เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ สทนช.เตรียมพร้อมรับมือแล้ง-น้ำท่วมภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377654

x

เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ สทนช.เตรียมพร้อมรับมือแล้ง-น้ำท่วมภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้ประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การติดตามสภาพอากาศภาคใต้ที่อยู่ในช่วงฤดูฝน สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน การให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือ และ 2.การติดตามความก้าวหน้าแผนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2561/62 โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน เพื่อเตรียมแผนรับมือการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำรอง และแจ้งเตือนประชาชน

ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) วิเคราะห์แล้ว พบว่า พื้นที่เสี่ยงอาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2561/62 แบ่งเป็น 1. พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ปี 2561/62 เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งพิจารณามีทั้งสิ้น 11 จังหวัด 27 อำเภอ 71 ตำบล พื้นที่รวม 151,552 ไร่

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุดขณะนี้ ยังคงมีฝนหนักได้ในบางพื้นที่ ปริมาณฝน 24 ชั่วโมง ที่ผ่านมามีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ 102.0 มม. อ.บางสะพานน้อย 58.5 มม.) อ.กงหรา จ.พัทลุง (99.0 มม.) อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช (84.0 มม.) และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร (58.0 มม.) ส่วนในวันที่ 12-13-14 พ.ย. 2561 ปริมาณฝนตกในพื้นที่ภาคใต้จะลดลง พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ยังคงมีฝน แต่ปริมาณไม่มากนัก ส่วนทางภาคเหนือจะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น สำหรับวันที่ 15-16-17 พ.ย. 2561 ภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปบริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช แต่ปริมาณฝนไม่มากเหมือนช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนวันที่ 18-19 พ.ย. 2561 อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนและลมแรง ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทย คลื่นสูงประมาณ 2 ม. ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก ไม่มีระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ อ่างฯ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (91%) น้ำไหลเข้าวันละ 4.11 ออก 2.59 ล้าน ลบ.ม. และอ่างฯ ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ (85%) น้ำไหลเข้าวันละ 11.64 ออก 2.41 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ให้ติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สทนช.ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน กำกับ ติดตาม และเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปัตตานี พร้อมขุดคลองและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตรวจสอบความพร้อมการใช้งานของอาคารบังคับน้ำและสถานีสูบน้ำต่างๆ รวมทั้ง กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อรับมืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ไว้แล้ว โดยติดตั้งบริเวณพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 453 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 300 เครื่อง รถแทรกเตอร์/รถขุด 108 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377599

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.01 น.

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

18 พ.ย.61 น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยถึงการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 45 (Committee on World Food Security: CFS) ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่า การประชุมมีวาระสำคัญของการประชุม อาทิ สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2561 ประเด็นสำคัญและอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ การเตรียมการจัดทำแนวปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยระบบอาหารและโภชนาการในความเป็นหุ้นส่วนระหว่าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

ความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและโภชนาการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินนโยบายประชารัฐภาคเกษตร เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยใช้ความก้าวหน้าของภาคเอกชนในการบริการจัดการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการตลาดในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

ด้าน Mr. José Graziano da Silva ผู้อำนวยการใหญ่ของ FAO ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ถึงความจำเป็นในการดำเนินการด้านโภชนาการ โดยนำเสนอให้เห็นถึงความอดอยากหิวโหยได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา ดังนั้น การให้ความสำคัญด้านโภชนาการ การเพิ่มบทบาทของสตรีในชนบท

Mr. David Beasley ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) กล่าวว่ารายจ่ายของ WFP กว่าร้อยละ 80 อยู่ในเขตสงคราม โดยระบุว่า ความขัดแย้งทำให้เกิดความอดอยากหิวโหย ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ และเรียกร้องให้มีการพัฒนาด้านมนุษยธรรมควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน ทาง Mr. Cornelia Richter รองประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development: IFAD) กล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตร เช่น การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และบทบาทของเกษตรกรรายย่อย

กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์! เลี้ยงสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะ ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377319

กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์! เลี้ยงสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะ ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์! เลี้ยงสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะ ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.09 น.

กรมปศุสัตว์ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทย ร่วมรณรงค์ทั่วโลก การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ลงร้อยละ30 ในปี 2564

16 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การใช้ยาต้านจุลชีพ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ยาปฏิชีวนะ” เป็นยาที่มีความจำเป็นในการรักษาโรค ทั้งในมนุษย์และสัตว์ หากมีการใช้อย่างไม่ถูกต้อง มากเกินความจำเป็น ก็จะก่อให้เกิดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance)ได้ ซึ่งการดื้อยาต้านจุลชีพ กำลังเป็นประเด็นที่สำคัญด้านการสาธารณสุข และเป็นปัญหามีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญในการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ และได้มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564

โดยภาคปศุสัตว์มีเป้าหมายที่สำคัญ คือลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2564 และที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ ได้มีการดำเนินการกำกับดูแลให้มีการใช้ยาอย่างถูกต้องมาโดยตลอด โดยล่าสุดได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated Feed) ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะจะต้องมีการสั่งใช้ยาโดยสัตวแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ จนถึงมีการลงนามในโครงการพิเศษ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ” (Raised Without Antibiotics; RWA) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 12 – 18 พฤศจิกายน 2561 ทั่วโลกจะมีการจัดงาน “สัปดาห์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างตระหนักรู้ (World Antibiotics Awareness Week; WAAW)” เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะให้มีการใช้ยาอย่างตระหนักรู้ ใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศที่เป็นไตรภาคี (Tripartite) ได้แก่ FAO OIE WHO และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “ภาคปศุสัตว์ร่วมใจ ใส่ใจการใช้ยาปฏิชีวนะ”“Livestock stakeholders handle antibiotics with care” ซึ่งมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับเกษตรกรที่ผ่านการรับรองโครงการเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ และให้องค์กรระหว่างประเทศร่วมบรรยายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมเสวนาถึงทิศทางการจัดการดื้อยา และการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการใช้ ยาปฏิชีวนะ โดยให้มีการใช้เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้สามารถลดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพลงได้ ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับทั้งผู้บริโภคภายในประเทศและต่างประเทศ

กรมประมง…เปิดอบรมฟรี! หลักสูตร’ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าจากปลานิล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377211

กรมประมง...เปิดอบรมฟรี! หลักสูตร'ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าจากปลานิล'

กรมประมง…เปิดอบรมฟรี! หลักสูตร’ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าจากปลานิล’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.30 น.

กรมประมง เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมหลักสูตร “ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าจากปลานิล” ภายใต้โครงการฝึกอบรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำและการแปรรูปสัตว์น้ำ จำนวน 2 รุ่น ในวันที่ 18 – 19 ธันวาคม 2561 และวันที่ 22 – 23 มกราคม 2562 ณ โรงแรมทองธารา ริเวอร์วิว กรุงเทพมหานคร และศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ จังหวัดสมุทรปราการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

สำหรับการอบรมหลักสูตร “ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าจากปลานิล” จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำและการแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และการฝึกปฏิบัติ อาทิ เทคโนโลยีการจัดการหลังการจับ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลานิลเพื่อเพิ่มมูลค่าของสัตว์น้ำ ฯลฯ และเมื่อจบหลักสูตรการอบรมไปแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพได้

ทั้งนี้ เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และบุคคลทั่วไปรายใดที่สนใจสามารถสแกน QR-Code ใบสมัครออนไลน์ได้ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่  กลุ่มวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิต กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง เกษตรกลาง จตุจักร กรุงเทพฯ หมายเลขโทรศัพท์ 02 561 1440 หรือ 02 940 6130-45 ต่อ 4213-4215 โทรสาร 02 561 1902 ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2561 (ในวันเวลาราชการ) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

image.png
ใบสมัครออนไลน์

สหกรณ์ลงตรังโปรยยาหอมช่วยชาวสวน ส่งมือชำนาญสอบบัญชีสางทุจริตยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377199

สหกรณ์ลงตรังโปรยยาหอมช่วยชาวสวน ส่งมือชำนาญสอบบัญชีสางทุจริตยาง

สหกรณ์ลงตรังโปรยยาหอมช่วยชาวสวน ส่งมือชำนาญสอบบัญชีสางทุจริตยาง

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.31 น.

รองอธิบดีกรมส่งเสริมกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงตรัง โปรยยาหอมช่วยชาวสวน พร้อมส่งมือชำนาญร่วมตรวจสอบบัญชีสางทุจริตยางชุมนุมสหกรณ์ตรัง คาดสัปดาห์หน้าน่าจะได้ข้อยุติ

16 พ.ย.61 คืบหน้ากรณีพบการทุจริตการขายยางของ ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง หลังจากตรวจพบอดีตผู้จัดการฯกับพวกร่วมกันทุจริตฉ้อโกงยักยอกยางของชุมนุมฯไปขายให้กับบริษัทต่างๆรวมประมาณ 5 บริษัท โดยเฉพาะกับ 2บริษัท ซึ่งเป็นของอดีตผู้จัดการที่ไปลักลอบจดทะเบียนจัดตั้ง แต่ไม่ได้ใช้ชื่อของผู้จัดการเอง และออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 10 ฉบับๆละ 5 ล้าน รวม 50 ล้าน การลักลอบ นำยางพาราไปขายจำนวน  80,000 กิโลกรัม รวมทั้งความเสียหายกรณีชุมนุมขายยางให้กับบริษัทเอกชน เป็นเงินจำนวน 207 ล้านบาท แต่ไม่ปรากฏว่ามีการส่งมอบเงินให้กับทางชุมนุมแต่อย่างใด

 

 

ล่าสุด ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรัง  นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินทางมาประชุมมอบภารกิจให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์รวมกว่า 10 คน ที่มีความชำนาญเพื่อเข้าร่วมตรวจสอบปัญหาการทุจริตภายในชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรังตามที่นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังแต่งตั้ง และตามที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมาย เพื่อหาความจริงและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสต๊อกยางพาราของชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรังทั้งหมดที่หายไปว่า มีจำนวนเท่าใด หายไปไหน และใครจะต้องรับผิดชอบ เชื่อว่าการระดมตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆที่ร่วมมือกันในครั้งนี้คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะต้องได้รายละเอียด และขึ้นอยู่กับความร่วมมือของบริษัทต่างๆที่ร่วมทำการซื้อขายกับชุมนุมสหกรณ์ด้วย

นายเชิดชัย กล่าวว่า หลังจากที่มีการประชุมแก้ปัญหาราคารายางพาราที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ซึ่ง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ได้สั่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ที่จะออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อที่จะรอเสนอการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยกำชับว่า ชาวสวนยางพาราจะต้องขึ้นทะเบียนกับ กยท.ถ้าไม่ขึ้นก็ไม่มีสิทธิ พร้อมทั้งจะให้ กยท.ประกาศราคายุติธรรมในการซื้อยาง ยกตัวอย่างเช่น ราคาจะไม่นิ่ง แผ่นดิบรมควันชั้น 3 ขายได้ไม่ต่ำกว่า กก.40 บาท น้ำยางสดขายได้ไม่ต่ำกว่า กก.ละ37 บาท ยางก้นถ้วยไม่ต่ำกว่า 35 บาท แต่ถ้ามีวิกฤตการณ์ด้านการตลาดทำให้เกษตรกรขายยางได้ต่ำกว่านี้รัฐบาลจะชดเชย เช่น ยางแผ่นดิบขายได้ กก.ละ38 บาทจะชดเชย 2 บาท เกษตรกรที่ได้ต้องขึ้นทะเบียน เพราะเกรงว่าจะมีการสวมรอยด้วยการกว้านซื้อยางมาขาย ต้องมีการมาตรการอย่างยุติธรรม

“มาตรการที่2 อาจจะมีการมีการจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีที่มีการหยุดกรีดยาง ซึ่งยังไม่มีการสรุปในรายละเอียด จำนวนไร่ยังไม่ชัด 3)จะมีการร่วมกับผู้ประกอบการบางรายที่เอาน้ำยางดิบไปทำผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ที่นอน,หมอนยางพารา ส่งให้ 4 กระทรวง เอาไปใช้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำไปใช้เพื่อต้องการดูดซับน้ำยางมาผลิตในกระทรวงกลาโหม,สาธารณสุข,ศึกษาธิการและ,กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เอาไปใช้ในที่ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเด็กเล็ก บ้านคนชรา โรงเรียน หอพักน่าจะช่วยได้มากพอสมควร ซึ่งเป็นมาตรการก่อนปิดกรีด คาดว่าหลังวันที่ 29 พฤศจิกายน ถ้าคณะรัฐมนตรีมีมติแล้วและเอกสารทุกอย่างพร้อม มาตรการดังกล่าวก็น่าจะเริ่มเป็นผล” นายเชิดชัย กล่าว

 

 

นายเชิดชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้กรุณาตั้งเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดตรังเข้าไปร่วมตรวจสอบ ตนเองได้มาประชุมมอบนโยบายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดตรัง ในเรื่องของการส่งทีมเข้าไปช่วยตรวจสอบ เพราะวันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสต๊อกยางที่ซื้อขายผ่านบัญชีว่ามีจำนวนเท่าไหร่กันแน่ ถ้าหากสต๊อกหายไปต้องรู้ว่าหายไปไหนใครรับผิดชอบ ซึ่งต้องพิสูจน์ทางเอกสารคาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะได้รายละเอียด

“ปัญหาที่เกิดขึ้นทางชุมนุนอ้างว่านำยางไปขายแล้วลูกค้าไม่ชำระเงิน แต่มีการตรวจสอบลูกต้าบางรายมีการปฎิเสธมาซึ่งต้องว่าด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง ว่าจริงๆใครหยิบยางไปขาย ความรับผิดชอบอยู่กับใคร จึงบอกเจ้าหน้าที่ว่าต้อ งให้ความร่วมือกับทางจังหวัดที่จะเข้าไปร่วมตรวจสอบอย่างเต็มที่  ซึ่งกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ก็ส่งผู้สอบบัญชีเข้ามาดูแล้วเช่นกัน ซึ่งสัปดาห์หน้าน่าจะได้ข้อยุติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ามันมีบุคคลภายนอกที่มาทำธุรกรรมต่างๆว่าเขาจะให้ความร่วมมือกับเราได้แค่ไหน ถ้าให้ความร่วมมือดีก็น่าจะเสร็จเร็ว แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็มีการตรวจเอกสารของเราด้านเดียวก็อาจจะช้า” นายเชิดชัย กล่าว

กรมชลเร่งแก้ปัญหา4เขื่อนภาคอีสาน ‘โขง-เลย-ชี-มูล’เพิ่มพื้นที่ชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377077

x

กรมชลเร่งแก้ปัญหา4เขื่อนภาคอีสาน ‘โขง-เลย-ชี-มูล’เพิ่มพื้นที่ชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เร่งศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้เต็มศักยภาพ เช่น เขื่อนหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เขื่อนร้อยเอ็ด อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด และ เขื่อนยโสธร-พนมไพร อ.เมือง จ.ยโสธร ซึ่งปัจจุบันเป็นโครงการโขง-เลย-ชี-มูล

“ขณะนี้กรมชลประทานการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมภายหลังการก่อสร้าง (Post-EIA) ของเขื่อนทั้ง 4 แห่งดังกล่าว โดยมุ่งมั่นศึกษาในทุกๆ ด้าน เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่โครงการและบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม และมีแผนพัฒนาโครงการเพื่อให้ใช้ประโยชน์โครงการได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในปี 2562 อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการโขง-เลย-ชี-มูลนั้น ขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน กำลังดำเนินการการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1 หลังจากก่อนหน้านี้ได้ศึกษาความเหมาะสมโครงการในระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2560

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377079

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี  ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

รายงานพิเศษ : กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม สิงห์บุรี ใช้ตลาดนำการผลิตข้าวGAPมีตลาดรับซื้อแน่นอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากกระแสในปัจจุบันความต้องการของประชากรโลกและของไทยหันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งความต้องการดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและประชากรส่วนใหญ่ของโลก ดังนั้น จึงเป็นช่องทางอันดีของชาวนาไทยที่จะพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งกรมการข้าวส่งเสริมให้ชาวนามีการผลิตข้าวตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) มีพื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัด โดยในปีนี้มีเป้าหมายจำนวน 2,350 แปลง พื้นที่ 2.925 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,902 แปลง คิดเป็น 81% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 175,644 ราย พื้นที่ 2.433 ล้านไร่ แยกเป็นแปลงต่อเนื่อง 1,172 แปลง เกษตรกร 130,429 ราย พื้นที่ 1.796 ล้านไร่ และเป็นแปลงใหม่ 730 แปลง เกษตรกร 45,218 ราย พื้นที่ 636,306 ไร่

