‘ภัยแล้ง’ ยิ่งมาแรง-เร็วเป็นวาระแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ภัยแล้ง’ ยิ่งมาแรง-เร็วเป็นวาระแห่งชาติ

31 กรกฎาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ถึงเวลานี้ชาวบ้านไม่รู้จะพึ่งใครนอกจากเอาไสยศาสตร์เข้าข่มแล้วละครับ เพราะมัวแต่รอรัฐบาลเห็นมีแต่ข่าวรัฐมนตรีลงพื้นที่แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป

อย่างวันก่อนเห็นภาพช้างป่าออกมากินน้ำที่บุรีรัมย์อย่างไม่เกรงกลัวอันตรายจากผู้คนที่คอยดักยิง เรียกว่าต่างฝ่ายต่างเอาชีวิตรอดไปตายเอาดาบหน้าจะดีกว่า

สรุปว่าวิกฤติภัยแล้งนี่ไม่ธรรมดาเพราะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จากอีสานไปถึงภาคกลางและทำท่าไปถึงภาคเหนือเพราะฝนทิ้งช่วง

ที่พึ่งพาได้ก็คือ ‘ฝนหลวง’ ซึ่งไม่รู้ว่าจะรับมือไหวหรือไม่ เพราะพื้นที่ภัยแล้งนั้นมากมายจริงๆ

ถึงเวลาที่ ‘ภัยแล้ง’ ต้องเป็นวาระแห่งชาติไม่ใช่ปล่อยให้ระดับรัฐมนตรีลงไปดูแลแก้ไข ต้องนายกรัฐมนตรีถึงจะเอาอยู่

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เสร็จจากการแถลงนโยบายทำงานแล้วหันมาสนในเรื่องภัยแล้งโดยด่วน
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอสะพานลอยข้ามถนน
 มีอันตรายและต้องระวังโจร

ข้าพเจ้ามีลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ถนนสาย 345 ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ใคร่ขอความกรุณาไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาจัดสร้างสะพานลอยคนข้ามถนนให้นักเรียนและประชาชนที่อาศัย

สภาพถนนที่มีหลายช่องจราจรและการข้ามถนนตรงจุดนี้ นักเรียนและผู้ปกครองต้องใช้วิธีเดินลัดเลาะรอดใต้สะพานกลับรถเสี่ยงต่อการถูกรถเฉี่ยวชนและถูกดักจี้ปล้นเนื่องจากเวลากลางคืนไม่มีไฟส่องสว่าง

นอกจากจะมีโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์แล้วยังมีโรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้าฯ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันและได้รับผลกระทบจากการไม่มีสะพานลอยข้ามถนนใช้เช่นกัน ในอดีตเคยมีการรวบรวมรายชื่อเสนอถึงหน่วยงานระดับเทศบาลและกรมทางหลวงเพื่อให้พิจารณาจัดสร้างสะพานลอยให้ แต่เรื่องก็เงียบหายไป

จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ช่วยประสานทางจดหมายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาจัดสร้างสะพานลอยคนข้ามถนนและขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย
มาลิน (นนทบุรี)


 ประชาชนต้องการอะไร ?
 จ่ายภาษีแล้วหายไปไหน ?

ผมมีเรื่องจะนำมาปรึกษาหารือว่าทุกวันนี้เราอยู่ไปเพื่ออะไรและรัฐบาลจะต้องมองถึงประชาชนบ้างว่าต้องการอะไร

ในการที่ประชาชนจะต้องจ่ายภาษีทุกประเภทให้แก่รัฐบาลก็เพื่อให้รัฐบาลนำเงินส่วนหนึ่งที่มาจากภาษีนั้นไปพัฒนาประเทศ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภค

การปฏิบัติก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริการแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศในการบริหารประเทศของรัฐบาล อย่างน้อยจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ เป็นการตอบสนองอย่างคุ้มค่าต่อเงินภาษีที่ประชาชนได้จ่ายให้แก่รัฐบาล ส่วนที่จะไปสร้างอาคารกระทรวง-ทบวง-กรม (กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น)

หรือแม้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์แก่เหล่าทัพทั้งหลาย เช่น รถหุ้มเกราะ-เรือดำน้ำ-เครื่องบิน-เรือเหาะ-ชุดตรวจวัตถุระเบิด หรือแม้แต่ตำรวจซื้อเครื่องบินเจ็ทและอื่นๆ ซึ่งไม่จำเป็น

แต่ปัญหาความเดือดร้อนและความจำเป็นของประชาชนที่ส่วนใหญ่ยังยากจน-ยากจนมากถึงขนาดไร้ที่อยู่อาศัย เงินจากการซื้อของเหล่าทัพและตำรวจสามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมากมาย อีกทั้งในการจัดทำงบประมาณประจำปีก็เป็นงบขาดดุลมาหลายปีแล้ว

อยากจะฝากถึงแนวความคิดของรัฐบาลว่าควรจะปรับทัศนคติและมุมมองให้เห็นถึงความยากลำบากของประชาชนด้วยว่าเป็นอย่างไร ?
วิเชียร (ชัยนาท)


ตอบคุณ ‘วิเชียร’ ชัยนาท
จดหมายของคุณเป็นความต้องการของประชาชนทุกระดับ เพราะที่เสียภาษีไปมากมายนั้นจะได้ทราบว่ารัฐบาลเอาไปใช้อย่างไรบ้าง และคุ้มกับค่าเงินงบประมาณที่ใช้ไปหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงนึกถึงให้มากที่สุดคือจะต้องใช้เงินที่มาจากความเหนื่อยของประชาชน ไม่ใช่นึกจะใช้ก็ใช้อย่างไม่สนใจ

รัฐบาลต้องมีความคิด มีความเข้าใจถึงความยากลำบากที่ประชาชนต้องเสียภาษีทุกอย่างมาให้รัฐบาล
อ๊อด เทอร์โบ


ไม่ควรอยู่เฉย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ควรอยู่เฉย

31 กรกฎาคม 2562 – 07:45 น.
ไม่ควรอยู่เฉย,รัฐบาลใหม่,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 1,340 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2562

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แสดงท่าทีต่อข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส เพื่อกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชเอาไว้ว่า “เหรียญมีสองด้าน วันนี้ต้องขอความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และมีคณะทำงานที่กำลังดำเนินการอยู่ ยืนยันว่าจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน” แปลความได้ว่า การใช้สารเคมี มีทั้งด้านดีและด้านลบ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือจะยังไม่ชี้ชัดอะไรลงไปจนกว่าจะได้ข้อมูลที่ดีที่สุดจากคณะทำงาน ซึ่งก็นับเป็นแนวทางเดียวกับรัฐมนตรีเกษตรหรือรัฐบาลชุดก่อน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมให้ยกเลิก แต่จนแล้วจนรอด คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็มีมติเพียงแค่ให้ “จำกัดการใช้” โดยเข้มงวดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มคือ ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมี

ท่าทีล่าสุดจากกระทรวงเกษตรฯ คงจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ เปิดให้เกษตรกรทั่วประเทศลงทะเบียนเข้ารับการอบรมการใช้สารเคมี 3 ชนิด ผ่านออนไลน์ “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ทั้งนี้เป็นผลจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการ “จำกัดการใช้” สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืช พร้อมมาตรการบังคับให้ผู้เกี่ยวข้อง 4 กลุ่มเข้ารับการอบรมจาก 4 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โดยกรมวิชาการเกษตรจะอบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรอบรมอีกทอดหนึ่ง

การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกเคมีเกษตรมีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องมากที่สุดในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยแรก ซึ่งเป็นรัฐบาลอำนาจพิเศษ สามารถสั่งการใดๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ข้อเรียกร้องนั้นก็ไม่เป็นผล เพราะรัฐบาลเองก็มองเช่นเดียวกันว่าเคมีเกษตรเป็นเหรียญสองด้าน คณะกรรมการชุดต่างๆ จึงถือกำเนิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายก็มาจบลงที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งถูกฝ่ายที่ต่อต้านการใช้สารพิษออกมากล่าวหาอยู่เสมอว่าเอนเอียงไปกับกลุ่มธุรกิจนำเข้าสารเคมีและกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งต้องพึ่งพิงสารเคมีเกษตร แต่ถึงอย่างไรเมื่อมีมติออกมาแล้วการบังคับใช้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามกลไกและกระบวนการ “จำกัดการใช้” ที่เริ่มมาแล้วเดือนกว่า

จึงน่าสนใจติดตาม และทวงถามกันว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ได้รัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรฯ แล้วจะทบทวนและสร้างกระบวนการให้เกิดความโปร่งใสได้อย่างไร ในเมื่อยังมีคำครหา ยังมีเรื่องคาใจ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ก็พึงต้องพิจารณาว่าจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ได้หรือไม่ ที่สำคัญก็คือจะต้องเร่งมือดำเนินการให้แนวทางหรือนโยบายที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ เพราะขณะนี้กระบวนการ “จำกัดการใช้” กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว หากจะต้องยกเลิกกลางคันจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ขณะที่การอบรมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 กลุ่ม ก็สูญเปล่า หรือในทางตรงกันข้ามหากกระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนมาตรการนี้ต่อไปก็จะต้องประกาศออกมาให้ชัดเพราะการแสดงท่าที “ย่ำรอยเดิม” ก็เท่ากับสนับสนุนให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้าต่อไปตามมติคณะกรรมการชุดเก่านั่นเอง

ใช้’AI’ช่วยตำรวจดูแลความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381560?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช้’AI’ช่วยตำรวจดูแลความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ

30 กรกฎาคม 2562 – 13:41 น.
สายตรวจระวังภัย,ระบบปัญญาประดิษฐ์,AI,ความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ
เปิดอ่าน 1,579 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  เจษฎา จันทรรักษ์

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตตลอดจนธุรกิจการค้า และการขับเคลื่อนงานของทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว มีความแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงและทุ่นแรงทรัพยากรมนุษย์ ขณะเดียวกันงานของตำรวจก็พึ่งระบบเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งงานป้องการปราบปรามและสืบสวนสอบสวน

ด้วยเหตุนี้ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) โดย พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 พ.ต.อ.ภูริส จินตรานันท์ ผกก.สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วย น.ส.บราลี ชุติมา กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเตอร์สเต็ปส์ จำกัด ดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ กรุงเทพฯ (กต.ตร.กทม.) ภาคประชาชน จึงได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) โครงการ ทดลองติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อการวิเคราะห์ตรวจตราความปลอดภัยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่สาธารณะ (Artificial Intelligent System for Surveillance and Criminal Analysis in Public Area) ถือเป็นการยกระดับความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พ.ต.อ.ภูริส อธิบายว่า ได้มีการทำงานร่วมกับบริษัทอินเตอร์สเต็ปส์ จำกัด มาแล้ว 4-5 เดือน โดยมอบหมายให้หน่วยงานป้องกันและปราบปรามของสน.ห้วยขวาง รับผิดชอบระบบดังกล่าวประสานงานกับวิทยุสื่อสารในการควบคุมพื้นที่ มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ตรวจจับอะไรได้ค่อนข้างมาก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นชั้นความลับ สามารถตรวจสอบข้อมูลภาพของผู้ต้องสงสัยได้ทันที โดยเฉพาะข้อมูลหมายจับ จึงต้องมีตำรวจที่มีความรู้คอยตรวจสอบ หลังจากที่ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากในการเฝ้าระวังในพื้นที่ ซึ่งสถานทูตจีนให้ความสนใจพื้นที่รัชดาภิเษกเป็นอย่างมาก และในอนาคตมีความคิดจะทำเมืองให้กลายเป็นไซน่าทาวน์ 2 ด้วย เมื่ออยู่ในระบบคัดแยกหากเป็นฐานของมูลที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบก็จะทำให้ระบบมีเสถียรภาพ ช่วยคัดกรองกลุ่มเฝ้าระวังได้มากและรวดเร็ว รวมถึง สามารถนำมาใช้กับงานสืบสวนได้ด้วย เช่น บริเวณตลาดห้วยขวาง รอบสถานีตำรวจ จะมีการนำข้อมูลมาใช้ในการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

ขณะที่ น.ส.บราลี กล่าวว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสอดส่องดูแลความปลอดภัยถือเป็นระบบพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนา Smart City เนื่องจากจะทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สินอันเป็นรากฐานที่สำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีและยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจกิจในพื้นที่นั้นๆ ในส่วนของระบบ AI ที่นำมาใช้ในโครงการนี้ มีการเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดในจุดที่มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจมีเหตุร้าย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร นอกจากฟังก์ชัน Facial Recognition หรือการวิเคราะห์เปรียบเทียบใบหน้ากับฐานข้อมูลหมายจับแล้ว ยังมีระบบวิเคราะห์ พฤติกรรม (behavior analysis) ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการก่ออาชญากรรม เช่น การวิ่งราว การทะเลาะวิวาท เป็นต้น อีกทั้งยังมีระบบวิเคราะห์รูปพรรณสัณฐานซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาในการสืบหาเบาะแสของคนร้ายได้ ขณะเดียวกันระบบยังสามารถนำมาใช้เพื่อการช่วยสืบหาบุคคล เช่น เด็กหรือผู้สูงอายุที่หลงทางได้อีกด้วย

พล.ต.ต.เสนิต บอกว่า ยุคสมัยนี้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่งที่ต้องนำมาใช้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสัมฤทธิ์ผลได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชนและความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยจะนำร่องในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อโครงการนำร่องนี้สามารถดำเนินการได้ตรงวัตถุประสงค์ของทางราชการและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในภาพรวมก็จะนำเสนอถึงผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาขยายผลไปสู่สถานีตำรวจนครบาลอื่นต่อไป

เมื่อตำรวจปรับตัวให้ทันยุค นำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจดูแลความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทำงานก็จะถูกยกระดับ สร้างความเชื่อมั่น น่าเชื่อถือมากขึ้น..!!

ทั่วโลกแข่งวิจัย’ทำหมันยุง’จีน-ไทยสูสี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทั่วโลกแข่งวิจัย’ทำหมันยุง’จีน-ไทยสูสี

30 กรกฎาคม 2562 – 12:30 น.
องค์การอนามัยโลก,ยุง
เปิดอ่าน 2,081 ครั้ง

ทั่วโลกแข่งวิจัย’ทำหมันยุง’จีน- ไทยสูสี โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

องค์การอนามัยโลกประกาศว่าสัตว์ตัวเล็กแต่ร้ายกาจที่สุดคือ “ยุง” แต่ละปีมีมนุษย์ติดโรคจากยุงกว่า 300 ล้านคน เสียชีวิตไปด้วยโรคมาลาเรีย 8 แสนคน และเสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน เฉพาะในไทย ปี 2562 ขณะนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 5.3 หมื่นคน มากกว่าปีที่แล้ว 2 เท่า เสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60 คน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามคิดค้นวิธีกำจัดยุงร้ายเหล่านี้ !

