ณัฏฐกัญญา แสงโพธิ์ ความสุขของการให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573248

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 10:41 น.

ณัฏฐกัญญา แสงโพธิ์ ความสุขของการให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน

โดย ภูวดล

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับในระดับแนวหน้าของแวดวงธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์

“เปิ้ล” ณัฏฐกัญญา แสงโพธิ์ ประธานกรรมการบริหารในเครือพาราไดซ์ กรุ๊ป และโรงแรมอันดารา รีสอร์ท เรสซิเดนซ์ที่สะสมประสบการณ์การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภาคอสังหาฯ ตลอดจนธุรกิจจัดซื้อจัดเช่า กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการรับให้คำปรึกษา รวมถึงโรงแรมและเรสซิเดนซ์

เปิ้ล เล่าให้ฟังว่า เริ่มเข้าวงการและขวนขวายหาประสบการณ์ด้านอสังหาฯ ตั้งแต่ปี 2536 หรือกว่า 25 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากทำโครงการในกรุงเทพฯ 3-4 โครงการ ก่อนที่ในปี 2541 จะย้ายถิ่นมาทำด้านอสังหาฯ ที่ จ.ภูเก็ต

และจากนั้นได้เจอพาร์ตเนอร์ผู้ร่วมลงทุนที่ดี จึงร่วมกันพัฒนารีสอร์ท โรงแรม ทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาฯ ค่อนข้างสูง

รวมไปถึงด้านการดูแล ควบคุม กำกับดูแลบริษัทสถาปัตยกรรม สถาปนิก งานตกแต่งภายใน การซื้อของ การดีไซน์ ครบวงจรตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง

ขณะที่ความสามารถและความเชี่ยวชาญ คือ ด้านการเงินและบัญชี ทำให้เวลาคิดอ่าน ตรวจข้อมูล จะทำอย่างรอบคอบเพราะกังวลไม่อยากให้ผู้ที่ร่วมลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกหน้าที่ ทุกตำแหน่งต้องเดือดร้อนเสียหายหรือขาดทุนแต่อย่างใด และหากอะไรมีความเสี่ยงก็จะปลีกตัวไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

“ส่วนหนึ่งเพราะธุรกิจที่ทำจะต้องดูแลทั้งเขาและเรา ผู้ร่วมลงทุนรอบด้าน สิ่งนี้เองทำให้เปิ้ลประสบความสำเร็จจากงานที่ทำ ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนต่างชาติและคนในองค์กรต่างชื่นชมในจุดนี้ และเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้คนในองค์กรทำอะไรก็ต้องระมัดระวังเรื่องงาน มีความรับผิดชอบ ถูกต้อง รอบคอบ ไม่เสียอะไรโดยเปล่าประโยชน์

ทั้งชีวิตการทำธุรกิจและการทำงานของเปิ้ลในด้านต่างๆ จะดูแลทุกคนรอบด้าน สื่อสารอะไรกับใครต้องชัดเจน ยึดถือความซื่อสัตย์ สุจริต และโปร่งใส เหมือนอยู่ในหลักของการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลักเริ่มแรกก็คือการให้เกียรติกัน การเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

เราให้เกียรติพนักงานทุกคน จะเป็นพนักงานล้างห้องน้ำ รปภ. ผู้จัดการ หรือ ดอกเดอร์ เราก็ให้เกียรติเท่าเทียมกันทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ ทำให้ทุกคนที่ร่วมงานกับเรามีความสุข และยินดี เต็มใจที่จะร่วมงานกับเรา”

เปิ้ล กล่าวย้ำว่า การเป็นนักธุรกิจจะต้องเคารพและดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ด้าน

“เราเป็นนักธุรกิจที่มีความสุขในตัวเองแล้ว ก็อยากให้ทุกคนมีความสุข ทำให้มุ่งเน้นถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน พนักงานคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเรา ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงต่อความสำเร็จของธุรกิจ และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ดังนั้น เราจึงสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้ควรค่าแก่การทำงานโดยอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย”

ขณะที่ชุมชนและสังคม เปิ้ลจะอาสาช่วยเหลืองานสังคม เพราะมีความสุขที่ได้ทำ ทั้งโครงการต่างๆ ของกาชาดภูเก็ต และกิจกรรมของโรงแรม เช่น การแจกแว่นตา การแจกรถเข็นผู้สูงอายุ การรับบริจาคเลือด เนื่องจากมองว่าการเป็นประชากรที่ดีของโลกต้องเริ่มจากการเป็นประชากรที่ดีของท้องถิ่น

“ดังนั้น เราจึงให้การสนับสนุนโครงการหลายประเภทในชุมชนของเรา ทั้งวิชาการ การศึกษา การปกป้องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และกิจกรรมจิตอาสา

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งชมรม อันดาราอกกำลังกาย ซึ่งมีหลากหลายกีฬา ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง ไตรกีฬา ฟุตบอล ปั่นจักรยาน เมื่อเราเห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุข เด็กนักเรียนต่างก็มีความสุขที่เราส่งเสริม นอกจากเงินรางวัล เงินทุนการศึกษา พวกเขายังได้สุขภาพที่ดีและชีวิตที่ดี

สิ่งหนึ่งที่ต้องการ คือ ให้ทุกคนมีความสุข เราเองเป็นนักธุรกิจที่มุ่งมั่นและชอบเรียนรู้ทุกด้าน แต่จะต้องไม่ลืมคนรอบข้าง เวลาที่เราสอนหรือให้คำแนะนำเด็กหรือพนักงาน เมื่อเด็กคนนั้นทำตามและประสบความสำเร็จ เราก็มีความสุขและเขาก็มีความสุข สิ่งสำคัญที่ต้องการให้พนักงานเรียนรู้ คือ วินัยการออม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาในวัยเกษียณ”

สุดท้าย เปิ้ลฝากข้อคิดว่า วิชาชีพบนโลกนี้มีหลายอย่าง ครั้นพอชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งแล้ว จะต้องไม่ท้อถอยและจะเรียนรู้ในด้านอื่นๆ ต่อไป

“เพราะถ้ามีคนในองค์กรที่มีความรู้รอบด้านและสามารถจูงมือแนะนำคนรอบข้าง และช่วยผลักดันให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ธุรกิจและองค์กรนั้นจะเข้มแข็งและมีความสุข”

ชญาน์นันท์ ชเนศวงศ์ภัทร ‘แบ่งให้น้องอิ่ม… กอดให้น้องอุ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573245

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 10:08 น.

ชญาน์นันท์ ชเนศวงศ์ภัทร ‘แบ่งให้น้องอิ่ม... กอดให้น้องอุ่น’

โดย แมงโก้หวาน

ชญาน์นันท์ ชเนศวงศ์ภัทร หรือ “ยูอิ” ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสซะระดะ ฟู้ดส์ โปรดักส์ เจ้าของธุรกิจสลัดแบรนด์ “มิสซะระดะ” (Ms.Sarada) และร้านสลัด “มิสซะระดะ สลัดคาเฟ่” (Ms.Sarada Salad Cafe) อยู่ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก นอกจากรูปลักษณ์หน้าตาสวย ผิวพรรณดี จิตใจยังงดงามอีกด้วย

ยูอิได้จัดโครงการ “แบ่งให้น้องอิ่ม…กอดให้น้องอุ่น” เพื่อต้องการแบ่งปันน้ำใจให้กับน้องๆ นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ การคมนาคมลำบาก ไม่มีไฟฟ้า และไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐและสังคม ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้เป็นเด็กชาวเขา ครอบครัวยากจน

“โครงการจัดมาแล้ว 2 ครั้งค่ะ ครั้งแรกยูอิทำกับครอบครัวด้วยเงินไม่กี่พันบาท ไปที่โรงเรียนใน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ครั้งที่ 2 ก็ไปทำที่โรงเรียนใน อ.อุ้มผาง จ.ตาก เช่นกัน ซึ่งครั้งที่ 2 นี้เป็นความตั้งใจอยากชวนผู้ใหญ่ใจดีให้มาร่วมบุญกัน ก็ประกาศลงทางเฟซบุ๊ก ปรากฏมีเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ใจดีบริจาคร่วมบุญมาเยอะทั้งเงินและสิ่งของ และมีหลายคนก็ร่วมเดินทางไปด้วย

ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นครั้งที่ 3 เรานำน้ำใจไปมอบให้กับเด็กๆ ที่ ศศช.บ้านห้วยปูหลวง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ที่อยู่บนดอยและห่างไกลเมืองจริงๆ ว่ากันว่าการเดินทางจากข้างล่างเพื่อขึ้นไปที่ ศศช.บ้านห้วยปูหลวงนั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง และคณะของเรากว่าไปจะไปถึงก็เวลา 16.00 น. เนื่องจากรถเสียกลางทาง

ที่นี่มีนักเรียนประมาณ 80 คน มีทั้งเด็กประถมกับมัธยมคละกัน แต่มีครูอยู่สองท่านทำหน้าที่แม่พิมพ์ด้วยจิตใจที่สูงส่ง มีจิตวิญญาณของความเป็นครูเต็มเปี่ยม นับเป็นบุคคลที่หาได้ยาก จากการที่ได้พูดคุยกับท่าน ยิ่งศรัทธาในจิตใจที่เสียสละของครู ท่านว่าชั่วโมงนี้สอน ป.1 ชั่วโมงถัดไปสอน ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3

ไหนจะต้องทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กอีก ยิ่งกว่านั้นบางครั้งก็ต้องควักทุนจากเงินเดือนตัวเองมาซื้อของโน่นนี่นั่น บอกได้เลยว่าอยู่ที่นี่ชีวิตไม่ได้สะดวกสบาย แต่คุณครูมีความสุขมากค่ะ”

ยูอิ เล่าว่า สิ่งที่นำไปมอบให้นักเรียนและโรงเรียน ได้แก่ อุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด ดินสอ ปากกา สี ยารักษาโรค อาหารแห้งสำหรับประกอบอาหารกลางวัน อาหารสำเร็จรูป นมกล่อง ขนมที่เก็บไว้กินได้นาน เมล็ดพันธุ์ในการปลูก เสื่อน้ำมัน ตู้ใส่หนังสือ โน้ตบุ๊ก เสื่อน้ำมัน เป็นต้น รวมทั้งได้ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงเด็กๆ ครูและผู้ที่มาร่วมงาน

