ผู้บริหารโตโยต้าลงแข่งขันวันเมคเรซนัดพิเศษ มอบเงินรางวัลให้ 6 องค์กรการกุศล จ.บุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376183

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ แชมป์วันเมคเรซ นัดการกุศล

ผู้บริหารโตโยต้าลงแข่งขันวันเมคเรซนัดพิเศษ มอบเงินรางวัลให้ 6 องค์กรการกุศล จ.บุรีรัมย์

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการแข่งขันรถยนต์ในประเทศเมื่อ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดการแข่งขัน“โตโยต้า เอ็กแซกคูทีฟ แชริตี้ เรซ” การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบการกุศลเพื่อพิสูจน์ขุมพลังแห่งสมรรถนะของรถยนต์โตโยต้า “ไฮลักซ์ รีโว่” บนสนามแข่งระดับโลก ในรายการแข่งขันรถยนต์“โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018: Dare to Race” สนาม 5 สนามสุดท้ายของปี ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีบรรดาผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าลงสนามในฐานะ “นักแข่ง” เป็นครั้งแรก พร้อมนำเงินรางวัล 50,000 บาท มอบให้กับ6 องค์กรการกุศลในจังหวัดบุรีรัมย์

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบการกุศลครั้งพิเศษ นำทีมโดย มร.มิจิโน บุซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในรถหมายเลข 1 ร่วมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แก่ นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในรถหมายเลข 2,นายสุรศักดิ์ สุทองวัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในรถหมายเลข 3,นายรุ่งโรจน์ ขันชะลี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในรถหมายเลข 4, นายศุภชัยสินสุวรรณรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในรถหมายเลข 5 และ นายคาร์ล ออพเพนบอร์น ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ในรถหมายเลข 6

หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างสนุกเต็มสมรรถนะทั้ง 7 รอบ ผลปรากฏว่าอันดับ 1 คือ มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ, อันดับ 2 คือนายสุรศักดิ์ สุทองวัน, อันดับ 3 คือนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์, อันดับ 4 คือ นายคาร์ล ออพเพนบอร์น, อันดับ 5 คือ นายศุภชัย สินสุวรรณรักษ์ และอันดับที่ 6 คือ นายรุ่งโรจน์ ขันชะลี

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยถึงความรู้สึกหลังการแข่งนัดพิเศษนี้ว่า “เป็นการแข่งขันวันเมคเรซที่น่าประทับใจและตื่นเต้นที่สุด เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ขับรถกระบะลงแข่งขันในสนามที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก FIA Grade1
และ FIM Grade ในเมืองไทย อย่างสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่ทำให้รถได้แสดงสมรรถนะด้านต่างๆ ออกมาได้อย่างเต็มที่ สัมผัสได้ถึงประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ระดับสูง ทั้งการขับขี่ด้วยความเร็วสูงความคล่องตัว การเลี้ยว การเร่งแซงการควบคุม และการทรงตัวขณะรถวิ่งเมื่อจบการแข่งขันเรายิ่งมั่นใจในสมรรถนะของรถรุ่นนี้ว่าสามารถตอบสนองได้เป็นอย่างดีในทุกสภาวะ ด้วยช่วงล่างที่หนึบและแกร่ง แม้กระทั่งในช่วงที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูงยังสามารถรู้สึกได้ถึงการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมขณะเข้าโค้งและเร่งแซง และนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางโตโยต้าได้เข้ามาจัดกิจกรรมโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต ในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ และนับว่าเป็นการแข่งขันที่พิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราสามารถตอบแทนให้กับองค์กรการกุศลในท้องถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ได้อีกด้วย เรามุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่มอบให้กับองค์กรต่างๆ นั้นจะทำให้เกิดความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับคนในสังคมได้มากยิ่งขึ้น”

สำหรับวัตถุประสงค์การจัดการแข่งขัน “โตโยต้า เอ็กแซกคูทีฟ แชริตี้ เรซ” นี้เพื่อเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของไฮลักซ์ รีโว่ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของโตโยต้าภายใต้สภาพของถนนที่มีความยากและท้าทายอย่างในการแข่งขันนี้ โดยเลือกนำรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4×2 มาใช้ในการแข่งขันเพราะ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ นับเป็นรถกระบะที่ประสบความสำเร็จและได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากคนไทย และจากประสบการณ์ตรงที่ได้รับฟังจากลูกค้า ทำให้เข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าพึงพอใจ เทรนด์ของรถกระบะที่ลูกค้าต้องการ คือสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ยิ่งกว่านั้นรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4×2 ยังเป็นรุ่นที่เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สามารถปรับใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และยังทำให้รู้สึกสนุกในทุกการขับขี่

ร่วมติดตามชมภาพบรรยากาศความประทับใจของการแข่งขันรุ่นพิเศษ “โตโยต้า เอ็กแซกคูทีฟ แชริตี้ เรซ” การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบการกุศลและร่วมพิสูจน์ขุมพลังแห่งสมรรถนะของรถยนต์โตโยต้า “ไฮลักซ์ รีโว่” ที่เกิดขึ้นส่งท้ายกิจกรรม “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018: Dare to Race” สนามสุดท้ายประจำฤดูกาลบนสนามแข่งมาตรฐานระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ToyotaMotorsportThai

