต้องหาตลาดรองรับ จึงเปิด “ตลาดน้ำลาวเวียง” ขึ้น

“เราเน้นถ่ายทอดหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ชาวบ้าน สอนชาวบ้านให้หัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อจะได้รู้ค่าใช้จ่ายของตัวเอง แรกๆ ชาวบ้านอิดออดไม่กล้าทำ เพราะยอมรับตัวเองไม่ได้ที่มีแต่รายจ่าย มีแต่หนี้สิน มีรายได้เฉพาะการขายข้าวปีละ 2 ครั้ง ไม่มีรายรับรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนเลย ก็เริ่มหันมาปลูกผักปลอดสาร ปลูกกล้วยกันมากขึ้น เริ่มหัดทำน้ำยาอเนกประสงค์ใช้เองเพื่อลดรายจ่าย

พอพืชผัก กล้วย มีมากจนเกินกำลังบริโภคในครัวเรือน ก็ร่วมมือกับชุมชนที่ติดแม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีวัฒนธรรมลาวเวียง เป็นคนลาวจากเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้น และมีโบราณสถาน เจดีย์ธรรมจินดาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีโรงเรียนอยู่ที่นั่นจึงเกิดเป็นความร่วมมือกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน กลายเป็นตลาดน้ำลาวเวียงขึ้นมา นำผลิตภัณฑ์แปรรูป ผักสดปลอดสารไปจำหน่าย จนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เป็นตลาดที่ชุมชนมาขายผักสดจากแปลงของตัวเองในราคาถูกมาก มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมลาวเวียงให้ชม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ที่นี่อาจไม่โด่งดังแบบตลาดน้ำอื่นๆ แต่เราอยากคงเอกลักษณ์ของวิถีชุมชนไว้แบบนี้”

เดินหน้าขยายต่อเพื่อความยั่งยืน

จากระยะเวลาที่ผ่านมา 5 ปี ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

“ดีใจมากที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว การนำแนวทางศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นทางรอดได้ ตอนนี้มีประมาณ 60-70% ของชาวบ้านในตำบลที่หันมาให้ความสำคัญกับการเดินตามแนวทางศาสตร์พระราชาจริงจัง มี 5 ครอบครัวลงมือขุดทำหลุมขนมครก เช่น ป้าเปี๊ยก-บุญเลี้ยง รื่นมาลัย เป็นต้น ตั้งเป้าไว้ว่าจะชวนคนให้ทำหลุมขนมครกเพิ่มให้ครบ 10 ราย ในอีก 3-5 ปีนี้ ที่ผ่านมาศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นที่ศึกษาดูงานของหน่วยงานต่างๆ สม่ำเสมออยู่แล้ว ก็มุ่งหวังอยากเปิดเป็นศูนย์อบรมเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติที่อื่นให้ได้”

สืบทอดแนวทางให้ลูกสานต่อ

ไม่เพียงแต่ชาวบ้านคนในชุมชนเท่านั้น ที่กำนันไก่ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาให้ กับคนใกล้ตัวที่สุด ก็ได้รับแนวคิดนี้ไปเช่นกัน

“ปกติเวลาทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะพาลูกลงมือทำด้วยทุกครั้งที่มีโอกาส ดังนั้นเวลาที่ครูมีข้อสอบอัตนัยให้บรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ลูกๆ ก็จะเขียนได้คล่องแคล่ว เวลามีเพื่อนๆ มาถามว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำยากมั้ย ลูกๆ ก็จะอธิบายกับเพื่อนวัยเดียวกันให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ได้ ล่าสุดพาลูกสาวคนโตไป ‘เอามื้อสามัคคี’ ที่วัดพระพุทธฉาย ขากลับเขาบอกแม่ว่าถ้าหนูสอบเข้าหมอไม่ติด ขอหนูเป็นเกษตรกรที่ทำตามอย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 นะคะจะได้ช่วยชาวบ้านได้ ภูมิใจมากที่ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทำให้เขามีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เชื่อมั่นว่าชีวิตเขาต้องดีขึ้นๆ และต้องรอดในอนาคต”

ความสุขที่ยั่งยืน คือ ลงมือทำตามสิ่งที่พ่อสอน

“ทุกวันนี้ มีความสุขมากที่ได้ทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านมาปฏิบัติบูชาจริงๆ เราในฐานะที่เป็นผู้นำชุมชน สุขที่สุด คือ เห็นคนที่ลงมือทำตามเราแล้วเขาประสบความสำเร็จ เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างป้าเปี๊ยกที่ได้ออกทีวี รายการเดินหน้าประเทศไทย ตอนศาสตร์พระราชา เราเห็นแบบนั้นก็ปลื้มใจ ร้องไห้เลยค่ะ หลายๆ คนมาให้กำลังใจ ให้ทำดีต่อไป เราก็จะถามกลับไปว่า อยากมีความสุขแบบเรามั้ย และรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไหม ถ้ารักให้ลงมือทำตามสิ่งที่พระองค์ท่านสอนไว้ ลงมือทำทันทีอย่างไม่มีข้อแม้ แล้วจะได้รับความสุขแบบยั่งยืน”

วันนี้ กำนันไก่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติบูชาอย่างมุ่งมั่น ในอันที่จะสานต่อและเผยแพร่องค์ความรู้ตามแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในชุมชน และแม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าไม่ได้เป็นกำนันหรือไม่ได้เป็นผู้นำชุมชนแล้ว ก็จะยังคงอุทิศตัวเพื่อสานต่อตามรอยพ่อของแผ่นดินต่อไป

นารุต ต่ายจันทร์ กับ เสียง(พูด)ที่หายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:16 น.

นารุต ต่ายจันทร์ กับ เสียง(พูด)ที่หายไป

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คงตกใจมาก หากวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว เสียงที่เราเคยเปล่งออกมาได้ยินดังฟังชัดอยู่ทุกวัน จู่ๆ ก็ค่อยๆ แผ่วเบา และเงียบหายไปในที่สุด แม้แต่เสียงลมออกจากปากก็ไม่มีแว่วให้ได้ยิน

“ต่าย-นารุต ต่ายจันทร์” ได้เผชิญกับสถานการณ์นั้นมาแล้ว ในวัยวารที่เป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์ หน้าที่การงานดีในตำแหน่งครีเอทีฟเอเยนซีชื่อดัง เงินเดือนสูง มีลูกน้องจำนวนมาก

2 ปีที่เขาได้ยินเสียงต่างๆ นานา หากไร้เสียงวาจาจากตัวเอง ทว่าเสียงจากภายในตัวตนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ

เสียงดัง ด่าชัด ใช้ชีวิตเต็มที่

นารุตเป็นเจ้าของอาร์ตสเปซ “เอสโอเอส สเปซ ออฟ สีลม” พื้นที่ให้ศิลปินทุกเชื้อชาติที่ต้องการแสดงงานศิลปะทุกแขนง และเป็นหุ้นส่วนร้าน “ตรอก สีลม” มีเพื่อนฝูงแวะมาทักทายกันมากหน้าหลายตา แต่งานร้านเขาไม่ได้เข้าบ่อยนัก หรือเข้าก็ไม่อยู่จนดึกดื่นเหมือนสมัยเป็นนักเที่ยวที่ดื่มจนร้านปิด

ย้อนไปเมื่อปี 2009 คือจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บคอ แต่ก่อนหน้านั้นหลายปี เขาใช้ชีวิตแบบไร้เวลา กิน ดื่ม ทำงาน เที่ยว เรียกว่าไม่สนใจเวลานอน นอนกี่ชั่วโมงไม่รู้ รู้แค่หมดกิจกรรมก็นอน ถึงเวลางานตื่นไปทำ ชีวิตวนอยู่แบบนี้หลายปี

“ผมใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง ตอนนั้นอยู่เอเยนซีทำงานไร้กาลเวลา แล้วตัวงานค่อนข้างเครียด เลิกงานก็ดื่ม แล้วก็มีจ๊อบพิเศษทำอีก ตื่นมาก็ทำงานต่อ พักผ่อนน้อย ดื่มหนัก สูบด้วย”

ไม่เพียงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่บั่นทอนสุขภาพ บุคลิกนิสัยก็ส่งผลต่ออาการเจ็บคอด้วย “ผมพูดจาเสียงดัง โวยวาย เวลาสั่งลูกน้อง เฮ้ย มึง กู ตะโกน ยิ่งงานคอนเสิร์ตต่างๆ มันเสียงดัง อยู่ไกลกัน ก็ต้องตะโกน

