Kenzo dive into new mermaid collection #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Kenzo dive into new mermaid collection

Feb 11. 2020
By The Nation

The Spring-Summer 2020 collection of Kenzo are looking for inspiration to the home of the founder, Kenzo Takada, and more specifically to the surrounding seas of Japan where groups of strong, tenacious and modern-day superheroes plunge daily to retrieve treasures at the bottom of the ocean.

The Ama are groups of Japanese female free divers, who, for over 2000 years have dived to the ocean floor to forage for seafood such as shrimp, urchins or even pearls for their communities. They train from an early age, taught by their predecessors who can dive well into their 70s. Due to breath training, Ama can stay underwater for significant amounts of time in one go. Over time their numbers have declined, and these intrepid fisherwomen can now only be found sporadically in pockets along the Japanese coastlines. Withstanding harsh and sometimes freezing temperatures, they have become known as the last mermaids.

The latest collections are a tapestry of elements combining traditionally marine-associated garments with modern and technical diving gear.

For women, neoprene suits in orange, violet and black are juxtaposed against crushed wet-look jersey tops and dresses. Skirts in mermaid jacquard linens are adorned with pearl buttons while nylon tops in vivid colours of corals have sleeves rolled up to the shoulder. Transparent suiting complements the prints of shrimp, mermaids and sea lilies. High-waisted trousers feature an assembly of embroideries, reminiscent of treasures amassed while diving. Woven ikats feature on either dress, tops for women or as panelling on shirts and trousers for men. Tailoring in liquid viscose, sun-bleached denim and ikat prints also straddle both collections.

For menswear, hardy rubberised outerwear appears in orange and violet while Hawaïan shirts abound with prints of sea lilies or urchins. Solarised cotton sweaters in indigo or dark greys walk alongside tailored jackets with shawl collars and rough edges. Jackets and coats in summer linens feature sailor collars and shorts are made of high-frequency laser-cut nylons. Suits are cropped and boxy and classic ‘K’ shirts feature net panels colour blocked in lilac and orange. Net prints appear in dégradé pigments on printed cotton.

Discover Kenzo SS20 collection now at Central Embassy, Central Chidlom, CentralWorld and Central Phuket Floresta.

‘ทักษิณ’เสื่อม เพื่อไทยระส่ำ รอวันจบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407752?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทักษิณ’เสื่อม เพื่อไทยระส่ำ รอวันจบ

31 ธันวาคม 2562 – 09:59 น.
พรรคเพื่อไทย,แม้ว,ทักษิณ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย
เปิดอ่าน 48,597 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ธ.ค. 2562

******************************

สมมุติแห่งกาลเวลา กำหนดให้วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี และนับหนึ่งแห่งการเริ่มต้นปีศักราชใหม่ หมุนเวียนหมุนเปลี่ยนไป ปีแล้วปีเล่า ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทำให้นึกถึงสัจธรรมที่ว่า “สรรพสิ่งในโลกหล้า เมื่อถึงที่สุด ย่อมย้อนกลับ”

พรรคเพื่อไทยที่มีต้นกำเนิดจากพรรคไทยรักไทย และนักธุรกิจโทรคมนาคมชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้างต้น สรรพสิ่งในโลกหล้า มีเกิด ก็มีดับ มีรุ่ง ก็มีร่วง ตลอดปี 2562 เพื่อไทยจึงตกอยู่ในสภาพถดถอย

เถ้าแก่”ถอดใจ

รู้ทั้งรู้ รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อการเอาชนะ ทักษิณ ชินวัตร” ในสมรภูมิเลือกตั้ง แต่ “ผู้มีบารมี” เหนือพรรคเพื่อไทยก็เดินเกมพลาด โดยการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ วางยุทธศาสตร์เดิน 2 ขา แต่ดันเล่นเกมเสี่ยง เลยนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ผลการเลือกตั้ง ส.ส. 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนรวม 7.8 ล้านเสียง และได้ ส.ส.เขต 135 ที่นั่ง ด้วยกติกาใหม่ ส่งผลให้เพื่อไทย ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว

แม้จะชิงจับขั้วตั้งรัฐบาล 6 พรรค (เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ และพลังปวงชนไทย) แต่ก็ได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เพื่อไทยจึงต้องเป็นฝ่ายค้าน

ทักษิณ ชินวัตร

อย่างที่ทราบกัน เพื่อไทยเป็นพรรคของ “เถ้าแก่” เมื่อทักษิณ ชินวัตร ไปอยู่ต่างแดนนานนับสิบปี ย่อมส่งผลกระทบถึงตัวแทนที่จะสืบทอดสร้างพรรคให้เข้มแข็ง เหมือนสมัยเถ้าแก่เรืองอำนาจ

“เถ้าแก่ตามโลกไม่ทัน เครือข่าย ส.ส.กับฐานเสียงถูกบ่อนเซาะ แกนนำต้องฟังเถ้าแก่ ไม่มีบทบาทนำจริง ริเริ่มเองไม่ได้ เพื่อไทยวันนี้ มีแต่บุญเก่า ทั้งตัวเถ้าแก่ แนวคิด แกนนำ ส.ส. มีแต่จะหมดไปไม่ได้เพิ่มขึ้น”

นี่เป็นเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการที่เคยสนับสนุนพรรคการเมืองของทักษิณ และดูเหมือนว่า เถ้าแก่ออกอาการถอดใจเสียแล้ว

บัตรคนจนชนะ

ผลการเลือกตั้งซ่อม 22 ธันวาคม 2562 พรรคเพื่อไทยพ่ายพรรคพลังประชารัฐ อาจเหนือความคาดหมายของคนนอกพื้นที่ สำหรับชาวขอนแก่น เขต 7 (หนองเรือ-มัญจาคีรี) เป็นสิ่งที่คาดหมายกันไว้ นับแต่ “นวัธ เตาะเจริญสุข” ส.ส.ขอนแก่น ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต ว่า สถานการณ์เลือกตั้งจะไม่เหมือนเดิม

“สมศักดิ์ คุณเงิน” พรรคพลังประชารัฐ ได้ 40,252 คะแนน เอาชนะ “ธนิก มาสีพิทักษ์” ได้ 38,010 คะแนน ทำให้ที่นั่ง ส.ส.เขตของเพื่อไทย หายไปอีก 1 ที่นั่ง รวมกับเขต 8 เชียงใหม่ เป็น 2 ที่นั่ง จาก 135 ที่นั่ง เหลือ 133 ที่นั่ง

สมศักดิ์ คุณเงิน

นักวิชาการสายเสื้อแดง เคยวิเคราะห์เปรียบเทียบว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา เพื่อไทยสูญเสียพื้นที่สำคัญบางส่วนในภาคเหนือ และภาคอีสาน ให้แก่พลังประชารัฐ เพราะอิทธิฤทธิ์ “บัตรคนจน” หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สมัยก่อน มักมีคำพูดว่า ในอีสาน เพื่อไทยเอา “เสาไฟฟ้า” มาลงก็ชนะ หรือ “รับเงินหมา กาเพื่อไทย” แต่สมัยนี้ สำนวนนี้ใช้ไม่ได้แล้ว

อาการเสื่อมถอยของทักษิณ-เพื่อไทย เห็นชัดมากขึ้น แกนนำแดงรากหญ้าย้ายค่าย พื้นที่เลือกตั้ง โดนยึดไปทีละเขต

เพื่อไทย ก๊ก

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ส.ส.สายอีสาน 60 ชีวิต ไปทัวร์นครดูไบ นำทีมโดย ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ โดยไปบอกเล่าสภาพการบริหารงานภายในพรรคเพื่อไทยให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับรู้ และขอเปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์พรรคจาก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็น “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง”

หลักฐานคุณหญิงหน่อย โผล่ดูไบ

ดีแต่ว่า “คุณหญิงหน่อย” ไหวตัวทัน รีบบินไปตามเคลียร์ถึงดูไบ ข่าวการปลดประธานยุทธศาสตร์พรรค จึงเงียบไป ส.ส.อีสานที่ไปดูไบกลับมา ก็ปิดปากเงียบ

ถัดมา วันที่ 4-5 ธันวาคม 2562 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พาลูกชายไปรับประทานอาหารกับทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ร้านอาหารในเกาลูน ฮ่องกง

เฉลิม ไปพบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่ฮ่องกง

หลังจากนั้น มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ลงนามแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

วันที่ 24 ธันวาคม 2562 “เหลิม บางบอน” เรียกประชุมคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยจะมีการสรุปข้อมูลก็จะมอบหมายให้ฝ่ายประสานงานไปประชุมร่วมกับทาง 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน

ปี 2563 จับตาศึกสามก๊กเพื่อไทย..ก๊กหัวหน้าสมพงษ์ ก๊กคุณหญิงหน่อย และก๊กเหลิม บางบอน รับประกันว่าเดือดระอุ?