“ของทุกอย่างที่เรานำไปประมาณ 4-5 คันรถปิกอัพล้วนแล้วเป็นของที่จำเป็นสำหรับโรงเรียนและเด็กๆ บางอย่างโรงเรียนขาดแคลนและอยากได้ เช่น อุปกรณ์การเรียน เสื่อน้ำมัน ตู้ใส่หนังสือ และโน้ตบุ๊ก โดยโน้ตบุ๊กนั้นทางคุณครูบอกว่าอยากให้นักเรียนได้ฝึกพิมพ์และเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ เพราะต่อไปบางคนพอเรียนจบ ม.3 ไปเรียนรู้ต่อที่อื่นจะได้ใช้เป็น

ของอื่นๆ เช่น ของเล่น ขนม ก๋วยเตี๋ยว ก็อยากให้น้องได้เล่นและมีความสุขกับการกิน จัดให้ตามเสียงเรียกร้อง อิ่มอร่อยทุกคน ส่วนอาหารแห้ง ยารักษาโรค ก็มองว่าเป็นความจำเป็น อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปเอาไว้ให้ทำอาหารกลางวัน ยารักษาโรคไว้ใช้ตอนที่นักเรียนป่วยไม่สบาย”

ยูอิ เล่าว่าสิ่งของต่างๆ ขนมและอาหารที่นำมามอบให้โรงเรียนในครั้งนี้ มีผู้ใหญ่ใจดีมากมายบริจาคมา บางคนบริจาคเป็นเงิน เราก็เอาไปซื้อของที่จำเป็นและที่โรงเรียนต้องการตามที่กล่าวมาข้างต้น บางคนนอกจากบริจาคของแล้วยังนำรถมาช่วยขนของร่วมคณะไปที่โรงเรียนด้วย

“ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกคนที่ได้ร่วมบุญครั้งนี้ด้วยนะคะ งานนี้แม้ว่าจะเหนื่อยในการจัดเตรียมความพร้อมทุกอย่างและการเดินทาง แต่พอไปเห็นหน้าน้องๆ ที่มารอรับตั้งแต่ก่อนเที่ยง ตามกำหนดการคณะเราต้องไปถึงบ่ายโมง แต่ไปถึงจริง 4 โมงเนื่องจากรถเสียน้องก็ยังรอเราอยู่

พอไปถึงเสียงดีใจของน้องๆ ทำให้ทุกคนที่ไปกันประมาณ 20 คน มีพลังใจและมีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสของเด็กๆ ทุกคนได้รับของเล่น ได้กินก๋วยเตี๋ยว ได้รับแจกขนม ขณะที่คณะเราเองก็มีความสุขกับการต้อนรับของน้องๆ และคุณครูอย่างอบอุ่นด้วยเสียงเพลงซึ้งๆ ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงโรงเรียนของพวกเขาให้พวกเราได้รู้”

เธอเล่าที่มาของการทำโครงการว่าเริ่มจากตอนที่ทำธุรกิจสลัดเมื่อปี 2559 ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าถ้าวันหนึ่งธุรกิจไปได้ดี ก็อยากจะแบ่งปันสิ่งที่มีเท่าที่จะทำได้และให้แก่คนอื่นและจะทำต่อไป

“ช่วงทำธุรกิจแรกๆ ก็เจออุปสรรคเหมือนกันค่ะ แต่ก็มีคนช่วยเหลือและผ่านมาได้ ดังนั้นยูอิเข้าใจความรู้สึกของการเป็นผู้รับเป็นอย่างดี ยูอิจึงอยากเป็นผู้ให้บ้าง เวลานี้ธุรกิจดีขึ้นลูกค้าตอบรับดีสนใจแฟรนไชส์มากขึ้น ล่าสุดเราก็เปิดโรงงานเล็กๆ ที่เครื่องมือทันสมัยขึ้น พื้นที่กว้างขวางขึ้นสำหรับการผลิตและเก็บสินค้า เช่น น้ำสลัด น้ำสต๊อก ผักสลัด เป็นต้น”

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ นี้ของยูอิได้ที่เฟซบุ๊ก “ชื่อ ยูอิ ชญานันท์” ส่วนถ้าอยากทำธุรกิจกับเธอสามารถเข้าไปดูได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Ms.sarada foods หรือที่เว็บไซต์ http://www.mssaradafoods.com

ณัฐธิดา สงวนสิน ‘บัซซี่บีส์’ เบื้องหลัง… เก็บแต้มแลกของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573242

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

ณัฐธิดา สงวนสิน ‘บัซซี่บีส์’ เบื้องหลัง... เก็บแต้มแลกของ

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

การพัฒนาด้านบริการที่ไม่หยุดนิ่ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งการให้บริการแพลตฟอร์ม CRM หรือการบริหารด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยเฉพาะด้านการสะสมคะแนนหรือรีวอร์ด เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์หรือพรีวิลเลจของรางวัลต่างๆ เป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการทั้งหลาย รวมถึงผู้ใช้บริการทั้งหลายเองด้วย

ปัจจุบันบริษัท บัซซี่บีส์ (Buzzebees) เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่คอยให้บริการด้าน CRM และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 80-90% มี ณัฐธิดา สงวนสิน เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบริษัท

ปัจจุบันบัซซี่บีส์มีรายการสินค้าพริวิเลจและบริการสูงถึง 3 หมื่นแคมเปญ และมีสมาชิกเข้ามาชมสิทธิพิเศษต่างๆ สูงสุดถึง 20 ล้านครั้ง/เดือน สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าได้มากกว่า 50 ล้านคน เรียกได้ว่าเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังคะแนนหรือรีวอร์ดต่างๆ ที่เราๆ ท่านๆ นำไปแลกสิทธิประโยชน์ ตั๋วหนัง หรือสิ่งของต่างๆ นั่นเอง

ณัฐธิดา กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเรา คือต้องการให้แบรนด์ของลูกค้าเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้นผ่านรอยัลตี้ โปรแกรมบนมือถือ ดังนั้นสิ่งที่ทำขั้นแรกต้องคุยกับแบรนด์ขนาดใหญ่ เพื่อรับผลิตแพลตฟอร์มให้ และเมื่อมีการเก็บสะสมคะแนนหรือรีวอร์ดเกิดขึ้น เราก็จะจัดหาของรางวัลหรือพริวิเลจให้ด้วย พูดง่ายๆ คือเรารับทำทั้งหมดตั้งแต่งานหน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน ทำทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของพริวิเลจ

“เราจะทำหน้าที่ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์ม การเชื่อมโยงระบบไอทีหลังบ้านให้ รวมถึงการติดต่อจัดหาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ติดต่อร้านค้าแบรนด์ต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหารต่างๆ รวมถึงบริการคอลเซ็นเตอร์ การจัดส่งสินค้า”

ณัฐธิดา เล่าให้ฟังว่า การเจรจาตกลงกับพวกนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก สมมติว่ามีพริวิเลจอยู่ 30 ชิ้น ชิ้นหนึ่งในร้านมี 2,500 เจ้า เป็นงานที่ต้องใช้ระบบไอทีมากๆ

“หากคุยกับเราก็ทีเดียวจบ เราทำหลังบ้านให้เชื่อมต่อระบบเข้ามา พอถึงสิ้นเดือน เราก็ส่งข้อมูลให้แบรนด์เก็บเงิน แบรนด์ก็จ่ายเงินให้เราที่เดียว แทนที่จะต้องไปจ่าย 2,500 แห่ง

นอกจากนี้ การวางกลยุทธ์ด้านพริวิเลจเป็นส่วนสำคัญ สมัยก่อนคนทำพรีวิเลจชอบให้มีที่โรงแรม สายการบิน แต่ชีวิตหนึ่งคนไปโรงแรมกี่ครั้ง ไปน้อยมาก แต่ถ้าถามว่าเดือนหนึ่งเรากินของที่ร้านสะดวกซื้อกี่ครั้ง ตอบได้เลยว่าเยอะจนจำไม่ได้

ดังนั้น พริวิเลจที่ดีต้องมีความถี่และมีรางวัลใหญ่ให้ เป็นกลยุทธ์ในการจัดต้องให้เหมาะสม และรวมไปถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ด้วย รวมไปถึงอี-คอนเทนต์อย่าง JOOX และ iflix

อย่างเซ็นทรัลเป็นเจ้าเดียวที่เราสามารถไปแลกสิทธิเวาเชอร์เซ็นทรัลได้โดยไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ถ้าเป็นสมัยก่อนแบรนด์จะแจกเวาเชอร์เซ็นทรัลต้องให้เมสเซนเจอร์วิ่งไปที่เซ็นทรัล ซื้อมาเก็บใส่เซฟ มาใช้เบิก ส่งไปรษณีย์ หายบ้าง ไม่หายบ้าง

แต่ปัจจุบันลูกค้าสามารถเอาโค้ดไปโชว์ที่เซ็นทรัลและใช้ได้เลย ลดโลกร้อนไป 2 ล้านทรานแซกชั่น ต่อไปเทสโก้ โลตัสก็เช่นกันไปโชว์โค้ดที่เทสโก้ โลตัส ตัดที่แคชเชียร์เลย โดย 100% ที่เป็นแบบนั้น คือ เราทำในตลาดนี้เป็นมาร์เก็ตแชร์ที่สูงมาก เพราะต้องใช้ไอทีเชื่อมต่อเข้าไปที่แบรนด์”

เมื่อพูดถึงตัวบัซซี่บีส์แล้ว ณัฐธิดา บอกว่า ก็เกิดมา 6 ปีได้แล้ว ปี 2561 ก็ปีที่ 6 ทำธุรกิจอยู่ใน 9 ประเทศ มีทั้ง ไทย เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย แคเมอรูน ไอวอรีโคสต์ และกานา มีคนเข้ามาใช้งานแอพประมาณ 1.2 ล้านคน/วัน ผู้ใช้งานมากว่า 50ล้านคนขึ้นไป มีคะแนนออกไปแล้ว 1.1 หมื่นล้านคะแนน มีผู้ใช้งานสูงสุด 1 หมื่นคน/วินาที (ที่ระบบรองรับได้ ณ วินาทีเดียวกัน)

