“ปารีส”ชุมทางแดง ทิ้งที่มั่นลาวเข้ายุโรป ตั้งสมาคมผู้ลี้ภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382180?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปารีส”ชุมทางแดง ทิ้งที่มั่นลาวเข้ายุโรป ตั้งสมาคมผู้ลี้ภัย

3 สิงหาคม 2562 – 08:47 น.
เปิดอ่าน 9,731 ครั้ง

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3-4 ส.ค. 62

********************

เป็นเวลา 4 ปี ที่สถานีวิทยุใต้ดิน(ยูทูบ)จากฝั่งลาว ส่งกระจายเสียงข้ามโขงปลุกระดมคนไทยลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหาร บางกลุ่มฝันถึงสหพันธรัฐ บางกลุ่มก็เพ้อหาสาธารณรัฐ

ทันทีที่ “กลุ่มไฟเย็น” 5 ชีวิต เดินทางออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ มุ่งสู่ปารีส ฝรั่งเศส ก็หมายถึงกาลอวสานของวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย และบทเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่

กลุ่มไฟเย็นไปถึงปารีส เมื่อ 2 ส.ค.2562 ประกอบด้วย “รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล“ (แยม ไฟเย็น) และ ”ไตรรงค์ สินสืบผล“ (ขุนทอง ไฟเย็น), ”นิธิวัต วรรณศิริ” (จอม ไฟเย็น) ,ปริญญา ชีวินกุลปฐม (พอร์ท ไฟเย็น) และ “วรวุฒิ เทือกชัยภูมิ” (ดีเจตีโต้)

จอม ไฟเย็น ดีเจตีโต้ ขุนทอง ไฟเย็น และแยม ไฟเย็น ถึง ปารีส 2 ส.ค.

ด้าน “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานในต่างแดนที่อาสาช่วยกลุ่มไฟเย็น ก็บินมาจากฟินแลนด์มาสมทบกับ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” และ “วัฒน์ วรรลยางกูร” ที่ปารีส เพื่อวางดูแลกลุ่มไฟเย็น ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.2562

สิ้นเสรีไทย..แดงกระเจิง

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจ เมื่อ 22 พ.ค.2557 นักการเมืองค่ายเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ, สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร, โกตี๋ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, อาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์ ฯลฯ

วัฒน์ จรัล และ จรรยา ประชุมเตรียมการรอรับกลุ่มไฟเย็น

“จารุพงศ์” ได้แจ้งว่า จะมีการจัดตั้ง “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” เป็นแกนหลักในการนำพาประชาชนไทยต่อสู้อำนาจเผด็จการทหาร

ดังนั้น กลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และโกตี๋ ที่หลบหนีมาอยู่ในลาว จึงได้รับการช่วยเหลือด้านการเงินจากองค์กรเสรีไทย โดยสองปีแรก “เสรีไทย” ยังแข็งขัน

ชีวิตใหม่ผู้ลี้ภัย 112

ย่างเข้าสู่ปี 2559 จารุพงศ์ และคณะนำองค์กรเสรีไทย กลับไม่มีการชี้นำแดงใต้ดินในลาว เงินทองที่อุดหนุนจุนเจือก็ร่อยหรอ ยิ่งสู้เหมือนยิ่งสิ้นหวัง

ปี 2560-2561 กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในลาว จึงจัดรายการวิทยุใต้ดินทางช่องยูทูบ หารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่แตกออกเป็น 3 ก๊ก แย่งแม่ยกกันเอง และทะเลาะเบาะแว้งออกอากาศ

บ้านใหม่ฝรั่งเศส

ตามมาด้วยการถูก “อุ้มหาย” โดยฝีมือ “มือสังหารนิรนาม” เริ่มจาก “ดีเจซุนโฮ” อิทธิพล สุขแป้น และ “โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ

ปลายปี 2561 สุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และ “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ ต้นปี 2562 “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, “สหายยังบลัด” กฤษณะ ทัพไทย และ “ข้าวเหนียวมะม่วง” สยาม ธีรวุฒิ

กลุ่มไฟเย็น หิ้วทุเรียนไปฝากจรรยา

ด้วยเหตุนี้ “วัฒน์ วรรลยางกูร” จึงเผ่นออกจากไปตั้งหลักที่ปารีส และกลุ่มไฟเย็นก็ปั่นกระแสข่าวถูกไล่ล่ารายวัน จนได้ไปลี้ภัยในฝรั่งเศส

ทำนองเดียวกัน กลุ่มไฟเย็นรู้สึกผิดหวังองค์กรเสรีไทย ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ไปไม่รอด แถมคนใกล้ตัวกลับถูกไล่ล่า ถูกฆ่าทิ้ง

“จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานสากล จึงกระโจนออกมาช่วยกลุ่มไฟเย็น เธอพยายามส่งข่าวกลุ่มไฟเย็นถูกไล่ล่าไปให้สำนักข่าวในยุโรปตีข่าว หวังให้นานาชาติได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในลาว

สมาคมผู้ลี้ภัย 112 

เมื่อทราบชัดว่า องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ไปไม่รอด “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตผู้ประสานงานเสรีไทย จึงสร้างองค์กรใหม่ในนาม “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน”

องค์กรใหม่ของจรัล ไม่ต่างจาก “สมาคมผู้ลี้ภัย 112” เพราะเวลานี้ มีผู้หลบหนีคดี ม.112 มาอยู่ฝรั่งเศสถึง 8 คน

เริ่มจาก “ศรัณย์ ฉุยฉาย” หรือ อั้ม เนโกะ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งเรียนจบปริญญาเอกแล้ว ตามมาด้วย “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” อดีตอาจารย์ประจาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่อยู่ระหว่างพักฟื้นร่างกาย

สำหรับสมาชิกใหม่ ได้แก่ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และสมาชิกวงไฟเย็นอีก 5 คน โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การประสานงานของ จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่หวังจะใช้ปารีส เป็นฐานการต่อสู้ครั้งใหม่

จรัลเพิ่งนัดวางยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อสถาปนาประชาธิปไตยประชาชน โดยกลุ่มผู้ลี้ภัยในยุโรป เมื่อได้กลุ่มไฟเย็นมาเป็นนักรบวัฒนธรรม คงได้มีการจัดกิจกรรมฉลองชัยในปารีสเร็วๆนี้

ทวงคืนทางม้าลายให้ประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทวงคืนทางม้าลายให้ประชาชน

2 สิงหาคม 2562 – 10:49 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตทอำพล บัวรับพร,ทางเท้า,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 2,719 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสำคัญของโลกปัจจุบัน โดยในแต่ละปีมีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการสัญจรทางบกที่มี “คนเดินเท้า” และต้องข้ามถนน หรือทางข้าม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุทางถนน

ด้วยเหตุนี้คนเดินเท้าจึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับอันตรายอย่างสูงในสภาพการจราจรที่คับคั่ง เพราะจากสถิติรายงานระบุว่าในปี 2558 ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือ 36.2 คนต่อจำนวนประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งคนเดินเท้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนคิดเป็นร้อยละ 8 รองลงมาจากอุบัติเหตุจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ดังนั้นตามนโยบายรัฐบาลจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันทำ “ทางม้าลาย” ให้ปลอดภัยแก่ประชาชนอย่างแท้จริง และให้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนรณรงค์สร้างวินัยจราจรแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะทางข้าม ทางม้าลาย ต้องหยุดรถให้คนข้ามถนน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 นายชลธี ยังตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ ผบก.อก.ภ.1 พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.กิตติ สกุณี รองผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.สีหเดช สระกอบแก้ว ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี และนายตำรวจระดับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทั้ง 10 สถานี หัวหน้าหน่วยราชการ กต.ตร.จว.นนทบุรี นักเรียนโรงเรียนรัตนาธิเบศร์ โรงเรียนโยธินบูรณะ และประชาชน จึงได้ร่วมเดินรณรงค์ “โครงการข้ามถนนในทางข้าม ตำรวจภูธรภาค 1” ซึ่งจัดโครงการโดยตำรวจภูธรนนทบุรี เพื่อส่งเสริมให้คนเดินเท้า ผู้ขับขี่ยานพาหนะ ปฏิบัติตามกฎหมายทั้งการข้ามถนนในทางข้ามและการหยุดรถให้คนข้ามถนนในทางข้าม เป็นการลดการสูญเสียชีวิต ลดการบาดเจ็บ และลดความรุนแรงอันเกิดจากอุบัติเหตุทางถนน มุ่งหวังให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนได้ตระหนักถึงความปลอดภัย มีวินัยในการขับรถ ปฏิบัติตามกฎจราจร จึงได้จัดโครงการรณรงค์เป็นต้นแบบในการข้ามถนนในทางข้ามนี้ขึ้น

สำหรับการจัดโครงการรณรงค์ดังกล่าวมีการตั้งริ้วขบวนรณรงค์บริเวณถนนประชาราษฎร์ ท่าน้ำนนทบุรี โดยใช้พื้นผิวจราจร 1 ช่องทาง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สัญจรและจับจ่ายสินค้าในบริเวณใกล้เคียงได้รับรู้ถึงผลเสียของการไม่ข้ามถนนในทางข้าม ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้เคารพกฎจราจร รวมทั้งมีการแนะนำข้อกฎหมาย ตลอดจนพูดคุยกับผู้ใช้ทางม้าลาย อาทิ คนชรา คนพิการ และ เด็ก ที่ส่วนใหญ่จะใช้ทางม้าลายในการข้ามถนนแทนการข้ามสะพานลอยเนื่องจากปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำทางม้าลายสามมิติ เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้ทั้งคนขับรถและผู้ข้ามถนน

