ชลประทานเดินหน้าปตร.คลองประฯ n ย้ำผลกระทบน้อยแก้น้ำเค็ม-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383207

x

ชลประทานเดินหน้าปตร.คลองประฯ n ย้ำผลกระทบน้อยแก้น้ำเค็ม-ท่วม

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินการ โครงการประตูระบายน้ำคลองประอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง โดยเฉพาะในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) ปากคลองประ ซึ่งจะช่วยปิดกั้นน้ำเค็มจากทะเลหลวงไม่ให้รุกเข้ามาในพื้นที่ และเก็บกักน้ำจืดไว้ในพื้นที่เพื่อการชลประทานช่วงฤดูแล้ง โดยใช้หลักการบริหารจัดการ ปตร.ควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ ในเรื่องที่ชาวบ้านกังวล

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่เข้าใจและยังคัดค้าน กรมจะยังไม่ดำเนินการในส่วนประตูระบายน้ำ แต่ในส่วนอื่นๆ ที่ไม่มีปัญหาการคัดค้านและเป็นที่ต้องการของราษฎรในพื้นที่ เช่น อาคารควบคุมน้ำริมทะเลหลวง 6 แห่ง งานขุดลอกคลองธรรมชาติ 3 สาย งานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการชลประทาน 17 แห่ง และระบบชลประทานในพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 20,716 ไร่ ยังเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างสูงสุด

“กรมชลประทานจะเปิดบานประตูระบายน้ำพ้นน้ำไว้ตลอด โดยเฉพาะช่วงฤดูน้ำหลากเพื่อระบายน้ำออกนอกพื้นที่ป้องกันอุทกภัย อีกทั้ง ประตูระบายน้ำถูกออกแบบให้ระบายน้ำได้ในปริมาณมากถึง 1,564 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที สูงกว่าปริมาณคาดการณ์ 100 ปี โดยการเปิดบานประตูให้พ้นน้ำ ดังนั้น ในสภาพน้ำหลากปกติ น้ำจะระบายผ่านประตูระบายน้ำไปได้โดยไม่ถูกกีดขวาง นอกจากนี้ กรณีที่น้ำในทะเลหลวงสูงกว่าในคลองปากประ ปตร.ปากคลองประจะทำหน้าที่ร่วมกับปตร.น้ำปากคลองยวนและอาคารระบายน้ำริมทะเลหลวงอีก 6 แห่ง ในการป้องกันน้ำจากทะเลหลวงไหลเข้าพื้นที่ ดังนั้น นอกจาก ปตร.ปากคลองประ จะไม่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายเฉลิมเกียรติกล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำของ ปตร.ปากคลองประ

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ปตร.ปากคลองประไม่ได้ทำให้ระบบนิเวศของสัตว์สูญเสียสมดุลตามธรรมชาติ จากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) พบว่า การอพยพของสัตว์น้ำจากทะเลหลวงสู่คลองปากประเพื่อวางไข่ในช่วงน้ำหลาก และในช่วงการอพยพของลูกปลาจากคลองปากประสู่ทะเลหลวงเพื่อการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ เป็นช่วงที่ ปตร.ปากคลองประจะปิดบานพ้นน้ำเพื่อเป็นการระบายน้ำ และการรับน้ำจากทะเลหลวงเข้าสู่คลองปากประ เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสัตว์น้ำผ่านประตูระบายน้ำได้ตามปกติเหมือนก่อนที่จะมีประตูระบายน้ำ ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในระดับน้อยมาก

นอกจากนี้ ตะกอนในลำน้ำจึงสามารถไหลผ่านประตูระบายน้ำลงไปยังทะเลหลวงได้ตามปกติ โอกาสที่จะเกิดตะกอนทับถมหน้าประตูระบายน้ำมีน้อย แนวทางบริหารจัดการ ประตูระบายน้ำจะปิดบานใน 2 กรณีคือ ป้องกันน้ำเค็ม และเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทานช่วงฤดูแล้งเท่านั้น นอกจากนี้ ปตร.ปากคลองประยังออกแบบให้มีทางเรือสัญจร เพื่อให้เรือโดยสารและเรือประมงสัญจรผ่านเข้า-ออกได้ในช่วงระยะเวลาที่ปิดบานระบายอีกด้วย

