คาดเหตุรถไฟไต้หวันตกรางเพราะ”วิ่งเร็วเกินไป”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568508

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

คาดเหตุรถไฟไต้หวันตกรางเพราะ"วิ่งเร็วเกินไป"

ไต้หวันเผยคลิปวินาทีรถไฟปูยูม่าตกราง เบื้องต้นคาดรถไฟวิ่งเข้าโค้งเร็วเกินไป สั่งจับตัวคนขับแล้ว

ไต้หวันเรดิโออินเตอร์เนชั่นแนลรายงานว่า จากเหตุอุบัติเหตุรถไฟปูยูม่าขบวนที 6432 ของการรถไฟไต้หวันตกรางในจังหวัดอี๋หลันเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 ต.ค. นั้น ด้านอัยการได้แถลงผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า คาดว่าสาเหตุเกิดจากรถไฟวิ่งเร็วเกินไป สาเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องเป็นไปได้น้อย

 

 

นายอู๋เจ๋อเฉิง ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุรถไฟ เผยว่า ในเบื้องต้น คาดว่าเกิดจากรถไฟวิ่งเร็วเกินไป ตามระเบียบมุมโค้งรัศมีเกินกว่า 300 เมตร จะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 75 ก.ม./ช.ม.

 

 

แต่ในขณะเกินเหตุความเร็วเกือบ 140 ก.ม. อย่างไรก็ตามสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากความประมาทของบุคคลหรือเครื่องยนต์ขัดข้องจะต้องรอการตรวจสอบโดยละเอียดต่อไปวันที่ 23 ศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 500,000 ดอลลาร์ไต้หวัน

สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวขณะนี้อยู่ที่ 18 ราย และบาดเจ็บอีกราว 190 คน

 

ซาอุฯแจง “คาช็อกกี” ถูกฆ่าเป็นความผิดพลาด ยัน “มกุฎราชกุมาร” ไม่รู้เห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568405

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 09:59 น.

ซาอุฯแจง "คาช็อกกี" ถูกฆ่าเป็นความผิดพลาด ยัน "มกุฎราชกุมาร" ไม่รู้เห็น

รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯแจง “จามาล คาช็อกกี” ถูกฆ่าเป็นการทำเกินอำนาจของบุคคล ยืนยัน “มกุฎราชกุมาร” ทรงไม่มีส่วนรู้เห็น

นายอาเดล อัล-จูเบร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ได้แถลงว่า การเสียชีวิตของนายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวซาอุดิอาระเบีย ระหว่างเข้าไปติดต่อธุระที่สถานกงสุลซาอุดิอาระเบียในนครอิสตันบูลนั้น เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่และร้ายแรงมาก

อย่างไรก็ตามทางการซาอุฯยืนยันว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย ทรงไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้

รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุฯ ระบุว่า การเสียชีวิตของ นายคาช็อกกี เป็นผลจากปฏิบัติการที่ไม่ใช่คำสั่งของรัฐบาล โดยเป็นการกระทำของบุคคลที่ทำเกินอำนาจและหน้าที่ของตัวเอง

“บุคคลเหล่านี้ทำผิดที่สังหารนายคาช็อกกี และพยายามปิดบังความผิดที่ทำไว้”รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุฯกล่าว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบีย ได้ออกมายอมรับว่า นายคาช็อกกี เสียชีวิตแล้ว หลังจากที่ได้ปฏิเสธมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ นับตั้งแต่ นายคาช็อกกี เดินทางเข้าไปในสถานกงสุลซาอุฯประจำกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ต.ค.และได้หายตัวไป

ขณะที่ สำนักข่าวซาอุดีรายงานว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นของสำนักงานอัยการ พบว่า นายคาช็อกกีได้เข้าไปพบคนในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำกรุงอิสตันบูล และเกิดการต่อสู้กันจนส่งผลให้เสียชีวิต โดยล่าสุดได้มีการควบคุมตัวชาวซาอุดีอาระเบีย 18 คน และเน้นย้ำว่าจะนำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ภาพ เอเอฟพี

จามาล คาช็อกกี

จีนงัดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดหย่อนภาษีหนุนบริโภคครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568394

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 06:41 น.

จีนงัดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดหย่อนภาษีหนุนบริโภคครัวเรือน

จีนเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านทรัมป์-สีจิ้นผิง ตกลงคุยการค้าปลายเดือนหน้า

เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า กระทรวงคลังจีนและสำนักงานกิจการภาษีแห่งชาติจีน (เอสเอที) ออกร่างมาตรการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี และสงครามการค้ากับสหรัฐ

รายงานระบุว่า ผู้ปกครองสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษี 1.2 หมื่นหยวน (ราว 5.6 หมื่นบาท) สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาบุตร 1 คน ส่วนผู้ใหญ่สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษี 3,600-4,800 หยวน (ราว 1.69-22.5 หมื่นบาท) สำหรับค่าการศึกษาของตัวเอง

ขณะที่ผู้เช่าบ้านอยู่ในเมืองที่ทำงานสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีค่าเช่าบ้านสูงสุด 1.44 หมื่นหยวน (ราว 6.7 หมื่นบาท) ส่วนเจ้าของบ้านสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษี 1.2 หมื่นหยวน (ราว 5.6 หมื่นบาท) สำหรับค่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหลังแรก

สำหรับผู้มีอาการป่วยร้ายแรงสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษี 6 หมื่นหยวน (ราว 2.82 แสนบาท) ถ้าค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าวงเงินประกันสุขภาพเกิน 1.5 หมื่นหยวน และคนที่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพพ่อแม่สูงวัย หรืออายุเกิน 60 ปี สามารถยื่นขอลดหย่อนภาษี 2.4 หมื่นหยวน (ราว 1.12 แสนบาท)

ทั้งนี้ ทางการจีนจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจนถึงวันที่ 4 พ.ย.นี้ และจะเริ่มบังคับใช้มาตรการใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. 2019 ซึ่งจะเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากการปรับเพิ่มรายได้ขั้นต่ำที่เสียภาษีจากเดือนละ 3,500 หยวน (ราว 1.6 หมื่นบาท) เป็น 5,000 หยวน (ราว 2.3 หมื่นบาท) ซึ่งเริ่มมีผลเมื่อวันที่ 1 ต.ค.

นอกจากนี้ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ตกลงหารือกันวันที่ 29 พ.ย.นี้ ก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ที่กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี ที่ผู้นำทั้งสองชาติ หารือกัน และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าปักกิ่งและวอชิงตัน พร้อมเจรจาลดข้อพิพาทการค้า

ภาพ เอเอฟพี

รถไฟด่วนตกรางในไต้หวันดับแล้ว17รายเจ็บนับร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568376

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 21:01 น.

รถไฟด่วนตกรางในไต้หวันดับแล้ว17รายเจ็บนับร้อย

เกิดเหตุรถไฟด่วนตกรางในไต้หวันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. เวลา 16.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นไต้หวัน หรือประมาณ 15.50 น. ตามเวลาในไทย ได้เกิดเหตุรถไฟด่วน ฝู่โยวหม่า (Puyuma Express)ขบวนที่ 6432 ได้ประสบอุบัติเหตุตกรางที่บริเวณใกล้สถานีรถไฟซินหม่าในเมืองอี๋หลาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

องค์การการรถไฟไต้หวันยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 130 คนจากอุบัติเหตุรถไฟตกรางในครั้งนี้

หน่วยงานดับเพลิงไต้หวันระบุว่า มีผู้โดยสารอยู่บนขบวนรถไฟดังกล่าว 310 คน กำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองไท่ตุงทางภาคใต้เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ขณะที่ สำนักงานแรงงานไทย ไทเป (สนร.) แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า หากมีพี่น้องแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บ ขอให้แจ้ง สนร.เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป

ภาพ เอเอฟพี, สำนักงานแรงงานไทย ไทเป

เครื่องมือแพทย์ราคาถูก สานต่อชีวิตเด็กทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568373

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 19:44 น.

