ทำไมตำรวจช็อกเมื่อเจอทีเอทีพี”มารดาแห่งซาตาน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมตำรวจช็อกเมื่อเจอทีเอทีพี”มารดาแห่งซาตาน”

25 กรกฎาคม 2562 – 13:55 น.
ทีเอทีพี,ประท้วง,ฮ่องกง,ระเบิด
เปิดอ่าน 8,550 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การประท้วง “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ในฮ่องกงยืดเยื้อมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่มีเหตุรุนแรงมากนัก แม้มีผู้เข้าร่วมประท้วงไม่ต่ำกว่าล้านคนตามท้องถนน จนกระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม มีกลุ่มอันธพาลเสื้อยืดขาวควงท่อนไม้รุมตีผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บสาหัสไปเกือบ 50 คน ผู้บริหารเกาะฮ่องกงถึงกับรู้สึก “ช็อก” เพราะไม่นึกว่าจะรุนแรงกันได้ขนาดนี้ และยิ่งช็อกมากกว่าเดิม หลังตำรวจสืบสวนรายงานการบุกเข้าค้นอาคารแห่งหนึ่งแล้วพบระเบิดเพชฌฆาต ทีเอทีพี หนักกว่า 2 กิโล!

ทำไมตำรวจฮ่องกงต้องตื่นเต้นตกใจช็อกขนาดนั้น ก็เพราะ “ทีเอทีพี” ถูกขนานนามเป็น “มารดาแห่งซาตาน” ของระเบิดทั้งหมด อานุภาพร้ายแรงในระดับที่เคยระเบิดกรุงปารีสกับกรุงบรัสเซลส์ทำให้ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายร้อยคนในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้ทีเอทีพีกลายเป็นระเบิดตัวฉกาจ เจ้าหน้าที่สายลับทั่วโลกหวาดผวา ไม่อยากพบเจอในประเทศตัวเอง

“TATP” ย่อมาจาก ไตรอะซิโตน ไตรเปอร์ออกไซด์ เป็นระเบิดที่มีส่วนผสมสารเคมีสำคัญ 2 ชนิด คือ อะซิโตน กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ลักษณะเป็นผลึกสีขาว พวกผู้ก่อการร้ายมักนำมาผสมตะปู เศษเหล็ก หรือลูกบอลเหล็ก เพื่อให้อานุภาพการทำลายล้างกระจายออกไปหรือขยายวงกว้างได้มากกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ ตำรวจไม่ค่อยรู้จัก “ทีเอทีพี” เท่าไรนัก คุ้นเคยแต่ระเบิดที่นิยมใช้กันประจำ เช่น ไดนาไมต์ ซีโฟร์ ทีเอ็นที ฯลฯ จนกระทั่งเกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสพร้อมกัน 6 จุดเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ทำให้ผู้เสียชีวิต 130 กว่าคน บาดเจ็บกว่า 400 คน จากนั้นผ่านไปไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุระเบิดสนามบินและสถานีรถไฟที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีร่องรอยบาดแผลจากการเผาไหม้รุนแรง

ทั้ง 2 เหตุการณ์ข้างต้น สร้างความแปลกประหลาดใจให้ตำรวจอย่างมาก เนื่องจากระเบิดทั่วไปหรือการใช้ระเบิดพลีชีพมักสร้างความเสียหายในวงแคบไม่กี่เมตร แต่ทำไมวัตถุระเบิดที่ใช้ในฝรั่งเศสและเบลเยียมจึงรุนแรงขนาดตึกอาคารก่อสร้างด้วยความแข็งแรงอย่างสนามบินหรือสถานีรถไฟใต้ดินแทบแหลกเป็นจุณในวงรัศมีกว้างกว่า 50 เมตร

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองหลายประเทศสนธิกำลังกันเข้าปูพรมสืบค้นพื้นที่ต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ ในที่สุดก็ค้นพบผู้ร้ายพร้อมแหล่งซุกซ่อนวัตถุระเบิดทีเอทีพีจำนวนมากถึง 15 กก. ในอาคารที่ไม่ห่างจากพื้นที่เกิดระเบิดในกรุงบรัสเซลส์

หน่วยปราบก่อการร้ายสากลช่วยกันแชร์ข้อมูล และขอให้ตำรวจแต่ละประเทศช่วยกันเฝ้าระวังสารเคมีที่ใช้ประกอบกันเป็นระเบิดตัวนี้เป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ค่อยสำเร็จนัก เพราะล่าสุดผู้การก่อการร้ายระเบิดพลีชีพโจมตีโบสถ์และโรงแรมศรีลังกาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 250 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน ภายหลังสอบปากคำผู้ร้ายรายหนึ่ง จึงรู้ว่าระเบิดที่ใช้ก็ยังเป็น “ทีเอทีพี” มารดาแห่งซาตาน โดยได้รับการถ่ายทอดวิธีการประกอบระเบิดมาจากกลุ่มไอเอส ก่อนนำมาดัดแปลงเป็น “เข็มขัดระเบิดพลีชีพ” ผูกมัดไว้กับลำตัว

ข้างต้นคือเหตุผลที่ทำให้ แครี่ แลม ผู้บริหารสูงสุดของเกาะฮ่องกงถึงกับต้องอุทานคำว่า “ช็อก” เพราะนึกไม่ถึงว่า เกาะท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากอาหารอร่อยระดับโลกนั้น จะมีกลุ่มผู้ร้ายแอบซ่อนระเบิดร้ายแรง ทีเอทีพี ไว้จำนวนมากถึง 2 กก. ประกอบกับเหตุการณ์กลุ่มชายเสื้อยืดขาว ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ช่วยกันรุมกระทืบทุบตีทำร้ายผู้เข้าร่วมชุมนุมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!

หลังตำรวจฮ่องกงขอหมายศาลเข้าค้นอาคารโรงงานต้องสงสัยเขตซุนวาน จนพบผงขาวๆ ของทีเอทีพี พร้อมด้วยอาวุธมีด หน้ากากและวัตถุระเบิดอันตรายอื่นๆ มีการจับกุมวัยรุ่น 3 คนอายุแค่ 20 กว่าปี เพราะสงสัยว่าเป็นเจ้าของอาวุธระเบิดอันตรายเหล่านี้

แต่ที่น่าสนใจคือ สื่อมวลชนท้องถิ่นของฮ่องกงรายงานว่า หลังตำรวจค้นพบระเบิดทีเอทีพี ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สั่งอพยพชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงออกจากอาคารให้หมด แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยขนย้ายทีเอทีพีขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าอย่างระมัดระวัง ก่อนช่วยกันจุดระเบิดทำลายอย่างสิ้นซากทันที อาจเป็นไปได้ที่ตำรวจไม่ต้องการเคลื่อนย้ายระเบิดอันตรายนี้ไปที่อื่น หรือว่าอยากทดลองให้เห็นกับตาว่าอานุภาพของระเบิดที่ค้นพบร้ายแรงแค่ไหนกันแน่ !