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ แชมป์วันเมคเรซ นัดการกุศล

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ แชมป์วันเมคเรซ นัดการกุศล

ศุภชัย สินสุวรรณรักษ์ รถหมายเลข 5

ศุภชัย สินสุวรรณรักษ์ รถหมายเลข 5

รุ่งโรจน์ ขันชะลี รถหมายเลข 4

รุ่งโรจน์ ขันชะลี รถหมายเลข 4

(ซ้าย) สุรศักดิ์ สุทองวัน, ศุภชัย สินสุวรรณรักษ์ และ คาร์ล ออพเพนบอร์น

(ซ้าย) สุรศักดิ์ สุทองวัน, ศุภชัย สินสุวรรณรักษ์ และ คาร์ล ออพเพนบอร์น

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รถหมายเลข 2

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รถหมายเลข 2

อย่าวางใจ อายุน้อยก็เป็นเบาหวานได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376176

อย่าวางใจ อายุน้อยก็เป็นเบาหวานได้

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เนื่องด้วยวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี ตรงกับวันเบาหวานโลก ซึ่งโรคเบาหวานถือเป็นโรคที่พบมากในคนสูงอายุ หากแต่น้อยคนนักจะทราบว่าโรคเบาหวานนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กรวมทั้งมีสาเหตุ และการดูแลรักษาที่แตกต่างกันกับโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ เนื่องจากในวัยเด็กร่างกายยังต้องการการเจริญเติบโตที่สมวัยจึงต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กๆ เจริญเติบโตได้ตามปกติ

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมรณรงค์ห่างไกลเบาหวานในทุกช่วงวัย โดย แพทย์หญิงนิภาพรรณ จรดล กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคเบาหวานที่พบในวัยเด็กและวัยรุ่น แบ่งได้ 3 ชนิด 1.โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน จึงทำให้มีภาวะขาดอินซูลินตามมา 2.โรคเบาหวานชนิดที่ 2ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลินโดยเป็นเบาหวานชนิดที่พบมากในผู้ใหญ่แต่ปัจจุบันพบว่าเกิดในผู้ป่วยที่อายุน้อยลง เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะโภชนาการเกินที่พบมากขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก 3.โรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น ได้แก่ ภาวะความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาของตับอ่อน การติดเชื้อ รวมถึงยาบางชนิด

ทั้งนี้ เบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่เกิดจากเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งสาเหตุของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่ทราบแน่ชัดในปัจจุบันโดยเชื่อว่าเกิดจากภาวะความเสี่ยงทางพันธุกรรม และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ร่วมกับปัจจัยทางสภาวะแวดล้อม เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน โดยอาการของเด็กที่พบว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากมีภาวะขาดอินซูลินจึงไม่สามารถนำน้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ มีภาวะขาดน้ำตาลหรือพลังงานร่วมกับการมีน้ำตาลสูงในกระแสเลือด

ในระยะแรกของโรค เด็กจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย รับประทานอาหารและน้ำมากขึ้น แต่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
มีปัสสาวะมากกว่าปกติ หากไม่ได้รับการรักษาร่างกายจะมีการสลายพลังงานสะสมในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน ที่เรียกว่าภาวะ “ดีเคเอ” (DKA: diabetic ketoacidosis) ตามมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย ซึมลงจากภาวะสมองบวม รวมทั้งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ โดยแพทย์ต้องอาศัยการซักประวัติอาการดังที่กล่าวไป ร่วมกับการเจาะตรวจน้ำตาลในเลือด เมื่อพบแน่ชัดว่าเป็นโรคเบาหวาน แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้อินซูลินทดแทนโดยการฉีดเข้าชั้นไขมันวันละ 3-4 ครั้ง หรือผ่านเครื่องจ่ายอินซูลินเข้าร่างกายอย่างต่อเนื่อง(insulin pump) ร่วมกับการเจาะตรวจน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อช่วยในการปรับยาอินซูลินให้เหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะน้ำตาลสูงและน้ำตาลต่ำระหว่างการรักษา นอกจากนี้อาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะไม่ได้เน้นการจำกัดพลังงานดังเช่นในเด็กที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ควรเป็นอาหารที่มีพลังงานและสัดส่วนอาหารที่เหมาะสมตามวัยเพื่อให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโต

นอกจากนี้ เด็กที่เป็นเบาหวานอาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้นเกิดได้จากภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากร่วมกับมีเลือดเป็นกรดจากสารคีโตนหรือ “ดีเคเอ” ซึ่งอาจเกิดจากการขาดอินซูลินหรือมีภาวะเจ็บป่วยที่กระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซึ่งเกิดจากการได้รับยาอินซูลินในปริมาณที่ไม่เหมาะสมกับปริมาณอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน โดยเด็กๆ จะมีอาการเหงื่อออกมาก ใจสั่น ซึมลง หรืออาจมีอาการรุนแรงคือชักและหมดสติได้ ส่วนภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เกิดจากการมีภาวะน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน โดยอาจประเมินจากค่าน้ำตาลสะสมหรือ HbA1c เป็นระยะซึ่งหากมีค่าสูงเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ผลต่อจอประสาทตา ไต ระบบประสาทส่วนปลาย ระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งพบได้มากในเด็กและวัยรุ่นอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้ง
ในระยะสั้นและระยะยาวมากมาย นอกจากนี้การรักษาต้องใช้ทักษะในหลายๆ ด้านทั้งความรู้ด้านโภชนาการ การรักษาด้วยยาอินซูลินซึ่งเป็นยาชนิดฉีด และต้องมีการปรับยาตามอาหารและระดับน้ำตาลปลายนิ้วจึงมีความจำเป็นที่เด็กจะต้องได้รับทั้งกำลังใจและความช่วยเหลือจากทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครองรวมถึงคุณครูเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม เพราะถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดจากโรคนี้ แต่ก็มีการพัฒนาชนิดของยาและอุปกรณ์ที่จะช่วยลดความยุ่งยากและความเจ็บปวดจากการเจาะเลือดและฉีดยาให้ลดน้อยลง จึงทำให้เด็กๆ ที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีการเจริญเติบโตสมวัยและห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนอีกด้วย

9 โรคผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กทางทรวงอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376174

9 โรคผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กทางทรวงอก

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อวัยวะที่อยู่ในทรวงอก ไม่ใช่มีเพียงแค่หัวใจเท่านั้นที่สำคัญ แต่ยังมีปอด หลอดอาหาร หลอดลม รวมถึงเส้นเลือดที่สำคัญอีกมากมาย หากเราเกิดอาการผิดปกติบริเวณอกขึ้นมา แน่นอนว่าอาการดังกล่าวย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละโรค ดังนั้น การรักษาให้ถูกจุด เช่น การตรวจภายในทรวงอกและการส่องกล้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นายแพทย์ผดุงเกียรติ ตั้งพิรุฬห์ธรรม ศัลยศาสตร์ทรวงอกผ่าตัดส่องกล้องปอด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า บริเวณทรวงอกของคนเราประกอบด้วยหลายอวัยวะ แต่ละอวัยวะต่างทำหน้าที่อย่างสัมพันธ์กัน โดยปกติร่างกายของคนเราใช้ออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิต ออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้า และออกซิเจนจะไหลผ่าน จมูก ลำคอ หลอดลม เข้าไปถึงปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่ไหลมายังปอดนำไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และเลือดยังนำของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้นนั่นคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มายังปอด และขับถ่ายทิ้งออกไปผ่านทางลมหายใจออก ดังนั้น การแลกเปลี่ยนก๊าซทั้งสองต้องอาศัยปอด ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ต้องทำงานได้เป็นปกติ ถ้าปอดทำงานไม่เป็นปกติจะทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เพราะต้องออกแรงหายใจเพิ่มขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ

การสังเกตตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ 9 โรคในทรวงอก ได้แก่ 1.โรคมะเร็งปอด (Lung cancer) 2.โรคลมรั่วในช่องอกที่เป็นซ้ำ
(Recurrent pneumothorax) 3.โรคเนื้องอกต่อมไทมัส (Thymoma) 4.โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี(Myasthenia gravis) 5.โรคถุงน้ำจากหลอดอาหาร(Esophageal cyst) 6.โรคถุงน้ำจากหลอดลม (Pericardial cyst) 7.โรคติดเชื้อในช่องอก (Emphyema thoracis) 8.โรคน้ำขังในช่องหัวใจและช่องอกจากมะเร็ง(Malignant pericardial / pleural effusion) และ 9.โรคมะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer) สามารถรักษาได้ด้วยผ่าตัดส่องกล้อง

ทั้งนี้ การรักษาโรคปอดและโรคในทรวงอกที่ผ่านมาในอดีต เป็นการผ่าตัดแบบเปิดแผล จะมีแผลผ่าตัดประมาณ 2-3 แผล โดยแผลแรกสำหรับกล้องส่อง แผลที่สองสำหรับอุปกรณ์ดึงรั้ง แผลที่สามสำหรับอุปกรณ์ผ่าตัดและอุปกรณ์ตัดเย็บ โดยแผลจะมีขนาด 3-4 เซนติเมตร โดยหลักการผ่าตัดคือ ให้ตำแหน่งกล้องอยู่บริเวณชายโครงช่องกระดูกซี่โครงที่ 7-8 ส่วนตำแหน่งแผลผ่าตัดหลักและแผลสำหรับอุปกรณ์ช่วยดึงจะอยู่ช่องกระดูกซี่โครงที่ 4-6 บริเวณด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้แผลผ่าตัดต้องผ่าช่องซี่โครงหลายช่อง ปกติแล้วคนเราจะมีเส้นประสาทอยู่ใกล้บริเวณขอบล่างของกระดูกซี่โครงแต่ละซี่การใส่อุปกรณ์เข้าไปจึงทำให้คนไข้มีโอกาสที่จะเกิดอาการเจ็บแผลหลังผ่าตัดได้จากการระคายเคืองของเส้นประสาทหลายตำแหน่ง

