สั้นๆตรงๆกับ’ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380838?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สั้นๆตรงๆกับ’ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า’

24 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
ผู้กองตุ๋ย,รอธรรมมนัส พรหมเผ่า,ครมประยุทธ์ 2
เปิดอ่าน 3,728 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

การฟอร์ม ครม.ประยุทธ์ 2 นั้น หลายคนรับรู้ว่าเริ่มต้นแบบตะกุกตะกัก….

กาวใจและการเดินเกมแบบบนดินและใต้ดินนั้นเพื่อให้รัฐนาวาชุดนี้ขยับหลายคนรู้ว่า “ผู้กองตุ๋ย” จากเมืองพะเยาเป็นคนประสานสิบทิศเพื่อผลักดันให้รัฐนาวาลำนี้ลงปากอ่าวและเริ่มฝ่ามรสุมออกไปได้

แม้หลายคนจะประเมินว่าสนิมจะเกิดแต่เนื้อในตนของเรือเหล็กลำนี้ แต่ยาป้องกันสนิมขนานเอกจากเมืองพะเยานั้น ลุงตู่และคณะพอจะมั่นใจว่าจะป้องกันบางสิ่งที่จะทำให้เรืออับปางกลางทางได้

เพราะยาป้องกันสนิมขนานนี้จะต้องประสานคนในพปชร.หลากขั้วและพรรคร่วมรัฐบาลหลากหลาย แม้แต่ขั้วตรงข้ามก็ยังตัองอาศัยยาจากสำนักเมืองเหนือเยียวยา…

นโยบายรัฐบาลผสมสิบเก้าพรรคที่มี 254 เสียงนั้น หลายฝ่ายประเมินว่า “ทำงานลำบาก” และรอลุ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร.1 และสนามไชย 1 จะบัญชาการเกมการเมืองในวันที่ไร้ม.44 อย่างไร แม้วันนี้จะมีผู้กองตุ๋ยมาช่วยงานแล้วหลายด้าน

เครือเนชั่นสัมภาษณ์ “ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า “ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ในวันนี้ว่า

วางแนวทางทำงานในหน้าที่เสนาบดีเพื่อแก้ปัญหาชาวบ้านอย่างไร และความวุ่นๆ ยุ่งๆ ในพปชร.นั้น จะเป็นเช่นใดต่อ?…

หนึ่ง รมต.ที่สังคมจับตาว่าบทบาทจากนี้ในการทำหน้าที่จะไปรอด…คำตอบอยู่จากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

การทำงานช่วงนี้เป็นอย่างไร?
“ตอนนี้เดินสายตรวจงานของกระทรวงในต่างจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้คือภัยแล้ง เกษตรกรอยู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ผมต้องลงไปฟังเก็บข้อมูลและสั่งแก้ปัญหาทันที

ทุกข์สุขของชาวบ้านคือการบ้านของรัฐบาล ดังนั้นสิ่งใดทำได้ ทำเลย เช่น จ.พะเยา ที่เจอภัยแล้ง ผมพบว่าการทำฝนหลวงทิ้งช่วง ผมสั่งให้ดำเนินการต่อเนื่องปรากฏว่าฝนตกแล้ว”

     กระแสตอบรับครม.ชุดนี้ช่วงลงพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร?
“หากเราตอบโจทย์ได้ทัน เมื่อเข้มงวดกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การช่วยชาวบ้านก็ได้ผล ผมอยากให้ทุกจังหวัดมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำที่มีตัวแทนของทุกภาคส่วนมาช่วยกันวางแผนทั้งน้ำแล้งน้ำท่วม และต้องวางแผนสิบสองเดือน ทำงานทั้งปีต่อเนื่อง บริหารจัดการแบบนี้จะได้ผล

ภัยแล้งข้างต้นที่ผมระบุเมื่อเข้มงวดการทำฝนหลวงมันก็ช่วยแก้ปัญหาได้ทันที พะเยาโมเดลที่ผมใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ผมจะเสนอกระทรวงใช้แนวทางนี้แก้ไขแบบถาวร

ภัยแล้งนั้นสั่งการให้สำรวจความเสียหายหากพบว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยต้องประกาศพื้นที่ภัยแล้งและเยียวยาเกษตรกรทันที

ส่วนนโยบายพรรคนั้น พรรคของผมหาเสียงเอาไว้นโยบายเกษตรที่สัญญาก็ต้องผลักดันและทำให้ได้ตามที่รับปากชาวบ้าน”

วางมาตรการการไม่ชดเชยหากสินค้าเกษตรเสียหายหรือตกต่ำอย่างไร?
“หากบริหารจัดการน้ำสิบสองเดือนต่อเนื่องได้ การครบวงจร สิ่งที่ถามมาจะไม่มีต่อไป สินค้าเกษตรจะไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ การโซนนิ่งเกษตรกรรมนั้น ต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมเร็วที่สุดและครอบคลุมทุกด้านในประเทศเพื่อดูแลคุณภาพสินค้าและราคา หากทำได้เร็ว เกษตรกรก็จะสบาย”

 ความขัดแย้งช่วงตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาจบแล้วหรือไม่?
“ไม่มีแล้วตอนนี้พรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งเดียว และพรรคร่วมรัฐบาลก็เช่นกัน ศัตรูภายในวันนี้ไม่มีเพราะมีแต่ศัตรูภายนอก คือปัญหาของประเทศและการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน พวกเราต้องทำงานให้ดี ไม่เป็นเป้าให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีได้ การที่พรรคจัดสัมมนาและประชุมส.ส.ของพรรคเพื่อติวให้ทุกคนมีคุณภาพในการทำงานให้ดี”

ตอนนี้แสดงว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารพร้อมทำงานแล้ว แต่ขั้วตรงข้ามก็แสดงความพร้อมในการทำงานการเมืองท้องถิ่นล่วงหน้าไปแล้ว?

“ยืนยันพรรคพร้อมด้านนี้และเดินไปไกลแล้ว เราคัดสรรนักการเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักไว้ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นทุกเวที
รายชื่อคนที่เหมาะสมจะเป็นตัวแทนพรรคที่ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นนั้นกรรมการบริหารพรรคจะช่วยกันคัดเลือก

ผมดูแลภาคเหนือและภาคใต้ทั้งหมด ภาคอีสานนั้น เอกราช ช่างเหลา, สุพล ฟองงาม, วิรัช รัตนเศรษฐ ช่วยกันดูแล ภาคกลางมีการแบ่งพื้นที่กันของแกนนำพรรคในการคัดเลือก รวมทั้งภาคกทม.ด้วย ย้ำว่าพรรคพร้อมทำงานทุกด้าน

  “มั่นใจว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐจะเดินหน้าและไปรอด?
“ไปได้ดี ไปได้สวย ผมไม่ได้โม้นะ เพราะพรรคทำได้จริง”

รอยปริปิดสนิท?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยปริปิดสนิท?