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนช่วยเหลือประชาชน16จว.ใต้ รับมือ’น้ำท่วม-ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383325

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนช่วยเหลือประชาชน16จว.ใต้ รับมือ'น้ำท่วม-ฝนตกหนัก'หลายพื้นที่

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนช่วยเหลือประชาชน16จว.ใต้ รับมือ’น้ำท่วม-ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 22.10 น.

16 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมและเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วม น้ำหลาก ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ กระทรวงเกษตรฯ ตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้น โดยทุกพื้นที่ต้องประสานกับผู้ว่าราชการ16 จังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมเป็นประจำ ทั้งนี้มอบให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานศูนย์ฯ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษเป็นฝ่ายเลขานุการประสานงานกรมต่างๆ เข้าพื้นที่สำรวจความเสียหาย หากมีพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน กำหนดให้ศูนย์อำนวยการฯ สรุปสถานการณ์เป็นรายวันจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ปกติเพื่อให้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเหตุการณ์

นายกฤษฎา กล่าวว่า ขณะนี้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อีกทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ จึงยังคงทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก พร้อมทั้งระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในวันนี้และพรุ่งนี้ได้แก่ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมอบหมายกรมชลประทานติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะสภาพฝนที่ตกลงมาในพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการระบายน้ำและเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้อย่างเพียงพอ

นายกฤษฎา กล่าวว่า กรมชลประทานทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด(ปภ.) กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังจุดเสี่ยงอุทกภัย ที่สำคัญได้บูรณาการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนข่าวสารสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบข่าวสารอย่างถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกันหรือลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด นอกจากนี้ได้สำรวจตรวจสอบระบบอาคารชลประทานให้มีพร้อมใช้งานตลอดเวลา ให้โครงการชลประทานทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิมได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ หากเกิดฝนตกหนักจะได้เข้าไปแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำนั้น ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมไว้ด้วยแล้ว ซึ่งได้เตรียมรับมือดำเนินการก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ เน้นพื้นที่เสี่ยง 75 จุดตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงมาทั้ง 16 จังหวัด

สำหรับเครื่องจักร-เครื่องมือที่กรมชลประทานจัดเตรียมไว้ตามโครงการชลประทานต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมทั่วประเทศประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 ชุด เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 82 เครื่อง เรือขุด 32 ลำ รถขุด 161 คัน รถแทรกเตอร์ 35 คัน รถบรรทุก/ยานพาหนะ 324 คัน และสะพานเหล็กแบบถอดประกอบได้ 1 ชุดซึ่งสำรองไว้ที่ภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็วทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ไปตรวจติดตามการทำงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อุทกภัย พร้อมตรวจสอบส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยในพื้นที่บูรณาการกันไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกรตามที่ได้กำหนดแนวทางไปปฎิบัติไว้หรือไม่ รวมถึงกำชับให้มีประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ (อ.พ.ก.) จังหวัด และรายงานสถานการณ์แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ด้วย เพื่อจะได้รับสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้มากที่สุด

คุณภาพ’ยางไทย’ไปโลด!20สหกรณ์ฯพร้อมเต็มที่ส่งยางผลิต’ล้อเครื่องบิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383228

คุณภาพ'ยางไทย'ไปโลด!20สหกรณ์ฯพร้อมเต็มที่ส่งยางผลิต'ล้อเครื่องบิน'

คุณภาพ’ยางไทย’ไปโลด!20สหกรณ์ฯพร้อมเต็มที่ส่งยางผลิต’ล้อเครื่องบิน’

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.34 น.