ล่าสุดนักวิจัยจีนประกาศความสำเร็จการทดลอง “ทำหมันยุง” กับยุงลายสวน ซึ่งนักวิจัยไทยก็ได้เคยทดลองกับยุงลายบ้านและประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกันเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ !

ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2562 สื่อมวลชนจีนประโคมข่าวทดลองปล่อย “ยุงลายสวน” (Aedes albopictus) ตัวผู้ที่ทำหมันแล้วจากห้องปฏิบัติการประมาณ 200 ล้านตัว ในพื้นที่เกาะ 2 แห่งที่ชื่อว่า เกาะ Shazai และเกาะ Dadaosha ตั้งอยู่ตอนใต้ของเมืองกวางโจวหรือที่คนไทยเรียกว่า “กวางเจา” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกมากที่สุดในจีน

ทีมนักวิจัยจีนประกาศว่า “การทดลองประสบความสำเร็จอย่างดี” สามารถลดปริมาณยุงที่เป็นพาหะนำโรคได้

ทั้งนี้ วิธีการที่ใช้คือการควบคุมประชากรยุงลายสวนให้เหลือน้อยที่สุด โดยการปล่อยยุงลายสวนตัวผู้ที่เป็นหมันออกไปผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติ โดยการทำหมันยุงผู้ตัวจะใช้วิธีการ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนายุงลายสวนให้มีเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “โวลบาเกีย” (Wolbachia) 3 ชนิด ซึ่งตามปกติยุงลายสวนมีเชื้อโวลบาเกียอาศัยอยู่ในตัวเพียง 2 ชนิดเท่านั้น เชื้อโวลบาเกียเป็นแบคทีเรียพบได้ทั่วไปในแมลงชนิดต่างๆ ไม่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ เมื่อยุงตัวผู้มีชนิดเชื้อแบคทีเรียโวลบาเกีย 3 ชนิด จะทำให้แตกต่างจากยุงตัวเมียที่มีเชื้อนี้เพียง 2 ชนิด เมื่อผสมพันธุ์กัน “ไข่ยุง” จะไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ และเพื่อให้มั่นใจว่ายุงเหล่านี้เป็นหมัน 100 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยจึงได้ทำหมันซ้ำอีกในขั้นตอนที่ 2 ด้วยการ “ฉายรังสีแกมมา” ในปริมาณที่เหมาะสมช่วงที่ยุงตัวผู้เหล่านี้ยังเป็นดักแด้

เมื่อ “ยุงหมัน” เหล่านี้ลอกคราบโตเต็มวัย จะถูกนำไปปล่อยให้ผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติ ตามหลักการเมื่อยุงตัวผู้เป็นหมัน ไข่ของยุงตัวเมียที่ถูกผสมพันธุ์ก็จะไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ ถือเป็นการคุมกำเนิดยุงนั่นเอง ทำให้ประชากรยุงในรุ่นต่อไปลดลง ความน่าสนใจคือ แม้ว่ายุงตัวเมียจะผสมพันธุ์ได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่พวกมันสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง โดยอาศัยน้ำเชื้อของยุงตัวผู้ที่ถูกเก็บไว้ในถุงเก็บน้ำเชื้อเพื่อใช้ผสมกับไข่ได้ตลอดอายุขัยของมัน

เนื่องจากยุงตัวผู้มีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 7-14 วัน จึงจำเป็นต้องปล่อยยุงตัวผู้ที่เป็นหมันหลายครั้ง เพื่อให้ผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียที่เพิ่งเกิดใหม่ได้อย่างทั่วถึงทุกตัว หลังการทดลองเสร็จสิ้น พบว่าเกาะทั้งสองของจีน แทบไม่มียุงลายสวนหลงเหลืออยู่เลย จีนจึงประกาศให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มียุงพาหะนำโรค สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปเป็นตัวอย่างกำจัดยุงร้ายเหล่านั้น เพราะโรคที่เกิดจากยุงไม่ได้มีแค่โรคไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย แต่ยังมีโรคไข้เหลือง ไข้สมองอักเสบ และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งกำลังระบาดอยู่ในหลายประเทศขณะนี้

ดร.ปิติ มงคลางกูร นักวิชาการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค อธิบายให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การทดลอง “ทำหมันยุง”นั้น ประเทศไทยเคยทำมาก่อนด้วยวิธีเดียวกันนี้ โดยความร่วมมือของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลกับหลายหน่วยงาน และในปี 2559 มีการทดลองปล่อยยุงตัวผู้เป็นหมันลงไปในพื้นที่จริง มีผู้แทนจาก 15 ประเทศเข้ามาร่วมชมด้วย ที่หมู่บ้านหนองสทิต ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

“ความแตกต่างคือ จีนทดลองกับ ยุงลายสวน แต่ไทยทดลองกับ ยุงลายบ้าน เพราะยุงชนิดนี้พบในบ้านคนไทยและเป็นพาหะหลักนำโรคไข้เลือดออกและโรคติดเชื้อไวรัสซิกามาสู่คนทั่วโลกโดยมีวิธีการเบื้องต้นเหมือนกันคือ ผลิตยุงตัวผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียโวลบาเกีย ยุงลายบ้านในธรรมชาติไม่มีแบคทีเรียโวลบาเกีย ไทยจึงพัฒนาสายพันธุ์ยุงลายบ้านที่มีแบคทีเรียโวลบาเกียก่อน จากนั้นนำไปฉายรังสีแกมมาให้เป็นหมัน แล้วจึงปล่อยออกไปสู่ธรรมชาติในพื้นที่ทดลอง จำนวนยุงตัวผู้ที่ปล่อยใช้วิธีการคำนวณโดยยึดหลักการว่าต้องปล่อยยุงตัวผู้เป็นหมันให้มากกว่ายุงตัวผู้ที่มีอยู่ในธรรมชาติหลายเท่า เพื่อให้ไปแข่งขันผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติให้ได้ ถ้าตัวผู้ฝ่ายไหนมีมากกว่าก็จะมีโอกาสชนะได้ผสมพันธุ์มากกว่า”

ดร.ปิติเล่าให้ฟังต่อว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบบ้านคนไทยมียุงอาศัยอยู่เฉลี่ยประมาณ 10 คู่ หรือตัวเมีย 10 ตัว ตัวผู้ 10 ตัว นักวิจัยจึงเลือกปล่อยยุงหมันไปบ้านละประมาณ 100 ตัว เพื่อให้มีจำนวนมากกว่ายุงตัวผู้ในธรรมชาติ 10 เท่า จะได้แย่งผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติ จนไม่สามารถผลิตลูกหลานได้อีกต่อไป จากการทดลองในไทยพบว่าเมื่อปล่อยยุงลายบ้านต่อเนื่องทุกอาทิตย์ประมาณ 6 เดือน ประชากรยุงในพื้นที่ทดลองลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเปรียบเทียบกับจีนแล้ว การเลือกพื้นที่ทดลองเป็นเกาะที่มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้เห็นจำนวนยุงลดจำนวนลงได้ชัดเจน เนื่องจากพื้นที่เกาะสามารถป้องกันไม่ให้ยุงจากที่อื่นบินเข้ามาทดแทนประชากรยุงเดิมได้

สำหรับคำถามว่า วิธีการแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือส่งผลอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ ?