“เราจึงเป็นผู้ใช้ระบบคลาวน์ โซลูชั่น ของไมโครซอฟท์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รองจากธุรกิจแบงก์ ถามว่ามีผู้ใช้บริการมากๆ อย่างนี้ เคยมีแฮ็กเกอร์มาก่อกวนไหม แน่นอน แม้จะมีระบบป้องกันดีแค่ไหน แต่ก็เคยโดนแฮ็กเกอร์โกงเหมือนกัน เขาไปเอาไข่ต้มที่ร้านสะดวกซื้อ เพราะตอนนั้นไข่ต้มเป็นพริวิเลจที่ฮิตมากๆ แต่เขาทำแบบพื้นๆ ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เพียงแค่อยากลองของ

ที่เรารู้เพราะร้านสะดวกซื้อโทรมาบอกเองว่า มีเหตุการณ์ผิดปกติ เพราะคนอื่นเขาแลกแค่ฟองเดียว แต่รายนี้แลกไป 40 ฟอง และไม่ใช่แลกครั้งเดียว มาแลกทุกวัน กระจายไปตามสาขาต่างๆ

เราก็ตรวจสอบไป ก็พบเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทำอะไรเขา เพียงแต่เราบอกวิธีป้องกันกับทางแบรนด์หรือลูกค้าไป แต่ทางแบรนด์ก็ปล่อยไป เพราะการลงทุนป้องกันระบบนั้น แพงกว่าค่าไข่ต้มมากๆ และสุดท้ายเขาก็คงเบื่อ แล้วเขาหยุดทำไปเอง

ดังนั้น สิ่งที่เราทำเกี่ยวกับพริวิเลจ เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมประเทศไทย ทำให้ตลาดคึกคักมากขึ้น และช่วยเรื่องดิจิทัล ทรานแซกชั่นเยอะมาก

อย่างปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวมากที่สุด ก็เป็นกลุ่มแบงก์ กลุ่มไฟแนนซ์และกลุ่มประกันภัย เพราะกลุ่มพวกนี้ต้องการสร้างความแตกต่างและต้องการสื่อสารถึงลูกค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะการติดต่อผ่านสมาร์ทโฟน”

บัซซี่บีส์จึงเป็น CRM รุ่นใหม่ ณัฐธิดา ชี้ว่าถ้าเป็นรุ่นเก่าต้องรู้ชื่อ นามสกุล เบอร์โทร อายุ ถามว่าทำไมต้องรู้ เพระสมัยก่อนติดต่อลูกค้าต้องส่งจดหมายไปให้

“แต่สมัยนี้เราบอกได้ว่าผู้หญิงอายุ 40 ปีคนนี้มีรถ ซื้อประกันประเภทนี้ รู้ว่าเขามีไลฟ์สไตล์อย่างไร? รู้ว่าตอนเช้าเขาดื่มกาแฟ เล่นฟิตเนสทุกเย็น ชอบกินอาหารญี่ปุ่น เรารู้ และสิ่งที่เราทำคือ เอาข้อมูลทั้งสองอันมาบวกกัน มาประมวลผลแล้วเสนอเป็นพริวิเลจออกมาตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เราเป็นคนทำให้และนี่เป็นเบื้องหลัง”

นภสินธุ์ เพ็ชรสุข ใส่ใจทุกรายละเอียดในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573040

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

นภสินธุ์ เพ็ชรสุข ใส่ใจทุกรายละเอียดในบ้าน

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสเต็มไปด้วยร้านรวง อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ตึกสูงใหญ่ หากในซอยสุขุมวิท 66 ยังเหลือพื้นที่ 1 ไร่ สำหรับบ้านหนึ่งหลัง ซึ่งเจ้าของ คือ “นภสินธุ์ เพ็ชร์สุข” นักธุรกิจด้านสิ่งก่อสร้าง ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Slipform บ้านหลังนี้ถูกรายล้อมด้วยตึกสูงใหญ่เกือบรอบทิศ

ผืนดินนี้เป็นของตระกูลนภสินธุ์เกิดและเติบโตที่นี่ เมื่อถึงเวลาแยกบ้านจากพ่อแม่ เขาจึงเลือกสร้างบ้านอีกหลังในพื้นเดียวกับบ้านหลังเดิม

การได้อยู่ในรั้วเดียวกับพ่อแม่ สามารถดูแลท่านได้ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่เขาตระหนักเมื่อจะสร้างบ้าน เหตุนี้บ้านหลังใหญ่ 3 ชั้น ด้านหน้าทางเข้าสู่ตัวบ้าน จึงมีทางลาดชันสำหรับรถเข็นรองรับผู้สูงวัยทั้งปัจจุบันและในอนาคต

“ผมอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด และบ้านหลังแรก (หลังข้างๆ) ก็มีอายุมากกว่า 50 ปี คนรุ่นผมมีความรู้สึกติดที่ เราจะย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ได้ แต่เราผูกพัน เคยวิ่งเล่นแถวนี้แต่ก่อนเป็นสวน มีท้องร่อง หลังบ้านยังมีสีเขียว มีท้องร่องให้เห็น เป็นที่ของญาติยังไม่มีโครงการทำอะไร เขาอยากรักษาแบบนี้ ผมก็เลยได้วิวสวนหลังบ้าน มีต้นมะพร้าว มะม่วง ขี้เหล็ก เป็นไม้ขึ้นเอง ต้นไม่สูงมากหน้าบ้านเป็นสตูดิโอของน้องชาย ข้างบ้านก็เป็นลานโล่งติดกับรถไฟฟ้า ตอนนี้ใช้เป็นลานจอดรถของญาติ ซึ่งอีกหลายปีเราจะยังได้วิวโล่งๆ แบบนี้ แต่มองไปไกลๆ นี่ตึกสูงเต็มไปหมด ปีหน้าก็จะมีสร้างขึ้นอีกด้านหลังสตูดิโอ”

นภสินธุ์ มีโจทย์ให้ดีไซเนอร์ในการออกแบบบ้าน ง่ายๆ กว้างๆ คือ ขอบ้านโล่งๆ ดูแล้วสบายตา เป็นธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่ได้มาและเห็นชัดคือ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างบ้านเป็นไม้จริง หินจริง และเน้นให้เห็นพื้นผิวชัดเจนพื้นที่ในบ้านทางเดินเชื่อมต่อกันหมด ไม่มีเสามาเกะกะรกสายตา มีห้องเยอะแต่ห้องถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผนังไม้บานใหญ่ มีประตูขนาดใหญ่แนบชิดอยู่ ถ้าไม่ผลักก็ไม่รู้ว่าเชื่อมต่อกับอีกห้องได้

“ผมบอกดีไซเนอร์ ครอบครัวมีสมาชิก 4 คน พ่อแม่ลูกชายลูกสาว เขาดีไซน์เป็น 3 ชั้น กลัวข้างล่างเสียพื้นที่ บวกกับช่วงนั้นคุณพ่อป่วย ก็เลยได้มานอนห้องข้างล่าง ตอนนี้คุณพ่อเสียแล้ว ในอนาคตก็จะดัดแปลงเป็นออฟฟิศ มีที่จอดรถได้ 4 คันยังมีเหลือพื้นที่ด้านหน้า ตั้งใจจะทำสระว่ายน้ำขนาดแค่พอให้ลูกได้ว่ายเล่นสนุก เพราะตอนนี้ลูกเพิ่ง 2 ขวบบ้านดูจากภายนอกเหมือนสูง ทางขึ้นเหมือนสูงมาก แต่จริงๆ เรามีห้องข้างล่าง แล้วเราทำทางขึ้นแบบลาดชัน วีลแชร์เข็นขึ้นได้ วัสดุใช้เป็นหินธรรมชาติ หินกาบสีเทาดำ หินแกรนิต ช่างเน้นทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ พื้นในบ้านมีทั้งหินอ่อน และไม้สัก หินอ่อนช่วงทางเข้าบ้านกับโซนห้องครัวกินข้าว ผนังก็นำหินมาตัดแล้วติดหินเข้าไปให้เห็นความดิบของวัสดุ เน้นประตูไม้บานใหญ่เป็นผนังปิดทึบได้เลย”

บ้านหลังนี้สร้างแล้วเสร็จเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หากภายในยังมีการตกแต่งเรื่อยๆ “เราไม่รีบ เพราะอย่างตอนนี้ลูกๆ ก็นอนห้องเดียวกับเรา ผมว่าเราเลือกที่มันถูกใจ เพราะเรายังไม่ได้ใช้งานเต็มที่ แล้วผมชอบงานที่แปลก บางอย่างต้องสั่งทำโต๊ะเก้าอี้ตรงห้องกินข้าวเลือกเป็นปีกว่าจะถูกใจ โต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ยาวท็อปด้วยกระจก เก้าอี้เบาะหุ้มหนังแท้ วัสดุไม้แท้ ของคนไทยทำ เฉลี่ยต่อตัวเกือบหมื่นบาท

“โต๊ะกินข้าวเชื่อมต่อกับครัวฝรั่ง โต๊ะกลางท็อปด้วยหินอ่อน มีเก้าอี้ไม้ทรงสูง ห้องครัวคุมโทนสีดำ แล้วมองเห็นห้องรับแขก ซึ่งตอนนี้เป็นสนามเล่นของลูก ถ้าแม่ทำกับข้าวก็มองเห็นลูกได้ตลอดเวลา คืออยู่ส่วนไหนของบ้านก็มองเห็นกัน ได้ยินเสียงกันหมด ถ้าไม่เข้าห้องนอนปิดประตู”

บริเวณโถงเข้าบ้าน เพดานสูง ใช้กระจกเป็นหลังคา แบบสกายไลต์ ทำให้ได้รับแสงธรรมชาติตลอดทั้งวัน และแสงแดดในอุณหภูมิไม่ร้อนจัด มีเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นที่แสงแดดลงเต็มๆ เพราะได้ผ่านการคำนวณทิศทางแสงมาแล้ว

“ผมชอบแสง บ้านหลังนี้มีโคมไฟเยอะมาก มากลางวันได้อีกแสงหนึ่ง มากลางคืนได้อีกแสงหนึ่ง มันช่วยให้อารมณ์ของบ้านแตกต่างกัน จะว่าผมขี้เบื่อก็ได้(หัวเราะ)”