20สหกรณ์เกษตรกรสวนยางพารา พร้อมส่งยางผลิตล้อยางเครื่องบิน กยท.เผยคุณภาพยางไทยไปโลด เอกชนทำล้อยางเครื่องบินสนใจ ประมูลซื้อยางในประเทศ ระบุ”กฤษฎา”สั่งแจงอปท.ลุยทำถนนยางทั่วไทย ดันราคาขยับแล้วโลละ2บาท

16 ธ.ค.61 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการช้อปยางช่วยยาง มีบริษัทผลิตยางล้อรถ เข้าร่วมแล้ว 5 บริษัท โดยรับซื้อยางพาราจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชาวสวนยาง โดยตรง แจ้งปริมาณรับซื้อเบื้องต้น 1.7 พันตัน นับว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการผลิตยางพาราของสถาบันเกษตรกรทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนเพราะบริษัทล้อยางและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอเช่น ค่าความหนืด ความยืดหยุ่น รวมถึงต้องมีความสะอาด มีสิ่งปนเปื้อนไม่เกินค่าที่กำหนด ซึ่ง กยท.จะร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้มีการผลิตยางที่ได้มาตรฐาน GMP ตามที่ตลาดต้องการ

ปัจจุบันมี 20 สหกรณ์ ที่สามารถผลิตยางตามมาตรฐานได้ บริษัทผู้ผลิตล้อยางและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางจึงพร้อมรับซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรขายได้ราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ได้ประสานกับบริษัทล้อยางแห่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งมีโรงงานในไทย เพื่อเสนอขายยางพาราจากสหกรณ์ที่ผลิตยางได้มาตรฐาน GMP เพื่อใช้ผลิตเป็นล้อยางเครื่องบิน ซึ่งทางบริษัทสนใจ เพราะไม่ต้องไปประมูลแข่งขันซื้อจากตลาดต่างประเทศ แต่ขอให้ กยท.รับรองมาตรฐานคุณภาพยาง รวมทั้งต้องสามารถรวบรวมยางส่งเข้าโรงงานให้ได้ทั้งปริมาณและตามกำหนดเวลาสั่งซื้อ

“การพัฒนาคุณภาพยางพาราทั้งยางแผ่นและยางแท่งให้ได้มาตรฐาน GMP จะทำให้สามารถส่งขายแก่บริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางได้กว้างขวางขึ้น อีกทั้งเป็นการยกระดับการผลิตยางพาราของสถาบันเกษตรกรของไทย ซึ่งจะทำให้ขายได้ราคาสูงขึ้น” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร หลังกำหนดคู่มือแนะนำการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ สำหรับถนนท้องถิ่น พร้อมหลักเกณฑ์และราคากลางก่อสร้างฯ เพื่อให้ อปท.ดำเนินการก่อสร้างเองหรือจ้างเหมาก่อสร้าง โดยมีวัตถุดิบเป็นน้ำยางจากบริษัทผู้ผลิต สถาบันและกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ กยท. รับรองขณะนี้พร้อมเดินหน้าดำเนินโครงการอย่างเต็มที่ หลังมี “ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง ข้อแนะนำการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ สำหรับงานถนนท้องถิ่น” โดยดำเนินการสร้างถนนด้วยกระบวนการหรือผสมในงานสนามได้เลย (Mix in Place) แล้วใช้รถเกลี่ยดิน (Motor Grader) ซึ่งหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการก่อสร้างถนนได้ โดยยึดมาตรฐานจากคู่มือแนะนำการก่อสร้างและคู่มือการออกแบบส่วนผสม (Job Mix Formula) ที่จัดทำโดยกระทรวงคมนาคม

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้มีประกาศการกำหนดหลักเกณฑ์และราคากลางงานก่อสร้างทั้งดำเนินการเองหรือจ้างเหมาก่อสร้างได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้ หากมีการสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ อย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร ทั่วประเทศ จะมีระยะทางรวม 75,032 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้น้ำยางสดในปริมาณ 1,440,614.40 ตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 720,320.2 ตัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 16,326.9632 ล้านบาท