จากการวิเคราะห์เหตุการณ์ข้างต้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าระเบิดทีเอทีพีที่พบในฮ่องกงเป็นของฝ่ายไหนกันแน่ หรืออาจเป็นการวางแผนสมคบคิดกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดผู้ประท้วง รัฐบาลฮ่องกงจะได้มีข้ออ้างในการปราบปรามอย่างเฉียบขาด หรือเป็นกลุ่มไม่ประสงค์ดีจริงๆ หวังก่อเหตุต่อต้านประเทศจีน จากนี้ไปคงต้องใช้กระบวนการยุติธรรมค่อยๆ สืบหาความจริงว่า “ระเบิดทีเอทีพี” มาโผล่ที่เกาะฮ่องกงได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยมีประเด็นเกี่ยวข้องกับสงครามศาสนาของกลุ่มไอเอสมาก่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีระเบิดของประเทศไทย วิเคราะห์ให้ฟังว่า ตอนนี้ประเทศแถวเอเชียคงต้องเฝ้าระวังครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาระเบิดทีเอทีพีตัวนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในกลุ่มหัวรุนแรงแถบนี้มากนัก เพราะต้องใช้เทคนิคและกระบวนการผลิตซับซ้อน และค่อนข้างอันตรายกับผู้จุดระเบิดอาจทำให้ตัวเองบาดเจ็บหรือตายเองได้

“ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ประเทศไทยเคยพบหรือไม่เคยพบระเบิดทีเอทีพี เพราะอยู่ที่หน่วยงานราชการที่เก็บหลักฐานจะเปิดเผยข้อมูลมากน้อยเพียงไร อย่าลืมว่าสารเคมีที่ใช้ประกอบระเบิดชนิดนี้สามารถหาซื้อได้ง่าย การจะไปห้ามขายหรือจำกัดการนำเข้าหรือการผลิตคงทำได้ยาก เพราะเป็นสารเคมีใช้ในโรงงานผลิตสินค้าทั่วไป เช่น กรดกำมะถัน สารเคมีทำปุ๋ยน้ำยาล้างเล็บ น้ำยาล้างแผล ฯลฯ แต่การนำสารเคมีพวกนี้มาประกอบให้เป็นอาวุธระเบิดต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากพอสมควร น่าแปลกใจเหมือนกันที่พบในฮ่องกง” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าว

ในเมื่อสารเคมีที่ใช้ประกอบการทำระเบิดซาตาน “ทีเอทีพี” ไม่สามารถควบคุมได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยคงต้องรีบช่วยกันให้ความรู้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพราะชาวบ้านทั่วไปคือสายข่าวคนสำคัญที่จะช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบการแหล่งซุกซ่อนหรือการซื้อขายสารเคมีเหล่านี้แบบผิดปกติ ควรมีช่องทางหรือวิธีการให้พลเมืองดีสามารถแจ้งข้อมูลให้ทางการได้รับรู้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ความร้ายกาจของ “ระเบิดมารดาแห่งซาตาน” ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่สามารถตรวจจับด้วยเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป ทำให้ภาระหนักอึ้งตกอยู่กับ “สุนัขตำรวจ” หลายประเทศเริ่มฝึกซ้อมสุนัขให้กลายเป็นนักดมทีเอทีพี เพื่อนำไปตระเวนดมหากลิ่นต้องสงสัยตามสถานที่สำคัญต่างๆ

เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า เทคโนโลยีไม่สามารถช่วยมนุษย์ได้หมดทุกอย่าง “สุนัข” ต่างหากคือเพื่อนแท้ของประชาชน !

อนาคตการเมืองไทยในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตการเมืองไทยในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ

25 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
อนาคตเมืองไทย,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,986 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

“รัฐบาลประยุทธ์ 2” เพิ่งเริ่มตั้งไข่ โดยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันนี้ (25 ก.ค.) เป็นวันแรก ด้านพรรคฝ่ายค้านตั้งป้อมค้านและซักฟอกในทุกประเด็น หวังใช้เวทีสภาปล่อยหมัดแย็บเปิดแผลไปเรื่อยๆ

ขณะสมรภูมินอกสภา อีกเวทีเป็นการต่อสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญ ในสนามกฎหมายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างมีสถานะเป็นผู้ถูกร้อง ซึ่งในแต่ละคดีล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางการเมืองไทย

เมื่อไล่เรียงคดีสำคัญใน “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เรื่องแรกที่อยู่ในความสนใจสูงสุดหนีไม่พ้น ปมคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สุดๆ หากพลาดพลั้งจนเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ เท่ากับว่า “เรือเหล็ก” ของรัฐบาล ต้องล่มตั้งแต่ปากอ่าวหรือไม่ เพราะรัฐบาล 19 พรรคร่วมมี “บิ๊กตู่” เป็นกล่องดวงใจ อยู่รอดปลอดภัยได้เมื่อไปกับ “ประยุทธ์”

ทั้งนี้กรณีคุณสมบัตินายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีผู้ไปยื่นร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งในชั้นกกต.และผู้ตรวจฯ มีมติตีตกไปแล้วตั้งแต่ต้นทางว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

แต่ประเด็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทาง โดย 110 ส.ส. เข้าชื่อเสนอคำร้องให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภา ซึ่งส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) จากเหตุ “เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” จากการดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15)

และถึงตอนนี้ปมคุณสมบัติ “บิ๊กตู่” กลายเป็น “หนังยาว” ไปแล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ส่วนประเด็นร้อนแรงไม่น้อยหน้า “คุณสมบัติบิ๊กตู่” นาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้คือ คดีความของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดนคดีแรกไปกับการถือครองหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครเป็นส.ส. และอาจเป็นเหตุให้ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ จนเป็นผลให้ “ธนาธร” ถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ระหว่างการพิจารณาคดี ต้องไปเดินเกมนอกสภา โดยในชั้นการต่อสู้คดี “ทีมกฎหมายพรรคส้มหวาน” หอบเอกสารหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาจำนวน 200 หน้ากระดาษ ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นำประเด็นเข้าหารือภายในที่ประชุม แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน ศาลรัฐธรรมนูญจึงส่งสำเนาคำชี้แจงทั้งหมดให้กกต.ในฐานะผู้ร้องเพื่อให้พิจารณา และให้เวลา 15 วันในการทำคำชี้แจงกลับมาว่ามีข้อคัดค้านใดในคำชี้แจงของนายธนาธรหรือไม่ จากนั้นฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะสรุปประเด็นคำชี้แจงพร้อมทำความเห็นนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ หรือต้นเดือนสิงหาคม หลังจากศาลได้รับข้อมูลทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายธนาธร ฝ่ายของกกต. และฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีการกำหนดแนวทางในการพิจารณาคดี