เป็นคนโผงผางตั้งแต่สมัยเรียน ไม่ใช่นักเลงนะ ดูหน้าตาเป็นเด็กเนิร์ดด้วยซ้ำ แต่ผมพูดดัง พูดไม่เพราะ

มีช่วงหนึ่งเริ่มเจ็บคอ ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เหมือนเวลาเรากินเหล้าหนักๆ พักผ่อนน้อย ตื่นมารู้สึกเจ็บคอ ปล่อยให้มันเจ็บซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่พัก ไม่ดูแลสุขภาพ คิดว่าเดี๋ยวก็หาย ทำซ้ำไปจนเจ็บถาวร เจ็บทุกวัน”

อาการเจ็บคอที่เกิดกับใครก็ได้ อาการเจ็บคอที่ดูเหมือนว่าร่างกายป่วยเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องพึ่งยา ดื่มน้ำอุ่น พักผ่อนก็หาย ทำให้นารุตประมาท เพราะคิดว่าเจ็บคอเดี๋ยวก็หาย เขาไม่ได้มองโลกในแง่ดี แต่ด้วยลักษณะนิสัยใจคอที่ไม่กลัวกับอะไร ทำให้เขาละเลยอาการเจ็บคออยู่นานร่วม 2 ปีเลยเทียว

“อาการตอนแรกเจ็บเล็กน้อยเหมือนคนจะเป็นหวัด เจ็บตรงลูกกระเดือก กลืนน้ำลายเจ็บคอ ตอนนั้นดื่มเหล้าหนักด้วย ก็คิดว่าเพราะดื่ม นอนน้อย คืนไหนเรานอนเยอะก็ไม่ค่อยเจ็บ ไม่ได้ไปหาหมอ”

วันที่ไร้เสียงพูด

เจ็บคอกลายเป็นอาการที่คุ้นเคยกันไปเสียแล้ว ชีวิตก็ยังวนเวียนไปกับการทำงานหนัก นอนน้อย ดื่มหนัก แล้วพูดเสียงดัง ตะโกนอยู่แทบตลอดเวลา

นอกจากเจ็บคอ เสียงที่ดังฟังชัด เริ่มเบาลงเรื่อยๆ จนหลายคนทัก เสียงเบาลงเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงแหบพร่า เปล่งเสียงสูงไม่ได้ ส.เสือ ข.ไข่ นี่ออกเสียงไม่ได้เลย หากเขาก็ยังตะโกน โวยวายในขณะสั่งงานลูกน้องเช่นเดิม แต่ลูกน้องเริ่มไม่ได้ยินแล้ว

“ระหว่างนั้นเริ่มลดเหล้า ลดบุหรี่ ใจอยากโวยวายแต่ไม่มีเสียง เสียงค่อยๆ แหบ เจ็บอยู่เรื่อยๆ ตอนนั้นเจ็บคอทุกวันแล้ว

เสียงแหบลงเรื่อยๆ ตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยอาจารย์สอนพิเศษเกี่ยวกับมัลติมีเดียที่ศิลปากร เป็นติวเตอร์ที่โรงเรียนสอนพิเศษ จนต้องลาออก พูดไม่มีเสียงเป็นคำแล้ว พูดผ่านไมค์ก็ไม่ดัง จนวันหนึ่งไม่เจ็บคอ แต่เสียงพูดเบาจนหายไปเลย”

คนใกล้ชิดเริ่มตกใจ กังวลแทนเจ้าตัว จากคนเสียงดังกลายเป็นคนพูดไม่มีเสียง แม้แต่เสียงลมพ่นออกมาก็ไม่มี แต่เจ้าตัวก็ยังทำใจดีสู้เสือ เดี๋ยวเสียงก็มา

“ผมเห็นคนอื่นทุกข์ใจไง ถ้าผมทุกข์อีกเขาก็ยิ่งเป็นห่วง พ่อแม่ตอนนั้นก็กังวลเป็นห่วงมาก แต่ใจผมก็คิดแบบนั้นจริงๆ เดี๋ยวเสียงก็มา ไม่เคยคิดสักแวบหนึ่งเลยว่า จะพูดไม่ได้อีก ยังไม่ตกใจ ไม่กังวลมาก

ตอนนั้นเสียงไม่มีแล้ว มีแต่เสียงลมก็ไปหาหมอ หมอส่องกล้องลงไปดู บอกว่า เส้นเสียงอักเสบ เส้นเสียงจะตรงเวลาเสียงต่ำจะกว้างออก เสียงต่ำจะแคบใกล้กัน แต่เส้นเสียงของผมมันยึกยือ มันปิดไม่สนิท มันบวม

หมอตัดก้อนเนื้อตรงเส้นเสียงไปตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายไหม ปรากฏว่าเป็นหูด แบบที่ขึ้นที่เท้า ช่วงที่ผ่าตัดก้อนเนื้อคือเสียงหายแล้ว

รักษาด้วยการเลเซอร์เส้นเสียง ส่องลงไปทางปาก เลเซอร์ครั้งแรกทรมานมาก เพราะเป็นการเคลียร์เส้นเสียงครั้งแรก เลือดเต็มปากไปหมด กลับบ้านก็ห้ามถ่มน้ำลาย ให้ขย้อนออกเบาที่สุด”

ระหว่างนั้นเขายังทำงานปกติ ลดเที่ยว งดดื่ม พักผ่อนด้วยการนอนมากขึ้น และกินอาหารตามที่หมอแนะนำ แต่ยังโวยวายสั่งงานลูกน้องด้วยท่าทางหากปราศจากเสียง

นารุตได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานด้วยการใช้นกหวีดเป่าเรียก แล้วเขียนลงในสมุดฉีกสั่งงานลูกน้อง ในระหว่างเวลางานจึงมีเสียงนกหวีดดังเป็นระยะๆ

“ถ้าไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนรักษา งานก็ต้องทำ จ๊อบพิเศษก็ยังมี ผมโชคดีมากที่เจ้านายยังให้โอกาส ทุกคนเข้าใจ แต่ยังไงก็เป็นอุปสรรค เวลาปรีฟงาน ต้องสื่อสาร ขนาดเราพูดให้เขาฟังยังไม่เข้าใจตรงกัน พิมพ์ให้ดูก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ตอนนั้นผมพิมพ์คล่องเลยนะ”

หมอบอกว่า 2 อาทิตย์เสียงจะค่อยๆ กลับมา เสียงอาจมาแบบแหบๆ แต่เมื่อครบกำหนดก็ยังไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

“คิดว่าสักวันก็พูดได้ ไม่คิดว่าจะไม่มีเสียง ไม่ได้กลัว มีเลเซอร์ครั้งหนึ่ง เพราะคางผมสั้นใส่สายครอบออกซิเจนไม่ได้ ต้องให้ยาสลบตอนเลเซอร์ แล้วผมสลบไปนานกว่าปกติ ตื่นมาในห้องไอซียูเห็นแม่ยืนอยู่ ความคิดตอนนั้นผมอยากบวช เพราะแม่อยากให้ผมบวช แต่ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีความคิดที่จะบวชเลย

ช่วงที่ไม่มีเสียงผมคิดเสมอว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไร พูดจายังไง ผมนี่พูดคำด่าคำ คนไม่สนิทมาพูดด้วยก็ไม่ได้พูดเพราะ เป็นคนปากหมาเลยละ โวยวาย เสียงดัง ก็เลยคิดว่าเขาคงไม่อยากให้เราพูดมั้ง ให้เราได้หยุดพูดบ้าง แต่ก็คิดเสมอเดี๋ยวเสียงก็มา เขาแค่ให้เราหยุดพูดบ้าง”

เสียงมีค่า พูดที่มีประโยชน์

นารุตรักษาด้วยการเลเซอร์เดือนเว้นเดือน อยู่ 2 ปี “คอเจ็บตลอด ผมไม่พูดเลย พูดแล้วเจ็บ มีแค่เทสต์เสียงตอนเช้า วัน ทู วัน ทู แต่ก็ไม่มีเสียง ผ่านมา 3 เดือนเริ่มมีเสียงลมนิดหนึ่ง ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้ยินเสียงเป็นคำ