นายกณรณ์ กล่าวว่า น้ำยางที่ใช้เป็นวัตถุดิบใช้ในการผสมในโครงการฯ ต้องใช้น้ำยาง สหกรณ์สวนยางและกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ กยท. รับรองเท่านั้น

ล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศสำรวจความต้องการก่อสร้างถนนยางพาราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า ต้องการสร้างถนนกี่สาย ระยะทางกี่กิโลเมตร เพื่อจะได้ทราบความต้องการใช้น้ำยาง อีกทั้งขอให้กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนทิ้งถิ่นเพื่อเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมาประชุมทำความเข้าใจเรื่องการสร้างถนนยางพารา ซึ่งคาดว่า จะสามารถจัดประชุมได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้ทุกท้องถิ่นดำเนินการได้ทันทีในปีใหม่ เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศและเป็นการพัฒนาคุณภาพถนนและพื้นผิวการจราจรให้มีความทนทานแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย จากมาตรการต่างๆ ในการเร่งดูดซับปริมาณยางออกสู๋ระบบตลาดนั้นทำให้ภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันปรับตัวขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาทแล้ว

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383222

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.27 น.

เกษตรฯนำผู้บริหารปตท.และเอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต โดยใช้เครื่องมือ”Digital Platform”จับคู่การค้า

16 ธ.ค.61 ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำผู้บริหาร บมจ.ปตท.และภาคเอกชนที่เข้าร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อขยายผลนโยบายตลาดนำการผลิต ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้เครื่องมือ Digital Platform จับคู่การค้า http://www.DGTFarm.com เพื่อส่งเสริมการตลาดแก่เกษตรกร และผู้ประกอบการ สินค้า Q สินค้า GAP สินค้าเกษตรอินทรีย์

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ประชุมหารือและชี้แจงให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ตลาดเป้าหมาย นำร่องโรงอาหารปลอดภัย (Q Canteen) เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยขอนักเรียน และบุคลากร และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงาน ด้านความใส่ใจสุขภาพประชาชน

กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาโรงเชือดสัตว์-สถานที่จำหน่ายให้ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382963

กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาโรงเชือดสัตว์-สถานที่จำหน่ายให้ได้มาตรฐาน

กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาโรงเชือดสัตว์-สถานที่จำหน่ายให้ได้มาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.34 น.

“กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาและส่งเสริมโรงเชือดสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐานฮาลาล ผ่านการรับรองฮาลาลแล้วกว่า 330 แห่งทั่วประเทศ “

14 ธ.ค. 61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านฮาลาล (Thailand Halal Assembly 2018) โดยมี พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ และ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมงานประชุมฯ

กรมปศุสัตว์ ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ สกอท. และสกอจ. โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการฯตั้งแต่ปี 2556 เพื่อพัฒนาและส่งเสริมโรงเชือดสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐานฮาลาล ซึ่งปัจจุบันมีสถานประกอบการด้านปศุสัตว์ได้ผ่านการรับรองฮาลาลแล้วกว่า 330 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ยังได้ส่งเสริมการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลมาโดยตลอดมากกว่า 10 ปีโดยได้ร่วมงานกับ สกอท. นำ สกอท. เดินทางไปเจรจาแก้ไขปัญหาทางการค้าอาหารฮาลาลกับประเทศอาเซียนและตะวันออกกลาง เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลไปยังต่างประเทศทั่วโลก

สมาคมกุ้งไทยชี้ปี62ไทยมีโอกาส หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382952

สมาคมกุ้งไทยชี้ปี62ไทยมีโอกาส หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก

สมาคมกุ้งไทยชี้ปี62ไทยมีโอกาส หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.17 น.