ข้างบนมีห้องนั่งเล่นดูทีวี มีห้องพระ และ 2 ห้องนอนใหญ่ ภายในมีห้องน้ำและห้องแต่งตัว “ข้างบนผมให้โจทย์ว่าจะต้องเดินจากห้องพ่อแม่ไปหาห้องลูกได้ แบบไม่มีอะไรกั้นห้องน้ำตั้งใจว่า มองออกไปให้เห็นสวนเล็กๆ ก็จัดไม้กระถาง แต่อีกห้องหนึ่งได้วิวสวนจริงๆ เลย แล้วห้องน้ำเป็นห้องที่ใช้เงินในการตกแต่งเยอะกว่าทุกห้อง แพงแบบหน้ามืด ใช้วัสดุที่ดี กระเบื้องนำเข้า เฟอร์นิเจอร์สั่งทำ ดีไซน์เองเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ของเรา”

ที่กั้นบันไดและในส่วนทางเดินด้านบนใช้เป็นกระจกเพื่อความโปร่งโล่ง และยังช่วยให้มิติของแสง และมีระเบียงรอบบ้าน

“ระเบียงช่วยทำให้บ้านมีมิติ และเปิดรับลม แต่ผมเบื่อเรื่องฝุ่น แถวนี้มีการก่อสร้างเยอะ แต่เรื่องลมถูกใจมาก แล้วที่ใช้กระจกความตั้งใจของผม เปิดประตูเข้าบ้านมามองขึ้นไปข้างบนเจอห้องพระ ซึ่งเราใช้ผนังกระจก ด้านหลังก็เป็นทางเดินลงชั้นหนึ่ง แล้วมีระเบียง ติดตั้งชิงช้า มีโคมไฟซึ่งใช้เวลาเลือกนาน เป็นแบรนด์คนไทยจากเชียงใหม่ เข้ามาก็มองเห็นระเบียงนี้สวยชัดเลย”

หากมองจากภายนอกตัวบ้าน เหมือนมีบ้าน 2 หลัง เพราะกำแพงหินกาบเสมือนแบ่งสัดส่วน ซึ่งกำแพงนี้เป็นผืนเดียวกันทั้ง 2 ชั้น ตั้งแต่นอกบ้าน มาถึงในบ้าน ทะลุไปถึงระเบียงหลังบ้าน แล้วตัดช่องว่างให้เป็นทางเชื่อมกับห้องรับแขก

“บ้านในหัวผม ตอนแรกผมอยากได้บ้านเล็ก แต่พอทำใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามจินตนาการของเรา ดูจากยูทูบชอบถูกใจตรงไหนแล้วมาตกผลึก โดยสำคัญเลยคือ ผมอยู่ห้องทำงาน ภรรยาอยู่ในครัวสามารถคุยกันได้ เราต้องการความรู้สึกเชื่อมถึงกันหมดเราพยายามไม่ตกแต่งเยอะ เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ตู้ทุกอย่างถูกซ่อนหลังผนังไม้ เพราะเมื่อก่อนเราอยู่บ้านที่มีข้าวของเยอะ หลังใหม่ก็อยากได้ของน้อยๆ ดูสบายตาผมกลับบ้านทุกวัน ยกเว้นไปต่างประเทศ กินข้าวเช้าเย็นที่บ้าน ผมติดบ้านติดที่ ผมชี้ได้ทุกจุดว่าในบ้านนี้ ส่วนไหนทำจากอะไร ทุกขั้นตอนเราเห็นหมด ทำไมถึงดีไซน์นี้ มันยิ่งทำให้ผูกพัน ถึงจะอยู่มาเพียง 2 ปีกว่า แต่ทุกอย่างในบ้านนี้เราเลือกเองหมด”

ปลูกผักและต้นไม้ การลงทุนที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/573037

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ปลูกผักและต้นไม้ การลงทุนที่ยั่งยืน

เรื่อง กั๊ตจัง

ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนในโลกใบนี้ที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา แม้กระทั่งงานที่เราคิดว่ามั่นคงที่สุด หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจที่มั่นคงที่สุดก็อาจจะไม่ใช่เช่นนั้น แต่การลงทุนที่มั่นคงที่สุดคือการลงทุนสร้างชีวิตของตัวเองให้มั่นคงด้วยการพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด หาเงินและดูแลเงินอย่างชาญฉลาดด้วยตัวเราเอง

จนกระทั่งชีวิตได้เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนมุ่งตรงสู่เป้าหมายความสงบสบายอย่างที่คาดหวัง และกำเงินไปสู่การลงทุนก้อนสุดท้ายด้วยการลงทุนไปกับต้นไม้และพืชผักสวนครัว ชีวิตเราเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อถึงเวลาที่เรี่ยวแรงถดถอย ความสุขเล็กๆ เวลาได้อยู่บ้านกับการมองชีวิตที่สร้างขึ้นกับมือ เป็นความสุขที่ได้ทั้งสุขภาพที่ดี และมีเงินเหลือใช้

ปลูกผักประหยัดเงิน

การลงทุนปลูกผักในวัยเกษียณเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เราไม่จำเป็นต้องทำสวนขนาดใหญ่เป็นไร่ๆ ขอแค่มีพื้นที่เล็กๆ ริมกำแพงบ้านผนังบ้านสักด้านให้เราปลูกสวนผักแนวตั้ง เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่สามารถเก็บรับประทานได้ตลอดทั้งปี เพียงแค่ปลูกหมุนเวียนกันไปแล้วค่อยๆ เก็บมารับประทานทุกเช้า

การลงทุนปลูกสวนผักแนวตั้งอาจจะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 5,000-12,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบการดูแลแต่ไม่ว่าจะลงทุนระดับใดก็ให้ผลออกมาคล้ายๆ กันคือผักออร์แกนิกที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งช่วยทำให้คุณประหยัดค่าผักสำหรับประกอบอาหารได้อย่างน้อยราวๆ 60 บาท/วัน

หักลบต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย 50 บาท/เดือน คุณจะประหยัดเงินค่าผักไปได้ประมาณ 1,650 บาท/เดือน คืนทุนได้ในเวลาไม่ถึง 10 เดือน ผลผลิตที่เหลือสามารถส่งขายต่อให้กับกลุ่มรับซื้อผักออร์แกนิกและผักไฮโดรโปนิกส์ สร้างรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ อีกทางหนึ่งด้วย

ผักที่นิยมปลูกในสวนส่วนมากแล้วจะเป็นผักสลัด ถั่วผักยาว พริก และผักอื่นๆ ที่เจ้าของบ้านชอบรับประทานเองเสียมากกว่า ซึ่งมีไม่กี่ชนิดที่เรารับประทานกัน เช่น ผักคะน้า แตงกวา ผักชี มะนาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักบุ้ง เป็นพืชผักสวนครัวที่เราซื้อเป็นประจำ

สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมคืออย่าท้อในการปลูกผัก ผักเป็นพืชที่เติบโตง่ายแต่ก็น้อยใจได้ง่ายเช่นกัน อ่อนไหวต่อแมลง และโรคพืช เราจึงต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการปลูกผักแต่ละชนิดเอาไว้ เสียเวลาไม่กี่วันแต่ใช้หากินได้ตลอด

ปลูกต้นไม้สบายใจ

ต้นไม้ทุกต้นมีค่ามีราคามากกว่าที่เราคิด แม้จะเป็นต้นไม้ที่เราปลูกไว้มานานแล้ว ก็สามารถขายได้โดยการติดต่อธุรกิจขายต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ขนาดใหญ่และมีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะขุดขนย้ายได้ ก็สามารถมีรายได้หลักพันบาทต่อต้นโดยเฉพาะต้นไม้ที่โตช้า แต่เมื่อเป็นไม้ใหญ่แล้วจะให้ความร่มรื่นสวยงามอย่างมาก

ไม้ใหญ่ส่วนมากโตช้าแต่ดูแลง่ายอาศัยแค่การให้ปุ๋ยพรวนดินเป็นระยะต้นไม่ก็จะเจริญงอกงามดี นอกจากนี้ข้อดีของการปลูกไม้ใหญ่ก็คือการดูดซับมลพิษและฝุ่นโดยรอบที่จะพัดเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นเจ็บป่วยน้อยลง เสียค่าหมอค่ายาน้อยลง

ตอนกลางวันร่มไม้จะช่วยสร้างความแตกต่างของอุณหภูมิทำให้เกิดลมพัดเย็น ตอนกลางคืนต้นไม้จะคายไอน้ำออกมาส่วนหนึ่งช่วยทำให้อากาศรอบบ้านเย็นขึ้น ทำให้เราประหยัดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศ ทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน เป็นการลดค่าใช้จ่ายให้บ้านโดยไม่รู้ตัว

หากชอบดอกไม้การจะปลูกไม้ดอกก็ดูแลง่ายได้ราคา ตั้งแต่กล้วยไม้ ดาวเรือง ไปจนถึงดอกกุหลาบ คุณอาจจะแบ่งประเภทเป็นไม้ดอกสวยงาม หรือไม้ดอกที่ส่งกลิ่นหอมทั้งกลางวันและกลางคืน หากลงดินแล้วเติบโตแพร่พันธุ์ได้ดี ขยายพันธุ์ได้เอง ส่วนเกินจากพื้นที่ปลูกก็สามารถขุดออกมาขายได้ยิ่งต้นใหญ่ดอกสวยยิ่งได้ราคา

บางครั้งเราก็สามารถใช้เป็นของฝากเวลาไปเยี่ยมเยือนผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากจะชื่นชอบคนที่ให้ต้นไม้ดอกไม้แปลกๆ เพราะต้องการเอามาประดับสวนที่บ้านอยู่แล้ว

ดังนั้นการปลูกต้นไม้ไม่ใช่แค่ปลูกให้มีพื้นที่สีเขียวสบายตา แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและการประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในทางอ้อม แม้จะมีค่าแค่ไม่กี่ร้อยกี่พันบาทแต่เมื่อรวมเป็นปีแล้วก็ถือว่าประหยัดและดีต่อตัวเราเองในอนาคตได้มากกว่าที่คิด