ดร.ปิติ ตอบว่า วิธีนี้ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะแบคทีเรียโวลบาเกียมีอยู่ในยุงและแมลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยุงรำคาญที่อยู่ล้อมรอบตัวเราในชีวิตประจำวันนั้น ล้วนมีโวลบาเกียอาศัยอยู่ในตัวทั้งสิ้น นอกจากนั้นยุงตัวผู้ยังไม่กินเลือดและมีอายุสั้น อย่างไรก็ตามถึงเมื่อทำหมันยุงในพื้นที่เป้าหมายไปแล้ว ประชากรยุงที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ที่ห่างไกลออกไปจะไม่ได้รับผลกระทบ ทั่วโลกมียุงมากกว่า 4,000 ชนิด เฉพาะในประเทศไทยก็มีมากมายถึง 436 ชนิด ถ้ายุงลายลดลงในพื้นที่หนึ่งก็จะยังมียุงชนิดอื่นๆ เหลืออยู่ ไม่ได้ไปกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศอย่างแน่นอน

“ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา โรคชิคุนกุนยา เช่น ออสเตรเลีย บราซิล มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ ได้พยายามทดลองใช้วิธีนี้แล้ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยก็มีแผนการที่จะนำวิธีทำหมันยุงลายมาใช้เป็นมาตรการเสริมในการควบคุมโรคติดต่อที่ยุงลายเป็นพาหะ” ดร.ปิติ กล่าวทิ้งท้าย

คำถามต่อไปคือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทดลองมีความรู้สึกอย่างไร ?
จากการสำรวจความคิดเห็นชาวบ้านใน 2 เกาะของจีนที่ทดลองกำจัดยุงลายสวนจนราบคาบนั้น ส่วนใหญ่ตอนแรกรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกลัวว่า “ยุงหมัน” หลายร้อยล้านตัวอาจทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ แต่หลังการทดลองเสร็จสิ้น สื่อมวลชนจีนรายงานว่า ชาวบ้านกว่าร้อยละ 96 ให้การสนับสนุนหรือไม่ได้แสดงความรู้สึกต่อต้านเหมือนช่วงแรก เพราะจำนวนยุงในหมู่บ้านลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ายุงทำหมันจากห้องปฏิบัติการนี้เป็นการใช้วิธีทางชีวภาพ ไม่ได้เป็นการตัดต่อหรือตกแต่งสารพันธุกรรมในตัวยุง จึงไม่ใช่ “ยุงจีเอ็มโอ” และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อยุงตัวผู้ที่เป็นหมันเหล่านี้ตาย เชื้อโวลบาเกียก็ตายตามไปด้วยไม่เหลือตกค้างในธรรมชาติ

ขณะนี้ หลายหน่วยงานในไทยกำลังช่วยกันคิดวิธีขยายผลการทดลอง “ปล่อยยุงทำหมัน” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการระบาดของ “โรคไข้เลือดออก” อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการทดลองในระดับที่สูสีกับจีนเลยทีเดียว

“ยุงหมันจากห้องทดลอง” จะช่วยพิชิต “ยุงตัวผู้ในธรรมชาติ” ได้สำเร็จมากน้อยเพียงไร ทีมข่าวคมชัดลึก จะนำมารายงานให้ทราบต่อไป !

‘บิ๊กไบค์’ตายถี่กับข้อเสนอควบคุมความเร็ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กไบค์’ตายถี่กับข้อเสนอควบคุมความเร็ว

30 กรกฎาคม 2562 – 12:25 น.
บิ๊กไบค์,ระย้า รถไฟดนตรี,ไบเกอร์,รถจักรยานยนต์
เปิดอ่าน 1,998 ครั้ง

โดย… วิลาสินี แววคุ้ม

อุบัติเหตุสยองที่เกิดกับ “ไบเกอร์” ที่ใช้รถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง ที่เรียกว่า “บิ๊กไบค์” นั้น กลายเป็นความเสี่ยงใหม่บนท้องถนนบ้านเรา เพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถี่ยิบ

อุบัติเหตุสยองรอบล่าสุดเริ่มที่เหตุการณ์เมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายภัทร์นฤณ พงษ์ธนานิกร หรือ “โน้ต” ผู้บริหารค่ายเพลง “รถไฟดนตรี” ลูกชายคนเล็กของ “ระย้า” ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร เจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เสียหลักชนราวสะพานข้ามแยกคลองตัน จบชีวิตลงอย่างสยดสยอง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนที่เห็นเหตุการณ์

ถัดมาอีกหนึ่งวัน เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 28 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุ “บิ๊กไบค์” ชนกับเสาป้ายสัญญาณเตือนให้ระวังโค้งอันตราย ถนนฉลองกรุง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ 2 ราย คือผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย

ต่อมาช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เกิดเหตุบิ๊กไบค์แหกโค้ง ทำให้ผู้ขับขี่กระเด็นตกลงไปในคลองประเวศบุรีรมย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คาดว่าผู้ขับขี่น่าจะไม่ชำนาญเส้นทาง ทำให้รถเกิดเสียหลักและร่างพุ่งตกลงไปในลำคลอง

ระยะเวลาเพียง 2 วัน เกิดเหตุแล้วถึง 3 ครั้ง เสียชีวิต 4 ราย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือ ศวปถ. บอกว่า การเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจากหลายปัจจัย เริ่มจากสมรรถนะรถส่วนใหญ่นิยมมากกว่า 400 ซีซี บางรุ่นสูงถึง 1,000 ซีซี เมื่อเครื่องแรง ก็ทำให้ขับเร็ว และเสี่ยงอันตราย

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยด้านกายภาพของเส้นทาง อย่างกรณีบุตรชายของระย้า ที่เกิดอุบัติเหตุบนสะพานข้ามแยกคลองตัน ลักษณะสะพานเป็นรูปตัว S โดยปกติถนนในเขตเมืองจะไม่มีการยกสโลป เพื่อลดแรงเหวี่ยง เพราะในเมืองนั้นไม่ใช่เขตใช้ความเร็ว ปกติบนสะพานจะใช้ความเร็วอยู่ที่ 40 ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพาน ก็ควบคุมได้ลำบาก เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน (ฟ้องศาลปกครองกันอยู่)

นอกจากนั้นยังมีลักษณะของ “ราวกันตก” บนสะพาน ซึ่งสังเกตให้ดีจะมีเสาเหล็กโผล่ขึ้นมา ฉะนั้นต่อให้สวมหมวกกันน็อกหรือไม่ก็เป็นอันตรายอยู่ดี ดังนั้นจึงอยากให้ทบทวนมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมความเร็ว ลักษณะทางกายภาพบนท้องถนน และราวกันตก โดยให้น้ำหนักไปที่การควบคุมความเร็วในการขับขี่มากที่สุด

