เงินกับความสงบสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เงินกับความสงบสุข

6 สิงหาคม 2562 – 07:42 น.
เงินกับความสงบสุข,กองสลากกินแบ่งรัฐบาล,12 นักษัตร
เปิดอ่าน 1,097 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562

หลังจากที่คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกข่าวว่า จะมีผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “สลากภาพ 12 นักษัตร” โดยตั้งเป้าว่าจะขายผ่านระบบออนไลน์หรือให้โควตาขายเฉพาะกลุ่ม โดยสลากออกแบบเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ 12 ราศี เช่น ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง ฯลฯ ขายใบละ 50 บาท กำหนดออกรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถขายหวยรูปแบบใหม่ได้ถึงงวดละ 1 พันล้านบาท ได้มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านทั้งนักวิชาการ กลุ่มองค์กรต่อต้านการพนัน รวมไปถึงคนขายหวยเองด้วย นอกจากนี้ ผลการสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 70 เห็นว่าหวย 12 ราศีเป็นการมอมเมาประชาชน ทำให้คนบ้าหวย เป็นหนี้มากขึ้น คนจนมากขึ้น ไม่ทำมาหากิน ก่ออาชญากรรม ห่างไกลศีลธรรมและสังคมเสื่อม

จากการสำรวจประชาชนทุกสาขาอาชีพ พบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนเล่นหวยทั้งสิ้นประมาณ 25,436,465 คน ค่าเฉลี่ยความบ่อยในการเล่นหวยที่ผ่านมาของประชาชนอยู่ที่ 9.67 ครั้ง และเมื่อนำมาคำนวณค่าเฉลี่ย พบค่าเฉลี่ยความบ่อยที่ถูกรางวัลมีอยู่ที่เพียง 0.0033 ครั้งเท่านั้น ซึ่งในทางสถิติเท่ากับไม่มีโอกาสถูกหวยได้เลย ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสลาก 12 นักษัตร โดยเฉพาะโอกาสที่จะถูกรางวัลทั้งแบบตรงและแบบสลับภาพ เพราะการถูกรางวัลจะมีเพียง 24 รูปแบบ จากทั้งหมด 20,736 รูปแบบ หมายความว่าอัตราการถูกรางวัลจะมีเพียงประมาณร้อยละ 0.115 เท่านั้น หลายเสียงที่ออกมาคัดค้านเห็นว่าเป็นนโยบายสร้างคนรวยกระจุก จนกระจายอย่างแท้จริง คือสูบเอาเงินจากคนที่ไม่ถูกรางวัลซึ่งมีเป็นจำนวนมากไปให้แก่คนที่ถูกรางวัลเพียงไม่กี่คน

ขณะที่ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงยืนยันว่า ที่ต้องคิดค้นสลากรูปภาพ 12 นักษัตรขึ้นก็เพราะว่า ทุกวันนี้ ยังมีปัญหาสลากเกินราคา พนันออนไลน์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมา ศึกษาการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบโครงสร้างสลากแบบเดิม ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ค้าสลากรายย่อย และสมาคมผู้พิการ ซึ่งก็จะเดินหน้าศึกษาต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาว่าจะออกหวย 12 นักษัตรเมื่อใด เพราะต้องทำอย่างรอบคอบที่สุด โดยระหว่างการพิจารณา คณะกรรมการจะรับข้อเสนอไว้ทั้งหมด ทั้งในประเด็นผลกระทบทางสังคม และการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ

คำว่า อบายมุข คนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ย่อมทราบกันดีว่า มันคือ ทางแห่งความฉิบหาย ซึ่งพจนานุกรมบัญญัติเอาไว้ว่า เหตุแห่งความฉิบหาย มี 2 หมวด คือ อบายมุข 4 ได้แก่ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร กับ อบายมุข 6 ได้แก่ ดื่มนํ้าเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทําการงาน จะเห็นได้ว่า การพนันเป็นทั้งอบายมุข 4 และอบายมุข 6 ทั้งยังอาจนำไปสู่ทางแห่งความเสื่อมถอยด้านอื่นๆ อีกเช่น เกียจคร้านทำการงาน และอาจลงเอยที่อาชญากรรม สังคมไทยขณะนี้กำลังเคร่งครัดกับการลดอบายมุขด้านต่างๆ อย่างเช่น สุรา หรือการดื่มน้ำเมา ซึ่งแม้จะสร้างรายได้ให้แก่รัฐ แต่ก็ทำลายสุขภาพและความสงบสุขของสังคม การพนันก็เป็นประตูสู่ความฉิบหายด้วยเฉกเช่นกัน ภาครัฐจึงพึงพิจารณาให้รอบคอบว่าระหว่างรายได้จำนวนไม่มากมายอะไร กับความสงบสุขในสังคมจะเลือกอะไร

p35

ประเทศริมโขงต้องกำหนดกติการ่วมกันเพื่อป้องกันหายนะภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382378?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประเทศริมโขงต้องกำหนดกติการ่วมกันเพื่อป้องกันหายนะภัยแล้ง

5 สิงหาคม 2562 – 15:20 น.
ริมโขง,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 2,700 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ภัยแล้งรุนแรงที่เกษตรกรและชาวประมงแถบลุ่มแม่น้ำโขงเผชิญอยู่ขณะนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2559 และสาเหตุสำคัญก็คล้ายคลึงกันคือการบริหารและจัดสรรน้ำของประเทศที่อยู่ต้นน้ำ

จากข้อมูลของ ผศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน โดยปกติแม่น้ำโขงจะเริ่มเต็มตลิ่งด้วยน้ำฝนจากมรสุมทางตะวันตกเฉียงใต้ ทว่าระดับน้ำในปีนี้กลับแล้งราวกับเป็นฤดูแล้ง เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเกษตรกร ต่อข้าวที่ปลูก และพืชผลต่างๆ ที่แห้งเหี่ยวบนผืนดินที่ขาดน้ำ และมีผลกระทบต่อชาวประมงที่พึ่งพาอาศัยระบบนิเวศในแม่น้ำ

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของประเทศที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำโขง รายงานเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม MRC อธิบายว่าเป็นผลจากสองสาเหตุหลักคือ การขาดแคลนน้ำฝนในพื้นที่รับน้ำต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมกราคม ประกอบกับการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งอยู่ในบริเวณแม่น้ำโขงตอนบนซึ่งรู้จักกันในชื่อแม่น้ำลานซาง

ทั้งนี้ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อแจ้งให้ทราบว่าระหว่างวันที่ 5 ถึง 19 กรกฎาคม การระบายน้ำออกจากทางตอนล่างของเขื่อนใหญ่ 11 เขื่อนที่รู้จักกันในนามจิ่งหง จะมีความผันผวนไม่คงที่ เนื่องจากมีการซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำที่ผ่านลงมายังแม่น้ำโขงตอนล่างมีความไม่แน่นอนตามไปด้วย

ผศ.ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน วิเคราะห์ว่า การจัดการน้ำดังกล่าวส่งผลกระทบในสองระดับด้วยกันคือเป็นการกันน้ำไว้ไม่ให้ไปสู่ประเทศที่อยู่เบื้องล่างของแม่น้ำซึ่งจำเป็นต้องอาศัยน้ำเพื่อดำรงชีพและกิจกรรมต่างๆ ขณะเดียวกันการปล่อยน้ำแบบเป็นจังหวะขึ้นๆ ลงๆ ก็ส่งผลต่อนิเวศวิทยาของแม่น้ำและสิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงนิเวศวิทยานั้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผักริมแม่น้ำ การเก็บวัชพืชริมแม่น้ำ การจับปลา อย่างไรก็ดีการจัดการน้ำในลักษณะนี้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแล้ว

นอกเหนือจากการจัดการน้ำของทางจีนแล้ว นักวิชาการและนักกิจกรรมที่ศึกษาเรื่องนี้ในภาคประชาสังคมยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาจากการดำเนินงานของโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มใช้งานในเดือนตุลาคมปีนี้

