สั่งย้ายทำเลตั้งร้าน(หมอดู) ไกลจากเดิม…เป็นละเมิดหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405635?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สั่งย้ายทำเลตั้งร้าน(หมอดู) ไกลจากเดิม…เป็นละเมิดหรือไม่

20 ธันวาคม 2562 – 08:34 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ทำเลที่ตั้ง,ละเมิด
เปิดอ่าน 320 ครั้ง

สั่งย้ายทำเลตั้งร้าน(หมอดู) ไกลจากเดิม…เป็นละเมิดหรือไม่ คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ทำเลหรือพื้นที่ตั้งของร้านค้า… เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลสำคัญต่อการประกอบกิจการ

เจ้าของร้านที่ได้ทำเลที่ตั้งร้านที่ดี ที่ถูกใจตนเองแล้ว ก็ย่อมไม่อยากจะย้ายไปไหน ยิ่งถ้าต้องย้ายออกไปห่างไกลจากผู้คนด้วยแล้ว ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือมาใช้บริการของตนได้

ดังเช่น…อุทาหรณ์จากคดีปกครองที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ โดยร้านค้าที่พิพาทมิใช่ร้านขายสินค้าทั่วไป แต่เป็นร้านที่ประกอบกิจการหมอดู เรื่องราวของคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งประกอบอาชีพดูดวงและจำหน่ายสินค้า เช่น รูปภาพพระพุทธรูป วัตถุมงคล ในตลาดนัดของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง มานาน 3-4 ปี แล้วต่อมาคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการและลูกจ้างของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้มีการบริหารจัดการพื้นที่และได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีย้ายพื้นที่ประกอบกิจการของตนออกจากล็อกที่ 71 ไปตั้งอยู่ที่ใหม่ ซึ่งห่างจากเดิมประมาณ 15-20 เมตร เนื่องจากเห็นว่าอาชีพดังกล่าวเป็นเรื่องของความเชื่อซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับภารกิจการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ทำเลที่ตั้งใหม่อยู่ในทำเลที่ไม่ดี ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีลูกค้า รายได้จากการดูดวงลดลง และคณะกรรมการสวัสดิการฯ ได้จัดให้ผู้อื่นมาจำหน่ายสินค้าในล็อกที่ 71 ของตน จึงยื่นฟ้องคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการและลูกจ้างมหาวิทยาลัย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และมหาวิทยาลัย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีและขอให้คืนสิทธิในพื้นที่จำหน่ายสินค้าเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย

น่าสนใจนะครับว่า… การย้ายพื้นที่ประกอบอาชีพหมอดูของผู้ฟ้องคดีในกรณีเช่นนี้ จะถือเป็นการกระทำละเมิดที่มหาวิทยาลัย ก. ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุด ได้พิจารณาเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสวัสดิการฯ ได้อาศัยอำนาจตามข้อ 9 (1) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547 ในการดำเนินกิจกรรมสวัสดิการ (ตลาดนัด) และได้ดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมสวัสดิการดังกล่าว ซึ่งการย้ายพื้นที่ร้านค้าก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดให้มีความเหมาะสม เป็นระเบียบเรียบร้อยและเพื่อความสะดวกของผู้ที่มาใช้บริการตลาดนัด โดยที่ผ่านมาก็มีการย้ายพื้นที่มาตลอด

การที่ผู้ฟ้องคดีได้เข้ามาบริการดูดวงชะตาและจำหน่ายสินค้าประเภทวัตถุนิยมตั้งแต่ปี 2551 ย่อมต้องเข้าใจถึงการบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดเป็นอย่างดี และการที่คณะกรรมการสวัสดิการฯ ได้ย้ายล็อกของผู้ฟ้องคดีออกไปอยู่บริเวณศาลา ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปถ่ายและพยานหลักฐานแล้ว เห็นได้ว่าล็อกใหม่ของผู้ฟ้องคดีก็ยังอยู่ในโซน 1 (ล็อกที่ 1 ถึง 76) ซึ่งเป็นโซนพื้นที่เดิมที่มีการจำหน่ายสินค้าทั่วไป และอยู่ห่างจากล็อกเดิม (ล็อกที่ 71) ประมาณ 15 ถึง 20 เมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับร้านค้าขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าที่ผู้ใช้บริการตลาดนัดสามารถมองเห็นได้ทั่วไป

นอกจากนี้ การที่คนจะเลือกใช้บริการหมอดูแต่ละครั้งย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อถือศรัทธาและความมีชื่อเสียงของหมอดูแต่ละบุคคลด้วย รายได้จากการให้บริการหมอดูของผู้ฟ้องคดีจึงมิได้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของสถานที่ให้บริการของผู้ฟ้องคดีแต่เพียงประการเดียว และการกระทำของมหาวิทยาลัยมิได้เป็นการกีดกันการประกอบอาชีพของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดียังคงประกอบอาชีพดูดวงชะตาในพื้นที่โครงการของมหาวิทยาลัยได้ตามปกติ ดังนั้น การที่คณะกรรมการสวัสดิการฯ ย้ายร้านของผู้ฟ้องคดีจากพื้นที่ประกอบอาชีพเดิมออกไปพื้นที่ใหม่ จึงชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี กรณีจึงไม่ต้องคืนสิทธิในพื้นที่จำหน่ายสินค้าเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดี รวมทั้งไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด

จะเห็นได้ว่า…เมื่อการย้ายพื้นที่หรือทำเลที่ตั้งของผู้ประกอบกิจการเป็นดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสวัสดิการฯ ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดของมหาวิทยาลัยดังกล่าวตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ โดยการย้ายร้านค้าที่พิพาทซึ่งกรณีนี้คือผู้ประกอบกิจการหมอดูไปยังที่ตั้งใหม่ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เดิมประมาณ 15 ถึง 20 เมตร โดยยังอยู่ในบริเวณโซนเดิมที่ผู้ใช้บริการตลาดนัดสามารถมองเห็นได้ทั่วไป ถือเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ที่ถูกย้ายพื้นที่ ซึ่งการดำเนินการของคณะกรรมการสวัสดิการฯ ดังกล่าว เป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจดุลพินิจในการพิจารณาบริหารจัดการพื้นที่ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครับ

          (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.2022/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

Live and Learn “แจ๊คเดอะริบเปอร์เมืองไทย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405633?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Live and Learn “แจ๊คเดอะริบเปอร์เมืองไทย”

20 ธันวาคม 2562 – 08:25 น.
แจ๊คเดอะริบเปอร์เมืองไทย,สมคิด พุ่มพวง,ฆาตกรต่อเนื่อง
เปิดอ่าน 258 ครั้ง

Live and Learn “แจ๊คเดอะริบเปอร์เมืองไทย” บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562

เรียกว่าโล่งอกไปตามๆ กันหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว แจ๊ค เดอะริปเปอร์ เมืองไทย “สมคิด พุ่มพวง” ฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อเหตุฆาตกรรมเหยื่ออย่างทารุณมาแล้วถึง 6 ราย ซึ่งภายหลังการจับกุมเชื่อว่าหลังจากนี้เราคงไม่ได้เห็นฆาตกรผู้นี้เดินลอยนวลออกจากลูกกรงเหล็กเพื่อมาก่อเหตุทมิฬได้อีกเป็นแน่แท้ เพราะเชื่อว่า ต่อจากนี้จุดจบของเดอะริปเปอร์เมืองไทยคงหนีไม่พ้นโทษฉกรรจ์จากการกระทำผิดที่เกิดขึ้นซ้ำซากอย่างไม่รู้จักหลาบจำ