พล.ต.ท.อำพล บอกว่า รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เล็งเห็นความปลอดภัยของประชาชน และการสร้างระเบียบสินัยของผู้ขับขี่กับผู้ที่ข้ามถนน โดยตำรวจภูธรภาค 1 ทั้ง 9 จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ และทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ไปพร้อมๆ กัน

“สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนไม่หยุดให้คนข้ามจะมีโทษตามกฎหมาย อยากให้ประชาชนและผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจร และมีน้ำใจให้กัน ช่วยกันสร้างวินัยเพื่อลดอุบัติเหตุ ถ้าผู้ใดพบเห็นผู้ฝ่าฝืนสามารถโทรแจ้ง 191 หรือถ่ายคลิปส่งไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดได้เลย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเชิญตัวมาปรับตามกฎหมาย” ผบช.ภ.1 ระบุ

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว ถ้าทุกคนเคารพกฎไม่ฝ่าฝืน จะช่วยให้ความเสี่ยงลดลงได้ ทางม้าลายต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง..!!

ช่องโหว่สุ่มตรวจ…สจ๊วต-แอร์’นักหิ้วพรีออเดอร์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382029?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่องโหว่สุ่มตรวจ…สจ๊วต-แอร์’นักหิ้วพรีออเดอร์’

2 สิงหาคม 2562 – 10:37 น.
พรีออเดอร์,สจ๊วต,แอร์,ศุลกากร
เปิดอ่าน 5,017 ครั้ง

ช่องโหว่สุ่มตรวจ…สจ๊วต-แอร์’นักหิ้วพรีออเดอร์’

จากกรณีที่ “คม ชัด ลึก” เปิดเผยเรื่องอื้อฉาวที่สจ๊วตการบินไทยลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากจากประเทศญี่ปุ่นเข้าไทย แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดได้เพียงของกลาง ส่วนผู้กระทำผิดบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ทราบแล้วว่าเป็นใคร และอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนขยายผล เนื่องจากเชื่อว่าทำในรูปแบบขบวนการ ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดมากกว่า 1 คน แต่ต้องใช้เวลาเพื่อให้ผู้กระทำผิดยอมจำนนต่อพยานหลักฐาน ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปมาก

ทว่าหลังจากเผยแพร่ข่าวดังกล่าวแแกไปได้มีคนในสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่า บรรดาสจ๊วตและแอร์โฮสเตสบางรายของแต่ละสายการบินรวมถึงผู้โดยสารทั่วไป “รับหิ้ว” ของแบรนด์เนม พรีออเดอร์ ต่างๆ นานา รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่งทำกันมานานจนกลายเป็นธุรกิจหรือ “อาชีพรับจ้างหิ้ว” ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ โดยบุหรี่ไฟฟ้าไอคอส (IQOS) กว่า 100 ชุด ที่ลักลอบขนมาจากญี่ปุ่นตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีการประกาศขายในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ราคาชุดละ (ตัวเครื่องกับไส้บุหรี่) 6,000 บาท แสดงให้เห็นว่าทำกำไรจากการนำเข้ามาเป็นเท่าตัว เพราะที่ญี่ปุ่นขายในราคาชุดละประมาณ 3,000 บาท

สอดคล้องกับเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 กฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร ได้เปิดเผยสถิติการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ในช่วง 7 เดือน ว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำความผิด 18,989 คดี มูลค่า 1,448 ล้านบาท มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทั้งปีจับได้ 23,559 คดี โดยยอดการจับกุมของปีนี้แบ่งตามประเภทฐานคดีลักลอบ 3,778 คดี ความเสียหายมูลค่า 1,023 ล้านบาท และคดีหลีกเลี่ยงอีก 15,211 คดี มูลค่าเสียหาย 425 ล้านบาท แยกเป็นความผิดหลีกเลี่ยงราคาต่ำ 7,760 คดี ความผิดหลีกเลี่ยงตรวจสอบเอกสาร 28 คดี ความผิดหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด 1,293 คดี ความผิดหลีกเลี่ยง สำแดงเท็จ 6,130 คดี

จากการตรวจสอบพบการหิ้วสินค้าแบรนด์เนม และพรีออเดอร์ต่างๆ เข้ามาขายในไทยมีมานานแล้ว แถมยังเป็นที่ต้องการของลูกค้าจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าที่แอบหิ้วเข้ามานั้นไม่ต้องเสียภาษี จึงมีราคาถูกกว่าที่ขายในช็อปทั่วไป โดยที่ผ่านมาคนที่แอบหิ้วแบรนด์เนมส่วนใหญ่จะเป็นลูกเรือของสายการบินต่างๆ เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำอยู่แล้ว มีทั้งแบบหิ้วมาขายเองและรับจ้างหิ้วไปส่งให้ร้านขายของแบรนด์เนม แต่ในช่วงหลังที่ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาท จึงทำให้ธุรกิจหิ้วของแบรนด์เนม และพรีออเดอร์ขยายตัวมากขึ้น เพราะช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้ามีโอกาสพบเห็นและสั่งซื้อ-สั่งจองสินค้าได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ไลน์ ส่งผลทำให้ผู้ค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะจ้างสจ๊วตหรือแอร์โฮสเตสหิ้วสินค้าเข้ามา ก็เริ่มขยายวงไปจ้างกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะ “ไกด์” ซึ่งพาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ หรือจัดกรุ๊ปทัวร์ไปเที่ยว แต่คนในกรุ๊ปส่วนใหญ่ล้วนไปรับจ้างหิ้วของเข้ามา กลายเป็นอาชีพใหม่ที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน โกยเงินเป็นกอบเป็นกำ

รายงานข่าวยังบอกว่า เส้นทางการหิ้วของแบรนด์เนมและพรีออเดอร์นั้น คนที่หิ้วจะรู้แหล่งสินค้าแต่ละอย่างว่าต้องไปเอาที่ไหน โดยหลักๆ ส่วนมากมักจะเป็น ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่เป็นแหล่งเอาท์เล็ตของสินค้าแบรนด์เนม ตามด้วย เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าแบรนด์เนม เช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังนิยมมีขายมากมายในญี่ปุ่นกับเกาหลี บางคนถึงขั้นมีเจ้าประจำ และดิวตี้พรีในสนามบินของแต่ละประเทศก็เป็นอีกแหล่งที่ไปหาของกัน แน่นอนว่าของเหล่านี้เป็นของที่เมื่อนำเข้ามาในประเทศต้องเสียภาษีอากร หรือบางอย่างอาจจะเป็นของต้องห้าม แต่ก็ยังมี “เทคนิค” ไม่ต้องเสียภาษี หรือถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับได้ ถ้าหากเอามาน้อยก็ยัดลงกระเป๋า สะพายเข้ามา ซึ่งพวกไกด์ แอร์โฮสเตสหรือสจ๊วตมักจะใช้วิธีนี้ บางครั้งลูกเรือที่รู้จักศุลกากรก็ปล่อยผ่าน

รายงานข่าวยังระบุว่า เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ศุลกากรจึงเข้มงวดมากขึ้น ทำการสุ่มตรวจถี่ขึ้น การหิ้วจึงทำได้ยากขึ้น ลูกเรือบางคนที่รับหิ้วของมาก็เก็บในเครื่อง แล้วให้แม่บ้านมาขนทีหลังตอนทำความสะอาดเครื่อง ส่วนไกด์ที่รับหิ้วบางครั้งก็ฝากลูกทัวร์ถือเข้ามา ซึ่งบางคนหิ้วกระเป๋ามา 10 กว่าใบโดยอ้าง “บารมีท่านทูต” ส่วนคนที่หิ้วเข้ามาลอตใหญ่จำเป็นต้องรู้จักเจ้าหน้าที่ รู้ช่องทางว่าจะจ่ายใต้โต๊ะตรงไหน ส่วนใหญ่จะโหลดมาในคาร์โก้ แล้วให้คนมีสีไปรับถึงหน้าเกตงวงช้าง แล้วพาออก ไม่ต้องผ่านด่าน ไม่ต้องสแกนกระเป๋า ส่วนอัตราการจ่ายใต้โต๊ะก็แล้วแต่มูลค่าของ

มาตรการการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะพิธีการศุลกากรที่ปฏิบัติกับบรรดาลูกเรืออาจเป็น “ช่องโหว่” ให้ลูกเรือสายการบินต่างๆ อาศัยตรงนี้เสี่ยงดวงหิ้วของตามออเดอร์ ซึ่งสอดรับกับข้อมูลจากนายตำรวจระดับ รองผู้กำกับการ ยศ พ.ต.ท. ที่เคยปฏิบัติหน้าที่สืบสวนในหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยว และคลุกคลีกับคนในแวดวงสายการบิน บอกว่า ลูกเรือและทูตต่างประเทศเมื่อลงจากเครื่องจะผ่านช่อง เอกสิทธิ์ทูตต่างประเทศและลูกเรือ (Foreign Diplomats and Crew) ซึ่งศุลกากรจะทำการสุ่มตรวจสัมภาระ หรือไม่ตรวจเลย เว้นแต่ได้รับแจ้งเบาะแส หรือมีข้อมูลการลักลอบกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นลูกเรือคนไทยก็มีความไว้ใจปล่อยผ่าน เพราะความสนิทคุ้นหน้า รู้จักกัน หรือบางครั้งอาจจะทำเป็นปิดตาข้างเดียว เพราะเรื่องลูกเรือหรือผู้โดยสารรับหิ้วของไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มีมานานแล้ว อยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะจริงจังและเข้มงวดแค่ไหน

เกี่ยวกับประเด็นนี้สจ๊วตสายการบินดังคนหนึ่ง บอกว่า ส่วนใหญ่ศุลกากรจะตรวจลูกเรือ แต่บางครั้งก็แล้วแต่อารมณ์ แต่ถ้าจะทำจริงๆ มันก็มีวิธี ซึ่งสจ๊วตหรือแอร์ทำเพียงลำพังไม่ได้ ถ้ามีการหิ้วเข้ามาเยอะๆ ยิ่งไม่ใช่ของหนีภาษี แต่เป็นของผิดกฎหมาย ของต้องห้ามบ้านเรา เพราะฉะนั้นจะต้องทำเป็นขบวนการ มีผู้สมรู้ร่วมคิดคอยอำนวยความสะดวกให้เอาเข้ามาแล้วสามารถผ่านไปได้ รายได้จาก “ธุรกิจสีเทา” แบบนี้ บินแค่ไฟลท์เดียวอาจได้รับมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือน หากสินค้านั้นเป็นของดีมีราคา ขนมาเยอะๆ และเป็นที่นิยม เป็นที่ต้องการ ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าทำกัน ถามว่าทำเช่นนี้ผิดกฎระเบียบของบริษัทไหม บอกเลยว่าผิดเต็มๆ ถ้าจับได้โทษคือไล่ออกสถานเดียว

รายงานข่าวยังบอกด้วยว่า สายการบินชั้นนำที่ราคาตั๋วแพงส่วนใหญ่จะได้รับความไว้วางใจ ไม่ค่อยถูกจับตาเพ่งเล็งในการตรวจสัมภาระเข้มเท่าไรนัก แต่สายการบินราคาถูกมักจะถูกจับจ้องเป็นพิเศษ เนื่องจากมีไกด์รับจ้างหิ้ว จัดกรุ๊ปทัวร์รับจ้างหิ้วไปเอาของตามออเดอร์มา เนื่องจากเมื่อเทียบเงินจากขายสินค้าแล้วมีความคุ้มค่ากับการจ่ายค่าจ้างกับค่าตั๋วราคาถูกให้นักหิ้วแบบเนื้อๆ

ขณะเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสัมภาระดังกล่าว ได้มีประกาศกรมศุลกากร ที่ 60/2561 เรื่องการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ซึ่งเนื้อหาบางส่วนในประกาศดังกล่าว ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 51, 53, 157, 161 และ 172 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยข้อ 1 ให้บริษัทสายการบินหรือตัวแทนแจ้งผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทราบก่อนที่อากาศยานจะเดินทางเข้ามาถึง กรณีของต้องเสียอากร หรือของต้องกำกัด (ของที่มีกฎหมายกำหนด หากจะมีการนำเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร หรือนำผ่านราชอาณาจักรจะต้องได้รับอนุญาต หรือปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย) เข้ามาพร้อมกับตน หรือไม่แน่ใจว่าของที่มาพร้อมกับตนเป็นของต้องเสียอากร หรือของต้องกำกัด จะต้องนำของที่ติดตัวดังกล่าวผ่านการตรวจที่ช่อง “แดง” (Goods to Declare) ภาษาไทยว่า “มีของต้องสำแดง” สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีของต้องเสียอากร ของต้องห้าม (ของที่กฎหมายกำหนดห้ามมิให้นำเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร หรือนำผ่านราชอาณาจักร) หรือของต้องกำกัดมาพร้อมกับตน ให้ผ่านการตรวจที่ช่อง “เขียว” (Nothing to Declare) ภาษาไทยมีว่า “ไม่มีของต้องสำแดง”​

การตรวจที่ช่องเขียวนั้น พนักงานศุลกากรจะตรวจสอบหีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารที่เข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้พนักงานศุลกากรอาจใช้หลักบริหารความเสี่ยงในการสุ่มตรวจหีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารที่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือสุ่มตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ เมื่อผู้โดยสารนำสัมภาระผ่านเครื่องเอกซเรย์แล้ว กรณีมีเหตุอันควรสงสัย พนักงานศุลกากรจะเปิดหีบห่อสัมภาระเพื่อตรวจสอบโดยละเอียด หรือตรวจค้นตัวผู้โดยสาร หากตรวจพบของต้องเสียอากร ของต้องห้าม หรือของต้องกำกัดในการนำเข้า ถือเป็นความผิดทางศุลกากร พนักงานศุลกากรจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย่างไรก็ตามในประกาศยังพบ ข้อ 2.3 ระบุว่า กรณีที่สนามบินมีช่องทางออกสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในห้องผู้โดยสาร ให้ผ่านการตรวจผ่านช่อง “ผู้ติดบัตรอนุญาต” (Authorized Personnel) สำหรับทูตต่างประเทศและลูกเรือ ให้ผ่านการตรวจที่ช่อง “เอกสิทธิทูตต่างประเทศและลูกเรือ (Foreign Diplomats and Crew)” โดยใช้การสุ่มตรวจมาตรฐานเดียวกับช่องเขียว นอกจากนี้ยังมีข้อ 2.4 ที่บอกว่า กรณีที่ผู้โดยสารและลูกเรือที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ทราบว่าของที่ติดตัวมาพร้อมกับตนเป็นของต้องเสียอากร ของต้องห้าม หรือของต้องกำกัดหรือไม่ ให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดงเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (รอง ผบก.ตม.2) ในฐานะโฆษก บก.ตม.2 บอกว่า จากการรายงานของสื่อต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับมีผู้ลักลอบหิ้วสินค้าแบรนด์เนม-พรีออเดอร์หลบเลี่ยงภาษี หรือของต้องห้าม หรือของต้องกำกัด ที่มีเพิ่มมากขึ้นนั้น ในส่วนของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็มีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับการเข้า-ออกประเทศของบุคคลต่างๆ ตามที่ศุลกากรประสานมา เพราะ ตม.มีหน้าที่ตรวจคนที่อาจจะมีความเสี่ยงก่ออาชญากรรม กระทบความมั่นคง ใบหน้าบุคคลตรงกันถูกต้อง หรือเป็นบุคคลที่มีหมายจับหรือไม่ ส่วนการตรวจสัมภาระหาสิ่งผิดกฎหมาย ของหลบเสี่ยงภาษี ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารหรือลูกเรือเป็นอำนาจหน้าที่ของศุลกากร แม้จะทำงานร่วมกันอยู่จุดเดียวกันแต่แบ่งหน้าที่ปฏิบัติกันชัดเจน และคอยสนับสนุนข้อมูลบุคคลเมื่อได้รับการร้องขอ

ท้ายที่สุดอาชีพรับหิ้วพรีออเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือผู้โดยสารทั่วไป คงไม่ขยายวงกว้างและเติบโตสร้างความเสียหายให้ภาครัฐไปมากกว่านี้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคร่งครัดจริงจัง ไม่ปิดตาข้างเดียว..!!

ถึงเวลาติวเข้ม”ข้าราชการไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382022?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลาติวเข้ม”ข้าราชการไทย”

2 สิงหาคม 2562 – 10:14 น.
ข้าราชการ
เปิดอ่าน 12,122 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2562

ปิดจ็อบไปเรียบร้อยสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ล่าสุดได้ข่าวว่าปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเล่นใหญ่ด้วยการปิด “อิมแพ็ค เมืองทองธานี” เพื่อใช้เป็นสถานที่มอบนโยบายให้แก่หัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในวันที่ 8 สิงหาคม โดยการมอบนโยบายครั้งนี้นายกฯ และรองนายกฯ ที่เกี่ยวข้อง จะติวเข้มด้วยการสรุปรายละเอียดของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25-27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า ข้าราชการกระทรวงใดจะต้องทำอะไรกันบ้าง โดยรูปแบบการประชุม จะเปิดโอกาสให้แต่ละกระทรวงซักถามข้อสงสัยในภารกิจต่างๆ ที่ต้องนำไปปฏิบัติ

น่าสนใจยิ่งนักกับการมอบนโยบายครั้งนี้ เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ “นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี” จะได้ปิดห้องมอบหมายงานให้ข้าราชการทุกกระทรวงนำไปปฏิบัติตามข้อสั่งการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวว่า ใครต้องทำอะไร ที่ไหน อย่างไร  โดยแต่ละนโยบายถือเป็นสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดอายุของรัฐบาลก็ว่าได้ เพราะในสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำที่ล่อแหลมเหมือนต้นอ้อลู่ลมโอนเอนไปมา สิ่งเดียวที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้นานที่สุดคือ “ทำงาน ทำงาน และก็ทำงาน” เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนให้มีความอยู่ดีกินดี ร่มเย็น พูนสุข