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางโครงการได้มีการทดสอบกังหันน้ำขนาดใหญ่ในเขื่อนส่งผลทำให้เกิดการผันผวนของกระแสน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่าง บริษัทที่ทำโครงการนี้ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนให้เกิดภัยแล้ง แถมยังอ้างอีกว่าโครงการของตนเองก็ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นน้ำของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตามสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของไทยก็ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลของสปป.ลาว เพื่อขอให้หยุดการทดสอบนี้ไว้ชั่วคราว

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกรณีที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนักของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำโดยเฉพาะในสปป.ลาว ที่มุ่งตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ลาวกลายเป็น “แบตเตอรี่ หรือแหล่งพลังงานไฟฟ้าแห่งอุษาคเนย์” (Battery of Southeast Asia) ตามแผนนี้เขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 60 แห่งได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงสามสี่ทศวรรษที่ผ่านมา

“คำถามคือโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเหล่านี้จะต้องเก็บกักน้ำไว้ให้อ่างเก็บน้ำของเขื่อนมีน้ำเต็มเพียงพออยู่เสมอเพื่อใช้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์หรือไม่ อย่างไรก็ดี ข้อมูลอัพเดทในเวลาจริงที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้เกี่ยวกับปริมาณและระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลานซางและแม่น้ำโขงก็มีน้อยเต็มที” อาจารย์คาร์ล กล่าว

อาจารย์คาร์ลย้ำด้วยว่าทั้งสามกรณีนี้สะท้อนความจำเป็นของการสร้างความร่วมมือกันระดับข้ามชาติเพื่อป้องกันหายนะทางสิ่งแวดล้อมต่อประเทศที่อยู่ช่วงตอนล่างลงมาของแม่น้ำ โดยเฉพาะภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โลกกำลังประสบอยู่” อาจารย์คาร์ลกล่าว

สรุปบทเรียนและมาตรการเร่งด่วนในการจัดการภัยแล้งริมโขง

มาตรการเร่งด่วนที่สุดในทัศนะของอาจารย์คาร์ล คือการช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนชนบทริมแม่น้ำ ทั้งการจัดหาและลำเลียงส่งน้ำให้เพียงพอ และการสนับสนุนทางการเงินในกรณีที่จำเป็น เมื่อฝนมาถึงตามที่คาดไว้ผู้ประกอบการโครงการเขื่อนไฟไฟฟ้าพลังน้ำควรเลี่ยงที่จะเริ่มเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนในทันทีเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าควรเป็นการแจกจ่ายน้ำให้เกษตรกรและฟื้นฟูระบบนิเวศในแม่น้ำสำหรับชาวประมงและสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ

ในระยะยาวการวางแผนจัดการปัญหาภัยแล้งควรไปไกลกว่าการมุ่งรักษาปริมาณน้ำในเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โดยควรจะต้องมีการเตรียมตัวในรูปแบบอื่น อาทิ การคาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งล่วงหน้าได้ดีขึ้น แผนการจัดการที่ดีเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยแล้งทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับข้ามพรมแดน และควรมีการทบทวนอีกครั้งเรื่องแหล่งเก็บน้ำ โดยคำนึงถึงน้ำใต้ดินมากขึ้นและแหล่งน้ำขนาดเล็กกว่ามากกว่าการมุ่งความสนใจไปที่เขื่อนขนาดใหญ่เท่านั้น

อย่างที่ทราบว่าแม่น้ำโขงนั้นมีการใช้ร่วมกันระหว่าง 6 ประเทศ ความร่วมมือในเบื้องลึกระหว่างรัฐบาลของประเทศเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นตั้งแต่ภัยแล้งรุนแรงครั้งล่าสุดในปี 2559 มีการกล่าวถึงกันมากเกี่ยวกับความร่วมมือใหม่ระดับภูมิภาค ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำลานซาง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation: LMC) ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและหลายประเทศทางตอนล่าง และว่าจะเชื่อมโยงกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อย่างไร

ในเดือนมีนาคม 2559 ก่อนที่ผู้นำของภูมิภาคจะตกลงทำความร่วมมือ LMC สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนลานซางเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่ดีในการบรรเทาความรุนแรงของภัยแล้ง ณ เวลานั้น แม้จะโชคร้ายเพราะน้ำที่ปล่อยออกมาไหลกลับไหลทะลักเข้าสู่ชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนล่างโดยไม่ทันระวัง

อาจารย์คาร์ลมองว่าแม้จะอาศัยกรอบของ MRC และ LMC เป็นพื้นฐาน แต่ก็จำเป็นต้องมีการพัฒนากฎกติกา/มาตรการที่ชัดเจน มากกว่าการพึ่งพาการจัดการอย่างไม่เป็นทางการในการแบ่งปันน้ำระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและหลายประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

อาจารย์คาร์ลย้ำว่าขอบเขตความร่วมมือข้ามชาติของประเทศลุ่มน้ำโขงต้องรวมถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ การแชร์ข้อมูลอย่างครอบคลุมและเป็นระบบระหว่างรัฐบาลกับสาธารณชน การทำวิจัยร่วมกัน การวางกฎระเบียบและกระบวนการที่ชัดเจนในการปล่อยน้ำในกรณีฉุกเฉิน การดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบขั้นบันไดที่เลียนแบบกระแสการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติ และการพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของสาธารณชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำ

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่เปราะบางซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดในช่วงเวลาที่เกิดภัยแล้ง แผนการแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างที่สุดในขณะนี้ อาจารย์คาร์ลทิ้งท้าย

เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382384?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?

5 สิงหาคม 2562 – 14:35 น.
รัฐบาล,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,890 ครั้ง

เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 รายการที่วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองในประเด็นร้อนโดย “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ในประเด็น “เสาค้ำยันรัฐบาลลุงตู่ ตัดตอนบารมีลุงป้อมหรือไม่?”

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า ครม.ชุดนี้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาและแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบแล้ว เสาค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมนั้นจำเป็นอย่างไร มองว่าเสาเศรษฐกิจและเสาความมั่นคงคือสิ่งสำคัญ ตอนนี้มีการวางระเบิดป่วนเมืองที่จะกระเทือนความเชื่อมั่นของหลายฝ่ายที่มีต่อรัฐบาลนี้

 “บากบั่น” กล่าวว่า” สี่เสาความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีคือ ความมั่นคง กฎหมาย เศรษฐกิจ และกระทรวงมหาดไทย ภาพที่ไม่ค่อยเห็นในรัฐสภาคือนายกฯ ตอบฝ่ายค้านที่สอบถามในทุกกรณีด้วยตัวเอง แต่ความจริงนายกฯ ยืนเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีสี่เสาค้ำยัน ล่าสุดการป่วนเมืองหลวงและมีสองจุดที่น่าคิดคือจุดแรกด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพไทยคือสัญลักษณ์ความมั่นคง จุดที่สองคือด้านหน้าบีทีเอสศาลาแดงคือแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ มันสะท้อนอะไร

ดังนั้นการตั้งครม.และการแบ่งงานครั้งนี้ นายกฯ คุมงานความมั่นคงและเศรษฐกิจเอง นายกฯ ดึงงานที่เคยมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ดูแลในรัฐบาลที่แล้วมาดูแลเองเกือบหมด ภารกิจที่ พล.อ.ประวิตร ดูแลความมั่นคงในหน่วยงานที่นายกฯ มอบให้ดูแล ยกเว้นกระทรวงกลาโหมและสตช.นั้น มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร งอนนายกฯ ในเรื่องข้างต้น แม้นายกฯ บอกว่าตนดูแล สตช. เพราะแบ่งภาระจาก พล.อ.ประวิตร

และยังมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร ขอดูแลกระทรวงพลังงานโดยอ้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติเพราะมันคือขุมทรัพย์ของประเทศ แต่นายกฯ มอบให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแล แต่หนึ่งเสาที่เสริมบารมี พล.อ.ประวิตร คือกระทรวงมหาดไทยที่มีเรื่อง กฟภ., กฟน., การประปาภูมิภาคและการประปานครหลวงที่มีความสำคัญทางพลังงานเช่นกันและเสาต้นนี้อยู่ข้างหลังที่เสริม พล.อ.ประวิตร และนายกฯ อีกชั้นหนึ่ง ส่วนเสาหลักทางกฎหมายคือ นายวิษณุ เครืองาม ขณะที่รองนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงที่พรรคได้รับผิดชอบไป”