นพ.ธนะพงศ์ ยังให้ข้อสังเกตถึงสถานการณ์การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบิ๊กไบค์ว่า ตั้งแต่ปี 2557-2559 รถที่มีขนาด 250 ซีซี ขึ้นไป มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุ มากขึ้นเป็น 2 เท่า โดยในปี 2557 มีผู้เสียชีวิต 145 ราย ขณะที่ในปี 2559 ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 285 ราย พร้อมกับความนิยมของบิ๊กไบค์ที่เพิ่มมากขึ้นมาก โดยยอดขายสูงขึ้น 4-5% มีการจดทะเบียนอยู่ที่ 2-3 แสนคัน

เรื่องลึก-ลึก “วีรบุรุษนาแก” ถาม “ครูแก้ว-หมอสงค์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องลึก-ลึก “วีรบุรุษนาแก” ถาม “ครูแก้ว-หมอสงค์”

30 กรกฎาคม 2562 – 12:07 น.
เสรีพิศุทธ์,เสรีพิศุทธ์ เตมียาเว,พลตอเสรีพิศุทธ์,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส,สสบัญชีรายชื่อ,พรรคเสรีรวมไทย,สารวัตรใหญ่นาแก,วีรบุรุษนาแก,นพประสงค์ บูรณ์พงศ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 39,577 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 30 ก.ค.62

*********************

หากทำโพลล์เฉพาะกลุ่มกองเชียร์ฝ่ายค้าน ถามว่าใครคือ ดาวสภา? โพลล์อันดับหนึ่งต้องเป็น “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม กองเชียร์ฝ่ายรัฐบาล ก็วิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยอย่างรุนแรง แถมบางเพจยังลามไปขุดคุ้ยเรื่องในอดีต สมัยเป็น “สารวัตรใหญ่นาแก”

ช่างบังเอิญว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม ระหว่างปี 2519-2522 มาอยู่ในสภาผู้แทนฯ ชุดนี้ด้วยกันถึง 3 คน

สารวัตรใหญ่นาแก

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” เดิมชื่อ “เสรี เตมียเวส” จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 8 (ตท.8) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 24 (นรต.24)

“เสรีพิศุทธ์” เดินทางไปรับราชการเป็น ผบ.หมวด สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.นครพนม และทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมในช่วงปี 2515-2516

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส สมัยอยู่ภาคอีสาน

ปี 2519 สถานการณ์สู้รบในพื้นที่สีแดงมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น “เสรีพิศุทธ์” จึงอาสาไปประจำการที่สถานีตำรวจภูธร อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีตำแหน่งเป็น ผบ.หมวด

อ.นาแก เป็นฐานมวลชนใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อีสานเหนือ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน ชาวบ้าน ต.ก้านเหลือง และ ต.หนองสังข์ ส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์

สมัยโน้น ตำรวจจะรับผิดชอบลาดตระเวนหาข่าวตามหมู่บ้านเขตสีแดง แต่การปราบปราม “ทหารดาวแดง” ในเขตป่าเขา เป็นหน้าที่ทหาร โดยกรมทหารราบที่ 3 กองทัพภาคที่ 2 ได้มาตั้งหน่วย ฉก.อยู่ที่ภูพานน้อย อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

ปี 2522 “เสรีพิศุทธ์” ได้เป็นสารวัตรใหญ่ สภ.อ.นาแก จ.นครพนม และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1

“เสรีพิศุทธ์” สมัยเป็นสารวัตรใหญ่นาแก

สมัยเป็นสารวัตรใหญ่นาแก ไม่ได้มีภารกิจรบกับคอมมิวนิสต์อย่างเดียว หากแต่ยังมีงานพัฒนา ช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่ง “เสรีพิศุทธ์” ได้จัดระเบียบตำรวจใหม่ ทำให้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน

ด้วยงานผลงานโดดเด่น ทั้งงานปราบปรามและงานพัฒนา จึงได้รับการขนานนามเป็น “ขุนพลของประชาชน” หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า “วีรบุรุษนาแก”

สารวัตรใหญ่นาแกดูแลลูกน้องใกล้ชิด

ครูแก้วหรือสหายแสง

ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ อ.นาแก อีกรายหนึ่งคือ “ศุภชัย โพธิ์สุ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส.นครพนม สมัยที่ “ศุภชัย”เรียน ป.กศ.ต้น วิทยาลัยครูสกลนคร ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นดาวไฮปาร์คของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาสกลนคร

เมื่อเกิดการสังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 ศุภชัย หลบหนีการปราบปรามของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสมัยนั้น เข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท.ที่ภูพาน โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายแสง”

ครูแก้ว หรือ สหายแสง

ช่วงปี 2519-2523 เนื่องจากสหายแสงเป็นคนพื้นถิ่น จัดตั้งจึงส่งสหายแสง มาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในเขต อ.นาแก อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก ซึ่งบางหมู่บ้าน บางตำบลอยู่ในการดูแลของ “เสรีพิศุทธ์”

ปี 2524 สหายแสงคืนสู่เหย้า ตามนโยบาย 66/2523 ได้กลับเข้าเรียนหนังสือและรับราชการเป็นครูที่บ้านเกิด อ.ศรีสงคราม ชาวบ้านจึงรู้จักในนาม “ครูแก้ว”

จากนั้น ครูแก้วเล่นการเมืองเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และลงสมัคร ส.ส.หลายหน แต่สอบตก จนกระทั่งปี 2544 ครูแก้วชนะการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. เขต 5 นครพนม พรรคความหวังใหม่ ก่อนพรรคความหวังใหม่จะยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครูแก้วเป็น รมช.เกษตรฯ โควต้ากลุ่มเพื่อนเนวิน หลังจากนั้น ครูแก้วก็สังกัดค่ายภูมิใจไทยมาตลอด

ครูแก้วเป็นผู้แทนติดดิน สำหรับชาวเรณูนคร และนาแก บางส่วนยังจดจำวีรกรรมในอดีตของ “สหายแสง” ได้เป็นอย่างดี

“หมอสงค์”ขวัญใจไทบ้าน

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าเสรีรวมไทย ได้ชักชวน “นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ” วัย 83 ปี มาเป็นรองหัวหน้าพรรค และเป็นแม่ทัพอีสาน

“หมอสงค์” เป็น ส.ส.นครพนมหลายสมัย และรู้จัก “เสรีพิศุทธ์” มาแต่สมัยที่หมอสงค์ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม เนื่องจากสถานการณ์สงคราม ข้าราชการทุกฝ่ายในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกัน

นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์  พาเสรีพิศุทธ์ ไปหาเสียงที่นครพนม

หมอสงค์รับตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลนครพนม ตั้งแต่ปี 2517 และได้จัดตั้ง “หน่วยหมอเคลื่อนที่” ออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งเขตสีแดง และสีชมพู

เป้าหมายลึกๆ ก็คือการทำสงครามแย่งชิงมวลชน เพราะฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้ “หมอฝังเข็ม” มาดูแลชาวบ้าน อีกด้านหนึ่ง โครงการหมอเคลื่อนที่ ทำให้ชาวบ้านรู้จักหมอสงค์

เมื่อหมอสงค์ลาออกจากราชการมาสมัคร ส.ส.ปี 2526 ก็ชนะเลือกตั้ง อานิสงส์จากหน่วยหมอเคลื่อนที่สมัยทำสงครามแย่งชิงมวลชน ทำให้หมอสงค์หาเสียงไม่ยาก 

เลือกตั้ง 2562 หมอสงค์ลุยหาเสียงเคียงคู่หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และฉายา “วีรบุรุษนาแก” ยังขายได้ในสมรภูมิเลือกตั้งอีสาน 

ไฟใต้ที่ปัตตานีเราจะตั้งรับตลอดไปหรือ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้ที่ปัตตานีเราจะตั้งรับตลอดไปหรือ?