อ่านข่าว…  เปิดภาพลูกชาย ‘สมคิด’ เพิ่งพ้นคุก ย้อนประวัติโชกโชนใช่เล่น

แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากการจับกุมฆาตกรเลือดเย็นผู้นี้คงหนีไม่พ้นประเด็นดราม่าเรื่องการพ้นโทษของเขาภายในระยะเวลา 14 ปี ทั้งที่ต้องโทษหนักถึงประหารชีวิต เรื่องนี้ส่งผลให้สังคมยิงคำถามไปยังกรมราชทัณฑ์ว่า “เกิดอะไรขึ้น” โดยเฉพาะโลกโซเชียลเล่นแรงถึงขนาดเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเช็กบิลอธิบดีกรมคุกออกไปให้พ้นหูพ้นตา เรื่องนี้ร้อนถึง “บิ๊กตู่” ต้องออกมาปรามกระแสที่มันเลยเถิดไปไกลด้วยการสั่งให้กระทรวงยุติธรรมหามาตรการที่เหมาะสมเรื่องการลดหย่อนผ่อนโทษมาพิจารณาใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ออกมาก่อเหตุซ้ำไปซ้ำมา

ความจริงแล้วประเด็นดราม่าเรื่องการพ้นโทษในระยะเวลาอันสั้นของสมคิดมันมีคำอธิบายชัดเจนตามหลักเกณฑ์ของกระบวนการกฎหมายไทย หากไล่เลียงวงเวียนกรรมของสมคิดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบทอวสาน จะพบว่า คดีนี้อัยการยื่นฟ้องสมคิดที่ก่อเหตุฆ่าเหยื่อทั้ง 5 คดี โดยผลการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นถึงชั้นฎีกาพิพากษาให้ประหารชีวิต แต่เนื่องจากสมคิดให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นสอบสวน ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตทั้ง 5 คดี และตามหลักกฎหมาย เมื่อศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตแล้ว ศาลสามารถประหารชีวิตได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

สุดท้ายเมื่อศาลลดโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิตทั้ง 5 คดี ตามกฎหมายไทย “โทษจำคุกตลอดชีวิต” สามารถจำคุกได้ 50 ปีเท่านั้น แต่ไม่ใช่การนำตัวเลข 50 ปีมาคูณ 5 เพราะจะทำให้โทษสูงถึง 250 ปี ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่า สมคิดต้องรับโทษสูงสุดตามกฎหมายเป็นระยะเวลา 50 ปีไปแบบเพียวๆ จากนั้นนับตั้งแต่วันที่สมคิดถูกจำคุกครั้งแรกคือวันที่ 29 มิถุนายน 2548 เขาประพฤติตัวดีงามจนได้รับการลดหย่อนโทษในขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์เรื่อยมา กระทั่งถูกปล่อยตัวไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 ก่อนจะก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง จากเหตุผลข้างต้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะการได้รับอิสรภาพภายใน 14 ปีของสมคิดมันเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์และระเบียบที่กรมราชทัณฑ์ใช้ปฏิบัติกับนักโทษที่มีความประพฤติดีทุกรายอย่างไม่เลือกปฏิบัติ

ขณะเดียวกันหากมองในมุมของสังคม…การที่นักโทษคดีร้ายแรงพ้นโทษออกมาก่อเหตุซ้ำ ถือเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ โดยเฉพาะญาติเหยื่อที่ถูกสมคิดพรากชีวิตไปนั้นคงไม่ต้องไปหาเหตุผลใดมาอ้างอิงให้พวกเขาเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ ได้ ดังนั้นจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมกันหามาตรการป้องกัน และป้องปรามเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะในกลุ่มของโทษคดีอุกฉกรรจ์นั้นเราควรมีวิธีการควบคุมดูแลอย่างไรเพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้ออกมาก่อเหตุร้ายกับสังคมได้อีก โดยมีข้อแม้ว่า การควบคุมดูแลนั้นต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของพวกเขาในวันที่ได้รับอิสรภาพ ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่กระทรวงยุติธรรมต้องตีให้แตก…แม้ฆาตกรต่อเนื่องผู้นี้จะสร้างความหวาดผวาให้แก่คนไทยอย่างหนัก แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถนำบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตมาเรียนรู้แก้ไขความผิดพลาด เพื่อยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต…

ปมอันตราย สมคิด…จิตใต้สำนึก นักโทษ 5 ข. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405456?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปมอันตราย สมคิด…จิตใต้สำนึก นักโทษ 5 ข.

19 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
สมคิด พุ่มพวง,ฆาตกรต่อเนื่อง
เปิดอ่าน 2,707 ครั้ง

ปมอันตราย สมคิด…จิตใต้สำนึก นักโทษ 5 ข. โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 “สมคิด พุ่มพวง” อดีตนักโทษผู้มีพฤติกรรมเป็น “ฆาตกรต่อเนื่อง” (serial killer) ได้ก่อคดีสะเทือนขวัญอีกครั้งหลังถูกปล่อยออกมาจากคุกเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของ “กรมราชทัณฑ์” เกี่ยวกับกระบวนการปล่อยตัวนักโทษออกสู่สังคม โดยเฉพาะการขาดหายไปของขั้นตอนเยียวยา “ปมอันตราย” ที่ฝังลึกในจิตใจ ส่งผลให้เกิด “ปัญหานักโทษติดคุกซ้ำ” จำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี..

ปี 2548 ศาลตัดสินให้ “สมคิด” รับโทษจำคุกตลอดชีวิต หลังก่อเหตุสะเทือนขวัญฆ่าบีบคอผู้หญิงไป 5 ศพ แต่ระหว่างอยู่ในเรือนจำได้รับลดหย่อนเหลือเพียง 14 ปี วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ได้รับการปล่อยตัว ผ่านไปเพียง 6 เดือนกว่า วันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้ก่อคดีอุกฉกรรจ์ฆ่ารัดคอหญิงวัย 51 ปี ที่ จ.ขอนแก่น กลายเป็นศพที่ 6

ทำให้เกิดคำถามมากมายที่กดดัน “กรมราชทัณฑ์” ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้? โดยเฉพาะกระบวนการคัดกรองก่อนปล่อยตัวนักโทษคดีสะเทือนขวัญ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่านักโทษที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำนั้นในแต่ละปีไม่ได้มีแค่นักโทษใหม่เท่านั้น แต่ยังมีนักโทษที่เคยติดคุก หรือผู้ถูกปล่อยตัวออกไปแต่ไปก่อคดีใหม่ต้องถูกจับเข้ามาคุมขังไว้อีก “นักโทษติดซ้ำ” เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานักโทษล้นคุก

เรือนจำทั่วประเทศไทย 143 แห่ง สามารถรับผู้ต้องขังสูงสุด 1.2 แสนคน แต่จำนวนผู้ที่ถูกขังอยู่ในนั้นมีมากถึง 3.7 แสนคนเกินไปถึง 2 เท่า ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มนักโทษที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญที่พ้นโทษที่ต้องกลับออกไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนทั่วไป

ล่าสุด พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ออกมายอมรับว่าไม่สามารถดูแลผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า 3.7 แสนคนได้ทั้งหมด พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิตและขอโทษสังคมที่กรมราชทัณฑ์ไม่สามารถแก้ไขฟื้นฟู “พฤตินิสัย” ของนายสมคิดให้กลับมาเป็นคนดีได้

ทั้งนี้ การฟื้นฟูพัฒนา “พฤตินิสัย” หมายถึง การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมและ นิสัย ของผู้กระทำผิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง เช่น ฆ่า ข่มขืน ก่อการร้าย ฯลฯเนื่องจากคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สะสมพฤติกรรมความคิดและจิตสำนึกผิดทำนองคลองธรรมมาเป็นระยะเวลายาวนาน หลักกฎหมายสากลจึงระบุให้ต้อง “สงเคราะห์ผู้ต้องขัง” Pre-release Prisoner (PRP) ด้วยการช่วยพัฒนาพฤตินิสัยเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมผู้ต้องขังให้เป็นปกติก่อนปล่อยตัว

ทุกเรือนจำทั่วโลกจึงมีกิจกรรมหรือ โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังพ้นโทษ คนไทยเรียกกันสั้นๆ ว่า “คืนคนดีสู่สังคม” เช่น การอบรมด้านคุณธรรม อบรมจริยธรรม ฝึกอาชีพ จัดหาแหล่งงาน ฯลฯ โดยเป้าหมายสำคัญคือ “ไม่ให้หวนกลับไปทำผิดกฎหมายซ้ำอีก”