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะดูแลเรื่องทรัพยากรน้ำที่มีโครงการใหญ่ในการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาไทยที่ใช้งบมหาศาล คือ 1.8 ล้านล้านบาท เรื่องนี้ค้างคาไว้จากรัฐบาลที่แล้วที่บริหารจัดการมีปัญหาบางส่วน เชื่อว่าครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร น่าจะหารือกับนายสมคิดในเรื่องนี้ได้สะดวก พล.อ.ประวิตร ยังดูแลเรื่องปัญหาที่ดินที่จะช่วยคนจนที่ต้องดำเนินการต่อจากรัฐบาลที่แล้ว

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า หลายคนมองว่าการแบ่งงานครั้งนี้เป็นการกระชับหรือตัดตอนบารมี พล.อ.ประวิตร หรือไม่ เพราะ สตช. ที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้กำกับดูแลนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจและทหารนั้น ควรมีกันชนป้องกันนายกฯ กรองชั้นหนึ่งก่อน แต่หากปล่อยไว้ให้เกิดเหตุแบบห้าปีที่แล้วจะมีข้อครหา วันนี้การปฏิรูปตำรวจยังไม่คืบหน้าเพราะต้นทางของกระบวนการยุติธรรมคือปฏิรูปตำรวจไม่คืบหน้า ตรงนี้คือสิ่งที่นายกฯ ต้องตอบให้ได้ในครั้งนี้

 “บากบั่น” สรุปว่า “นายกฯ มอบการบ้าน สตช. ว่าแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจรอบนี้ต้องไม่มีข้อครหาและต้องไม่มีค่าน้ำร้อนน้ำชา วันนี้การปฏิรูปตำรวจขึ้นอยู่กับนายกฯ โดยตรง เพราะนายกฯ รับไม้มาจาก พล.อ.ประวิตร และสตช.วันนี้ขาดแคลนพนักงานสอบสวนคือสิ่งที่นายกฯ ต้องแก้ไข”

ส่วนเสาเศรษฐกิจนั้น “วีระศักดิ์” กล่าวว่า เสาหลักทางเศรษฐกิจที่ต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มองแล้วนายสมคิดดูแลต้นน้ำ แต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นปลายน้ำอยู่กับพรรคอื่น เหมือนตัดตอนไปบางอย่าง ดังนั้นต้องรอดูการตั้งองค์กรใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาที่เคยใช้สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และสมัยรัฐบาลไทยรักไทย คือ ครม.เศรษฐกิจ ที่ตอนนี้นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ เพราะรัฐบาลผสมมีหลายพรรค ต้องหารือเรื่องเศรษฐกิจให้จบในวาระนี้ก่อนเสนอเรื่องสู่ที่ประชุมครม.

หากนายกฯ ไม่ว่าง เชื่อว่านายสมคิดต้องนั่งหัวโต๊ะแทน เสมือนว่านายกฯ เป็นแบ็กอัพให้นายสมคิด เศรษฐกิจวันนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา มีแต่ถดถอย หากรัฐบาลขับเคลื่อนไม่ได้ หอกจะทิ่มตัวเองว่าอายุรัฐบาลจะสั้นหรือยาว ครม.ทุกพรรคต้องทำงานเหมือนวงดนตรีที่เล่นคีย์เดียวกัน การทุ่มงบให้เศรษฐกิจโตในบางอย่างเหมือนเทน้ำลงบ่อทรายมันหายไป วันนี้ต้องสร้างทีมให้แข็ง มีประสิทธิภาพ

“บากบั่น” แสดงความเห็นว่าเคยหารือกับรองนายกฯเศรษฐกิจหลายคนบอกว่าหากมีครม.เศรษฐกิจเกิดขึ้น มีแกนนำพรรคเข้าประชุมบางคนจะไม่มาประชุมหากไม่มีนายกฯ ร่วมประชุม หัวใจครม.เศรษฐกิจคือนายกฯ และนายสมคิด คือเสาค้ำยันเศรษฐกิจของพล.อ.ประยุทธ์

สำหรับประเด็นการแบ่งงานจะเกิดความขัดแย้งระหว่างรองนายกฯ บางคนหรือไม่ และต้องใช้กาวใจยี่ห้อตู่หรือไม่

บากบั่นและวีระศักดิ์วิเคราะห์ร่วมกันว่า “วันนี้ ส.ส.270 เสียงคือเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ ช่วงตั้งพรรคพลังประชารัฐมีสองแนวคิดคือใช้คนรุ่นใหม่และไม่ต้องการนักการเมืองรุ่นเก่า แนวคิดนี้ได้ยินว่า พล.อ.ประวิตร หนุน แต่นายสมคิดมองว่าทำแบบนี้พรรคไม่เกิด ต้องมีฐานเสียงของนักการเมือง จึงไปทาบกลุ่มสามมิตรที่คุ้นเคยกับนายสมคิดมาร่วมพรรคพลังประชารัฐ แต่ พล.อ.ประวิตร ไม่ค่อยชอบกลุ่มสามมิตรเพราะต่อรองเยอะ เก้าอี้ที่เจรจากับพรรคอื่นๆ กลุ่มสามมิตรก็เคลื่อนไหว ตรงนี้ พล.อ.ประวิตร อาจไม่พอใจนายสมคิดไปด้วย”

“รองนายกฯ ประวิตร และรองนายกฯ สมคิด แต่เดิมสนิทกันตอนนี้ไม่รู้ว่ากระแสข่าวหมางใจนั้นจริงหรือไม่ แต่ประเด็นกลุ่มสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐนั้น กลุ่มสามมิตรนี้นายสมคิดดึงมาในพรรค และเคลื่อนไหวต่อรองเก้าอี้ครม. รวมทั้งมีการลองวิชาในรัฐสภา ได้ยินนายทหารบางคนไม่พอใจนักการเมืองบางคนที่บอกว่าไม่ใช่ลูกน้องทหาร จะได้สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้

วันนี้ พล.อ.ประวิตร มีกระแสข่าวว่าจะไปจัดการในพรรคพลังประชารัฐ โดยการลดหน้าที่ในครม.นั้น ทราบว่าเพื่อให้ พล.อ.ประวิตร ไปทำภารกิจค้ำยันพรรคพลังประชารัฐ แก้ไขเสียงปริ่มน้ำ และเร็วๆ นี้ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ผ่านมาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐยุติได้เพราะ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า และนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่ตอนนี้เป็นมือขวาของ พล.อ.ประวิตร ดำเนินการ และตอนนี้มีการดึงอดีตส.ส.จากพรรคตรงข้ามมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เสมือนปฏิบัติการไดโว่ที่จะมีขึ้นอีก”

น้ำมันกัญชาเดินหน้าเพื่อประชาชน?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำมันกัญชาเดินหน้าเพื่อประชาชน?