สมาคมกุ้งไทยชี้ ปีหน้าไทยมีโอกาสหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก โรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งของไทยมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก  ชูกุ้งไทยดีที่สุดในโลก ทั้งคุณภาพ-อาหารปลอดภัย ฝากรัฐ ปชส.เชิงรุกบอกชาวโลก เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่องให้ภาคการผลิต ส่งออก และส่วนเกี่ยวข้อง

ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย นำทีมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  ประกอบด้วย ท.พ.สุรพล  ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคม และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่  นายสมชาย   ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคม และ ที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี  นางสาวพัชรินทร์   จินดาพรรณ กรรมการสมาคมกุ้งตะวันออกไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์กุ้งของไทย ปี 2561 ว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงปี 2561 โดยรวมอยู่ที่ประมาณ  290,000  ตัน  ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 3 คาดปี 2562 จะผลิตกุ้งได้ 310,000-320,000 ตัน

“ประมาณการผลผลิตกุ้งไทย ปี 2561 อยู่ที่ 290,000 ตัน (โดยร้อยละ 33 เป็นผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ตอนล่าง ร้อยละ 29  จากภาคใต้ตอนบน ร้อยละ  24  จากภาคตะวันออก และร้อยละ 14  จากภาคกลาง ตามลำดับ) เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งผลิตกุ้งได้ 300,000 ตัน ถือว่าผลิตได้ลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาพอากาศแปรปรวน ปัญหาโรค และราคากุ้งที่ไม่จูงใจ/ต่ำ  ส่วนผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15   ถือเป็นปีที่หลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์  เวียดนาม  อินโดนีเซีย ฯลฯ ผลิตกุ้งได้เพิ่มมากขึ้น อินเดียครึ่งปีแรกผลผลิตทะลักออกมามาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ากุ้งในประเทศ และความสามารถในการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลก”

ส่วนข้อมูลการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค.- ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 143,129 ตัน มูลค่า 45,545  ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ที่ส่งออกปริมาณ 167,418  ตัน มูลค่า 56,105 ล้านบาท ลดลงทั้งปริมาณ และมูลค่า ที่ ร้อยละ 14.51 และ ร้อยละ 18.82 ตามลำดับ (ดังแสดงในตารางที่ 2) นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าว

นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่างว่า “ผลผลิตปี 2561 คาดการณ์ว่ามีผลผลิตประมาณ 95,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 2 จากปัญหาจากภาวะราคากุ้งผันผวนทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งฝั่งอันดามันปรับตัวไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น”

นายสมชาย ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคมฯ และ ที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนบน ในภาพรวมไม่ค่อยดีมากนัก มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากภูมิอากาศของประเทศทั่วทุกภาคมีฝนตกเกือบตลอดปี อากาศแปรปรวนตลอดเวลาทำให้การเลี้ยงค่อนข้างยาก โรคไวรัสตัวแดงดวงขาว และขี้ขาวยังคงรุมเร้าทุกพื้นที่การเลี้ยง ผลผลิตรวมของภาคใต้ตอนบนอยู่ที่ประมาณ 84,000 ตัน มากที่สุดคือจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 40,000 ตัน ”

นางสาวพัชรินทร์ จินดาพรรณ กรรมการสมาคมกุ้งตะวันออกไทย กล่าวว่า “ปี 2561 ประมาณการผลผลิตกุ้งภาคตะวันออกประมาณ 71,000 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 11  เป็นผลมาจาก สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดความเสียหายจากโรคระบาด รวมถึงเกิดวิกฤตราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรหยุดหรือชะลอการเลี้ยง รวมทั้งมีการลดพื้นที่เลี้ยง ลดความหนาแน่นในการปล่อย อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า ปี 2562 ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 ขณะที่การเลี้ยงกุ้งภาคกลางคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 6 จากปัญหาราคากุ้งตกต่ำ และมาตรา 9 ทำให้เกษตรกรบางรายต้องเลิกเลี้ยง”