24 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,รอยปริปิดสนิท,พปชร
เปิดอ่าน 1,472 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

ภาพและข่าว “ซูเปอร์บิ๊กแห่ง พปชร.” แวะเวียนไปพบมวล ส.ส.ที่สังคมรับรู้กันนั้น ยามนี้ทุกฝ่ายพึงทราบแล้วว่าใครคือคนที่กุมสภาพพรรคนี้?

ข่าวที่ออกหลังซูเปอร์บิ๊กไปปรากฏตัวนั้น …เชิงลบเพียบ ของแบบนี้ต้องรับสภาพกันตรงๆ และขั้วฝ่ายค้านนำไปกระตุ้นต่อมอารมณ์คนบนบัลลังก์ให้ชี้แจงเป็นแน่แท้ว่าท่านไปและกลับด้วยวิธีใด?

แน่นอนว่าไม่กี่วันข้างหน้านี้รออยูว่ารอยยิ้มและต่อมหัวเราะของครม.เป้าหมายจะทำงานเต็มสูบหรือไม่เพราะขั้วฝ่ายค้านพร้อมกระชากต่อมโมโหให้ดำเนินการทุกชั่วขณะ

แต่ตอนนี้ย่านรัชดาภิเษก ซอย 54 หลายคนอมยิ้มเพราะเบื้องต้นนั้น….รอยปริใน พปชร.น่าจะเชื่อมได้เพราะ “ซูเปอร์บิ๊กตัวจริง เสียงจริง” ออกมาแสดงบทบาทให้เห็นแล้ว หลังกระแสข่าวลือมาพักใหญ่…ดังนั้นความเชื่อมั่นจากทุกขั้วใน พปชร.ทวีกลับมาเพราะเมื่อซูเปอร์บิ๊กเผยกายที่ทำให้ทุกขั้วเข้าถึงโดยไม่ผ่านเอเย่นต์และอาจโดนตัดตอนความต้องการ…..

“เศษกรวดเศษทราย” ที่มาจากหลายมุมทั่วไทยแต่ผ่านการหลอมการแย่งเก้าอี้จบลงแล้วและทุกอย่างล่วงมาจนตกผลึกเป็น “แก้ว” ยี่ห้อ พปชร.และพรรคนี้หวังมีอายุ 4-12 ปี ในการทำหน้าที่รัฐบาลนั้น

ใครหลายคนรอดูว่าแก้วยี่ห้อนี้จะทนทานนานปีได้ดั่งที่แกนนำ พปชร.บางมุ้งฟุ้งไว้หรือไม่…

แน่นอนว่ายามนี้คนใน พปขร.บางมุ้งย่อมดีใจเพราะเมื่อซูเปอร์บิ๊กแบไต๋ออกมาโต้งๆ แบบนี้ว่าอยู่ที่นี่แบบเกือบเป็นทางการนั้น ชาว พปชร.ไม่อุ่นใจได้หรือ….

แต่มุมกระจกทางตรงข้ามเมื่อแบไพ่ออกมาแบบนี้ …ภาพและข่าวออกมาแบบนี้ …ข่าวลือก่อนหน้านี้…. ทำให้บางคำทางการเมืองที่ว่าไว้ว่า “ตำบลกระสุนตก” นั้น ยามนี้ตำบลนี้จะมีทั้งตั้งอยู่ที่ค่าย พปชร.แบบช่วยไม่ได้

จากนี้ไปอะไรๆ ก็จะบอมบ์มา ณ ตำบลนี้ทุกระยะแบบเท่าทวีคูณ

ดังนั้นไม่ว่าภาพและข่าวจากนี้ไปจะออกมาบวกหรือลบมันมาจากสิ่งที่สังคมวินิจฉัยนั้น คนใน พปชร.อย่ามองว่าสังคมเลือกข้างที่จะตำหนิเพียงมุมเดียว เพราะอย่าลืมกระแสข่าวที่ผ่านมาทุกสื่อเสนอข่าวแนวไม่บวกแทบทั้งนั้น

ดังนั้นรอยปริที่คุยว่าปิดสนิทแล้วอาจจะปิดได้เพียงผิวชั้นต้นเพราะชั้นกลางและชั้นในยังมิอาจสมานกายได้ทั่วถ้วน?

และรอยปรินั้นอาจแยกขยายได้เพิ่มเพราะในเมื่อไม่กี่นาทีข้างหน้าการเปิดม่านแถลงและอภิปรายนโยบายรัฐบาลจะบังเกิด การบอมบ์เป้าหลักของขั้วต้านลุงตู่มันคือสิ่งปกติทางการเมือง ดังนั้นคนใน พปชร.ที่มีกระแสกลิ่นการเมืองอย่าเพิ่งเต้นตามจังหวะว่าฝ่ายค้านจองเล่นเกมการเมืองแบบมิควรเสียแต้มจนเกินไป

อย่าลืมว่าบทของฝ่ายค้านคือตีจุดอ่อนเพื่อชิงแต้ม แม้จะชกใต้เข็มขัดในบางเวลาที่กรรมการเผลอ…แต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเล่นนอกบทเองแล้วกัน

เพราะแว่วว่าขุนพลป้องรัฐบาลของ พปชร. จะเล่นบทฉายเดี่ยวเนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือนั้น ทีมสายสืบไม่มีกระแสข่าวเตรียมทีมป้องกันเป้าหลัก เพราะรู้มาเพียงว่าหากมิพาดพิงเจ้านายของตัวเอง คนในพรรคร่วมก็มิขยับกาย…

และเมื่อมองรายชื่อขุนพลข้างต้นของ พปชร.ที่จะสวมบทองครักษ์ครม.นั้น บางคนเห็นรายชื่อและดีกรีทางการเมืองแล้วอดกังวลแทนลุงตู่ว่าองครักษ์บางรายอาจพาลงเรือเหล็กไหลลงห้วงน้ำลึกจนกู่ไม่กลับ เพราะแว่วว่าการเตรียมทีมมีคนหน้าใหม่และหน้าเก่าที่จะมาปกป้อง 3 ป. และรมต.ของ พปชร.กันราว 20 คน

…แต่การวางคนไว้ในการทำงานนี้ขอถามแกนนำ พปชร.ว่าคำนึงพอควรแล้วใช่หรือไม่ว่า “มวยใหม่จะไม่นำพาคนบนบัลลังก์ร่วงเพราะอ่อนเชิง….รวมทั้งบรรดามวยใหญ่ที่จะออกหน้าสกัดทัพนั้นจะกู้เรือเหล็กพ้นวังน้ำวนได้?”