5 สิงหาคม 2562 – 14:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,กัญชา,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 2,401 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

แล้วในที่สุด ‘กัญชา’ ก็ลงเอยด้วยดี สรุปได้ว่ารัฐมนตรีสาธารณสุข ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีใส่เกียร์เดินหน้าลุยแบบที่เคยให้สัญญาไว้เมื่อตอนหาเสียง

เวลาหาเสียงนั้นรัฐมนตรีสาธารณสุขซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศแล้วว่าจะเอากัญชามาสกัดเป็นน้ำมันหรือเรียกให้หรูหราว่า ‘น้ำมันกัญชา’ มารักษาสารพัดโรคได้

ถึงตอนนี้อะไรๆ ก็มาหยุดไม่อยู่แล้ว เพราะทุกหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขไฟเขียวแบบไม่มีไฟแดง ปล่อยให้ดำเนินการได้เต็มที่ ซึ่งทีแรกนั้นก็จะมีคนต้านบ้างพอหอมปากหอมคอ

แต่มาถึงตอนนี้ทุกอย่างก็สะดวกโยธินตามแบบฉบับของประเทศไทย ซึ่งพอเอาเข้าจริงนักการเมืองก็จะอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ในฐานะของประชาชนคนหนึ่งขอกระตุกขาว่าอย่าได้หลงประเด็นไปตามกระแสเป็นอันขาด เพราะประชาชนคนไทยสามารถปลูกกัญชาเพื่อการรักษาได้ 6 ต้นและใช้เพื่อการรักษาเท่านั้น

‘น้ำมันกัญชา’ จึงต้องคอยดูกันอีกพอสมควรและหวังว่าต่อไปจะมีผลดีต่อคนไทยซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างแน่ชัด อย่าได้ออกนอกแถว

ขอให้ศึกษาหาความรู้และทำกัญชาให้เป็นประโยชน์ อย่ามัวเมาลุ่มหลงจนไม่เห็นผลลบหรืออาการข้างเคียงเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 จุดแข็ง–จุดอ่อนประเทศไทย
 ต้องยอมรับความจริง

หลายวันก่อนผมได้รับข้อความจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งได้สรุปจุดแข็งจุดอ่อนประเทศไทยของเรามา น่ารับฟังมากเพราะผู้วิเคราะห์เรื่องจริงปวดใจนี้เป็นระดับทูตใหญ่ที่เคยมาประจำการอยู่เมืองไทยที่มาจากนอร์เวย์ ฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ

ผมจะขอสรุปจุดแข็งให้พอเป็นสังเขปว่าประเทศไทยเหมือนใจกลางของโลก เพราะรายล้อมด้วยจีน 1,400 ล้านคน อินเดีย 1,200 ล้านคน ญี่ปุ่น 100 ล้านกว่าคน อินโดนีเซีย 400 ล้านกว่าคน ฯลฯ ซึ่งนั่นคือเรามีตลาดการค้าที่มีมูลค่าสูงมากๆ

นอกจากนั้นเรายังมีสภาพภูมิประเทศมีแหล่งก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบและทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว ไม่มีภัยธรรมชาติ ฯลฯ

เหล่านี้น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข แต่กลับกลายไม่เป็นเช่นนั้น เพราะชนชั้นผู้นำมุ่งทำลายคนไทยด้วยกันเองและไร้ความรับผิดชอบซึ่งเป็นจุดอ่อนอย่างมาก

มีคำพูดว่าคนไทยอยู่ที่ไหนบรรลัยที่นั่น ขออย่าให้เป็นความจริงเลย แค่นี้ก็เจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว
อนันต์ (ราชวัตร)


 ต้องกำจัด ‘จุดอ่อน’ ให้หมดไป
 เรียนคุณ ‘อนันต์’ ราชวัตร

อบคุณสำหรับจดหมายของคุณ ซึ่งได้ข้อสรุปที่ดีมาเล่าสู่กันฟังและเป็นความจริงที่เกิดขึ้นและขอเรียนให้ทราบว่าข้อความฉบับเต็มๆ ที่ได้อ่านมาทำให้เกิดความเจ็บปวดและต้องหันมาดูตัวเองอย่างยิ่ง

จึงขอพวกเราคนไทยทุกคนต้องสำนึกอยู่เสมอว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรและทำไมประเทศชาติของเราจึงไม่เจริญพัฒนาสถาพรให้ทัดเทียมต่างประเทศเขา และทำไมกงล้อแห่งประวัติศาสตร์อันบอบช้ำจึงหมุนเวียนกลับมาย่ำยีเราอยู่เสมอ

อยากจะบอกว่าคนไทยขาดความรับผิดชอบ ไม่มีระเบียบวินัยและจิตสำนึกที่ดี จะขอให้ยกเลิกคำพูดที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ออกไปเสีย เพราะนั่นคือทุกอย่างผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ขอให้คนไทยรุ่นใหม่จงทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองสมกับที่ไทยเป็นศูนย์กลางทุกอย่างและมี ‘จุดแข็ง’ มากที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


ระเบิดกรุง หนาวสะท้าน การเมืองชายแดนใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดกรุง หนาวสะท้าน การเมืองชายแดนใต้

5 สิงหาคม 2562 – 12:53 น.
ระเบิดกทม,ระเบิดป่วนกรุง,มือวางระเบิดป่วนกรุง,กลุ่มวาดะห์,พรรคประชาชาติ,พรรคอนาคตใหม่,PerMAS,สหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี,จังหวัดชายแดนใต้
เปิดอ่าน 4,300 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” คมชัดลึก 5 ส.ค.62

**************************

เหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งล่าสุด มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 2 คนเป็นชาวนราธิวาส จึงทำให้นักวิเคราะห์ข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ปฏิบัติการและแสดงศักยภาพของกลุ่มจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่?

กรณีผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์ทำนองว่า เหตุระเบิดระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2562 เชื่อมโยงกับกลุ่มเดิมๆ ทำให้นักการเมืองพรรคฝ่ายค้านดาหน้าออกมาตอบโต้

“การเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้นั้น…จะบั่นทอนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังสร้างบรรยากาศของความชิงชัง ซึ่งผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองจะสามารถนำไปขยายผลต่อและทำให้เหตุการณ์บานปลายได้” 

ข้อความข้างต้นเป็นความห่วงใยของ สุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งได้ส.ส.มากที่สุดจากชายแดนใต้ 

2 ขั้วขัดแย้งไม่เปลี่ยน 

นับแต่การเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ ยังเป็นความขัดแย้งทางความคิดการเมืองเดิม ประชาชนที่ชื่นชอบทักษิณ และต้องการลดบทบาททหาร ก็จะเลือกพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนที่ไม่เอาทักษิณและต้องการให้ทหารคงอยู่ในพื้นที่ก็จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในการเลือกตั้ง 2554 นักการเมืองกลุ่มวาดะห์บางส่วนจะย้ายมาสังกัดพรรคมาตุภูมิ ชาวบ้านก็ไม่เลือก

สำหรับเลือกตั้ง 2562 พรรคประชาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ ชูคำขวัญเลือกฝ่ายประชาธิปไตย และให้ทหารออกจากพื้นที่ชายแดนใต้

ผลคะแนนเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรค ก็ยังสะท้อนความคิดการเมืองชุดเดิมคือฝ่ายชอบทักษิณและไม่เอาทหาร อย่างประชาชาติได้ 321,747 คะแนน และอนาคตใหม่ 89,023 คะแนน

ฝ่ายไม่เอาทักษิณ พลังประชารัฐได้ 160,444 คะแนน และรวมพลังประชาชาติไทย 100,043 คะแนน อาจรวมถึงประชาธิปัตย์ 143,727 คะแนน (แม้จะชูแคมเปญโค้งสุดท้าย ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็ไม่เอาทักษิณ)

 พิจารณาจากคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต 2 ขั้ว จะเห็นว่า คะแนนรวมไม่ต่างกันมาก ประมาณฝ่ายละ 4 ล้านคะแนน ย่อมหมายถึงพลังต่อรองในพื้นที่ยังก้ำกึ่งกันอยู่

สถานการณ์การเมืองชายแดนใต้คงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน ตราบใดที่นักการเมืองยังได้ประโยชน์จากไฟใต้

“วาดะห์” ลอกคราบ

การเลือกตั้งครั้งนี้กลุ่มวาดะห์ที่นำโดย “วันมูหะหมัดนอร์ มะทา” รวบรวมอดีตส.ส.ที่กระจายอยู่สองพรรค คือ เพื่อไทยและมาตุภูมิ ให้มารวมตัวที่พรรคประชาชาติ 

วันมูหะหมัดนอร์ มะทา

“วันนอร์” ต้องการสร้างแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่นอมินีทักษิณ โดยเน้นความเป็นพรรคของ “มลายูมุสลิม” แม้ในการหาเสียงทั่วไปจะบอกว่า พหุวัฒนธรรม แต่การปราศรัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็พูดว่า “เลือกพรรคประชาชาติ ได้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า” 

คีย์แมนคนสำคัญอย่าง “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. ที่มารับบทเลขาธิการพรรค ก็มีผล อย่างยิ่งต่อการได้เก้าอี้ส.ส.เขตในชายแดนใต้ ด้วยการขายฝันเรื่องการพูดคุยสันติสุข

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขตในจังหวัดชายแดนใต้ ปรากฏว่าประชาชาติ 6 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 3 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 1 ที่นั่ง และภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง

ชัยชนะของประชาชาติมาจากการจุดกระแสมลายูมุสลิม และความแตกแยกภายใน ปชป.(มีอดีต ส.ส.แยกไปสังกัด รปช.) 