ปัจจุบันมีการพัฒนาแนวทางการรักษาโรคปอดและโรคในทรวงอกด้วยการส่องกล้องแผลเดียว (Video-Assisted Thoracic Surgery : VATS) เป็นการผ่าตัดส่องกล้องอวัยวะในช่องอก โดยใช้เลนส์ยาวร่วมกับอุปกรณ์ผ่าตัดยาวพิเศษ ผ่านช่องระหว่างซี่โครงโดยไม่มีการถ่างขยายซี่โครง ทำให้มีความแตกต่างกับการผ่าตัดในอดีต ทำให้คนไข้มีอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อย ขนาดแผลเล็ก สามารถกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น เพราะไม่ต้องมีการตัดกระดูกและระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลเฉลี่ยเพียง 1-3 วัน ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้จะใช้เทคนิคขั้นสูงในการผ่าตัด แพทย์ที่ผ่าตัดต้องมีความชำนาญและประสบการณ์ในการผ่าตัดส่องกล้องชนิด 2 และ 3 แผลมาก่อนโดยคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดชนิดแผลเดียวจะมีอาการเจ็บน้อยกว่าผ่าตัด 3 แผล โดยผลที่ได้จากการผ่าตัดไม่แตกต่างกัน การผ่าตัดส่องกล้องแผลเดียว (VATS) สามารถทำได้ใน 9 โรคที่กล่าวมา ช่วยทดแทนการผ่าตัดเปิดได้เกือบทุกโรคในทรวงอก แต่อาจมีข้อจำกัดในบางโรค เช่น ภาวะมะเร็งปอดระยะลุกลาม ภาวะมะเร็งเยื่อบุช่องอก (Malignant Mesothelioma) ภาวะติดเชื้อในช่องอกเรื้อรัง (Chronic Empyema Thoracis) เป็นต้น โดยแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับเทคนิคและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดเป็นผู้ตัดสินใจ

สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับปอดและโรคในทรวงอกอย่านิ่งนอนใจ เพราะอวัยวะทุกส่วนของร่างกายมีความสำคัญไม่
แตกต่างกัน ถ้ารักษาไม่ทัน ร้ายแรงสุดอาจมีโอกาสเสียชีวิตได้เช่นกันสอบถามและรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร.1719

โรงพยาบาลเด็กระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ จัดงาน HUG for HOPE #พาน้องกลับบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376173

โรงพยาบาลเด็กระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ จัดงาน HUG for HOPE #พาน้องกลับบ้าน

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็ก ได้จัดงาน HUG for HOPE ครั้งที่ 2 ขึ้น ด้วยแนวคิด “พาน้องกลับบ้าน” เพื่อระดมทุนในการจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นให้เพียงพอกับความต้องการและปริมาณของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น สามารถรักษาและส่งผู้ป่วยเด็กให้สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ในงานมีบรรดาเซเลบริตี้และศิลปินนักแสดงใจบุญมาร่วมงานคับคั่ง ณ พารากอนฮอลล์ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า สถาบันสุขภาพเด็ก
แห่งชาติมหาราชินี หรือที่หลายคนรู้จักในนาม“โรงพยาบาลเด็ก” ถือเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก โดยมีกุมารแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขา โรงพยาบาลเด็กจึงเปรียบเหมือนสถาบันหลักในการดูแลสุขภาพเด็ก ตั้งแต่ทารก ทั้งเด็กที่เจ็บป่วย เด็กที่พิการแต่กำเนิด รวมทั้งทารกคลอดก่อนกำหนด โดยแต่ละปีมีเด็กจากทั่วประเทศเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลมากกว่า 400,000 คน ทั้งจากการเข้ารับการรักษาโดยตรงและจากการส่งต่อการรักษาจากโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลเด็กมาจากครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย ทำให้สถาบันสุขภาพเด็กฯ จำเป็นต้องสนับสนุนค่ารักษาในคนไข้หลายราย

สำหรับการรักษาให้เด็กที่ป่วยหายเป็นปกติ และสามารถกลับสู่อ้อมกอดครอบครัวได้อย่างรวดเร็วนั้น นอกจากทีมแพทย์และบุคลากรที่เชี่ยวชาญแล้วโรงพยาบาลยังมีความจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเป็นสากลในการดูแลรักษาโรคเฉพาะทางสำหรับเด็กที่มีอาการซับซ้อน ดังนั้น สถาบันสุขภาพเด็กฯ จึงยังต้องการรับการสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง และโครงการ “HUG for HOPE ปีที่ 2พาน้องกลับบ้าน” จึงได้จัดขึ้นอีกครั้ง

“สำหรับเด็กทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงและต้องใช้เครื่องมือในการรักษา ซึ่งทางสถาบันฯได้วางเป้าหมายเพื่อสนองยุทธศาสตร์ของกรมการแพทย์ เพื่อลดจำนวนอัตราการสูญเสียของทารกและเด็กวัยในช่วงอายุน้อยกว่า 2 ปี จึงได้เร่งส่งเสริมความเป็นเลิศด้านต่างๆ ในครอบคลุมการบริการของผู้ป่วยเด็กในทุกภาคส่วน ซึ่งนอกจากการสนับสนุนจากภาครัฐยังได้ตั้งโครงการระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในการสนับสนุนการรักษา ขอขอบคุณ ศิลปินดารา ในการจัดกิจกรรม Hug for Hope ซึ่งเป็นอีก 1 ในการสร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุนฯ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศไทยทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วม และตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพเด็กไทยได้กลับสู่อ้อมกอดครอบครัว เป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป”