ทั้งนี้ ภายหลังรัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ “ข้าราชการ” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการนำพารัฐบาลประยุทธ์ 2 ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะถือเป็นผู้รับนโยบายโดยตรงเพื่อนำไปปฏิบัติ ดังนั้นในวันที่ 8 สิงหาคม รัฐบาลจะต้องจัดบทเรียนชุดใหญ่เพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการรับรู้และเข้าใจถึงแก่นแท้ของนโยบายสำคัญด้านต่างๆ แบบไม่มีคลาดเคลื่อน โดยทุกนโยบายต้องนำไปใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ว่าราชการทั่วประเทศจดจำไปปฏิบัติต้องไม่ใช่เพียงแค่ข้อความบน “เปเปอร์” ที่ร่างไว้สวยหรู แต่สุดท้ายเมื่อนำไปใช้จริงกลับกลายเป็นนโยบาย “หัวมังกุท้ายมังกร” ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้แม้สักกระผีก

 คงไม่เว่อร์ไปนะที่จะบอกว่า การมอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการที่เมืองทองธานี ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญสุดๆ ในการจะทำให้รัฐบาลชุดนี้แทรกเข้าไปในใจประชาชน เพราะหากทุกนโยบายที่บรรดาข้าราชการนำไปปฏิบัติสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้คนไทยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยชนิดครอบคลุมทุกชนชั้นจนทุกฝ่ายต้องร้อง “ว้าว” ดีดนิ้วดังเป๊าะ …รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ต้องไปกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะ “ประชาชน” จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่สุด

ท้ายที่สุดการปฏิบัติงานของบรรดาข้าราชการจะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้ได้หรือไม่คงต้องมาดูกัน เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ระบบข้าราชการไทยยังค่อนข้างอืดอาด โดยเฉพาะการสั่งงาน รับงานยังเป็นรูปแบบส่งผ่านกันไปเป็นทอดๆ จากหัวไปสู่ท้าย จนทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ค่อนข้างเชื่องช้า และที่สำคัญข้าราชการไทยไม่เคยหลุดจากระบบ “อุปถัมภ์” ที่เต็มไปด้วยเส้นสายโยงใยยั้วเยี้ย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ…ถึงเวลาแล้วข้าราชการไทยต้องก้าวข้ามความเลวร้ายเหล่านี้ไปให้ได้…อย่าให้ประชาชนต้องสิ้นหวังกับปัญหาเดิมๆ อีกต่อไป…

‘พิพัฒน์’เดินหน้าเต็มสูบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382019?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘พิพัฒน์’เดินหน้าเต็มสูบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย

2 สิงหาคม 2562 – 09:58 น.
พิพัฒน์ รัชกิจประการ,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 1,706 ครั้ง

‘พิพัฒน์’เดินหน้าเต็มสูบเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จากพรรคภูมิใจไทย มีการบ้านข้อใหญ่ที่ต้องดำเนินการให้ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในฐานะเจ้ากระทรวง

เจ้าของรหัส “ทัศนะ1” ต้องมาผลักดันหนึ่งในสี่เครื่องยนต์สร้างรายได้เข้าประเทศให้เดินได้เต็มสูบอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องของผู้ประกอบการว่ารายได้ลดและนักท่องเที่ยวหดตัว เพราะจีดีพีของประเทศกว่าร้อยละ 20 มาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หากดูจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนไทย ปีนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตั้งเป้ารายได้ข้างต้นไว้ 2.2 ล้านล้านบาท และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติไว้ 3.38 ล้านล้านบาท ในปี 2562 และปีหน้าจะขยับไปที่ 3.72 ล้านล้านบาท

เครื่องยนต์ตัวนี้จะดันหรือดับอยู่ที่ทัศนะและมุมมองในการทำงานของเจ้ากระทรวงและความร่วมมือของทุกฝ่าย…รวมทั้งแผนพัฒนากีฬาและการก้าวสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ รวมทั้งทีมชาติที่ต้องดูแลทั้งระบบ

“พิพัฒน์” กล่าวถึงแนวทางการทำงานในการหน้าที่บริหารกระทรวงนี้กับเครือเนชั่นไว้ดังนี้…

  0 หลายฝ่ายบอกว่าตอนนึ้นักท่องเที่ยวลดลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
ยอดนักท่องเที่ยวตอนนี้ไม่ตกลงมาก อย่าลืมว่าตอนนี้คือช่วงโลว์ซีซั่นนะ ส่วนที่บางฝ่ายบอกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ขอเรียนว่า นักท่องเที่ยวจีนที่แต่เดิมนั้นมาเที่ยวไทยด้วยกรุ๊ปทัวร์ แต่ตอนนี้มากันแบบครอบครัว ตัวเลขที่บอกว่าตกลงร้อยละ 30 แต่เมื่อหักกับการมาท่องเที่ยวเอง สรุปแล้วตกลงไปราวร้อยละ 10 และน่าจะดีขึ้นช่วงปลายปี หรือที่ จ.ภูเก็ต นั้นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวปีที่แล้วร้อยละ 90 ตอนนี้อยู่ที่ร้อยละ 70 เพราะอะไร ตอนนี้ในพื้นที่มีการก่อสร้างที่พักเพิ่มร้อยละ 18 แต่นักท่องเที่ยวเท่าเดิมนะ แสดงว่ากระจายไปพักในที่พักที่เกิดขึ้นใหม่

อีกประการหนึ่ง รัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง นักท่องเที่ยวจากอียูจะกลับมาไทยอีกครั้งหลังจากไทยโดนแบนวีซ่าท่องเที่ยวจากอียูใน 5 ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กำลังซื้อสูงและมักพักในไทยหลายสัปดาห์เพราะหนีความหนาวในบ้านเกิด ตรงนี้ก็จะกลับมาและสร้างรายได้ให้ดีขึ้น แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนที่ลดลงนั้น ตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้าไทย เช่น คนอินเดียที่มาจัดงานแต่งงานในไทยโดยมีญาติพี่น้องมาฉลองและอยู่เที่ยวต่อหลายวัน ตรงนี้เป็นตลาดที่ขยายตัว

ดังนั้น 5 ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง แต่เมื่อเรามีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าต่างชาติที่เคยคว่ำบาตรไทยจะยกเลิกการไม่ออกวีซ่านักท่องเที่ยวให้คนในชาตินั้นๆ นักท่องเที่ยวก็จะกลับมา ตอนนี้ ททท.มีแผนโรดโชว์ต่างประเทศ เพราะการบ้านที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกกับผมคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวกลับมาไทยให้มากที่สุด

  0 การบ้านที่รับมา มีแนวทางตอบโจทย์แบบใด
ตอนนี้กำลังวางมาตรการเกี่ยวกับ visa on arrival และบางชาติไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าไทย เพื่อเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวทั้งช่วงโลว์และไฮซีซั่น และจะพิจารณาเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองของ ตม.กับนักท่องเที่ยวบางชาติเพื่อลดขั้นตอนการขอวีซ่า

ผมมีแนวคิดที่จะหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนของเมืองท่องเที่ยวหลัก จะหารือภาคส่วนต่างๆ ในการขยายเวลาปิดบริการจาก 24.00 น. เป็น 04.00 น. เพราะนักท่องเที่ยวบางชาติโดยเฉพาะตะวันตกนั้นจะใช้เวลาอาหารค่ำดึกนิด แล้วไปท่องเที่ยวช่วงกลางคืนต่อ หากสถานบริการปิดในเวลาเดิม มันเหมือนขาดช่วงขาดจังหวะในความรู้สึกของนักท่องเท่ี่ยว เมื่อได้ข้อสรุปจะแจ้งนายกรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ

   0 แหล่งท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป
ท่องเที่ยวเมืองหลักและท่องเที่ยวเมืองรอง ผมจะปรับปรุงให้เป็น “ท่องเที่ยวเมืองชุมชน” เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ให้เพิ่มขีดความสามารถในการเป็นจุดขายใหม่ๆ ของการท่องเที่ยว เช่น ท่องเที่ยววัฒนธรรม ท่องเที่ยวธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น จ.สตูล มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ไปถึงสมัยอยุธยา มีต้นประดู่อายุ 300 กว่าปี และมีธรรมชาติที่ยังค่อนข้างบริสุทธิ์เยอะ หรือ จ.ปัตตานี ที่มีหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ และเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่มีประเพณีลุยไฟหลังวันตรุษจีนก็เป็นจุดขายของชาวสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมทั้งโบราณสถานและบ้านเรือนศิลปะมลายูก็เป็นจุดขายได้อีก ดังนั้นการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวต้องเชื่อมโยงกันในจังหวัดติดหรือใกล้กันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆหลังจากท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายเสร็จสิ้นลง