ตรงนี้แหละที่บางคนใน ครม.และ พปชร.หัวใจอมทุกข์เพราะรู้ดีว่าเชิงมวยขององครักษ์หลายคนขนปีกเพิ่งประดับและเชิงมวยรองหลายขุม

แบบนี้มองแล้วเกมนี้มวยใหญ่ของ พปชร.ต้องอย่าเผลอเพราะบางคราวมวยใหม่และมวยเจนสังเวียนบางคนใน พชปร.เล่นการเมืองเสมือนนกเพิ่งหัดบินและหวังบินไกล

แบบนั้นจะโดนกระแสลมสอยร่วงจนเสียกระบวนทัพและอาจสร้างรอยปริเพิ่มในอาคารปานศรีได้

รอชมว่าเกมการเมืองที่ลุงตู่จะบัญชาจากนี้จะเอาอยู่กับรอยปริที่เพิ่งปิดแผลไปไหวไหม? และขั้วตรงข้ามจะกระชากแผลให้ฉีกแยกได้เพื่มเติมหรือไม่?

บทเรียนคดีแพรวา…ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนคดีแพรวา…ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย

24 กรกฎาคม 2562 – 09:55 น.
คดีแพรวา,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 4,529 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

บทเรียนสำคัญจาก “คดีแพรวา” มีอยู่ 2 อย่าง คือ ในคดีแพ่ง การได้คำพิพากษาว่าเราชนะ ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เงิน ภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่ทนายก็คือ “ได้คำพิพากษา แต่ไม่ได้เงิน” เพราะกระบวนการบังคับตามคำพิพากษาเป็นขั้นตอนที่แยกต่างหากอีกส่วนหนึ่งกับการต่อสู้คดี และเป็นขั้นตอนที่ไม่ง่าย

อีกหนึ่งบทเรียนที่ได้เรียนรู้ก็คือกระบวนการยุติธรรมไทยมีช่องโหว่ และมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เหยื่อที่เป็นคนยากจน หรือคนหาเช้ากินค่ำ เข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก

เรามาดูขั้นตอนของการบังคับคดีแพ่ง โดยยึดโยงจากคดีแพรวา จะสรุปเป็นขั้นตอนได้แบบนี้

1.เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้แพ้คดีจะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” (ผู้ชนะคดีเป็นเจ้าหนี้) ถ้าผู้แพ้คดีไม่มาศาล และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ศาลจะออก “คำบังคับ” ให้ปฏิบัติตาม โดย “คำบังคับ” นั้น ศาลจะกำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาด้วย กฎหมายกำหนดให้ไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยทั่วไปจะราวๆ 30 วัน นี่เป็นกรณีปกติแบบที่ผ่านๆ มา

แต่ปัญหาก็คือจะมีกระบวนการส่งหมาย “คำบังคับ” ไปยังแหล่งที่อยู่ของผู้แพ้คดี ซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลายาวที่สุดราวๆ 45 วัน ทำให้เสียเวลาและทำให้ผู้เสียหายที่ชนะคดีเสียโอกาส เพราะหลังได้รับ “คำบังคับ” แล้ว ก็ยังมีเวลาอีกราวๆ 30 วันในการปฏิบัติตาม รวมแล้วก็ 75 วัน

ภายหลังจึงมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนของการบังคับคดี กรณีผู้แพ้คดีไม่มาศาล ให้ถือว่ารับทราบคำพิพากษาแล้ว ศาลจะออก “คำบังคับ” หรือไม่ก็ได้ แต่ถือว่าระยะเวลาที่ศาลให้ผู้แพ้คดีปฏิบัติตามคำพิพากษาจะเดินหน้าทันที เมื่อพ้นกำหนด หากผู้แพ้คดียังไม่ปฏิบัติตามก็จะถึงขั้นตอนที่ฝ่ายผู้เสียหายที่ชนะคดี ซึ่งเรียกว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออก “หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี” เพื่อบังคับแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา (หลังจากแก้กฎหมายแล้ว กระบวนการนี้ก็รวดเร็วขึ้นระดับหนึ่ง)

2.เมื่อศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก็จะต้องมีกระบวนการสืบทรัพย์ของ “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” ว่ามีอยูที่ไหนบ้าง เพื่อยึดอายัดมาขายทอดตลาด โดยฝ่ายผู้เสียหายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองถือเป็นภาระของฝ่ายผู้เสียหาย บาดเจ็บล้มตายแล้วยังต้องจ่ายเงินจ้างทนายสืบทรัพย์

3.อายุความของการบังคับคดีคือ 10 ปี นี่คือขั้นตอนปกติตามกระบวนการ จะเห็นได้ว่าแม้ศาลจะพิพากษาให้เป็นฝ่ายชนะ ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินชดเชยเยียวยาทันที แต่ยังมีกระบวนการขั้นตอนอีกมาก ยิ่งถ้าไปเจอพวกหัวหมอ ตั้งใจจะไม่จ่ายอยู่แล้ว จะทำให้การเรียกร้องยิ่งยากขึ้นไปอีก

เทคนิคของพวกหัวหมอจะเริ่มที่…
1.การไม่ยอมไปศาล ไม่ไปฟังคำพิพากษา เพื่อหวังยืดเวลาการบังคับตามคำพิพากษา (ฉะนั้นพวกที่ไม่ไปฟังคำพิพากษาทั้งตระกูล ทนายยังชิ่ง ไม่ยอมไป แบบนี้บอกได้เลยว่าส่อเบี้ยว)

2.เมื่อผ่านกระบวนการที่ศาลออก “คำบังคับ” ให้ปฏิบัติตามแล้ว ฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะอ้างว่าไม่มีเงิน ให้ไปฟ้องเอา ซึ่งการฟ้องก็เท่ากับเปิดคดีใหม่ ต้องสู้กันอีกรอบ

3.ผู้แพ้คดีบางรายเตรียมการไว้ล่วงหน้า ยักย้ายถ่ายโอนและขายทรัพย์สินไปหมดก่อนแล้ว เหลือแต่ตัวเปล่าๆ แบบนี้ฟ้องไปก็ไม่ได้อะไร สุดท้ายต้องฟ้องล้มละลาย ซึ่งก็จะไม่ได้อะไรอีกเช่นเดิม (เดี๋ยวนี้ถูกศาลสั่งล้มละลาย แค่ 3 ปีก็หลุดได้แล้ว)

ที่ผ่านมาในวงการศาล วงการทนาย รับรู้กันดีว่า คดีแบบนี้มีเยอะมาก และกลายเป็นช่องทางให้พวกหัวหมอเบี้ยวจ่าย หรืออย่างน้อยก็ยืดเวลาจ่ายออกไปเรื่อยๆ หนีไม่พ้นก็เจรจาลดยอดจ่ายชดใช้ลงมาอีก ฝ่ายที่ชนะคดีต้องการเงิน ต่อสู้มานาน ขอลดลงเท่าไหร่ก็มักจะยอม