ชวนท รัตตกุล ฟู้ดดี้ผู้หลงใหล ในวัฒนธรรมอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572863

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ชวนท รัตตกุล ฟู้ดดี้ผู้หลงใหล ในวัฒนธรรมอาหาร

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ปั๊ป หรือ ปุ๊ปปั๊ป “ชวนท รัตตกุล” ที่นักกินหลายคนรู้จัก และหลายคนก็อาจจะเริ่มหลงรักเขาแล้วด้วยในตอนนี้ กับฐานะของฟู้ดดี้ นักกินนักชิมเจ้าสำราญ พิธีกรร่วมรายการ Eat with Chefs รายการอาหารใหม่ล่าสุด ผู้หลงใหลในอาหารและวัฒนธรรมที่หลากหลาย จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางไปตระเวนกินมาแล้วทุกมุมโลก ตั้งแต่ร้านมิชลินไปจนถึงสตรีทฟู้ด อินสตาแกรมของเขา puppup_foodlife มีผู้ติดตามมากกว่าหมื่นฟอลโลเวอร์

ปุ๊ปปั๊ป บุตรชายคนเดียวของ ดร.อาณัติชัย รัตตกุล และเยาวณีย์ นิรันดร ผู้แทน คริสตี้ ออกชั่น ประเทศไทย และเจ้าของโรงเรียนนานาชาติเซนต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพ (St.Andrews International School) ย่านสุขุมวิท เขาจบไฮสกูลที่ Harrow School ประเทศอังกฤษ และจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้าน Corporate Finance จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ความหลงใหลในเรื่องอาหาร ต้องย้อนกลับไปในวัย 3-4 ขวบ คุณยาย-ปราณี นิรันดร ซึ่งเลี้ยงดูแลเขามาแต่เล็กเป็นผู้รักในการทำอาหารอย่างมาก คงด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ทุกอย่างซึมซับ ปุ๊ปปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัวกับคุณยาย ดูคุณยายทำอาหาร เป็นลูกมือช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะทำได้ หรือแม้กระทั่งไปจ่ายตลาด ก็ตามติดคุณยายไปทุกครั้ง

“ผมโตมากับคุณตาคุณยายที่จังหวัดสุพรรณบุรี คุณยายทำอาหารอร่อย มีสูตรอาหารไทยหากินยากมากมาย ทั้งหมี่กรอบชาววัง ปลาตะเพียนต้มเค็ม และอีกหลายอย่างที่อร่อยมาก”

อายุ 11 ปี ไปเรียนหนังสือที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากคุณยายไปเสียนาน แต่หัวใจที่รักชอบการกินการทำอาหารไม่หายไปไหน ทั้งๆ ที่ก็ต้องบอกว่า ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษนั้น การกินอยู่ก็เป็นไปแบบประทังชีวิต เจ้าตัวใช้คำว่า “ตามมีตามเกิด” กินแบบนั้นอยู่ถึง 8 ปี จบไฮสกูลอายุสิบแปดไปเรียนต่อที่สหรัฐนั่นแหละ ถึงได้พบกับความรักความชอบในหัวใจอีกครั้ง

“ค้นพบแพสชั่นของตัวเองว่าคืออาหารเมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นทำธุรกิจขายหนังสือมือสอง ก็เริ่มมีรายได้ เมื่อมีรายได้ก็เดินทางไปหาอะไรกิน ผมเรียนหนังสืออยู่แอลเอและได้รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า เพื่อนกินหายาก”

“กลุ่มเพื่อนกิน” ของปุ๊ปปั๊ปเป็นเพื่อนนักศึกษาที่ชอบกินเหมือนกันจำนวนไม่กี่คน “การเดินทางไปหาอะไรกินกัน” ของพวกเขา คือการขับรถไปซานฟรานซิสโก ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง เพื่อไปกินอาหารที่ร่ำลือหรืออยากกินสักจานหนึ่ง ปุ๊ปปั๊ปใช้คำว่า เป็นการตระเวนกิน ที่เมื่อว่างก็จะนั่งลงทำลิสต์หรือรายการอาหาร ที่จะดั้นด้นเดินทางไป จำได้ว่าโพยยาวเป็นหางว่าว

หลายคนถามว่า บ้าหรือเปล่า สมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ปุ๊ปปั๊ปกับกลุ่มเพื่อนกินของเขาบุกตระเวนไปในรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐ จึงเป็นอะไรที่สร้างความแปลกใจให้ผู้คนรอบข้างอยู่พอสมควร และก็เป็นช่วงนี้เองที่ปุ๊ปปั๊ปหลงรักไวน์ พวกเขาไปที่นาป้า วัลเลย์ คาลิฟอร์เนีย เมืองที่เต็มไปด้วยไร่องุ่น เมืองของคนรักไวน์ ที่นั่นปุ๊ปปั๊ปถึงกับเข้าเรียนในคลาสไวน์ กินอาหารกับไวน์ให้อร่อย และเริ่มสะสมไวน์ดีๆ มาตั้งแต่นั้น

ปุ๊ปปั๊ปกลับเมืองไทย แต่ยังไม่ทำธุรกิจอาหารที่ชอบ เขาทำงานด้านไอบีเป็นที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Invesment Banking ที่บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จากนั้นย้ายมาทำไอบีที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ก่อนจะลาออกเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัว เป็นประธานบริหาร โรงเรียนเซนต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพ เมื่อธุรกิจโรงเรียนมั่นคง ได้ปลีกตัวมาทำร้านอาหาร เขาคือผู้ก่อตั้งและผู้จัดการร้านอาหารญี่ปุ่นที่โด่งดัง TenYuu

“ผมชอบในสิ่งที่ท้าทายชีวิต ผมท้าทายตัวเองในธุรกิจร้านอาหารและกระโจนเต็มตัว เท็นยู สาทร เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่พัฒนาแบรนด์จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันขายธุรกิจไปแล้ว และกำลังกระโจนเข้าสู่สิ่งท้าทายอันดับต่อไป”

ปัจจุบันเขาร่วมกับเชฟแรนดี้-ชัยชัช นพประภา เชฟหนุ่มมากฝีมือ เจ้าของและหุ้นส่วนร้าน Fillet ทั้งคู่ร่วมกันเป็นผู้ดำเนินรายการ Eat with Chefs รายการอาหารรูปแบบใหม่ ที่เจาะลึกและสำรวจวิธีคิดของเหล่าเชฟคนดัง เผยเบื้องหลังอาหารจานเด็ดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากตัวตนของเชฟแต่ละคน

“อาหารจานหนึ่งผ่านความหลงใหลในวัตถุดิบ เครื่องปรุง ผ่านการสั่งสมเทคนิคและประสบการณ์อย่างไร จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่ใครๆ ต้องไปกิน เราพาไปตะลุยอาหารร้านโปรด ตั้งแต่ร้านหรูแบบไฟน์ไดนิ่งหรือสตรีทฟู้ดข้างทาง”

สำรวจความชอบ วิธีคิด วิธีมองโลกผ่านอาหารที่เชฟโปรดปราน ปุ๊ปปั๊ปเล่าว่า นี่คือจุดแข็งของ Eat with Chef รายการพาไปร้านที่เชฟกิน ดูว่าเขาเลือกอย่างไร ความพิเศษ ตัวตน อินไซด์หรือข้อมูลลึกๆ ที่นักกินนักดื่มต้องรู้ ความอร่อยเป็นแค่เบื้องต้น อาหารหนึ่งจานนั้น นอกจากส่วนผสมของรสชาติแล้ว คือเรื่องราว คือความเข้าใจความเข้าถึงความคิดของเชฟ

“เอนจอย อีทติ้ง-ได้ แอพพรีชิเอท-ไม่เสมอไป สำหรับผมอาหารไม่ใช่สิ่งที่แค่ถ่ายรูปออกมาสวย นั่นไม่ใช่ความอร่อย แต่เป็นความไร้จิตวิญญาณในการทำอาหารที่สุด”

ได้มีโอกาสพบฟู้ดดี้ตัวจริงเสียงจริงทั้งที อยากรู้ว่าปุ๊ปปั๊ปชอบกินอาหารอะไรมากที่สุด เจ้าตัวยิ้มกว้างตอบว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ บางทีก็ชอบมากที่จะได้กินผัดกะเพราหมูกรอบดีๆ สักจาน และแน่นอนที่สุดที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเมื่อนั้น ได้แก่ หมี่กรอบชาววังและปลาตะเพียนต้มเค็มสูตรของคุณยายปราณีนั่นเอง ปัจจุบันคุณยายอายุ 86 ปีแล้ว

สำหรับอาหารต่างประเทศ ชอบกินอาหารญี่ปุ่น เนื่องจากหลงรักวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่เหมือนศิลปะกินได้และความล้ำเลิศของความเรียบง่าย โดยส่วนตัวมองว่า อาหารทุกประเทศในโลก ต่างสื่อสารวัฒนธรรมของคนประเทศนั้นๆ ความหอม ความละมุน ความเผ็ดร้อนที่สอดแทรก ความแตกต่างกลมกลืน ทั้งหมดคือเสน่ห์ของอาหารที่เขาหลงรัก

ความหลงรักในอาหารและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ ทำให้ปุ๊ปปั๊ปบินไปทั่วโลก งานหลักของเขาอาจกล่าวได้ว่า คือการเดินทางไปกินในสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ร้านอาหารที่เจ้าตัวเองเป็นผู้ปักหมุดหมาย ปกติในแต่ละปีจะบินประมาณ 30-40 ทริป ทริปเพื่อกินบินทั่วโลก ประสบการณ์และเพื่อนใหม่ๆ คือสิ่งที่เร้าใจชายหนุ่ม

ล่าสุดเพิ่งไปมาคือ เกาะฟารอส ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก ภูเขาและน้ำตกที่นั่นสวยมาก ร้านอาหารของที่นี่คือร้านอาหารเพียงหนึ่งเดียวของเกาะ ปุ๊ปปั๊ปบินไปที่เดนมาร์กแล้วต้องเช่าเหมาลำบินต่อไปที่เกาะ ใช้เวลาเดินทางอีกร่วม 4 ชั่วโมง แต่อย่างที่บอกว่าทิวทัศน์สวยจับใจ ขณะที่ประสบการณ์การกินอาหารที่นี่ ก็บอกได้เลยว่าอร่อยและประทับใจมาก

“ทำลิสต์ต้องกินมา 10 ปีแล้วครับ ทุกวันนี้โพยชื่อร้านที่จะต้องบินไปกินมิได้ลดน้อยลงเลย ณ ขณะนี้ก็ประมาณ 400-500 ร้านทั่วโลก และมีแต่จะยาวเหยียดเป็นหางว่าวต่อไปเรื่อยๆ”

ปฏิวัติการ‘นอน’ให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572861

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ปฏิวัติการ‘นอน’ให้ถูกวิธี

เรื่อง พุสดี

ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนไทยถึง 30-40% นอนหลับไม่เพียงพอ และมีจำนวน 10% ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลให้กระบวนการคิดวิเคราะห์และประสิทธิภาพของการทำงานลดลงถึง 3 เท่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคซึมเศร้าได้

เพราะฉะนั้น ปีใหม่นี้ใครที่คิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง แทนที่จะตั้งเป้าหมายยากๆ หรือผิดหวังกับเป้าหมายเดิมๆ ซ้ำๆ อย่างการออกกำลังกาย ไปวิ่งทุกวันหยุด หรือควบคุมอาหาร ลองเปลี่ยนวิธีหันมาสำรวจพฤติกรรมตัวเอง แล้วเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายกว่านั้น ด้วยการปรับนิสัยการนอน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวให้ถูกสุขลักษณะ ตั้งแต่พฤติกรรมการนอน และท่านอนที่ถูกต้อง

พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ไวทัลไลฟ์ (Vital Life) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยถึงเคล็ดลับแห่งการนอนในงานเปิดตัว “เพอร์เฟกต์ สลีป” (Perfect Sleep) โดยอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ว่า โดยเฉลี่ยแล้วการพักผ่อนที่เพียงพอสำหรับวัยผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วัน เพราะจะส่งผลให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ

ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือปัญหาผิวแห้ง มีถุงใต้ตาดำในระยะยาว และถ้ายิ่งนอนน้อยติดต่อกันอาจส่งผลถึงความสัมพันธ์เรื่องของฮอร์โมนบางตัวที่ไปกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำมันบริเวณผิวหน้ามากขึ้น ก็จะทำให้เป็นสิวง่าย รวมถึงโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูร่างกายในขณะหลับ

“หากเราพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ การทำงานของโกรทฮอร์โมนก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และมีปัญหาผิวพรรณตามมาในที่สุด อย่างไรก็ตาม นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือการเลือกปลอกหมอนที่ควรทำจากผ้าคอตตอน เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี หรืออาจเป็นผ้าไหมที่มีผิวสัมผัสนุ่มลื่นไม่เสียดสีกับผิวหน้า”

ขณะที่ วริษา ชั้นบุญ นักกายภาพบำบัดจากคลินิกมายด์ โฮม (Mind Home) เสริมถึงการจัดสรีระที่ถูกต้องในเวลานอนว่า การนอนที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางตัวของกระดูกสันหลังในแนวสมดุล และปริมาณแรงกดทับจากที่นอนที่เหมาะสมต่อกล้ามเนื้อ รวมถึงท่านอนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เรานอนหลับตลอดทั้งคืนได้อย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมให้สมอง จิตใจ และร่างกายได้รับการรีชาร์จ

“จริงๆ แล้วไม่มีท่านอนไหนที่ดีที่สุด เพียงแต่เราต้องรู้ว่าตัวเองนอนท่าไหนแล้วหลับสบาย จากนั้นควรเลือกเครื่องนอนที่ตอบรับกับสรีระและท่านอนของตัวเอง อย่างคนที่ชอบนอนหงายก็ต้องหาเตียงที่มีความแน่นพอดี ทำให้หัว ไหล่ สะโพก เข่าด้านข้าง และตาตุ่มอยู่ในแนวเส้นตรง หรือใกล้เคียงกับแนวเส้นตรงมากที่สุด”

ใครที่ยังไม่แน่ใจว่า พฤติกรรมการนอนของตัวเองถูกสุขลักษณะหรือยัง แวะมาเช็กอินที่ “เพอร์เฟกต์ สลีป” ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ บางนา ศูนย์รวมในการตอบโจทย์แบบครบวงจร เพื่อค้นหาท่านอนและอุปกรณ์การนอนที่สามารถรองรับร่างกายของผู้นอนในขณะหลับได้ดีที่สุดโดยนักกายบำบัดผู้เชี่ยวชาญ

ชีวิตหนี้ บริหารดีก็มีเงินพอใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572854

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ชีวิตหนี้ บริหารดีก็มีเงินพอใช้

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

นอกจากคำว่า ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐแล้ว แต่อีกคำที่มีความหมายไม่แพ้กันก็คือความไม่มีหนี้ถือเป็นลาภอันประเสริฐ สำหรับคนชั้นกลางทั่วไปที่พอมีกินมีใช้ไม่ลำบากนั้นก็ถือว่าชีวิตโชคดีกว่าคนอื่นเยอะแล้ว จะหวังร่ำรวยในยุคข้าวยากหมากแพงแบบตอนนี้นั้นอย่าหวังเลย ที่แย่กว่านั้นก็คือยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาเป็นหนี้ ซึ่งรายได้ที่เข้ามาก็ไม่พอใช้สักเท่าไหร่ แล้วไหนจะต้องแบ่งไปชำระหนี้อีก ยังไม่รวมถึงภาระอื่นๆ อีกมากมาย

หากกำลังมองหาวิธีการที่จะมาช่วยหมุนเงินให้ทันเวลาละก็ มาถูกทางแล้ว วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาดู 7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน จะมีอะไรบ้างลองมาอ่านดูค่ะ

1.ลดค่าใช้จ่าย หากสังเกตได้ว่ารายได้เริ่มจะไม่พอใช้ได้อย่างชัดเจน เราต้องรีบหาทางแก้ไขกันแล้ว โดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำค่าของอุปโภคบริโภคต่างๆ ถ้าเราไม่สามารถลดส่วนนี้ได้มาก จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิง อาหารหรูหรา ท่องเที่ยว ให้ด่วนที่สุดนะจะบอกให้ ถ้าหารายได้เพิ่มไม่ได้ ก็จงลดรายจ่าย

2.สร้างรายได้มากขึ้น ในเมื่อรายได้เริ่มไม่พอใช้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาอะไรทำสักอย่างเพื่อเพิ่มพูนรายได้สักหน่อย อาจจะหางานพาร์ตไทม์ทำ อาชีพเสริม หรือทำงานนอกเวลาที่ไม่ส่งผลกระทบต่องานประจำ เพื่อหารายได้เข้ามาให้มากที่สุด โดยมีหลายช่องทางมากมาย เช่น ขายของตามเทศกาลต่างๆ หลังเลิกงาน หรือหาร้านทำช่วงเสาร์อาทิตย์ หากไม่สะดวกก็หาสินค้ามาขายออนไลน์ได้อีกด้วยนะ

3.หยุดก่อหนี้เพิ่ม นี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเลย ในเมื่อเราเป็นหนี้อยู่แล้ว ก็ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม เพราะถ้าต้องจ่ายทั้งเจ้าหนี้เก่าและเจ้าหนี้ใหม่ รับรองเลยว่าแย่แน่ๆ บางคนอาจจะใช้วิธีการกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบหนึ่งไปเพื่อไปจ่ายหนี้อีกใบ ซึ่งดอกเบี้ยสูงมากอย่างแน่นอน และพวกหนี้นอกระบบลืมไปได้เลยอย่าได้ไปเกี่ยวข้องเป็นเด็ดขาด จะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ยากจะชำระคืนอีกด้วย ทางที่ดีชำระหนี้เจ้าเดิมให้หมดก่อนดีที่สุด

4.งดใช้บัตรเครดิต ปกติหากเราใช้บัตรเครดิตในการจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินให้หนักกระเป๋า แต่ถ้าเราไม่สามารถชำระบิลเรียกเก็บเงินได้เต็มจำนวน แบบนี้ก็เท่ากับสร้างหนี้บัตรเครดิต ทำให้ตัวเองมีหนี้มากกว่าเดิม ถ้าเทียบกับการใช้เงินสด เวลาเราจ่าย จะทำให้รู้ว่าเงินในกระเป๋ามันหายไปในทันที เห็นกับตาเลยว่า เราใช้เงินไปแล้วเท่าไหร่ และเราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น ทำให้ต้องคิดเยอะกว่าเดิม แบบนี้แหละจะได้ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ใช้เงินสดไม่มีก็ไม่ใช้ แต่การใช้บัตรเครดิตเหมือนเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้

5.รีไฟแนนซ์ช่วยได้ หากเราใช้หนี้ไม่ไหวจริงๆ เพราะมันมีมากเหลือเกิน การรีไฟแนนซ์ช่วยได้ โดยการเจรจากับผู้ให้กู้รายใหม่หรือรายเดิม ทำการรวมยอดหนี้ทั้งหมดไว้ในก้อนเดียว จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้กู้ แต่เราต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาในการขอรีไฟแนนซ์ด้วยว่าคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ดอกเบี้ยถูกลงหรือไม่

6.เจรจาขอผ่อนผันกับเจ้าหน้าที่ จริงๆ แล้วสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ไหนๆ ก็อยากให้เราคืนเงินจนครบจำนวนกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าไปเจรจาโดยขอลดดอกเบี้ยลง ขอลดอัตราการชำระหนี้ขึ้นต่ำต่อเดือน ยืดอายุหนี้ ยังไงเขาก็ประนีประนอม อย่างน้อยๆ เราก็ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะชดใช้หนี้ให้เห็นจริงๆ เจ้าหนี้เองก็ไม่อยากให้หนี้เราเป็นหนี้เสีย หรือหนี้สูญ ภาระจะได้เบาลงบ้าง

7.วางแผนการเงิน พอลองคิดๆ ดูแล้ว ที่เราเป็นหนี้ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยวางแผนการเงินหรือเปล่า ที่ต้องทำก็ไม่ได้ยากเลยนะ แค่เราต้องแบ่งเงินรายได้ของเราเป็นส่วนๆ โดยแบ่งเป็น เงินสำหรับการใช้จ่าย เงินสำหรับการออม เงินสำหรับการใช้จ่ายก็สามารถแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็น กับค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ซึ่งถ้างบประมาณตรงนี้เราใช้ไม่หมด เราก็สามารถเอาไปไว้ตรงส่วนเงินออมได้อีกด้วย หากใครกำลังเป็นหนี้ก็อย่าเพิ่งท้อกันนะ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ รับรองปลดหนี้ได้รวดเร็วและสบายใจอย่างแน่นอน วินัยการเงินเริ่มจากตัวเราเองเป็นหลัก

สหรัฐ ลักษณะสุต ชีวิตลิขิตให้ต้องมาเรียนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572753

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

สหรัฐ ลักษณะสุต ชีวิตลิขิตให้ต้องมาเรียนครู

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

สหรัฐ ลักษณะสุต หรือเกม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาที่มากด้วยความสามารถคนหนึ่ง โดยสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณะครุศาสตร์ มาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะสามารถกวาดรางวัลจากการแข่งขันรายการต่างๆ มากมายทั้งประเภทเดียวและทีม อาทิ ประเภททีม ชนะเลิศการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ ระดับภูมิภาค หัวข้อเกี่ยวกับปัญหาสำคัญทางสังคมในโครงการ YSEALI Debate Camp ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานทูตสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี เมื่อเดือน ต.ค.