ตัวอย่างเช่น 8 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังเสพยาเสพติดในรูปแบบวิวัฒน์พลเมืองราชทัณฑ์ 2.โครงการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในรูปแบบชุมชนบำบัด 3.การบำบัดรักษาและฟื้นฟูจิตใจเยาวชนสมาชิกใครติดยายกมือขึ้นตามแนวทางพระราชดำริโครงการ “ทูบีนัมเบอร์วัน” 4.โครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ 5.โครงการเสริมสร้างสมรรถนะทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้ต้องขังด้วยการอบรมศีลธรรมจริยธรรมทางศาสนา กิจกรรม ดนตรี กีฬา นันทนาการ 6.โครงการแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมให้เรือนจำดำเนินการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง 7.โครงการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังในลักษณะการจ้างแรงงาน และ 8.โครงการการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขัง

ข้อมูลจาก “ทีดีเจ” (TDJ) หรือทีมอาสาสมัครชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย ซึ่งนำข้อมูลตัวเลขผู้ต้องขังจากกรมราชทัณฑ์มาวิเคราะห์ ระบุว่า จากข้อมูลปี 2559 พบนักโทษทั้งหมดทั่วประเทศ 317,513 คนได้รับการปล่อยตัว 115,161 คน ในจำนวนนี้มีเพียง 12,422 คน หรือร้อยละ 4 เท่านั้นที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรมเตรียมความฯ

นอกจากนี้ “ทีดีเจ” ได้วิเคราะห์สถิติย้อนหลัง 3 ปี พบว่าจำนวนผู้ติดคุกซ้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 1.2 หมื่นคน โดยปี 2556 มีนักโทษติดคุกซ้ ำ13,442 คน ปี 2557 เพิ่มเป็น ​24,225 คน หมายถึงเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 10,783 คน หรือร้อยละ 80 ส่วนปี 2558 มีผู้ติดคุกซ้ำ 35,335 คนเพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 11,110 คน หรือร้อยละ 46 ขณะที่ข้อมูลปี 2559 มีผู้ติดคุกซ้ำ 49,481 คน

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดังที่ร่วมก่อตั้งศูนย์พัฒนาความสุขมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิเคราะห์ให้ “คม ชัด ลึก” ฟังเกี่ยวกับปัญหานักโทษถูกปล่อยออกไปแล้วยังก่อคดีร้ายแรงว่า

ที่ผ่านมาเรือนจำส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศไทยยังใช้วิธีไม่ถูกต้องในการคุมขังนักโทษ เพราะเป็นรูปแบบ “ลงโทษด้วยความรุนแรง” บังคับคุมขัง ให้กินอยู่หลับนอนด้วยความทรมาน หรือทำให้เกิดความยากลำบาก ซึ่งวิธีการเหล่านี้ไม่ได้ผลแล้ว ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากที่พิสูจน์ว่าการลงโทษด้วยความรุนแรงยิ่งก่อให้เกิดปัญหามากขึ้น

“ผมศึกษางานวิจัยเป็นร้อยๆ ชิ้น ผลสรุปคล้ายกันว่า การลงโทษจับไปคุมขังเพื่อให้เกิดความทรมานยิ่งจะทำให้นักโทษรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ กลายเป็นความรุนแรงที่เก็บกดสะสมอยู่ลึกๆ ภายในจิตใจ มีโอกาสเมื่อไรก็จะหาทางระบายออกมาด้วยการทำร้ายคนอื่น หรือทำผิดกฎหมายอื่น ยิ่งติดคุกนาน ยิ่งสะสมความเจ็บปวดไว้มาก สุดท้ายก็ถูกจับมาติดคุกซ้ำ เพราะเรือนจำไม่ได้เยียวยาพวกเขาอย่างถูกวิธี”

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาข้างต้นอธิบายต่อว่า การปรับเปลี่ยนพฤตินิสัย “ผู้ต้องขัง” ต้องใช้หลายวิธีการควบคู่กันไป เช่น ให้เข้าร่วมกิจกรรมที่มีโอกาสได้ทำคุณความดีต่อสังคม เพื่อทำให้ “จิตใจ” รู้สึกดีขึ้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ใช่สั่งให้นั่งๆ นอนๆ ในห้องขังคับแคบแออัดตลอดทั้งวัน และที่สำคัญคือการเยียวยาฟื้นฟูแก้จุดอ่อนใน “จิตใต้สำนึก” 

“สำหรับนักโทษที่มีพฤติกรรมทำร้ายคนอื่นอย่างรุนแรง ที่เรียกกันว่า 5 ข. คือ ข่มขวัญ ข่มขี่ ข่มเหง ข่มขู่ และข่มขืน ต้องใช้เทคนิคพิเศษ ฝรั่งเรียกว่า Healing Trauma หรือ การฟื้นฟูความสะเทือนขวัญ เหมือนที่คนโบราณเรียกว่าขวัญหาย ต้องให้ขวัญนั้นกลับมาให้ได้ หมายถึงการไปเรียกเซลล์ที่ดีๆ ในตัวพวกเขาออกมา เป็นกระบวนการปรับความคิดที่อยู่ในจิตใต้สำนึก นักโทษต้องฟื้นฟูเยียวยาจุดอ่อนนี้ให้ได้ ไม่ใช่แค่ฝึกอาชีพหรือหางานใหม่ให้ทำเท่านั้น”

          ดร.วัลลภ กล่าวแนะนำเพิ่มว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนให้กรมราชทัณฑ์จัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงโดยเฉพาะการรักษานักโทษกลุ่มพฤติกรรมรุนแรง 5 ข. ต้องใช้วิธีการรักษาจิตใต้สำนึก เพื่อให้เชื่อใจได้ว่าจะไม่กลับมาก่อคดีซ้ำอีก

ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์มักอ้างว่าไม่มีงบประมาณทำโครงการคืนคนดีสู่สังคม แต่จากคดีตัวอย่าง “สมคิด ฆาตกรต่อเนื่อง”

คนไทยคงต้องช่วยกันจุดประกายให้รัฐบาลเร่งรีบทำ “โครงการฟื้นฟูจิตใต้สำนึก” และควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเพียงพอด้วย ก่อนที่จะมี “สมคิด” คนที่ 2 3 4 5 …

แดง เตรียม โพเดี้ยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดง เตรียม โพเดี้ยม

19 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ถอดรหัสลายพราง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 3,298 ครั้ง

แดง เตรียม โพเดี้ยม คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

จับตาวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะมี ‘เซอร์ไพรส์’ อีกหรือไม่ ในการเป็นประธานประชุมหน่วยขึ้นตรง (นขต.) วาระพิเศษ โดยมีผู้บังคับหน่วยระดับกองพันขึ้นไป ตั้งแต่ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ทั่วประเทศกว่า 700 นาย เพราะมีคำสั่งให้เตรียมห้องและโพเดี้ยมเอาไว้

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการประชุม นขต.วาระพิเศษ ไม่ได้จัดขึ้นแบบกะทันหัน หรือเพื่อเหตุการณ์อื่นใดเป็นกรณีพิเศษ แต่เป็นไปตามวงรอบในทุกๆ 3 เดือน โดยครั้งสุดท้ายจะมาบรรจบในเดือนธันวาคมของทุกปี โดย “บิ๊กแดง” จะพบปะ ผบ.คุมกำลังรบ เพื่อเน้นย้ำการทำงานตามกรอบภารกิจในภาพรวมและการสนับสนุนงานรัฐบาล เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งภายในและนอกประเทศ

และในเวลาไล่เลี่ยกันจะมีการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพที่จัดขึ้นสองเดือนต่อ 1 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นคิว “บิ๊กแดง” เปิดกองทัพบก ให้เป็นสถานที่จัดการประชุมในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่ง พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน โดยมี พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ตบท้ายด้วยการประชุมสภากลาโหมในห้วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ในเวลา 14.00 น. วันที่ 26 ธันวาคม ที่กระทรวงกระทรวงกลาโหม ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน โดยมีหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เหตุที่ต้อง ‘โฟกัส’ ไปที่ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานความมั่นคงในช่วงปลายเดือนธันวาคม เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องสนับสนุนรัฐบาลในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงวันหยุดยาวเพื่อให้ประชาชนเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างมีความสุขและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เพราะนอกจากต้องอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยแล้ว การลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตก็ถือเป็นภารกิจหนึ่งที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือเข้าไปดูแล หรือแม้แต่การฉวยโอกาสลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าประเทศบริเวณชายแดน อีกทั้งการบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ต้องเสียสละปฏิบัติภารกิจโดยไม่ได้หยุด

ประเด็นสำคัญความเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ประเดิมจัดกิจกรรม ‘แฟลชม็อบ’ ในหัวข้อ “เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง” ด้วย ‘คำขู่’ ที่ว่าจะพาประชาชนลงถนนและเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญด้วย ‘เลือด’ ควบคู่เวทีคู่ขนานในต่างจังหวัด พอได้ ‘อุ่นเครื่อง’ กันพอหอมปากหอมคอ เพื่อเตรียมพร้อมเขย่าบังลังก์ “บิ๊กตู่” ผ่านกิจกรรม ‘วิ่งไล่ลุง’ ในปีหน้านี้

ลำพังเพียงกลุ่มก้อน ‘ธนาธร’ ไม่ใช่ประเด็นที่หน่วยงานความมั่นคงต้องมานั่งกุมขมับ เพราะประเมินแล้วว่า ‘เงื่อนไข’ ยังไม่สามารถปลุกเร้าให้เกิดการชุมนุมขนาดใหญ่เฉกเช่นในอดีต อีกทั้งยังมีพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะปี 2558 เป็นเครื่องมือสำคัญที่กำหนดให้การเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่เหมาะสม

แต่ปัญหากลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและพุ่งเป้าไปยังการก่อเหตุนอกพื้นที่ของบุคคลเดินทางขึ้นมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เพราะบทเรียนในอดีต กรณีลอบวางระเบิดหลายจุดในกทม. ซึ่งเป็นสถานที่เปรียบเสมือนหัวใจหน่วยงานความมั่นคงเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเขย่าขวัญประชาชนมาแล้ว

แม้เหตุการณ์ในครานั้นสามารถจับกุมผู้ปฏิบัติการทั้งหมดแต่ก็สาวไม่ถึง ‘ไอ้โม่ง’ ที่เป็นตัวการสำคัญที่ยังรอจังหวะและโอกาสสั่นคลอนเสถียรภาพ-ดิสเครดิส รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงอีกระลอก ให้สอดรับกับเกมการเมืองทั้งในและนอกสภาที่เปรียบเสมือนการวิ่งผลัดรับส่งไม้กันเป็นทอดๆ หวังรัวหมัดฮุก ‘บิ๊กตู่’ ให้บอบช้ำแล้วไป ‘น็อกเอาท์’ ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ

          ต้องรอดูว่าการปรากฏตัวของ ‘บิ๊กแดง’ พร้อมคำสั่งเตรียมโพเดี้ยมในวันศุกร์นี้ จะมีการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มที่เล่นนอกเกมหวังใช้ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนเป็น ‘เดิมพัน’ เพื่อเขย่ารัฐบาล “บิ๊กตู่” อย่างไร

สภาอันน่ารังเกียจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405444?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สภาอันน่ารังเกียจ

19 ธันวาคม 2562 – 10:15 น.
การแสดงเชิงสัญลักษณ์,นักการเมือง,สภา
เปิดอ่าน 4,598 ครั้ง

สภาอันน่ารังเกียจ โดย… อสนีบาต aussaneebard @ hotmail.com

นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ ใครคิดอยากดังให้มีชื่อติดสื่อก็คงต้องพูดให้มากนะครับ นอกจากพูดแล้วยังต้องแสดงลีลาท่าทางให้สะดุดตา ถึงจะเป็นการสร้างภาพจำให้ประชาชนที่เขาเลือกกันเข้ามาทำหน้าที่

ไม่ว่าจะเป็นการพูดอภิปรายหรือการแสดงลีลาท่าทางในการนำเสนอประกอบเรื่องต่างๆ ก็มีทั้งสร้างสาระเป็นประโยชน์ต่อสังคม กับพวกไร้สาระหาประโยชน์ไม่ได้

พฤติกรรมท่านผู้แทนฯ พ.ศ.นี้ ดูจะเป็นอะไรที่ถูกสาธารณชนกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากกว่าทางบวกด้วยซ้ำ

เท่าที่สมองอันน้อยนิดของ …อสนีบาต… บันทึกพฤติกรรมท่านผู้แทนฯ ตั้งแต่เปิดสภาได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ มีแต่เรื่องราวสุดแสนอลเวงสร้างความเอือมระอาน่าขายหน้า โดยเฉพาะบรรดานักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ต่างทำให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภา หรือเรียกกันว่า “ประมุขนิติบัญญัติ” ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าต่อพฤติกรรม นักการเมืองรุ่นใหม่เหล่านี้ดูจะไม่ห่วงใยสุขภาพท่านเล้ย…

ช่วงแรกๆ มีข่าวหราทันทีจากกรณี ส.ส.แห่งพรรคอนาคตใหม่ อวดโฉมท้าทายด้วยการแต่งตัวเข้าสภาจนนึกว่าก้าวเท้าเดินพรมแดงประกวดแฟชั่นในห้องประชุม ไม่ใช่แค่ต้องการสร้างความโดดเด่นให้เป็นที่กล่าวถึงทางสื่อมวลชน แต่ถ้าพิจารณาถึงตัวตนคนเหล่านั้น ทราบว่ามีเจตนาแฝง ต้องการพาสมัครพรรคพวกให้คิดนอกกรอบจารีตประเพณี ก้าวข้ามคำว่ากาลเทศะ ซึ่งก็เป็นการตอกย้ำความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองของนักการเมืองคนนั้นๆ ก่อนเข้าสภามาได้ด้วยซ้ำ

การประชุมสภาในยุคก่อนๆ ไม่บ่อยนักจะได้ยินประธานสภาว่ากล่าวตักเตือน ส.ส.เกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว ที่ทำให้สภาอันทรงเกียรติต้องเสื่อมเสีย ก็มาได้ยินได้ฟังจากประธานสภายุคนี้ล่ะครับ ในลักษณะบ่อยมากกับหลายเหตุการณ์

ประเด็นหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า ประธานสภา พ.ศ.นี้ คือ นายชวน หลีกภัย ผู้เคร่งครัดหลักการ แม่นกฎหมาย และเป็นนักการเมืองแบบอย่างที่ดี ท่านไม่อาจทนเหมือนกันต่อสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องออกปากเตือน

การที่คุณชวนว่ากล่าวตักเตือนอยู่บ่อยครั้ง ดูไปดูมาไม่ต่างกับผู้ปกครองกำลังอบรมสั่งสอนเด็กไร้เดียงสาที่ไม่รู้จักระบบระเบียบแบบแผน จารีตประเพณี วัฒนธรรม

นอกจาก ส.ส.หน้าใหม่ บุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ผ่านการเลือกตั้งมาได้สมัยสองสมัย ซึ่งน่าจะมีประสบการณ์อยู่ในสภามาบ้าง กลับไม่ต่างกับเด็กไร้เดียงสา หยิบโทรศัพท์มาดูหนังฟังเพลงในที่ประชุมก็มี ทั้งที่มีระเบียบข้อตักเตือน บ้างก็หอบอาหารเข้ามารับประทาน ทิ้งเศษขยะ เศษอาหาร ปล่อยให้เจ้าหน้าที่เก็บกวาดประจานความสกปรกโสมม จนประธานสภาต้องออกปากกล่าวตำหนิ “นี่หรือคือสภาอันทรงเกียรติ”