          0 พรรคใช้ “บุรีรัมย์โมเดล” หาเสียงในการสร้างเมืองรองให้เป็นเมืองหลักด้านกีฬาและท่องเที่ยวจะเดินงานอย่างไรต่อในการพัฒนาจังหวัดอื่นๆ
บุรีรัมย์โมเดลที่พรรคหาเสียงไว้ ผมจะผลักดันเพราะนโยบายนี้คือใช้ช่วยคนไทยทั้งประเทศแต่จะเริ่มในจังหวัดที่พร้อมก่อน

บุรีรัมย์คือเมืองกีฬาและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ที่ได้รับผลดีจากการเป็นเมืองกีฬา เพราะคนไทยและคนต่างชาติไปชมกีฬาในจังหวัดนี้ ชาวบ้านก็ได้อานิสงส์จากคนที่มาชมกีฬา เพราะเมื่อชมกีฬาเสร็จก็ไปพัก ไปเที่ยว ไปหาของกิน ไปซื้อของฝาก แต่ปัญหาก็ยังมีเพราะระบบคมนาคมและสถานที่พักรวมทั้งขนาดโรงแรมไม่เพียงพอในช่วงที่มีมหกรรม ใครจะลงทุนสร้างโรงแรมใหม่เพิ่มกว่าจะคืนทุนก็นาน

สิ่งที่พรรคหาเสียงไว้คือสนับสนุนปลดล็อกกฎหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว อาทิ การขับแกร็บถูกกฎหมาย, การปลดล็อกโฮมสเตย์ ดังนั้นโฮมสเตย์ของชาวบ้านที่มาขึ้นทะเบียนกับระบบของเราที่จะวางไว้ รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลที่จะมาให้บริการสาธารณะเพื่อหารายได้ที่ต้องขึ้นทะเบียน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมตัองทำให้เกิดผลในสามเดือนในจังหวัดที่จะเลือกนำร่องตามบุรีรัมย์โมเดลก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคและจังหวัดอื่นที่มีความพร้อมต่อไป

0 กีฬาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้จากเมืองกีฬาและท่องเที่ยวจะทำให้เป็นรูปธรรมเช่นใด
การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศและสร้างนักกีฬาอาชีพหลายแขนงให้ยั่งยืน โรงเรียนกีฬาต่างๆ ทั่วประเทศ ควรมุ่งเน้นความเป็นเลิศในด้านนั้นๆ ไปเลย เช่น จ.สุพรรณบุรี เน้นฟุตบอล, จ.ชลบุรี เน้นว่ายน้ำ เป็นต้น นักเรียนที่เข้าโรงเรียนกีฬาจะได้ตั้งเป้าหมายได้ถูกไม่ใช่ไปเรียนแบบจับฉ่าย ส่วนวิทยาลัยพลศึกษาก็จะผลิตบุคลากรคุณภาพมาสอนนักเรียนกีฬา หากนักเรียนกีฬาคนใดมีแววก็ส่งไปเรียนต่อกีฬาด้านนั้นๆ ในต่างประเทศเพื่อความเป็นเลิศในกีฬานั้นๆ

ส่วนระบบนักกีฬาอาชีพจะวางมาตรการให้มั่นคง นักกีฬาไทยมีชื่อเสียงระดับโลกหลายรายการ เช่น วอลเลย์บอล กอลฟ์ แบดมินตัน ฟุตบอลลีกก็มีนักฟุตบอลไปเล่นลีกต่างชาติแล้ว แสดงว่ามีการยอมรับนักกีฬาไทยมากขึ้นว่ามีความสามารถ แต่เราต้องสร้างระบบให้ยั่งยืนทั้งระบบแข่งขันระบบดูแเลนักกีฬาเพื่อมีความมั่นใจและมีรายได้มั่นคง สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และวางแนวทางสนับสนุนสมาคมกีฬาต่างๆ ให้มั่นคง ดูแลนักกีฬาของสมาคมตัวเองได้ตลอดเวลา ส่งเสริมวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาต่อยอดเพราะวันนี้เทคโนโลยีไปไกลมากที่จะมารองรับตรงนี้ได้

แม้แต่ “อี-สปอร์ต” ก็เช่นกัน ค่าตัวและเงินเดือนนักกีฬาประเภทนี้ไม่แพ้นักกีฬาอาชีพอื่นๆ เลยนะ เราต้องสร้างความเข้าใจและยอมรับในสังคม เพราะคนไทยที่มีความสามารถตรงนี้ก็มีนะ เราควรเร่งผลักดัน หรือมวยไทยที่วันนี้หนึ่งร้อยกว่าชาติมาแข่งขันมวยไทยสากลสมัครเล่น แสดงว่าคนต่างชาติชอบและมาเรียนมวยไทยเยอะ หลายคนกลับไปเปิดหลักสูตรมวยไทยในบ้านเกิดตัวเอง ตรงนี้หากเรามีสถาบันและหลักสูตรสอนมวยไทยให้คนต่างชาติมาเรียนในบ้านเรา เมื่อจบหลักสูตรเราออกใบอนุญาตฝึกสอน มันก็ทำให้เรามีรายได้และมีชื่อเสียง มวยไทยตอนนี้ต่างชาติยอมรับและเชื่อว่าเร็วๆ นี้การแข่งขันกีฬาระดับทวีปจะบรรจุเป็นกีฬาสาธิตก่อนที่จะบรรจุเป็นกีฬาสากล ตรงนี้ผมก็จะดำเนินการให้เป็นผลโดยเร็ว

ส่วนการฝึกและดูแลนักกีฬาทีมชาติ ผมวางเป้าหมายว่าในอาเซียนกีฬาสากลที่ยอมรับนั้นเราต้องรักษาแชมป์ให้ได้และทวงกลับมา เริ่มจากซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์ รวมทั้งโอลิมปิกเกมส์ ซีเกมส์ปีนี้ที่ฟิลิปปินส์เราต้องเป็นเจ้าเหรียญทองและต้องมีเหรียญในโอลิมปิกเกมส์ที่ญี่ปุ่นในกีฬาที่เรามีลุ้นและควรขยายประเภทกีฬาออกไป

ต้องมีมาตรการดูแลนักกีฬาทีมชาติที่เลิกรับใช้ชาติให้มีอาชีพและความมั่นคง ตรงนี้จะประสานส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อจ้างงานให้พวกเขามีอาชีพ เพราะพวกเขารับใช้ชาติและสร้างชื่อเสียงให้บ้านเมืองมาแล้ว ทุกคนในประเทศต้องให้เกียรติและดูแลพวกเขา ระบบเหล่านี้ผมต้องหาแนวทางที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับหน้าที่นี้ให้บรรลุผล

ที่ดินคงถูกรุกล้ำต่อเนื่องฟ้องละเมิดศาลปกครองในอายุความใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ที่ดินคงถูกรุกล้ำต่อเนื่องฟ้องละเมิดศาลปกครองในอายุความใด

2 สิงหาคม 2562 – 08:47 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ที่ดิน,รุกล้ำ,ศาลปกครอง
เปิดอ่าน 1,358 ครั้ง

คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

นับจากนี้ต่อไป “นายปกครอง” ในนามของสำนักงานศาลปกครอง จะนำสาระน่ารู้จากข้อพิพาทในคดีปกครองมาให้ผู้อ่านได้ศึกษาทุกสัปดาห์นะครับ…

แต่เดิมนายปกครองได้เผยแพร่สาระความรู้นี้ในเว็บไซต์ของ “คม ชัด ลึก” ครับ จึงหวังว่าท่านผู้อ่านที่เคยติดตามมาบ้างแล้ว จะติดตามนายปกครองต่อไปในพื้นที่นี้นะครับ

อุทาหรณ์จากคดีปกครองเรื่องแรกในฉบับนี้ครับ… เป็นกรณีที่กรมทางหลวงชนบทดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ แต่รุกล้ำที่ดินของเจ้าของที่ดินซึ่งไม่ได้อุทิศให้แก่ทางราชการ

ปัญหาว่า เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำจะฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ทางราชการชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ ? และจะต้องฟ้องภายในอายุความใด ?