“ส้มด้ามขวาน” รุ่นใหม่

ช่วงหาเสียงกระแสคนรุ่นใหม่และแนวคิดประชาธิปไตยของอนาคตใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมคะแนนเสียงในฐานะผู้เล่นที่เปลี่ยนเกมการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

ช่อ พรรณิการ์ วานิช เข้าเยี่ยมครอบครัวของผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ที่หมดสติในค่ายทหาร

และรักษาตัวอยู่ที่  รพ.สงขลานครินทร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ลึกๆ แล้ว คนรุ่นลูกหลานของกลุ่มวาดะห์นั่นแหละ ที่เข้ามาให้การสนับสนุนอนาคตใหม่ แม้โดยภาพรวมคะแนนอาจจะแพ้พรรคลุงกำนัน แต่ผลคะแนนในเขตเมืองปัตตานีก็เฉลี่ยเขตละหมื่นคะแนน รวมถึงเขตพื้นที่สีแดงก็มีคะแนนตีตื้นประชาชาติ

กลุ่ม PerMAS

PerMAS  หรือสหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี ย่อมตกเป็นเป้าหมายของอนาคตใหม่ที่จะเจาะเข้ามาเป็นพันธมิตร แต่องค์กรนี้ก็มีแนวคิดแนวทางเป็นของตัวเอง

วัตถุประสงค์การก่อตั้ง PerMAS  ก็เพื่อเชื่อมตัวแทนนักศึกษาปาตานีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดทั้งในและนอกประเทศ 

PerMAS  ยื่นหนังสือให้ UN เข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชายแดนใต้

สิ่งที่ PerMAS  ทำในพื้นที่คือ ขจัดความกลัวของชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้พูด ไม่ว่าจะเชียร์รัฐ เชียร์บีอาร์เอ็น หรือต้องการเอกราช สามารถพูดได้ผ่านเวทีของ PerMAS  ที่เรียกว่า “เสวนาปาตานี”

PerMAS  จึงถูกนักการเมืองบางคนลากโยงเข้าหาอนาคตใหม่ และเหตุระเบิดในเมืองหลวง 

ป่วนเมือง! ท้าทายลุงตู่รวบอำนาจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382376?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่วนเมือง! ท้าทายลุงตู่รวบอำนาจ

5 สิงหาคม 2562 – 09:45 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ป่วนเมือง,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 4,177 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

เริ่มต้นเดือนสิงหาคม 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 และ 2 ต่อเนื่องกันได้เกิดเหตุทั้งระเบิดและสร้างสถาณการณ์ข่มขู่ รวมทั้งการก่อเหตุไฟไหม้ในหลายจุดของกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องท้าทายอำนาจรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องหาเหตุผลอื่น

เพราะพล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรอบสอง คุมทั้งทหาร-ตำรวจ-ดีเอสไอ จึงถือเป็นการรวมศูนย์อำนาจงานด้านความมั่งคงของประเทศไว้ที่ผู้นำคนเดียว แต่กลับมีเหตุป่วนเมืองเกิดขึ้น “ต้อนรับ” การคุมอำนาจครั้งนี้

ต้องขอประณามคนเลวที่ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุป่วนเมืองครั้งนี้ เพราะนอกจากสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหวัง “ดิสเครดิต” หรือแย่งชิงอำนาจแล้ว เหตุป่วนครั้งนี้สร้างความวิตก กังวลต่อประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่กลัวว่าไปไหน “ไม่ปลอดภัย”

ความกังวลเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจที่มีปัญหาอยู่แล้ว ทำให้มีปัญหามากขึ้นไปอีก จึงต้องประณามทั้งผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังว่าเป็น “คนเลว”

ส่วนใครอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุอยู่ในระหว่างการ “ป้ายความผิด” ให้กันและกัน ระหว่างฝ่ายอำนาจเก่าและผู้ชิงอำนาจใหม่ที่ว่ารัฐบาลต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อจะต้องการใช้กฎหมาย “พิเศษ” ที่เพิ่งหมดไปเพราะการสลายตัวตามกฎหมายของคสช.และฝ่ายรัฐบาลก็โทษว่าเป็นกลุ่ม “อำนาจเก่า” ที่ต้องการกลับเข้ามามีอำนาจ จึงกระทำการเพื่อดิสเครดิต

สิ่งที่ต้องกระทำคือการ “จับกุม” ผู้กระทำและผู้อยู่เบื้องหลังมาดำเนินการ โดยไม่ใช่การ “จับแพะ” เพื่อหวังปิดคดีให้จบๆ เหมือนที่นิยมปฏิบัติกันมาในอดีต ต้องดำเนินการให้ประชาชนชาวไทยและต่างชาติมีความมั่นใจว่าแม้จะมีเหตุมาแล้ว “อำนาจรัฐ” สามารถจับกุมดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างถูกต้องและ “ไม่ล่าช้า” ความเชื่อมั่นต่างๆ จึงจะกลับมา

ย้อนไปดูภายในรัฐบาลซึ่งน่าจะไม่เกี่ยวกับการเกิดเหตุป่วนเมือง ว่าด้วยการเปลี่ยนถ่ายอำนาจบังคับบัญชางานด้านความมั่นคงจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ บิ๊กป้อม มาเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

5 ปีในรัฐบาล “ตู่ 1” ภายใต้เงาคณะรัฐประหาร คสช. การกุมบังเหียนอำนาจด้านความมั่นคงอยู่ในอำนาจ “กึ่งเบ็ดเสร็จ” ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่คุมทั้ง ทหารและตำรวจ ถนนแห่งอำนาจของกองทัพทหารและตำรวจจึงวิ่งไปที่ศูนย์กลางเดียวคือบ้าน พล.อ.ประวิตร

แต่วันนี้ต่างกันแม้จะติดโผเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล “ลุงตู่ 2” แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มอบงานเก่าให้พี่ใหญ่แห่งค่าย “บูรพาพยัคฆ์” ดูแลอีกต่อไป โดยลุงตู่เลือกรวบงานทั้งทหาร ตำรวจและ ดีเอสไอ มาดูแลเองอย่างเบ็ดเสร็จ แถมไม่ยอมทำตามความประสงค์ของพี่ใหญ่ที่อยากจะให้กระทรวงพลังงานมาอยู่ในสายบังคับบัญชาของพล.อ.ประวิตร ด้วยข้ออ้างเป็นกระทรวง “ความมั่นคง” และเลือกที่จะโยนงานพลังงานให้ขึ้นอยู่กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ระยะหลังมีความ “ระหองระแหง” ในความคิดทางการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ระหว่าง “บิ๊กป้อม” กับ “อาจารย์กวง” อยู่สม่ำเสมอ

จะเรียกว่า พล.อ.ประวิตร ตกอยู่ในสภาพ “รองนายกฯ ลอย” ก็ว่าได้ แม้ว่าจะ “ร่ำลือ” กันว่าเป็นผู้มี “บารมี” นอกพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนหลักรัฐบาล ก็ตาม ซึ่งต้องจับตาดูว่าเมื่อสภาพเป็นเช่นดั่งนี้จะมีผลต่อ “ความมั่นคง” ทั้งในพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลหรือไม่

หรือว่านี่คือกระบวนการถ่ายโอนอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะโอนทั้งหมดมาอยู่ในการกำกับของตนเองเพื่อความมั่นคงทั้งทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศ

คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

5 สิงหาคม 2562 – 07:48 น.
คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,677 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ผ่านพ้นไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ดี เรือเหล็กของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พ่วงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ต้องพบกับบททดสอบจากพวกผู้ไม่หวังดี ก่อเหตุป่วนบ้านป่วนเมืองหลายแห่งกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 2 สิงหาคม โดยเริ่มจากเพลิงไหม้ในเขตชุมชนย่านถนนเพชรบุรี แขวงพญาไท ซึ่งเจ้าหน้าที่พบสาเหตุมาจากระเบิดเพลิง มีการตั้งเวลาจากแผงวงจรต่อเนื่องกันถึง 4 แห่ง  ในเวลาไล่เลี่ยกันเกิดเหตุวางระเบิด 3 ครั้ง หน้าศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย ย่านช่องนนทรี บริเวณหน้าอาคารมหานคร และพงหญ้าใต้บันไดบีทีเอส มีผู้บาดเจ็บ 2 คน รวมทั้งซอยพระรามเก้า 57/1 ซึ่งพนักงานทำความสะอาดของกทม.ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ท่ามกลางความระทึกขวัญของคนกทม.ที่สัญจรไปมาช่วงเช้ายันสาย

 แม้จะเป็นความโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสและความเสียหายไม่รุนแรงมากนัก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในช่วงที่เราเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ อีกทั้งยังเป็นการประเดิมการทำหน้าที่กำกัับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติของนายกรัฐมนตรี ศูนย์กลางของเหล่าสีกากีซึ่งทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กลับถูกลูบคมด้วยการวางระเบิดในช่วงเย็นก่อนหน้า 1 วันในลักษณะเดียวกัน โชคดีที่มีผู้พบเห็นและทำลายวงจรไปก่อน และจากการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวนราธิวาสได้ 2 คน ขณะกำลังขึ้นรถทัวร์หลบหนีลงภาคใต้ และเมื่อตรวจสอบประวัติพบเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนใต้

ในขณะที่ประเทศชาติกำลังเดินไปด้วยดี แต่กลับมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงได้เพิ่มเติมมาตรการความปลอดภัย และฝากความเป็นห่วงมายังประชาชนว่าให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้แก่รัฐบาล ขณะที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ตั้งข้อสังเกตรูปแบบของการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 ที่เป็นกลุ่มคนเดิมๆ มีแนวคิดเดิมๆ และมาจากสำนักเดิมๆ เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด สิ่งที่เป็นห่วงก็คือจะมีฝ่ายการเมืองหรือพวกที่ไม่หวังดีต่อประเทศใส่ความว่าฝ่ายความมั่นคงทำเรื่องแบบนี้เอง เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากกลุ่มเดิมๆ ความคิดเดิมๆ มีคนสั่งการคนเดิม แต่คนลงมืออาจเป็นคนหน้าใหม่ นี่คือสิ่งบอกเหตุทางการเมือง

บ้านเมืองเราจมปลักอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่า 10 ปี มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทำร้ายกันจนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เกิดเหตุเผาบ้านเผาเมือง ประเทศชาติเสียหายเศรษฐกิจหยุดชะงัก จนมาถึงวันนี้ที่เพิ่งจะได้ประชาธิปไตยกลับมา ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก ซึ่งครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันชัดเจนว่า “จะจัดการอย่างเด็ดขาดกับคนที่สร้างไม่สงบให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าเราร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราก็จะช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ประเทศไทยได้ หลายๆ เหตุการณ์ที่เราผ่านไปได้ด้วยดี ก็ด้วยความร่วมมือของประชาชนคนไทย วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อไม่ให้คนที่คิดร้ายกับประเทศมีที่ยืน”  เราเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความปรารถนาที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างมีเกียรติ มีศักดิิ์ศรี ความคิดเห็นที่แตกต่างต้องไม่นำมาซึ่งความแตกแยก มีรัฐบาลที่ใช้ธรรมาภิบาลปกครองชาติบ้านเมืองให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย คนในชาติอยู่กันอย่างสงบภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน

ทำร้าย “ปวิน” เกมการเมือง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำร้าย “ปวิน” เกมการเมือง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปม

4 สิงหาคม 2562 – 15:00 น.
ปวิน,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,Andrew MacGregor Marshall,จอม เพชรประดับ,นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต,ม112
เปิดอ่าน 3,784 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

***********************

“ผมถูกทำร้ายร่างกายที่บ้านพักที่เกียวโตครับ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ตามข่าวที่ปรากฏใน Washington Post…”

นี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต บนเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ส.ค.2562

“ปวิน” หยุดความเคลื่อนไหวมาแต่วันที่ 8 ก.ค.2562 มิตรสหาย และเอฟซีปวิน ต่างสงสัยว่า หายไปไหน?

เมื่อ 31 ก.ค.นี้ จึงมีความชัดเจนจากการแพร่คลิปที่ “ปวิน” ออกมาแถลงผ่านงานสัมมนาที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ว่า สาเหตุที่ต้องเร้นกายหายไปจากโซเชียล เพราะมีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายถึงห้องพักในอพาร์ตเมนท์ กลางกรุงโตเกียว

คลิปที่ปวินบอกเล่าเหตุการณ์นั้น “เลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์” หรือโจ กอร์ดอน (Joe Wichai Commart Gordon) สัญชาติไทย-อเมริกัน ผู้ต้องหาคดี 112 ที่อยู่ในสหรัฐฯ นำมาเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค Joe Gordon

“ตอนประมาณตี 4.45 นาที ของวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ มีคนร้ายใส่ชุดดำสวมหน้ากาก ได้บุกเข้าไปในห้องนอนที่อพาร์ตเมนต์ในกรุงโตเกียว และเปิดผ้าห่มฉีดสเปรย์สารเคมีบางอย่างใส่ แล้ววิ่งหนีไป ต่อจากนั้นได้แจ้งให้ตำรวจญี่ปุ่นได้ทราบและดำเนินการสอบสวนต่อไป”

ปวินอ้างว่าตำรวจญี่ปุ่นมาที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยพิสูจน์หลักฐาน พร้อมกับแนะนำให้เขาย้ายไปพักในสถานที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของตำรวจญี่ปุ่น

กลุ่มแดงอิสระในนาม “เสียงชาวบ้าน” ที่จัดรายการทอล์คการเมืองผ่านยูทูบ จากประเทศอังกฤษ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนทำร้ายปวินจริง เหตุใดจึงไม่แจ้งมิตรสหายให้ช่วยกระจายข่าวแต่วันแรกๆ

ผิดวิสัย คนปากกล้าแบบปวิน ที่จะไม่ยอมนิ่งเฉย ยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการเมือง เขาจะไม่หยุดนิ่ง แต่ปวินเลือกที่จะลากความสงสัยในการหายตัวไปของเขา ไปจนถึงปลายเดือน ก.ค.

ยกตัวอย่าง “จอม เพชรประดับ” สื่ออิสระในสหรัฐได้พยายามสืบข่าวว่า ปวินหายไปไหน? เพราะมีคนถามหามากมาย

เมื่อ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา จอมจึงแจ้งเบาะแสของปวินผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ว่า หลังจากสืบหาข้อมูลจากคนใกล้ชิดสนิทสนม ทั้งในและต่างประเทศ ทุกคนต่างก็อ้างข้อมูลของ Andrew MacGregor Marshall ที่บอกว่า อาจารย์ปวิน สบายดี

“เพียงแต่อยากจะดึงตัวเองจากโลกโซเชียลไปสักพักเท่านั้นเอง (แหล่งข่าวจากขอบเตียงแอบกระซิบมาว่า ก็คงไม่พ้นเรื่องผู้ชง ผู้ชายนั่นแหละค้า…ที่เป็นเหตุหลัก)…”

กระทั่ง ปวินฉวยจังหวะมางานสัมมนาวิชาการที่สหรัฐ จึงบอกเล่าเรื่องราว และมีการตัดคลิปเผยแพร่ จึงกลายเป็นข่าวในวอชิงตันโพสต์ และสืื่อต่างประเทศอีกหลายสำนัก

ขณะที่ต้นสังกัดของปวิน คือ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยเกียวโต ยังไม่มีข่าวสารใดๆ ทั้งที่ปวินพยายามจะชี้เป้าว่า ต้นเหตุการทำร้ายเขานั้น มาจากการเมืองไทย

ระเบิดการเมือง ลายเซ็น “คนหน้าเดิม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดการเมือง ลายเซ็น “คนหน้าเดิม”