ประเมินกันว่าศาลจะเปิดไต่สวนคดีหุ้นสื่อของธนาธร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้นำพยานเข้าชี้แจงอย่างเพียงพอ ทำให้เรื่องการโอนหุ้นต้องไปตามลุ้นกันในศาลว่าพยานหลักฐานของฝ่ายใดจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ระหว่าง “ทีมธนาธร” ที่อ้างว่าโอนหุ้นไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. โดยเป็นการโอนขายให้แม่ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ต่อมาแม่โอนหุ้นต่อไปให้หลาน 2 คน แต่แล้วหลานทั้ง 2 คนโอนหุ้นกลับมาให้แม่อีกรอบ ส่วนเช็คค่าโอนขายหุ้นยังไม่ได้นำไปขึ้นเงิน โดยเช็คเก็บไว้ที่เมีย “รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” ขณะที่ฝ่ายกกต. ในฐานะผู้ร้องไม่เชื่อในคำกล่าวอ้าง แต่เชื่อตามเอกสารราชการที่ปรากฏ เชื่อว่าธนาธรถือหุ้นสื่อจริง ทำธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ปมหุ้นสื่อของธนาธรจะออกหัวหรือก้อย ว่ากันไปตามกระบวนการในศาลรัฐธรรมนูญ ผลร้ายแรงในทางลบก็คือตัดสิทธิทางการเมือง

แต่ที่หนักกว่า ร้ายแรงกว่าหุ้นสื่อ คือกรณีให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินตามที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้องมือฉมัง เข้ายื่นเรื่องและให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. กรณีให้ตรวจสอบ “ธนาธร” ที่ให้พรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินจำนวน 110-250 ล้านบาท โดยพฤติการณ์การให้เงินกู้ของนายธนาธร และการรับเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการกระทำที่อาจไม่ชอบด้วยพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 66 ที่ระบุว่าบุคคลจะบริจาคหรือให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองเกิน 10 ล้านบาทไม่ได้ ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินในระดับ 110-250 ล้านบาท น่าจะขัดต่อกฎหมาย

เรื่องเงินกู้อนาคตใหม่ ไม่ใช่ประเด็นที่ “ธนาธร” ถูกการเมืองขั้วตรงข้ามตามขุดคุ้ย แต่เป็นเรื่องปลาหมอตายเพราะปาก สะท้อนถึงมือใหม่ทางการเมืองจนหลุดปากพูดในเรื่องที่นักการเมืองเขาไม่พูดกัน หลักฐานจึงปรากฏตามคำบรรยายที่ “ธนาธร” ได้พูดกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นประจักษ์พยาน แต่จะครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอให้เชื่อว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อเมื่อนำไปประมวลรวมกับบัญชีรับ-จ่ายของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อพิสูจน์ถึงที่มาของได้เงินและการใช้จ่ายเงินของพรรคอนาคตว่าผิด-ถูกอย่างไร

หากประเด็นเงินกู้เป็นความผิด วงเงินกู้ยืมในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทจะต้องตกเป็นของกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง “ธนาธร” ส่อเผชิญโทษปรับ จำคุก และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ส่วนกรรมการบริหารพรรคอาจจะถูกถอดถอนยกชุด และหากหมากเกมการเมืองเดินถึงไปจุดที่ขั้วแม่เหล็กของพรรคสิ้นสภาพ … จะเป็นการเปิดตลาดให้เลือกช็อป 80 ส.ส.ของค่ายส้มหวาน

นอกจากนี้ยังมี “เซอร์ไพรส์” กรณีที่ศาลรัฐธรรรมนูญ เพิ่งมีคำสั่งไปหมาดๆ รับคำร้อง ของนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ไปยื่นคำร้องแบบเงียบๆ จนแทบไม่มีใครรู้ว่ามีเรื่องนี้ด้วย โดยร้องว่าพฤติกรรมการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรครวมถึงข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ ที่มีการเขียนในลักษณะไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลคดีนี้จะออกมาอย่างไร และถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด

ไม่เพียงคำร้องหวังเด็ดหัวขบวนการเมืองซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว ยังมียุทธการเตะตัดขา เอาคืนกันด้วยการยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ การถือครองหุ้นสื่อของส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยคำร้องตรงที่ส่งถึงกกต.ยังค้างอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักงานกกต. พรรคร่วมฝ่ายค้านชิงโอกาสใช้สภาเป็นช่องทางในการยื่นเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยการถือครองหุ้นสื่อของ 32 ส.ส.ซีกรัฐบาล ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถึง 21 คน โดยการต่อสู้คดีเฮือกแรกของทีมกฎหมาย พปชร. นำโดย “ทศพล เพ็งส้ม” ถือว่าโล่งไปหนึ่งเปลาะ หลังศาลไม่สั่งให้ส.ส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนส่งผลสั่นคลอนรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและการทำงานในสภาเหตุเพราะฝ่ายรัฐบาลกุมเสียงส.ส.มากกว่าฝ่ายค้านไม่ถึง 10 เสียง

ทั้งนี้ ส.ส.ซีกรัฐบาล ผู้ถูกร้องได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาส่งคำชี้แจงและเอกสารประกอบออกไปอีก 30 วันนับแต่วันครบกำหนดชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งการขอคัดสำเนาเอกสารจากทางราชการยังไม่แล้วเสร็จ เอกสารบางส่วนยังไม่ได้รับจาก กสทช. และเมื่อได้รับแล้วฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังต้องทำสำเนาส่งศาลรัฐธรรมนูญ 9 ชุด ทำให้เอกสารประกอบคำชี้แจงของ ส.ส.บางคนมีมากกว่า 1,000 แผ่น

ส่วนการแก้เกมยื่นคำร้องให้ผ่านประธานสภา ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบการถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นการลอกสูตรเอาคืนกับ 33 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน แบ่งเป็น พรรคอนาคตใหม่ 21 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคประชาชาติ 1 คน พรรคเสรีรวมไทย 3 คน และพรรคเพื่อชาติ 4 คน

ยุทธวิธีเตะตัดขาด้วยปมหุ้นสื่อยังลามไปถึงส.ว. โดย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช. ที่ 1/2562 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำสั่งของคสช.ฉบับดังกล่าวเป็นเพียงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองเสนอรายชื่อส.ว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นการออกกฎหมายที่มีผลให้บังคับเป็นการทั่วไป