ท.พ.สุรพล  ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า “ถึงแม้อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเจอปัจจัยลบหลายประการแต่ด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่ถึงแม้มีพื้นที่น้อยกว่า ประสิทธิภาพการเลี้ยงที่มีมากกว่าคู่แข่ง การคมนาคมและระบบไฟฟ้าที่เอื้อให้ผลิตสินค้าคุณภาพสูงได้ง่ายกว่า รวมถึงการขยายตัวของตลาดภายในและตลาดพิเศษมูลค่าสูงอย่างจีน ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังคงยืนหยัดอยู่ได้”

“อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้อาจจะดูสถานการณ์ไม่ค่อยดี แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ โดยเฉพาะจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้ประเทศจีนย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศมากขึ้น ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่จีนให้ความสนใจ เพราะระบบต่างๆ มีความพร้อม และเอื้ออำนวยต่อการลงทุน … อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมกุ้งจะต้องมีการปรับตัว ภาคเกษตรกรผู้เลี้ยงต้องเน้นเลี้ยงกุ้งคุณภาพแทนตั้งเป้าปริมาณผลผลิต เลี้ยงไซส์ใหญ่เพื่อทำราคา เพราะเราไม่สามารถแข่งขันเรื่องต้นทุนกับกุ้งไซส์เล็กของประเทศคู่แข่งได้ ด้วยศักยภาพของลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จากสายพันธุ์ที่โตเร็ว แข็งแรง ปลอดโรค ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะผลิตกุ้งไซส์ใหญ่

นอกจากนี้ ต้องไม่ใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีต้องห้ามในการเลี้ยงเป็นอันขาด เพราะนี่คือจุดแข็งของกุ้งไทยที่เหนือกว่าประเทศคู่แข่ง และเป็นที่ยอมรับจากผู้นำเข้าและผู้บริโภค ที่ผ่านมาสินค้ากุ้งไทยไม่เคยถูกตรวจพบและถูกตีกลับจากปัญหาเหล่านี้ เราต้องมุ่งเน้นทำตลาดสินค้าระดับสูงที่ต้องการสินค้าคุณภาพ ที่สำคัญภาครัฐต้องมาช่วยทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ให้ชาวโลกรับรู้ถึงภาพลักษณ์ที่ดีของกุ้งไทย “กุ้งไทยดีที่สุดในโลก”  ที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เป็นอาหารปลอดภัย (Food Safety ดีที่สุดเมื่อเทียบกับที่อื่น) รวมถึงการให้โอกาสเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน การเสริมสภาพคล่องให้กับภาคการผลิต ภาคการส่งออก และส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เป็นต้น “ดร.สมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

รมว.เกษตรฯจับมือรมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382915

รมว.เกษตรฯจับมือรมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร

รมว.เกษตรฯจับมือรมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.20 น.

รมว.เกษตรฯจับมือ รมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร ให้ไทยส่งจนท.ฝึกอบรมจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ขึ้นที่ลาวช่วงปีหน้า

14 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการไทย-ลาว ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 13 – 14 ธ.ค.61 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายบุนยัง วอละจิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกัน และยินดีที่จะร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ในปี 2563

นายกฤษฎา กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มีความร่วมมือด้านการเกษตร ทั้งสองฝ่ายยินดีสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเกษตร ตามมติที่ประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ไทย-ลาว ภายใต้บันทึกความเข้าใจบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ แห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมกับหารือกับ รมว.กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ฯ เพื่อกระชับความร่วมมือพัฒนาการเกษตรระหว่างกัน โดยได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดเจ้าหน้าที่เดินทางมาฝึกอบรมและบรรยายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ในช่วงต้นปี 2562 ณ สปป ลาว ด้วย

นอกจากนี้ ได้เข้าร่วมพิธีมอบความช่วยเหลือเหตุอุทกภัยในแขวงอัตตะปือเพิ่มเติมในระยะฟื้นฟู และพิธีมอบโครงการพัฒนาวิทยาลัยพลศึกษานครหลวงเวียงจันทน์
และเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล สปป.ลาว จำนวน 7 ฉบับ