30 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไฟใต้,ปัตตานี
เปิดอ่าน 1,770 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีผู้ส่งคลิปภาพระเบิดและการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่ประสงค์หรือผู้ก่อความไม่สงบมาให้ชมอย่างจุใจ และมีคำถามว่าเราจะตั้งรับรอการโจมตีอยู่แบบนี้ตลอดไปหรือ ?

ขอสรุปเหตุการณ์ว่ามีผู้บาดเจ็บ-ล้มตายเป็นจำนวนหนึ่ง แล้วก็มีการขอกำลังเสริมเพื่อป้องกันซ้ำเดิมระลอกสอง

‘ดับเครื่องชน’ ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้รักษาประเทศชาติของเราให้คงอยู่ตลอดไป และอยากถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เหตุเกิดขึ้นซ้ำซากเช่นนี้หรือ ?

ถึงเวลาที่เราต้องใช้วิธีการรุนแรงเฉียบขาดดีกว่าตั้งรับเป็นเป้านิ่งให้ผู้ก่อความไม่สงบโจมตีอยู่ตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 รับน้องลุกลามไปอีก
 เด็กมัธยมก็เอาด้วย

ผมขอเป็นสื่อกลางนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อพ่อ แม่ ผู้ปกครองและครู อาจารย์ว่าการรับน้องปัจจุบันลุกลามไปใหญ่โตขึ้นถึงเด็กมัธยมแล้ว และจะต้องมีการดำเนินการต่อไปนี้คือ

1.จะปรับรูปแบบการรับเพื่อนใหม่ให้เป็นกิจกรรมเชิงบวกและสร้างสรรค์ให้มากขึ้น
2.จะไม่ใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและวาจาลดคุณค่าความเป็นมนุษย์และละเมิดสิทธิ
3.จะแสวงหาแนวทาง รูปแบบ กิจกรรมการรับเพื่อนใหม่ที่สื่อให้เห็นถึงคุณค่าในตนเอง เคารพตนเอง เห็นคุณค่าของผู้อื่นและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
4.จะไม่ให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน ยาเสพติด อบายมุขทุกชนิดเข้ามาเกี่ยวข้อง
5.ไม่เพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้อง และการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น

กิจกรรมรับน้องไม่ได้จบเฉพาะช่วงแรกเข้า แต่บางที่มีจนจบการศึกษา ก่อและสะสมความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจ เท่าที่ติดตามช่วง 7 ปีที่ผ่านมาอาจดูเหมือนมีสถานการณ์น้อยลง แต่เพราะกลายเป็นกิจกรรมใต้ดินที่ควบคุมยากมากขึ้น

มีการส่งต่อเหมือนไวรัสกลายพันธุ์ที่เกิดในสถาบันใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนมากขึ้น โดยเฉพาะลามไปในโรงเรียนมัธยม ทั้งนี้ความรุนแรงในการรับน้องและกระบวนการยุติธรรมที่สาวไปไม่ถึงตัวผู้กระทำความผิด เป็นเรื่องที่สถาบันมักปิดข่าว

เรื่องนี้เกิดจากการเชื่อมโยงของ 5 ภาคส่วน ได้แก่ 1.ตัวมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน 2.บุคลากรในสถาบัน 3.นักศึกษาทั่วไปหรือรุ่นพี่ 4.ผู้นำนักศึกษา 5.นักศึกษา ที่เป็นสาเหตุ

จึงขอให้ช่วยกันกำจัดเชื้อความรุนแรงออกไปให้หมดในกิจกรรมรับน้องใหม่ด้วย
‘ผู้ปกครอง’ กทม.


เรียน ‘ผู้ปกครอง’ กทม.
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วเป็นเรื่องน่าสนใจมากๆ ครับ เพราะเวลานี้การรับน้องใหม่ที่มีเฉพาะในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาบางแห่งที่เรียกว่าอุดมศึกษาแพร่ขยายไปถึงระดับมัธยมแล้ว

เด็กพวกนี้มีความรับผิดชอบไม่พอถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันถึงบาดเจ็บล้มตายดังเป็นข่าวที่ทราบกันอยู่และผมเองไม่สนใจว่าหลักวิชาการจะเป็นอย่างไรเพียงแต่ขอให้เลิกไป

เรามีทางออกที่จะทำกิจกรรมดีๆ มากมายหลายอย่างแทนที่จะใช้ความรุนแรงก็ใช้วิธีอื่นๆ ที่สร้างความสมานฉันท์ดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


“สมศักดิ์-เยาวภา”กับธรรมกายฝั่งโขง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สมศักดิ์-เยาวภา”กับธรรมกายฝั่งโขง

30 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์,สมศักดิ์ เทพสุทิน,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,ธรรมกายฝั่งโขง
เปิดอ่าน 25,825 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

เรื่องราวของ “ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์” พุทธอุทยานริมโขง ไม่ใช่ปิดลับอะไร ข้อมูลข่าวสารเก่าๆ ของชาวธรรมกาย ยังหาอ่านกันได้

หลังเลือกตั้งปี 2548 “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ประมุขวังน้ำยม ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐบาลทักษิณ 2 ระหว่างนั้น มี ส.ส.หนองคายคนหนึ่ง ได้เสนอให้ปลุกกระแสท่องเที่ยว “ตำนานบั้งไฟพญานาค” ที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

“สมศักดิิ์” ในนามมูลนิธิพุทธอุทยานนานาชาติ จึงซื้อที่ดิน 300 ไร่ ในพื้นที่ อ.โพนพิสัย ซึ่งที่ดินผืนดังกล่าวอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงและถนนทางหลวงแผ่นดินสายหนองคาย-บึงกาฬ เพื่อสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ เป็นที่ประดิษฐานปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ และอาคารอเนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นอาคารประชุมทางพระพุทธศาสนา

ที่สำคัญ ทำเลที่ตั้งพุทธอุทยานแห่งนี้ ติดฝั่งโขง จึงหวังจะสร้างเป็นพุทธานุสรณียสถานสืบสานตำนานบั้งไฟพญานาคให้ชาวโลกได้รับรู้ความจริง

ตามข้อมูลในข่าวสารของธรรมกาย สมศักดิ์และครอบครัว ได้ถวายที่ดินผืนนี้ให้แก่พระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงการมอบให้ทางวัดพระธรรมกายดำเนินการนั่นเอง

          หลังรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์ก็ไม่ได้ลงมือก่อสร้างปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ ปล่อยให้ที่ดินผืนนั้นรกร้างว่างเปล่า กระทั่งปี 2551 อนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์

ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ สมศักดิ์นำกลุ่มมัชฌิมา จับมือกลุ่มเพื่อนเนวิน ตั้งพรรคภูมิใจไทย เมื่อมีการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นฝ่ายค้าน

          วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ร้านอาหารโฮคิตเช่น ย่านเหม่งจ๋าย “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” พร้อมด้วย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นัดรับประทานอาหารกับกลุ่มมัชฌิมาของสมศักดิ์ เทพสุทิน โดยวันนั้นมี ส.ส.และอดีต ส.ส.สายมัชฌิมา ประมาณ 15 คน มาแนะนำตัวกับเจ๊แดง 