จากนั้น “เรืองไกร” ได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดขอให้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการให้การกระทำของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. เป็นอันใช้บังคับมิได้ เนื่องจากการประชุมไม่เป็นทางการ องค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่ใช่การประชุมตามขั้นตอน นอกจากนี้การไม่มีระเบียบคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ออกมาในราชกิจจาฯ จึงไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน “เรืองไกร” ได้ยื่นเรื่องถึง กกต.ขอให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นสื่อของ 27 ส.ว. โดยระลอกแรกยื่นตรวจสอบสมาชิกภาพของ 21 ส.ว. อาจต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ และระลอกที่ 2 ยื่นตรวจสอบ ส.ว.อีก 6 ราย ทั้งนี้ “เรืองไกร” ตั้งเป้าที่จะตรวจสอบการถือหุ้นของส.ว.อีกกว่า 400 คน ทั้งที่อยู่ในบัญชีสำรองและผู้ได้รับการคัดเลือกในรอบแรก รวมถึงประกาศจะตรวจสอบคุณสมบัติ “ครม.ประยุทธ์ 2” อีกด้วย

นับจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป คดีที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญจะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้การเมืองไทยควบคู่ไปกับการสืบสวนสอบสวนสำนวนคำร้องต่างๆ ในชั้นกกต. ก่อนส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ เหล่ากองเชียร์และกองแช่งยังต้องเกาะติดขอบสนามการต่อสู้คดีของ 2 ขั้วการเมือง โดยผลการวินิจฉัยของศาลในทุกคดี ล้วนส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองไทย

“พ่อฟ้า” เดินสาย เขย่าฐานท้องถิ่น “พ่อมดดำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พ่อฟ้า” เดินสาย เขย่าฐานท้องถิ่น “พ่อมดดำ”

25 กรกฎาคม 2562 – 11:16 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ธนาธร,ธนาธรเดินสาย,เดินสาย,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายกฯ อบจ,พื้นที่อีสาน,นครพนม,สกลนคร,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพังประชารัฐ,พ่อมดดำ,สุชาติ ตันเจริญ
เปิดอ่าน 3,963 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 25 ก.ค.62

******************

ก่อนทำศึกอภิปรายนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ 2 ในช่วงวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปพบแกนนำพรรคใน จ.นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี และนครราชสีมา ทำให้คอการเมืองเฝ้าจับตา เพราะพรรคอนาคตใหม่ประกาศจะส่งผู้สมัครลงแข่งขันระดับท้องถิ่น 15-20 จังหวัด

เบื้องต้นพรรคอนาคตใหม่ ได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจจะลงเลือกตั้งท้องถิ่น โดยสมัครผ่านระบบออนไลน์ ระหว่าง 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2562 จังหวัดไหนซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคในการส่งเลือกตั้งท้องถิ่น จะมีกี่ทีมมาสมัครก็ได้

ลุยชายขอบชายโขง

วันที่ 23 กรกฎาคม นี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พบปะสมาชิกพรรคและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในจังหวัดภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่ จ.นครพนม

ธนาธร พบกับสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ นครพนม

“เป้าหมายของเราคือการเขย่าการเมืองท้องถิ่น ต่อไปนี้การเลือกตั้งท้องถิ่นของประเทศไทยจะต้องเป็นการแข่งขันที่นโยบาย ไม่ใช่การแข่งขันที่นามสกุลอีกต่อไป เราจะทำให้การเมืองท้องถิ่นแบบเก่าสูญพันธุ์ ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะในจังหวัดที่เราส่งลง ก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำให้ทุกคนต้องลงมาแข่งขันกันด้วยนโยบาย เพราะสุดท้ายผู้ที่จะได้ประโยชน์ก็คือประชาชน”

สมาชิกบายศรีสู่ขวัญธนาธรที่นครพนม

ต่อจากนั้น ธนาธร เดินทางต่อไปยัง จ.มุกดาหาร จ.อุบลราชธานี และสิ้นสุดการเดินทางที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ โดยการเดินทางครั้งนี้ ธนาธรเน้นการลงมารับฟังความคิดเห็นในด้านนโยบาย และการเตรียมตัวเข้าสู่การส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น

เหตุที่ธนาธรต้องตีรถด่วนมาภาคอีสาน เพราะเริ่มมีการแอบอ้างเป็นตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ จัดทีมผู้สมัครนายก อบจ. หรือนายกเทศมนตรีกันแล้ว 

“สมชอบ” ดับอนาคตใหม่

“ธนาธร” ยึดโรงแรมพักพิงอิงโขง ใจกลางเมืองนครพนม เป็นที่นัดพบสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ผู้สมัครของพรรค ประกอบด้วย พิศาล บุพศิริ อดีตแกนนำชมรมค่ายอาสาพัฒนาราม–อีสาน, ปราณี แสนมิตร แกนนำเสื้อแดง อ.เรณูนคร, และพนมศิลป์ เจริญราษฎร์ อดีตคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม(สายเพื่อไทย) ได้คะแนนเฉลี่ย 8-9 พันคะแนน

หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คงเห็นความตั้งใจของทีมงานนครพนม จึงหวังที่จะปักธงท้องถิ่นในสนามเลือกตั้งนายก อบจ. นครพนม 

ด้านเจ้าถิ่น “สมชอบ นิติพจน์” นายก อบจ.นครพนม ที่ได้ตำแหน่งคืนเมื่อปลายปี 2561 ก็เดินหน้าตุนคะแนนเสียง และในแฟนเพจ Somchop Nitipoj ก็มักจะแชร์ข่าวเชิงลบของพรรคอนาคตใหม่อยู่บ่อยๆ

สมชอบ นิติพจน์ นายกฯ อบจ. นครพนม

ถ้ายังจำกันได้ หลังเข้ารับตำแหน่ง สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ได้ปลด สุจินดา ศรีวรขาน รองนายก อบจ. คนที่ 1 ภรรยาไพจิต ศรีวรขาน และพูนสุข โพธิ์สุ รองนายก อบจ.คนที่ 2 ภรรยาศุภชัย โพธิ์สุ ทำเอาสภากาแฟชายโขงเม้าท์มอยสนุกปาก

สมชอบ กับ ศุภชัย” และ ไพจิต คั่นกลางด้วยนางเอกดัง

ดังที่รู้กัน ตอนเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2555 “สมชอบ” จับมือ “ศุภชัย” และ “ไพจิต” สู้กับทีมเพื่อไทยสาย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เอาชนะหลานสาวบิ๊กจิ๋วขาดลอย แต่เลือกตั้ง ส.ส.2562 “สมชอบ” อาสาช่วยพรรคพลังประชารัฐ เลยต้องแยกทางกับเกลอเก่า 

รอดูเลือกตั้งนายก อบจ.เที่ยวหน้า “สมชอบ” จะจับมือกับใคร? เพราะปีกเพื่อไทยนครพนม ก็เละตุ้มเป๊ะอยู่

ท้องถิ่นสายพ่อมดดำ

เมื่อ 7 กรกฎาคม 2562 ในงานสวดพระอภิธรรมศพ สุภา ตันเจริญ มารดาของ “สุชาติ ตันเจริญ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ณ วัดเกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธี

สุชาติ ตันเจริญ กับทีมงานท้องถิ่น

ปรากฏว่า “นายก อบจ.อีสาน” สายพ่อมดดำ ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมกันพร้อมหน้า ไล่มาตั้งแต่ “ครูต่าง” ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร, สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม, ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย, มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร และ “เสี่ยป้อม” สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร

ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

สถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทีมนายก อบจ.สายพ่อมดดำ ได้ช่วยผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ประสบชัยชนะ เพราะกระแสทักษิณ ในโซนอีสานเหนือยังแรงจัด 

“พ่อมดดำ” ดูแลนักการเมืองท้องถิ่นอีสานเหนือ โดยมอบนโยบาย “ไม่มีพรรค ท้องถิ่นมีแต่เพื่อน” 

70 ปีทักษิณ ปล่อยข่าว “วางมือ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

70 ปีทักษิณ  ปล่อยข่าว “วางมือ”

25 กรกฎาคม 2562 – 10:45 น.
รักแผ่นดิน,ทักษิณ,ชินวัตร
เปิดอ่าน 4,290 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ก่อนวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 70 ของ ทักษิณ ชินวัตร เขาโพสต์ IG ไม่จัดงานวันเกิดในปีนี้ พร้อมๆ กับข่าวที่ปล่อยผ่านคนใกล้ชิดอย่าง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ในทำนองว่า “นาย”จะวางมือทางการเมือง โดยทุกอย่างมีบรรยากาศ “เจือสม”ต่อข่าวการยุติการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ “หนีคดี”

ทั้งการปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทย ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค เป็นการตกลงกันของ “2 เจ๊” โดยไม่เข้าไป “กดปุ่ม” ดังเช่นอดีตที่ผ่านมา การเลิกจัดงาน ครบรอบวันเกิดดังเช่นทุกปี และการ หยุดการเคลื่อนไหวปั่นป่วนการเมืองในประเทศ พร้อมๆ กับการให้คนใกล้ชิดในแวดวงการเมืองและธุรกิจ บอกปล่อยข่าวว่า “ทักษิณ ในวัย 70 หยุดเคลื่อนไหวแล้ว”

ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่า ทักษิณจะ “วางมือ”สนิท เพราะ เคยประกาศด้วยตัวเองมาแล้ว 6 หน ตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อ 1 มกราคม 2551 ที่ว่า “ผมจะวางมือทางการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ และจะคอยให้คำปรึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น” และอีก 5 ครั้งต่อมา รวมทั้งผ่านคนสนิทอีก 2 ครั้ง คือผ่าน นพดล ปัทมะ และ พานทองแท้ ชินวัตร

แต่ทั้งหมด ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยวางมือจริง และยังคงคิด “เอาชนะ”เพื่อให้กลับเข้ามาสู่อำนาจไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจนกว่า “ชีวิตจะหาไม่”

ดังนั้นข่าวการ “วางมือ” ของทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นสิ่งที่เชื่อและวางใจ “ไม่ได้” แต่อาจจะเป็นการ “แกล้งตาย” รอจังหวะ โอกาสและเวลา ที่จะลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วง “หลบเลียแผล” จากการเดินเกมพลาด ทั้งยุทธศาสตร์แตกแบงก์พัน การกระทำที่ไม่บังควร และการพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ไม่มีประโยชน์ ที่จะต่อสู้อยู่อย่างเดิม ความนิยม ของทักษิณ ชินวัตร ถูกลดลง ด้วยการแทนที่โดยคนใหม่อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงต้องปล่อยให้ ธนาธร ทำหน้าที่แทน

ขณะที่ในแง่พรรค “มันสมองซีกซ้าย”ได้ถอนยวงออกจากพรรคเพื่อไทย คงเหลือแต่นักการเมืองอาชีพล้วน ก็ต้องปล่อยให้เดินเกมในสภา ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในขณะนี้

รอสถานการณ์ทั้งในและนอกสภา“สุกงอม”พอที่จะล้มรัฐบาล เมื่อนั้น ถึงจังหวะ เวลาที่จะออกโรงอีกครั้ง การนิ่งเงียบขณะนี้ทำให้ไม่ต้อง“จ่าย”ค่าท่อน้ำเลี้ยง และสามารถเปิดทางในการเจรจา“ต่อรอง”บางเรื่อง จึงเลือกทาง“นิ่งเสียตำลึงทอง

‘จอมพล ป.-ทักษิณ’ส่วนผสม “บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘จอมพล ป.-ทักษิณ’ส่วนผสม “บิ๊กตู่”

25 กรกฎาคม 2562 – 08:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,จอมพล ปพิบูลสงคราม,นายกรัฐมนตรี,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 25,276 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลสุ่มยิง

ถึงจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม บริหารประเทศได้ครบวาระ 4 ปี อย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศกลางวงสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

แม้ทั้งคู่เตรียมสลัดภาพทหาร ลุยงานการเมืองเต็มตัวในฐานะหัวหน้าพรรค และประธานที่ปรึกษาพรรค หวังเข้ามาบริหารจัดการเรื่องภายในแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาลให้มั่นคงยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องประสานกับนักการเมือง

ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1 จะเข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมกลยุทธ์และวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิม แต่รูปแบบยังยึดจากประสบการณ์การทำงาน 5 ปี นำมาต่อยอดให้ก้าวแต่ละก้าวของรัฐบาลเดินไปด้วยความมั่นคง แม้อำนาจพิเศษมาตรา 44 จะสลายไปพร้อมๆ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะมี กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) เป็นมือเป็นไม้ในการบริหารจัดการประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้เล็งเห็นล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงออกคำสั่ง คสช.51/2560 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายให้อำนาจนายกรัฐมนตรี แม้จะมีเนื้อหากว้างๆ ไม่ได้ระบุเจาะจง แต่อำนาจหน้าที่ไปครอบคลุม คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเตรียมการมาดีอย่างไร แต่ยังมีจุดเสี่ยงทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม คือเรื่อง ‘เศรษฐกิจ’ เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ที่แก้ไม่ตรงจุดมายาวนานและส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน ที่สำคัญตัวเลขทางเศรษฐกิจระดับมหภาคแม้ว่าจะดีแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดลงสู่ประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องกลุ่มทุนมากกว่าในระดับพื้นที่

ในขณะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้จะถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล ที่กำลังจะแถลงต่อรัฐสภาแต่การดำเนินการแก้ไขน่าจะทำเท่าที่ทำได้ เช่น การแก้กฎหมายเลือกตั้ง หรือข้อติดขัดที่เป็นปัญหาในห้วงที่ผ่าน โอกาสจะรื้อทั้งฉบับเป็นศูนย์ซึ่งจะไม่ตอบโจทย์ของบางกลุ่ม โดยเฉพาะฝ่ายค้านนำขยายผลต่อ อาจสร้างปัญหาในอนาคตได้