พร้อมนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำ ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่ศักราชใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์์ที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไทยและลาวจะร่วมมือร่วมใจ ก้าวไกลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

‘กฤษฏา’ เข้มผู้ตรวจฯ เกาะติดโครงการสานพลังประชารัฐ หนุนปลูกข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382857

‘กฤษฏา’ เข้มผู้ตรวจฯ เกาะติดโครงการสานพลังประชารัฐ หนุนปลูกข้าวโพด

‘กฤษฏา’ เข้มผู้ตรวจฯ เกาะติดโครงการสานพลังประชารัฐ หนุนปลูกข้าวโพด

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 12.20 น.

รมว.กษ. ย้ำใช้กลไกผ่านผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ติดตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ 

14 ธ.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในพื้นที่ โดยสอบถามสถานการณ์กับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเกษตรกรที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดยพยายามเร่งรัดให้มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และเข้าพบหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยขอให้ผู้ว่าฯ กำชับนายอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการ และให้ผู้ตรวจราชการ กลับมารายงานผลการตรวจติดตามโครงการฯ ต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งให้ประชุมทำความเข้าใจโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา กับเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนตรวจสอบจุดรับซื้อข้าวโพดว่ามีครบหรือไม่ และมีบริษัทอะไรบ้างที่รับซื้อข้าวโพดในพื้นที่ หากมีปัญหาติดขัดให้ผู้ตรวจประสานแจ้งอธิบดีที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำตอบในทันที

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับการติดตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ให้ผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่พบปะหารือกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและ ผอ.กยท.จังหวัด เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ สอบถามถึงการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นจังหวัดว่าดำเนินการไปแล้วหรือไม่ และจังหวัดเริ่มก่อสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) มีความคืบหน้าถึงไหนแล้ว ทั้งนี้ จะมีการส่งคู่มือการก่อสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) ไปยังสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดและส่งต่อไปยังองค์กรท้องถิ่นจังหวัด ประกอบกับให้จัดตั้งสำนักงานสนับสนุนการใช้ยางใน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382729

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง  หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาพปัญหาดินเสื่อมโทรม จนไม่สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ต.หินดาต อ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เกษตรกรสมาชิกได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องประสบปัญหาดินแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและปริมาณตามที่ต้องการ สหกรณ์ฯจึงหาอาชีพเสริมให้สมาชิกเพื่อมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม

สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2546 เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน มีสมาชิกเริ่มต้น 11 ราย ต่อมาพัฒนากิจการเรื่อยมาจนมาถึงปี 2555 ได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพการเลี้ยงสัตว์(รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10) ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกร ได้ขยายกิจการและพัฒนาเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง มีสมาชิก 214 ราย มีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การขุนโคต้นน้ำ การเริ่มทดลองขุนโคกลางน้ำให้มีขนาดเพิ่มขึ้นและทดลองตลาดโดยการชำแหละ การซื้อหญ้าเนเปียร์ปากช่องของสมาชิก
การเพิ่มปริมาณโคต้นน้ำและการขายมูลโค ปัจจุบันสหกรณ์เลี้ยงโคต้นน้ำเพศเมีย 846 ตัว เลี้ยงโคขุนหมุนเวียนปีละ 1,200-1,500 ตัว