ลาทีปีเก่า-สวัสดีปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลาทีปีเก่า-สวัสดีปีใหม่

31 ธันวาคม 2562 – 09:00 น.
สวัสดีปีใหม่,ลาทีปีเก่า,ปี 2563
เปิดอ่าน 2,898 ครั้ง

ลาทีปีเก่า-สวัสดีปีใหม่ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า 2562 เป็นวันสุดท้ายของปี ‘ดับเครื่องชน’ ขอน้อมอำนวยพรให้ทุกท่านจงมีความสุขสวัสดี มีความเจริญพัฒนาสืบไป

ในขวบปีที่ผ่านไปนั้นเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นดีมั่ง-ร้ายมั่งตามวัฏจักรของชีวิต ก็ขอเรียนว่าจงต่อสู้ต่อไปอย่าท้อถอย

เรามีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและยิ่งเวลาผ่านไปดูเหมือนว่าเรือเหล็กของรัฐบาลนี้จะยิ่งมั่นคงและจะฟันฝ่าคลื่นลมมรสุมไปได้ก็ต้องรอดูกันต่อไป

หลายๆ ท่านมีโปรมแกรมฉลองปีใหม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดก็ขอให้มีความปลอดภัยทุกประการ

เวลานี้ประชาชนคนไทยกำลังนิยมสวดมนต์ข้ามปี-ทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ขอให้กุศลผลบุญนั้นจงกลับมาทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเทอญ
อ๊อด เทอร์โบ


 เดี๋ยวร้อน-เดี๋ยวหนาวต้องระวัง
เวลานี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ คุณ ‘ดาราราย’ เชียงดาว ส่งจดหมายมาด้วยความปรารถดีให้ดูแลสุขภาพและเป็นหวัดได้ง่าย

พร้อมกันนี้ได้แนะนำวิธีง่ายๆ ในการรักษาสุขภาพ ซึ่งขอให้นำไปใช้และไม่ยุ่งยากลำบากแต่ประการใด

ขอขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่กรุณาแจ้งมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ต้องทำอย่างไร?
 ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลหวัด

ในช่วงนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศหนาว คนกรุงก็หนีไม่พ้น เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เป็นหวัดเอาได้ง่ายๆ หลายคนมักมีอาการป่วย ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ

เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันในการรับมือกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เราจึงต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงตลอดช่วงหน้าหนาว ดิฉันอ่านเจอบทความเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ จึงอยากนำมาบอกเล่าสู่กันฟังไว้ลองทำกันดูได้

1.เพิ่มวิตามินซีให้ร่างกาย เพื่อช่วยต้านทานอนุมูลอิสระและไวรัสทั้งหลายที่ก่อให้เกิดโรคหวัด โดยเฉพาะวิตามินซีจากธรรมชาติในผักและผลไม้ต่างๆ เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี เชอร์รี่ ฯลฯ 2.รักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นเสมอด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่บาง ไม่สั้นจนเกินไป หากอยู่ในที่ที่อากาศหนาวควรสวมใส่เสื้อกันหนาวหรือมีผ้าคลุม ผ้าพันคอ หมวกไหมพรมที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่น

3.เลือกกินอาหารที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย งดการดื่มเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีความเย็นจัดเป็นประจำ หากติดการดื่มน้ำเย็นควรลดปริมาณน้ำแข็งหรือไม่ใส่น้ำแข็งดูบ้าง ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ลองหันมากินอาหารประเภทซุปไก่ ไก่ตุ๋นยาจีน น้ำขิง ชาสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ให้ความร้อนกับร่างกาย

4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมนุมชน ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือมีความแออัด เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อหวัดที่ลอยอยู่ในอากาศได้มากกว่า 5.ควรออกกำลังกายหรือขยับร่างกายบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นการยืดเส้นยืดสายรวมถึงกล้ามเนื้อไปในตัว 6.หากเริ่มรู้สึกเจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ควรเพิ่มการนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเพียงพอ จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ในระหว่างวัน อยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเท ไม่ใช่ห้องแอร์ยิ่งดี เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อหวัดให้แก่ผู้อื่น

หน้าหนาวใช่ว่าเราจะไม่ต้องดูแลสุขภาพกันนะคะ เพราะนี่เป็นฤดูกาลที่คนเป็นไข้หวัดไม่น้อยหน้าไปกว่าหน้าฝนกันเลยทีเดียว ใครที่ไม่อยากเจ็บป่วยบ่อยจนเสียงานเสียการหรือเสียการเรียนล่ะก็ เอาเคล็ดลับดูแลสุขภาพหน้าหนาวข้างต้นไปใช้กันดูนะคะ
ดาราราย (เชียงดาว)


 เตรียมจัดนิทรรศการอีก
 ขอความร่วมมือจากรัฐบาล

ผมมีข่าวดีจากกรมศิลปากรว่า จากการจัดนิทรรศการพิเศษ จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่มียอดผู้ชมทะลุกว่า 3 แสนคน เป็นการเปิดหูเปิดตาชาวไทยในด้านขององค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์

สร้างจุดดึงดูดเรียกผู้ชมให้เข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอย่างล้นหลาม ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้วางแนวทางการจัดนิทรรศการพิเศษในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จะพยายามสืบค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจจากทั่วประเทศและทั่วโลกมาจัดนิทรรศการแสดง

เวลานี้กรมศิลปากรกำลังประสานงานติดต่อรัฐบาลต่างๆ เช่น อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นำโบราณวัตถุมาไทยด้วย

จึงเรียนมาเพื่อให้ทราบข่าวดีนี้
โกมลชัย (กทม.)


นายกฯเงา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯเงา

31 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,นายกฯเงา
เปิดอ่าน 5,152 ครั้ง

นายกฯเงา โดย…  “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก”

จากเหตุการณ์ทางการเมืองทุกครั้ง จะมี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางสว่างและทางลับ ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก จึงเห็นว่าบทบาทของ พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ธรรมดา เปรียบได้ดัง “นายกฯ เงา” ที่ทำหน้าที่ค้ำบัลลังก์นายกฯ ตัวจริง

ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา นอกจากบทบาทของรัฐบาลและฝ่ายค้านในทางการเมืองแล้ว อีกหนึ่งองค์กรสำคัญที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือ กองทัพ 

กองทัพที่นำโดย บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ลูกชายสุดเลิฟของ บิ๊กจ๊อด พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์

กองทัพในยุค “บิ๊กแดง” ถือว่าเป็นกองทัพในยุคเปลี่ยนผ่าน จะบอกว่าเป็นกองทัพลูกผสมก็ว่าได้ เพราะ บิ๊กแดง เข้ามาช่วงที่บรรดาบิ๊กๆ คสช.จะทรานส์ฟอร์มไปสู่การเป็นประชาธิปไตย

ฉะนั้นบทบาทของบิ๊กแดง จึงมีความสำคัญที่จะประคับประคองรัฐบาล คสช.ให้เปลี่ยนไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยไม่สะดุด