งาน Hug for Hope ได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งการแบ่งปันระหว่างสถาบันสุขภาพเด็กฯ ศิลปินดารา และคนทั่วไป ภายในงานจะมีการแบ่งปันความรู้จากคุณหมอ การให้บริการตรวจสุขภาพ การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเรื่องการดูแลตัวเอง ผ่านนิทรรศการ “มามุด”การแบ่งปันความสุขจากการกอดผ่านกิจกรรมประมูลกอดดารา และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินมากมาย โดยผู้ร่วมงานสามารถร่วมแบ่งปันผ่านการบริจาคเงินสนับสนุนผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กเพื่อการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ต่อไป

ผู้มีจิตกุศลสามารถร่วมบริจาคเพื่อโครงการ “HUG for HOPE ปีที่ 2 พาน้องกลับบ้าน” ได้ที่ บัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กเพื่อกองทุนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี ธ.ไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 051-3-01713-0 สามารถส่งหลักฐานมาออกใบเสร็จได้ที่ Email: givetochild1415@gmail.com แฟกซ์ 02-640-9363 LineID :@givetochild รายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร.088-874-4671 หรือ http://www.givetochild.com

เที่ยวสนุก สุขใจ พร้อมได้กุศล ‘งานกาชาดประจำปี 2561’ณ สวนลุมพินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376186

ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย, พิชญา นาควัชระ, พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด, ยุพา ปานรอด และคณะผู้จัดงาน “กาชาด ประจำปี 2561”

เที่ยวสนุก สุขใจ พร้อมได้กุศล ‘งานกาชาดประจำปี 2561’ณ สวนลุมพินี

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษครบรอบ 125 ปี การดำเนินภารกิจของสภากาชาดไทย กองอำนวยการจัดงานกาชาด สภากาชาดไทย เตรียมจัดงาน “กาชาด ประจำปี 2561” ภายใต้แนวคิด “125 ปี สภากาชาดไทย ร้อยดวงใจ ส่งต่อ
การให้ที่งดงาม” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ สโมสร รวมถึงบริษัทและร้านค้าทั่วไปเข้าร่วมออกร้าน กว่า 200 หน่วยงานตลอด 9 วัน 9 คืน ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2561 ณ สวนลุมพินี เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย

และเมื่อเร็วๆ นี้ หม่อมราชวงศ์ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายการจัดหารายได้
ในฐานะรองประธานกรรมการอำนวยการงานกาชาด ประจำปี 2561 พร้อมด้วยจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการจัดหารายได้ สภากาชาดไทย, พิชญานาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร,พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ ยุพา ปานรอดผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงานแถลงข่าว ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี

หม่อมราชวงศ์ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายการจัดหารายได้ ในฐานะรองประธานกรรมการอำนวยการงานกาชาด ประจำปี 2561 กล่าวว่าปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่งานกาชาดย้ายมาจัดที่สวนลุมพินี สวนสาธารณะใจกลางเมืองภายใต้แนวคิด “125 ปี สภากาชาดไทยร้อยดวงใจ ส่งต่อการให้ที่งดงาม” เพื่อส่งต่อการให้ที่งดงาม เป็นการเรียงร้อยความงดงามแห่งการให้ของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงภาคประชาชนที่มีสภากาชาดไทยเป็นศูนย์กลางของการช่วยเหลือส่งต่อไปยังผู้ตกทุกข์ได้ยากในพื้นที่ต่างๆ ตามรอยพระยุคลบาทพระบรมราชูปถัมภก องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย องค์อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ซึ่งรูปแบบการจัดงานก็จะแตกต่างจากที่ผ่านมา แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ความสนุกสนาน และมนต์เสน่ห์ของงานกาชาดในอดีตที่เราย้อนวันวานกลับมาให้ได้ชมกันอีกครั้ง และในโอกาสนี้ สภากาชาดไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานกาชาดประจำปี 2561 ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 เวลา 17.00 น. ณ สวนลุมพินี ถนนพระรามที่ 4

ด้าน จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เผยว่า สำหรับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในงานกาชาดประจำปี 2561 นี้ ประกอบด้วย นิทรรศการพระบรมราชูปถัมภก 6 แผ่นดิน 125 ปีสภากาชาดไทย จัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบรมราชูปถัมภก องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย และองค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ที่ทรงมีต่อสภากาชาดไทยตลอด 125 ปี,กระบวนรถแห่กาชาดในความทรงจำ รูปแบบและการตกแต่ง ถอดแบบกระบวนรถกาชาดในอดีต การแสดงขบวนธงแปรอักษรเกี่ยวกับ 4 ภารกิจสภากาชาดไทย, ผลิตภัณฑ์จากร้านโครงการส่วนพระองค์ อาทิ ร้านจิตอาสา 904, ร้านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา, ร้านสมเด็จองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย, ร้านสมเด็จองค์อุปนายิกาสภากาชาดไทย, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)ยามยาก, ร้านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ และร้านมูลนิธิพระดาบส