3 สิงหาคม 2562 – 10:05 น.
ระเบิดการเมือง  ลายเซ็น
เปิดอ่าน 6,051 ครั้ง

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3-4 ส.ค.62

พลันสิ้นเสียงระเบิด ควันข่าวลือกระพือโหม ขบวนการปั่นกระแส ตามความเชื่อทางการเมืองทำงานเต็มที่ สังคมอลหม่าน รัฐบาลประยุทธ์ 2 เจอการท้าทาย จากคนกลุ่มเดิม

เสียงระเบิดสนั่นเมืองหลวงประเทศไทย ในวันที่ไทยเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2562 ย่อมมิใช่เหตุป่วนเมืองธรรมดาสามัญ

โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ที่ จ.ชุมพร 2 ราย ทำเอาคนไทยพออุ่นใจ โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังจากปากของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแถลงช่วงบ่ายวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ท่วงทำนองว่า นี่คือการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับทหารที่เข้มแข็ง จึงสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว

ระเบิด…ใครได้-ใครเสีย

แต่จะไม่ให้ถามว่าใครทำ ก็คงไม่ได้ บางคนถามโซเชียล อาจได้คำตอบที่ส่วนใหญ่ออกไปในทางหนึ่ง แต่อะไรจะน่าเชื่อถือเท่ากับความคิดเห็นจากบุคคลภาครัฐ

อย่างที่บอกว่าหลายคนมีมุมมองเดียวกัน แต่ที่แซบคือ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาซัดเลยว่า งานนี้หนีไม่พ้น “กลุ่มเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ”

“ลักษณะเหตุการณ์รูปแบบการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 เป็นกลุ่มคนเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ มาจากสำนักเดิมๆ ที่เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด”

หันไปข้างนักวิชาการ แม้จะเคยเป็นที่ปรึกษา รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หรือเคยทำงานให้แก่ภาครัฐมาก่อนอย่าง รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร

แต่วันนี้ในฐานะนักวิชาการ เขาวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์นี้ชัดเจนว่ามีเป้าหมาย “ดิสเครดิตรัฐบาล” และอาจใช้มือก่อการบางส่วนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนอีกเป้าหมายหนึ่งคือ การวางระเบิดใกล้เคียงกับระบบคมนาคมขนส่ง มุ่งสร้างความปั่นป่วนให้แก่ประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้ตื่นตระหนก

อาจารย์ปณิธานชี้ว่า ทั้ง 2 เป้าหมายนี้จะเป็นแรงสะท้อนไปยังรัฐบาล ซึ่งอยู่ในสภาพที่ยังไม่ได้ตั้งตัว 100% เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลทันที

มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ มุมที่ อ.ปณิธานระบุว่า คนที่วางแผน สั่งการ อาจจะเรียกว่า “คนวงใน” ก็ได้ เพราะน่าจะรู้กลไกบางอย่าง เช่น การส่งมอบพื้นที่และภารกิจของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ กกล.รส. ให้แก่ตำรวจ

พูดง่ายๆ ว่า รู้จุดอ่อน รู้จุดแข็งของงานความมั่นคง จึงสามารถก่อเหตุอย่างแม่นยำ ป่วนกรุงระเบิดหลายจุด

 

ปลุกขวัญกำลังใจ

ที่สุดช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 2 สิงหาคม หลังคนไทยตกใจและสับสนในข่าวสาร ปรากฏว่าเราก็ได้พบกับการแถลงข่าวที่น่าสนใจของบุคคลสองคน

คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ครั้งที่ 7/2562

ช่วงของบิ๊กตู่ จะว่าไปก็ทำเอากระจอกข่าวผิดหวังพอสมควร ที่ไม่ได้เห็นบิ๊กตู่ฮึ่มฮั่มควันออกหูกับสถานการณ์ระเบิดมากนัก เพราะมาในฐานะประธานการประชุม ก.ตร.ครั้งแรก

หลังประชุมเสร็จ บิ๊กตู่แถลงแจ้งผลว่าได้เสนอการแก้กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 และมีการเพิ่มโครงสร้างศูนย์ตำรวจขึ้นจาก 9 เป็น 10 ศูนย์ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่ที่เน้นเลยคือ บิ๊กตู่ระบุว่าจะไม่ยอมให้มีการซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาด !

ส่วนสถานการณ์ระเบิด บิ๊กตู่ระบุโดยสรุป ขอว่าประชาชนและสื่อ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นการกระทำของฝ่ายไหน และด้วยเหตุผลอันใด เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่ก็ได้ทิ้งคำถามไว้ว่า

“อยากให้คิดว่า ทำไม 5 ปีที่ผ่านมาเรื่องแบบนี้มันลดน้อยลงไป หรือแทบจะไม่มีเลย แล้วทำไมมามีในช่วงนี้ ที่มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอยู่”

“ใครก็ตามที่ทำ มันต้องไม่มีที่ยืน ทุกคนกำลังดีใจที่ได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง การแถลงนโยบายเพิ่งจบ ก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น”

พอหันไปข้างตำรวจ หลังบิ๊กตู่แถลงเสร็จ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือบิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. ก็ได้ออกมาแถลงบ้าง โดยมุมหนึ่งระบุถึงสถานการณ์ว่ามีความเชื่อมโยงกัน 2-3 จุด เพราะเป็นระเบิดชนิดเดียวกัน

พร้อมระบุ ผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมคล้ายกับกลุ่มที่เคยลอบวางระเบิดใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2558 แต่เป็นกลุ่มคนหน้าใหม่จึงไม่มีข้อมูลในสารบบ

แต่อีกมุมหนึ่ง บิ๊กแป๊ะก็ได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ที่ว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

โดยแจงว่างานนี้ทางตำรวจทหารได้ทำงานร่วมกันตลอด เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวให้เห็น ในวันนี้จึงต้องแถลงข่าวเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

อย่างการปฏิบัติงานในสถานการณ์ระเบิดครั้งนี้ ก็บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เรียบร้อยภายใน 24 ชั่วโมง ฉะนั้นขอให้เชื่อมือ

ปลุกไฟท้องถิ่น “พ่อฟ้า” ล้าง “บ้านใหญ่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุกไฟท้องถิ่น “พ่อฟ้า” ล้าง “บ้านใหญ่”

3 สิงหาคม 2562 – 09:41 น.
ปลุกไฟท้องถิ่น
เปิดอ่าน 9,990 ครั้ง

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3-4 ส.ค. 62

*************************

“ถ้าไม่ให้เข้าสภา ก็จะอยู่กับประชาชน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลั่นวาจาไว้อย่างถูกใจกองเชียร์ไม่นานมานี้ แต่ประเด็นคือไม่ได้แค่พูด

เพราะนับจากวันนั้น เสี่ยส้มหวานลงลุยเกือบทั่วไทย เพื่อทำตามโจทย์ 3 ข้อที่พรรคอนาคตใหม่วางไว้ในวาระครบรอบ 1 ปี 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังชัดเจนว่าพรรคของเขาฤดูกาลนี้ คือพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีเป็นอื่น

ถ้าจำได้ในงาน “1 ปี​ พรรคอนาคตใหม่​ เดินไปด้วยกัน​ Walk with me Talk​ with me” ที่ธรรมศาสตร์ ธนาธรลั่นว่าโจทย์ที่ต้องทำข้อหนึ่งคือจะลุยเขย่าการเมืองท้องถิ่น ให้หมดยุค “บ้านใหญ่” ไม่เอาแล้วที่มากันทั้งสาแหรก !

ยุทธศาสตร์ไร้ข้อจำกัด ?