จะเรียกว่ามีหน้าที่คอยค้ำบัลลังก์ “บิ๊กตู่” ก็ดูจะไม่ผิดนัก

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” ขอโฟกัสภาพที่เราได้เห็นบทบาทของบิ๊กแดง ทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ ในมิติที่โดดเด่นและชัดเจนกว่า ผบ.ทบ.ทุกคนในอดีต เนื่องจาก บิ๊กแดง มักจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสถาบันเบื้องสูง

แน่นอนว่า การที่ บิ๊กแดง เป็นทั้ง ผบ.ทบ.และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันเบื้องสูง

หากนักการเมืองเปิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ความมั่นคง และสถาบันเบื้องสูง จะถูกสวนกลับจาก บิ๊กแดง ทันที

ดูจากกรณี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่รณรงค์หาเสียงด้วยการเสนอตัดงบประมาณกองทัพ จึงถูกบิ๊กแดงตอบโต้ด้วยการไล่ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” เล่นเอาการเมืองร้อนขึ้นมาทันที

หลายครั้งที่ บิ๊กแดง ออกมาให้ความเห็นต่อสื่อ เมื่อถูกพรรคการเมืองโจมตีกองทัพโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและการเกณฑ์ทหาร

ฝ่ายค้านเองเหมือนจะรู้ว่าหากต้องการโค่นอำนาจบิ๊กตู่ ต้องพุ่งเป้าไปที่ กองทัพของบิ๊กแดง เพราะมีคนและรถถังพร้อมที่จะปกป้องรัฐบาลบิ๊กตู่ ตลอดเวลา

บทบาทของบิ๊กแดง จึงเป็นที่ถูกใจบิ๊กตู่เป็นอย่างมาก ถึงขนาดในทางลับ บิ๊กแดงจะคอยรายงานสถานการณ์ต่างๆ ให้บิ๊กตู่ได้รับทราบ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง

จนหลายครั้งทำให้ฝ่ายค้านไม่พอใจ ถึงกับเรียกร้องให้นายกฯ ปลด ผบ.ทบ. เพราะเป็นข้าราชการแต่มายุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง มีการล่ารายชื่อทางเว็บไซต์เพื่อให้ปลด ผบ.ทบ.ออกจากตำแหน่ง

แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งจากบิ๊กตู่และบิ๊กป้อม เสมือนว่า บทบาทของบิ๊กแดงอยู่ในสายตาของพี่ใหญ่ทั้งสองคน

เกมแบบนี้ยิ่งทำให้ฝ่ายค้านอึดอัดทำอะไรได้ไม่เต็มที่ 

ไม่เพียงเท่านี้ เกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน ยังถูกบิ๊กแดงและกองทัพจับตาเป็นพิเศษ เมื่อมีการเสวนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนักวิชาการได้หยิบยกการแก้ไขมาตรา 1 ขึ้นมา ทำให้การเมืองร้อนขึ้นมาอีก

เพราะว่าการแก้ไขมาตรา 1 ไปเข้าทางของขบวนการโจรใต้ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ใครเป็นใครบ้างบนเวทีของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค รวมถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตตใหม่ด้วย

จึงถูก กอ.รมน.แจ้งจับข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ต่อมา บิ๊กแดง เปิดหอประชุมกองทัพบก พูดเรื่องความมั่นคง พร้อมกับเปิดประเด็น สงครามลูกผสมหรือ Hybrid War ครั้งนั้น บิ๊กแดง ใช้คำว่า ซ้ายดัดจริต ฮ่องเต้ซินโดรม และแก๊งลูกพี่หนีคดี

แน่นอนว่ากระทบโดยตรงกับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ ธนาธร ที่บิ๊กแดงนำภาพที่ฮ่องกง ที่ถ่ายกับ โจชัว หว่อง ผู้นำม็อบฮ่องกง แยกตัวออกจากจีน มานำเสนอว่าเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” ผลที่ตามมาคือ สถานทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามนักการเมืองไทย

ทำให้รัฐบาลไทยต้องเปิดบ้านต้อนรับ แคร์รี่ หล่ำ ผู้นำฮ่องกงที่เดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ไทยให้การสนับสนุนม็อบฮ่องกง

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” มองว่า การเคลื่อนไหวของบิ๊กแดงแต่ละครั้ง ได้สร้างความเบาใจให้รัฐบาล บิ๊กตู่เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อบิ๊กแดงออกรบเอง บิ๊กตู่และบิ๊กป้อมก็สบายมือไม่ต้องปะทะโดยตรง

          ส่วนบทบาทและการเคลื่อนไหวของ บิ๊กแดง ที่ไม่ออกสื่อ บิ๊กแดง เสมือนเงาตามตัว บิ๊กตู่ ทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ เพราะว่า บิ๊กแดง คือคนกลางที่ทำหน้าที่ “ดีล” กับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลของบิ๊กตู่ราบรื่น

เนื่องจากภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ก็ได้บิ๊กแดงนี่แหละคอยประสานกับ ส.ส.และพรรคการเมืองเพื่อมาเติมเสียงในรัฐบาล

ขนาดวันที่จะมีการประชุมและนับองค์ประชุมเพื่อให้มีการนับคะแนนญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา มาตรา 44 ก็ได้ บิ๊กแดงนี่แหละคอย “เช็ก” จำนวน ส.ส.ที่จะเข้าประชุมตลอดเวลา ผ่านไปทาง บิ๊กป้อม และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จนทำให้องค์ประชุมครบ และโหวตตั้งกรรมาธิการวิสามัญ มาตรา 44 ถูกตีตกไป

ครั้งนั้น บิ๊กตู่ และบิ๊กป้อม ต้องยกนิ้วให้บิ๊กแดง

จนต่อมามีข่าวกระเส็นกระสายว่า บิ๊กแดง คือตัวเต็งในเก้าอี้นายกฯ ต่อจากบิ๊กตู่ พอนักข่าวเอาเรื่องนี้ไปถาม บิ๊กป้อม บิ๊กตู่ จนเกิดความเข้าใจผิด

บิ๊กตู่ กับ บิ๊กป้อม ต้องออกมาปฏิเสธ โดยบิ๊กป้อมตอบว่าพูดเล่น ส่วนบิ๊กตู่ บอกว่า การจะเป็นนายกฯนั้นเป็นง่ายกันนักหรือ จึงปิดข่าวลือที่ฝ่ายค้านพยายามโยนออกมาให้เกิดความขัดแย้ง

แต่แม้ว่า บิ๊กแดง จะไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ เพราะเป็นข้าราชการประจำและเป็น ส.ว.ด้วย แต่ภารกิจและบทบาทของบิ๊กแดง ทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ ก็เสมือนเป็น นายกฯ เงา ที่คอยค้ำบัลลังก์รัฐบาลบิ๊กตู่อยู่แล้ว

แล้งนี้ น้ำโขง สุดวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แล้งนี้ น้ำโขง สุดวิกฤติ

31 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
กระดานความคิด,แล้ง,แม่น้ำโขง
เปิดอ่าน 3,894 ครั้ง

แล้งนี้ น้ำโขง สุดวิกฤติ คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง

สองเดือนข้างหน้า ฤดูแล้งจะมาเยือน แม่น้ำโขง กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2562 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) จัดการประชุมปรึกษาหารือและให้ข้อมูลระดับภูมิภาค ครั้งที่ 8 เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาก 4 ประเทศสมาชิกคือ กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม นักพัฒนาโครงการและภาคเอกชนเข้าร่วม

ที่ประชุม MRC ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่แม่น้ำโขงแห้งแล้งมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ มาจากฤดูฝนที่มาช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะในแม่น้ำโขงตอนบน รวมทั้งการกักน้ำบางช่วงของประเทศจีน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากการทดสอบและการกักน้ำของเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง และแม่น้ำโขงสายหลัก ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ

ปลายเดือนตุลาคม 2562 “เขื่อนไซยะบุลี” ที่กั้นแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว จะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ หลังทดลองผลิตไฟฟ้ายูนิตแรกให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาแล้ว