ผู้รู้บางคนเสนอว่า ถ้ามีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน ให้ยื่นฟ้องเพิ่มฐาน “ฉ้อโกงเจ้าหนี้” ฟังดูก็ขึงขังดี แต่การฟ้องจริงๆ ก็ยังมีเงื่อนไขอีกหลายประการ เช่น ต้องดูว่าเป็นการยักย้ายถ่ายโอนโดยทุจริต หรือเจตนาหนีหนี้หรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินราคาสูงๆ อยู่ไม่มาก แล้วโอนให้ญาติพี่น้องโดยเสน่หา แบบนี้น่าจะเข้าข่ายโกงเจ้าหนี้ หรือมีการขายอย่างเร่งรีบในราคาถูกให้ญาติ แบบนี้ก็เข้าข่าย แต่ถ้าผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากและขายออกไปบางส่วนอาจเป็นการขายตามปกติ หรือหาเงินมาสู้คดี และผู้รับโอนหรือผู้ซื้อ ก็ซื้อโดยสุจริต อย่างนี้ก็ฟ้องเพื่อบังคับเอาคืนมาชำระหนี้ได้ยาก

ยิ่งไปกว่านั้นทั้งกระบวนการสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดี เพื่อยึดอายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงการฟ้องเพิ่ม เช่น ฟ้องฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทั้งหมดนี้ถ้าเราจ้างทนายก็ต้องจ้างเพิ่ม เพราะทนายที่สู้คดีมาแต่ต้นจะรับผิดชอบแค่มีคำพิพากษาเท่านั้น ส่วนกระบวนการหลังจากนั้นถ้าจะใช้ทนายอีกต้องจ้างเพิ่ม แยกเป็นอีก 1 สัญญา หลายคดีผู้เสียหายหรือคู่ความไม่เข้าใจ ทะเลาะผิดใจกันก็เยอะ กลายเป็นเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้นไปอีก

ที่สำคัญการสืบทรัพย์เป็น “ศาสตร์พิเศษ” อย่างหนึ่ง ต้องใช้ทนายที่เก่งและมีประสบการณ์ เวลาเขาคิดค่าจ้าง เขาจะให้ตกลงขอส่วนแบ่งทรัพย์ที่ยึดได้มากถึง 20-30% เลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้คือ “กรรม” ของคนที่ต้องมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยมีค่าใช้จ่ายสูง และหลายๆ คดีก็บังคับตามคำพิพากษาไม่ได้ ทำให้คนจน ผู้ด้อยโอกาส หรือแม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วๆ ไปที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้…เสียเปรียบอยู่ร่ำไป

สนธิรัตน์ โล่งพิสูจน์ผลงาน แม่บ้านพปชร.ต่อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สนธิรัตน์ โล่งพิสูจน์ผลงาน แม่บ้านพปชร.ต่อ

18 ธันวาคม 2562 – 06:12 น.
สนธิรัตน์เลขาพปชร,แม่บ้านพปชร
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

สะพัด “สนธิรัตน์” ได้พิสูจน์ผลงาน ตำแหน่ง “เลขาฯ พปชร.” ต่อ หลังดอดคุย “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม”

18 ธ.ค.2562-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ สำหรับการประชุมพรรค​ พปชร.​ เมื่อวันที่​ 17​ ธ.ค.​ซึ่งมีนายสนธิรัตน์​ สนธิจิรวงศ์​ รมว.พลังงาน​ ในฐานะเลขาธิการพรรค​เป็นประธาน​ ปรากฎว่า​ นายอนุชา​ นาคาศัย​ ส.ส.ชัยนาท​ ในฐานะรองประธานยุทธศาสตร์พรรค

อ่านข่าว-แม่บ้านทหารบกสร้างความอบอุ่นให้กำลังพลพื้นที่เขาพระ

ที่มีข่าว เป็นแคนดิเดตเลขาธิการพรรคคนใหม่​ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะติดภารกิจช่วย      นายสมศักดิ์​ คุณเงิน​ หาเสียงเลือกตั้งซ่อม​ เขต​ 7​ จ.ขอนแก่น​ อย่างไรก็ตาม​ มีรายงานว่า​ ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิพรรค ซึ่งมีกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวจาก นายสนธิรัตน์นั้น ล่าสุด ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคพลังประชารัฐ วันที่ 21 ธ.ค.นี้ ได้มีการหารือระดับแกนนำพรรคว่ายังคงไม่มีการปรับเปลี่ยนในช่วงนี้ และให้โอกาสนายสนธิรัตน์ ทำหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ เกิดขึ้นหลังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พานายสนธิรัตน์ เข้าพูดคุยกับนายกฯเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ซึ่งนายกฯยังไม่อยากให้เปลี่ยนในช่วงนี้และขณะที่ก่อนการประชุมครม.วันที่ 17 ธ.ค.นายสนธิรัตน์ ได้เข้าพบพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคแล้ว โดยภายหลังการประชุมพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าพูดคุยกับแกนนำพรรคหลายกลุ่มยืนยันว่าผู้ใหญ่ยังสนับสนุนนายสนธิรัตน์อยู่ ขณะที่นายอนุชา​ ไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆเนื่องจากพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งที่ผู้ใหญ่มอบหมาย

สำนักนายกฯแจ้งความ ช่อ บิดเบือนคำขวัญวันเด็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405196?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สำนักนายกฯแจ้งความ ช่อ บิดเบือนคำขวัญวันเด็ก

18 ธันวาคม 2562 – 00:07 น.
สำนักนายกฯ,แจ้งความ ช่อ,บิดเบือนคำขวัญวันเด็ก
เปิดอ่าน 602 ครั้ง

พุทธิพงษ์ เผย นิติกรสำนักนายกฯแจ้งความ บก.ปอท.กล่าวโทษ ช่อ ตัดต่อเพิ่มเติมถ้อยคำ คำขวัญวันเด็กปี 63 เอาไปโพสต์ในโซเชียล

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  กล่าวถึงการเผยแพร่ข่าวเท็จที่ว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีผ้าอนามัย ว่าตอนนี้มีข่าวปลอมออกมาเป็นจำนวนมาก อาทิ ข่าวที่ว่าจะปรับขึ้นภาษีผ้าอนามัย ข่าวที่ว่ารัฐบาลเตรียมจะประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งเฉย เร่งดำเนินการตรวจสอบ

ขณะที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเมื่อรับทราบเรื่องแล้วได้แจ้งเตือนผ่านทุกช่องให้ประชาชนรับทราบว่าเป็นข่าวปลอม และหลังจากได้รับข้อมูลหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าข่าวเหล่านั้นเป็นข่าวปลอม เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายจะนำไปดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยข่าวดังกล่าวอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งนี้ เราได้มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมข้อมูล เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งตนคิดว่าในเร็วๆ นี้จะมีการขอหมายศาลออกมาเรียกผู้ที่กระทำการดังกล่าวมาให้ปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออาจมีการขอหมายจับต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ นำข้อความที่เป็นการนำคำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2563 จากนายกรัฐมนตรีไปตัดต่อเพิ่มเติมถ้อยคำ เอาไปโพสต์ในสื่อโซเชียล รมว.ดิจิทัลกล่าว  ว่า นิติกรของสำนักนายกรัฐมนตรีไปแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกระทรวงดีอีเอส เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษจากกรณีนี้แล้วเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยในเบื้องต้นทราบว่า น.ส.พรรณิการ์เป็นคนแรกที่นำข้อความดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ถ้าพบว่าเป็นอย่างนั้นจริงถือว่ากระทำผิดตามมาตรา 14(1) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และต้องถูกดำเนินการตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ที่ประชุมร่วม ส.ส.- กก.บห. อนค. เสียงเอกฉันท์ขับ 4 ส.ส.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405194?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ที่ประชุมร่วม ส.ส.- กก.บห. อนค. เสียงเอกฉันท์ขับ 4 ส.ส.

17 ธันวาคม 2562 – 23:37 น.
ที่ประชุมร่วม สส- กกบห อนค,เสียงเอกฉันท์ขับ 4 สส
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

ฟันแล้ว 4 ส.ส.อนาคตใหม่ มีพฤติกรรมขัดอุดมการณ์พรรค – ที่ประชาร่วม ส.ส.- กก.บห. เสียงเอกฉันท์ ขับออก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่พรรคอนาคตใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติที่ประชุมวิสามัญของพรรค 250 เสียง ต่อ 5 เสียง และบัตรเสีย 6 เสียง ให้ขับ 4 ส.ส.พ้นพรรค ได้แก่ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.เขต 7 จ.ชลบุรี, นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.เขต 2 จ.จันทบุรี, พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.เขต 1 จ.จันทบุรี และ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ เนื่องจากมีพฤติกรรมขัดต่ออุดมการณ์พรรคนั้น ล่าสุด มีการเรียกประชุมด่วน ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. เพื่อให้มีมติต่อเรื่องดังกล่าว ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (9)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค เป็นประธานในที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. โดยนายปิยบุตรทำการขานชื่อของ ส.ส.ที่จะถูกขับออกที่ละคนตามลำดับ ได้แก่ กวินนาท, นายจารึก, พ.ต.ท.ฐนภัทร และ น.ส.ศรีนวล และให้ที่ประชุมโหวตสำหรับ ส.ส.แต่ละคน ได้ 3 แบบคือ งดออกเสียง ไม่ขับออกจากพรรค และ ขับออกจากพรรค ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขับออกจากพรรค ทั้ง 4 คน  โดยไม่มีเสียงแตกเป็นอย่างอื่น

อุตตม-จุรินทร์ ยันเสถียรภาพรัฐบาลยังดี ศก.ปีหน้าโต 4%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405191?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อุตตม-จุรินทร์ ยันเสถียรภาพรัฐบาลยังดี ศก.ปีหน้าโต 4%

17 ธันวาคม 2562 – 23:05 น.
อุตตม-จุรินทร์,เสถียรภาพรัฐบาลยังดี,ศกปีหน้าโต 4
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

อุตตม-จุรินทร์ ยันเสถียรภาพรัฐบาลยังดี ไม่เคยทะเลาะกัน มั่นใจดูแลศก.ปีหน้าโต 4%  

  นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเสวนาโฉมหน้าประเทศไทย 2020 ในงาน NATION DINNER TALK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2020ว่า ในปี 2562 เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน ทำให้เกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย และคาดว่าจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563

โดยในส่วนของไทยนั้นภาวะเศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นถดถอยแบบเศรษฐกิจโลกหรือถดถอยเหมือนบางประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจติดลบ เพราะเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังสามารถโตได้แต่ช้าลงกว่าปีที่แล้วที่โต 4% โดยในปีหน้าคงต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก เแต่ในส่วนของไทยเชื่อว่าจะมีแรงส่งจากการบริโภคที่ดีขึ้น สะท้อนจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)ในเดือนตุลาคมขยายตัวถึง 6% ดังนั้นคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ หากจำเป็นต้องออกมาตรการมาดูแลกระทรวงการคลังพร้อมดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นช่วงปี 2563 ให้เดินได้ต่อไป
นายอุตตมกล่าวว่า ในการทำงานของกระทรวงการคลังมีโจทย์ใหญ่ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือการปฏิรูปประเทศ การปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้เข้มแข็งต่อสู้เศรษฐกิจนอกประเทศ และเรื่องที่สองคือการสร้างความเชื่อมั่น เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานประเทศทั้งระบบราง ถนน อากาศ โดยในปีหน้าให้ความสำคัญเรื่องโครงสร้างพื้นฐานใช้ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ พีพีพี มาขับเคลื่อนเงินลงทุนให้มากขึ้น
นอกจากนี้เตรียมลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยใหม่ในเดือนมกราคม 2563 และให้สวัสดิการใหม่ๆ เพิ่มเติม รวมถึงเร่งรัดการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่เฉพาะแค่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเท่านั้น ส่วนภาษีเก็บอีคอมเมิร์ชเก็บจากต่างชาติทำธุรกิจออนไลน์ในไทยนั้นขณะนี้อยู่กระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกา ถ้าแล้วเสร็จจะเสนอครม.เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป
นายอุตตม กล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลว่า รัฐบาลยังทำงานด้วยกันทุกพรรค มีเป้าหมายทำงานเดียวกัน มีเวทีหารือทั้งครม.ใหญ่และครม.เศรษฐกิจ ดังนั้นยืนยันว่าทุกพรรคทำงานด้วยกันไม่ใช่ว่าต่างคนต่างทำ ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนมีความรับผิดชอบของตัวเอง วันก่อนไปสภาฯ ไปตอบกระทู้แทนนายกฯเรื่องมาตรการกระตุ้น มีการถามว่าเราทะเลาะกันในครม.เศรษฐกิจไหม ตอบว่าไม่มี และยืนยันอีกครั้งในเวทีเสวนานี้ว่าไม่มี
ด้านนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวในเวทีเดียวกันว่า เสถียรภาพรัฐบาลขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยคือเสียงในสภา ถ้ารัฐบาลมีเสียงมาก อนุมานตามคณิตศาสตร์ทางการเมืองว่าเสถียภาพรัฐบาล จะมากหน่อย ถ้าเสียงปริ่มน้ำจะทำให้ใจหายใจคว่ำ แต่ว่าสำคัญคือผลงานในการทำงานถ้ารัฐบาลสามารถสร้างผลงานให้ปรากฎทั้งเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ก็จะทำให้เกิดเสถียรภาพ เพราะคนไทยทั้งประเทศจะสนับสนุนให้อยู่ต่อไป ซึ่ง 2 เรื่องต้องไปด้วยกัน
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า จากการทำงานร่วมกันมา 4-5 เดือน ตนมั่นใจว่าทุกคนทราบหน้าที่แม้จะต้องแบ่งกระทรวงกัน การเป็นรัฐบาลผสมไม่ใช่ว่าต้องมีปัญหากัน การบริหารจัดการรัฐบาลผสมมีวิธิการบริหารจัดการ ทุกคนรู้หน้าที่ มีวุฒิภาวะรู้ว่าต้องทำอย่างไรและรู้เป้าหมาย ตนทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด กระทรวงอื่นก็ทำหน้าที่เพื่อไปสู่เป้าหมายไปเดียวกัน โดยมีครม.เป็นตัวตัดสินสุดท้าย และมีพูดคุยในครม.เศรษฐกิจ ซึ่งหัวโต๊ะคือนายกฯ คนเดียว”นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์   กล่าวต่อว่า การดำเนินการของรัฐบาลและความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้ถึง 4% โดยในปีหน้ากระทรวงพาณิชย์เร่งรัดผลักดันการส่งออกในตลาดใหม่ เดินหน้าเจรจาการค้า เดินหน้าโครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ทูตพาณิชย์ต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนประเทศหิ้วสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร 5 ชนิด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเซลล์แมน เพื่อผลักดันการค้าขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ  โดยจากการไปเซลล์แมนที่ผ่านมาขายสินค้าไปแล้ว 6 หมื่นล้านบาท

เฉลิม ลั่น ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รบ. มุ่งเป้า 4 รมต.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เฉลิม ลั่น ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รบ. มุ่งเป้า 4 รมต.

17 ธันวาคม 2562 – 22:35 น.
เฉลิม,ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รบ,มุ่งเป้า 4 รมต
เปิดอ่าน 227 ครั้ง

เฉลิม ลั่น เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 6-10 ม.ค. 63 มุ่งเป้า 4 รัฐมนตรี ประยุทธ์ – สมคิด – วิษณุ – ดอน พร้อมแย้ม จะมีอีก 2

แกนนำพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประธาน คณะกรรมการการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวภายพรรคได้ตั้งคณะกรรมการกิจการพิเศษขึ้นเพื่อดำเนินการเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าส่วนตัวและคณะรวมกว่า 10 คน เป็นคณะกรรมการกิจการพิเศษอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรค

ซึ่งได้เริ่มทำงานตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้มองว่าหากให้เวลารัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไปนั้น จะทำให้บ้านเมืองประสบปัญหาทุกยาก ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงพิจารณาแล้วจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเหตุผล 4 ประการคือ

1.เป็นรัฐบาลที่มีการทุจริต คอรัปชั่นมากที่สุด โดยอาศัย สภาฯ และ สนช. เป็นเครื่องมือ ซึ่ง สนช. ทั้งหลายกลายเป็น วุฒิสมาชิกในปัจจุบัน

2.รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มีคนจนมากขึ้น ส่วนคนที่บอกว่าเศรษฐกิจดีมีเพียง 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

3.เป็นรัฐบาลที่บุคคลใดที่เห็นต่างทางการเมือง นั้นจะถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น นิสิตนักษาเห็นต่างก็ถูกทำร้าย

4.การแก้ไขปัญหายาเสพติดล้มเหลว ไม่เป็นระบบ

และ 5.เปิดโอกาสให้คนในรัฐบาลทำผิดกฏหมาย อย่างการที่นายวิษณุ เครืองามบิดเบือนซื้อเวลาให้กับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ในปมที่ดิน สปก. รวมไปถึงการให้ อดีตกปปส. ที่มีคดีติดตัวมาเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง

เบื้องต้นมี 4 รายชื่อ รัฐมนตรีที่จะมุ่งเป้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้แก่

1. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

2. รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม

3. รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

และ 4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย

ทั้งนี้ได้เตรียมคนอภิปรายไว้แล้ว แต่ส่วนตัวเสียดายไม่ได้อภิปรายด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ฝากคำถามไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ อีก 6 ข้อได้แก่

1.ถามถึงกรณีที่รัฐบาลยกที่ดินยาสูบ ให้นายทุนไปทำอหังสาริมทรัพย์ และยังปรับภาษีทำให้บุหรี่แพงขึ้น คนหันไปนิยมบุหรี่นอก โรงงานยาสูบขาดทุนหลายพันล้าน

2.ให้กลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ต่อสัญญาเช่าศูนย์ประชุมสิริกิต แต่ทำไมไม่เปิดประมูล จะเป็นการเอื้อกันหรือไม่

3.ให้ต่างชาติและนายทุนเช่าที่รัฐ 99 ปี ทั้งที่ประชาชนไม่เห็นด้วย

4.ดึงโครงการ ทางด่วนรามอินทรา- อาจณรงค์และบางนา-ชลบุรี เข้ากองทุนThailand future fund เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนหรือไม่

5.มีการนำข้าวดี แต่ถูกมองเป็นข้าวเสื่อมราคาในสายตารัฐบาล มาขายราคาถูกต่อกลุ่มนายทุน

6.กรณีที่ดิน บ.กฤษฎานคร แถวบางนา – ตราด ซึ่งมีราคาตารางวาละ 12,000 บาท พอมีการยึดทรัพย์และประเมินราคากลายเป็น 4,000 กว่าบาท โดยมีการแบ่งที่เป็น 2 แปลง คือแปลงที่ติดถนนประเมินว่าเป็นที่ที่ราคาแพง และแปลงที่ติดกันประเมินเป็นแปลงที่ราคาตาบอด จึงอยากทราบว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยปละละเลยให้กรมบังคับคดีทำเช่นนี้

ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะสามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ยอมรับว่า ล้มรัฐบาลได้ยาก แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า คณะกรรมการกิจการพิเศษที่ตั้งขึ้นมานี้ จะทำหน้าที่ต่างจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค โดยจะทำหน้าที่เน้นเป็นเรื่องๆตามที่พรรคมอบหมายให้ ทั้งการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นจะยื่นประมาณวันที่ 6-10 ม.ค. 63 ตอนนี้เปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายก่อน 4 คนซึ่งจะมีอีก 2 คนตามมา คาดว่ารวมแล้ว 5-7 ยืนยันว่าเนื้อหาสาระมี และข้อมูลที่มีนั้นชัดเจน

ส่วนการที่ไม่มีรายชื่อ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นเพราะได้รับการตรวจสอบจาก ปปช.ไปแล้ว ย้ำว่าเล่นการเมืองต้องทำตามกติกา และต้องเชื่อ ป.ป.ช.