คดีนี้มีมูลเหตุเกิดจากกรมทางหลวงชนบทดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ

ระหว่างการก่อสร้างได้ขอให้ อบต.ประสานงานกับนายสมควร (ผู้ฟ้องคดี) เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่ออุทิศที่ดินแก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างถนนต่อเชื่อมกับสะพาน นายสมควร ไม่ได้คัดค้านครับ… แต่ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงที่ได้รับผลกระทบ ผลปรากฏว่าที่ดินถูกรุกล้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบางส่วน

โดยถูกถมทำเป็นถนนเชื่อมต่อคอสะพานข้ามแม่น้ำ นายสมควรทราบผลการรังวัดในปี พ.ศ.2551 (ส่วนวันที่ใดไม่แน่ชัด) และได้นำคดีมาฟ้องศาลปกครองเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554 เพื่อขอให้กรมทางหลวงชนบท (ผู้ถูกฟ้องคดี) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ต้องยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน…

ซึ่งหากยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลปกครองมีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาและจะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ…ครับ

คดีนี้ เมื่อผู้ฟ้องคดีรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีอย่างช้าที่สุดในวันที่ทราบผลการรังวัดในปี พ.ศ.2551 แต่ยื่นฟ้องในวันที่ 21 มิถุนายน 2554 จึงเกินกว่ากำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

แต่ทว่า…ศาลปกครองสูงสุด ท่านเห็นว่า ที่ดินยังคงถูกรุกล้ำอยู่ตลอดเวลา จึงถือเป็นการกระทำละเมิดต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้อง จึงยังไม่ขาดอายุความครับ…ศาลปกครองจึงรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป

ประเด็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ระหว่างการก่อสร้าง อบต. ได้มีหนังสือขอให้ผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินที่ถูกกระทบจากการก่อสร้าง ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนบริเวณพิพาทไปก่อนโดยจะขอให้มีการอุทิศในภายหลัง ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินให้เป็นถนนต่อเชื่อมสะพานข้ามแม่น้ำ หรือได้อุทิศด้วยวาจาโดยมีพยานบุคคลรู้เห็นเหตุการณ์ แม้มีการก่อสร้างไปก่อนโดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในขณะนั้น ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินโดยปริยายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้วได้ การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอม

จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1268/2560)

จากคำพิพากษาในคดีนี้ครับ เป็นการวางหลักเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดี “ละเมิดจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ต่อศาลปกครองว่า หากฟ้องเพื่อให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันฟ้องคดี

แม้ว่าจะพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ก็ถือว่ายังไม่ขาดอายุความครับ (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

การจราจรพัทยาต้องจัดระเบียบโดยด่วน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การจราจรพัทยาต้องจัดระเบียบโดยด่วน

2 สิงหาคม 2562 – 00:00 น.
สนธยา คุณปลื้ม,การจราจร,พัทยา,จัดระเบียบ
เปิดอ่าน 5,310 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้วันศุกร์ต้นเดือนและต่อไปนี้จะถึงวันหยุดปกติเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งหลายเวลาที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้ไปพัทยาทั้งพักผ่อน ท่องเที่ยวและทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องการจราจรติดขัด

กรณีนี้ขอให้เป็นภาระหน้าที่ของนายกเมืองพัทยา ‘สนธยา คุณปลื้ม’ ได้ทำงานหรือเป็นที่จดจำของประชาชนโดยเร่งด่วน ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นที่จดจำกันสืบไป

เมืองพัทยานั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬารผู้คนมากมายและมีหลากหลายอาชีพ-เชื้อชาติ ร้อยพ่อพันแม่ ต่างก็อาศัยความสามารถพิเศษเอาตัวรอดไปแบบไม่ต้องพึ่งพาใคร

จากการเดินทางไปพัทยาบ่อยๆ จะพบเห็นว่าผู้ขับขี่ยวดยานต่างๆ ไม่ค่อยเคารพกฎจราจรมากนัก นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว นึกจะจอดก็จอดไปตามอำเภอใจโดยไม่ใช้สัญญาณ

เหล่านี้เป็นต้นเหตุของการจราจรติดขัดและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ หากไม่ระมัดระวัง สมควรรณรงค์จัดระเบียบโดยด่วน ก่อนทุกอย่างจะสายไปกว่านี้

มีความเชื่อมั่นว่าต่อไป ‘เมืองพัทยา’ จะโตมากกว่านี้ และต้องวางแผนรับมือโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผังเมืองการจราจร-การรักษาความสะอาดและปัญหาต่างๆ ที่จะมาพร้อมๆ กัน เช่น อาชญากรรม, สภาพแวดล้อม ฯลฯ

‘พัทยาโมเดล’ ทำโดยเร่งด่วน อย่าปล่อยให้เติบโตไปอย่างไร้ทิศทาง !
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอเชิญไปทดลองรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน
จดหมายจากคุณ ‘กมลศักดิ์’ มหาไชย ต่อไปนี้น่าสนใจมากๆ ครับ เพราะต่อไปจะเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีผู้โดยสารมากสายหนึ่ง เนื่องจากแต่ละสถานีของสายสีน้ำเงินนี้น่าไปสัมผัสเช็กอินมาก

ปกติผมเองชอบไปหาของอร่อยประเภทสตรีทฟู้ดแถวเยาวราชกินอยู่แล้ว ก็อยากไปพบความสุขง่ายๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ลองมาแล้วชอบใจ
 รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

ผมเป็นคนชอบลองของใหม่ครับ วันก่อนได้ลองใช้บริการและบอกตามตะรางว่าชอบมาก จึงอยากเชิญชวนให้ไปลองกันดูครับ และผมได้รวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งมาแจ้งให้ทราบดังนี้ครับ เพื่อจะได้ไม่หลงทางคือ

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ ระยะทาง 5.4 กม.มีสถานีใต้ดิน 4 สถานี และลอยฟ้า 1 สถานี เริ่มต้นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพงเป็นเส้นทางใต้ดินลอดใต้ถนนพระราม 4 ถนนเจริญกรุง ถนนบูรพา ถนนสนามไชย ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองตลาด ลอดใต้คลองบางกอกใหญ่ ถนนอิสรภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นเส้นทางยกระดับเข้าสู่สถานีท่าพระ

สถานีแรก ได้แก่ สถานีวัดมังกร ตัวสถานีตั้งอยู่บริเวณบนถนนเจริญกรุงใกล้วัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่ มีทางขึ้นลง 3 จุด จุดที่ 1 อยู่ใกล้แยกแปลงนาม จุดที่ 2 ใกล้ปากซอยทางเข้าศาลเจ้าเล่งบ๊วย จุดที่ 3 อยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้กับวัดมังกร

ต่อไปเป็นสถานีสามยอด เดิมชื่อสถานีวังบูรพา ตั้งอยู่บริเวณถนนเจริญกรุง ที่แยกสามยอดเป็นสถานีร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ มีทางขึ้นลง 3 จุด อยู่ฝั่งเดียวกันทั้งหมด จุดที่ 1 อยู่แยกสามยอด ใกล้ตลาดสะพานเหล็ก จุดที่ 2 อยู่ระหว่างกลาง เป็นลิฟต์สำหรับผู้พิการ จุดที่ 3 อยู่แยกอุณากรรณ ใกล้ห้างดิโอลด์สยามตลาดบ้านหม้อ

สถานีสนามไชยตั้งอยู่บริเวณหน้า ร.ร.วัดราชบพิธและมิวเซียมสยาม ถนนมหาไชย มีทางขึ้นลง 5 จุด จุดที่ 1 ติดกับมิวเซียมสยาม สน.พระราชวัง จุดที่ 2 หน้าโรงเรียนวัดราชบพิธ จุดที่ 3 เป็นลิฟต์ทางขึ้นลงสำหรับผู้พิการ โดยเฉพาะจุดที่ 4 ถนนราชินี ไปสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ส่วนจุดที่ 5 อยู่ใกล้โรงเรียนราชินี และท่าเรือราชินี

สถานีต่อไปจะลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามไปฝั่งธนบุรี คือสถานีอิสรภาพ (BL32) ตั้งอยู่บนถนนอิสรภาพ บริเวณซอยอิสรภาพ 23 มีทางขึ้นลง 2 จุด จุดแรก บริเวณซอยอิสรภาพ 34 ติดกับทางเข้าวัดสิทธาราม จุดที่ 2 จะอยู่บริเวณซอยอิสรภาพ 23

จากสถานีอิสรภาพคือ สถานีท่าพระ เป็นสถานียกระดับ ตัวสถานีตั้งอยู่คร่อมกลางแยกท่าพระ มีทั้งขึ้นลงรอบทางแยก สถานีท่าพระจะเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-หลักสอง โดยชานชาลาชั้นที่ 3 จะเป็นเส้นทางจากบางซื่อ-หลักสอง

ว่างๆ ลองไปใช้บริการดูนะครับ หาเวลาไว้มากๆ เพราะแต่ละสถานีสวยงามเหลือเกิน
กมลศักดิ์ (มหาไชย)


ไม่เอา ’66/23’ยึดโมเดล’ไอซ์แลนด์เหนือ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381848?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่เอา ’66/23’ยึดโมเดล’ไอซ์แลนด์เหนือ’

1 สิงหาคม 2562 – 13:30 น.
ถอดรหัส ลายพราง,พลอเปรม ตินสูลานนท์,ไอซ์แลนด์เหนือ,โมเดล
เปิดอ่าน 1,887 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

หากจะพูดถึง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/23 ของ พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ยกเป็นตัวอย่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางช่วยเหลือผู้ต้องหาหนีคดีไปต่างประเทศในห้วงรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยรัฐบาลต้องมีหลักประกันให้ทุกคดีเป็นคดีการเมือง เพื่อสร้างความปรองดอง

การประกาศคำสั่ง 66/23 ทั่วประเทศโดยไม่กำหนดกรอบเวลาของ ‘พล.อ.เปรม’ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) โดยใช้การเมืองนำการทหาร หวังยุติสงครามประชาชน พร้อมเปิดทางให้แนวร่วมที่จับอาวุธต่อสู้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษา ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองและหนีการกวาดล้างจากรัฐบาลในสมัยนั้น ภายหลังเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6.ตุลาคม 2519 ให้กลับออกจากป่ามาร่วมพัฒนาชาติไทยโดยไม่ต้องรับโทษใดๆ

ทั้งสองเหตุการณ์แม้จะเกิดคนละยุคแต่มีความเหมือนและแตกต่างกันอยู่ ตรงที่เป็นการเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ในสมัยรัฐบาลทหารเรืองอำนาจ แต่เปลี่ยนจากหนีเข้าป่าไปเคลื่อนไหวนอกประเทศ แต่แนวร่วม พคท.ไม่เคยถูกกล่าวหาหรือพบการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เหมือนกับ นักการเมือง และนักกิจกรรม ในห้วง คสช.