เขื่อนไซยะบุลี เป็นเขื่อนแรกที่สร้างบนแม่น้ำโขง ตอนล่าง มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนไทย กัมพูชาและเวียดนาม พร้อมเอ็นจีโอนานาชาติเนื่องจากมีข้อกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงและระบบนิเวศ ทั้งผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลลาวไม่สนใจเสียงทักท้วง เดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุลี จนเสร็จสมบูรณ์ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกลุ่มทุนไทยคือ ช.การช่าง

11 ตุลาคม 2562 ได้มีการทดลองเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 1 ของโครงการ “เขื่อนดอนสะโฮง” ซึ่งมีจุดที่ตั้งเขื่อนอยู่บนแม่น้ำโขง บริเวณสี่พันดอน เมืองโขง แขวงจำปาสัก โดยมีการสร้างเขื่อนกั้น “ฮูสะโฮง” ทางน้ำไหลธรรมชาติ ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 260 เมกะวัตต์ ความสูง 25 เมตร

โครงดอนสะโฮง มีมูลค่าราว 723.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือหุ้นใหญ่ 80% โดย บริษัท Mega First Corporation Berhad (MFCB) จากมาเลเซีย รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาว 20%

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนดอนสะโฮง จะสนอง 4 แขวงภาคใต้ คือแขวงสาละวัน แขวงอัตตะปือ แขวงเซกอง และแขวงจำปาสัก และที่เหลือส่งขายให้กัมพูชา

แผนการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของ สปป.ลาว จากนี้ไปจนถึงปี 2563 จะให้บรรลุเป้าหมายการแสวงหาแหล่งผลิตไฟฟ้า 60 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน ทั้งเขื่อนพลังน้ำ และโครงการไฟฟ้าถ่านหิน ก่อสร้างสำเร็จไปแล้ว 38 แห่ง ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำลังติดตั้ง 6,265 เมกะวัตต์

รัฐบาลลาว ยังมีแผนจะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงอีก 3 แห่งคือ เขื่อนปากแบ่ง แขวงอุดมไซ ที่มีการสำรวจออกแบบเรียบร้อยแล้ว เขื่อนหลวงพระบาง แขวงหลวงพระบาง และเขื่อนปากลาย แขวงไซยะบุลี

สำหรับเขื่อนหลวงพระบาง เป็นการร่วมทุนของรัฐบาลลาวกับบริษัท ช.การช่าง ของไทย และบริษัท PetroVietnam Power Corporation ของรัฐบาลเวียดนาม

เขื่อนหลวงพระบางจะเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลผ่าน (Run-of-river Dam) ตัวสันเขื่อนมีความยาว 275 เมตร สูง 79 เมตร กว้าง 97 เมตร ขนาดกำลังผลิต 1,460 เมกะวัตต์ อยู่ในแม่น้ำโขงตอนบนของนครหลวงพระบางประมาณ 25 กิโลเมตร

กระบวนการปรึกษาหารือฯ อันเป็นกลไกร่วมของ MRC กำหนดให้โครงการพัฒนาในแม่น้ำโขง ต้องแจ้งและรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง

เอาเข้าจริง กระบวนการปรึกษาหารือฯ มิใช่สิทธิในการ “ยับยั้ง” หรือสิทธิในการดำเนินการ “ฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น” และไม่ได้เป็นกระบวนการตัดสินใจต่อโครงการว่า ”ให้หรือไม่ให้ก่อสร้าง” แต่เป็นการให้ประเทศสมาชิกอื่นตกลงกำหนดมาตรการร่วมกันในการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน

ไม่ว่า MRC จะว่าอย่างไร? รัฐบาล สปป.ลาว ประกาศเดินหน้าสร้างเขื่อนหลวงพระบาง ภายในปี 2563 อย่างแน่นอน

รวมพลังจากวันผ่านพ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407751?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รวมพลังจากวันผ่านพ้น

31 ธันวาคม 2562 – 08:02 น.
รวมพลังจากวันผ่านพ้น,การเมือง
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

รวมพลังจากวันผ่านพ้น บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2562

365 วันที่ผ่านมา มีหลากหลายเรื่องราวเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทั้งที่ประทับใจน่ายินดี และอีกหลากกรณีคือหน้าประวัติศาสตร์อันจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตามปี 2562 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปอีกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ต้องถือว่าเป็นห้วงเวลามหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย ที่ได้ร่วมใจน้อมรำลึกถึงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เกริกไกรและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนของพระองค์ ทุกเชื้อชาติศาสนา ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งราชจักรีวงศ์ พระราชพิธีราชาภิเษกอันสมพระเกียรติยิ่ง และการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร หลอมรวมทุกดวงใจปวงชนชาวไทยไว้ด้วยกัน อันหมายถึงความสมัครสมานสามัคคี ที่จะนำชาติสู่ความวัฒนาถาวร

ในด้านการเมืองปี 2562 คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการส่งมอบอำนาจจากฝ่ายทหารในนามคณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม ผลของการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหลายประเด็น เช่น จำนวนพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามามีมากถึง 27 พรรค ขณะที่พรรคเล็กมี ส.ส.คนเดียวก็มีมากถึงกว่า 10 พรรค ขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทุกคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์พรรคการเมืองหน้าใหม่ได้รับเลือกตั้งมาอย่างผิดความคาดหมาย หลายพรรคได้รับอานิสงส์จากระบบนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่ชนะกันไม่ขาดทำให้เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การเมืองในสภาผู้แทนลุ่มๆ ดอนๆ และสภาพเช่นนี้เชื่อว่าจะยังคงอยู่ต่อไปในปี 2563 แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าการเมืองจะวุ่นวายอย่างไรทุกฝ่ายก็ควรยึดมั่นในระบบรัฐสภา

ตลอดทั้งปี 2562 ภายใต้กระแสของความเหลื่อมล้ำที่พูดถึงกันมานาน คำว่า “เศรษฐกิจตกต่ำ-ข้าวยากหมากแพง” เป็นหัวข้อใหญ่ที่คนไทยได้ยินแทบทุกเมื่อเชื่อวัน ฝ่ายรัฐบาลบอกว่านั่นเป็นเพียงวาทกรรม แต่ฝ่ายกลางๆ และตรงข้ามก็พยายามชี้ให้เห็นกันในหลายแง่มุมว่าประชาชนลำบากยากแค้นจริงๆ แต่ถึงอย่างไร ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องที่พูดกันตลอดปีนั้นเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองหรือไม่ สะท้อนผ่านตัวเลขจีดีพี มูลค่าการส่งออกที่ติดลบ การลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชนไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เครื่องจักร เศรษฐกิจหลายตัวสะดุด รัฐบาลต้องออกแรงผลักดันเมกะโปรเจกต์ อย่างเช่นโครงการอีอีซี ออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นต่อเนื่องหลายมาตรการ แต่จนใกล้ถึงวันสิ้นปีมีเสียงมาจากแบงก์ชาติเตือนมาว่า ปีหน้าจีดีพีจะเติบโตได้อย่างมาก 2.8% หนำซ้ำยังมีโจทย์อีกหลายด้านที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกันก้าวข้าม

ในด้านสังคมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีระดับโลกนำมาซึ่งความปั่นป่วน ในแวดวงของผู้ประกอบอาชีพหลายด้านด้วยกัน ถือเป็นอีกปีหนึ่งคนทำงานในโครงสร้างเก่า ต้องเผชิญอุปสรรคไปจนถึงความยากลำบากเพราะตกงาน ขณะที่อาชีพใหม่ การทำมาค้าขายในรูปแบบพึ่งพิงอินเทอร์เน็ตขยายตัวมากขึ้นทุกวัน และเข้าไปมีบทบาทสำคัญทุกภาคส่วนมากขึ้นทุกขณะไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการพาณิชย์ แต่กระนั้นในอีกด้านหนึ่งการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ก็เป็นสิ่งท้าทายภูมิคุ้มกันของคนไทยอยู่ไม่น้อยจนมีข่าวในเชิงลบอยู่แทบทุกวัน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่นับจากนี้จะเป็นภาระของคนไทยหรือชาวโลกทุกชีวิตจะต้องใส่ใจ ทำความเข้าใจให้เท่าทัน ปรับตัว และพร้อมร่วมมือป้องกันพิบัติภัยที่อาจเกิดตามมาเพื่อร่วมกันฟันฝ่านานาอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าในปีต่อๆ ไป