เสียงหายเป็นปี ไม่มีเวลาเครียด งานก็ทำ รถก็ต้องผ่อน แต่เน้นพยายามนอนให้ได้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมื่อก่อนไม่สนเลยว่าจะนอนกี่ชั่วโมง ทุกวันนี้ถ้านอนไม่พอตื่นมาเสียงก็เบาลงกว่าเดิมอีก ก็ต้องพักผ่อนให้ได้เยอะๆ”

หลังจากลาออกจากงาน ได้เงินมาก้อนหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายของเก่า ก็โดนวิกฤตน้ำท่วม จากนั้นมาลงทุนกับเพื่อนก็ถูกหักหลัง ถูกปลอมลายเซ็น ชีวิตเรียกว่ากลับมาจุดขัดสน แต่เพราะชีวิตผ่านความยากลำบากมามาก แค่เสียงพูดไม่มีจึงไม่บั่นทอนจิตใจเขามากนัก

“ผมไปบนกับหลวงพ่อทันใจ ที่พระธาตุดอยคำ เชียงใหม่ ขอให้เสียงมา ผมคิดได้เรื่องหนึ่งตอนบวช ผมไม่มีเสียง ผมต้องเลิกสอน ซึ่งผมรู้สึกเสียดายมาก เรามีประสบการณ์ มีความรู้ในสายงานนี้ ซึ่งคนที่มีความรู้เก่งๆ ก็มีมาก แต่คนที่รุ่นน้อง ลูกน้องเข้าถึงได้ง่าย ถ่ายทอดประสบการณ์ให้มีไม่กี่คน ผมอยากถ่ายทอดวิชาให้ ถ้าผมหาย ผมจะถ่ายทอดให้กับรุ่นน้อง เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจและผมก็ได้ทำ”

นารุตทำการเลเซอร์จนเส้นเสียงไม่มีตะปุ่มตะป่ำอะไรให้เคลียร์อีกแล้ว และเสียงเขาก็ค่อยๆ กลับมา เริ่มจากมีลม เริ่มพูดเป็นคำๆ ได้ แต่ต้องอยู่ใกล้กันมากๆ ถึงจะได้ยินเสียง

จนเมื่อพูดได้โดยไม่เจ็บคอแล้ว หากแต่น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป เสียงเบา แหบพร่า และไม่เพียงน้ำเสียง ท่าทาง บุคลิกของนารุตก็เปลี่ยนไป พูดน้อย นิ่ง เพื่อนฝูงต่างบอกว่า คนละขั้วกับนารุตที่เสียงดัง โหวกเหวกโวยวาย พูดคำตะโกนสองคำ

“ตอนนั้นคำพูดเป็นสิ่งเดียวที่มีค่ามากในตอนนั้น ช่วงไม่มีเสียงผมคิดว่า เราพูดอะไรไม่เหมาะ เราพูดอะไรไม่ค่อยดี ก็เลยเริ่มพูดน้อยลง คำพูดเรามีค่ามาก เลือกเรื่องที่จะพูดเท่านั้น เรื่องไม่จำเป็นไม่พูด ไม่พูดมาก เจ็บคอ

ปี 2016 เสียงเริ่มมาปกติ แต่เบา ไม่เจ็บคอ เสียงสูงพูดไม่ได้ เริ่มร้องเพลงได้บ้าง เหตุการณ์หลายอย่างช่วงที่ไม่มีเสียงทำให้ผมนิ่งขึ้นนะ ไม่โผงผาง ไม่โวยวาย ผมกลายเป็นคนนิ่งที่สุดในกลุ่มเพื่อน”

ผู้สร้างแสง สี เสียง

ปัจจุบัน นารุต เปิดบริษัท ร็อก แอนด์ โรลล์ (Rock and Roll) ทำงานครีเอทีฟ อินเตอร์แอ็กทีฟ ไลติ้ง ที่คอยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับอีเวนต์ งานที่เพิ่งผ่านสายตาของผู้คนไป คือ โชว์ไลติ้ง วันเปิดไอคอนสยาม ในส่วนของแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนเซส

นารุต ในวัย 38 ปี เล่าถึงงานที่เขาทำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เหมือนมีเสียงลมผสมออกมาด้วย พูดโทนเสียงสูงยังได้ไม่เต็มที่ และต้องตั้งใจฟังกันอย่างใกล้ชิด หากไม่มีอาการเจ็บคอแต่อย่างใด ซึ่งน้ำเสียงนี้เป็นผลมาจาก 7 ปีก่อน

“กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นเอเยนซี ออแกไนเซอร์ ที่ต้องการความที่ไม่ใช่งานตีกล่อง ติดอิงก์เจ็ต งานที่ผ่านมาของร็อก แอนด์ โรลล์ ส่วนใหญ่จึงมีความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน ไม่จำเจในรูปแบบ จึงเหมาะกับงานอีเวนต์ที่ต้องการความเป็นครีเอทีฟและเทคโนโลยีสูง”

ผลงานของเขาเคยส่งเข้าประกวด เช่น M Interaction ชื่อว่า Bring Scrat Back ของ Twisties และ Slow Crisis ของ Happy แม้ไม่ได้รางวัล แต่ก็ได้เข้ารอบสุดท้ายในงาน Dragonof Asia 2015

“เราให้ความสำคัญกับงานไลติ้ง เพราะเรารู้สึกว่ามันสนุก และก็อยู่กับงานตรงนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสายอันเดอร์กราวด์ งานศิลปะ งานทดลองต่างๆ

รวมถึงกลุ่มของน้องๆ พี่ๆ ที่อยู่ตรงนี้หลายๆ ทีม ก็เคยทำงานอันเดอร์กราวด์ ตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเสียงจนกระทั่งปัจจุบัน กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มศิลปินแนวหน้าของประเทศไปเกือบหมดแล้ว เช่น Eyedropper Fill และ Keep Your Eyes On

เรารู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ทำงาน เราเหมือนกำลังสร้างงานศิลปะให้คนดูชมมากกว่า ที่สนใจเรื่องของแสง จริงๆ แล้วแสงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการโชว์ เราใส่อารมณ์ร่วมเข้าไปให้เขา ให้งานของเขามีความหมายมากขึ้น ทำให้งานเรามีจุดเด่น กลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาเหมือนกัน

การออกแบบแสงกับการควบคุมแสงในอินดอร์มันง่ายกว่าอยู่แล้ว จุดสนใจมีจุดเดียว ในฮอลล์มืดหมด เปิดไฟดวงเดียวก็เด่นแล้ว แต่เอาต์ดอร์มีสภาพแวดล้อม ลม อากาศ เมฆ ซึ่งควบคุมไม่ได้ ถ้าทำในตึกสูงๆ มักจะเจอเงื่อนไขนี้ ฤดูกาลก็เกี่ยว มันเป็นเรื่องอุณหภูมิของแสง แดดหน้าหนาวจะสวยที่สุด เมฆก็จะอีกสีหนึ่ง

ในช่วงสิ้นปี 18-31 ธ.ค. เรามีงานบิวตี้ฟูลแบงค็อก เทศกาลช่วงเฉลิมฉลอง ที่แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เป็นแมพปิ้ง 7 ศิลปิน

ผมทำทั้งไลติ้งดีไซน์และเป็นไดเรกเตอร์ ที่นำ 7 ศิลปินสตรีทอาร์ตและมัลติมีเดียมารวมกัน พูดถึงความสวยงามของกรุงเทพฯ ในคอนเซ็ปต์ ซิมโฟนี่ ออฟ แฮปปี้เนสส์ ผ่านมุมมองของศิลปิน”

นารุตทำงานร่วมกับผู้คนจำนวนมาก คุมทีม สื่อสารกับลูกน้องหลายคน เรื่องเสียงสำหรับเขาไม่เป็นอุปสรรคใดๆ แม้จะไม่สามารถพูดเสียงดังด่าชัดได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ในทีมก็เข้าใจทำงานร่วมกันได้ดี หากคนที่ไม่เคยเจรจากันมาก่อน จะต้องตั้งใจฟัง และเขยิบตัวมาใกล้ชิดกันสักนิดเพื่อให้จับใจความได้ครบถ้วนและถูกต้อง

จากการไร้เสียงพูด ทำให้ตระหนักได้ดั่งคำพระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์แล้วไปนอนเสียดีกว่า อย่าต้องพูดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไร้สาระเลย นิ่งเสียดีกว่า

Elongate spine to prevent or cure Kyphosis with Yoga postures EP 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573269

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 12:58 น.