ทั้งนี้ กรมการข้าวได้จัดอบรมองค์ความรู้และวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว จำนวน 6 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและการผสมพันธุ์ การใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการดินและปุ๋ยในแปลงนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การตรวจสอบรับรอง GAP ข้าว ภาวะผู้นำ Young Smart Farmer ด้านข้าว เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญกรมการข้าวมีเป้าหมายผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ต้องได้รับรองมาตรฐานข้าว GAP ครบทุกแปลง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ในการจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตข้าวคุณภาพจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ ในราคาที่สูงขึ้นตามมาตรฐาน เน้นการใช้ตลาดนำการผลิต ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานข้าวไทยได้ในคราวเดียวกัน

ด้าน นายสมเดช วิรญะ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม ดำเนินการมาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ซึ่งถือเป็นแปลงแรกของจังหวัดสิงห์บุรี มีสมาชิกจำนวน 83 ราย พื้นที่รวม 2,120 ไร่ ด้านการผลิตสมาชิกส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 บางส่วนปลูกพันธุ์ กข แล้วแต่ตามความเหมาะสมของพื้นที่เป็นหลัก โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่นี่จะเน้นการผลิตข้าวโดยยึดหลักมาตรฐาน GAP ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วประมาณ 60 กว่าราย ในอนาคตอันใกล้ก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกรายจะผ่านการรับรองมาตรฐานแปลง GAP ครบทุกแปลง เพราะการผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP นอกจากเป็นการผลิตข้าวที่ปลอดภัย จากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง พอเหมาะและใช้เท่าที่จำเป็น จึงมีความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร ผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อหันมาผลิตข้าว GAP คือ ต้นทุนการผลิตลดลง เกษตรกรนำข้าวที่ปลูกมาบริโภคเองได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือ รัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงตลาด เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าว GAP จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านการทำ MOU กับโรงสีข้าวหรือผู้ประกอบการ รับซื้อข้าวตามราคาที่ตกลงกันไว้นั่นเอง

โดยกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างามจะมีกฎข้อบังคับอย่างหนึ่งว่าหากมีการประชุมอะไรสมาชิกต้องมาเข้าร่วม หากพบว่าสมาชิกรายใดไม่มาประชุมหรือไม่ให้ความสนใจทางกลุ่มจะตัดออกจากความเป็นสมาชิก เนื่องจากต้องการคนที่สนใจจริงๆ เพราะทางกลุ่มจะดูแลเกษตรกรสมาชิกตั้งแต่ต้นน้ำคือตั้งแต่การปลูกข้าว จะมีกองทุนจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกพันธุ์ดีมาให้เกษตรกรได้ยืมใช้ มีปุ๋ยให้ใช้ หลังเก็บเกี่ยวเกษตรกรก็จะเอาทุนมาคืน โดยคิดเป็นข้าวปลูก 1 ถังต้องคืนเงินเพิ่ม 10 บาท หรือปุ๋ย 1 ลูกก็บวกเพิ่ม 10 บาท เพื่อนำเงินสะสมเข้ากองทุนกลุ่ม เป็นต้น

“พฤติกรรมของชาวนาที่นี่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ อย่างเช่น แต่ก่อนหากพบหนอนในแปลงนา ชาวนาก็จะไปร้านขายยาบอกว่าข้าวเป็นหนอนทางร้านก็จะจัดยามาให้ชาวนาก็ใช้ยาฆ่าหนอนเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการจัดการศัตรูข้าว จึงรู้ว่าควรจะใช้ยาอะไรหรือใช้ชีววิธี ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งทางกลุ่มวางแผนไว้ว่า จะให้สมาชิกพัฒนาการผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP ครบ 100% ก่อนที่จะคิดพัฒนาต่อยอดไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ที่มีมาตรฐานสูงขึ้นในอนาคต” ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านท่างาม กล่าวทิ้งท้าย

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวโพดกับสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377076

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวโพดกับสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายๆ ปีที่ผ่านมาในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน หลายจังหวัดในภาคเหนือ มักจะพบปัญหาหมอกควันปกคลุมในหลายพื้นที่ ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงราย แพร่ และน่าน สาเหตุสำคัญเกิดจากไฟป่า และการเผาพื้นที่เกษตร และพื้นที่เกษตรที่ว่านี้ส่วนหนึ่ง คือ พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่บุกรุกป่า

ข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผน กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ในปี 2559/60 พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยมี 7.03 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม 3.30 ล้านไร่ พื้นที่ไม่เหมาะสม 0.70 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่บุกรุกป่า 3.67 ล้านไร่

ในจำนวนพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมด เป็นพื้นที่ที่อยู่ในภาคเหนือมากที่สุด 4.51 ล้านไร่ รองลงมาคือ ภาคอีสาน 1.66 ล้านไร่ และภาคกลาง 0.86 ล้านไร่ จังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดคือ เพชรบูรณ์กว่า 8.3 แสนไร่ รองลงมาคือ น่าน 7.3 แสนไร่

จากการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดของกระทรวงมหาดไทย จะเห็นว่ามีพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าครึ่งของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในพื้นที่เหล่านี้สร้างผลกระทบกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และการส่งออกเนื้อสัตว์ของไทย เพราะประเทศผู้นำเข้าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ ใช้เป็นข้ออ้างไม่ซื้อเนื้อสัตว์จากไทย เนื่องจากเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าและเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ประเทศผู้ส่งออกมักจะต้องเผชิญอยู่เสมอ

นอกจากนี้การปลูกข้าวโพดยังมีเศษวัสดุเหลือใช้ ต้น เปลือก และซังข้าวโพดจำนวนมากที่มีการจัดการไม่ถูกวิธี ส่วนใหญ่หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรมักจะทิ้งเศษวัสดุเหล่านี้ไว้ในแปลงปลูกเพื่อรอการเผาทิ้งในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ของทุกปีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การเผาไหม้ดังกล่าวก่อให้เกิดควันทำลายชั้นบรรยากาศ สร้างปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อเนื่องอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งปัญหาการคมนาคมทั้งทางบก และทางอากาศ

จากสถานการณ์ดังกล่าวทั้ง 2 กรณี ในปี 2560 ครม. จึงมีมาตรการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บุกรุกป่าลง โดยการให้เกษตรกรไปหาที่ปลูกใหม่ หรือเปลี่ยนอาชีพไปเพาะปลูกพืชอื่น หรือทำกิจกรรมการเกษตรอย่างอื่น ขณะเดียวกันก็ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมปลูกข้าวโพดในพื้นที่อื่น เพื่อให้ได้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ

กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งแทนการทำนาปรังภายใต้โครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท

การเปลี่ยนจากข้าวไปปลูกพืชไร่ที่ไม่คุ้นเคย แม้จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐ ก็ไม่ใช่งานที่ง่ายนัก โครงการในปีที่แล้วจึงไม่ได้พื้นที่ตามเป้าหมาย แต่เกษตรกรที่ตัดสินใจร่วมโครงการยืนยันว่ามีรายได้จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงกว่าการทำนาปรังไร่ละประมาณ 3,000 บาท

มาปีนี้โครงการเดิมกลับมาอีกครั้งในพื้นที่เป้าหมายเดิมคือ 2 ล้านไร่ ต่างกันตรงที่รัฐไม่อุดหนุนเป็นเงินสดให้แล้ว แต่จะหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.01% ให้เกษตรกรกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในอัตราไร่ละ 3,000 บาท ทั้งนี้ต้องเป็นพื้นที่ปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร

แม้จะมีข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรว่า โครงการในปีที่ผ่านมาสามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ป่าบุกรุกได้กว่า 5 แสนไร่ ซึ่งอาจจะลดปัญหาหมอกควันลงได้บ้าง ส่วนการส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดแทนข้าวนาปรังก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำ และราคาข้าวได้บ้าง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นที่บุกรุกป่า และการก่อให้เกิดหมอกควันลงได้มากนัก

มีคำแนะนำในการจัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดด้วยการนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมัก ผลิตอาหารหมักให้กับโค กระบือ แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรือใช้เป็นวัสดุเชื้อเพลิงในโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล เหล่านี้น่าจะเป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ ควรให้ความสนใจในการส่งเสริมพัฒนา หรือทำการวิจัยหานวัตกรรมที่เหมาะสมในการจัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดเหล่านี้ อย่ามุ่งแต่การเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาหมอกควันและมลพิษที่เกิดจากการเผาไร่ข้าวโพดยังไม่ได้รับการแก้ไข….