หยุดปีใหม่ไร้กังวล.. วสท. แนะวิธีลดเสี่ยงอัคคีภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407651?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดปีใหม่ไร้กังวล.. วสท. แนะวิธีลดเสี่ยงอัคคีภัย

30 ธันวาคม 2562 – 18:05 น.
สายตรวจระวังภัย,ปี 2563,แนะวิธีลดเสี่ยงอัคคีภัย
เปิดอ่าน 326 ครั้ง

หยุดปีใหม่ไร้กังวล.. วสท. แนะวิธีลดเสี่ยงอัคคีภัย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กรกมล อักษรเดช

หลายคนคงได้ยินประโยคที่ว่า โจรขึ้นบ้าน 10 ครั้งก็ไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว ความประมาทเพียงชั่วครั้งชั่วครู่อาจสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ยิ่งต้องระมัดระวังหยุดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิด “อัคคีภัย”!

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่า 2562 ต้อนรับปีใหม่ 2563 กิจการร้านค้าและประชาชนส่วนใหญ่ต่างพากันเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อพักผ่อนท่องเที่ยว อัคคีภัยเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยมีองค์ประกอบหลักได้แก่ อากาศ ความร้อน เชื้อเพลิง อุปกรณ์ไฟฟ้า และรวมไปถึงกิจกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวกับไฟ เช่น การจุดพลุ ดอกไม้ไฟ หรือการก่อไฟให้ความอบอุ่น

สำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของอาคารและแหล่งท่องเที่ยว ธุรกิจประเภทเครื่องเล่น ซุ้มประดับไฟ ศูนย์การค้าต่างๆ ควรใส่ใจในการใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน ติดตั้งและตรวจสอบ ตลอดจนมีการบำรุงรักษาด้วยช่างผู้เชี่ยวชาญและมีวิศวกรควบคุมดูแล ตลอดจนเตรียมแผนบริหารจัดการพร้อมบุคลากรกรณีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะสวนสนุกในกรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่ 48 แห่ง สวนสนุกแบบถาวรภายในอาคารต้องมีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบกิจการและสวนสนุกที่ติดตั้งชั่วคราวตามเทศกาล ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ด้านสุขลักษณะความปลอดภัยและชีวอนามัยสำหรับกิจการสวนสนุกตามพ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมเครื่องเล่น พ.ศ.2558

นอกจากนี้ คุณบุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย และประธานสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วสท. ยังแนะนำการป้องกันไฟไหม้ก่อนออกจากบ้านไปเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างสบายใจไร้กังวล ดังนี้ 1.ก่อนออกจากบ้าน ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าและถอดปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานให้สนิททุกครั้ง 2.ติดตั้งระบบป้องกันเพลิงไหม้ 3.หลีกเลี่ยงการเฉลิมฉลองด้วยพลุ ดอกไม้ไฟ ภายในอาคารบ้านเรือนหรือสถานที่ปิดต่างๆ 4.ไฟประดับต้นคริสต์มาส หรืออุปกรณ์ตกแต่งปีใหม่ เป็นไฟต่อพ่วงที่ใช้งานแบบชั่วคราว โดยเฉพาะการต่อพ่วงบริเวณนอกบ้าน เมื่อถูกแสงแดด ฝนสาด ลมพัด หรืออยู่ใกล้กับแหล่งความร้อน จนทำสายไฟฟ้าชำรุด/ขาดอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือกรณีปลั๊กหลวมเกิดความร้อนสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดไฟลุกไหม้ 5.ตรวจสอบปลั๊กไฟพ่วงต่างๆ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ควรเลือกใช้ปลั๊กไฟพ่วงที่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ทั้งสายไฟและรางปลั๊กไฟ 6.เพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น กล่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต ธูปเทียนไฟฟ้า กริ่งไร้สาย ควรถอดปลั๊กหลังใช้งานและเก็บให้เรียบร้อย

7.จัดอาคารบ้านเรือนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยวัสดุในบ้านที่สามารถติดไฟได้ง่ายและมักถูกมองข้าม อาทิ กระดาษ เสื้อผ้า น้ำมัน ทินเนอร์ สีทาบ้าน ควรแยกเก็บสารเคมีที่ติดไฟง่ายในบริเวณที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ห่างจากแหล่งความร้อนที่เป็นตัวเร่งให้เกิดเพลิงไหม้ 8.หากใช้ฟืนไม่ควรปล่อยให้มอดดับเองเป็นอันขาด ต้องดับให้สนิททุกครั้ง 9.งดเว้นการเผาขยะ หญ้าแห้ง และเศษวัสดุ ในช่วงอากาศแห้งหรือช่วงที่ลมพัดแรง 10.กรณีมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ควรมีผู้ดูแลและจัดให้อยู่ชั้นล่างของอาคารหรือใกล้กับประตูทางออก 11.สำหรับสถานประกอบกิจการ ให้เพิ่มความเข้มงวดและความถี่ในการตรวจตราระบบดับเพลิงให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และสำรวจจุดเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย 12.โรงงาน อาคารโรงพยาบาล อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารที่มีความเสี่ยงอัคคีภัย อาคารที่ผู้ใช้อาคารหนาแน่น ในช่วงเทศกาล จะต้องวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน จัดเตรียมบุคลากรให้อยู่ประจำอาคารในช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาล เพื่อทำหน้าที่ดูแลอาคาร ป้องกันการเกิดอัคคีภัยและสามารถระงับเหตุได้ทันที และ 13.อบรมให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านความปลอดภัยในการป้องกันอัคคีภัยและเส้นทางอพยพแก่ทุกคนในครอบครัว และพนักงานหรือผู้ใช้อาคาร

มีสติ รอบคอบ ลดความเสี่ยงตามคำแนะนำ จะทำให้อาคารบ้านเรือนไม่วอดวาย..!!

ผ้าภูอัคนี ของดีบุรีรัมย์ ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ้าภูอัคนี ของดีบุรีรัมย์  ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ

30 ธันวาคม 2562 – 18:00 น.
ผ้าภูอัคนี,ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ,ภูมิปัญญาชาวบ้าน
เปิดอ่าน 420 ครั้ง

ผ้าภูอัคนี ของดีบุรีรัมย์  ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ โดย…  พรนภา มหาหิงษ์

“การนำสีของดินที่เชื่อว่าเป็นดินภูเขาไฟที่อยู่บนเขาพระอังคารที่เป็นตำนานว่าเป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟของ จ.บุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต จากนั้นได้นำมาสร้างเป็นผ้าทอที่มีสีสันงดงามและไม่เหมือนที่อื่นจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้าทออัคนี”

บุรีรัมย์  มีตำนานเล่าขานมากมายแต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ “ผ้าฝ้าย” ที่มีสีและการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่คงความเป็นอัตลักษณ์ของเมือง ผ้าฝ้ายที่จังหวัดแห่งนี้มีแหล่งผลิตหลายที่ แต่ที่น่าสนใจคือผ้าฝ้ายจากหมู่บ้านเจริญสุข ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ อีกทั้งยังตั้งเป็นกลุ่มอาชีพทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย เพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชน

  พิมพ์อัปสร เมืองประทุม (คนกลาง)