วันดีคืนดี นักการเมืองรุ่นใหม่เช่นกัน อุตรินำวัตถุระเบิดเข้าสภา ด้วยการอ้างว่า ต้องการตรวจสอบเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดมีประสิทธิภาพหรือไม่ นำพาเรื่องวุ่นวายไปถึงประธานสภาต้องมาอบรมสั่งสอนเช่นเคย ส่วนนักการเมืองต้นคิดความอุตริ เมื่อได้ภาพได้ข่าวเป็นที่เรียบร้อย บทสรุปตอนจบเพียงแค่ออกมากล่าวขอโทษรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แม้แต่เหตุการณ์ล่าสุด กับการอาศัยพื้นที่ของรัฐสภารับเรื่องราวข้อเรียกร้องของกลุ่มองค์กร พร้อมกับบันทึกภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่า ได้ทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย ทว่าการรับหนังสือข้อเรียกร้องแบบปกติธรรมดาคงไม่เกิดภาพจำ ไม่เป็นข่าวใหญ่แน่นอน

ฉะนั้นจึงต้องคิดค้นอะไรสักอย่างเพื่อเรียกเสียงฮือฮา ไอเดียอันบรรเจิดจึงออกมาด้วยการแสดงพฤติกรรมจูบปากอย่างดูดดื่มซะเลย โดยมี ส.ส.ผู้รับเรื่องยืนยิ้มอย่างหน้าชื่นตาบานประกอบฉากหลัง

แม้อ้างว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่า นี่คือการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมของเพศสภาพ โดยไม่มีวิธีไหนแสดงสัญลักษณ์ได้ดีเท่าวิธีนี้อีกแล้ว แต่เมื่อมีเสียงวิจารณ์สนั่นเมือง จึงต้องตบท้ายสูตรสำเร็จ(อีกเช่นเคย) ด้วยการให้ท่านผู้แทนฯ ออกแถลงขอโทษขอโพยว่า เป็นการแสดงนอกบทซะงั้น

เพราะเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยตามที่นักการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่ต้องการไงครับ จึงใช้สิทธิเสรีภาพแสดงออกกันอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่ได้นึกถึงกรอบกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

         อะไรต่อมิอะไรจึงนำออกมาแสดงกันอย่างไร้ขอบเขต ไร้กาลเทศะ จนทำให้สภาอันทรงเกียรติ มีสภาพเป็นสภาอันน่ารังเกียจ อย่างที่เห็นกันอยู่อย่างนี้

Kooples brings spring and summer of seduction for couples #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381560?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Kooples brings spring and summer of seduction for couples

Feb 04. 2020
By The Nation

Spring and summer of 2020 bring the Californian world of festivals, beach parties and hot LA nights, with saturated colours and the thrum of a never-ending vacation. The collection for couples is back at the heart of the brand.

The Kooples woman colour of the season is an assertive red, and her silhouette is nipped-in and feminine, bringing feelings wild and bohemian, with dark prints and natural colours, presenting an edgy take on the summer of love. Elsewhere, her inner romantic comes with Victorian ruffles, voluptuous florals and sensual lace. In the Kooples Sport collection, there is a return to the familiar pop aesthetic of the 1990s in low-slung sweatpants, oversized hoodies and chunky white sneakers.

Sport Woman

Sport Woman

The Kooples man is captivated by the California music scene, coming alive in the buzz of a crowd at sunset. He wanders the stalls at Pasadena’s Rose Bowl Flea Market, soaking up surfer iconography, retro eagle prints and rock-inspired embroideries. The Kooples Sport line takes you into the world of basketball, with high-energy logos and flashes of neon.

Casual look

Casual look

Sport man

Sport man

Discover the Kooples SS20 men and women’s collection now at level 2 at Central Embassy.

ตีกันในโรงพยาบาล อาจถูกยึดทรัพย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405443?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตีกันในโรงพยาบาล อาจถูกยึดทรัพย์

19 ธันวาคม 2562 – 09:59 น.
ตีกันในโรงพยาบาล,ถูกยึดทรัพย์
เปิดอ่าน 1,119 ครั้ง

ตีกันในโรงพยาบาล อาจถูกยึดทรัพย์ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ มีความห่วงใยในความปลอดภัยบริเวณโรงพยาบาลมาก และสนับสนุนให้ลงโทษหนักแก่ผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทหรือตีกันในเขตโรงพยาบาล

มีตัวอย่างชัดเจนเมื่อศาลจังหวัดอ่างทองพิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน โดยไม่รอลงอาญาจากเหตุวัยรุ่นตีกันในเขต รพ.อ่างทอง

สนง.อัยการสูงสุดมีคำเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่นหัวร้อนขาดสติว่า ต้องให้ความเคารพสถานที่โดยเฉพาะโรงพยาบาลต้องคิดให้ดีว่าเครื่องมือแพทย์บางชิ้นนั้นมีมูลค่ารวมร้อยล้านบาท ถ้าไปก่อเหตุทำให้เครื่องมือเสียหาย อัยการก็ต้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดเพื่อให้ชดใช้

เรื่องก็จะลามไปเป็นภาระแก่ผู้ปกครองของเด็กวัยรุ่น ทรัพย์สินที่มีไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่นา ที่อยู่อาศัย ก็อาจจะถูกยึดมาใช้หนี้ จึงอยากฝากด้วยความห่วงใยว่าไม่มีเรื่อง ไม่ตีกัน

กรณีนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นในโรงพยาบาลหลายแห่ง ‘ดับเครื่องชน’ จึงขอเรียกร้องให้โรงพยาบาลเป็นสถานที่ปลอดภัยไม่เฉพาะคนไข้หรือแพทย์/พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคน

แต่รวมถึงประชาชนที่ไปในบริเวณโรงพยาบาลด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ปีใหม่อย่างมีความสุข-มีสติ
ขอร่วมสนับสนุนให้ต้อนรับปีใหม่ส่งท้ายปีเก่าอย่างมีความสุข ดังจดหมายจากคุณ ‘สมโชค’ ห้วยขวาง ต่อไปนี้ แจ้งรายการกิจกรรมของ กทม.มา ซึ่งน่าสนใจและน่าเข้าร่วมอย่างมาก

ช่วงนี้อย่าไปยุ่งเกี่ยวหรือเข้าไปในวงการเมืองมากเพราะกระแสแห่งความวุ่นวายรุนแรงเริ่มส่อเค้าแล้ว และยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร

ระยะนี้ขอให้ตั้งใจทำมาหากินเลี้ยงชีพและครอบครัวให้ดีแบบพอเพียงและประหยัด เพราะเศรษฐกิจที่ว่าดีๆ นั้นต่อไปจะเป็นแบบไหน ?
อ๊อด เทอร์โบ


 กทม.จัดเต็มรับปีใหม่
 สวดมนต์-ตักบาตร

ผมเห็นหลายๆ คนมีคำถามว่าปีใหม่ไปเที่ยวไหน ซึ่งผมเองก็โดนถามบ่อยๆ จนรู้สึกกับตัวเองว่าทำไมต้องไปเที่ยวปีใหม่ ไปแย่งกันกิน-แย่งกันอยู่ ซึ่งแทนที่จะได้พักผ่อนกลับต้องเสียเงิน-เสียเวลาในการเดินทางไปเบียดผู้คน โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อยากเชิญชวนสวดมนต์ข้ามปีและร่วมตักบาตรทำบุญไหว้พระรับปีใหม่ด้วยจิตใจแจ่มใส มีสติ ไม่เมา ไม่ง่วงและเป็นการลดอุบัติเหตุในตัวอีกด้วย

พอดีวันก่อนเห็นผู้ว่าฯ กทม. ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ แจ้งกิจกรรมในเทศกาลปีใหม่มา เลยขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบ เผื่อว่าจะได้เป็นอีกทางเลือกของชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งทุกปีที่ผ่านมา กทม.ของเราจะมีอากาศสดชื่น ไร้มลพิษ คนก็น้อยเพราะไปเที่ยวกันหมด