นางธนพัต จงธนวิเศษ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากบราห์มันไทยใหญ่เป็นบราห์มันชาโรเล่ส์เลือด 50 เพราะการตลาดของสหกรณ์ฯจะใช้ชาโรเล่ส์เลือด 50 เป็นตลาดนำ จึงปรับสายพันธุ์โดยใช้แม่บราห์มันไทยใหญ่พื้นเมืองและผสมน้ำเชื้อของชาโรเล่ส์เลือด 100 เข้าไป ลูกออกมาก็จะเป็นบราห์มันเลือด 50 ชาโรเล่ส์ ดังนั้น การเลี้ยงโคจึงคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด การจำหน่ายจะมี 2 รูปแบบคือ การขายโคตัวเป็นส่งให้ภาคเอกชนและการขายแปรรูป โดยการส่งโคตัวเป็นน้ำหนัก 500 กิโลกรัม ไปแปรรูปยังสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) ซึ่งสหกรณ์เครือข่ายดังกล่าวจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้ และจำหน่ายในจังหวัดและร้านสเต๊กทั่วไป จนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังมีเป้าหมายพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มปริมาณการผลิตโคจากภายในกลุ่มและการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงโค พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกด้านการตลาดจากผู้ซื้อหลายแห่ง เพื่อลดการผูกขาดทางการตลาด ตลอดจนทดลองชำแหละโคเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าโคที่ขุนประมาณร้อยละ 10 สู่การแปรรูปในปี 2562

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯจะเลี้ยงโคส่งขายอยู่ที่กลางน้ำ กล่าวคือ ส่งต่อให้สหกรณ์เครือข่ายนำไปเลี้ยงต่ออีกประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อทำเกรดไขมันแทรก ซึ่งจะเป็นการส่งโคเข้าโรงเชือดและจะวัดหน้าเกรดเนื้อออกมา โดยจะมีตั้งแต่เกรด 1-10 ตามอัตราไขมันแทรกของไขมันกับเนื้อ ซึ่งไขมันจะอยู่ระหว่างเนื้อ ราคาจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ถ้าน้ำหนัก 500 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม” นางธนพัต กล่าว

นายสุเทพ ปานน้อย สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า หลังสหกรณ์ฯเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน ทำให้ปัจจุบันตนหันมาเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากตลาดไปได้ดีกว่าปลูกมันสำปะหลัง อีกทั้ง การทำไร่มันสำปะหลังทำได้เพียงปีละครั้ง แต่การเลี้ยงโคขุนปีหนึ่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการเลี้ยงโคของแต่ละคนด้วย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และชีวิตดีขึ้นมาก

“ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนเลย สหกรณ์ฯได้อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกทุกคนที่สนใจเลี้ยงโค โดยสอนตั้งแต่วิธีการเลี้ยง การดูแล การให้อาหาร โดยใช้สูตรอาหารที่สหกรณ์ฯ แนะนำ ไม่มีสิ่งเจือปน หรือสารเร่ง เพื่อให้การผลิตโคได้มาตรฐานและขายได้ราคาดี” นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ยังได้รับการช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเงินทุนดอกเบี้ยขั้นต่ำ และได้งบจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน นำมาซื้อรถขนซากโค 1 คัน ทำให้สหกรณ์ฯขยายธุรกิจ และเกษตรกรสมาชิกมีอาชีพเสริมที่มั่นคง ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

ส่องสหกรณ์ : ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382727

ส่องสหกรณ์ : ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง

ส่องสหกรณ์ : ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ลำไยอบแห้ง (Dried longan)” ถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอย่างมหัศจรรย์ อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เป็นยาต้านโรคระดับสูง ลดปริมาณสารพิษในลำไยเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงด้านการป้องกันและรักษาสุขภาพของร่างกายได้เป็นอย่างดีมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ตามตำรายาแพทย์แผนจีนในอดีตได้มีการใช้ลำไยแห้งมาช่วยบำรุงหัวใจ และยังเชื่อว่าสามารถบำรุงระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีด้วย อาทิ ระบบเลือด การมองเห็นของสายตา ทำให้ผิวพรรณดี บรรเทาอาการเครียดและนอนไม่หลับ ส่วนในประเทศไทยเองก็มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า ลำไยมีสรรพคุณทางยาที่จะช่วยยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งได้ รวมทั้งสารสกัดจากลำไยก็ต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารเคมีที่ใช้ในยาและเครื่องสำอางบางชนิดด้วย

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง นับว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปลำไยเนื้อสีทอง 205 หมู่ 7 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน โทร.0-5350-3402, 08-1992-9516 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610 -7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล