เปิดตัว “สีจิ้นผิงโชว์” แข่งตอบคำถามเกี่ยวกับผู้นำจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566805

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 12:53 น.

เปิดตัว "สีจิ้นผิงโชว์" แข่งตอบคำถามเกี่ยวกับผู้นำจีน

ทีวีช่องดังของจีนเปิดตัว “สีจิ้นผิงโชว์” ให้เยาวชนแข่งขันตอบคำถามเกี่ยวกับผู้นำจีน ออกอากาศไพร์มไทม์หลังข่าวค่ำ

เมื่อเร็วๆ นี้ หูหนานทีวี ทีวีช่องดังของจีนที่เน้นทำรายการเพื่อคนรุ่นใหม่ เปิดตัวรายการเกมโชว์ตอบคำถามใหม่ล่าสุดชื่อว่า Studying Xi in the New Era (เรียนรู้สีในยุคใหม่) ซึ่งสีหมายถึง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน โดยออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์หลังข่าวค่ำ

รายการแบ่งเป็นสองช่วง ให้ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ตอบคำถามเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์และแนวคิดของสีจิ้นผิง ที่เพิ่งบรรจุเข้าในธรรมนูญของพรรค รวมทั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของผู้นำจีนระหว่างทางที่ไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจ ไปจนถึงการเติมคำหรือตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับสุนทรพจน์ หรือคำให้สัมภาษณ์ต่างๆ ของสีจิ้นผิง ซึ่งคนจีนถือว่าเป็น “ประโยคทอง”

ปกติแล้วรายการเกมโชว์ทั่วไปมักจะมีรางวัลให้ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะ แต่สำหรับรายการนี้ไม่มีเงินหรือของขวัญ รางวัลอย่างเดียวที่ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับก็คือ การได้โชว์ภูมิความรู้เกี่ยวกับผู้นำประเทศ

หลังออกอากาศได้ 4 วัน ในเว็บไซต์เว่ยปั๋วมีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา เช่น ใครตอบผิดมีหวังต้องกลับไปเรียนใหม่เพื่อให้ผ่านคุณสมบัติคนยุคใหม่แน่ สามีภรรยาคู่หนึ่งบอกกับบีบีซีว่า ทนดูรายการนี้ไม่ได้ เพราะดูเหมือนเป็นการจัดฉากผู้เข้าแข่งขันและการท่องหนังสือเรียน

ส่วน โมเซอร์ ผอ.ฝ่ายวิชาการของ CET Chinese Studies เผยว่า เติ้งเสี่ยวผิง ยกเลิกการปกครองประเทศโดยเน้นอำนาจบารมีของผู้นำเพียงคนเดียว เนื่องจากกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยของ เหมาเจ๋อตง แต่หลังจากสีจิ้นผิงรับตำแหน่ง ดูเหมือนว่าทิศทางของจีนกำลังกลับไปสู่ยุคเหมาเจ๋อตงอีกครั้ง

ที่มา www.m2fnews.com

อังกฤษออกกฎ ปกป้องโบสถ์ลั่นระฆังได้ไม่ผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566801

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

อังกฤษออกกฎ ปกป้องโบสถ์ลั่นระฆังได้ไม่ผิด

เรื่องเสียงระฆังไม่ได้มีแต่ในไทย เมื่ออังกฤษออกกฎใหม่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปกป้องโบสถ์ให้สามารถลั่นระฆังตามกิจกรรมทางศาสนาได้ปกติ

จากกรณีผู้อยู่อาศัยในคอนโดแห่งหนึ่งร้องเรียนกับสำนักงานเขตว่า เสียงระฆังจากวัดใกล้เคียงรบกวนการนอน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่คนที่มาทีหลังกลับไปสั่งให้วัดลดเสียงตีระฆังที่ปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว กรณีความขัดแย้งกันระหว่างวัดกับชุมชนรอบวัดไม่ได้มีเฉพาะบ้านเราเท่านั้น โบสถ์หลายแห่งในอังกฤษก็เจอปัญหานี้เช่นกัน

เมื่อปลายปีที่แล้ว โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในเมืองแซนด์วิช มณฑลเคนท์ของอังกฤษ ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ถูกชาวบ้านใกล้เคียงรายหนึ่งร้องเรียนกับทางการว่า เสียงระฆังรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน จนนำมาสู่การออก คำสั่งให้โบสถ์แห่งนี้หยุดตีระฆังตั้งแต่เวลา 23.00-07.00 น.ของทุกวัน จากปกติจะตีทุกๆ 15 นาที และยึดถือปฏิบัติมา 239 ปีแล้ว

คำสั่งดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านใกล้เคียงส่วนใหญ่ที่เห็นว่าเสียงระฆังจากโบสถ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวอังกฤษมาแต่ไหนแต่ไร จนมีการลงชื่อคัดค้านคำสั่งกว่า 4,000 ชื่อ นอกจากนี้ การสำรวจความคิดเห็นคนในชุมชนใกล้โบสถ์จากสมาคมประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแซนด์วิช ยังพบว่าคนในชุมชน 85% อยากให้ทางโบสถ์ตีระฆังตามเดิม ส่วนอีก 15% ต้องการให้หยุดตีช่วงกลางคืน

หรือในกรณีของโบสถ์เซนต์แมรี่ลีห์ในมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ที่นอกจากจะได้รับคำสั่งจากทางการให้ลดการลั่นระฆังเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ชม.แล้ว ยังต้องสร้างหอระฆังเก็บเสียงด้วย เพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้อพาร์ทเม้นท์ใกล้เคียงที่ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังทางการ ชาวบ้านรายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งถึงกับเอ่ยว่า ตอนที่ย้ายมาอยู่ใกล้โบสถ์คุณคิดว่าจะได้ยินเสียงอะไรเหรอ?

ความขัดแย้งดังกล่าวนำมาสู่การออกกฎหมายปกป้องการลั่นระฆังของโบสถ์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซายิด จาวิด เลขาธิการรัฐบาลท้องถิ่น เผยว่า ทางการมีแผนออกกฎใหม่เพื่อให้โบสถ์ทั่วเมืองปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาตามปกติ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านหรือเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่มาทีหลังจำกัดสิทธิ์ของโบสถ์โดยไม่มีเหตุผล

นอกจากนี้ ทางการยังจะปรับปรุงการวางผังเมืองในอนาคต โดยก่อนจะสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ต้องพิจารณาด้วยว่าบริเวณนั้นๆ มีอะไรตั้งอยู่ก่อนแล้วบ้าง เช่น โบสถ์ โรงแรม ผับ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับสถานที่ที่ก่อตั้งมาก่อน และกำหนดให้เจ้าของโครงการก่อสร้างต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหา เสียงรบกวนเอง

ภาพจาก China Crisis – Own work, CC BY-SA 3.0,https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=7780746

ที่มา www.m2fnews.com

อียูเล็งคว่ำบาตรเขมร-พม่า จี้เร่งแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566762

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 07:20 น.

อียูเล็งคว่ำบาตรเขมร-พม่า จี้เร่งแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน

อียูพร้อมคว่ำบาตรการค้ากัมพูชา ปมปัญหาสิทธิมนุษยชน แย้มเล็งเป้าเมียนมาต่อ

สหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่าพร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้ากับกัมพูชา โดยจะพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการค้าทุกอย่าง ยกเว้นยุทโธปกรณ์ (อีบีเอ) ซึ่งไม่เก็บภาษีสินค้าทุกรายการที่ส่งออกไปอียูยกเว้นอาวุธ ขณะที่เสริมว่าอาจระงับโครงการอีบีเอกับเมียนมาด้วยเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในทั้งสองประเทศกำลังย่ำแย่ลง

เซซิเลีย มาล์มสตรอม หัวหน้าผู้แทนการค้าของอียูแถลงต่อรัฐมนตรีการค้า 28 ประเทศของสหภาพ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ได้แจ้งกัมพูชาแล้วว่าจะเริ่มกระบวนการถอดถอนอีบีเอ ซึ่งใช้เวลาพิจารณานาน 6 เดือน และจะระงับสิทธิทางการค้าดังกล่าวหากสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชายังไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หมายความว่าอียูอาจเริ่มเก็บภาษีสินค้าหลายรายการจากกัมพูชา เช่น น้ำตาลและสิ่งทอ ภายในเวลา 12 เดือนหลังจากนั้น

ก่อนหน้านี้ อียูเปิดเผยแล้วว่า จะดำเนินการดังกล่าวหลังรัฐบาลสั่งยุบพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงกวาดล้างสื่อและองค์กรอิสระช่วงการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน จากพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ซึ่งครองอำนาจมายาวนานกว่า 30 ปี ชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างไม่ชอบธรรมตามกฎหมาย

ทั้งนี้ อียูเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดอันดับ 2 ของกัมพูชา คิดเป็นสัดส่วน 40%ของปริมาณการค้ากับต่างชาติทั้งหมด โดยเมื่อปีที่แล้วกัมพูชาส่งออกสินค้าไปอียู 5,000 ล้านยูโร (ราว 1.89 แสนล้านบาท) ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มสิ่งทอ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอช่วยสร้างงานในประเทศกว่า 7 แสนตำแหน่ง

สำหรับเมียนมานั้น มาล์มสตรอม เปิดเผยว่า อียูได้ส่งคณะผู้แทนค้นหาข้อเท็จจริงเข้าไปในประเทศแล้ว เพื่อประเมินว่าจะตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้าหรือไม่ หลังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของเมียนมาย่ำแย่ลงเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีรัฐบาลปราบปรามกลุ่มมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่ เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์สรายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เตรียมคว่ำบาตรอุตสาหกรรมสิ่งทอเมียนมาและมั่นใจว่าจะเห็นผลเร็ว เพราะผู้ผลิตยุโรปหลายรายเข้าไปลงทุนเพราะต้นทุนแรงงานถูก โดยอุตสาหกรรมส่งออกเสื้อผ้าเมียนมามีมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.5 หมื่นล้านบาท) ในปี 2017 และสร้างงานกว่า 4.5 แสนตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่า อียูอาจไม่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า หากเมียนมาและกัมพูชาทำได้ตามเป้าหมายในด้านมนุษยธรรมและประชาธิปไตย สอดคล้องกับแถลงการณ์ของมาล์มสตรอมที่ระบุว่า อียูยังคงเปิดกว้างพร้อมเจรจากับทั้งสองประเทศเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ภาพ เอเอฟพี

‘ควีนเอลิซาเบธ’ เตรียมย้ายออกจากวังบักกิ้งแฮม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566749

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 18:28 น.

'ควีนเอลิซาเบธ' เตรียมย้ายออกจากวังบักกิ้งแฮม

ควีนเอลิซาเบธที่สอง ทรงเตรียมย้ายออกจากพระราชวังบักกิ้งแฮม เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทรงครองราชย์ ระหว่างปรับปรุงครั้งใหญ่

“บอกฉันนะ จะให้ย้ายไปอยู่ที่ไหน” สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ทรงมีพระดำรัสต่อเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง หลังจากที่ทางสำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมมีเริ่มแผนทำการปรับปรุงพระราชวังครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณที่สูงถึง 369 ล้านปอนด์ หรือราว 15,800 ล้านบาท

 

โดยโครงการปรับปรุงดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2019 เรื่อยไปจนถึงปี 2025 ซึ่งนับว่าเป็นโครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ในทุกๆส่วนของพระราชวัง ตั้งแต่ส่วนของสำนักงานพระราชวัง ส่วนความปลอดภัย ระบบไฟฟ้า ประปา ระบบความปลอดภัย ส่วนพระราชฐานของสมเด็จพระราชินี และเจ้าชายฟิลลิป พระสวามี รวมถึงงานศิลปะ และสิ่งของตกแต่งทุกชิ้นในพระราชวังก็จะได้รับการบูรณะเช่นกัน