เครื่องมือแพทย์ราคาถูก สานต่อชีวิตเด็กทั่วโลก

“ชางเตวี๊ยดหง่า” อดีตนักเรียนนอกชาวเวียดนาม ลุกขึ้นตั้งบริษัทพัฒนาเครื่องมือแพทย์ราคาย่อมเยา หวังช่วยชีวิตเด็กแรกเกิดทั่วโลก

********************

โดย…จุฑามาศ เนาวรัตน์

เป็นความจริงที่น่าเศร้าว่าในทุกๆ วัน มีเด็กทารกแรกเกิดเฉลี่ย 7,000 คนทั่วโลก ต้องจบชีวิตลงในช่วงเดือนแรกของการลืมตาดูโลก หรือคิดเป็นจำนวนรวมกว่า 2.5 ล้านคน ในปี 2017 ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูเอชโอ) ซึ่งสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของทารกทั่วโลกนั้นมาจากการขาดแคลนการได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีและมีคุณภาพ

ปัญหาเช่นนี้สร้างความรู้สึกหดหู่อย่างยิ่งให้กับ ชางเตวี๊ยดหง่า อดีตนักเรียนนอกชาวเวียดนาม ที่ได้เดินทางไปเรียนยังเดนมาร์ก และกลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในองค์กรด้านการแพทย์ของสหรัฐในกรุงฮานอย ด้วยหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการติดต่อกับแพทย์และผู้ออกแบบเครื่องมือการแพทย์ในต่างประเทศ รวมถึงการต้องไปเยือนโรงพยาบาลกุมารเวชแห่งชาติบ่อยครั้ง ทำให้หง่าเห็นว่าปัญหาทารกที่เสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิดในประเทศของเธอหนักหน่วงเพียงใดและสาเหตุสำคัญนั้นมาจากอะไร

“ในเวียดนามมีเด็กทารกหลายคนที่ต้องจบชีวิตลงเพราะคลอดก่อนกำหนด หรือต้องหายใจอย่างยากลำบากเนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์เพียงพอที่จะยื้อชีวิตน้อยๆ เหล่านี้เอาไว้” หง่า กล่าว

นอกจากนี้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ล้วนมีราคาสูงเพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับดูแลรักษาเด็กทารกจึงขาดแคลนอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นคือแม้ว่าโรงพยาบาลหลายแห่งในเวียดนามได้รับการสนับสนุนด้านเครื่องมือจากองค์กรต่างประเทศ แต่เครื่องมือมักถูกเก็บทิ้งไว้ในห้องเก็บของอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีใครรู้ถึงวิธีการใช้หรือวิธีการดูแลรักษาเครื่องมืออันทันสมัยเหล่านั้น

หง่ากล่าวต่ออย่างมีความหวังว่า สักวันหนึ่งเธออยากเห็นเวียดนามเป็นเหมือนเดนมาร์ก เพราะตลอดการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เธอรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเด็กทารกทุกคนในเดนมาร์กมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเติบโต เนื่องจากเดนมาร์กเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของคนอย่างมาก

ชางเตวี๊ยดหง่า

จากความหวังสู่การลงมือทำ

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อเธอและเพื่อนอีก 3 คนได้ต่อยอดความหวังด้วยการร่วมกันก่อตั้ง เมดิคอล เทคโนโลยี ทรานส์เฟอร์ แอนด์ เซอร์วิสส์ (MTTS) เพื่อพัฒนานวัตกรรมและโซลูชั่นทางการแพทย์สำหรับเด็กแรกเกิดที่มีราคาไม่แพง ซึ่งโชคดีที่ความคิดของหง่าไม่ได้มีจุดจบเหมือนเครื่องมือแพทย์อันทันสมัยที่ถูกทิ้งไว้ในของเก็บของ เพราะจนถึงวันนี้ เอ็มทีทีเอสสามารถดูแลและช่วยชีวิตเด็กแรกเกิดทั่วโลกได้มากถึง 1.4 ล้านคน

ก้าวแรกของหง่าและเพื่อนเริ่มต้นด้วยการสร้างเครื่องช่วยหายใจ ตู้อบสำหรับเด็กแรกเกิดและเด็กคลอดก่อนกำหนด และเครื่องมือส่องไฟเพื่อช่วยรักษาเด็กแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลือง

ความมุ่งมั่นในครั้งนี้ทำให้ MTTS ประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องเป่าความดันลมเพื่อเปิดขยายทางเดินหายใจ (ซีพีเอพี) สำหรับทารกที่มีอาการหายใจลำบาก ได้ด้วยราคาเพียง 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,160 บาท) ซึ่งถูกกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับเครื่องที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงถึง 1,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.9 หมื่นบาท)

ทั้งนี้ เครื่องซีพีเอพีของบริษัทออกแบบมาให้สามารถนำท่อทางเดินหายใจกลับมาใช้ใหม่ได้ ด้วยวิธีผ่านการฆ่าเชื้อ แตกต่างจากเครื่องที่ผลิตในต่างประเทศที่จะต้องเปลี่ยนท่อดังกล่าวใหม่ทุกครั้งที่มีการใช้งาน

นอกจากนี้ MTTS ยังสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ด้วยการจ้างพนักงานท้องถิ่นและอาสาสมัครชาวต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งนอกจากราคาที่ไม่แพงแล้วนั้น เอ็มทีทีเอสยังได้พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ของตนด้วยการเพิ่มระบบควบคุมคุณภาพ และการรับประกันด้านการเงินและคุณภาพร่วมด้วย

“เรารู้ดีว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และเมื่อมีต้นทุนที่สูงค่าใช้จ่ายจึงมักถูกผลักไปให้ผู้ป่วยที่ไม่มีกำลังที่จะจ่ายเงินรักษาได้ในอัตราที่สูงเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนอุปกรณ์การแพทย์ให้เหลือน้อยที่สุด รวมถึงสามารถใช้งานได้ง่ายและยาวนานมากขึ้น แม้ในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกก็ตาม ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง” หง่า กล่าว

อย่างไรก็ดี การเริ่มต้นสำหรับเอ็มทีทีเอสไม่ใช่เรื่องง่าย หง่าและเพื่อนต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะสามารถระดมทุนและชักชวนผู้อื่นให้เห็นถึงความสำคัญของแนวคิดนี้ และในที่สุดความพยายามก็เป็นผล MTTS สามารถส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลหลายแห่ง ได้ด้วยเงินทุนจากทั้งสถานทูตเดนมาร์ก ประจำกรุงฮานอย สมาคมสตรีนานาชาติ และผู้บริจาคอีกหลายคน

เครื่องส่องไฟรักษาทารกที่มีภาวะดีซ่าน

ความสำเร็จ

ไม่เพียงประสบความสำเร็จในประเทศบ้านเกิด ในปี 2007 เครื่องซีพีเอพีของ MTTS ก็ได้รับการติดตั้งในโรงพยาบาลที่ประเทศลาวเป็นครั้งแรก และในปี 2016 อุปกรณ์การแพทย์ของเอ็มทีทีเอสกว่า 180 ชิ้นได้ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในเมียนมาตามคำสั่งซื้อของกระทรวงสาธารณสุขเมียนมา

“จากคำสั่งซื้อดังกล่าว ทำให้เราเริ่มมีเงินทุนมากขึ้นเพื่อขยายธุรกิจ และมีทรัพยากรมากขึ้นเพื่อทำการรวิจัย นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราสามารถช่วยชีวิตเด็กแรกเกิดได้มากขึ้น ตามความมุ่งหวังตั้งแต่เริ่มแรกที่จัดตั้งเอ็มทีทีเอสขึ้นมา”หง่า กล่าว

จนถึงวันนี้ MTTS ได้จำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ราคาประหยัดกว่า 4,000 รายการ ให้แก่โรงพยาบาลใน 35 ประเทศทั่วทั้งเอเชียและแอฟริกา

แม้ว่า MTTS จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่หง่าและเพื่อนของเธอยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ของเอ็มทีทีเอสให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น ตู้อบสำหรับทารกที่ให้ความสะดวกสบายสูงสุดแก่เด็กแรกเกิด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติฮานอย และคาดว่าจะได้รับความสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามในอนาคต

จากความทุ่มเททั้งหมดของหง่าและเพื่อน ทำให้เอ็มทีทีเอสได้รับการเสนอชื่อจากมูลนิธิชวาบ (Schwab Foundation) ให้เข้าชิงรางวัล “ผู้ประกอบการเพื่อสังคมแห่งปี 2017” จากการที่สามารถดูแลและช่วยชีวิตเด็กแรกเกิดได้กว่า 1.4 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งหากนับในปี 2017 เพียงปีเดียว เอ็มทีทีเอสได้ช่วยเด็กแรกเกิดไปมากถึง 1.05 แสนคน