หลายคนวิเคราะห์ว่า พรรคอนาคตใหม่มียุทธศาสตร์การรุกเข้าการเมืองท้องถิ่น ที่เน้นพื้นที่ทาง “ยุทธศาสตร์” คือไม่ต้องปักหมุดเช็กอินมันหมดทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย แต่ที่จะไปต้องมีอิมแพ็ค โดยต้องมี ส.ส.เขตของพรรคอยู่แล้ว

มุมหนึ่งมีการวิเคราะห์ว่า ธนาธรไม่ต้องการชนกับพรรคฝ่ายเดียวกันโดยตรงอย่างเพื่อไทย ที่ครอบครองอยู่หลายพื้นที่ ด้วยการทำการเมืองท้องถิ่นแบบเดิม คือเรื่องของหัวคะแนน

แต่ปรากฏว่าวันที่ 11-12 มิถุนายน ธนาธรเปิดฉากด้วยการเทกระจาดนักวิเคราะห์ลงน้ำ เพราะเขาลงไปพังงาและภูเก็ต ที่เป็นถิ่นของพรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์มายาวนานเหนียวแน่น หรือที่ภูเก็ตต่อให้งวดนี้ เก้าอี้จะย้ายไปเป็นของ ส.ส.พลังประชารัฐ แต่มันก็ไม่ใช่พื้นที่ของอนาคตใหม่อยู่ดี

มุมนี้ ถ้าไม่เพราะเป็นหมายเดิมที่ต้องทำให้ครบ ก็แปลว่าอนาคตใหม่กำลังลงไปเปิดตลาด คือต่อให้ยังไม่มีคนซื้อ ก็ขอให้ไปติดแบรนด์ไว้ก่อน

ว่าแล้วที่พังงา ภูเก็ต ธนาธรลุยกิจกรรมครบเครื่อง ทั้งรับฟังปัญหาประมงพื้นบ้าน พบปะสมาชิกพรรค และพูดคุยในกิจกรรม “ฟังเสียงบ่นคนภูเก็ต” ปัญหาการท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม

จากนั้นช่วงค่ำก็ขึ้นปราศรัยอนาคตใหม่กับการเมืองท้องถิ่น แถวลานหลังห้างจังซีลอน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นประหนึ่งว่าไม่มีอะไรหยุดเขาได้อีก

อีสานออนทัวร์

พอถึงคิวอีสาน 24 กรกฎาคม นครพนม, 25 กรกฎาคม มุกดาหาร และ อุบลราชธานี และไปจบที่นครราชสีมา ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2562

นาทีนี้วิเคราะห์ไปทำไมมี เพราะนครพนม คือพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย อุบลราชธานีก็ไม่ใช่พื้นที่ของอนาคตใหม่ ยิ่งโคราชยิ่งไมใช่เลยสักเขต แต่ธนาธรพุ่งไปที่ตรงนี้อย่างไม่ยี่หระ

โดยสรุปแล้วเนื้อหาของการไป ธนาธรระบุว่าพรรคอนาคตใหม่ จะยังคงผลักดันการแก้กฎหมายหลายเรื่องที่่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนต่อไป แต่ที่เร่งด่วนที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แถมยังไปร่วมงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้วัยโจ๋ได้กรี๊ดกร๊าด ขอเซลฟี่และลายเซ็น แล้วไปจบที่โคราชกับกิจกรรม งาน “โคราชคุยเดิ้งธนาธรดา” ที่สีมา อารีน่า สนามฟุตบอลหญ้าเทียม

ฉากหน้า นี่เรียกว่าเป็นการเดินสายพบปะสมาชิกพรรค และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในจังหวัดภาคอีสาน

ฉากหลัง นี่คือการบุกถึงกลางบ้านคู่แข่ง หรือศัตรูทางการเมือง ฉกฉวยจังหวะหาเสียงล่วงหน้าของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะถึง หรือล่วงหน้าของล่วงหน้าเผื่อไว้สำหรับวันที่เกมเปลี่ยนก็ได้เหมือนกัน

เอกต๊ะต่อนยอน

ไม่ต้องถูกหาว่าใช้งบประมาณรัฐหาเสียงเนียนๆ เหมือนกับรัฐไทยทุกสมัยโดนมา เพราะนี่ไม่ใช่ทัวร์นกขมิ้นของรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง และไมใช่ ครม.สัญจรของอีกรัฐบาลหนึ่ง

แต่นี่คือการลงพื้นที่ของ “นายกฯ ในใจฟ้า” ที่ชื่อ “ธนาธร” เพื่อเก็บให้หมด ทั้งชาวบ้าน ชาวเมือง และคนรุ่นใหม่ และเก็บให้ได้ถึงกลุ่มที่ไม่ใช่ฐานเสียง

ล่าสุดร้อนๆ นี่้เอง ธนาธรบุกขึ้นเหนือวันที่ 1 สิงหาคม ปักหมุดนครสวรรค์ พื้นที่ของพลังประชารัฐส่วนใหญ่ ที่เหลือคือ เพื่อไทย และภูมิใจไทยอีกพรรคละ 1 เขต

แต่งานพบปะสมาชิกพรรค และจัดเสวนาย่อยที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ธนาธรได้ภาพประทับใจมาฝาก โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้พอสมควร

เขาระบุว่า อยากเห็นการเมืองที่สร้างสรรค์ ผลักดันนโยบาย เพื่อให้ประชาชนและชาวบ้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในสังคม และ “เราไปไกลกว่านี้ไม่ได้ถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

ไม่ต้องพวกเดียวกัน ไม่ต้องรักกันมาแต่ต้น ไม่ต้องบอกว่ามาเลือกผม แต่เสี่ยเอกขอซึมลึกไปก่อน ว่าแล้วก็วกเข้าพิษณุโลกวันที่ 2 สิงหาคม แล้วตบท้ายที่เชียงใหม่ บ้านเกิดภรรยาคนสวยในวันที่ 4 สิงหาคม

สองจังหวัดหลังพรรคอนาคตใหม่ มี ส.ส.จังหวัดละ 1 เก้าอี้เท่านั้น !

ยุทธวิธีย้ำซ้ำ?

ที่เชียงใหม่ ธนาธรเปิดฉากรณรงค์แคมเปญ “จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” ราวกับจะประกาศหมุดหมายสำคัญ

เพราะที่นั่น คือพื้นที่ที่เคยแดงเถือกไปด้วยเพื่อไทย มีเลือกตั้งหนนี้ที่เพิ่งเป็นสีส้มไปหนึ่งเขต ส่วนที่อื่น ก็เป็นพื้นที่ของพรรคอื่นทั้งสิ้นเหมือนกัน

มุมนี้ หากล้อไปกับการประกาศลุยท้องถิ่นเพื่อล้างบาง “บ้านใหญ่” หรือหัวคะแนนในพื้นที่ ก็คงเข้าใจได้ว่าทำไมธนาธรต้องกล้าลุย

จะห่วงก็แต่คนที่จะยุส่ง ว่านี่อาจเป็นการเปิดฉากต่อสู้กับพันธมิตรซึ่งแนบแน่นอย่างพรรคเพื่อไทย ที่ครั้งหนึ่งมีหัวหอกประกาศทำการเมืองท้องถิ่นแบบลงฐานราก จนสำเร็จในแบบฉบับของเมืองไทยยุค 2544

วันนี้ ถามว่าถ้าธนาธรจะทะลวงลงไปถึงราก ตามแบบฉบับของส้มหวานในฉากเมืองไทยยุค 2562 บ้าง คงไม่เกินไป

เพราะคะแนนรวมทั้งประเทศหกล้านกว่าเสียง เป็นอันดับสามในการเลือกตั้งใหญ่ แถมหากวิเคราะห์ดีๆ หลายจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ส้มหวานแม้ไม่ได้เก้าอี้ ส.ส. แต่ก็มีคะแนนเป็นพรรคไม่ตกจากลำดับที่ 3

นี่แปลว่า ธนาธรกำลังลงไปเน้น ไปย้ำ ในพื้นที่ที่มีโอกาส ไปในที่ที่ติดแบรนด์ไว้ระดับหนึ่งแล้วนั่นแหละ

อย่างที่เกริ่นว่า “ถ้าไม่ให้เข้าสภา ก็จะอยู่กับประชาชน” แต่การไปหาประชาชนหนนี้ จะทำให้ธนาธรได้กลับเข้าสภาหรือไม่ (ภายในวงเล็บว่าถ้ารอดจากคดีต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเกมยุบพรรคและตัดสิทธิ์การเมือง) น่าติดตามจริงๆ