กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าปี’62 ชูจุดแข็งชุมชนดันท่องเที่ยวเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381185

x

กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าปี’62 ชูจุดแข็งชุมชนดันท่องเที่ยวเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการยกระดับฟาร์มเกษตรกรแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่กรมให้การสนับสนุนอยู่แล้วนั้น พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพ ได้มาตรฐานของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชน โดยวางแนวทางพัฒนาด้วยการเพิ่มทักษะสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ด้านบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะดำเนินการทุกจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานและคุณภาพ พัฒนาศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสร้างการเรียนรู้ระหว่างกลุ่ม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรในเมืองรอง 55 จังหวัด และสร้างจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางต่อกัน

หลักเกณฑ์คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมจะพิจารณาจาก 1. เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน 2. มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว3. มีกิจกรรมการเกษตรหรือมีนวัตกรรมด้านการเกษตรที่โดดเด่น 4.มีความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว 5. การคมนาคมสะดวก 6. ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักหรือท่องเที่ยวธรรมชาติ 7. ชุมชนหรือนักท่องเที่ยวร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแหล่งวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะได้รับตราสัญลักษณ์ A (Agrotourism) ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานตามที่กรมกำหนดไว้

การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้มาตรฐาน พิจารณาจาก 1.ด้านศักยภาพเชิงคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือ มีคุณค่าทางกายภาพและชีวภาพ มีคุณค่าด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และภูมิปัญญา 2. ด้านศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือ มีศักยภาพการบริหารจัดการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีศักยภาพการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และมีศักยภาพดึงดูดใจทางการเกษตร

“กรมพร้อมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากิจการด้านการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้ต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

สศก.คลอดแผนเจาะตลาดข้าวอินทรีย์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381190

x

สศก.คลอดแผนเจาะตลาดข้าวอินทรีย์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานตลาดนำการผลิตและเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญและผลักดันการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ พ.ศ.2560-2564 และปัจจุบันมีผู้สนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้การบริโภคข้าวอินทรีย์และสินค้าอินทรีย์ในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า ตลาดส่งออกของไทยยังส่งออกในรูปแบบข้าวสารเท่านั้น ซึ่งหากระยะต่อไปรัฐบาลสนับสนุนการแปรรูปเพื่อการส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มการส่งออกข้าวอินทรีย์มากยิ่งขึ้นในอนาคต

จากการสำรวจข้อมูลตลาดข้าวอินทรีย์ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 – 12 ได้บูรณาการร่วมกัน พบว่า ปีเพาะปลูก 2559/60 มีการผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย (Organics Thailand) ทั้งหมด 28,091 ตัน  โดยจำหน่ายในประเทศ ร้อยละ 63 ส่งออกร้อยละ 37 ซึ่งวิถีตลาดข้าวอินทรีย์ไทย เริ่มจากเกษตรกรจำหน่ายข้าวเปลือกให้แก่ผู้รวบรวมในพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 67 จำหน่ายไปที่โรงสีโดยตรงคิดเป็น ร้อยละ 32 ส่วนร้อยละ 1 จำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งผลผลิตข้าวส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นหลัก  สายพันธุ์ข้าวในตลาด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวเหนียว กข.6

เกษตรกรส่วนใหญ่ จำหน่ายในตลาดสมาชิกเฉพาะสินค้าเกษตรอินทรีย์ อาทิ สหกรณ์การเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. โดยเกษตรกรต้องเป็นสมาชิก และจะได้รับการส่งเสริมการผลิตภายใต้กระบวนการผลิตข้าวตามมาตรฐานการรับรองเกษตรอินทรีย์ มีการจำหน่ายเป็นข้าวเปลือก 1-2 ครั้ง/ปี เพราะเกษตรกรเห็นว่าสามารถได้รายได้เป็นเงินก้อนเพื่อมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้ได้เพียงพอ  สำหรับการแปรรูปส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบข้าวสาร ส่วนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยังมีไม่มากนักเนื่องจากมีต้นทุนจำกัด โดยส่วนใหญ่ ได้แก่ เครื่องสำอาง เครื่องดื่มสำเร็จรูป ขนม ซีเรียล และอาหารเสริมสุขภาพ

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3)  กล่าวเสริมว่า หากมองถึงตลาดค้าส่งในประเทศ นับเป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถจำหน่ายข้าวอินทรีย์ได้เป็นประจำและมีปริมาณต่อครั้งค่อนข้างมาก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงการจำหน่ายในรูปแบบการรับจ้างผลิตสินค้าในแบรนด์ของลูกค้าเอง ในขณะที่ตลาดต่างประเทศของข้าวอินทรีย์ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ อเมริกา รัสเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป ญี่ปุ่น ภายใต้มาตรฐาน IFOAM, EU, NOP และ JAS ซึ่งในอนาคตจะขยายตลาดไปยังประเทศจีนตามมาตรฐาน COFCC ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งชี้ให้เห็นอนาคตที่สดใสของข้าวอินทรีย์ไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ สศก. ได้จัดทำแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดข้าวอินทรีย์ 8 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ทำฐานข้อมูลผู้เกี่ยวข้องในระบบตลาดทุกมิติ เพื่อใช้วางแผนผลิต จัดจำหน่าย และสร้างความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค 2)ส่งเสริมการผลิตสินค้าและออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้ตรงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค พร้อมทั้งศึกษาและจัดทําข้อมูล สถานการณ์การผลิต และการตลาดสินค้าอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง 3) การเพิ่มปริมาณการจำหน่ายในช่องทางการตลาดเดิม ได้แก่ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ ณ จุดจำหน่าย เพิ่มสัดส่วนการจัดจำหน่ายในตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดออนไลน์

4) การส่งเสริมการบริโภคข้าวอินทรีย์ภายในประเทศ สนับสนุนหมู่บ้านท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ เพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มผู้รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) การสร้าง Brand Loyalty ได้แก่ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับตราสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภค เปิดช่องทางให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมแนะนำสินค้าหรือบริการ และการสร้าง Brand Ambassador จากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ เช่น นำเสนอสินค้ารับประทาน ใช้สินค้า ถือสินค้า ให้ลูกค้าเห็น เป็นต้น 6) การส่งเสริมระบบตลาดเกษตรอินทรีย์ที่เป็นธรรม ให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตโดยตรงกับลูกค้า มีความสะดวก มีการตกลงราคาที่เป็นธรรม เพื่อลดส่วนเหลื่อมของราคาสินค้าในตลาด รวมทั้งผู้บริโภคได้สินค้าที่สดใหม่ มีการจัดสถานที่จำหน่ายโดยเน้นความเรียบง่าย สะดวก สะอาด 7) การส่งเสริมกลยุทธ์การทำตลาด สร้างความแตกต่างหรือคิดผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ และ 8) การสร้างผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์รุ่นใหม่ (New Organics Entrepreneur) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ปี 2560-2564 สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจ ต้องการสอบถามรายละเอียดผลศึกษาเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 โทร. 0-4229-2557 หรือ อีเมล zone3@oae.go.th

สหกรณ์กรุงเทพยกเครื่องดันยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381188

x

สหกรณ์กรุงเทพยกเครื่องดันยอดขาย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพีระพันธ์ เหมะรัต ประธานกรรมการร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เปิดเผยว่า ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2482 มีสมาชิกเริ่มต้นที่ 493 ราย ปัจจุบันมี 134,898 ราย มีสาขาอยู่ 5 สาขา ได้แก่ สาขาบางลำพู พระปิ่นเกล้า เอกมัย ลาดหญ้า และล่าสุดสาขาโรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่งตลอดระยะเวลา 79 ปีที่ผ่านมา ถือว่าการดำเนินงานของร้านสหกรณ์กรุงเทพเป็นไปในทิศทางที่ดีมาตลอด เดิมเคยมีผลประกอบการไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อวันต่อสาขา แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจโลกผันผวน กระแสความนิยมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม ทั้งยังมีผู้ประกอบการร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และมีตลาดออนไลน์เพิ่มเข้ามา ทำให้ยอดขายลดลง อย่างปี 2560 ยอดขายรวม 124 ล้านบาท พอมาปี 2561 ยอดขายลดลงเหลือ 104 ล้านบาท กำไร 4.8 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนกำไรที่ลดลงก็มีผลต่อการปันผลให้กับสมาชิก

ดังนั้น ร้านสหกรณ์กรุงเทพจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้องค์กรอยู่รอด มีเงินปันผลให้กับสมาชิกและสามารถดูแลพนักงานจำนวน 100 กว่าคนให้อยู่ได้ โดยเน้นนโยบายปรับตัวเพื่อความอยู่รอด “ลดเพื่อเพิ่ม”คือ ลดพื้นที่ขาย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้จากการบริหารจัดการพื้นที่ให้เช่ามากขึ้น เนื่องด้วยร้านสหกรณ์กรุงเทพแต่ละสาขาจะมีพื้นที่ค่อนข้างมาก ก็ปรับลดขนาดพื้นที่ขายสินค้าของสหกรณ์ให้น้อยลงแต่ยังคงมีผลิตภัณฑ์ที่ครบครันและยังมีพื้นที่ให้สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน เพียงแต่นำพื้นที่ที่เหลือมาแปลงสินทรัพย์เป็นมูลค่าเพิ่ม เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาเช่าพื้นที่ทำการค้า และล่าสุดสาขาบางลำพูมีแผนพัฒนาพื้นที่ชั้นบนของร้านสหกรณ์เป็นโฮสเทล เปิดรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวย่านถนนข้าวสาร แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมกันนี้ ยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าในตลาดออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีสินค้ากว่า 280 รายการ ไปจำหน่ายที่ Shopee

“แม้ว่าสินค้าที่จำหน่ายในร้านสหกรณ์จะถูกกว่าร้านค้าทั่วไป อีกทั้ง สมาชิกที่มาซื้อสินค้าจะได้รับส่วนลดและได้รับเงินปันผล ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าเรายังยึดรูปแบบเดิมไม่พัฒนา หรือทำแต่ร้านค้าสหกรณ์อย่างเดียวต่อไปคงไม่รอด ดังนั้น ร้านสหกรณ์กรุงเทพจึงปรับกระบวนความคิดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจะใช้รูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่อย่างครบวงจรของสาขาบางลำพูเป็นต้นแบบให้ 4 สาขา เพื่อนำไปปรับระบบการบริหารจัดการที่สอดคล้องและสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายพีระพันธ์ กล่าวย้ำ

กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกร รับมือโรคเน่าเปียกในถั่วลันเตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381186

x

กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกร รับมือโรคเน่าเปียกในถั่วลันเตา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ต้นถั่วลันเตาอยู่ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและเริ่มขึ้นค้าง ประกอบกับเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอากาศร้อนตอนกลางวัน กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตาให้เฝ้าสังเกตการระบาดของ โรคเน่าเปียก สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของถั่วลันเตา พบได้ทุกส่วนของพืช แต่จะมีอาการรุนแรงกับส่วนยอดอ่อน โดยพบอาการแผลช้ำฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลดำ และขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะเน่าช้ำฉ่ำน้ำ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมและมีความชื้นสูงจะเน่าลุกลามรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา มีก้านใสชูตั้งฉากขึ้นมาจากส่วนของพืชที่เป็นโรคลักษณะคล้ายขนแมว ส่วนปลายของก้านใสจะเห็นสปอร์ของเชื้อราเป็นตุ่มสีดำ สปอร์ของเชื้อราสามารถปลิวแพร่ระบาดไปสู่ต้นอื่นได้ดี โดยอาศัยน้ำ ลม ฝน น้ำค้าง แมลง หรือติดไปกับสิ่งที่เข้าไปสัมผัส จะส่งผลให้เกิดการระบาดของโรครุนแรงมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก ปรับระยะการปลูกถั่วลันเตาไม่ให้แน่นเกินไป  กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และบริเวณใกล้เคียงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำค้าง หมอกหรือมีความชื้นสูง และมีอากาศร้อนตอนกลางวัน หากพบส่วนยอดเริ่มมีอาการช้ำหรือมีเชื้อราเกิดขึ้น ให้รีบตัดส่วนที่เป็นโรคใส่ถุงหรือภาชนะปิด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายไปทั่วแปลง และนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดโคลแรน 75% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5 วัน ส่วนแปลงที่พบโรค หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย

เส้นตายพรุ่งนี้!จ่องัดกม.ส.ป.ก.ยึดคืนที่’ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’บุกรุกวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381209

เส้นตายพรุ่งนี้!จ่องัดกม.ส.ป.ก.ยึดคืนที่'ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน'บุกรุกวังน้ำเขียว

เส้นตายพรุ่งนี้!จ่องัดกม.ส.ป.ก.ยึดคืนที่’ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’บุกรุกวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.11 น.

5 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ เป็นวันสุดท้ายสิ้นสุดการผ่อนผันให้กับเอกชนผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 2 แปลง คือ ไร่ฟ้าประทาน พื้นที่ 279 ไร่ และฟลอร่าพาร์ค พื้นที่กว่า 103 ไร่ วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่เกือบ 400 ไร่ ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการได้ยื่นขอเข้าชี้แจงการได้มาของพื้นที่ดังกล่าวต่อปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก.โครราช) ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.โคราช ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด หากผู้ประกอบการไม่มีเอกสารหลักฐานตามกฎหมายในการเข้าใช้พื้นที่ ให้เร่งเข้าสู่กระบวนเพิกถอน จัดสรรสิทธิให้เกษตรกรผู้ยากไร้ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.เข้าพื้นที่โดยเร็ว

นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า นางลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ให้ตัวแทนโทรประสานติดต่อกับตนว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 6 ธ.ค.จะเข้ายื่นหนังสือโต้แย้งสิทธิในการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้ง 2 แปลง ซี่งไม่ทราบว่านางลักขณา จะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่ ภายหลังจากที่ทาง ส.ป.ก.ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถือครองที่ดินทั้ง 2 แห่ง ยุติกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.61 แต่ผู้ถือครองที่ดินก็ยังคงดำเนินกิจการไปตามปกติ ราวกับว่าไม่ให้ความสำคัญกับหนังสือแจ้งเตือนของ ส.ป.ก.ซึ่งขณะนี้ทาง ส.ป.ก.นครราชสีมา ได้รายงานให้ นายวิณะโรจน์​ ทรัพย์​ส่ง​สุข​ เลขาธิการ ส.ป.ก.ทราบแล้ว โดยเรื่องไปถึง รมว.เกษตรฯ แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ พบว่าทางฟลอร่าพาร์ค และฟ้าประทานฟาร์ม อ.วังน้ำเขียว ก็ยังคงเปิดให้บริการจำหน่ายบัตรกับนักท่องเที่ยว เพื่อเข้าชมสวนดอกไม้เมืองหนาวตามปกติ แม้ว่าจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้ยุติกิจกรรมทั้งหมดจาก ส.ป.ก.แล้วก็ตาม

พร้อมกับได้ส่งรายงานให้ รมว.เกษตรฯ ถึงผลสรุปข้อเท็จจริงที่ ส.ป.ก.โคราช เข้าตรวจสอบพิกัดและเอกสารสิทธิในพื้นที่ 2 แปลง โดยพื้นที่บริเวณฟลอร่าพาร์ค เนื้อที่ 103 ไร่ 62 ตารางวา พบว่าเป็นจัดสรรสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ตั้งแต่ปี 2535 ให้กับ น.ส.ปนัดดา หงสกุล กว่า 24 ไร่ ของนายสุริยนต์ ตู้จินดา กว่า 30 ไร่ และของนายสวัสดิ์ สายราช กว่า 48 ไร่ ต่อมาบุคคลข้างต้น ได้ให้การยินยอมที่สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย โดย นายอนันต์ ดาโลดม ยื่นขอใช้ที่ดินปลูกดอกไม้และจัดงาน วังน้ำเขียว มหัศจรรย์ ดอกไม้ งานศิลป์ ดินแดนแห่งความสุข ได้ขอใช้ที่ดินระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือน ส.ค.53 ถึงปี 54 ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนคราชสีมา (คปจ.) มีมติให้ความเห็นชอบให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว

ต่อมาในการประชุม คปจ.วันที่ 29 ก.ย.53 มีการขอใช้ที่ดินอีกครั้ง โดยบริษัท ฟลอร่าพาร์ค จำกัด เพื่อใช้เป็นกิจการศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับพืชดอก พืชสวน และพืชทุกชนิด โดยขอเช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง น.ส.ปนัดดา นายสุริยนต์ มีหนังสือสละสิทธิในที่ดินแล้ว และ คปจ.มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.55 เห็นชอบให้มีศูนย์การเรียนรู้ฯ แต่ให้บริษัทไปจัดทำแผนงบประมาณและขั้นตอนรายละเอียด รวมถึงเป้าหมายในแต่ละปีให้ชัดเจน ก่อนนำเสนอ คปจ.แต่ปรากฏว่าไม่มีการพิจารณาอีก และจากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ปัจจุบันด้านเป็นลานจอดรถ และร้านกาแฟ ด้านหลังเป็นสวนดอกไม้

สำหรับพื้นที่บริเวณฟ้าประทาน เนื้อที่ ส.ป.ก.ยังไม่ได้จัดสรรสิทธิ ส.ป.ก.4-01 แต่พบรวมแปลงเนื้อที่ติดต่อกัน ประมาณ 279 ไร่ 2 งาน 12 ไร่ โดยแปลงเลขที่ 2 กลุ่มที่ 235 เนื้อที่กว่า 142 ไร่ ไม่มีชื่อผู้ถือครอง แต่เดิมระบุชื่อ นายชนะพงศ์ นะวิโรจน์ ทำประโยชน์ในปัจจุบันปลูกพุทรา มะม่วง ยางพารา และแปลงที่เลข 3 กลุ่มที่ 2292 เนื้อที่กว่า 38 ไร่ ชื่อผู้ถือครอง นายจรูญ จั่วจันทึก การทำประโยชน์ปัจจุบัน ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ไร่องุ่นและอ้อย ส่วนแปลงเลขที่ 3 กลุ่มที่ 236 เนื้อที่กว่า 42 ไร่ ยังไม่สำรวจรังวัด ไม่มีชื่อผู้ถือครอง และแปลงเลขที่ 4 กลุ่มที่ 236 เนื้อที่ 55 ไร่ เดิมระบุชื่อ นายชนะพงศ์ นะวิโรจน์ และปัจจุบัน เป็นที่ดินแปลงเลขที่ 5 กลุ่ม/ระวางที่ 5337IV9494 เนื้อที่กว่า 40 ไร่ ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีชื่อ นายมนินภัทร์ นะวิโรจน์ (ย้ายจากกลุ่ม 336 แปลงเลขที่ 4) ปัจจุบันทำไร่องุ่น และแปลงสุดท้าย เนื้อที่กว่า 15 ไร่ ยังไม่ได้สำรวจรังวัด

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381018

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP  เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโครงสร้างการผลิตข้าวของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมให้ชาวนารายย่อยมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตข้าว ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ที่สำคัญคือมีการเชื่อมโยงตลาดข้าวมาตรฐาน GAP ของกลุ่มนาแปลงใหญ่ ให้มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันทำนาแปลงใหญ่ เพื่อรวมกันผลิต รวมกันจำหน่าย เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้าและที่สำคัญคือการผลักดันให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทุกรายมีการผลิตข้าวตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือมาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย ก่อนจะพัฒนาไปสู่ขั้นการผลิตข้าวอินทรีย์ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทย ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชาวนาไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จึงมีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการปลูกข้าว เรียกว่าเป็นชาวนามืออาชีพอยู่แล้ว เพียงแค่ลองปรับระบบการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักวิชาการอีกไม่กี่ขั้นตอน ก็จะสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต และยังต่อยอดเชื่อมโยงกับตลาดข้าวที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ให้มีการทำข้อตกลงซื้อขายข้าว(MOU)ระหว่างกลุ่มนาแปลงใหญ่ GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าว เกษตรกรจึงสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เมื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ สินค้าก็จะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น ส่งผลไปถึงรายได้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีการผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP ทั้งระบบกรมการข้าว จึงมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เร่งเข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตข้าวให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,350 กลุ่ม ทั้งที่เป็นกลุ่มเก่าและกลุ่มตั้งใหม่ ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปสู่มาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กรมการข้าวจะเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำทุกระยะตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว เพื่อเป้าหมายหลักคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้และความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ด้านนายพิเชษ ธูปแก้ว ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีสมาชิก 150 ราย ซึ่งกรมการข้าว ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย เนื่องจากเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพและราคาข้าวได้ จากการที่รัฐบาลได้ทำโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ทำให้สามารถขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้นตามคุณภาพนั่นเอง อย่างเช่น ปกติขายข้าวอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อตัน แต่พอมาทำข้าว GAP สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อีก 2,000-3,000 บาท

ถึงแม้ว่าการผลิตข้าว GAP จะช่วยยกระดับคุณภาพข้าวได้อย่างเด่นชัด แต่ก็มีขั้นตอนการดำเนินการที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ทำให้มีอุปสรรคกับเกษตรกรบางรายโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอายุเฉลี่ย 50-60 ปีขึ้นไปจะปฏิบัติตามได้ค่อนข้างยากในเรื่องการจดบันทึก แต่ในเรื่องความสนใจและต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวมาตรฐานนั้นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกคนพร้อมที่จะดำเนินการตามอยู่แล้ว ดังนั้นกลุ่มจึงมีเป้าหมายให้สมาชิกกลุ่มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ปัจจุบันมีอยู่เพียง 20 ราย ให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นต้นแบบให้กับสมาชิกรายอื่น โดยคาดว่าในปีนี้อย่างน้อยต้องมีสมาชิกผ่านมาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้นเป็น 50 ราย และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบทั้งหมด

“การปรับเปลี่ยนมาผลิตข้าว GAP สิ่งที่ได้รับอย่างแรกคือความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดข้าวคุณภาพมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของเกษตรกร อย่างในจังหวัดลพบุรีมีการรับซื้อข้าว GAP จากกลุ่มนาแปลงใหญ่ไปสีแปรรูปจำหน่ายในกลุ่มจังหวัดได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวแบบเดิมเพื่อขายข้าวเปลือกให้โรงสีอย่างเดียว รายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนไป ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนคงอยู่ไม่ได้ เราก็จะใช้ข้อดีตรงนี้มานำเสนอเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกนาแปลงใหญ่หันมาผลิตข้าวมาตรฐาน GAP มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างความยั่งยืนในอาชีพต่อไป”

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า พัฒนาวิทยากรกำจัดศัตรูพืช เพิ่มศักยภาพ‘รร.เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381016

x

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า พัฒนาวิทยากรกำจัดศัตรูพืช เพิ่มศักยภาพ‘รร.เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากที่ผ่านมาหนึ่งในรูปแบบการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร ตามภารกิจหลักของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีบทบาทถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตดีและมีรายได้ที่มั่นคงคือ ระบบการเรียนรู้ผ่าน “โรงเรียนเกษตรกร” ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ด้วยวิธีส่งเสริมให้ลงมือปฏิบัติต่อเนื่องตลอดฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรคิดและทำได้จริง ทั้งนี้ เกษตรกรชาย หญิง ตลอดจนเด็กและเยาวชนจะมีโอกาสในการเรียนรู้เท่าเทียมกัน ร่วมกันคิดและตัดสินใจในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นวิทยากรกระบวนการ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้สู่การเกษตร 4.0 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมุ่งพัฒนาโรงเรียนเกษตรกรให้มีคุณภาพต่อเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

“ดังนั้น ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้เป็นวิทยากรกระบวนการด้านการจัดการศัตรูพืชที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ที่เท่าทันต่อศัตรูพืชที่หลากหลายในปัจจุบัน เกิดทักษะในการจัดการกับศัตรูพืชอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำได้อย่างทันท่วงที แล้วสามารถกลับไปทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการในโรงเรียนเกษตรกรในระดับจังหวัด ส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดทักษะและความรู้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายสำราญกล่าว

และว่า ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางพัฒนาระบบการจัดการศัตรูพืชผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชในเขตภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญและมุ่งเน้นวิธีจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานหรือ IPM และถ่ายทอดความรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดทักษะเป็นสำคัญ โดยวางแนวทางป้องกันกำจัดศัตรูพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ผ่านการบูรณาการความรู้จากกรมวิชาการเกษตรและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพื่อสร้างศักยภาพในการส่งเสริมทักษะแก่เกษตรกรในโรงเรียนเกษตรกรได้อย่างมีคุณภาพ โดยเกษตรกรที่สนใจพัฒนาความรู้เพิ่มเติมและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเกษตรกรใกล้บ้าน

สศก.ปลื้มผลพัฒนาอาชีพเกษตร5จชต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381014

x

สศก.ปลื้มผลพัฒนาอาชีพเกษตร5จชต.

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการติดตามผลดำเนินงานต่อเนื่องในกิจกรรมศักยภาพการผลิต การตลาด และการแปรรูปของสถาบันเกษตรกร ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2552 – 2558 ซึ่งมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเจ้าภาพ วัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกของเครือข่ายในพื้นที่เกิดความเข้มแข็งพัฒนาและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพและพื้นที่ที่ประกอบอาชีพปศุสัตว์และประมง ในการสร้างรายได้ให้สมาชิกของสถาบันเกษตรกรให้สามารถเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนของสมาชิก โดยกำหนดเป้าหมายเครือข่ายกลุ่มอาชีพการเกษตร และสถาบันเกษตรกรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา

จากการติดตามผลโครงการ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) ลงพื้นที่ช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา (อ.จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา) สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องการสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกร 5 จังหวัด รวม 15 ราย  และสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 5 จังหวัด ในกลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงโค ซึ่งเป็นสหกรณ์ 18 สหกรณ์ตัวอย่าง พบว่า

เกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเลี้ยงโค โดยเฉลี่ย 7 ปี เกษตรกร ร้อยละ 95 นำความรู้ที่ได้รับจากการถ่ายทอดไปปฏิบัติ ส่งผลกลุ่มเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร ร้อยละ 85 มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการดำเนินกิจกรรม โดยเป็นรายได้จากการขายโคตัวผู้ และมูลโคกระสอบละ 30 – 50 บาท และเกษตรกรบางรายนำสัตว์ไปปล่อยเลี้ยงไว้ในสวนเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ส่วนเกษตรกรร้อยละ 15 ยังไม่มีรายได้เพิ่ม เนื่องจากยังไม่ต้องการขายโค เพราะเป็นโคตัวเมีย ซึ่งตั้งใจจะเลี้ยงเพื่อเพิ่มแม่พันธุ์ อีกทั้ง เกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกราย ยังร่วมกันจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการลดต้นทุนของกลุ่มอาชีพที่ตนสังกัดอยู่  โดยสมาชิก ร้อยละ 71 ลดต้นทุนการผลิตลงได้ เพราะเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้มูลโคแทนการซื้อปุ๋ยมาใส่ในสวนของตนเอง เป็นการลดค่าใช้จ่ายซื้อปุ๋ย และลดการใช้สารเคมี ทั้งนี้ เกษตรกรที่เหลือร้อยละ 29 รู้สึกว่าต้นทุนการผลิตไม่ลดลงเท่าที่ควร เนื่องจากเกษตรกรยังคงต้องใช้ปริมาณปุ๋ยเท่าเดิม และปริมาณมูลโคมีไม่เพียงพอกับความต้องการ