ยิ่งไปกว่านั้นคือหง่าและเกรกอรี เดเจอร์ สามีของเธอ มีโอกาสได้เข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม อาเซียน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11-13 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและอภิปรายถึงโอกาสและความท้าทายที่ได้เผชิญตลอดการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของธุรกิจเพื่อสังคมเวียดนามที่ได้ทำประโยชน์ให้คนทั้งภูมิภาคแห่งนี้

ทีมงาน MTTS

รัสเซียชี้สหรัฐถอนตัวสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์กระทบเสถียรภาพโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568364

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 17:48 น.

รัสเซียชี้สหรัฐถอนตัวสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์กระทบเสถียรภาพโลก

ผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียเผยการที่สหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์จะส่งผลกระทบหนักต่อเสถียรภาพโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอเล็กซีย์ พุชคอฟ หัวหน้าคณะกรรมการนโยบายข้อมูลและการสื่อสารชั่วคราวของสภารัฐเซียได้แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ถึงกรณีที่ สหรัฐจะถอนออกจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty) หรือ INF โดยระบุว่า กรณีที่สหรัฐถอนตัว จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์โดยรวมของโลก

นายพุชคอฟ กล่าวอีกว่า นับเป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้ถอนตัวออกจากสนธิสัญญา โดยก่อนหน้านี้การที่สหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธเมื่อปี 2544 ก็ถือเป็นผลกระทบระลอกแรก

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อเดือนธ.ค. 2544 รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ได้ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธ ซึ่งได้มีการลงนามโดยสหรัฐและสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2515 เพื่อปูทางไปสู้การดำเนินการตามแผนการสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธระดับประเทศ

ขณะที่ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐจะถอนตัวจากสนธิสัญญา INF เพราะรัสเซียละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลง

ภาพ เอเอฟพี

“ทรัมป์”เตรียมถอนสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์กับรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568297

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 10:58 น.

"ทรัมป์"เตรียมถอนสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์กับรัสเซีย

ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมถอนสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์กับรัสเซีย ชี้รัสเซียได้ละเมิดข้อตกลงมาหลายปีแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า เตรียมจะถอนสหรัฐออกจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์ที่ทำไว้กับรัสเซียในช่วงสงครามเย็น ซึ่งจำกัดขนาดขีปนาวุธของแต่ละประเทศไว้

ประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่า จะยกเลิกสนธิสัญญากองกำลังนิวเคลียร์พิสัยไกลเมื่อปี 2530 เนื่องจากรัสเซียได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปี

“เรากำลังจะยุติข้อตกลงและเรากำลังจะพัฒนาอาวุธ”ประธานาธิบดีสหรัฐระบุภายหลังจากการหาเสียงที่เมืองเอลโก รัฐเนวาด้า

รายงานข่าวระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อที่จะยกเลิกข้อตกลงในการควบคุมอาวุธครั้งสำคัญ

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า คณะทำงานของทรัมป์ได้วางแผนที่จะแจ้งให้ทางรัสเซียทราบเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อถอนตัวออกจากสนธิสัญญาดังกล่าวในสัปดาห์หน้า

ข้อตกลงครั้งนี้ได้มีการลงนามโดยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ เมื่อเดือนธ.ค. 2530 และมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิ.ย. 2531 โดยได้มีการเรียกร้องให้มีการทำลายขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยใกล้และไกลบนภาคพื้นดินในรัศมี 500-5,000 กิโลเมตร

ภาพ เอเอฟพี

ซาอุฯยอมรับนักข่าวถูกฆ่า รวบ18ผู้เกี่ยวข้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568278

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 07:31 น.