Elongate spine to prevent or cure Kyphosis with Yoga postures EP 2

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com ภาพ เจน Jane Jiit (Watercolor)

ฉบับที่แล้วเจี๊ยบได้พูดถึง “อิริยาบถ” ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการหลังค่อมหรือที่เราเรียกว่าไคโฟซิส (Kyphosis) ตัวแปรอีกตัวที่ส่งผลต่ออิริยาบถก็คือ “อารมณ์” ของเราในแต่ละวัน รวมไปถึงแรงขับเคลื่อนของความรู้สึกภายในที่ก่อเกิดเป็นบุคลิกภาพของแต่ละคน

เพราะอารมณ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่เราแสดงออกมาซึ่งมีผลต่อระบบโครงสร้างของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร แม้กระทั่งส่งไปยังการจัดเรียงตัวกันของกล้ามเนื้อ

เจี๊ยบได้อ่านเจองานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้น ที่ได้ให้ข้อสรุปหลังจากการทดลองว่า ผู้ที่เข้าคลาสโยคะอาสนะเป็นประจำ ส่งผลให้สามารถปรับพฤติกรรมของการจัดท่าในชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหลังตรง การนั่งหลังตรง ได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้น มาลองดูตัวอย่างท่าโยคะอาสนะ ที่ส่งผลดีกับกลุ่มคนหลังค่อม ต่อจากฉบับที่แล้วกันเพิ่มเติม (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1) ท่าภูเขาหรือตาฑาสนะ สำหรับคนที่มีอาการหลังค่อม แล้วการใช้แผ่นหลังพิงกำแพงจะเป็นการช่วยฝึกได้มากเลยทีเดียว เพื่อที่จะย้ำเตือนตัวเองให้หลังตรงเสมอในการใช้ชีวิตประจำวัน

อันที่จริงรายละเอียดในท่าภูเขา เจี๊ยบสามารถเขียนได้สามสี่หน้ากระดาษเลยทีเดียวแต่ครั้งนี้จะไม่ได้อธิบายมาก แต่จะเน้นย้ำในจุดสำคัญ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ต่อสำหรับผู้ที่มีอาการหลังค่อม

ท่านี้ถือเป็นท่าไฮไลต์ที่สำคัญมาก คนหลังค่อมต้องใส่ท่านี้เหมือนเป็นเงาในการฝึกท่าอาสนะอื่นๆ รวมถึงปรับอิริยาบถให้เป็นเหมือนท่าภูเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการยืนหรือการนั่งก็ตาม หลักการคร่าวๆ คือ หากเรายืนฝ่าเท้าเป็นฐาน หากเรานั่งก้นเป็นฐานให้รู้สึกถึงฐานที่ติดต่อพื้นโลก รับรู้ถึงพลังงานที่เลื่อนไหลผ่านฝ่าเท้าขึ้นมา แล้วจัดระเบียบกระดูกสันหลังทุกชิ้นให้ยืดยาวขึ้นตั้งแต่หลังส่วนล่าง ส่วนกลาง ส่วนบน หน้าอก ซี่โครงขยายออกไปด้านข้าง หัวไหล่เปิดออก แล้วตกไปข้างหลังท่อนแขนห้อยข้างลำตัวให้รู้สึกถึงความสบาย และเป็นธรรมชาติ

คอกับศีรษะ ตั้งตรงอยู่ตรงกระดูกต้นคอให้คอยาวระหง ใบหน้าและศีรษะเบาสบาย ดวงตาอ่อนโยน จากนั้นหายใจเข้า-ออก ประมาณ 10 รอบลมหายใจ แล้วให้ร่างกาย กล้ามเนื้อจดจำความรู้สึกของท่าภูเขา กระดูก ข้อต่อทุกชิ้นซึมซับความรู้สึกที่มั่นคงประดุจขุนเขา ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของธรรมชาติ ถ้าเป็นไปได้ควรฝึกท่านี้เป็นประจำสามารถฝึกเองที่ไหนก็ได้ จนกระทั่งร่างกายของคุณจะจำความรู้สึกของท่านี้ได้

ท่านี้ดูภายนอกผ่านๆ เหมือนง่าย แต่การฝึกนั้นต้องใส่ใจจริงๆ มีความละเมียดละไมในทุกๆ อณูของความรู้สึกที่คุณจะรับรู้ได้ ผู้ฝึกสามารถที่จะลองสแกนร่างกายดูทีละส่วน ว่าแต่ละส่วนมีความรู้สึกของพลังงานที่เลื่อนไหลอย่างไร ฝ่าเท้า ขา กระดูกสันหลังของเราควบคู่กับการหายใจให้ยาวและลึก จงหมั่นฝึกท่านี้บ่อยๆ แล้วอาการหลังค่อมจะได้รับการเยียวยาอย่างแน่นอนค่ะ

ท่าต่อมาคือ ท่า Bird Dog Pose (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) เริ่มต้นในท่าสี่ขา ด้วยการวางตำแหน่งของฝ่ามือและหัวเข่าให้ถูกต้อง โดยข้อมืออยู่ใต้และตรงกับหัวไหล่ หัวเข่าอยู่ตรงกะสะโพก แยกความกว้างของหัวเข่าออกจากกันให้รู้สึกสบายที่สะโพก สำหรับผู้ฝึกใหม่อาจยกขาลอยก่อน แล้วค่อยยกแขนทีหลัง หากชำนาญแล้วให้ลองยกพร้อมกัน ส่วนใหญ่มักจะยกขาและแขนที่ตรงกันข้ามกัน เช่น แขนขวากับขาซ้าย หรือแขนซ้ายกับขาขวา

จุดสังเกตขณะฝึกท่านี้ ควรปกป้องกระดูกสะบักทั้งสองฝั่ง ด้วยการยกอกและยืดหัวไหล่ขึ้น อย่าปล่อยให้สะบักจมลงมาเพราะคนฝึกใหม่มักเผลอจมสะบัก และลืมการใช้งานหัวไหล่ในท่านี้ ส่วนการยกแขนและขาขึ้นไม่ควรเคลื่อนไหวกระดูกซี่โครงและกระดูกเชิงกราน คอนโทรลให้สองส่วนนี้อยู่นิ่งๆ ซึ่งอาจมีขยับบ้างนิดหน่อย โดยเฉพาะผู้ฝึกใหม่ แล้วใช้ความมั่นคงของแกนกลางลำตัวเป็นหลัก

หากใครต้องการสร้างความแข็งแรงให้ก้นและกล้ามเนื้อต้นขาหลัง ควรยกขาลอยจากพื้นสูง ส่วนแขนด้านหน้ายืดขึ้นมาระดับเดียวกับใบหู ไม่ควรเกร็งคอในการค้างท่านี้ เพราะจะทำให้ปวดคอ หากฝึกได้ชำนาญแล้วจะลองยกขาและแขนฝั่งเดียวกันดูก็ได้ ขณะฝึกท่านี้ควรค้างท่าสักครู่ ประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองทำสลับข้าง

สำหรับตัวอย่างท่าสุดท้ายคือ ท่าสะพานโค้ง หรืออูรธวะ ธนุราสนะ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 3) การทำสะพานโค้งสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่ค่อยมีกำลังแขน ให้ใช้วิธีการยกส่วนล่างขึ้นก่อนด้วยการกดฝ่าเท้าที่พื้นแล้วออกแรงที่ขา เพื่อยกกระดูกเชิงกรานขึ้นมา เมื่อเอาด้านล่างลำตัวขึ้นมาแล้วค่อยจัดการด้านบน ด้วยการใช้ไหล่ในการส่งตัวด้านบนขึ้นหากไม่ไหวให้พักศีรษะไว้ที่พื้นก่อน แล้วค่อยดันลำตัวส่วนบนขึ้น เมื่อขึ้นมาค้างท่าแล้วกระจายน้ำหนักออก

ท่าสะพานโค้งเป็นการยืดด้านหน้าหัวไหล่ หน้าอก หน้าท้อง สำหรับผู้ที่ฝึกจนชำนาญแล้วสามารถส่งตัวขึ้นพร้อมๆ กันทั้งด้านบนและด้านล่างควรค้างท่านี้ประมาณ 10 ลมหายใจ เวลาคลายออกจากท่าให้วางลำตัวเบาๆ ที่พื้นไม่กระแทกประคองร่างกายแล้วแก้ท่าด้วยการพักท่าศพหรืองอเข่าเข้ามา ฝ่าเท้าประกบกันขณะที่นอนหงายอยู่สักครู่เพื่อปรับสมดุลให้กระดูกสันหลัง ลองไปฝึกกันดูค่ะ

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

มิสยูนิเวิร์สปีนี้ ใครจะมง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573268

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 12:50 น.