  พิมพ์อัปสร เมืองประทุม สมาชิกกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จ.บุรีรัมย์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนการริเริ่มทำผ้าทอชาวบ้านได้เข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าตามปกติแต่ในช่วงนั้นเป็นฤดูฝนทำให้พื้นที่ภายในป่ามีความชื้นและดินโคลนภายในป่าค่อนข้างลื่นและชันมาก ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังหาของป่าก็ลื่นล้มทำให้ดินโคลนภายในป่าเปื้อนเสื้อผ้าและเมื่อกลับมาบ้านก็นำเสื้อที่เปื้อนดินโคลนไปทำความสะอาด แต่ทำอย่างไรผ้าก็ยังมีสีของดินติดอยู่ และระหว่างนั้นนายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาประจำการก็มาขอให้คนในชุมชนบ้านเจริญสุขจัดทำผ้าฝ้ายทอมือที่มีลักษณะไม่เหมือนที่อื่นเพราะในหมู่บ้านเจริญสุขเป็นหมู่บ้านที่ทอผ้าอยู่แล้วเพื่อใช้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์และเพื่อให้ข้าราชการได้สวมใส่และเป็นอัตลักษณ์ให้ทุกอำเภอในจังหวัด

“ระหว่างนั้นชาวบ้านจึงนึกได้ว่าเมื่อวันก่อนได้เข้าป่าและมีสีของดินโคลนติดเสื้อซึ่งเป็นสีที่แปลกและไม่เคยเห็นมาก่อนจึงไปดูพบว่าสีดินโคลนดังกล่าวยังคงติดเสื้ออยู่ทั้งๆ ที่ทำความสะอาดแล้ว จากนั้นจึงจุดประกายแนวคิดด้วยการนำสีของดินที่เชื่อว่าเป็นดินภูเขาไฟที่อยู่บนเขาพระอังคารที่เป็นตำนานว่าเป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟของจ.บุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดมด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต จากนั้นนำมาใช้ย้อมผ้าทอที่มีสีสันงดงามและไม่เหมือนที่อื่นจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้าทออัคนี” ที่ได้รับผลตอบรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

พิมพ์อัปสร เล่าต่อว่า หลังจากค้นพบความอัศจรรย์ของดินภูเขาไฟแล้วจึงนำดินดังกล่าวมาใช้ในการย้อมผ้าและมีการผสมผสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้สีของผ้ามีความงดงามมากขึ้น โดยการนำเปลือกของต้นประดู่มาผสมกับดินเพื่อให้มีสีที่เข้มขึ้นและมีความคงทนทำให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มของผ้าเวลาสวมใส่แล้วสบายตัวและไม่มีที่ไหนเหมือน ด้วยวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อด้านสิ่งทอที่มีชื่อว่า “ผ้าทออัคนี” ที่ผ่านการผสมผสานจากผ้าฝ้ายสีขาวเปลี่ยนเป็นสีดินน้ำตาลอ่อนและน้ำตาลแดงแบบดินภูเขาไฟ

ส่วนขั้นตอนการย้อมเริ่มต้นจากการนำดินภูเขาไฟมาคัดเศษผงที่เจือปนออก หลักจากนั้นนำไปผสมน้ำในอัตราส่วนดินภูเขาไฟ 3 กิโลกรัมต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร ก็จะได้น้ำดินภูเขาไฟที่มีสีน้ำตาล สำหรับขั้นตอนนี้หากอยากได้ผ้าสีเข้มก็ผสมน้ำให้น้อยลง หากอยากได้สีอ่อนก็ผสมน้ำให้มากขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือขั้นตอนการย้อมสีผ้า โดยจะนำผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมที่ต้องการย้อมสีและใช้ผ้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัมในการย้อมแต่ละครั้ง นำผ้าลงไปแช่ในน้ำดินภูเขาไฟที่เตรียมไว้ทิ้งไว้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ก็จะได้ผ้าสีน้ำตาลเย็นตา สีสันสวยงามตามที่ต้องการ หลังจากนั้นนำผ้าที่ได้ไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากและยืดให้ตรงก็จะได้ผ้าตามต้องการ

นอกจากนั้นที่หมู่บ้านเจริญสุขแห่งนี้ยังมีภูมิปัญญาที่จะรักษาสีผ้าให้คงทนด้วยเช่นกัน นั่นคือการนำผ้าที่ได้จากการย้อมดินภูเขาไฟไปต้มกับ “น้ำเปลือกประดู่ต้ม” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ขั้นตอนการนำผ้าแช่น้ำเปลือกประดู่นั้น ซึ่งพิมพ์อัปสรเล่าให้ฟังอีกว่า
“นำเปลือกต้นประดู่มาต้มในน้ำซึ่งน้ำต้มจะต้องร้อนแต่ไม่ให้เดือดจนเกินไป หลังจากนั้นนำผ้าที่ต้องการย้อมลงไปแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้องกันการตกสี อีกทั้งในน้ำเปลือกต้นประดู่ก็ยังมียางและสีที่คล้ายสีดินภูเขาไฟจึงเป็นการเคลือบสีลงไปในตัวผ้า เนื้อผ้าที่ได้จึงเงางามยิ่งขึ้นและไม่ตกสีนั่นเอง”

          “ผ้าทออัคนี” หรือ “ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ” เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความมหัศจรรย์ที่เกิดจากธรรมชาติและความบังเอิญหลายๆ อย่างที่มีสีสันที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อใน จ.บุรีรัมย์ และสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำไปแปรรูปในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่าภูเขาไฟอังคารมีลักษณะรูปร่างคล้ายพญาครุฑนอนคว่ำหน้า อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของวัดเขาอังคาร ดังนั้นการนำดินมาใช้ในกระบวนการผลิตจึงมีความเชื่อเกี่ยวกับผู้สวมใส่ว่าเมื่อใส่แล้วจะทำให้เป็นสิริมงคลในชีวิต

ปัจจุบันกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จ.บุรีรัมย์ ได้ผ่านการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมและยังได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน โอวีซี OVC หรือ โอท็อป วิลเลจ แชมเปี้ยน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหหาดไทย โดยกลุ่มชาวบ้านเจริญสุขมีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่แปลกใหม่เพื่อให้เข้ายุคแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือยุค 4.0 ในปัจจุบันให้มีความทันสมัยและเหมาะต่อการนำไปใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั้ง ญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ เพื่อนำไปเผยแผ่ความมหัศจรรย์จากธรรมชาติของไทยเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย ในหมู่บ้านเจริญสุข ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเกี่ยวกับวิถีชีวิตและขั้นตอนในการรังสรรค์สิ่งมหัศจจรย์ของการทำผ้าทออัคนี หรือผ้าย้อมดินภูเขาไฟในทุกขั้นตอน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและการอนุรักษ์เรื่องราวที่มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งของไทยให้คงอยู่และยั่งยืนสืบต่อไป

ส่วนผู้ที่สนใจแวะชมผ้าภูอัคนี หรือดูกรรมวิธีการผลิต สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มสตรีทอผ้าไหม-ผ้าฝ้าย หมู่บ้านเจริญสุข สอบถามเพิ่มเติม โทร.08-9526-6071, 08-5632-7629 ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

บุคคลการเมืองแห่งปี 2562 ดาวดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407582?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุคคลการเมืองแห่งปี 2562 ดาวดับ

30 ธันวาคม 2562 – 15:20 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,บุคคลการเมืองแห่งปี 2562,ดาวดับ
เปิดอ่าน 2,251 ครั้ง

บุคคลการเมืองแห่งปี 2562 ดาวดับ โดย… ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก

การเมืองในห้วงปี 2562 เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตั้งแต่มีการเลือกตั้งในเดือน มี.ค. ทั้งพรรคการเมืองเกิดใหม่และนักการเมือง “ดาวรุ่ง” ขณะเดียวกันก็เกิดคดีหลากหลายทั้งให้พรรคกู้เงิน , ล้มล้างการปกครอง ฯลฯ จนพลิกจากดาวรุ่งกลายเป็น “ดาวดับ”

ข้อมูลจาก วิกีพีเดีย ระบุว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ชื่อเล่น: เอก) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 นักธุรกิจ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองชาวไทย อดีตรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ

แต่ภายหลังตัดสินใจเข้าสู่การเมืองเมื่อปี 2561 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และต่อมาได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรค ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนแรก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ติดอันดับดาวรุ่งแห่งปี 100 คน ประจำปี 2562 ในสาขาผู้นำ ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ นี่คือตัวอย่างสั้นๆ ที่พอจะเห็นหน้าเห็นหลังในความเป็นไปของ ธนาธร ทั้งในทางธุรกิจและในทางการเมือง

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงจะขอขยายภาพความเป็น ธนาธร ให้กว้างขึ้นว่า ทำไม “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงยกให้ ธนาธร เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี ที่เป็น “ดาวดับ” แม้ดูจะย้อนแย้งกันแต่ในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น

เส้นทางการเมืองของ ธนาธร ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เหมือนการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน จนต่อมาได้ฉายาว่า “ไพร่หมื่นล้าน”

ความรวยเป็นหมื่นล้าน ไม่อาจทำให้ “ฝัน” ของธนาธร เป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะบริบทการเมืองไทยกับความฝันในโลกอันแสนสวยราวกับเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ มันตรงกันข้ามกัน

ระยะเวลาการตั้งพรรคอนาคตใหม่ จนถึงวันนี้ ธนาธร และพรรคมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางล้มเหลว อันเนื่องมาจากความสำเร็จเพียงช่วงสั้นประเดี๋ยวประด๋าว และเมื่อความจริงต่างๆปรากฏ ความล้มเหลวจึงตามมา

ความฝันของธนาธร เป็นฝันของการเมืองแบบยูโธเปีย หรือแบบอิลลูมินาติ สมาคมลับอะไรที่ว่านั้น ไม่อาจเป็นจริงในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ความสำเร็จของธนาธร คือ ได้ตั้งพรรคการเมือง ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส.และมี ส.ส. 81 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับคะแนน 6 ล้านเศษทั่วประเทศ พรรคใหม่อายุไม่ถึงขวบปี แต่เอาชนะพรรคเก่าอย่างประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มาได้เช่นนี้ ย่อมต้องมองว่าความสำเร็จมาเร็วเกินคาด

เนื่องจากก่อนการเลือกตั้ง บรรดาผู้สันทัดทางการเมือง ให้อนาคตใหม่แค่ 10 ไม่เกิน 20 เก้าอี้เท่านั้น โดยยึดสมมุติฐานจาก ส.ส.เขตเป็นหลัก

แนวคิดของนักวิเคราะห์การเมือง ยังเอา ส.ส.หรืออดีต ส.ส.เป็นตัวตั้ง หากพรรคการเมืองไหนมีอดีต ส.ส.ลงสมัครมาก โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งก็มีสูง ด้วยเหตุนี้การที่พรรคอนาคตใหม่มีแต่ผู้สมัครหน้าใหม่หรือโนเนม การให้ค่ากับเก้าอี้ ส.ส.จึงน้อยกว่าที่คาด

แต่ก็ผิดคาด เพราะปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยแรกคือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ อย่างปัจจุบันทันด่วน ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน ทำให้บรรดาผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่สนับสนุนไทยรักษาชาติ เกิดอาการเคว้ง หาที่ลง

ประการที่สอง แนวทางของอนาคตใหม่ คล้ายจะทับซ้อนกับแนวทางของเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ฉะนั้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมเพื่อไทยและคนเสื้อแดง จึงหันมาทางอนาคตใหม่

ประกอบกับความไม่ชัดเจนของทักษิณ ชินวัตร ว่าจะกดปุ่มอย่างไรให้แก่พรรคเพื่อไทย จังหวะนี้คนที่สับสนจึงเทไปทางอนาคตใหม่

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” มองว่า คะแนนที่มาจากฐานคะแนนจัดตั้งแบบออฟไลน์คือฐานเสียง และหัวคะแนน กระจัดกระจายอยู่ในกลุ่มพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาล คสช. และคว่ำบาตรเผด็จการ

แต่นักวิเคราะห์การเมืองลืมคิดไปว่า ยังมีคนจำนวนมากที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่เรียกว่าฐานคะแนนออนไลน์ ที่ขลุกอยู่กับมือถือ แท็บเล็ตและหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะกลายเป็น “คะแนนหลัก” ที่ทำให้ อนาคตใหม่ ได้รับเลือก ส.ส.แบบถล่มทลาย

จนกระทั่งมีการเปิดเผยว่า อนาคตใหม่ มีการจัดการระบบฐานคะแนน “ออนไลน์” อย่างเป็นรูปธรรม คล้ายๆ กับวิธีการของพรรคการเมืองใหญ่ในสหรัฐ ทั้งเดโมแครต และรีพับลิกัน ที่มีการซื้อข้อมูลจากบริษัทที่จัดเก็บข้อมูลประชากรโซเชียล

พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ได้นึกคิดว่า การใช้สื่อออนไลน์หรือสื่อโซเชียล จะมีผลต่อคะแนนเสียง ยังเชื่อความคิดเดิมๆว่าการเมืองแบบออฟไลน์คือการปราศรัย แจกเงิน ซื้อเสียง จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

แต่อนาคตใหม่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อถึงตัวบรรดานักท่องโลกออนไลน์ทั้งหลายได้อย่างเงียบเชียบ ถึงขนาดล้างสมองให้หลงใหลและคลั่งไคล้ในตัว ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ได้ แบบโงหัวไม่ขึ้น

นั่นคือความสำเร็จที่ส่งให้ ธนาธรและผองเพื่อนได้เข้าสภา

ชีวิตการเมืองของ ธนาธร เปิดฉากเร็วมาก เขาทะลุขึ้นไปชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ในขณะที่เป็น ส.ส.สมัยแรก

แม้ว่าจำนวนเสียงในสภาของฝ่ายค้านจะน้อยกว่า แต่ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดทางการเมือง จากนักธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ และนักกิจกรรมที่ทำกับมิตรสหายในรั้วมหาวิทยาลัย

ธนาธร ได้เรียนรู้รสชาติการเมืองที่แท้จริงที่มีบริบทและปัจจัยแวดล้อมมากกว่าการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย มากกว่าการเมืองข้างถนน และมากกว่าการเมืองในตำรา เพราะนอกจากธนาธรจะเดินไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ การสร้างความเท่าเทียม และประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนที่แท้จริง แต่ธนาธรก็จะต้องถูกองค์กรทางการเมือง บุคคลทางการเมือง ทั้งในและนอกสภาคอยตรวจสอบอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน

ในขณะที่ธนาธรกำลังเดินทาง กำลังปลุกผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ธนาธรก็สะดุดขาตัวเองล้มลงหลายครั้ง “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” ขอย้ำว่า ธนาธรสะดุดขาตัวเอง ไม่มีใครไปขัดขาหรือผลักให้ ธนาธรล้ม หรือไม่มีใครคอยดึงหรือเหนี่ยวรั้งไม่ให้ธนาธรเดินไปสู่จุดหมายของการเปลี่ยนแปลงประเทศตามเจตนาของเขา

แต่เขาล้มลงเพราะตัวเขาเอง

เริ่มจากคดีหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย เป็นบริษัทที่ทำกิจการสื่อ ที่ ธนาธรจะต้องขายหุ้นหรือไม่เกี่ยวข้อง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อห้ามเอาไว้ ก่อนที่ธนาธรจะตั้งพรรค ก่อนที่ธนาธรจะสมัคร ส.ส.