ผมเลยขออนุญาตสรุปกิจกรรมของ กทม.ว่า วันที่ 31 ธันวาคม กทม.จะอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร จากหอพระภายในศาลาว่าการ กทม. ไปตามเส้นทางต่างๆ บริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้กราบสักการะก่อนจะอัญเชิญกลับมาประดิษฐานบริเวณลานคนเมือง โดยในช่วงค่ำตั้งแต่เวลา 19.00 น. จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ได้จัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์เพื่อแจกให้แก่ประชาชนที่มาร่วมงานกว่า 5,000 เล่ม

ช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 07.00 น. จะมีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ที่บริเวณลานคนเมือง นากจากจะจัดงานประเพณีวันขึ้นปีใหม่และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีบริเวณลานคนเมือง

กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อถวายพระราชกุศลและเสริมสิริมงคลตามวัดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ

ผมจึงแจ้งคิวมาให้ทราบประกอบการตัดสินและอยากชมเชย กทม.ที่ได้ร่วมกับ ร.ร.อาชีวศึกษาหลายแห่ง ดูแลบริการประชาชนที่ใช้ยวดยานต่างๆ

หลายวันที่ผ่านมาผมเห็นมีจดหมายมาถึงคุณ ขอให้ร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่จัดทั่วประเทศและในส่วน กทม.ได้ทราบกำหนดการต่างๆ จึงแจ้งมาครับ
สมโชค (ห้วยขวาง)


 ทางด่วน-มอเตอร์ฟรี
 ส่งท้ายปีเก่า-รับปีใหม่
(ผ่านไปยังผู้ใช้เส้นทาง)

ผมขอแจ้งผ่านต่อไปยังผู้เดินทางช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่และผู้ที่ต้องการเดินทางโดยรถไฟฟ้าเชื่อมต่อไปยังสถานีปลายทางในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อสามารถเดินทางต่อไปยังสถานีขนส่งต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวมถึงสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เช่น การยกเว้นค่าทางด่วน การยกเว้นค่ามอเตอร์เวย์และการให้บริการรถไฟฟ้าฟรี

รัฐบาลให้งดค่าผ่านทางด่วนบูรพาวิถีและมอเตอร์เวย์และกาญจนาภิเษก กทม.-ชลบุรี และบางปะอิน-บางพลี 8 วัน ตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2562-3 มกราคม 2563

รวมถึง BTS และ MRT สีน้ำเงิน-สีม่วงและแอร์พอร์ตลิงค์ฟรี 1 วัน 31 ธันวาคม 2562-1 มกราคม 2563

ต่อไปจะมีมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายเหลือ 20 บาทตลอดสายด้วย จึงขอแจ้งมาให้ทราบและดีใจกับข่าวดีนี้ด้วย
เกรียงเดช (ลาดกระบัง)


p13

ส้มซ้ายจัด ‘เจี๊ยบ’เหยียบซ้ำ ‘4 งูเห่า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405438?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มซ้ายจัด ‘เจี๊ยบ’เหยียบซ้ำ ‘4 งูเห่า’

19 ธันวาคม 2562 – 09:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,เจี๊ยบ นครปฐม,พรรคอนาคตใหม่,งูเห่า,4 สส,ศรีนวล บุญลือ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 3,060 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 19 ธ.ค. 62

************************

มิเพียงแค่มติขับ “..งูเห่า” ออกจากพรรค วันก่อนที่บริเวณหน้าห้องประชุม ชั้น อาคารไทยซัมมิท มีคนนำ “ตุ๊กตาตัวเงินตัวทอง” ติดชื่อ .มาวางไว้หน้าห้องดังกล่าว ถือว่าเล่นกันแรงมาก

กรณีตุ๊กตาตัวเงินตัวทอง น่าจะเลียนแบบมาจากปี 2518 เมื่อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีมติขับ ..ออกจากพรรค เนื่องจาก ส..กลุ่มนี้สนับสนุน “คึกฤทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นมีคนนำลูกสุนัข ตัว ที่ถูกโกนขน มีชื่อ .แอบมาปล่อยให้เดินในอาคารรัฐสภา จนกลายเป็นที่มาของ “ส..หนังหมา”

..นั้นกลุ่ม “ซ้ายไทย” ที่เป็นแนวร่วมพรรคสังคมนิยมฯ และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต่างออกอาการสะใจเป็นยิ่งนักเพราะรับไม่ได้กับ ส..ทรยศอุดมการณ์   

สาวก“สุรชัย แซ่ด่าน”

ดูเหมือนสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ระดับชนชัั้นนำไปจนถึงชนชั้นล่างจะเคียดแค้นชิงชังอดีตเพื่อน ส..ร่วมพรรคเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ส..บัญชีรายชื่อ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เปรียบเปรย ..ที่ถูกขับออกไป เป็นเสมือน “วัชพืช” ที่ทำลายต้นกล้าประชาธิปไตย

..เมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตย หว่านลงตรงไหนก็งอกงาม​ เมล็ดพันธุ์แห่งเผด็จการหว่านออกไปไม่นาน ก็ฟ้องตัวเองว่าเป็นเพียงวัชพืช”

กำนันสัมพันธ์ และลูกสาว – เจี๊ยบ นครปฐม

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ “เจี๊ยบ นครปฐม” เจ้าของปั๊ม PT สวนตะไคร้ นครปฐม เป็นนักกิจกรรมเสื้อแดงมาแต่ปี 2552  โดยปูมชีวิต เจี๊ยบเป็นลูกสาวของ “สัมพันธ์ โชคปมิตต์กุล” อดีตกำนันตำบลนครปฐม เจ้าของ บจก.สัมพันธ์ปิโตเลียม และปั๊ม PT สวนตะไคร้ นครปฐม

กำนันหัวโต” หรือกำนันสัมพันธ์ มีความใกล้ชิดกับ “เสี่ยอ้อน” ไชยา สะสมทรัพย์ จึงสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองของตระกูลชินวัตรมาแต่ปี 2544

ช่วงปี 2553 “เจี๊ยบ” เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระ เพราะมีแนวคิดปฏิเสธระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยส่วนตัวเองก็มีความศรัทธาในตัวสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแดงสยาม

เจี๊ยบ นครปฐม และ สุรชัย แซ่ด่าน

ต้นปี 2557 เจี๊ยบ นครปฐม กับบิดากำนันสัมพันธ์ ในนามกลุ่มสันติภาพนครปฐม เคลื่อนไหวคัดค้านการชุมนุมของกปปส.ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมให้กำลังใจตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม

เจี๊ยบคือตัวแทน “ซ้ายจัดซ้ายใหม่” ในพรรคส้มหวาน ที่มีศรัทธาในอุดมการณ์แดงสยามมากกว่าแดงทักษิณ 

ดาวฤกษ์จากแม่วาง

สำหรับคนแม่วางโดยส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักกับการถูกขับออกจากพรรคอนาคตใหม่ เพราะผู้หญิงเก่งจากแม่วางคนนี้ “ศรีนวล บุญลือ” เล่นการเมืองรับใช้พี่น้องมาตั้งแต่เป็น ส.อบต.แม่วิน อ.แม่วาง จนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ.เชียงใหม่ เขต อ.แม่วาง และที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ 

ศรีนวล ลงสมัคร ส..เชียงใหม่ เขต ในนามพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้ลงแบบมือเปล่า เธอมีต้นทุนจากการเป็นนักการเมืองท้องถิ่นอยู่แล้วจึงได้อันดับสาม 29,556 คะแนน (เลือกตั้ง 24 มี..2562)

ศรีนวล บุญลือ สมัยเป็น ส.อบจ.เชียงใหม่

ผลเลือกตั้งซ่อมเขต ศรีนวล ก็รู้อยู่แก่ใจว่า คะแนนกว่า หมื่นนั้นมาจากผู้นิยมชมชอบพรรคเพื่อไทย และสมัยเป็น ส.อบจ.เชียงใหม่ ศรีนวลก็สนับสนุนเพื่อไทย 