มิสยูนิเวิร์สปีนี้ ใครจะมง?

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : อภิชิต จินากุล

หากพูดถึงการประกวดมิสยูนิเวิร์สในทุกยุคทุกสมัย คงหนีไม่พ้นการตั้งคำถามว่า ใครจะได้เป็นผู้ครอบครองมงกุฎในปีนั้นๆ ซึ่งในทุกๆ ปีก็จะมีการเก็งตัวเต็งกันไปต่างๆ นานา

ถามว่าการเก็งตัวเต็งที่ทรงอิทธิพลที่สุด คงหนีไม่พ้นการเก็งตัวเต็งจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ ที่ว่ากันตามหลักจิตวิทยาแล้ว คนเรามักจะคล้อยตามบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ ซึ่งหนังสือพิมพ์คือภาพสะท้อนของสิ่งเหล่านั้น จนทำให้เราเกิดการคล้อยตามได้แทบจะทันที เมื่อหนังสือพิมพ์ได้เผยแพร่ข่าวตัวเต็งในการประกวดในแต่ละปีออกมา

แต่คนที่จะคล้อยตามจนอาจส่งผลให้คนที่เป็นตัวเต็งคว้ามงกุฎไปครองได้ในที่สุด อาจจะไม่ใช่เราคนดูทั่วไป แต่คือคณะกรรมการที่ก่อนเขาจะไปตัดสินใคร เขาต้องทำการบ้านมาแล้วประมาณหนึ่ง ซึ่งการเก็งตัวเต็งของสื่อมวลชน ก็ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพวกเขานั่นเอง

นักการตลาดเชิงกลยุทธ์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“มนุษย์จะดูสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ เพื่อใช้ในการตัดสินใจของตนเอง ดังนั้นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติ จะมีผลต่อพฤติกรรมของคนอื่นๆ ด้วย ลองนึกถึงเวลาเราขับรถไปต่างจังหวัด แล้วมักจะมีของดีประจำจังหวัดขายอยู่ข้างทาง โดยทุกร้านมักจะขายเหมือนๆ กัน แล้วร้านไหนที่เราจะแวะซื้อ หนึ่งในนั้นคือร้านที่มีคนเยอะๆ หรือทำไมเวลาเลือกซื้อสินค้าบางอย่าง แล้วมีป้ายว่าสินค้าขายดี เราจึงรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ”

หากลองคิดตามคำกล่าวของนักการตลาดเชิงกลยุทธ์ท่านนี้ เราจะเห็นว่าอิทธิพลของคนส่วนใหญ่ที่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการ เริ่มมาจากการที่นักข่าวจากหลายๆ สำนักได้เก็งตัวเต็งลงผ่านสื่อ และการได้มาซึ่งตัวเต็ง ก็มาจากนักข่าวด้วยกันเองคล้อยตามนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ ความรู้ และความเชี่ยวชาญมากกว่า จนส่งผลให้สื่อหลายๆ สำนักมีโผตัวเต็งไปในทิศทางเดียวกัน

ทีนี้พอคนอ่าน คนดู คนฟัง ได้เสพข่าวจากสื่อหลายๆ สำนักในเวลาไล่เลี่ยกัน มันก็เหมือนการได้รับการตอกย้ำว่าคนนี้คือตัวเต็ง คนนั้นคือตัวเต็ง โผของคนที่เป็นตัวเต็ง ก็จะกลายเป็นกระทู้สนทนาของสังคม จนกลายเป็น Talk Of The Town ไปในที่สุด

เมื่อตัวเต็งที่ถูกทำให้เป็น Talk Of The Town กลายเป็นกระแสข่าวในวงกว้าง เธอผู้นั้นย่อมได้รับการจับตามองจากกรรมการมากกว่าคนอื่นๆ เป็นพิเศษ เหมือนเธอผู้นั้นได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจกรรมการไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการได้นั่งอยู่ในใจหรืออยู่ในห้วงความคิดของกรรมการนั้น ย่อมมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะทำให้กรรมการจรดปากกาเลือกเธอผู้นั้นมาครอบครองมงกุฎ

เห็นมั้ยว่าการทำให้เกิดเสียงส่วนใหญ่จากคนส่วนใหญ่ มันมีพลังทำให้คนตัดสินใจเลือกซื้อ หรือเลือกใครมาเป็นอะไรก็ได้มากมายมหาศาลเลยทีเดียว

ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลมาแรง ยิ่งทำให้เราได้เห็นถึงพลังของเสียงส่วนใหญ่จากคนส่วนใหญ่นี้มากถึงมากที่สุด รวมไปถึงการสร้างตัวเต็งขึ้นมาให้เป็นที่สนใจของสังคม ซึ่งการสร้างตัวเต็งขึ้นมานั้น มันไม่ได้สร้างมาจากสื่อมวลชนอีกต่อไปแล้ว

เดี๋ยวนี้พี่เลี้ยงนางงามก็สามารถสร้างนางงามในสังกัดของตัวเองให้กลายเป็นตัวเต็งได้ โดยสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีองค์ความรู้ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ รวมทั้งใช้สื่อโซเชียลทุกช่องทางเป็นเวทีประโคมคอนเทนต์เหล่านั้น

ยกตัวอย่าง พี่เลี้ยงของนางงาม A อาจจะสร้างแอ็กเคานต์เฟซบุ๊กมาสัก 100 แอ็กเคานต์ โดยให้ตนอวตารเป็น 100 ร่าง แล้วสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับตัวนางงามในหลากหลายรูปแบบ ที่จะทำให้น่าคล้อยตามว่า นางงามคนนี้คือคนที่เหมาะสมที่สุดแบบไร้ที่ติ อะไรที่ถูกย้ำซ้ำมากเข้าๆ ก็สามารถทำให้คนอื่นๆ คล้อยตามได้โดยง่าย

เมื่อคนอื่นๆ คล้อยตามว่านางงามคนนี้คือตัวเต็ง นักข่าวจากสื่อหลายๆ สำนัก ก็เอาโผตัวเต็งในสื่อโซเชียลนี้ไปกระพือข่าวลงในสื่อของตนเข้าไปอีก และหลังจากนั้นคนทั่วไปก็จะคล้อยตามนักข่าว จนกลายเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ที่ไปกระทบใจท่านคณะกรรมการ จนทำให้ต้องจับตามองตัวเต็งนั้นๆ และอาจเลือกให้เธอคนนั้นคว้ามง (กุฎ) ไปในที่สุด

สิ่งที่อยากบอกก็คือ ทุกโผของตัวเต็ง หรือทุกๆ การเก็งตัวเต็งขึ้นมา มันไม่ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นมาแบบใสๆ ไม่มีนอกมีในอะไรทั้งนั้น แต่มันถูกสร้างขึ้นมาแบบมีเงื่อนไขหรือมีอะไรแอบแฝง

การสร้างตัวเต็งขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพื่อผลประโยชน์ของพี่เลี้ยงของนางงาม ของสปอนเซอร์ ของเจ้าของเวที หรือของผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการประกวดนั้นๆ มันคือสิ่งที่จะช่วยย้ำเตือนให้แฟนนางงามทั้งหลายได้มองให้แตกฉานว่า การจะเชื่อหรือคล้อยตามการทำนายว่าใครจะได้ครองมงกุฎมันไม่อาจคล้อยตามได้แบบใสๆ อีกต่อไปแล้ว

แต่มันต้องเริ่มต้นจากการที่เราหัดดูที่บริบทเวทีว่า เขาต้องการนางงามในลักษณะไหน เช่น มิสยูนิเวิร์สต้องการนางงามที่ Confidently Beautiful เราก็ต้องมาวิเคราะห์ต่อว่า อะไรคือส่วนประกอบในคำนิยามคำนี้ แล้วถึงมาไล่เรียงว่านางงามคนไหนมีส่วนประกอบตามที่วิเคราะห์มามากถึงมากที่สุด และเอานางงามเหล่านั้นมาไล่เรียงเปรียบเทียบกันว่าใครถูกต้องตามความต้องการของเวทีการประกวดนั้นๆ มากกว่ากัน คนนั้นก็จะได้กลายเป็นตัวเต็งที่น่าคล้อยตาม

และถ้าทุกสื่อสามารถใช้หลักการนี้ไปเก็งตัวเต็ง ซึ่งเป็นการเก็งที่สามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปของการเก็งตัวเต็งนั้นๆ มาได้อย่างแจ่มแจ้ง เชื่อเถอะว่าการเก็งตัวเต็งของสื่อนั้นๆ จะน่าเชื่อถือและน่าคล้อยตามมากถึงมากที่สุด และมันจะพิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าการเก็งตัวเต็งที่ใสสะอาดมากที่สุด แบบไม่มีนอกมีใน มันยังมีอยู่จริง!