 

 

ซึ่งการบูรณะครั้งใหญ่นี้จะดำเนินการไปที่ละส่วนของพระราชวัง โดยจะมีส่วนที่เรียกว่า Royal State  Apartments หรือพระราชฐานส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชีนีจะเป็นส่วนสุดท้ายในการปรับปรุงที่จะมีขึ้นในปี 2025

 

 

หากเป็นไปตามแผน การปรับปรุงพื้นที่พระราชฐานส่วนพระองค์ในส่วนปีกทางเหนือของพระราชวังบักกิ้งแฮม ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ทรงมีพระชนมพรรษา  99 พรรษา จากปัจจุบันที่ทรงมีพระชนมพรรษา 92 ปี โดยมีแผนปรับปรุงในส่วนดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี

 

 

นั้นหมายความว่าสมเด็จพระราชินี และเจ้าชายฟิลลิปจะทรงย้ายออกจากพระราชฐานส่วนพระองค์ในพระราชวังบักกิ้งแฮมเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์

ทั้งนี้ สำหรับพระราชวังบักกิ้งแฮม หรือที่เรียกกันว่า บักเฮาส์นั้น ถูกสร้างขึ้นราวปี 1701 จนกระทั่งได้กลายเป็นพระราชวังของราชวงศ์อังกฤษช่วงปี 1837 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย

 

ตัวพระราชวังได้รับการปรับปรุงเรื่อยมาตลอดหลายยุคสมัย โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังได้รับความเสียหายบางส่วนจากการถูกโจมตีทางอากาศของกองทัพนาซีปัจจุบันพระราชวังบักกิ้งแฮมมีห้องทั้งหมด 775 ห้อง ประตูราว 1,514 บาน หน้าต่างราว 760 บาน ภายในเต็มไปด้วยวัตถุล้ำค่านับล้านชิ้นที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

 

 

อย่างไรก็ดี โครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ของนี้ ก็มีเสียววิจารณ์จากบางส่วนที่มองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่มากเกินไป และอาจมีงบฯบานปลายตามมา ซึ่งหลังจากกระบวนการเบร็กซิต หลายฝ่ายต่างกังวลว่าอังกฤษอาจเผชิญภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ และวิกฤตด้านงบประมาณที่ตามมา

สหรัฐจวก อินเดียลงนามซื้ออาวุธรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566744

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 17:09 น.

สหรัฐจวก อินเดียลงนามซื้ออาวุธรัสเซีย

อินเดียไม่สนสหรัฐคว่ำบาตร ทุ่มแสนล้านซื้อระบบขีปนาวุธจากรัสเซีย

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้เดินทางไปเยือนกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย

ในการนี้ ทั้งสองผู้นำได้หารือในประเด็นเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน และอวกาศ รวมถึงยังมีการร่วมลงนามที่รัฐบาลอินเดียจัดซื้อระบบป้องกันขึปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศรุ่น S400 เป็นมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 แสนล้านบาทด้วย

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะชาติพันธมิตรของอินเดีย อย่างสหรัฐอเมริกา จากคำขู่ของสหรัฐก่อนหน้านี้ว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรประเทศที่ลงนามค้าอาวุธกับทางรัสเซีย

อย่างไรก็ดีนอกจากการลงนามจัดซื้ออาวุธดังกล่าวแล้ว ทั้งอินเดียและรัสเซีย ยังได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมืออีกหลายฉบับ คิดเป็นมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการความร่วมมือทางด้านอวกาศระหว่างอินเดียกับรัสเซียด้วย ที่รัสเซียให้คำมั่นจะช่วยฝึกนักบินอวกาศอินเดีย รวมถึงการส่งยานขึ้นสู่อวกาศ จากการที่นายกอินเดียประกาศจะส่งยาวอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรกในปี 2022

อำลา 83 ปี ตลาดปลาซึกิจิ ปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566738

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 15:54 น.