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลคสช. พบว่ามีนักการเมือง นักกิจกรรม นักวิชาการ หลบหนีออกไปเคลื่อนไหวนอกประเทศหลายคน มีทั้งจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กร หรือส่วนบุคคล ผ่านโซเชียลมีเดีย อย่าง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ  อดีต รมว.มหาดไทยและแกนนำพรรคเพื่อไทยในฐานะหัวหน้าองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ถูกแจ้งข้อหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หมิ่นประมาทผ่านสื่อ และขัดคำสั่งคสช. รวม 3 ข้อหา

หรือบุคคลที่ผิดตามมาตรา 112 เช่น นายนิธิวัต วรรณศิริ หรือ ‘ป๋าจอม’ นักกิจกรรมคนเสื้อแดง  นายศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ ‘อั้ม เนโกะ’ อดีตนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์  นางสุดา รังกุพันธ์ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในห้วงคสช.มีความพยายามสร้างความปรองดอง ตั้งแต่คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

(ศปป.กอ.รมน.) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

โดยแต่ละคณะกรรมการได้เสนอแนวทางหลากหลายในการช่วยเหลือผู้ต้องคดี ไม่เพียงแต่ในห้วงคสช.เท่านั้น รวมถึงเหตุการณ์วิกฤติการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ในรูปแบบ ‘นิรโทษกรรม’ โดยงดเว้นบุคคลต้องคดี 3 ประเภท คือ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ความผิดอาญา, การทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ทุกอย่างยังอยู่ในแผ่นกระดาษ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาไม่เป็นรูปธรรมได้

แต่ในรัฐบาลปัจจุบันของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะผลักดันเรื่องสร้างความปรองดองอีกครั้ง โดยไม่ใช้แนวทางคำสั่ง 66/23 ของพล.อ.เปรม หรือการนิรโทษกรรม แบบเดียวกับสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำเกิดวิฤติการเมืองนำไปสู่รัฐประหาร แต่จะใช้โมเดล ไอร์แลนด์เหนือ ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมาแล้ว

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนัก สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นที่น่าสนใจ ไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่ต้องคดีในห้วงวิกฤติการเมืองแต่ละยุคจะเปลี่ยนวิธีคิด หากรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ

แต่มองว่าหากคู่ขัดแย้งได้มีโอกาสปรับทัศนคติก็จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และที่เห็นได้ชัดพฤติกรรมของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แกนนำกลุ่ม นปช.และแกนนำกลุ่ม กปปส.

“หลังที่นายจตุพร ติดคุก ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองและหาทางออกให้แก่ประเทศ  ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ พระพุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. นำไปสู่การขออโหสิกรรม และให้อภัยซึ่งกันและกัน”

หลังลองผิดลองถูกมาหลายครั้งจึงเป็นไปได้สูงนโยบายสร้างความปรองดองของพล.อ.ประยุทธ์ น่าจบลงที่โมเดล ไอร์แลนด์เหนือ โดยจะเริ่มต้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2454 ไปจนถึงปัจจุบัน คือทุกฝ่ายจะต้องติดคุกทั้งหมดเพื่อให้ไปคุยทำความเข้าใจกัน เมื่อถึงห้วงเวลาหนึ่งจะได้รับการอภัยโทษ เช่นเดียวกับแกนนำกลุ่ม พธม. หรือ นายพันทิวา ภูมิประเทศ หรือ นายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือ ทอม ดันดี อดีตนักร้องเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง แกนนำนปช.ผู้ต้องหาคดี ม.112

สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

1 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง
เปิดอ่าน 1,908 ครั้ง

โดย…   โอภาส บุญล้อม

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาซักฟอก แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง ก็คือการพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นเรื่อง “ซีเรียส” อยู่เหมือนกัน สำหรับกรณีคุณสมบัตินายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณากรณี ส.ส.จำนวน 110 ราย ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(6) และมาตรา 98(15) กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่

โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรมนูญรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำร้องดังกล่าวส่งมาถูกต้องตามช่องทางคือ ส.ส. 110 ราย ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่โชคยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ากรณีตามที่ถูกร้องจะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับผู้ร้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

         อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติเป็นนายกฯ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในทางการเมืองเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ที่ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ แต่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต้องล้มครืน พ้นสภาพตามไปด้วย

ในการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.ฝ่ายค้านได้หยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลย จากการที่ได้มีประกาศและคำสั่ง คสช. ที่กำหนดให้นายสมบัติต้องไปรายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.00 น. แต่นายสมบัติ ไม่มารายงานตัวต่อ คสช. และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง นายสมบัติจึงถูกดำเนินคดี และยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งข้อหาหนึ่งที่ศาลชั้นต้นนำมาลงโทษจำเลยในคดีนี้ก็คือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และให้ลงโทษปรับนายสมบัติ จำเลย 500 บาท

ฝ่ายค้านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชี้ชัดแล้วว่า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี

และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ฉบับนี้ยังได้มีการนำไปอ้างประกอบคำร้องที่ ส.ส. 110 รายยื่นสอย พล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับการตอบโต้ทันควัน โดย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า คำพิพากษาที่ยื่นฟ้องนายสมบัติ บก.ลายจุด ที่ขัดประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ให้นายสมบัติมารายงานตัวนั้น ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในคดีนี้ ไม่มีคำไหนเลยที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน

ทำให้เกิดความเข้าใจกันว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คงเหมือนกัน ซึ่ง “วิษณุ” อธิบายว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ เจ้าพนักงานก็คือเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐคือเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่คุณสมบัติต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(15) คือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน”

แค่นั้นไม่พอ “วิษณุ” ยังไปหยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งคือ ฎีกาที่ 7540/2554 มาชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต่างกัน โดยคดีนี้ เป็นคดีที่มีการฟ้องเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งเป็นจำเลย ข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินของวัด ขณะที่เจ้าอาวาสได้สู้คดีว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐด้วย แต่ศาลพิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” จึงเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน และถ้ากฎหมายประสงค์เอาผิดบุคคลใดในฐานะอะไร ก็จะระบุชัดว่า เป็นเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่ผ่านมาในเรื่องที่ร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงขาดคุณสมบัตินายกฯ เคยมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยมาแล้ว แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่ากกต.ได้มีมติไปแล้วว่าการประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

และยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ยื่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเพราะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยชี้ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ทั้งนี้เหตุผลทีี่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำมายกคำร้องคือ อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ที่วางหลัก “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ว่าต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ  คือ
1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

ดังนั้นผู้ตรวจการฯ จึงมีมติว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าองค์ประกอบเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ และข้อ 4 มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

แต่ไม่เข้าข้อ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง จึงไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และไม่เข้าข้อ 3 เนื่องจากหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” จึงไม่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งหัวหน้า คสช. มีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และมีอำนาจในการออกประกาศ คำสั่ง จึงน่าจะอยู่ในฐานะ “ผู้กำกับ” มากกว่า “ผู้ถูกกำกับ”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กร รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองด้วย

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เคารพในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็พร้อมรับคำตัดสินทุกประการของศาล (ที่จริงไม่ต้องบอกก็ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว)

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560

แต่กระนั้นหากพลิกไปดูมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน (11) ที่ระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็จะพบว่าเขียนเหมือนมาตรา 98(15) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส., และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 160(6) และมาตรา 170(4) ที่มีการยื่นสอย พล.อ. ประยุทธ์

          เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 กับรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเหมือนกันเป๊ะ ผลคดีจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ ต้องติดตามชม

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381849?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม!

1 สิงหาคม 2562 – 12:50 น.
ไมโครพลาสติก,ขยะจิ๋ว
เปิดอ่าน 2,995 ครั้ง

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม! โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยแลนด์มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักเรื่อง “ขยะพลาสติก” โดยเฉพาะหลังจากพบวาฬตายที่สงขลา แล้วผ่าซากออกมาเจอถุงพลาสติกดำหนัก 8 กก. เต็มกระเพาะอาหาร ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จะส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับคนไทยก็พูดไม่เต็มปาก เพราะเราถูกจัดอันดับเป็นประเทศทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล อันดับ 6 ของโลก !

ข้อมูลเว็บไซต์ http://www.statista.com อ้างถึงกลุ่มประเทศปล่อยขยะลงทะเลอย่างไร้ความรับผิดชอบมากสุดคือ “กลุ่มอาเซียน” เรียงจากอันดับ 1–6 ได้ดังนี้ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และ ไทย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2562 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 30 (30th ASEAN Senior Officials Meeting on the Environment : 30th ASOEN)

แต่จบการประชุมไปแล้ว ยังไม่เห็นแผนทำงานที่เป็นรูปธรรมว่า จะแก้ปัญหาขยะในทะเลทั่วอาเซียนอย่างไร !?!