เมื่อ ธนาธรไม่ได้แก้ปัญหาและไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ธนาธรจึงถูกตัดสิทธิ์ ส.ส.หลังได้รับการรับรองจากกกต.เพียงไม่กี่วัน นับว่าเป็น ส.ส.ที่อายุสั้นที่สุดก็ว่าได้

นอกจากนี้ ธนาธรยังถูกแจ้งความในคดีอาญาอีกหลายคดี เป็นคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแทบทั้งสิ้น ล่าสุดคือคดีปลุก “แฟลชม็อบ”

ถึงกระนั้น ธนาธร ยังประกาศปลุกใจและให้กำลังใจตนเองในการต่อสู้ แม้ธนาธรไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ยังคงสถานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพราะอนาคตใหม่คือการเดินทาง อนาคตใหม่คือผู้คน ขอให้ทำตามอุดมการณ์ให้สำเร็จ

ธนาธรไม่มีความเป็น ส.ส.แล้ว ต่อไปพรรคอนาคตใหม่ ยังจะไม่มีอนาคต เพราะว่า กกต.ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่

นี่ก็ไม่ใช่ว่าเป็น “นิติสงคราม” หรือมีใครไปใช้กฎหมายเพื่อเล่นงานธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นเพราะธนาธรไปให้พรรคกู้เงิน 191 ล้านบาท ที่กฎหมายพรรคการเมือง ”เขียน” ห้ามเอาไว้

หมายความว่า อนาคตใหม่และธนาธรไปทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้ทำได้ ที่สำคัญที่มาของคดีนี้ล้วนมาจากปาก ธนาธร แทบทั้งสิ้น

ล่าสุดคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว แต่ยังมีคดี “อิลลูมินาติ” คดีที่ถูกร้องว่า ธนาธร ปิยบุตร และพรรคอนาคตใหม่ มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง ล้มล้างสถาบัน

คดีนี้ลุ้นระทึกเพราะศาลฯ นัดวินิจฉัย 21 มกราคม 2563

น่าแปลกตรงที่ทุกคดี ทั้ง ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “โดน” แน่ๆ จนไปๆ มาๆ ปิยบุตร เลขาธิการพรรค ตอกย้ำว่านี่คือ “นิติสงคราม” การใช้กฎหมาย องค์กรทางกฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

ไม่เคยเลยที่จะพูดความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายของ ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่เอง

หรือแม้แต่ทุกครั้งที่ ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่พาคนลงถนน ก็คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย แล้วไปโทษว่านี่คือ “นิติสงคราม” ได้อย่างไร

เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องล้มล้างการปกครอง ล้มล้างสถาบัน มันอาจไม่ใช่ “อิลลูมินาติ” แต่อาจเป็น ”จิตสำนึก” ของธนาธร และอนาคตใหม่ ที่ใครต่อใครยังมองไม่เห็นก็เป็นได้

เหล่านี้คือสีสันและความฉูดฉาดที่เกิดจากธนาธร ที่ทำให้การเมืองไทยเกิดความคึกคัก มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างเกิดขึ้นทั้งในทางบวกและทางลบ แต่จะมากไปในทางลบ

ธนาธร เหมือนผีพุ่งไต้ เหมือนดาวที่ส่งประกายบนท้องฟ้าแล้วร่วงดับลงมาอย่างเร็ว “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงยกให้เขาเป็น บุคคลการเมืองแห่งปี 2562

เพราะเราไม่แน่ใจว่า ในปี 2563 บนถนนการเมืองไทย จะยังมี ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ คอยสร้างสีสันอยู่อีกหรือไม่ เพราะมีคดีอาญาและคดีการเมืองยาวเป็นหางว่าว… คดีอาญาติดคุก คดีการเมืองยุบพรรค

เปิดแผน สทนช.ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407587?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดแผน สทนช.ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี

30 ธันวาคม 2562 – 13:50 น.
ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี,สทนช,แล้ง,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 334 ครั้ง

เปิดแผน”สทนช.”ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี  บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “แผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ” ล้มเหลว หากย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนมาถึงช่วงพีคสุดในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะเดียวกันน้ำในแม่น้ำโขงยังแห้งขอด เนื่องจากมีการกักเก็บน้ำในเขื่อนตั้งแต่ประเทศจีนลงมาถึงประเทศลาว โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักสุด

ถึงคราวเคาะห์ซ้ำกรรมซัด ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ-อีสาน จากผลพวงของพายุโซนร้อน “โพดุล” และ “คาจิกิ” สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับทั้งชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเรือกสวนไร่นา

จากการประเมินของ “มงคล ตันสุวรรณ” เลขาธิการกลุ่มหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนั้น โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดที่ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอีสานตอนบนได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน รวมพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายทั้งหมดประมาณ 1 ล้านไร่ ขณะเดียวกันมีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เช่น ถนนถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าบางแห่งเสาไฟฟ้าโค่นล้ม น้ำท่วมเข้าในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของหลายแห่ง โดยประเมินภาพรวมความเสียหายไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

หลังเหตุการณ์คลี่คลาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ เพื่อติดตามงานปี 2562 และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในปี 2563 พร้อมย้ำ ต้องไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากอีกต่อไป โดยรัฐบาลทุ่มงบกลางกว่า 19,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินในการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน การขอใช้พื้นที่ป่าสำหรับพัฒนาแหล่งน้ำ 85 โครงการ พร้อมทั้งเห็นชอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำจากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย และโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2563 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน 57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจายลงทุกภาคทั่วประเทศ และเห็นชอบกรอบโครงสร้างการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ที่มีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) รับผิดชอบ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

“ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด มาดำเนินงานโดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหลัก เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกันบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมกัน โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังเร่งบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บนำ้ขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน พร้อมกันนี้ให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์น้ำและมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

โดยต้องพยายายามขับเคลื่อนดำเนินงานให้ ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการ น้ำท่วมและอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนำ้ที่เสื่อมโทรมและป้องกันการทลายของดิน รวมทั้งการบริหารจัดการ และย้ำว่ารัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ กระจายแก้ปัญหาน้ำลงทุกพื้นที่และจะติดตามขับเคลื่อนอย่างใกล้ชิด โดยต้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกับประชาชนในพื้นที่ปี 2563

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำอีกครั้งในระหว่างเป็นประธานการประชุมทรัพยากรน้ำระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ณ ห้องประชุมเดอะริเวอร์ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ ถึงกลไกด้านกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความยุ่งยาก ซับซ้อน กว่าในอดีตที่ผ่านมา

ด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความเห็นต่างในการบริหารทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีการบูรณาการและขาดธรรมาภิบาล ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม โดยหลักการสากลยอมรับว่าระบบกฎหมายเป็นกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ดังเช่น กรณีของประเทศไทย ที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ จึงได้ออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานกำกับกลาง บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 40 หน่วยงานเข้าด้วยกัน

อาจกล่าวได้ว่าการประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและจะเป็นผลดีกับหน่วยงานของไทยที่จะสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) มุ่งสู่การแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

สองวันต่อมาจากนั้น ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนป้องกันภัยแล้ง ปี 2562/63 และการกำหนดพื้นที่แหล่งน้ำสำรอง ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร ให้สามารถรับมือกับฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนปฏิบัติการหลัก ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการรองรับภาวะเสี่ยงการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 2.แผนปฏิบัติการรองรับสถานพยาบาลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 3.แผนปฏิบัติการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล-ไม้ยืนต้น)  4.แผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง และ 5.แผนปฏิบัติการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือภัยแล้ง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์

“เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของภาครัฐในการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงภาคประชาชนในการช่วยกันประหยัดน้ำ และคอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานเพื่อนำไปปฏิบัติ” เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการรับรองภาวะเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนงบกลาง โดยเน้นเป็นแผนระยะสั้นสามารถดําเนินการเพื่อแกไขปญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใหแลวเสร็จในฤดูแล้งนี้เพื่อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ส่องแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561 – 2580)
สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)  ประกอบด้วย 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6.การบริหารจัดการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เสาแรก คือ กฎหมาย ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาที่สอง แผนแม่บท ซึ่งครม.ได้ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว และเสาที่สาม หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำที่มีเอกภาพ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้มีคำสั่งที่ 46/2560 จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ขึ้นมา ให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง

ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่ คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คือ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”