ซาอุฯยอมรับนักข่าวถูกฆ่า รวบ18ผู้เกี่ยวข้อง

ซาอุดิอาระเบียออกแถลงครั้งแรก กรณีนักข่าวหายตัวลึกลับ พร้อมปลด 2 คนสนิท มกุฎราชกุมาร

รัฐบาลซาอุดิอาระเบียออกแถลงการณ์ชี้แจงครั้งแรก กรณี จามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์วอชิงตันโพสต์ หายสาบสูญไปอย่างปริศนานับตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. โดยระบุว่าคาช็อกกีเสียชีวิตในสถานกงสุลของซาอุดิอาระเบีย ที่นครอิสตันบูลของตุรกี จากเหตุชกต่อยกับเจ้าหน้าที่ของซาอุดิอาระเบีย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องวันและเวลาของการเสียชีวิต ขณะที่ทางการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 18 รายเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการสืบสวนต่อ

แถลงการณ์ยังระบุว่า ทางการได้สั่งปลด ซาอุด อัล-คาห์ตานี ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของเจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (เอ็มบีเอส) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย และอาเหม็ด อัล-อัสซิรี รองผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ โดยทั้งสองเป็นคนสนิทของเอ็มบีเอส และยังสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายอื่นๆ รวม 5 ราย

ขณะเดียวกัน ซาอุดิ เพรส สื่อของทางการซาอุดิอาระเบีย รายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดี ซัลมาน บิน อับดุลอาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ทรงมีพระบรมราชโองการสั่งให้ดำเนินการปฏิรูปหน่วยข่าวกรองที่เอ็มบีเอสทรงดูแลอยู่

ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าว 5 รายเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ว่า กษัตริย์ซัลมานทรงเข้ามาแทรงแซงกรณีคาช็อกกี ด้วยการรับสั่งให้เจ้าชายคาเลด อัล-ไฟซัล ที่ปรึกษาที่ทรงไว้วางพระทัยมากที่สุด และมีสายสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี เรเซฟ เตยิป เออร์โดอาน แห่งตุรกี เดินทางไปยังตุรกีเมื่อวันที่ 11 ต.ค. เพื่อช่วยคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าว

แหล่งข่าวเสริมว่า การเข้ามาแทรกแซงล่าสุดของกษัตริย์ซัลมาน กำลังสร้างความกังวลมากขึ้นในหมู่เชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย เกี่ยวกับอำนาจในการบริหารประเทศของเอ็มบีเอส

ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานว่า หากมีสัญญาณใดก็ตามบ่งชี้ว่ากษัตริย์ซัลมานทรงลิดรอนอำนาจของเอ็มบีเอส สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซาอุดิ วิชั่น 2030 รวมถึงแนวทางนโยบายต่างประเทศ ด้านซีเอ็นเอ็นรายงานว่ากรณีคาช็อกกีอาจกระทบต่อการกระชับความร่วมมือกับยักษ์เทคโนโลยีสหรัฐ เช่น แอปเปิ้ล กูเกิล และแอมะซอน หลังมีรายงานว่าบริษัทไอทีสหรัฐพยายามเข้าไปตั้งศูนย์ข้อมูลและขยายธุรกิจในซาอุดิอาระเบีย

ด้าน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ กล่าวว่า แถลงการณ์ของซาอุดิอาระเบียกรณีคาช็อกกีมีความน่าเชื่อถือและการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้แล้วถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

อย่างไรก็ดี ซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า สหรัฐจะจับตาดูการสืบสวนกรณีดังกล่าวต่อ เพื่อสนับสนุนให้กระบวนการเป็นไปโปร่งใสและยุติธรรม ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐบางราย ทั้งจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ยังแสดงความสงสัยต่อแถลงการณ์รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย

หวย “เมกะมิลเลียนส์” รางวัลสะสมเป็น 5 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568264

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 18:29 น.