รวมถึงการจัดประกวดและแสดงนิทรรศการว่าวไทยโบราณที่หาชมได้ยาก อาทิ ว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวงู
ว่าวควาย และกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การจัดนิทรรศการว่าว 4 ภาค, กิจกรรม D.I.Y. การทำว่าวจากวัสดุธรรมชาติ, การนำว่าวต่างๆ ขึ้นโชว์บนท้องฟ้าและจัดพื้นที่ให้ประชาชนได้ทดลองนำว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า, การระบายสีที่ตัวว่าว โดยมีการตกแต่งสถานที่เป็นอุโมงค์ว่าว Landmark สำหรับถ่ายภาพ และการจำหน่ายว่าวชนิดต่างๆ เป็นที่ระลึก, การประกวดขวัญใจงานกาชาด โดยรูปแบบการประกวดเหมือนการประกวดธิดากาชาดครั้งแรกเมื่อในปี พ.ศ. 2504 ซึ่งผู้เข้าประกวดจะเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สมาคมที่ร่วมออกร้านในงานกาชาด, การประกวดร้านกาชาด ที่สะท้อนถึงภารกิจของหน่วยงานต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศในสวนสวย และสอดคล้องไปกับแนวคิดที่กำหนด เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาสัมผัส ร่วมสนุก และถ่ายภาพ Check-in เป็นที่ระลึกในงาน

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงมอเตอร์ไซค์ไต่ถังเหล็ก ที่หาชมได้ยาก ย้อนวันวานจากปี พ.ศ 2472 ที่สร้างความสนุกสนาน หวาดเสียวและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้มาร่วมงาน, การแสดงสารพัน แสง สี บนเวทีกลางตลอด 9 วัน อาทิ แหล่ 125 ปี สภากาชาดไทย จากแม่ขวัญจิตร ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ปี 2539 การแสดงลำตัดคณะแม่ศรีนวล (จากคณะหวังเต๊ะ) การบัลเลต์มโนราห์ การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินค่ายต่างๆ พร้อมความบันเทิงสุดพิเศษจากเหล่าศิลปิน นักแสดงที่ร่วมใจกันมาสร้างความสนุกสนานและความสุข รวมทั้งการสอยดาว เสี่ยงโชค ชิงรางวัล รูปแบบต่างๆ มหกรรมสินค้าราคาถูก จากร้านค้าชื่อดัง อาทิ ร้านจุฬาโอสถ เหล่ากาชาดจังหวัด สินค้าโอท็อป ร้านอาหารสภากาชาดไทย และร้านค้าเอกชนกว่า 70 ร้าน

อีกทั้ง ปีนี้การจัดงานกาชาด ไม่มีการจำหน่ายบัตรผ่านประตู จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมเป็นผู้ให้กับสภากาชาดไทย ด้วยการบริจาคเงินผ่านตู้บริจาคที่ออกแบบและจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ จะปรากฎในงานจำนวน 3 ตู้ และจัดเป็นจุด Check-in
ให้ประชาชนร่วมทำบุญ ถ่ายรูป บอกต่อและร่วมแชร์ในโซเชียลมีเดีย โดยติดแฮชแท็ก#ทำดีพี่ขอแชร์ ตลอดการจัดงาน
กาชาด 9 วัน

ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย, พิชญา นาควัชระ, พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด, ยุพา ปานรอด และคณะผู้จัดงาน “กาชาด ประจำปี 2561”

ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย, พิชญา นาควัชระ, พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด, ยุพา ปานรอด และคณะผู้จัดงาน “กาชาด ประจำปี 2561”

กุลบุตร-กุลธิดา และรองกุลบุตร-กุลธิดา กาชาด ประจำปี 2561 เชิญชวนให้มาเที่ยวงาน “กาชาด ประจำปี 2561”

กุลบุตร-กุลธิดา และรองกุลบุตร-กุลธิดา กาชาด ประจำปี 2561 เชิญชวนให้มาเที่ยวงาน “กาชาด ประจำปี 2561”

ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย พาชมตู้บริจาคเงินที่ออกแบบและจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ

ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย พาชมตู้บริจาคเงินที่ออกแบบและจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ

วงการสื่อสูญเสีย! ‘คัทลียา นุดล’อดีตคอลัมนิสต์ดัง สิ้นลมอย่างสงบด้วยวัย67ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376154

news_default

วงการสื่อสูญเสีย! ‘คัทลียา นุดล’อดีตคอลัมนิสต์ดัง สิ้นลมอย่างสงบด้วยวัย67ปี

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.46 น.