ชนะเลิศการแข่งขันสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม ประเภทมาราธอน หรือ SDGs Hackathon 2018 ซึ่งจัดขึ้นโดย UNDP และ Youth Co : Lab Thailand โดยมีสมาชิกในทีม 6 คน ภายใต้ชื่อทีม The One Click 1 คลิกเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนชุมชน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า “Big Data” ที่เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลเชิงลึกของทุกๆ ชุมชนทั่วประเทศไทย เพื่อบริการให้กับซีเอสอาร์ (CSR) ทั่วประเทศ

ชนะเลิศจากการประกวดนวัตกรรมการขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศและได้รับโอกาสเดินทางไปนำเสนอนวัตกรรมในงาน UN Forum on Business and Human Rights พร้อมกับคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ กรุงเจนีวา สหพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 26-28 พ.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมทั้งได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นผู้บรรยายหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนในการขับเคลื่อน UNGPs (Roles of the youth in moving forward the UNGPs)” ร่วมกับนักวิชาการจากทั่วโลก ในการประชุมระดับนานาชาติ 2018 United Nations Forum on Business and Human Rights ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติอีกด้วย

ย้อนไปในช่วงเดือน ส.ค. 2561 นิสิตคณะครุศาสตร์ผู้นี้ก็คว้ารางวัลเหรียญทองแดง การประกวดนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับผลงาน “สื่อการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผ่านเกมกระดาน Teenageroous ตอน Let’s build the way of your life”

ผลงานชิ้นนี้มี ดร.ศศิพร พงศ์เพลินพิศ หัวหน้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการผลิตและส่งมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เล่น ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสหรัฐที่ได้ผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา

เกมกระดาน Teenagerous

สหรัฐ พูดถึง Teenagerous game ตอน Let’s build the way of your life ว่าเป็นสื่อสนับสนุนการศึกษาในรูปแบบของเกมกระดานที่มุ่งส่งเสริมนิสัยการรักการอ่านและการพัฒนาทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองที่ปรากฏในเกมกระดานสำหรับนักเรียนมัธยม ทั้งยังเป็นเกมกระดานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า หรือระบบอินเทอร์เน็ตในการเล่นถือเป็นข้อดูของนวัตกรรม ทำให้ผู้เรียนสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ตัวเกมจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ

“วัตถุประสงค์ของการสร้างนวัตกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในระดับชั้นมัธยมศึกษา และใช้เป็นสื่อสำหรับการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษชั้นดังกล่าว ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้นวัตกรรมนี้นักเรียนได้ทบทวนความรู้และฝึกฝนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และฝึกทักษะชีวิตจากบทความหลากหลายที่อยู่ในการ์ด

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสื่อการเรียนรู้จริง เนื่องจากเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในนวัตกรรมเรื่องนี้นำมาจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่จริง ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปแบบของบทความหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในหัวข้อต่างๆ อาทิ ปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์อันสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา” สหรัฐ อธิบาย

กติกาและวิธีการเล่น

ภายในกล่องเกมกระดาน ประกอบด้วย กระดานของเกม ลูกเต๋าสำหรับทอย 1 ลูก หมากเดิน (ตัวการ์ตูนทำขึ้น) สำหรับผู้เล่นใช้เดินตามที่ทอยลูกเต๋าได้ จำนวนขึ้นกับผู้เล่นว่าเล่นกี่คน แต่สามารถเล่นได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โมเดลไอเท็มถนน ไอเท็มแม่น้ำสำหรับสร้างเมืองในอาณาเขตของตัวเอง การ์ดหรือบัตรคำถามภาษาอังกฤษ ทั้งหมด 3 สี สีละ 35 ใบ คือ สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม พร้อมสมุดเฉลยคำตอบ

สหรัฐ อธิบายวิธีการเล่นให้ฟังว่า เริ่มต้นผู้เล่นเลือกหมากประจำตัวจำนวน 1 หมาก เลือกพื้นที่อาณาเขตเพื่อสร้างถนนและแม่น้ำในอาณาเขตของผู้เล่น ทอยลูกเต๋าเพื่อกำหนดลำดับการเล่นตามจำนวนแต้มที่ทอยได้ เมื่อได้ลำดับผู้เล่นแล้ว ผู้เล่นทอยลูกเต๋าและเดินหมากตามลำดับและตามจำนวนที่ได้

“หากผู้เล่นตกที่ช่องสีส้ม (บัตรคำถามพิเศษ) ผู้เล่นจะยังไม่สามารถเปิดบัตรคำถามนั้นได้ในการเดินรอบแรก สามารถเปิดได้ตั้งแต่รอบการเดินที่ 2 เป็นต้นไป หากตกในช่องสีเหลือง ผู้เล่นเลือกเปิดบัตรคำถามสีเหลือง หากตอบคำถามได้ถูกต้อง จะได้รับสิทธิในการสร้างถนนในอาณาเขตของตนเอง 1 ชิ้น หากตกในช่องสีฟ้าผู้เล่นเลือกเปิดบัตรคำถามสีฟ้า หากตอบคำถามได้ถูกต้องจะได้รับสิทธิในการสร้างแม่น้ำในอาณาเขตของตนเอง 1 ชิ้น”

สหรัฐ อธิบายต่อไปว่า หากหมากผู้เล่นไปตกในช่องสะพาน (ช่องสีขาว) ผู้เล่นสามารถข้ามไปช่องสีขาวอีกช่องหนึ่งตามลูกศรได้ทันทีในรอบการเดินนั้น หากหมากผู้เล่นคนใดตกไปอยู่ในช่องเดียวกันกับผู้เล่นคนอื่นที่วางหมากก่อนหน้าให้เดินถอยหลัง 1 ช่อง และไม่สามารถหยิบบัตรคำถาม ไม่มีสิทธิดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นในรอบการเดินนั้น เมื่อเดินหมากครบในแต่ละรอบ (เดินผ่านจุดเริ่มต้น) ผู้เล่นสามารถเลือกรับไอเท็มถนน หรือแม่น้ำได้ครั้งละ 1 ชิ้นเท่านั้น

“ผู้เล่นคนใดสร้างถนนและแม่น้ำในอาณาเขตของตนสมบูรณ์เป็นคนแรกถือเป็นผู้ชนะ หรือผู้เล่นคนใดถูกยึด ถอนถนนหรือแม่น้ำจนหมดทั้งอาณาเขตถือเป็นผู้แพ้ในทันที และหากยังมีผู้เล่นเหลืออยู่มากกว่า 1 ต่อคู่ทีม สามารถดำเนินเกมต่อไปได้จนได้ผู้ชนะตามเงื่อนไขที่กำหนดได้”

ความรู้และทักษะภาษาอังกฤษที่ผู้เล่นได้รับ

สหรัฐ กล่าวว่า ในการ์ดหรือบัตรคำถามภาษาอังกฤษทั้ง 3 สีนั้น จะมีบทความที่เป็นข่าวอ้างอิงมาจากสื่อหนังสือพิมพ์สำนักต่างๆ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ปัญหาสังคม การตั้งครรภ์ก่อนวัยเรียน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาสิ่งแวดล้อม การแนะแนวการศึกษาต่อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ใส่โครงการพระราชดำริดอยตุงให้ผู้เล่นได้ซึมซับความรู้ และมีคำถามที่เป็นทริกสั้นๆ ในบัตรสีส้มให้ผู้เล่นตอบสร้างความสนุกและความรู้

“ภารกิจของการเล่นเกมนี้คือการสร้างเมือง ด้วยการสร้างถนนและแม่น้ำในพื้นที่ตัวเอง วิธีการเล่นเมื่อทอยลูกเต๋าแล้วให้เดินหมากตัวละครไป ลงช่องสีอะไรก็ตาม (ฟ้า เหลือง ส้ม) ให้เปิดการ์ดตามสีนั้น สมมติได้สีฟ้าก็ต้องอ่านบทความแล้วตอบคำถาม ถูกหรือไม่ถูก จะมีใบเฉลยอยู่โดยมีคนคุมเกมอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการที่คอยตรวจคำตอบ ถ้าตอบผิดก็จะมีคำอธิบายต่อว่าผิดยังไง เพื่อให้ผู้เล่นได้รู้ขึ้นไปอีก ถ้าตอบถูกก็รับไอเท็มจากกรรมการไปสร้างเมือง (ถนนและแม่น้ำ) เรื่อยๆ จนกว่าจะครบจำนวนช่อง ใครได้ครบทุกช่องก่อนเป็นผู้ชนะ