หวย "เมกะมิลเลียนส์" รางวัลสะสมเป็น 5 หมื่นล้านบาท

แจ็กพอตยังไม่แตก! ล็อตโต”เมกะมิลเลียนส์” เงินรางวัลจ่อสะสมสูงสุดในประวัติศาสตร์หวยสหรัฐฯ

สำนักข่าวเอ็นบีซีของสหรัฐรายงานว่า วันนี้ (20 ต.ค.) ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ เป็นวันที่ประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งล็อตโต “เมกะมิลเลียนส์”  แล้ว โดยก่อนหน้านี้มีเงินรางวัลสะสมอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,548 ล้านบาท)

โดยการประกาศรางวัลแจ็กพอตได้แก่หมายเลข 15,23,53,65,70 และเมกะบอลล์หมายเลข 7 แต่ปรากฎว่ายังไม่มีผู้ซื้อสลากคนใดถูกรางวัลดังกล่าว

 

 

สำหรับการจับรางวัลครั้งต่อไปจะมีขึ้นภายในวันอังคารที่ 23 ต.ค.นี้ ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้เงินรางวัลแจ็กพอตนี้สะสมขึ้นเป็น 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,077 ล้านบาท) และจะกลายเป็นสลากที่มีรางวัลแจ็กพอตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

สำหรับสลากรางวัลล็อตโต เมกะมิลเลียนส์นั้น มีจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไปใน 44 รัฐ ของสหรัฐ โดยราคาอยู่ที่ใบละ 2 ดอลลาร์เท่านั้น แต่ทว่าโอกาสที่จะถูกรางวัลแจ็กพอตนั้นมีเพียง 1 ต่อ 300 ล้านคนเท่านั้น

ศึกสายเลือด! พี่ชายซูจี ชิงบ้านพักริมทะเสสาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568260

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 17:48 น.

ศึกสายเลือด! พี่ชายซูจี ชิงบ้านพักริมทะเสสาบ

พี่ชาย “ซูจี” ฟ้องประมูลขายบ้านริมทะเลสาบกลางเมืองย่างกุ้ง สัญลักษณ์เรียกร้องประชาธิปไตยของเธอและบิดา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า นาย อองซาน อู พี่ชายของนาง อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมียนมาอีกครั้ง เพื่อพยายามขายบ้านพักริมทะเลในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นทรัพย์สินมรดกตกทอดจากนายพลอู อองซาน บิดาของพวกเขา ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น”วีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของประเทศพม่า” รวมถึงบ้านหลังดังกล่าว ก็เป็นสถานที่ที่นางอองซาน ซูจี ถูกรัฐบาลทหารพม่ากักตัวในบริเวณบ้านเป็นเวลานานถึง 15 ปี เช่นกัน

 

 

รายงานระบุว่า บ้านหลังนี้ได้รับการประเมินมูลค่าไว้ที่ราว 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,900 ล้านบาท) ซึ่งบ้านหลังนี้ได้กลายเป็นสมบัติเพียงอย่างเดียวที่สองพี่น้องตระกูลอองซาน ขัดแย้งกันนับตั้งแต่ปี 2001 เมื่อพี่ชายของเธอ ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐ ยื่นฟ้องศาลเพื่อขอมีส่วนแบ่งในมรดกบ้านและที่ดินริมทะเลสาบดังกล่าวด้วย

 

 

กระทั่งความวุ่นวายในมรดกของตระกูลอองซานสิ้นสุดเมื่อปี 2016 เมื่อศาลแพ่งย่างกุ้งมีคำตัดสินให้ นางซูจี เป็นเจ้าของบ้านพักหลังใหญ่ ซึ่งเป็นหลังเดียวกันกับที่เธอถูกกุมขัง ส่วนบ้านอีกหลังซึ่งเป็นหลังเล็ก และที่ดินโดยรอบนั้น เป็นของนายอองซาน อู ผู้เป็นพี่ชาย

 

นางซูจี ขณะให้การต้อนรับ นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ในปี 2011

 

แต่ทว่าพี่ชายของเธอกลับระบุว่า คำตัดสินของศาลนั้นไม่เป็นธรรม เนื่องจากเธอเป็นน้องสาว และศาลตัดสินยกมรดกของบิดาให้กับน้องสาว มากกว่าเขา เขาจึงไม่พอใจ และพยายามเรียกร้องอีกครั้ง

“ผมปล่อยให้เธออยู่ฟรีๆ มาตั้ง 12 ปี เรื่องนี้ต้องหยุดเสียที” นายอองซาน อู ผู้เป็นพี่ชานกล่าวผ่านสื่อ พร้อมระบุว่ส หากขายบ้านทั้งหลังเล็กและใหญ่ รวมถึงที่ดินได้ จะนำเงินไปแบ่งให้เท่าๆกันกับนางซูจี