อำลา 83 ปี ตลาดปลาซึกิจิ ปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ตลาดปลาซึกิจิ ชื่อดังของญี่ปุ่นเปิดประมูลปลาเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดตัว เพื่อย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่

วันนี้ (6 ต.ค.) ที่ตลาดปลาชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างตลาดปลาสึกิจิในกรุงโตเกียว ได้ปิดทำการลงอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ หลังเปิดทำการมานานถึง 83 ปี

 

 

โดยบรรยากาศวันสุดท้ายที่ตลาดปลาสึกิจิในช่วงเช้าที่ผ่านมาล้วนไม่ต่างจากทุกวัน โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจากทั่วทุกสารทิศต่างยังคงไปร่วมประมูลปลาที่ต้องการ แต่สีหน้าแต่ละคนมีความเศร้าเสียใจแฝงอยู่และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกใจหาย

 

 

อย่างไรก็ตามทุกคนยอมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเป็นไปตามสภาพการณ์ของสังคม อีกทั้งโครงสร้างอาคารก็ทรุดโทรมตามกาลเวลา จนส่งผลให้ทางการกรุงโตเกียวมีแผนย้ายตลาดปลาดังกล่าวไปยังสถานที่แห่งใหม่ พร้อมเตรียมปรับปรุงพื้นที่ของตลาดปลาสึกิจให้พร้อมรับการจัดแข่งขันโอลิมปิดเกมส์ โตเกียว 2020

ทั้งนี้ ตลาดปลาโทโยสุมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคมนี้

 

 

 

คาด “จีน” มีเอี่ยว หลังการหายตัวไปของประธานอินเตอร์โพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566709

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 14:05 น.

คาด "จีน" มีเอี่ยว หลังการหายตัวไปของประธานอินเตอร์โพล

สื่อเผย นายเหม็ง หงเว่ย ประธานองค์การตำรวจสากล ถูกจีนรวบตัวทันทีที่เดินทางถึงปักกิ่ง

จากรายงานข่าวที่ระบุถึงการหายตัวไปของนาย เหม็ง หงเว่ย ประธานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization) หรืออินเตอร์โพล หรือที่เรียกกันว่า “ตำรวจสากล”

หลังจากที่มีภรรยาของเขาได้ออกมาระบุว่านายเหม็ง ได้ขาดการติดต่อไประหว่างที่เดินทางกลับบ้านเกิดในประเทศจีน นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น

ด้านสำนักข่าวเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเป็นเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลจีน ระบุถึงการหายตัวไปของนายเหม็งว่า เขาถูก”เชิญตัว”ไปโดยทางการจีน เพื่อนำตัวไปสอบปากคำโดยหน่วยงานจีน ในทันทีที่เขาเดินทางถึงกรุงปักกิ่งตั้งแต่เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ยังไม่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดนายเหม็งจึงต้องถูกสอบปากคำ หรือยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าเขาถูกควบคุมตัวไว้ที่แห่งใดก็ตาม

 

 

ขณะที่เอเอฟพีรายงานว่า นายเหม็ง วัย 64 ผู้เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และผู้อำนวยการหน่วยยามฝั่งประเทศจีนนั้น อาจถูกสอบจากการข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการจีนได้ดำเนินการสอบสวน และควบคุมตัวบรรดานักธุรกิจ ผู้คนมีชื่อเสียง และดารา จากแวดวงการต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต ตามแผนการกวาดล้างทุจริตอันเข้มงวดของรัฐบาลสีจิ้งผิง

ทั้งนี้ ข่าวการหายตัวไปของนายเหม็ง มีขั้นหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจของฝรั่งเศสได้รับแจ้งจากภรรย ของเขาว่าขาดการติดต่อกับผู้เป็นสามีนับตั้งแต่ที่เดินทางกลับบ้านเกิดในประเทศจีน

โดยนายเหม็งได้ปรากฎตัวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ที่สำนักงานใหญ่ของอินเตอร์โพลซึ่งตั้งอยู่ในเมืองลิยง ของฝรั่งเศส ขณะที่ทางการอินเตอร์โพลได้มีการเผยว่าได้ทราบรายงานการหายตัวไปของประธานอินเตอร์โพลแล้ว และปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในฝรั่งเศสและจีน

อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงต่างประเทศของจีนยังไม่ได้มีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว

วิจัยเตือน “กรุงเทพฯ” ติดหนึ่งใน 8 เมืองใหญ่ทั่วโลก เสี่ยงจมทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566678

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

วิจัยเตือน "กรุงเทพฯ" ติดหนึ่งใน 8 เมืองใหญ่ทั่วโลก เสี่ยงจมทะเล

เอ็นจีโออังกฤษเตือน 8 เมืองใหญ่ใกล้ชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ เสี่ยงจมใต้บาดาลในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า จากปัญหาโลกร้อน

“Christian aid” องค์กรการกุศลเพื่อการพัฒนา ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ ได้มีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ทีผ่านมา ถึงผลการศึกษาที่ระบุว่า หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง อย่าง ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ต้า ฮิวส์ตัน มะนิลา ธากา ลากอส และ กรุงเทพมหานคร นั้นเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการจมน้ำเนื่องจากการเพิ่มระดับน้ำทะเล จนอาจเป็นภัยคุกคามต่อผู้อยู่อาศัยในเขตเมือง อันเนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

 

โดยเมืองใหญ่ในเอเชียอย่างกรุงจาการ์ต้า ของอินโดนีเซียพบว่า มีอัตราการจมลงของเมืองอยู่ที่ 25 เซนติเมตรทุกปี เนื่องจากเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลายสิบล้านคนอาศัยอยู่ และตั้งอยู่บนจุดที่แม่น้ำ 13 สายมาบรรจบกัน โดยครึ่งหนึ่งของประชากรต้องอาศัยการขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ จึงส่งผลกระทบต่อพื้นดินให้จมลงเรื่อยๆ

 

 

ขณะที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำ จนถึงขั้นเกินครึ่งของเมืองต้องจมน้ำในอีก 15 ปีข้างหน้า สืบเนื่องมาจากการขยายตัวของเขตเมือง และการก่อสร้างอาคารสูงหลายแห่งที่มีการกดน้ำหนักลงบนพื้นดิน และการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีรายงานของคริสเตียนเอดระบุว่า แม้ภาครัฐจะดำเนินมาตรการออกกฎหมายควบคุมอาคารและการก่อสร้างแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่อาจหยุดปัญหาดังกล่าวได้

 

 

 

ทั้งนี้ รายงานของคริสเตียนเอด ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลของชาติต่างๆ ให้ความสำคัญในการลงทุนโครงการรับมือเพื่อลดความเสี่ยงจากการจมน้ำ เพื่อป้องกันเมืองใกล้ชายฝั่งทั่วโลก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำภายในระยะเวลาไม่อีกกี่สิบปีข้างหน้า เนื่องจากหลายปัจจัยทั้งการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ น้ำทะเลที่หนุนสูง พายุรุนแรง และหายนะจากภัยพิบัติอื่นๆ

ภาพ : Bangkok Post

สกอตแลนด์ประมูล “วิสกี้” แพงสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566666

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 11:25 น.

สกอตแลนด์ประมูล “วิสกี้” แพงสุดในโลก

สกอตแลนด์ จัดประมูลวิสกี้แพงสุดในโลก ทำราคาสูงถึงขวดละ 36 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา สถาบันประมูลในเมืองเอดินเบอระ ของสกอตแลนด์ได้มีการจัดประมูลของมีค่าสำคัญหลายชิ้น โดยหนึ่งในนั้นคือวิสกี้ Macallan Valerio Adami รุ่นปี ค.ศ. 1926 ซึ่งมีรายงานว่ามีอยู่เหลือเพียง 12 ขวดเท่านั้น มีการประมูลในราคาที่สูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36 ล้านบาท

ความพิเศษของวิสกี้รุ่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสกี้เปรียบว่าเหมือนดัง Holy Grail แห่งวิสกี้ เนื่องจากเป็นรุ่นหายาก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เทียบชั้นงานศิลปะชั้นยอด เพราะนอกจากรสชาติของวิสกี้แล้ว ตัวขวดยังด้รับการออกแบบโดยศิลปินชาวอิตาเลียน Valerio Adami