ก่อนหน้านั้น มีข่าวเจ๊แดงไปรับประทานอาหารที่ร้านกินเส้นของสมศักดิ์มาแล้ว ซึ่งการพบปะกันครั้งนั้น เป็นสัญญาณบอกว่า กลุ่มมัชฌิมาจะย้ายกลับพรรคเพื่อไทย โดยรอเวลาที่จะมีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น

          วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 “สมศักดิ์-อนงค์วรรณ” พร้อมด้วยชาวธรรมกาย ได้ทำพิธีตอกเสาเข็มต้นแรก สถาปนา “ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์” เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ศูนย์รวมใจชาวพุทธบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำโขง

ในพิธีตอกเสาเข็มวันนั้น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมงานด้วย ซึ่งสมศักดิ์ได้กล่าวด้วยความปลื้มปีติว่า “ผมได้รวบรวมซื้อไว้โดยใช้เวลานานกว่า 6-7 ปี เพื่อจะได้นำมาสร้างเป็นปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ โดยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาริมฝั่งโขง ซึ่งผมก็ขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงสุด ที่ท่านมีต่อชาวพุทธ ที่ท่านได้ลงมาเป็นแม่งานในการดำเนินการทั้งหมด ผมปลื้มและดีใจเป็นอย่างมากครับ”

วันที่ 17 ธันวาคม 2556 หลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจยุบสภา สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ได้นำสมาชิกจำนวน 10 กว่าคน สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) กลุ่มของสมศักดิ์ลงสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคเพื่อไทยหลายจังหวัด

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 โครงการสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ ยังเดินหน้าต่อไป โดยวันที่ 8 ตุลาคม 2557 “สมศักดิ์-อนงค์วรรณ” ยังจัดงานทอดผ้าป่าสร้างพุทธอุทยานนานาชาติ หนองคาย โดยมี บรรพต-บุษบา ดามาพงศ์ เป็นประธานนำถวายผ้าป่า

หลังปี 2558 ก็ไม่มีข่าวสารของครอบครัว “เทพสุทิน” กับพุทธอุทยานนานาชาติ แต่ชาวธรรมกายก็ยังพัฒนาพุทธอุทยานนานาชาติให้เป็นสะพานบุญข้ามโขงไปยังสำนักสาขาธรรมกายที่ภูเขาควาย สปป.ลาว

          ทุกวันนี้ พุทธอุทยานนานาชาติ อ.โพนพิสัย ได้กลายเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาค ที่มีประชาชนหลั่งไหลไปเที่ยวชมในทุกปี

ต้องฟังชาวบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องฟังชาวบ้าน

30 กรกฎาคม 2562 – 08:23 น.
ประชาชน,รัฐมนตรี
เปิดอ่าน 1,192 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2562

คำร้องเรียนของชาวบ้านย่านถนนพระราม 2 ถึงรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมก็คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้างเพิ่มเติมพระราม 2 ระยะทาง 11 กิโลเมตร แต่ใช้บริษัทรับเหมามากราย อีกทั้งบางบริษัทเคยรับเหมาก่อสร้างในพื้นที่เเต่ทำงานล่าช้า แต่ยังได้ร่วมก่อสร้างอีกนั้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็รับปากว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ ส่วนที่ว่าจ้างถึง 3 บริษัทก็เป็นไปเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน อย่างไรก็ตาม กรณีถนนพระราม 2 ที่รู้จักกันว่า มีการก่อสร้างนานเจ็ดชั่วโคตรนั้น ถือเป็นบทเรียนหนึ่งของการปล่อยปละละเลยจากหน่วยงานราชการ ซึ่งถ้าหากสำรวจพื้นที่ก่อสร้างถนนทั่วประเทศ ก็คงจะพบปัญหาลักษณะคล้ายๆ กัน คือชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อย่างถนนกาญจนาภิเษกฝั่งตะวันตก ก็กำลังจะตกอยู่ในสภาพเจ็ดชั่วโคตรเช่นกัน ยังไม่นับถนนสายรองลงไปอีกมากมาย

  คำร้องเรียนของชาวบ้านย่านถนนพระราม 2 ยังเสนอให้ตั้งคณะกรรมการทุกภาคส่วนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อบูรณาการแผนงาน สะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมานั้น หน่วยงานราชการละเลยที่จะสำรวจหรือสอบถามความเห็นจากชุมชนอย่างเอาจริงเอาจัง กล่าวสำหรับถนนพระราม 2 หรือทางหลวงหมายเลข 35 มีสภาพปัญหาการจราจรติดขัดแต่เดิมอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางสายหลักลงสู่ภาคใต้ แบ่งเบาการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษมแล้ว บริเวณรายรอบถนนสายนี้ ยังมีสถานที่ในเชิงพาณิชย์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งสถานพยาบาล โรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว แต่สภาพพื้นที่มีจำกัดไม่สามารถขยายถนนได้ ทางออกในอนาคตอันใกล้คือสร้างทางยกระดับ แต่ถึงอย่างนั้น กิจกรรมใดๆ เกี่ยวกับถนนหนทาง ก็ต้องอาศัยการฟังความจากประชาชนและวางแผนงานอย่างละเอียดรอบคอบ

นอกจากเรื่องการก่อสร้าง ซ่อมแซมต่อเติมที่ต้องดำเนินการอยู่เป็นประจำแล้ว ปมปัญหาหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมควรกวดขันเป็นพิเศษก็คือ ลักษณะของสัญญาการจ้างงาน ซึ่งนอกจากความโปร่งใสเป็นธรรมแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านสภาพแวดล้อมทั่่วไป และความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งจะต้องมีแผนงานรองรับที่ดี เช่น แผนงานด้านการจราจรที่ต้องบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ระยะเวลาของการทำงานที่ไม่ควรจะนานเกินไป แต่ที่ผ่านมา แผนงานลักษณะนี้มักจะทำกันเฉพาะโครงการใหญ่ๆ เช่น การก่อสร้างงานโยธาของโครงการรถไฟฟ้า ที่แม้จะเตรียมแผนมาแล้วก็ยังมีปัญหาหน้างานอีกมากมาย แต่ในส่วนของโครงการที่มีขนาดรองลงไป ผู้รับเหมารายเล็กๆ แต่สร้างปัญหาจราจรได้อย่างใหญ่หลวง ต้องสอดส่องดูแลกันอย่างจริงจัง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นเชื้อโรคร้าย ระบาดไปแทบทุกอณูของสังคม สภาพลูบหน้าปะจมูกระหว่างหน่วยราชการซึ่งเป็นผู้จ้างงาน กับนักธุรกิจก่อสร้างที่เป็นผู้รับเหมาก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับหลายๆโครงการ  จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนย่อมจะต้องสงสัยว่า เหตุใด ผู้รับเหมาบางรายจึงสามารถทำงานได้ตามสะดวก จะหยุดงานวันไหนก็หยุด จะปิดถนน ปิดการจราจรอย่างไรก็ได้ ก็แค่ให้คนงานยกเอากรวยสีส้มมากั้นทาง ดูง่ายดายไปหมด เหมือนกับผู้รับเหมา “เส้นใหญ่” ลักษณะเช่นนี้เป็นการทำร้ายประชาชนอย่างแสนสาหัส โดยผู้เกี่ยวข้องกับโครงการทุกฝ่าย ไม่ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น