ภูมิธรรม อัด ม.44 อัปยศทำลาย ยิ่งลักษณ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405186?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ภูมิธรรม อัด ม.44 อัปยศทำลาย ยิ่งลักษณ์

17 ธันวาคม 2562 – 21:43 น.
ภูมิธรรม เวชยชัย,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,ม44,ทำลาย,อัปยศ
เปิดอ่าน 244 ครั้ง

ภูมิธรรม จวก บิ๊กตู่ ใช้ ม.44 ทำลาย ยิ่งลักษณ์ นายกฯ ที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ได้บริหารแค่ปากเพียงอย่างเดียว

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ Phumtham Wechayachai หยุดรังแกนายกหญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ในดวงใจของคนจน

ผมรับทราบข่าว…ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย) ต้องทยอยสูญเสียบ้านและทรัพย์สินที่มีมาตั้งแต่ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง และเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากน้ำพัก น้ำแรงของตน ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานและบางส่วนคือสินทรัพย์ที่รับตกทอดมาจากบุพการีด้วยความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นการใช้กระบวนการยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้ที่มีความเห็นต่างและศัตรูทางการเมืองอย่างมีอคติชัดเจน เป็นการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่เลือกปฏิบัติ และเร่งรีบปฏิบัติ ผิดจากการกระทำกับบุคคลพรรคพวกเดียวกัน ที่กระทำผิดกฎหมายแต่ปล่อยไปจนไม่แม้แต่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

อ่านข่าว – ภูมิธรรม ไฟเขียวเด็กเพื่อไทยร่วมม็อบอนาคตใหม่

ความต่างในการเลือกปฏิบัติโดยรัฐเป็นภาพสะท้อนที่ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมมีความบิดเบี้ยว ไร้มาตรฐาน ใช้การข่มขู่คุกคามคนฝ่ายตรงข้ามด้วยการใช้กฎหมายและอำนาจพิเศษอย่างอัปยศ

อยากถาม พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดสภาพดังกล่าวว่า

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ตามปกติหรือไม่ และถือเป็นสิ่งที่ สมควร ถูกต้องและยุติธรรม เพียงพอ ตามหลักสากล เป็นที่ยอมรับของโลกเพียงใด

อยากถามว่า…การที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พยายามทำโครงการตามนโยบายที่แถลงต่อสภาและรับปากกับประชาชนไว้ให้เป็นผลสำเร็จเพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรและชาวนาไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า

การเป็นผู้นำรัฐบาลที่ทำงานเพื่อทำให้ประชาชนมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มีเงื่อนไขที่จะมีคุณภาพชีวิตที่มีโอกาสทางความสุขเพิ่มขึ้น เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้นำมากกว่าการบริหารด้วยปากเพียงอย่างเดียว

“กรณีนายกยิ่งลักษณ์” ถือเป็นคดีที่ต้องถูกบันทึกและจดจำในประวัติศาสตร์ไทย ไปอีกนาน เพราะไม่เคยมี นายกฯ ท่านใดที่ถูกกระทำและถูกดำเนินคดี โดยมิได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติเช่นท่านมาก่อน การที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 ด้วยดุลยพินิจและอำนาจพิเศษที่ไม่ปกติ ที่ได้มาด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตยมาใช้ในการตัดสิน โดยไม่ได้ผ่านกลไกของกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เป็นการใช้อำนาจรีบเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เป็นการฝ่าฝืนหลักนิติธรรม ที่ถือหลัก…“ผู้ถูกกล่าวหาคือผู้บริสุทธิ์”

ตามหลักการสากล ทั่วไป “ผู้ที่ถูกกล่าวหา ต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์”…จนกว่าจะมีการพิสูจน์ทราบอย่างแจ้งชัดว่ามีความผิด กฎหมายจึงจะดำเนินการลงโทษ

หยุดทำร้าย ผู้บริสุทธิ์

หยุดทำลาย คนเห็นต่าง

หยุดใช้อำนาจกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม

คืนความยุติธรรมและความถูกต้องตามหลักกฎหมายที่ไร้อคติให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

17 ธันวาคม 2562

นายกฯ ลั่น เรือเหล็กไม่รั่ว ไม่เคยใช้ ม.44 ทำร้ายใคร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

นายกฯ ลั่น เรือเหล็กไม่รั่ว ไม่เคยใช้ ม.44 ทำร้ายใคร

17 ธันวาคม 2562 – 20:24 น.
เนชั่นดินเนอร์ทอร์ก,บิ๊กตู่ รับเป็นแฟนคลับเนชั่น,ไม่เคยใช้ ม44 ทำร้ายใคร
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

“บิ๊กตู่” เผย ยินดีเป็นแฟนคลับ “เนชั่น” ลั่น “เรือเหล็ก” ไม่รั่ว ถ้าทุกคนช่วยแจว ไม่ใช่ช่วยเจาะ ย้ำ เสถียรภาพบ้านเมือง สำคัญ ยัน ไม่เคยใช้ “ม.44” ทำร้ายใคร

17 ธ.ค.2562-เวลา 18.00 น. ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เครือเนชั่น เปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในงาน Nation Dinner Talk : “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2020” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนประเทศไทย 2020” โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และคณะรัฐมนตรี เข้าร่วม อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้บริหารเอกชนเข้าร่วม

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ชื่นชมเนชั่น ผู้คนให้ความนิยมติดตามข่าวสารบ้านเมือง ผมเองก็ติดตาม รู้จักพิธีกรหลายคน ยินดีเป็นแฟนคลับ เพราะมีคนเข้าถึงช่องของท่าน ถึงตัดสินใจมาพูดวันนี้ โดยวันนี้รัฐบาลทำปัจจุบันเพื่ออนาคตจึงมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั่นคือกรอบการทำงานของเรา ทำไมต้องมียุทธศาสตร์ชาติ บางคนบอกไม่มีประโยชน์ ไม่ตอบสนองประชาชน แต่นั่นคือกรอบกว้างๆ 6 ด้าน มีเป้าหมายระยะยาว นำสู่การกำหนดนโยบายการทำงาน

เพื่อนำสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ถ้าไม่มีจะสะเปะสะปะไปเรื่อย ต่างคนต่างทำ วันนี้หลายอย่างอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่คิดหรือประชุมวันเดียวแล้วทำได้ เพราะมีปัญหาหลายอย่าง แก้มาหลายรัฐบาล แต่ไม่เคยมียุทธศาสตร์ชาตินำสู่เป้าหมายได้เลย เราต้องนึกถึงลูกหลานจะอยู่กันอย่างไรต่อไป คงไม่มีใครไม่รักประเทศชาติ แต่ต้องรักให้ถูก  รู้ว่าอะไรคือ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เรามีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม นี่คือแผ่นดินไทย จะมาจากไหนไม่รู้