สำหรับวิสกี้อายุ 60 ปีนี้ ถูกนำมากลั่นในปี  ค.ศ. 1926 และบรรจุลงในขวดสุดหรูนี้เมื่อปี ค.ศ. 1986 โดยคาดว่าจะเหลือวิสกี้รุ่นเดียวกันนี้ไม่ถึง 12 ขวดเท่านั้น แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ประมูลวิสกี้ขวดดังกล่าวได้

 

วิจัยเผย คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการถ่าย “เซลฟี่” มากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/566662

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 10:48 น.

วิจัยเผย คนทั่วโลกเสียชีวิตจากการถ่าย "เซลฟี่" มากขึ้น

ทั่วโลกเสียชีวิตจากการเซลฟี่แล้วถึง 259 ราย อินเดียครองแชมป์มากสุด

สำนักข่าววีโอเอของสหรัฐได้รายงาน โดยมีการเปิดเผยผลวิจัยของสถาบัน All India Institute of Medical Sciences ในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ Journal of Family Medicine and Primary Care ถึงข้อมูลการรายงานข่าวของผู้ที่เสียชีวิตโดยมีเหตุจากการถ่ายเซลฟี่ช่วงระหว่างปี 2011-2017

โดยพบว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตโดยมีเหตุระหว่างการถ่ายเซลฟี่แล้วถึง 259 รายทั่วโลก ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2011 ที่มีผู้เสียชีวิตจากการเซลฟี่เพียง 3 คนเท่านั้น โดยพบว่าในปี 2016 นั้นมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากการเซลฟี่มากที่สุดถึง 98 ราย

 

 

เมื่อแบ่งตามรายประเทศแล้วพบว่า อินเดีย ครองแชมป์มีผู้เสียชีวิตจากการถ่ายเซลฟี่มากที่สุดถึง 159 ราย ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

รองลงมาได้แก่ รัสเซีย สหรัฐฯ และปากีสถาน แบ่งเป็นช่วงอายุ พบว่ากว่าร้อยละ 85 เป็นกลุ่มที่มีอายุราว 10-30 ปี และแบ่งแยกเป็นเพศ พบว่า ร้อยละ 72 เป็นผู้ชาย ซึ่งแม้จะดูว่าผู้หญิงน่าจะเป็นฝ่ายที่ชื่นชอบการถ่ายเซลฟี่มากกว่าผู้ชาย แต่ในทางกลับกัน ผู้ชายมักจะเลือกทำอะไรเสี่ยงๆ เพื่อแลกกับเซลฟี่ที่น่าจดจำมากกว่า

 

 

สำหรับสาเหตุหลักของการเสียชีวิตโดยการเซลฟี่ ส่วนใหญ่เป็นการจมน้ำ อันดับ 2 คือ การเสียชีวิตที่เกี่ยวกับยานพาหนะ เช่น พยายามถ่ายภาพตัวเองระหว่างที่ยานพาหนะกำลังเคลื่อน หรือยืนอยู่บนทางรถไฟ และอันดับ 3 ได้แก่ การตกจากที่สูงและไฟไหม้ ซึ่งเท่ากับการถ่ายเซลฟี่กับสัตว์ร้าย นอกจากนี้ยังมีการเสียชีวิตจากไฟฟ้าช็อต อุบัติเหตุระหว่างเซลฟี่กับอาวุธ ซึ่งถือเป็นการเสียชีวิตอันดับต้นๆของผู้คนในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้ต้องการระบุว่าการเซลฟี่นั้นเป็นอันตราย แต่พฤติกรรมเสี่ยงลักษณะต่างๆเพื่อให้ได้รูปมาเรียกยอดไลก์นั้นต่างหากที่อันตรายนอกจากนี้ทางทีมวิจัยยังมีการเสนอให้จัดโซน No Selfie ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆเพื่อป้องกันอุบัติเหตุด้วย