สตูดิโอยืดกล้ามเนื้อแห่งใหม่ @ราชประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573267

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 12:15 น.

สตูดิโอยืดกล้ามเนื้อแห่งใหม่ @ราชประสงค์

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

พูดถึงย่านราชประสงค์คุณนึกถึงอะไรบ้าง ช็อปปิ้ง กินข้าว แฮงเอาต์ สำนักงาน หรือไม่ก็พระพรหมเอราวัณ? ใครที่วนลูปอยู่กับกิจกรรมจำเจแบบเดิมๆ ทุกครั้งที่มาเยือนราชประสงค์

จากนี้เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้รางวัลตัวเองด้วยการพาร่างกายมาปรับสมดุล คลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ณ สเตรชมี บาย เล็ทส์ รีแลกซ์ (Stretch me by Let’s Relax) สตูดิโอยืดกล้ามเนื้อแห่งใหม่ ที่ออกแบบมาได้ตอบโจทย์คนเมืองแบบตรงจุด พร้อมแก้ปัญหายอดฮิตของคนเมืองอย่าง “ออฟฟิศซินโดรม”

จุดเด่นของ คือ การผสานศาสตร์การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “Static Stretching” ซึ่งเป็นการยืดคลายกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุดเข้ากับการนวดบำบัดและการกดจุดได้อย่างลงตัว เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกายพร้อมคลายความเมื่อยล้า และลดอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระที่มากด้วยประสบการณ์ภายใต้บริการที่อบอุ่นอันเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่

สำหรับรูปแบบการให้บริการถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่มีกิจกรรมมากมาย ทั้งทำงาน เดินทาง ท่องเที่ยว เล่นกีฬา มีความหลากหลายตั้งแต่คอร์สแบบเร่งด่วน 30 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมง หลังจากจบการให้บริการแต่ละครั้งผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประเมินร่างกายแบบคร่าวๆ ว่ามีอาการที่ตึงบริเวณไหนเป็นพิเศษ พร้อมให้คำแนะนำและสาธิตการบริหารร่างกายอย่างง่ายเฉพาะบุคคล เพื่อกลับไปดูแลตัวเองต่อที่บ้าน

ทั้งนี้ ใครที่พกพาความเหนื่อยล้ามาสามารถเลือกบริการได้ตามปัญหาที่มี ผ่าน 3 โปรแกรม เริ่มจากออฟฟิศ สเตรช (Office Stretch) เหมาะสำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งท่าเดิมอยู่เป็นเวลานาน มีการเคลื่อนไหวน้อย หรือมีสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะนั่งทำงาน โดยในโปรแกรมนี้จะเน้นการยืดคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และหลัง เพื่อบรรเทาอาการปวด ตึง กล้ามเนื้อจากการทำงาน

ถัดมาคือ สปอร์ต สเตรช (Sport Stretch) เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความตึงของกล้ามเนื้อและไม่ได้รับการยืดอย่างเต็มที่ จึงอาจทำให้กล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บ โปรแกรมนี้จะเน้นการยืดคลายกล้ามเนื้อ ลดความตึงตัว และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อทำให้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ถ้าสำหรับนักเดินทางหรือผู้ที่เดินเยอะจนทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า แนะนำทราเวลเลอร์ สเตรช (Traveller Stretch) เน้นการยืดคลายกล้ามเนื้อ พร้อมวางแผ่นร้อนเพิ่มการไหลเวียนเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วยอัลทิเมท สเตรช (Ultimate Stretch) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการยืดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายที่สามารถคลายกล้ามเนื้อได้ทุกมัด หรือมีจุดที่ต้องการยืดมากกว่าปกติ จึงมีการเพิ่มการยืดคลายกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และกดจุดคลึงในบริเวณที่มีอาการตึงตัวมากกว่าปกติรวมอยู่ในโปรแกรมด้วย

ใครที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ในการดูแลกล้ามเนื้ออย่าพลาดแวะมา สเตรช มี บาย เล็ทส์ รีแล็กซ์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. มี 2 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 และสาขาไอคอนสยาม ชั้น 5 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองโปรแกรม โทร. 09-2372-9986 สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ หรือ โทร. 09-5372-9985 สาขาไอคอนสยาม

การเดินทางไม่ต้องรออะไร ‘แว๊บไป X ทริปสั้นๆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573259

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 11:31 น.

การเดินทางไม่ต้องรออะไร ‘แว๊บไป X ทริปสั้นๆ’

โดย รอนแรม ภาพ : แว๊บไป X ทริปสั้นๆ

หลังจากรอเพื่อนไปด้วยไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจไปคนเดียว “แก้ม” ปิยภรณ์ ชัยเพ็ชร เริ่มออกเดินทางเมื่อปีที่ผ่านมา

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดแอกความคิดที่ว่าการเดินทางไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนไป ไม่ต้องใช้เวลานาน และไม่ต้องมีเงินมาก ก็สามารถไปเที่ยวและสนุกได้

“แก้มเดินทางคนเดียวครั้งแรกไปสิงคโปร์ หลังจากกลับมาก็ได้เปิดเพจเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้เห็นว่า การไปเที่ยวเราไม่จำเป็นต้องรออะไรเลย”

เธอเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก แว๊บไป X ทริปสั้นๆ โดยทุกทริปที่ไปจะมากสุดแค่ 4 วัน เพราะเธอทำงานประจำจึงไปได้แค่วันหยุดและลาพักร้อน

นอกจากนี้ ด้วยงานที่เธอทำอยู่เป็นงานที่ต้องพูดคุยกับคนจำนวนมาก การเดินทางคนเดียวจึงเป็นช่วงเวลาที่เธอจะได้อยู่กับตัวเอง โดยสไตล์การเที่ยวของเธอเป็นคนชอบลอง

ทั้งลองกินอาหารท้องถิ่น ลองเดินทางด้วยรถสาธารณะ หรือไม่ก็เดินทางเข้าตรอกออกซอกซอย ลองมองวิถีชีวิตของคนในเมืองว่าเขาอยู่กันอย่างไร ทำให้จุดหมายปลายทางของเธอจะเป็นภาพเมืองมากกว่าภาพธรรมชาติ

ต่างประเทศแบบทริปสั้นๆ ที่เธอเคยไปมาแล้วจะเป็นฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ทำให้แต่ละครั้งต้องวางแผนการเดินทางอย่างดีเพื่อให้ประหยัดเวลาการเดินทาง และสามารถไปในที่ที่อยากไปได้ครบ

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้พลังพอสมควร แต่เธอก็ยังเลือกที่จะใช้วันหยุดไปกับการออกไปเจอคนใหม่ๆ ในสถานที่ใหม่ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งใหม่ๆ ไว้เป็นประสบการณ์ชีวิต

นอกจากเพจเฟซบุ๊ก เธอยังเก็บเกี่ยวเรื่องราวต่างๆ นำมาถ่ายทอดในเว็บไซต์ http://www.wappaishorttrip.com ซึ่งเนื้อหาในเว็บจะลงข้อมูลละเอียดกว่าเพื่อให้คนที่สนใจคลิกผ่านเพจเข้าไปอ่านต่อ โดยสามารถนำข้อมูลไปเป็นไกด์ไลน์เที่ยวตามรอยได้เลย

“สไตล์การเดินทางของแก้มน่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่อยากเดินทางคนเดียว เพื่อที่จะได้เตรียมตัว รู้ข้อควรระวัง รู้จักกับเส้นทางใหม่ๆ ที่เหมาะกับผู้หญิง รวมถึงคนที่มีวันหยุดสั้นๆ ที่กำลังคิดว่ามีวันหยุดแค่นี้จะไปเที่ยวไหนได้ ก็จะเป็นไอเดียและเป็นตัวเลือกให้ลองไปเพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่แบบสั้นๆ แต่สนุก”