เสี่ยหนูมองการณ์ไกลจึงแอบจีบศรีนวลไว้ล่วงหน้าเพราะมีโอกาสเก็บแต้มได้สมัยหน้า

พรรคเล็กหรือพรรคใหญ่

กรณีของศรีนวล บุญลือ กับ ..จากภาคตะวันออกนั้น มีที่มาที่ไปต่างกัน อย่าง “กวินนาถ ตาคีย์” ส..ชลบุรี เขต ไม่เคยเล่นการเมืองท้องถิ่น กวินนาถประกอบอาชีพทนายความ และร่วมงานกับเพื่อนๆ เป็นทนายช่วยเหลือประชาชน จึงได้ชื่อ “ทนายนู้ด”

ทนายนู้ด ส.ส.ชลบุรี ยังลงพื้นที่ตามปกติ

กวินนาถ ลงสมัคร ส.ก็ไม่ได้หวังจะชนะ เพราะต้องสู้กับเจ้าถิ่นปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์  พรรคพลังประชารัฐ (เดิมพรรคพลังชลเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนของ “คนรักทักษิณ” จึงเทมาที่อนาคตใหม่

สารวัตรต๊อก ลงพื้นที่จันทบุรี

เช่นเดียวกับ เขต จ.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่กวาดทั้ง ที่นั่ง ประกอบด้วยเขต 1 “สารวัตรต๊อก” ...ฐนภัทร กิตติวงษา เขต จารึก ศรีอ่อน และเขต ญาณธิชา บัวเผื่อน เมื่อทีมไทยรักษาชาติต้องออกจากสนาม คะแนนนิยมค่ายทักษิณก็เทไปที่อนาคตใหม่

จารึก ศรีอ่อน ยังทำงานตามปกติ

..จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่ ยังแยกออกเป็น กลุ่มคือ สารวัตรต๊อกกับจารึก มีเจ๊ดา อนาคตจันท์ สนับสนุน และส..เล็ก ญาณธิชา กลุ่มสายตรงชนชั้นนำ 

วันนี้ ..ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปสังกัดชาติไทยพัฒนา หรือถอยไปอยู่พรรคเล็ก 

ตรวจไทม์ไลน์ เส้นทางสีส้ม หลังกกต.ชงศาลรธน. ยุบพรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจไทม์ไลน์ เส้นทางสีส้ม หลังกกต.ชงศาลรธน. ยุบพรรคอนาคตใหม่

17 ธันวาคม 2562 – 14:15 น.
พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,356 ครั้ง

ตรวจไทม์ไลน์..เส้นทางสีส้ม หลังกกต.ชงศาลรธน. ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สมมุติฐานทางการเมืองหลัง กกต.ส่งคำวินิจฉัยกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงิน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค วงเงิน 191 ล้านบาทนั้น ขัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองและเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ “ยุบพรรคสีส้ม รวมทั้งตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค”

ไทม์ไลน์เหล่านี้ทีมกุนซือของพรรคสีส้มได้วางปฏิทินภารกิจไว้แล้วและหวังว่าสังคมคงจะตื่นตัวพร้อมมาสู้กับพรรคสีส้มในห้วงเวลาดังกล่าว

“สมมุติฐานที่สอง“ หากศาลรัฐธรรมนูญใช้แนวทางการตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่เช่นเดียวกับ ”การยุบพรรคไทยรักษาชาติ” นั้น…ปฏิสัมพันธ์และสมการการเมืองจะ “เปลี่ยน” ทันที โดยห้วงเวลาการพิจารณาการยุบพรรคสีส้มนั้น “น่าจะใช้เวลาไม่มากไม่น้อยไปกว่าการยุบพรรคไทยรักษาชาติ” แปลว่า ห้วงเวลาทางการเมืองของพรรคสีส้มจะ ”สั้นกว่าปกติ“ โดยความน่าจะเป็นของสมมุติฐานนี้คือ การวินิจฉัยคดียุบพรรคสีส้มจะอุบัติช่วง ”ปลายเดือนธันวาคม หรือต้นเดือนมกราคมปีหน้า” ก่อนการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร สารบบการเมืองไทยจะไม่มีชื่อพรรคอนาคตใหม่ทันที

แปลว่า….สิทธิของส.ส.พรรคสีส้มและกรรมการบริหารพรรคนั้น พบว่า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหารพรรค(11 คนจาก 15 คน) จะโดนตัดสิทธิทางการเมืองไปโดยอัตโนมัติ และรอลุ้นว่าจะมีการเลื่อนลำดับว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคสีส้มขึ้นมาแทนหรือไม่ (แต่ความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ) ส่วนส.ส.ที่เหลือจะกระจายตัวไปยัง “พรรคสีส้มสาขาสอง” ราวๆ สี่สิบถึงห้าสิบคน และบางส่วนย้ายไปสังกัดพรรคที่มีบทบาททางการเมืองในปัจจุบัน โดยน้ำหนักน่าจะอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่มีการทอดไมตรีไว้ล่วงหน้าแล้ว (ข้อมูลเหล่านี้ แกนนำและฝ่ายคลังสมองพรรคสีส้มให้ข้อมูล)

ขุนพลตัวกลั่นของพรรคสีส้ม เช่น ปิยบุตร แสงกนกกุล, พรรณิการ์ วานิช, พล.ท.พงศกร รอดชมภู จะไม่มีสิทธิเดินเข้ารัฐสภาเหมือนเสี่ยเอก และคงจะไปปรากฏตัวกับการเมืองภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเรือเหล็กไปจนกว่าภาคสังคมจะเอนเอียงและเชียร์การทำงานของคนกลุ่มนี้ แต่อย่าลืมว่าบางส่วนในสังคมที่เชียร์และไม่เชียร์พรรคสีส้มนั้นมีความกังขากับความจริงที่บังเกิดในหลากมุม รวมทั้งพฤติกรรมบางอย่างที่ตอนแรกเป็นแบบหนึ่ง ตอนหลังเป็นแบบหนึ่งของแกนนำพรรคสีส้มด้วย

กระแสตรงนี้ทีมกุนซือพรรคสีส้มน่าจะต้องนำไปตรองใหม่ว่า จังหวะเกมบุกที่อาจจะผิดจังหวะในวันวาน มีผลกระทบในวันนี้ และวันหน้าควรที่จะปรับแผนการเล่นใหม่หรือไม่ เพราะการใช้ขุนพลหลักของพรรคลุยแหลกเช่นนี้ แรงเหวี่ยงมันสะท้อนกลับแรงเพียงใด..คนในพรรคสีส้มน่าจะลิ้มรสได้เป็นอย่างดีแล้วในวันนี้

เมื่อหันมามองคณิตศาสตร์และสมการการเมืองจะพบว่ามีการเปลี่ยนดุลอำนาจ..เพราะขั้วพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสียกำลังพลไปราวๆ ยี่สิบชีวิตที่ไปขึ้นเรือเหล็กตามข้อเสนอที่ยื่นไว้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีภาวะเสียงพ้นน้ำในตัวเลข “270ส.ส.” (โดยประมาณ) การบริหารภารกิจในสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายหนุนลุงตู่จะง่ายขึ้นจากภาวะปริ่มน้ำที่ผ่านมา

กลเกมการเมืองน่าจะเข้มข้นขึ้นในวันข้างหน้าเพราะขั้วฝ่ายค้านตอนนี้ค่อนข้างง่อนแง่น (ความขัดแย้งของแกนนำหลายกลุ่มในพรรคเพื่อไทย, คดีความของพรรคอนาคตใหม่ที่เดินหน้าและเป็นไปตามการประเมินของคนการเมือง, หากร่างกฎหมายงบประมาณผ่านความเห็นชอบ ฝ่ายรัฐบาลจะใช้งบประมาณผลักดันโครงการต่างๆ ได้สะดวกขึ้น) เว้นเสียแต่ว่าพรรคฝ่ายค้านมีข้อมูลลึกและลับออกมาดิสเคตดิตรัฐบาลในช่วงนี้และใช้เป็นหมัดน็อกคนบนเรือเหล็กได้ และอาจมีผลกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันข้างหน้า