ด้านนายสุธรรม ธรรมปาโล ผอ.สศท.9 กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยังดำเนินกิจกรรมมาต่อเนื่อง มีรายได้จากกิจกรรม เช่น ขายโคและมูลสัตว์ ซึ่งในปีที่ 1 (ระหว่าง 1 ต.ค.2558 – 30 ก.ย.2559)มีรายได้เฉลี่ย 24,710 บาท/ราย ปีที่ 2 (ระหว่าง 1 ต.ค. 2559-30 ก.ย. 2560) มีรายได้เฉลี่ย 30,502 บาท/ราย และ  ปีที่ 3 (ระหว่าง 1 ต.ค. 2560 – ปัจจุบัน) มีรายได้เฉลี่ย 2,282 บาท/ราย โดยสินทรัพย์ที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต การตลาดและการแปรรูปของสถาบันเกษตร ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันเฉลี่ยคงเหลือ ลูกโค 1 ตัว และแม่โค 1 ตัว /ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 30,487 บาท ซึ่งเกษตรถือว่าเป็นเงินเก็บของครอบครัว เมื่อต้องการหรือจำเป็นใช้เงินจึงจะนำโคไปจำหน่าย

ความพึงพอใจของเกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีระดับพึงพอใจภาพรวมมาก ทั้งด้านการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ด้านองค์ความรู้ การติดตาม/ตรวจเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจสอบถามผลดำเนินโครงการเพิ่มเติมหรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรในพื้นที่ ติดต่อได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา โทร. 0-7431-2996 อีเมล zone9@oae.go.th

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381010

449007

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพื่อสุขภาพจากพื้นที่การผลิต ลุ่มน้ำลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง หนุนสมาชิก สร้างแหล่งผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รักษาความสมดุลของธรรมชาติ โดยสหกรณ์ควบคุมการผลิต ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ กรรมวิธีการผลิตด้วยการดำนาปลูกข้าวแบบประณีต ไม่ใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นข้าวคัดคุณภาพพิเศษ เพื่อสุขภาพที่ดี

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้าวลำพระเพลิง นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด 4 หมู่ 8 ถนนสืบศิริ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา 30150 โทร. 04-444-1060 04-445-1639 โทรสาร ต่อ 108 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมฯมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กฤษฎาขันนอตบิ๊กเกษตรฯตามผล แก้ยางตก-ปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381012

x

กฤษฎาขันนอตบิ๊กเกษตรฯตามผล แก้ยางตก-ปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ได้สั่งการผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการกรม เพื่อเร่งรัดการลงพื้นที่ตรวจติดตามและรับฟังสถานการณ์แก้ไขปัญหาทางการเกษตร 2 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1.ให้ผู้ตรวจราชการฯ ไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในพื้นที่ เพื่อติดตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า จังหวัดสามารถเชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้มากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดหรือประเด็นใดบ้างให้แก้ไขทันที

เรื่องที่ 2 ให้ผู้ตรวจราชการฯไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อตรวจสอบว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แต่ละจังหวัดได้มาพบเพื่อชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำยางพาราไปทำถนนและ กยท.ในพื้นที่นั้นมีการเริ่มต้นเตรียมการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางไร่ ละ 1,800 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่แล้วหรือไม่ หากมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใด/ประเด็นใดบ้างให้รีบแก้ไขทันที และหากเกินขีดความสามารถทั้งสองเรื่องดังกล่าวให้รายงานส่วนกลางดำเนินการด้วย

ทั้งนี้ ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางระบบการรับรายงานผลการตรวจติดตามงานตามข้อ 1 และข้อ 2 ไว้ด้วยโดยให้รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบทุกระยะๆ และให้เริ่มรายงานทันทีที่ลงพื้นที่ภายใน 10 ธ.ค.2561