นอกจากนี้ เธอยังกำลังจะทำคลิปสั้นๆ ในทริปไต้หวันที่จะไปปลายปีนี้ ซึ่งทุกทริปเธอวางแผนเอง เดินทางเอง ทำให้ทุกอย่างที่เธอถ่ายทอดออกไปจึงเป็นประสบการณ์จริงล้วนๆ

“เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน ดังนั้นถ้าเราไม่ได้ไปเที่ยวเลยก็หมายความว่า เราไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ไม่ได้ชาร์จพลังงานให้ตัวเอง ดังนั้นการทำงานอย่างเดียวมันไม่ได้ทำให้เรามีเรื่องราวที่น่าจดจำในชีวิต แต่การออกเดินทางมันสร้างเรื่องราวที่น่าประทับใจได้เสมอ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางแบบสั้นๆ ของเธอได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก แว๊บไป X ทริปสั้นๆ และอ่านรายละเอียดยาวๆ ได้ทางเว็บไซต์ http://www.wappaishorttrip.com

สามหนุ่มจาก‘วงเฟลม’ มาพูดถึงกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573249

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

สามหนุ่มจาก‘วงเฟลม’ มาพูดถึงกันและกัน

โดย ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ไม่เสียแรงที่สั่งสมประสบการณ์มาถึง 12 ปี จนมีผลงานเป็นที่รู้จักมากมาย ไล่มาตั้งแต่เพลง รักสนุก (แต่ไม่ผูกพัน) จำไว้คนเลว โอเคป่ะ? (Yes or No?) และคนโดนเท ที่มียอดวิวเกิน 100 ล้านวิวในยุคแรกๆ

ล่าสุดศิลปินกลุ่มร็อกดาร์กไซด์ 500 ล้านวิว “วงเฟลม” (Flame) ที่ประกอบด้วยสมาชิกคือ เก่ง-อภิมงคล คูณธาการ (ร้องนำ) เจน-วัชรศักดิ์ คำแสน (กีตาร์) และ โจ้-สาริษฐ์ จรัสวิโรจน์ (กลอง) ก็สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ “เคียว” คำภาษาอีสานที่ให้คำจำกัดความว่า “อาการเริงร่าทางกามารมณ์จนเกินขอบเขต” ซึ่งโดนใจแฟนเพลงจนทำให้มียอดวิวหรือผู้เข้าชมทาง Youtube :Rsiammusic แบบถล่มทลาย แถมยังมีฐานแฟนคลับทุกเพศทุกวัยอย่างเหนียวแน่นทีเดียว

อ๊ะ! ในเมื่อกระแสของสามหนุ่ม “วงเฟลม” ดังทะลุเพดานขนาดนี้ เราจึงชวนพวกเขามานั่งพูดคุยถึงกันและกันเพื่อตอกย้ำความสนิทสนมในฐานะเพื่อนร่วมวงที่ทำงานร่วมกันมานานซะเลย

เก่ง-อภิมงคล คูณธาการ (ร้องนำ)พูดถึงเพื่อนๆ

“ก่อนอื่นต้องบอกว่า ‘วงเฟลม’ เป็นวงที่เด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเรามารวมตัวกัน เพราะอยากจะออกเทปในยุคนั้น ผมจึงแต่งเพลงกับเพื่อนๆ และไล่ล่ารางวัลตามเวทีประกวดต่างๆ มาเรื่อยๆ

ยิ่งตอนนั้นเราได้เห็นวงไอน้ำได้อยู่ค่ายอาร์เอส เราก็อยากจะมีโอกาสบ้าง จึงเข้าประกวดในโครงการพานาโซนิค สตาร์ ชาเลนจ์ที่พานาโซนิคร่วมกับอาร์เอสจัดขึ้น จนได้เข้ารอบ 8 วงสุดท้ายของภาคอีสาน ซึ่งคณะกรรมการจะคัดเลือกจากเดโม แต่การตกรอบครั้งนั้นกลับเป็นพลังให้เราทำเพลงปล่อยออกมา จะเรียกว่าเป็นยุคอินดี้ก็ว่าได้

เมื่อทำเพลงเสร็จเราก็ไปฝากดีเจตามคลื่นวิทยุเปิดให้ ซึ่งก็คือเพลง ‘จำไว้คนเลว’แล้วปรากฏว่าเพลงนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก หลังจากผ่านไป 1 ปี ทางอาร์เอสก็โทรมาเรียกให้วงเราเข้ามาคุย เราจึงได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินฝึกหัดก่อน จากนั้น เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ก็อนุมัติให้ทำอัลบั้มเต็ม 10 เพลงเลยครับ

ปัจจุบันวงเฟลมก็มีเพลงมา 4 อัลบั้มแล้ว ถ้ารวมอัลบั้มอินดี้ก่อนมาอยู่อาร์เอสอีก 1 ก็มีทั้งหมด 5 อัลบั้มแล้ว แต่ปัจจุบันนี้จะเป็นยุคที่ปล่อยซิงเกิ้ลทางช่องยูทูบเป็นหลักครับ”

เก่งบอกว่า แม้วงเฟลมจะอยู่ในวงการมากว่า 10 ปีแล้ว แต่สมาชิกที่อยู่มาตั้งแต่แรกเลยก็คือ ตัวเขากับเจน (กีตาร์) ส่วน โจ้ (กลอง) แม้จะเข้ามาทีหลัง แต่เมื่อก่อนโจ้ก็เคยอยู่อีกวงหนึ่งในสังกัดอาร์เอสเช่นกัน ส่วนสมาชิกเก่าบางคนก็ลาออกกันไปบ้าง

“ผมขอพูดถึงเจน (กีตาร์) ก่อนเลยครับ แม้เจนจะเป็นคนเงียบๆ พูดไม่เก่ง แต่การเรียบเรียงดนตรีนี่ผมยกให้เจนเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเลยล่ะ เพราะนอกจากเป็นมือกีตาร์ของวงแล้ว เจนยังเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ ซึ่งช่วยเรียบเรียงดนตรีให้ด้วย เวลาที่ผมแต่งเนื้อเพลงเสร็จ ผมก็จะให้เจนทำดนตรีให้ ซึ่งเราก็จะช่วยกันแบบนี้มาเรื่อยๆ

ส่วนโจ้ (กลอง) ก็จะมีหน้าที่โชว์ฝีมือตีกลองและทำสคริปต์ตอนที่วงเราแสดง ซึ่งปัจจุบันนี้หลักๆ เรามีกัน 3 คน แต่ก็จะมีน้องอีกคนที่มีหน้าที่เล่นเบสให้ พูดง่ายๆ ว่าวงเราเป็นวงดนตรี 4 ชิ้นคือ ร้องนำ กีตาร์ กลอง และเบส ที่ผ่านมาวงเฟลมก็มีทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเลยครับ”

เก่งบอกว่า ที่ผ่านมาเพื่อนๆ ในวงก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรที่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะทุกคนอายุแก่กว่า เขาจึงเชื่อว่าทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้

“เรื่องส่วนตัวของเพื่อนๆ นี่ผมจะไม่ค่อยยุ่งเท่าไร เราจะเป็นสไตล์ผู้ชายๆ มากกว่า ถ้าเพื่อนดูแลตัวเองได้ก็จบ แต่สำหรับเรื่องงาน บางครั้งเราจะคุยกันตรงๆ เลย ถ้ามีสิ่งไหนที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เราก็จะหันหน้ามาคุยกันดีๆ เพราะเราก็อายุมากขึ้นทุกวัน (เก่ง 30 ปี เจน 31 ปี โจ้ 32 ปี) จึงไม่อยากจะขัดแย้งกันเหมือนเด็กๆ มีอะไรก็คุยกันแมนๆ ไปเลยครับ (หัวเราะ)

แต่สำหรับตัวผมแล้ว มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าห่วงก็คือเสียงของตัวเอง ด้วยความที่เราเป็นนักร้องนำ จึงควรจะพักผ่อน 7-8 ชั่วโมง/วัน แต่ด้วยความที่งานคอนเสิร์ตมันเยอะ บางทีได้พักแค่ 3-4 ชั่วโมง ก็ต้องไปเจอหน้าเจ้าภาพ ไปถ่ายรายการ หรือไปสัมภาษณ์วิทยุแล้ว ซึ่งมันมีกิจกรรมเข้ามาตลอด ฉะนั้นถ้ามีเวลาพักผ่อนผมจะนอนให้เยอะที่สุด เนื่องจากยังไม่มีวิธีไหนรักษาเสียงของเราได้ดีไปกว่าการพักผ่อนนอนหลับครับ”

เก่งพูดถึงเรื่องฮาๆ ของเพื่อนในวง ซึ่งก็คือเจนว่า…

“เจนเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ฉะนั้นเขาจะมีเรื่องขำๆ ฮาๆ อยู่บ้าง เรื่องนั้นก็คือเจนเป็นคนสายตรง เวลากินอะไรเข้าไปปั๊บ เขาก็มักจะอยากเข้าห้องน้ำทันที คือเขาจะชอบปวดหนักและอยากเข้าห้องน้ำเวลาที่จะขึ้นแสดงคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเรากำลังจะขึ้นแสดงแล้ว แต่พอหันไปมองดูเจน โน่นเขาจะอยู่หลังเวทีซึ่งเป็นป่าเรียบร้อยแล้วครับ คือเขารีบไปปลดทุกข์ นี่แหละความฮาของเพื่อนคนนี้” (หัวเราะ)

เจน-วัชรศักดิ์ คำแสน (กีตาร์)พูดถึงเพื่อนๆ

“ผมกับเก่ง (ร้องนำ) เคยรู้จักกันมาก่อน ก่อนที่เราจะมาร่วมวงกันซะอีก ตอนนั้นเราอยู่คนละวง แล้วเก่งเขาทำเพลง ‘จำไว้คนเลว’ ออกมา ซึ่งตอนนั้นเพลงนี้ดังมากในช่วงที่เขาประกวด พอรู้จักกันเก่งก็ชวนผมมาร่วมวงเฟลมด้วย

สำหรับการทำเพลง เวลาที่ผมทำดนตรีให้ นอกจากจะมีเสียงนักร้อง เสียงกีตาร์ เสียงกลอง และเบสแล้ว ผมมักจะนำเสนอเพื่อนๆ ว่าเราน่าจะนำเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ อย่างเครื่องดนตรีอีสาน และซาวด์อื่นๆ ในยุคนี้ที่ฮิตตามกระแสมาใส่ลงไปด้วย เลยทำให้วงเฟลมในแต่ละช่วงจะมีชื่อในเรื่องเพลงมาโดยตลอด

การร่วมงานกับ เก่ง (ร้องนำ) ที่จริงแล้วผมว่าเก่งทำงานด้วยไม่ยาก เหมือนเราทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ก่อตั้งวงเฟลมเมื่อเก่งแต่งเนื้อร้องมาแบบนี้ ผมก็จะสามารถรับไม้ต่อได้ทันที ว่าดนตรีมันควรจะออกมาอย่างไร ที่ผ่านมาก็มีหลายวงลองมาให้ผมทำดนตรีให้ แต่สรุปแล้วทำออกมายังไงก็ยังเป็นแนวดนตรีของวงเฟลมอยู่ดีครับ” (หัวเราะ)

เจนพูดถึงเรื่องเปิ่นๆ ของเก่งให้ฟังว่า…

“ในช่วงที่พวกเราอายุ 19-20 ปี อาร์เอสได้เรียกเรามาเซ็นสัญญาเพื่อทำวง ตอนนั้นเราตื่นเต้นกันมาก จึงรีบนั่งรถไฟจาก จ.อุบลราชธานี เข้ากรุงเทพฯ เลย พอขึ้นรถไฟมาใกล้ถึงโคราช มีอยู่ช่วงหนึ่งเก่งก็ไปยืนชมวิวตรงข้อต่อระหว่างตู้รถไฟ วันนั้นฝนก็ตกด้วย แล้วปรากฏว่าเก่งลื่นตกรถไฟไปเลย ดีนะที่ไม่ได้ตกใส่รางรถไฟ ก็เลยไม่ได้รับอันตรายอะไร

นาทีนั้นทุกคนบนรถไฟร้องด้วยความตกใจ เมื่อรถไฟจอดที่สถานีโคราช ผมก็ออกตามหาเก่งว่าอยู่ไหน เห็นอีกทีก็มีคนขับมอเตอร์ไซค์มาส่งเก่งที่สถานีแล้ว แต่รถไฟไปแล้วนะ (หัวเราะ) พวกเราก็เลยนั่งรถบัสเข้ากรุงเทพฯ กันต่อ นี่แหละครับความเปิ่นบวกความประมาทของเขา ดีนะที่ไม่บาดเจ็บหรือพิการไป”

โจ้-สาริษฐ์ จรัสวิโรจน์ (กลอง)พูดถึงเพื่อนๆ

“ผมเข้ามาเป็นสมาชิกวงเฟลมประมาณ 5-6 ปีแล้วครับ การทำงานกับเพื่อนๆ จะเป็นเหมือนครอบครัว ถ้ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจ เราก็จะปรึกษากัน ที่ผ่านมาก็มีขัดแย้งกันบ้าง จนผมเคยออกจากวงไปพักใหญ่เลย ซึ่งผมว่ามันเป็นเพราะเราไม่เข้าใจกันมากกว่า ผมคิดอีกแบบ เพื่อนๆ คิดอีกแบบ จริงๆ ก็คือเรื่องงาน หรือเรื่องการวางสคริปต์นั่นแหละ เพราะผมเป็นคนวางสคริปต์ตอนแสดงไง แต่เมื่อเราต่างคนต่างคิด แล้วไม่ได้คุยกัน พอถึงเวลาจริงก็เลยทำให้เราทะเลาะกัน

ผมจึงออกจากวงไปประมาณปีกว่า ตอนนั้นเพลง ‘โอเคป่ะ?’ กำลังดังเลยล่ะ แถมมีทัวร์คอนเสิร์ตข้ามปีเลยตอนอยู่ด้วยกันทุกวัน บางทีเราก็มีปัญหากันบ้าง แต่เก่งและเจนก็รู้สึกว่าไม่มีใครมาแทนที่ผมได้ เราทุกคนก็เลยหันหน้ามาคุยกัน และปรับความ เข้าใจกัน เพราะเพื่อนๆ บอกว่า แม้จะเอามือกลองคนอื่นมาเล่น แต่ยังไงมันก็ไม่เหมือนที่ผมเล่นอยู่ดี เมื่อเคลียร์กันเรียบร้อย เราก็ทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านเลยครับ แล้วก็ทำงานด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่ผมห่วงมีอยู่เรื่องเดียวคือ ตอนออกทัวร์คอนเสิร์ต เนื่องจากวงเรามีงานแน่นและมีทัวร์คอนเสิร์ตติดต่อกันตลอด ส่วนใหญ่จะแสดงตอนกลางคืน แล้วเดินทางกลางวัน บางครั้งเรานอนกันตอนเช้าก็มี อย่างวันนี้อยู่เชียงราย แต่อีกวันก็อาจจะไปทำงานที่เบตงแล้ว พวกเราจึงใช้วิธีนอนหลับในรถตู้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็หลับไม่ค่อยสนิทนักหรอก ผมเลยอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนบำรุงร่างกายและดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่เสมอ”

โจ้พูดถึงความหน้าแตกของเจน (กลอง) ทิ้งท้ายว่า…

“มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะแสดงคอนเสิร์ตอยู่บนเวที ตอนนั้นเจนเห็นว่ามีกลุ่มสาวๆ กำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายรูป ซึ่งก็น่าจะถ่ายรูปเขา เจนจึงเดินออกไปแอ็กท่าเพื่อให้สาวๆ กลุ่มนั้นถ่ายรูป แต่ปรากฏว่าสาวๆ กลุ่มนั้นกำลังถ่ายรูปเซลฟี่กันอยู่ (หัวเราะ) เจนก็เลยรีบเดินกลับมาแบบหน้าแตก แล้วก็ทำเป็นเนียนเล่นกีตาร์ต่อเหมือนเดิม นี่แหละเป็นความหน้าแตกที่น่ารักของเพื่อนเราครับ”

ติดตามเฟลมได้ที่ Youtube : Rsiammusic และ Fanpage FB : Flame Live Concert