ในอดีต รัฐบาลสามารถบริหารประเทศครบ 4 ปี ยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ทำรัฐประหารตัวเอง โดยอ้างเหตุรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2492 ไม่สะดวกต่อการบริหารประเทศชาติ และไปใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 โดยได้แก้ไขเพิ่มเติม ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติกลับมามีสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภา 2 ประเภท โดยคณะรัฐประหารแต่งตั้งบุคคลในคณะและข้าราชการทหารพลเรือนเป็นสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกสภาประเภทที่ 1 ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

แต่หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ คือบุคคลสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สามารถบริหารประเทศครบ 4 ปี ภายหลังชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และยังทำสถิติเป็นพรรคการเมืองแรกที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จเมื่อปี 2548 แม้สุดท้ายถูกรัฐประหารในปี 2549 ก็ตาม

นายกรัฐมนตรี 3 ท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและวิธีการบริหารประเทศที่ความแตกต่างกัน ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือต้องการสร้างชาตินิยม และความมีระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นกับคนไทย แต่ ‘จอมพล ป.พิบูลสงคราม’ เป็นผู้นำเด็ดขาดและใช้ความรุนแรงมากกว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ในขณะที่ ‘ทักษิณ’ ใช้วิธีบริหารจัดการแบบเผด็จการ

แต่ปัจจัยทำให้ ‘ทักษิณ’ ประสบความสำเร็จทางการเมือง บริหารประเทศครบวาระ 4 ปี เนื่องจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไทยรักไทย ยึดประชาชนเป็นฐาน โดยเฉพาะการสร้างการยอมรับผ่านโครงการประชานิยมที่เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และบ้านเอื้ออาทร แม้หลายโครงการมีปัญหาในการดำเนินการ และความโปร่งใสก็ตาม

ส่วน ‘พล.อ.ประยุทธ์’ น่าจะเป็นส่วนผสมระหว่าง ‘จอมพล ป.พิบูลสงคราม’ กับ ‘ทักษิณ’ ที่ผ่านสนามเลือกตั้ง โดยมีต้นกำเนิดจากรัฐประหาร และความพยายามทำให้ประชาชนยอมรับโดยใช้โครงการประชานิยม ในรูปแบบ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ เช่น ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านถุงเงินประชารัฐ ร้านก๊าซหุงต้ม ค่าขึ้นรถ บขส.-รถไฟ-รถไฟฟ้า หรือนโยบายมอบเงิน 500 บาทเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

ต้องยอมรับว่าตลอด 5 ปีผ่านมา ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ทำโครงสร้างพื้นฐานไว้มาก หากผลิดอกออกผล เชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะคมนาคม เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ ถนนหลายเส้น รวมถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม แต่ที่ขาดไปและเป็นสิ่งที่ ‘ทักษิณ’ มีในห้วง 4 ปีการบริหารประเทศ คือโครงสร้างพื้นฐานเกษตรกรรม  จึงทำให้ได้รับความนิยมจากคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน

ต้องรอดูกันต่อไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ รัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์’ จะสามารถยืนระยะได้นานแค่ไหนในขณะที่ประเทศอยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน กับปัญหาที่ถาโถมกันเข้ามาทั้งเรื่องปากท้องประชาชน การควบคุม ส.ส.ทั้งในส่วนของพรรคร่วมและฝั่ง พปชร.ไม่ให้แตกแถว  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยทำให้ ‘รัฐบาลประยุทธ์ 2/1’ อยู่ไม่ครบเทอม

ป้องปรามสื่อลามกในออนไลน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป้องปรามสื่อลามกในออนไลน์

25 กรกฎาคม 2562 – 07:06 น.
ไลน์,ค่าบริการ
เปิดอ่าน 2,728 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562

ปัจจุบันกฎหมายด้านคอมพิวเตอร์หรือสื่อออนไลน์ของไทยได้ปรับปรุงพัฒนาเพื่อตามให้ทันเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นช่องทางในการกระทำผิดก่ออาชญากรรมมากมาย ซึ่งจะเห็นได้จากคดีที่มีการหลอกลวงเหยื่อทั้งทรัพย์สินเงินทองและการกระทำผิดต่อร่างกาย อาทิ หลอกลวงไปขืนใจ มีเกิดขึ้นมากมายและสูงขึ้นทุกปี ยังไม่นับรวมการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งประกอบอาชญากรรม เป็นแหล่งขายสิ่งผิดกฎหมายทั้งอาวุธปืนเถื่อนและยาเสพติด และที่เป็นปัญหาไม่แพ้กันคือกรณีการเผยแพร่รูปภาพหรือคลิปอนาจารลามกในสื่อออนไลน์ที่ระบาดอย่างมากจนน่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อเยาวชนเด็กนักเรียน และล่าสุดก็ยังมีกรณีเปิดห้องลับให้สมัครสมาชิกได้ชมโชว์วาบหวิวจากเน็ตไอดอลจนเกิดกระแสจากสังคมตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ลดน้อยลงหรือหมดไปได้

ไม่เพียงเท่านั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถไลฟ์สดทางออนไลน์ได้ตลอดเวลาและสามารถให้มีผู้เข้าชมรวมถึงแสดงความคิดเห็นได้จำนวนมาก อีกทั้งยังมีการส่งของขวัญที่ตีเป็นมูลค่าเงินหรือเรียกง่ายๆ ว่าจ่ายเงินเรียลไทม์นั่นเองได้ด้วย ยิ่งกลายเป็นช่องทางสำหรับคนบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมส่อลามกอนาจาร ซึ่งบ่อยครั้งที่เรารับทราบถึงเยาวชนไลฟ์สดโชว์เรือนร่างเพื่อแลกยอดไลค์หรือความนิยมและแลกของขวัญเงินทองจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องว่าให้มีการป้องปรามหรือต้องมีการตรวจสอบเซ็นเซอร์ แต่ดูเสมือนว่ายังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร พฤติกรรมดังกล่าวกลับทวีมากขึ้นเช่นกรณีจับกุมเน็ตไอดอล 2 รายทำการไลฟ์สดลักษณะลามกอนาจารเชิญชวนเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายแล้วยังเป็นการบ่อนทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคมไปด้วย

 พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายกระทำผิดในโลกออนไลน์ตามกฎหมายอาจพอสรุปได้เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ที่คนทั่วไปควรจะทำความเข้าใจและไม่กระทำเรื่องเหล่านี้ เช่น 1.เผยแพร่สร้างข่าวลือให้เกิดความแตกตื่นสับสน 2.เผยแพร่รูปหรือคลิปเปลือยกายลามก แม้จะเป็นแอคเคาน์ท์ส่วนตัวก็มีความผิดทางกฎหมาย 3.หมิ่นประมาทให้ร้ายผู้อื่น 4.ตัดต่อภาพหรือคลิปทำให้คนอื่นเสียหาย 5.ล้วงข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น 6.แก้ไขหรือดัดแปลงข้อความผู้อื่นทำให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหาย 7.แชร์ข้อมูลเท็จอันก่อผลเสียต่อส่วนรวมและทำลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น แม้จะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังมีความผิด 8.ความผิดฐานแชร์ข้อความลูกโซ่ที่ไม่เป็นความจริงหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งอาจทำให้คนรับสารเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ

ต้องยอมรับว่าสื่อลามกในโลกออนไลน์ทั้งเว็บโป๊ ไลน์ลับ และแอพพลิเคชั่นเฉพาะกลุ่มยังมีอยู่กลาดเกลื่อน โดยสถิติเมื่อปี 2561 ได้มีการปิดเว็บไซต์เผยแพร่ภาพลามกเด็กไป 1,500 เว็บ ยังไม่รวมกับสื่อลามกในอินเทอร์เน็ตอื่นๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นจากต่างประเทศที่มีการควบคุมและตรวจสอบได้ยาก จึงสะท้อนว่าสื่อลามกในโลกโซเชียลมีเดียยังต้องการการทำงานที่เข้มข้นและต่อเนื่อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย รวมไปถึงครอบครัวที่ต้องช่วยสอดส่องดูแลเยาวชนให้รู้จักใช้สื่อโซเชียลฯ ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสม รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ด้วย เพราะเมืองไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ที่ทุกพื้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้หมดแล้วยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรการป้องปรามสื่อลามกในออนไลน์ อย่าให้ผุดเกลื่อนเมืองบั่นทอนรากฐานของสังคม

เปิดข้อมูลลับ “ยูเอฟโอ” ตรวจจับด้วย “เรดาร์ทหาร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380844?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดข้อมูลลับ “ยูเอฟโอ” ตรวจจับด้วย “เรดาร์ทหาร”

24 กรกฎาคม 2562 – 12:40 น.
เรดาร์ทหาร,ยูเอฟโอ,มนุษย์ต่างดาว
เปิดอ่าน 10,488 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

จนถึงวินาทีนี้มนุษย์ทั่วโลกยังคงโต้แย้งกันไม่เลิกราว่า “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “ยูเอฟโอ” มีจริงหรือไม่? ปริศนาลึกลับนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทุกครั้งที่มีใครเอาหลักฐานน่าเชื่อถือมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน…โดยเฉพาะหลักฐานล่าสุดที่กองทัพอากาศเกาหลีใต้สั่ง “เครื่องบินขับไล่” หลายลำขึ้นไปลาดตระเวนแถวชายแดนเกาหลีเหนือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จองอึน กำลังพบปะเจรจาครั้งประวัติศาสตร์…

ทำเอาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทบหยุดหายใจ โดยอ้างว่าตรวจพบจานบินต้องสงสัย “ยูเอฟโอ” บินอยู่น่านฟ้าบริเวณนั้นพอดี…..

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ขณะที่ผู้นำ 2 ประเทศนัดประชุมครั้งประวัติศาสตร์ที่หมู่บ้านพันมุนจอม เพื่อเจรจาปัญหาปลดอาวุธนิวเคลียร์เหนือคาบสมุทรเกาหลีหลังผู้นำเดินทางกลับไปไม่กี่ชั่วโมงก็มีฝูงเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้บินเข้ามาลาดตระเวนส่งเสียงกึกก้องไปทั่วชายแดน

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานข่าวว่า เป็นเพราะเรดาร์ทหารตรวจเจอ “วัตถุบินได้ลักษณะน่าสงสัย” ลอยผ่านข้ามเส้นเขตแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ จึงต้องส่งเครื่องบินไปลาดตระเวนดูว่าพบอะไรผิดปกติหรือไม่ ขณะที่สื่อยักษ์ใหญ่จากจีน “เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์” เปิดเผยบทสัมภาษณ์แหล่งข่าววงในว่า กองทัพเกาหลีใต้กล้าส่งฝูงบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์หลายลำเข้าไปเพราะในจอเรดาร์ตรวจพบ “จานบินลึกลับ (UFO)” แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงร่องรอยจานบินลึกลับอีก มีเพียงคำตอบสั้นๆ จากกองทัพว่าวัตถุที่เห็นเป็นเพียง “ฝูงนก” เท่านั้น
คำตอบข้างต้นสำหรับคนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นเรื่องน่าตลกขบขัน แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการบินและวิศวกรรมการบินแล้ว การวิเคราะห์ที่ผิดพลาดจาก “เรดาร์ไฮเทคของกองทัพทหาร” ไม่น่าเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ดังกล่าว เพราะช่วงนั้นเป็นการประชุมระดับสุดยอดที่ต้องตรวจเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นทุกอณูขุมขนจากประเทศใกล้เคียงเกาหลีเหนือทั้งหมด ประมาณว่าต้องระดมเทคโนโลยีสุดยอดของกองทัพเกาหลีใต้ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เข้ามาประชิดติดชายแดนทั้งหมู่เกาะเกาหลีเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนแรกที่มาเยือนแถวนี้ในรอบ 60 ปี

ระดับการเตรียมพร้อมเพื่ออารักขาท่านผู้นำสูงสุดของโลก ต้องไม่มีความผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ “สัญญาณเรดาร์ไฮเทค” จะวิเคราะห์ฝูงนกเป็น “จานบินยูเอฟโอ” ยิ่งไปกว่านั้นก่อนท่านนายพลกองทัพอากาศเกาหลีใต้จะกล้าสั่งฝูงบินรบออกไปลาดตระเวนฉุกเฉิน คงสั่งให้ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกและอาจตรวจยืนยันกับหน่วยเรดาร์อากาศของประเทศอื่นด้วย

หากตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยรายงานข้อมูลลับสุดยอดจากหน่วยข่าวกรองของอเมริกาที่ชื่อว่า “รายงานการตรวจพบอากาศยานที่ไม่สามารถระบุได้” จำนวนหลายฉบับ เป็นการอ้างถึง ยูเอฟโอ เข้ามาขัดขวางการฝึกซ้อมรบของนักบินสหรัฐ

ทั้งนี้คำว่า “ยูเอฟโอ” ย่อมาจาก UFO : Unidentified Flying Object หมายถึง วัตถุบินได้ที่มีอยู่จริง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร ซึ่งเป็นคำจำกัดความโดยกองทัพอากาศสหรัฐ แปลเป็นภาษาชาวบ้านเรียกกันง่ายๆ แบบไทยๆ ว่า “จานบินลึกลับ” หรือ จานบินยูเอฟโอ