11 พ.ย.61 มีรายงานข่าวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา “คัทลียา นุดล” อดีตคอลัมนิสต์ข่าวสังคมไฮโซชื่อดัง ได้สิ้นลมอย่างสงบ ด้วยโรคอัลไซเมอร์และเบาหวาน รวมสิริอายุ 67 ปี

“คัทลียา นุดล” ได้ล้มป่วยเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน จนต้องพักรักษาตัว โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ให้การดูแลมาตลอด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น และทรุดลงเรื่อยๆ

“คัทลียา นุดล” เคยเขียนคอลัมน์ “คัทลียาจ๊ะจ๋า” ในหน้าสตรีของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้อ่าน จนได้รับการโหวตให้เป็นคอลัมนิสต์ข่าวสังคมชั้นสูง ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค

‘แอน สิเรียม’นำทีมเปิดตัว ‘แฟลร์’แว่นตาแบรนด์หรูระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376077

‘แอน สิเรียม’นำทีมเปิดตัว ‘แฟลร์’แว่นตาแบรนด์หรูระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.19 น.

คุณประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายแว่นตาระดับโลก  จัดงาน GRAND OPENING เปิดตัวแว่นตาแบรนด์ดังจากประเทศเยอรมนี ผลิตโดยบริษัท ดอกเตอร์ ยูเจน เน็ต จำกัด บริษัทผู้ผลิตแว่นตาฟังค์ชั่นที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศเยอรมนีเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าถึงความเป็นหนึ่งแห่งแว่นตาที่ผสมผสานความเป็น Luxury กับความ Classic ได้อย่างลงตัว ภายใต้ชื่อแบรนด์ FLAIR (แฟลร์) โดยมี Mr. Sven Reib (มร. ซาเวน รีอิป) กรรมการผู้จัดการ บริษัทดอกเตอร์ ยูเจน เน็ต จำกัด (Flair) และ Mr.Michael Uhlemann (มร.ไมเคิล อูเลอมัน) ผู้จัดการฝ่ายส่งออกบริษัทดอกเตอร์ ยูเจน เน็ต จำกัด (Flair) พร้อมผู้เชี่ยวชาญบินตรงมาสาธิตเครื่องเจาะเลนส์ (Less Stress) Made in Germany ระบบ CNC ที่มีความแม่นยำขนาด 0.01 mm. นักแสดงคนดัง แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ร่วมแสดงความยินดี  ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรม โซฟิเทล สุขุมวิท เมื่อวันก่อน.

SEPHORA ปักหมุดจุดหมายปลายทางนักชอป สาขาใหม่ ICONSIAM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/376073

SEPHORA ปักหมุดจุดหมายปลายทางนักชอป สาขาใหม่ ICONSIAM

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.10 น.

SEPHORA (เซโฟรา) บิวตี้สโตร์ยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส ปักหมุดสาขาใหม่อย่างยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM (ไอคอนสยาม) เตรียมเอาใจเหล่าบิวตี้ ชอปเปอร์ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ดังระดับโลก กว่า 80 แบรนด์ พร้อมไฮไลต์สำคัญกับโซนใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะสาขานี้เท่านั้นเพื่อมอบประสบการณ์ด้านความงามอย่างเหนือระดับ

คุณสุปราณี จันทไพบูลย์ขจร Country General Manager เซโฟรา (SEPHORA) ประเทศไทย กล่าวว่า SEPHORA สาขา ICONSIAM ถือเป็นสาขาใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น M ของ ICONSIAM จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของการชอปปิงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านเจริญนคร ที่เป็นศูนย์รวมความมหัศจรรย์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทยซึ่งผสมผสานอย่างกลมกลืนกับไลฟ์สไตล์ของการชอปปิงและความบันเทิง ซึ่งเปิดให้เหล่าบิวตี้ ชอปเปอร์ (Beauty Shopper) ได้มาสนุกไปกับประสบการณ์ใหม่ๆ ของ เทรนด์ล่าสุดของโลกแห่งความงาม

“SEPHORA สาขา ICONSIAM เป็นสาขาที่มีไฮไลต์พิเศษที่แตกต่างจากสาขาอื่นๆ เพื่อสร้างความประทับใจและความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เน้นความเป็น Experiential Store ให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ร่วม โดยเป็นสาขาแรกที่มี  Skincare Consultancy Service การให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจาก Beauty Advisor ที่มีความชำนาญ ณ บริเวณ Skincare Bar นอกจากนี้ยังสามารถทดลองผลิตภัณฑ์ (Touch & Try) ที่สนใจได้จนกว่าจะพอใจ รวมถึงการสร้างความเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ SEPHORA Collection ที่มีเฉพาะสาขาไอคอนสยามเท่านั้น ได้แก่ เซ็ท Makeup to Go พร้อมสวยทุกสถานการณ์ เซ็ท #Lipstories Best Seller รวมสียอดนิยมจาก #Lipstories เซ็ท Travel Essentials รวมฮิตสินค้าต้องมีระหว่างเดินทางไม่ว่าจะเป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์, แชมพู และลิปบาล์ม รวมไปถึงสินค้า แบรนด์ชั้นนำที่ถูกคัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก และผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอื่นๆ ของ SEPHORA

ด้านการออกแบบสำหรับ SEPHORA สาขานี้ ได้เพิ่มดิจิทัลฟังก์ชั่น อาทิ จอแอลอีดีขนาดใหญ่ เพื่อนำเสนอไฮไลต์ของแต่ละแบรนด์ หรือสินค้าเซ็ทพิเศษในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสนุกสนานและสื่อถึงความเป็นตัวตนของ SEPHORA ได้มากขึ้น”