“ผู้ลี้ภัย 112” สอนมวย “ปิยบุตร” อย่าไร้เดียงสา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381403?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ผู้ลี้ภัย 112” สอนมวย “ปิยบุตร” อย่าไร้เดียงสา

29 กรกฎาคม 2562 – 11:05 น.
112,สุรชัย แซ่ด่าน,ชูชีพ ชีวสุทธิ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,วงไฟเย็น
เปิดอ่าน 54,690 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 29 ก.ค.62

**************************

ควันหลงจากศึกอภิปรายนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ 2 เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นการสร้างความปรองดอง ตามนโยบายของรัฐบาล โดยอ้างถึงว่า มีผู้คิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาลยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หลายคนลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ซึ่งคนเหล่านั้น ล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น

ปิยบุตร แสงกนกกุล

“อาจารย์ป๊อก” ยกตัวอย่างนโยบาย 66/2523 ว่าเป็นนโยบายที่ชาญฉลาดของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนสามารถนำไปสู่ความปรองดองได้สำเร็จ ฉะนั้นจึงขอฝากนายกรัฐมนตรี ให้พานักโทษทางการเมืองกลับคืนสู่ประเทศ

การกลับคืนสู่มาตุภูมินั้น รัฐบาลจะต้องมีหลักประกันในเรื่องของ “คดี 112” ต้องทำให้เป็นคดีการเมือง หรือทำให้พวกเขาเป็นนักโทษการเมือง

จอม ไฟเย็น

“จอม ไฟเย็น” แห่งกลุ่มไฟเย็น ที่อยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สวนกลับปิยบุตรทันที “จำไว้ปิยบุตร ผู้ลี้ภัย คือผู้ลี้ภัย ไม่ใช่นักโทษการเมือง คุณไม่มีหน้าที่พิพากษา เปลี่ยนเราเป็นนักโทษ”

“ป๊อก” หลงประเด็น

ข้อเสนอ “ปรองดอง” เพื่อนำคนลี้ภัยการเมืองกลับบ้านของ “ปิยบุตร” ได้ถูกโต้กลับจาก “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยคดี 112 ที่พำนักอยู่ในประเทศฟินแลนด์

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

“จรรยา” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นยาวเหยียด สื่อสารส่งความถึงคนในเมืองไทยส่วนใหญ่ มักจะเลือกพูดในเรื่อง “พาผู้ลี้ภัยการเมืองกลับบ้าน”​ โดยไม่พูดที่ต้นตอปัญหาของการลี้ภัย นี่คือการหลงประเด็น

พวกเขามาอยู่ในต่างประเทศ เพื่อการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้จริง ไม่ใช่ลี้ภัยการเมือง

“แน่นอนชีวิตของผู้เลือกสู้อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว และไม่ได้เลือกอยู่ต่างประเทศเพื่อใช้ชีวิตโดยตั้งหลักปักฐานที่ต่างแดน มันลำบากกันมาก และก็ไม่อาจหลีกพ้นจากการข่มขู่คุกคาม และก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว…”

ดูเหมือน “ปิยบุตร” และนักประชาธิปไตยจ๋าในเมืองไทยทั้งหลาย มองว่า คนเสื้อแดงที่หลบอยู่ในลาว, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, สหรัฐ และบางประเทศในยุโรป เป็น “คนคิดต่างทางการเมืิอง”

อาจารย์ป๊อก คงไม่เคยฟังวิทยุใต้ดินทางยูทูบ นักสู้ในต่างแดนเหล่านี้ ประกาศอุดมการณ์ชัดเจนคือ ปลดแอกระบอบ “เหยียบหัวคน” ในประเทศไทยให้ได้

อย่าไร้เดียงสา

สมัยที่ “ชูชีพ ชีวสุทธิ์” หรือ “ลุงสนามหลวง” ยังจัดรายการวิทยุใต้ดินทางช่องยูทูบ ก็แสดงจุดยืนไม่กลับเมืองไทย ตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

แม้แต่ “จอม เพชรประดับ” และ “สุนัย จุลพงศธร” ยังเลือกที่จะสู้อยู่ในต่างแดน เพราะโลกไร้พรมแดน อยู่ที่ไหนก็สู้ได้

วงไฟเย็น

“จรรยา” จึงเตือนสติ “ปิยบุตร” จะให้ผู้ลี้ภัยกลับไปอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว พูดอะไรไม่ได้ พูดอ้อมเขาสามลูก โดยไม่ยอมพูดถึงยอดเขา

ผู้ลี้ภัยระดับฮาร์ดคอร์ ยังวิจารณ์นักประชาธิปไตยในเมืองไทย อย่าคิดแค่สงสารคนอยู่ในต่างประเทศ คิดจะพาเรากลับบ้าน

“ไม่แตะโครงสร้างและต้นตอปัญหาการเมืองไทย ไม่เคยเอ่ยถึงสาเหตุของการเลือกสู้ของพวกเราที่ต่างแดน คือการหลงประเด็น และเลือกที่จะหลงประเด็น”

สรุปว่า คนลี้ภัยการเมืองไทยที่เลือกสู้ที่ต่างแดน ยอมเสี่ยง ยอมเสียสละ และใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองไทย

ผู้ลี้ภัยอย่าง “จรรยา” พยายามจะบอกนักประชาธิปไตยในไทย “เลิกไร้เดียงสา” ได้แล้ว

พาใครกลับบ้าน?

จะว่าไปแล้ว ผู้ลี้ภัยในลาว ก็มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ฝันว่าจะได้กลับเมืองไทย คือ “สุรชัย แซ่ด่าน” แกนนำกลุ่มแดงสยาม

สุรชัย แซ่ด่าน

เนื่องจาก “สุรชัย” ได้รับข้อมูลมาจากแหล่งข่าวที่ไว้ใจได้ว่า หลังการเลือกตั้ง 2562 ตัวเขาและคนใกล้ชิดจะได้กลับคืนบ้าน โดยคดีความเกี่ยวกับ ม.112 นั้น จะกลายเป็นคดีการเมือง และจะได้รับนิรโทษกรรม

กลุ่มลุงสนามหลวง และกลุ่มไฟเย็น ไม่เชื่อข้อมูลดังกล่าว จึงพยายามหาทางออกจากเมืองลาวเอง จนกลุ่มลุงสนามหลวงปลอมพาสปอร์ต และไปถูกจับที่เวียดนาม ยังไม่รู้ชะตากรรม

ปลายปี 2561 สุรชัยและคนใกล้ชิดก็ไม่ได้กลับเมืองไทย แต่กลายเป็น “ศพ” ลอยน้ำโขง (เฉพาะคนสนิทสองคน แต่สุรชัยไม่มีใครพบเขา)

วัฒน์ วรรลยางกูร

จากเหตุการณ์กลุ่มสุรชัยถูกอุ้มฆ่า ทำให้ “วัฒน์ วรรลยางกูร” ทำเรื่องขอลี้ภัย และได้เดินทางจากลาวไปฝรั่งเศส เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มไฟเย็น 6 คน ทำเรื่องลี้ภัยแล้ว แต่ยังไม่มีประเทศไหนยอมรับ และเฝ้าลุ้นคำตอบอยู่ในลาว พวกเขาขอไปตายดาบหน้า

นาทีนี้ สมาชิกไฟเย็นก็ไม่พร้อมจะกลับเมืองไทย ในสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีชื่อลุงตู่