อยากบอกจุดประสงค์ของการเล่นเกมนี้ เพื่อให้ผู้เล่นได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษและฝึกทักษะชีวิตในด้านต่างๆ จากบทความและคำถามสั้นๆ ที่อยู่ในการ์ดหรือบัตรคำถาม ซึ่งให้ผู้เล่นอ่านแล้วตอบคำถาม บัตรสีฟ้ามีบทความที่เป็นพารากราฟค่อนข้างยาว เราจึงให้อ่านแบบจับใจความสำคัญแล้วตอบคำถาม ถ้าตอบถูกก็รับไอเท็มแม่น้ำไปสร้างเมืองแข่งกับเพื่อนต่อไป บัตรสีเหลืองเราต้องการให้ผู้เล่นฝึกทักษะการอ่านเพื่อหาเนื้อหาเชิงลึก ไม่ใช่อ่านแล้วหาคำตอบได้เลย ต้องวิเคราะห์แล้วตอบ ถ้าตอบถูกก็ได้ไอเท็มถนนไปสร้างเมือง

ขณะการ์ดสีส้มเปรียบเสมือนการ์ดเสี่ยงดวงให้ผู้เล่นได้เกิดความสนุกสนาน แต่ช่องสีส้มในกระดานจะมีไม่มาก เมื่อทอยลูกเต๋าแล้วไปตกช่องสีส้มก็ให้หยิบการ์ดสีส้มขึ้นมาจะมีโจทย์สั้นๆ เป็นทริกขำๆ ให้ตอบ เช่น ถ้าเกิดว่าเพื่อนเริ่มมีกลิ่นตัวควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร โดยจะมีชอยส์ให้เลือก 2 ข้อ ถ้าผู้เล่นตอบอันไหนจะถูกหรือผิดเรามีคำอธิบายเพิ่มเติมเสริมให้” สหรัฐ กล่าว

จากเด็กชลบุรีที่ไม่อยากเป็นครู

ใครจะคิดว่าจากคนที่ไม่อยากจะเป็นครูและรู้สึกเฉยๆ กับวิชาภาษาอังกฤษ แต่วันนี้สหรัฐเลือกเรียนครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มีทักษะภาษาอังกฤษเป็นเลิศ โดยมีรางวัลต่างๆ มากมายการันตีความสามารถ โดยเฉพาะผลงานนวัตกรรมเกมกระดาน Teenageroous นี้ สื่อการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาที่เขาภูมิใจ

“เดิมไม่ได้ตั้งใจที่อยากจะเป็นครู แต่ช่วงเรียนมัธยมปลายได้เรียนภาษาอังกฤษกับครูคนหนึ่งชื่อคุณครูเสาวคนธ์ นันทกิจ ที่โรงเรียนศรีราชา อาจารย์สอนดีมาก สอนสนุก และสร้างแรงบันดาลใจให้ผมเยอะแยะมากมาย จนผมยกเขามาเป็นไอดอล อยากเป็นครูที่สอนภาษาอังกฤษเก่งเหมือนอาจารย์ ตอนแรกผมไม่ชอบภาษาอังกฤษ ในความรู้สึกมองว่าเป็นวิชาที่ยาก

พอมาเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ จากคนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย ก็เกิดชอบขึ้นมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อยากเป็นครูที่สอนเก่งเหมือนอย่างอาจารย์ที่เคยสอน อยากผลิตสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดีๆ และอยากถ่ายทอดเทคนิคการสอนที่ได้รับมาจากอาจารย์ให้กับเด็กๆ เลยตัดสินใจเรียนครุศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ และอาจารย์ก็เรียนจบจากสวนสุนันทาด้วย อีกอย่างหนึ่ง สวนสุนันทาเป็นที่ยอมรับในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูมีคุณภาพมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน” สหรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572752

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัว

เรื่อง กั๊ตจัง

ทําไมออกกำลังกายเป็นประจำร่างกายก็แข็งแรง แต่ทำไมถึงบาดเจ็บหลังจากการออกกำลังกายได้ง่าย บางครั้งก็รู้สึกปวดเกร็งกล้ามเนื้ออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ยกน้ำหนักก็อาจจะรู้สึกได้ว่าร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติไปจากเดิม ขยับแขนขาได้ไม่คล่องตัว คำตอบของปัญหานี้อาจอยู่ที่การฝึกยืดกล้ามเนื้อของคุณเอง

การยืดกล้ามเนื้อเป็นส่วนหนึ่งวอร์มอัพ แต่มีจุดต่างกันเล็กน้อยที่ความจริงจังของการฝึกมากกว่า เพราะการวอร์มอัพเป็นการออกแรงเบาๆ เพื่อยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายพร้อมรับกับการออกกำลังกายอย่างหนัก อาจมีท่ายืดกล้ามเนื้อเข้ามาใช้บ้าง แต่ไม่ได้จริงจังขนาดฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องตัว

ส่วนการวอร์มดาวน์นั้น เป็นการขยับร่างกายเบาๆ มีการยืดกล้ามเนื้อบางส่วน พอให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย ในขณะที่การฝึกยืดกล้ามเนื้ออย่างจริงจังนั้นจะต้องทำเป็นประจำแม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย ด้วยการนำบางท่าของโยคะเข้ามาใช้ฝึก เสริมประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา

เพราะกีฬาทุกชนิดยกเว้นกีฬายกน้ำหนักล้วนต้องใช้ความคล่องแคล่วของร่างกายทั้งสิ้น ส่วนอุปกรณ์ที่จะใช้ยืดกล้ามเนื้อก็ไม่มีอะไรมาก ใช้แค่เบาะรองนั่งหรือเสื่อโยคะ (หากไม่มีสามารถฝึกบนที่นอนก็ได้) บันได และวงกบประตูบ้าน เป็นอุปกรณ์ที่ทุกท่านมีใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

1.ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า

การยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า ส่วนมากแล้วเราจะทำเป็นประจำตอนวอร์มอัพ ด้วยการยืนพับขาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้มือจับเท้าเอาไว้ เราจะรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อต้นขา แต่การฝึกยืดกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นควรนั่งด้วยท่าคุกเข่าโดยให้เท้าแบนราบไปกับพื้น จากนั้นใช้มือค้ำเอนตัวไปด้านหลังให้ได้มากที่สุด

สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกยืดกล้ามเนื้อหรือวอร์มอัพมาก่อนจะรู้สึกปวดตึงตั้งแต่ต้นขาส่วนหน้าไปจนถึงข้อเท้า พยายามฝึกท่านี้เป็นประจำ จนถึงขั้นเอนนอนราบไปกับพื้นได้

มีประโยชน์ตรงที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างการฝึกวิ่งเวลานาน กล้ามเนื้อหน้าท้องได้ยืดออก เป็นการฝึกยืดกล้ามเนื้อแกนกลางช่วยท้องและเอวไปในตัว ในชีวิตประจำวันจะช่วยลดอาการปวดขาปวดข้อเท้าหลังการขับรถ เป็นขยับขาขึ้นลงบันไดคล่องแคล่วมากขึ้น

2.ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง

ท่ายืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ส่วนมากจะใช้ท่ายืนขาตรงแล้วก้มเอามือแตะปลายเท้าหรือพื้น ให้คุณฝึกใหม่ด้วยท่านั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาไปด้านหน้า สองข้างชิดตรง แล้วเอามือจับปลายเท้าค้างไว้ หายใจเข้าออกยาวๆ ครั้งละ 10 วินาที ทำทั้งหมด 5 ครั้ง คุณจะรู้สึกตึงบริเวณหลังขาและสะโพก

ฝึกครั้งแรก คุณอาจจะจับปลายเท้าไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุเส้นตึง ก้มแล้วติดพุง ก็ไม่เป็นไรสามารถเปลี่ยนมาจับข้อเท้าในช่วงแรกๆ ได้ เมื่อฝึกไปนานๆ เส้นเอ็นยืดตัวค่อยพัฒนาไปจับปลายเท้า และสูงสุดของท่านี้คือการก้มเอาศีรษะแตะหัวเข่าได้นั่นเอง

3.ยืดกล้ามเนื้อขาด้านใน

การยืดกล้ามเนื้อขาด้านในมีประโยชน์ช่วยให้คุณสามารถขยับขาในมุมที่กว้างมากขึ้น ก้าวขาได้ยาวขึ้น ยกขา ข้ามสิ่งกีดขวางได้สูงกว่าเดิม

ให้ฝึกต่อเนื่องจากท่าที่สอง จากชิดขามาเป็นแยกขาให้กว้างที่สุด จากนั้นให้ก้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด คุณจะรู้สึกปวดตึงบริเวณง่ามขาในครั้งต่อๆ ไป

พยายามแยกขาให้กว้างกว่าเดิม ฝึกดีๆ คุณจะพบว่าสามารถยกขาเตะก้านคอระหว่างฝึกมวยไทยได้เลย

4.ยืดกล้ามเนื้อข้อเท้า

หากคุณมีอาการข้อเท้าแพลง เท้าพลิกง่ายให้ใช้ปลายเท้ายืนบริเวณขอบบันได มือจับราวบันไดกันล้ม จากนั้นทิ้งน้ำหนักตัวลงเบาๆ ที่ส้นเท้าให้กดลงจนรู้สึกปวดตึงบริเวณข้อเท้าและน่องขา จากนั้นยกข้อเท้าขึ้นให้สุดแล้วทิ้งน้ำหนักตัวกดลงมาอีกครั้ง

ท่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้เท้า ทำให้คุณกระโดดได้คล่องขึ้น สูงขึ้น ข้อเท้าแข็งแรง ลดอาการเท้าพลิกได้ดี

5.ยืดกล้ามเนื้อแขนและหน้าอก

ท่าสุดท้ายในการยืดกล้ามเนื้อคือส่วนหน้าอกและแขน ให้คุณยืนบริเวณประตูบ้านใช้มือสองข้างจับของประตูทั้งสองข้าง จากนั้นเอนตัวไปด้านหน้า คุณจะรู้สึกปวดบริเวณแขนและหน้าอก

โดยเฉพาะคนที่เล่นเวตฝึกกล้ามเนื้อหน้าอกมาจะรู้สึกตึงเป็นพิเศษ จากนั้นให้เปลี่ยนมาจับขอบประตูด้านบนแล้วเอนตัวไปด้านหน้า จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหน้าอกและลำตัว ทำค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทั้งหมด 10 ครั้ง พยายามฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือทำทันทีหลังออกกำลังกาย จะช่วยให้เพิ่มความคล่องแคล่วให้คุณอย่างรู้สึกได้ทันที