แว่นขยาย

สศก.ร่วมถกความมั่นคงอาหารโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377078

x

สศก.ร่วมถกความมั่นคงอาหารโลก

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก
ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 15-19 ตุลาคม 2561 ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งมีวาระสำคัญ เช่น สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2561 ประเด็นสำคัญและอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ การเตรียมการจัดทำแนวปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยระบบอาหารและโภชนาการ และการนำเสนอรายงาน เรื่องความเป็นหุ้นส่วนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนเงินทุนและพัฒนา ความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

โดย Mr.José Graziano da Silva ผู้อำนวยการใหญ่ FAO ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการด้านโภชนาการ เพราะความอดอยากหิวโหยได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา ดังนั้นการให้ความสำคัญด้านโภชนาการ การเพิ่มบทบาทของสตรีในชนบท และการดําเนินงานด้านเกษตรกรรมแบบครอบครัว จึงเป็นสิ่งจำเป็น

นางสาวจริยา กล่าวต่อว่า โอกาสเดียวกันนี้ ได้เป็นผู้แทนอภิปรายเสนอความเห็นในที่ประชุมเกี่ยวกับรายงานเรื่อง “ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาความมั่นคงอาหารและโภชนาการ” โดยเน้นย้ำความสำคัญของการดำเนินความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและโภชนาการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินนโยบายประชารัฐภาคเกษตร เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร (Public–Private Partnership) ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยใช้ความก้าวหน้าของภาคเอกชนในการบริการจัดการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการตลาดในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

ขยายพิกัดศุลกากรเกษตรอินทรีย์ สศก.เดินหน้าผลักดันส่งออก-ทุเรียนมูลค่าพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376855

x

ขยายพิกัดศุลกากรเกษตรอินทรีย์ สศก.เดินหน้าผลักดันส่งออก-ทุเรียนมูลค่าพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 ได้กำหนดให้มีการจัดทำพิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติได้มอบหมายให้ สศก. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมา สศก. ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยมีมติเห็นชอบให้จัดทำรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดศุลกากร ระยะที่ 1 สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มอีก 5 ชนิด นอกเหนือจากข้าว ได้แก่ ใบชาเขียว มะพร้าวอ่อน กะทิสำเร็จรูป มังคุด และ ทุเรียน ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 45/2561 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมรหัสสถิติสินค้า ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2561 ไปแล้วนั้น

สศก. ได้ติดตามสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ดังกล่าว ตั้งแต่ประกาศกรมศุลกากรมีผลใช้บังคับ พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด ช่วง 7 เดือนมีปริมาณการส่งออกรวมทั้งสิ้น 720 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.08 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของสินค้า 5 ชนิดนี้ และมีอัตราการขยายตัวของปริมาณการส่งออกสินค้าอินทรีย์เฉลี่ยในช่วง 7 เดือน อยู่ที่ร้อยละ 30.53 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด รวมทั้งสิ้น 76 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.16 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสินค้าทั้ง 5 ชนิด อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยร้อยละ 105.15

สำหรับสินค้าที่มีปริมาณการส่งออกสูงสุดตามลำดับ คือ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง กะทิอินทรีย์สำเร็จรูป ใบชาเขียวอินทรีย์ และมังคุดอินทรีย์ โดยปริมาณการส่งออกและมูลค่าการส่งออก 3 ลำดับแรก ได้แก่

มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ (มีนาคม – กันยายน 2561) 475 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.89 ของปริมาณการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10.26 มูลค่าการส่งออกมะพร้าวอ่อนอินทรีย์ในช่วง 7 เดือน มีมูลค่า 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.25 ของมูลค่าการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกหลัก

ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง (มีนาคม – กันยายน 2561) ส่งออก 193 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.04 ของปริมาณการส่งออกทุเรียนทั้งหมด ตลาดส่งออกหลักได้แก่ จีน ทั้งนี้ ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง นับเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด โดยช่วง 7 เดือน คิดเป็นมูลค่า 52 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.17 ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนทั้งหมด

กะทิอินทรีย์สำเร็จรูป (มีนาคม – กันยายน 2561) ส่งออก 52 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.03 ของปริมาณส่งออกกะทิสำเร็จรูปทั้งหมด และมีมูลค่าการส่งออกช่วง 7 เดือน รวม 3 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.04 ของมูลค่าการส่งออกกะทิสำเร็จรูปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของใบชาเขียวอินทรีย์ และ มังคุดอินทรีย์ ยังไม่มีการส่งออกมากนัก ทั้งนี้ สศก. จะเตรียมเสนอคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาเห็นชอบให้จัดทำรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดศุลกากรสำหรับชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติม ในระยะที่ 2 รวมทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ต่อไป