โดยเฉพาะการกล่าวถึงขยะที่มีความอันตรายต่อท้องทะเลมากกว่าขยะพลาสติกทั่วไป นั่นคือ “พลาสติกจิ๋ว” หรือ “ไมโครพลาสติก” ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเป็นพลาสติกที่มองแทบไม่เห็น จึงปนเปื้อนไปกับน้ำหรืออาหารจากธรรมชาติที่พวกเราดื่มกินเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และยังไม่รู้ว่าจะกำจัดทิ้งโดยวิธีใด

ที่ผ่านมาเวลาพูดถึง ปัญหาขยะพลาสติก ส่วนใหญ่มักนึกถึง ถุงพลาสติก ถุงดำใส่ขยะ กล่องโฟม ช้อน ขวด ของเล่นเด็ก ฯลฯ ที่เรียกกันย่อๆ ว่า พีวีซี (polyvinylchloride: PVC) เพ็ท (polyethylene terephthalate : PET) ฯลฯ พลาสติกขนาดใหญ่เหล่านี้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้น่ากลัวแต่ไม่น่าสยองเท่าพลาสติกจิ๋วที่นักวิทยาศาสตร์และกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังกลัวว่าในอนาคตพวกมันอาจเป็นสาเหตุสำคัญในการคร่าชีวิตมนุษย์โลกเลยทีเดียว

“ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.เม็ดพลาสติกตั้งต้น (Primary microplastics) หมายถึงเม็ดพลาสติกที่เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตสินค้าพลาสติกต่างๆ โดยเฉพาะในผงซักฝอก สบู่ถูตัว สบู่ล้างหน้า ฯลฯ ที่โฆษณาว่ามีส่วนผสมของ “เม็ดสครับ” (scrub) หรือ “คริสตัล บีดส์” (Crystal Beads) พวกเราเคยได้ยินบ่อยๆ ในโฆษณาขายสินค้าว่า เป็นผงซักฟอกผสมคริสตัล บีดส์ ช่วยสลายคราบฝังลึกไม่ย้อนกลับติดเสื้อผ้า ล้างออกง่าย ทำให้เสื้อขาวเด่น ขจัดความหมองเหลืองสะสมบนเสื้อผ้าตั้งแต่ซักครั้งแรก หรือในคำอวดอ้างของผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าว่ามีส่วนผสมของเม็ดสครับ ช่วยขัดและผลัดเซลล์ผิว เร่งการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวนุ่มใส หรือผิวสว่างกระจ่างใสยิ่งกว่าเดิม รวมถึงในสินค้ายาสีฟันที่ชอบโฆษณาว่าช่วยให้ฟันขาว ขจัดคราบชา กาแฟ ฯลฯ

ทั้งนี้ “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” เหล่านี้ถูกผลิตมาใช้ในสินค้าต่างๆ นานกว่า 40 ปีแล้ว “ไอยูซีเอ็น” องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources : IUCN) เปิดเผยรายงานวิจัยเมื่อปี 2560 เกี่ยวกับปริมาณปนเปื้อนของ “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” ในทะเลและแม่น้ำทั่วโลก ปรากฏว่าพบในรูปแบบของขยะประมาณ 0.8-2.5 ล้านตันต่อปี นี่คือปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้มนุษย์ทั่วโลกผลิตและใช้จำนวนมากๆ และปล่อยให้ทิ้งปนเปื้อนในแม่น้ำและทะเลหรือแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมนุษย์นำน้ำจากธรรมชาติมาดื่มกินหรือใช้ในครัวเรือน เม็ดสครับหรือไมโครบีดส์ก็ผสมปนเปเข้าไปในร่างกายของพวกเรา หากร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ ก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติในอวัยวะต่างๆ​

โดยเฉพาะการเข้าไปขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และกลายเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายมนุษย์

พลาสติกจิ๋วกลุ่มที่ 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก (Secondary microplastics) คือ ส่วนของโครงสร้างพลาสติกที่หลุดแตกหักออกมาจากสินค้าพลาสติกต่างๆ หรือเสื่อมสลายแตกตัวจนมีขนาดเล็กลงด้วยกระบวนการทางกายภาพหรือทางเคมี จนกลายเป็นสารแขวนลอยปะปนอยู่ในแม่น้ำและทะเล ซึ่งพลาสติกจิ๋วกลุ่มนี้ปลาหรือสัตว์น้ำมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหารแล้วกินเข้าไป

ข้อมูลจาก “นิตยสารฉลาดซื้อ” (https://chaladsue.com) ฉบับที่ 218 กล่าวถึงปัญหาจากขยะไมโครพลาสติก ว่าเป็นปัญหาใหญ่และใกล้ตัวกว่าที่คิดไว้มาก เนื่องจากพลาสติกจิ๋วที่มองไม่เห็นกำลังกลายเป็นวิกฤติขยะพลาสติก จากรายงานของ Eunomia ระบุว่า “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” ขณะพบในท้องทะเลเกือบ 1 ล้านตันนั้น แยกขยะที่พบได้อันดับ 1 คือเม็ดพลาสติก 2.เส้นใยยางรถยนต์ที่สึกหรอ และ 3.เส้นใยสังเคราะห์จากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าอื่นๆ โดยไหลลงไปทะเลด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย การชะล้างถนนหรือการพัดพาของลม

นอกจากนี้ยังมีพลาสติกจิ๋วกลุ่มที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Degradable Plastic เป็นพลาสติกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ จนกลายเป็นไมโครพลาสติกคนไทย รู้จักกันสั้นๆ ในชื่อ “ถุงออกโซ” (Oxo-degradable) มีใช้ตามห้างสรรพสินค้าและประกาศว่าเป็นถุงพลาสติกที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นอีกหนึ่งต้นตอของปัญหาไมโครพลาสติก เนื่องจากยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในสภาวะธรรมชาติจริง โดยกระบวนการของถุงนี้คือการเติมสารเติมแต่งประเภทแป้งลงไปในเนื้อพลาสติก มีราคาแพงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณร้อยละ 20 เมื่อทุกคนมาซื้อใช้ ยิ่งเร่งให้เกิดไมโครพลาสติกมากขึ้น เพราะถุงนี้แตกสลายเร็วกว่าพลาสติกทั่วไป

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า “การทิ้งไมโครพลาสติกลงไปในแหล่งน้ำหรือทะเลจะไม่สามารถบำบัดได้ เพราะมีขนาดเล็กมากล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลก วิธีการเก็บขึ้นมาต้องหาตะแกรงรูเล็กมากๆ มาตัก ซึ่งสัตว์ทะเลต่างๆ จะถูกตักขึ้นมาพร้อมกันด้วย จึงหาวิธีกำจัดไมโครพลาสติกในทะเลได้ยากมาก” ที่ผ่านมา นักวิจัยจากต่างประเทศเคยเก็บตัวอย่างอุจจาระของกลุ่มตัวอย่างไปทำการตรวจสอบและพบว่าตัวอย่างอุจจาระมีพลาสติกแตกต่างกันถึง 9 ชนิด ขนาดตั้งแต่ 50-500 ไมโครเมตร โดยพบ “พีพี” โพลิโพรไพลีน (Polypropylene : PP) และ “เพ็ท” (PET) มากที่สุด และยังพบด้วยว่า 3 ใน 4 ของปลาทะเลชนิดต่างๆ รวมทั้งปลาหมึกและปลากระโทงดาบที่ขายในตลาดทั่วโลกพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ในตัวสัตว์น้ำเหล่านี้

นั่นคือปัญหาที่นักวิจัยและนักวิชาการรู้สึกเป็นกังวลว่า “ห่วงโซ่อาหาร” ของมนุษย์เริ่มปนเปื้อนพลาสติกมากขึ้น หมายความว่าแพลงตอนหรือสัตว์ทะเลที่กินไมโครพลาสติกเข้าไปและถูกกินต่อมาเรื่อยๆ ตามห่วงโซ่อาหารเมื่อถูกจับขึ้นมาเป็นอาหารของมนุษย์ พวกเรากินปลาหมึก กินปลา ก็คือกินไมโครพลาสติกเข้าไปทางอ้อมด้วย

องค์การอนามัยโลกกำลังทำงานวิจัยสำรวจว่าสารประกอบพลาสติกจิ๋วที่กินเข้าไปนั้น ทำให้เสี่ยงโรคอะไรบ้าง ปริมาณอันตรายคือเท่าไร ฯลฯ และพลาสติกเหล่านี้สามารถดูดซับมวลสารอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น โลหะหนัก สารมลพิษที่ตกค้างอื่นๆ มาผสมเข้าด้วยกันหรือไม่

หลายประเทศเริ่มประกาศยกเลิกการใช้อย่างเร่งด่วน เช่น อังกฤษ สั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิดตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เกาหลีใต้ยกเลิกการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของไมโครพลาสติก ตั้งแต่ปี 2560

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานรัฐให้ข้อมูลชัดเจนเรื่องปริมาณการทิ้งขยะหรือนโยบายกำจัด “พลาสติกจิ๋ว”

หวังว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงคงจะมีความเข้าใจ และจะมีทิศทางชัดเจนในการจัดการปัญหานี้ให้คนไทยได้เห็นในเร็ววัน !