“มีการเปรียบเทียบรัฐบาลเป็นเรือเหล็ก เรือรั่วอะไรทำนองนี้ ยืนยันว่าไม่รั่ว ถ้าทุกคนช่วยกันแจวเรือ ไม่ใช่ช่วยกันเจาะหากไม่ช่วย ก็ขออย่าเอาเท้าราน้ำ เรือลำนี้สามารถพาทุกคนเดินหน้าได้ ผมเป็นทหารเก่า จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จต้องมีเป้าหมาย ต้องกำหนดพื้นที่เข้าตี ไม่ต่างจากการทำงานปัจจุบัน” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศเรามีคน มีรอยยิ้ม วัฒนธรรมงดงาม เป็นจุดขาย แต่ทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบ ไม่ขัดแย้ง ถึงจะแก้ปัญหาได้ หลายอย่างมีบทเรียน ก็อย่าให้เกิดขึ้นอีก ยืนยันตนไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย 5 ปีที่ผ่านมา ทำงานมากพอสมควร หลายคนไม่ทราบ เพราะการนำเสนอไม่มีคุณภาพ นำเสนอแต่การตอบโต้ เรื่องที่เป็นทางการมากๆ ไม่อยากฟัง คนอ่านหนังสือน้อย ตัดสินใจเร็ว บนพื้นฐานข้อมูลไม่เพียงพอ จึงต้องสอนให้รู้จักคิดวิเคราะห์ ถึงจะวิจารณ์เรื่องต่างๆได้ ไม่เช่นนั้นก็พูดกันไปมา หาข้อยุติไม่ได้ ตนเป็นห่วง ตนฟังในโซเชียล ว่าพูดถึงอะไรกันนี่คือการฟังข้อมูลเป็นการเชื่อมต่อจากประชาชน หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ตนอ่านเอง หน้าหนึ่งตีทุกเล่ม ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจไปด้วย คนก็กลัวไม่กล้าใช้จ่าย ดังนั้นความสงบเรียบร้อย ความมีเสถียรภาพบ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญ

นายกฯ กล่าวว่า การทำโพลสำรวจความนิยมรัฐบาล ถามว่ารักนายกฯ หรือไม่ โพลอย่างนี้อย่าไปทำ ไม่ว่าใครจะรักหรือเกลียดเรื่องของเขา ตนเองไม่สนใจ ตนรักประเทศของตน และต้องการทำประโยชน์ให้ประเทศ  ตนไม่ได้ต้องการอำนาจและผลประโยชน์ ตนอยู่ในกองทัพมา40 ปี จะบ้าอำนาจไปถึงไหน อย่าไปมองว่าอำนาจเปลี่ยนมือ หรือรักษาอำนาจ จะม.44 หรือ ม.88 ตนไม่ได้ผลประโยชน์อะไรสักอย่าง แต่มีเป็นร้อยคดี ในฐานะหัวหน้าคสช.

ซึ่งเป็นการใช้อำนาจแก้เรื่องติดขัด ไม่ได้เอาไปทำร้ายใคร ทั้งนี้ ถ้าต้องการทำให้คนรักทั้งหมด ง่ายนิดเดียว ทำให้ผู้หญิงหรือภรรยารัก มันยาก แต่รักแล้วรักเลย ส่วนการรักลูกถ้าให้อย่างเดียวจะเกิดอะไรขึ้น การเป็นรัฐบาล ตนรู้ทุกคนอยากได้นู้นนี่ ขอให้ทำตามสัญญา ตนต้องตัดสินใจ จะให้มากหรือน้อยแค่ไหน ด้วยความเข้าใจ และสร้างความเข้มแข็งไปด้วยกัน

“คนไทยชอบอะไรสบายๆ ไม่ชอบกฎระเบียบมาบังคับ บอกมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียวพอ แล้วกฎหมายลูกหลายฉบับไปอยู่ไหน รัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกก็เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ อย่าไปทะเลาะเรื่องรัฐธรรมนูญให้มากนัก” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้เรามีโอกาสอยู่ ถ้าไม่ถอยหลังมาที่เก่า ต่างประเทศก็บอกแบบนี้ เพราะเขามีไม่เท่าเรา ดังนั้น อย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤติ โชคดีการท่องเที่ยววันนี้ไม่ถดถอย เราต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าช่วยกันขับเคลื่อนก็ไปได้หมด ตนว่ายังมีคนมีเงินพอสมควร ไม่ได้แย่ไปหมด ทำไมต้องทะเลาะต่อสู้กัน มันไม่ใช่เวลา อย่างไรก็ตาม งบประมาณ ปี 63 เสร็จต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนมีการโปรดเกล้าฯ ถึงจะใช้งบได้เต็มที่

แต่บางโครงการไม่พร้อมเพราะประชาชนไม่ยอมให้เวรคืน ซึ่งถ.พระราม2 ที่ซ่อมทั้งปีทั้งชาติไม่เสร็จสักที รวมถึงการก่อสร้างสภาฯ ที่มีความล่าช้าเกิดมาตั้งแต่สมัยไหน ทำอะไรกันมา ระบบต่างๆ ไม่ได้ทำไว้ มาทำทีหลัง รวมถึงเรื่องสารเคมีทางการเกษตร ไม่ว่าจะเลิกหรือใช้ต่อ มีคนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ไม่ใช่ไปลงถนนเต็มไปหมด อย่าสร้างปัญหาให้ตนมากนักเลย หลายคนห่วงสุขภาพตน ไม่เป็นไร เพื่อชาติอยู่แล้ว ไม่ได้บ่น เดี๋ยวหาว่าน้อยใจ ใจน้อยรบไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าตนทำไม่ดีท่านก็ด่าตนอีก

“พูดได้เต็มปาก ผมไม่เคยเรียกร้องอะไรใคร ผมพอแล้ว จะกินอะไรนักหนา หูฉลามในงานมีหรือเปล่า ทุกอย่างถูกจับตามอง เน็กไทแพงก็ไม่ได้ ต้องปอนๆ ผมว่าผมก็หล่อพอสมควร สรุปวันหน้าไปต่างประเทศใช้ผ้าขาวม้าอย่างเดียวมันไม่ใช่ วันนี้ผมพูดจากใจแบบนักปฏิบัติที่เผชิญปัญหาทุกวัน” นายกฯ กล่าว

ในช่วงท้าย นายกฯ ถามผู้ร่วมงานว่า ผิดหวังหรือไม่ที่ตนมาวันนี้ ไม่มีเสียงหัวเราะเลย แต่ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ตน