สำหรับงานเปิดตัว SEPHORA สาขา ICONSIAM นั้น ถูกจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “It’s me BEAUTY ICON” เพราะใครๆ ก็สามารถเป็นบิวตี้ ไอคอนได้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของการรวมตัวเหล่า “BEAUTY ICON” โดยมีบิวตี้ ไอคอนระดับประเทศอย่าง “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์” มาร่วมสร้างปรากฏการณ์กับโชว์ชุด It’s Me Beauty Iconic ร่วมด้วย โมเม-นภัสสร บูรณศิริ บิวตี้ เอนฟลูเอนเซอร์แห่งยุค และเหล่าบิวตี้ เอนฟลูเอนเซอร์อีกมากมาย นอกจากนี้ SEPHORA ยังสร้างการรับรู้ทางโซเชียล มีเดียด้วยแฮชแทค #เซโฟราเล่นใหญ่ไอคอนสยาม และ #SephoraIconSiam

สำหรับงานผู้ใช้บริการ 300 ท่านแรกที่ชอปปิงสินค้าชิ้นใดก็ได้แบบไม่มีราคาขั้นต่ำได้รับของที่ระลึกตามลำดับคิว ได้แก่ เครื่องทำความสะอาดผิวหน้า Foreo Luna 2, ผลิตภัณฑ์ K-Bright ICY LOCK MIRACLE BOOST PEARLS และ SEPHORA Block Bluster ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับลูกค้าทีชอปปิงครบ 2,000 บาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์ลุ้นจับ Lucky Draw และหากซื้อครบ 2,500, 3,500 และ 4,500 บาท ยังได้รับของที่ระลึกมากมาย อาทิ กระเป๋า Tote Bag และ SEPHORA Limited Edition 2019 Planner

ส่วนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เมื่อชอปปิงถึงมูลค่า 2,000 บาทในช่วงเวลา 12:00-13:00 น. /15:00-16:00 น./ 18:00-19:00 / 20:30-21:30 น. จะได้รับสิทธิ์จับ Lucky Draw เพิ่มเป็น 2 สิทธิ์ต่อใบเสร็จ

พบกับ SEPHORA สาขา ICONSIAM ได้แล้ววันนี้ !!!

Health News : ญี่ปุ่นทดลองปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375994

news_default

Health News : ญี่ปุ่นทดลองปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาพาร์กินสัน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยโตเกียวในญี่ปุ่นทดลองปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ตัวอ่อนที่เกิดจากการชักนำด้วยปัจจัยจำเพาะ (ไอพีเอสเซลล์) ให้พัฒนาเป็นเซลล์ใดๆ ก็ได้ เข้าไปในสมองผู้ป่วยพาร์กินสันที่เป็นชายวัย 50 ปีเศษ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงฉีดเข้าไปที่สมองซีกซ้ายจำนวน 2.4 ล้านเซลล์ หากไม่เกิดปัญหาภายใน 6 เดือน จะฉีดอีก 2.4 ล้านเซลล์ที่สมองซีกขวา ไอพีเอสเซลล์นี้ได้จากผู้บริจาคที่สุขภาพแข็งแรงถูกพัฒนาให้เป็นตัวตั้งต้นเซลล์สมองที่สามารถผลิตสารโดปามีน เป็นสารสื่อประสาทที่สมองผู้ป่วยพาร์กินสันไม่มี ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหว เกิดอาการสั่น เกร็ง เคลื่อนไหวช้า และสูญเสียการทรงตัว มูลนิธิโรคพาร์กินสันในสหรัฐเผยว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยพาร์กินสันราว 10 ล้านคน การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ไม่สามารถชะลอหรือยับยั้งไม่ให้โรคลุกลาม

Science Update : มหาสมุทรดูดซับความร้อนของโลกมากกว่าที่คาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewnam/lady/375995

news_default

Science Update : มหาสมุทรดูดซับความร้อนของโลกมากกว่าที่คาด

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและสถาบันวิจัยสคริปส์ของสหรัฐ เผยผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Nature ซึ่งชี้ว่า มหาสมุทรทั่วโลกดูดซับความร้อนส่วนเกินจากปรากฏการณ์เรือนกระจกเอาไว้มากกว่าที่เคยคาดกันถึง 60% โดยตลอดระยะเวลา25 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างปี 1991-2016 ที่ผ่านมา ทีมผู้วิจัยพบว่ามหาสมุทรดูดซับพลังงานความร้อนส่วนเกินของโลกไปถึงปีละกว่า 13 เซตตะจูล (Zettajoules) หรือเท่ากับหน่วยพลังงานที่มีค่าเป็นเลข 13 ตามด้วยเลขศูนย์ 21 ตัว ทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 6.5 องศาเซลเซียสต่อรอบหนึ่งทศวรรษ สูงกว่าค่าประมาณการของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ ที่เผยออกมาเมื่อปี 2014 ซึ่งค่าประมาณการเดิมคาดว่ามหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 4.5 องศาเซลเซียสต่อรอบหนึ่งทศวรรษ ทำให้ยากที่จะประมาณการเพื่อวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างถูกต้อง