ขั้วรัฐบาลนั้นหากพรรคใดทาบทาม ส.ส.พรรคสีส้มมาสวมเสื้อพรรคตัวเองได้ก็จะมีแต้มต่อสูง เพราะหากดึง ส.ส.พรรคสีส้มมาร่วมงานด้วยได้มากเพียงใด การแสดงออกด้วยจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ในมือนั้นสามารถต่อรองกับหลายพรรคร่วมรัฐบาลได้ง่าย

          เกมบางอย่างเสริมแกร่งให้เรือเหล็กหลังคนสังกัดพรรคสีส้มพ่ายและแพร่กำลังพลที่หนีตายเพียงหวังขึ้นฝั่ง แต่ก็อาจเป็นพิษในศึกชิง ส.ส.พรรคสีส้มงวดนี้ของพรรคร่วมรัฐบาลในยามหน้าด้วยเช่นกัน

วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง… ใครละเมิดโดน จำคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง… ใครละเมิดโดน จำคุก

17 ธันวาคม 2562 – 13:15 น.
วัยรุ่นท้อง,มีกฎหมายคุ้มครอง,ปัญหาแม่วัยใส,พรบแม่วัยรุ่น
เปิดอ่าน 800 ครั้ง

วัยรุ่นท้อง มีกฎหมายคุ้มครอง… ใครละเมิดโดน จำคุก โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามรณรงค์ช่วยเหลือ “ปัญหาแม่วัยใส” หรือเด็กวัยรุ่นไทยตั้งครรภ์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น …แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่มักคิดว่าต้องช่วยกัน “ห้ามเด็กมีเซ็กส์” หรือ “ห้ามท้อง” โดยไม่รู้ว่าการช่วยเหลือแท้จริงหมายถึง การเคารพสิทธิ การให้โอกาส และให้ความคุ้มครองให้แม่วัยเยาว์เหล่านี้สามารถเลี้ยงลูกน้อยและดูแลตัวเองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ… ข้อมูลการสำรวจกรมอนามัยปี 2560 พบวัยรุ่นหญิงอายุ 10-19 ปี คลอดลูกเฉลี่ยวันละ 232 คน หรือประมาณปีละ 8.4 หมื่นคน หมายความว่ามีเด็กปีละเกือบ 1 แสนคนที่กำลังถูกเลี้ยงดูโดย “แม่” ที่ยังเป็นเด็กเหมือนกัน

ช่วงนั้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามช่วยรณรงค์ให้เด็กวัยรุ่นยึดถือวัฒนธรรมเดิมของไทย ผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัว และผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ พร้อมสัญญาว่ารัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือให้พ่อแม่วัยใสมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและมีงานทำ

โดยมีการออกกฎหมายใหม่ “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.แม่วัยรุ่น” มีเนื้อหาสาระสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของเด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี เช่น สิทธิสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1.เด็กตั้งครรภ์ “มีสิทธิในการตัดสินใจ” ด้วยตัวเองว่าต้องการอุ้มท้องแล้วคลอดต่อ หรือต้องการยุติการตั้งครรภ์ หมายความว่า ครอบครัวหรือผู้ปกครองไม่มีสิทธิบังคับให้ทำแท้ง หรือบังคับให้เด็กแต่งงาน

2.แม่วัยรุ่นมีสิทธิได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์ เช่น รับถุงยางอนามัย รับยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด ฯลฯ 3.มีสิทธิในการรักษาความลับส่วนตัว เช่น หมอ พยาบาลไม่มีสิทธิไปบอกเรื่องการตั้งท้องกับผู้อื่น หรือไปแจ้งผู้ปกครอง ครู โรงเรียน เพื่อนๆ ฯลฯ 4.มีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาค และ 5.ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

กฎหมายนี้กำหนดให้ตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” เป็นเจ้าภาพดูแล ประกอบด้วย “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธานพร้อมตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยงข้อง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน ฯลฯ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุ้มครองสิทธิเสรีภาพวัยรุ่น และผู้แทนเด็กกับเยาวชน

ที่สำคัญคือกำหนดให้ “สถานศึกษา” ต้องจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาให้เหมาะสมและสร้างระบบดูแลช่วยเหลือคุ้มครองเด็กตั้งครรภ์ ส่วน “สถานที่ทำงาน” ห้ามกีดกันแม่วัยรุ่นเข้าทำงาน กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน แต่ปรากฏว่า แม่วัยใสยังคงถูกละเมิดสิทธิโดยเฉพาะในโรงเรียน !

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “1663 สายด่วน” รับปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม จัดแถลงข่าวว่ามีผู้โทรเข้ามาปรึกษาเรื่อง “ท้องไม่พร้อมสูงขึ้นทุกปี” ตั้งแต่ กันยายน 2561-สิงหาคม 2562 มีทั้งสิ้น 31,013 ราย เพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2557-2558 ที่มีบันทึกไว้ประมาณ 1 หมื่นราย โดยเป็น “วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ตั้งครรภ์แล้ว 5,353 ราย หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่า โดยพบปัญหาว่าวัยรุ่นจำนวนมากยังไม่ได้รับทั้งบริการและสิทธิตามที่กฎหมายข้างต้นระบุไว้ ไม่ได้รับบริการ “คุมกำเนิด” เช่น การฝังยาคุม ที่หน่วยบริการอ้างให้พาผู้ปกครองมาเซ็นยินยอม นอกจากนี้ยังพบปัญหาโรงเรียนกีดกันหรือกดดันด้วยวิธีต่างๆ ให้ลาออกหรือกดดันให้ย้ายไปเรียนที่อื่นแทน

ข้อมูลร้องเรียนข้างต้นแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่ตั้งใหม่ “คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของแม่วัยใสอย่างจริงจัง หรือยังไม่เข้าใจว่า “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559” กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 20 ให้คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลที่ละเมิดสิทธิหรือไม่ช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เข้ามาให้ข้อเท็จจริง หรือหรือส่งคําชี้แจงเอกสาร ข้อมูล หลักฐานพยานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา และในมาตรา 23 ระบุบทลงโทษว่า
“หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”
เป็นข่าวใหญ่ได้ไม่กี่วัน “กรมอนามัย” รีบออกมายืนยันว่าวัยรุ่นอายุ 10-20 ปี สามารถเข้ารับบริการ “ฝังยาคุมกำเนิด” โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือไม่ต้องให้พ่อแม่ผู้ปกครองมา “เซ็นยินยอม”

ล่าสุดวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติผ่าน “ร่างกฎกระทรวงเพื่อการจัดสวัสดิการให้กับแม่วัยรุ่น” สาระสำคัญคือกำหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการสังคมและให้บริการด้านต่างๆ แก่แม่วัยรุ่น ดังต่อไปนี้

1.ให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจัดหาที่ฝึกอาชีพให้แม่วัยรุ่น 2.ให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดหา “ครอบครัวทดแทน” ในกรณีที่แม่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ 3.กำหนดให้มีบริการให้คำปรึกษา จัดหาที่พักปลอดภัย รวมถึงการให้แม่วัยรุ่นได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลยุคบิ๊กตู่” มีความตั้งใจในการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อช่วยเหลือแก้ไข “ปัญหาแม่วัยโจ๋” แต่อุปสรรคอยู่ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้บริหารสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง หรือขาดจิตสำนึกในการดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้

ดังนั้น “บิ๊กตู่” อาจต้องคิดค้นวิธีใหม่เข้ามาจัดการ “เปลี่ยนทัศนคติ” หรือ “ปรับตำแหน่งหน้าที่” ให้ผู้ที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำงานที่เกี่ยวข้องกับ “พ่อแม่วัยรุ่น” แทน !

โดยเฉพาะเมื่อใช้ไม้นวมไม่ได้ “รัฐบาล” ก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย เอาผู้ใหญ่ที่ทำผิดมาลงโทษ “จำคุก” เป็นตัวอย่าง อย่าปล่อยให้ “แม่วัยรุ่น” กับทารกปีละเกือบแสนคน เคว้งคว้างไร้ทางออก…