ย้อนไปเดือนที่แล้ววันที่ 20 มิถุนายน 2562 “มาร์ก วอร์เนอร์” ตัวแทนคณะกรรมการด้านข่าวกรองวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ออกมาให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นเกี่ยวกับการแจ้งเตือนจานบินลึกลับจากกองทัพมาหลายครั้งแล้ว ทำเป็นสรุปรายงานได้หลายฉบับ หลังจากนักบินกองทัพเรือสังเกตเห็นหลักฐานทางเรดาร์ว่ามีวัตถุบินได้เคลื่อนไหวรวดเร็วมาก แต่ไม่สามารถระบุว่าเป็นอากาศยานประเภทอะไร จึงใช้คำว่า “ยูเอฟโอ” เข้ามาในเขตหวงห้ามขณะมีการฝึกซ้อมรบทางอากาศ ทำให้นักบินเสี่ยงตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็น และถือเป็นการคุกคามความมั่นคงประเทศด้วย มีการพบเห็นบ่อยครั้งบริเวณน่านฟ้าของรัฐฟลอริดาและรัฐเวอร์จิเนีย

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวรีบไปดักเอาไมโครโฟนจ่อปากท่านประธานาธิบดีทรัมป์ทันที คำตอบคือ “หลายคนรายงานว่าเห็นยูเอฟโอ ถามว่าผมเชื่อเปล่า ผมตอบได้เลยว่าไม่เชื่อแน่นอน”

แม้ว่าท่านประธานาธิบดี “ไม่เชื่อ” แต่ผู้เชี่ยญชาญหลายฝ่ายพร้อมใจกันขุดค้นหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “สิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก”
โดยตั้งต้นจากหลักฐาน 2 ชิ้นที่น่าสนใจ คือ 1.หลักฐานจาก “จอเรดาร์ไฮเทคป้องกันภัยทางอากาศ” ที่พัฒนาเทคโนโลยีคลื่นวิทยุตรวจจับวัตถุในท้องฟ้าไปในระดับไฮเทคนานหลายปีแล้ว และไม่ใช่แค่ตรวจจับได้ในชั้นบรรยากาศทั่วไปเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาถึงขั้นตรวจจับนอกชั้นบรรยากาศหรือท้องฟ้าไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ด้วยการใช้คลื่นสะท้อนวัตถุที่พบเห็นกลับมายังพื้นดินได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวงกว้างหลายร้อยกิโลเมตรภายในชั่วพริบตาเดียว เพราะฉะนั้นระบบเรดาร์ของกองทัพสหรัฐที่พบเจอและส่งเสียงยืนยันการตรวจพบ “จานบินหรือวัตถุลึกลับ” ที่ไม่สามารถระบุรูปร่างได้นั้น มีโอกาสผิดพลาดแทบจะเป็นศูนย์

หลักฐานชิ้นที่ 2 ได้แก่การปิดบังข้อมูล โครงการเอเอทีไอพี (Advanced Aviation Threat Identification Program) หรือ โครงการพิสูจน์ภัยคุกคามทางอากาศระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐที่ต้องการศึกษาวิจัยและสืบสวนว่าวัตถุลึกลับที่บินได้เหล่านี้เป็นภัยความมั่นคงต่อมนุษย์โลกหรือไม่ มีการจัดสรรงบประมาณให้นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ ทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ตั้งแต่ปี 2007 จำนวนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ เมื่อถูกซักถามมากๆ ก็สั่งปิดโครงการไปหลังจากเปิดตัวได้ไม่กี่ปี แต่หลายคนสงสัยว่า “ปิดโครงการ” จริงหรือไม่ หรือเอาไปแอบซ่อนไว้ในโครงการอื่นของกองทัพสหรัฐแทนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องถูกตรวจสอบจากหน่วยงานอื่น

ความลับของโครงการเอเอทีไอพี ถูกเปิดเผยจากอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนหลังจากลาออกว่า มีหลักฐานการค้นพบอากาศยานที่สมรรถนะล้ำเลิศเกินฝีมือมนุษย์จะสร้างได้จริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดหรือหลักฐานอื่นๆ ได้ เพราะเป็นความลับสุดยอดของประเทศ
ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน ผู้สนใจศึกษาเรื่องยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวของประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า ขณะนี้ในต่างประเทศสนใจศึกษาเรื่องนี้มากเพราะเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นการตรวจพบวัตถุประหลาดเหล่านี้ก็มีมากขึ้นในหลายประเทศ ทั้งรัสเซีย อเมริกา จีน
“ในจักรวาลมีดาวเป็นล้านๆ ดวง นาซาเองตรวจพบดาวที่มีบรรยากาศคล้ายโลกเราไม่ต่ำกว่า 3 พันดวง ทำไมถึงคิดว่ามีแค่โลกเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตได้ ดาวอื่นก็มีสิ่งมีชีวิตได้เหมือนกัน แต่เมืองไทยเป็นประเทศยากจน คนมีการศึกษาน้อย ผมจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนที่เรียนก็มีนักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาเรื่องนี้กันเยอะแยะ วันนี้ผมอายุ 83 ปีแล้ว เทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาคงก้าวหน้าไปเยอะมาก มีโครงการวิจัยติดต่อมนุษย์ต่างดาวหลายโครงการ โดยเฉพาะของกองทัพอากาศ ถ่ายภาพหลักฐานเอามาเปิดเผยกันทั่วไป แต่ในเมืองไทยถ้าใครศึกษาหรือพูดถึงเรื่องนี้จะถูกหาว่าเป็นคนบ้า ทำให้คนไม่กล้าพูด”
นพ.เทพนม เคยใช้เวลานานกว่า 4 ปี ในการตั้งสติและเพ่งสมาธิไปยังท้องฟ้าเพื่อส่งกระแสจิตติดต่อพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาว พร้อมถ่ายรูปจานบินยูเอฟโอเก็บไว้หลายภาพด้วยกัน โดยกล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า
“มีมนุษย์ต่างดาวมาเตือนว่าน้ำจะท่วมโลก ท่วมประเทศไทย อาจเป็นอุกกาบาตพุ่งชนก็ได้ คนไทยที่มีสตางค์หลายคนไปซื้อที่ดินบนภูเขาเตรียมย้ายบ้านไปอยู่แถวกาญจนบุรีและเพชรบูรณ์ เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีคงได้พิสูจน์กันว่าคำเตือนจากเพื่อนมนุษย์ต่างดาวนี้เป็นจริงหรือไม่”

ใครที่สนใจศึกษาเรื่อง ยูเอฟโอ หรือจานบินลึกลับ มนุษย์ต่างดาว สิ่งมีชีวิตนอกโลกสามารถค้นหาในเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ได้หลายแห่งด้วยกัน มีการแลกเปลี่ยนเรื่องราวและรูปภาพน่าสนใจเกี่ยวกับยูเอฟโอในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย

วินาทีนี้ยังไม่มีองค์การนานาชาติใดที่กล้าระบุว่า “ยูเอฟโอมีจริง” แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีหน่วยงานใดรวมถึงนาซากล้าออกมายืนยันปฏิเสธว่า “ยูเอฟโอไม่มีจริง”!?!

ศึกวังน้ำเขียว “ดำรงค์” รู้จักมั้ย “เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกวังน้ำเขียว “ดำรงค์” รู้จักมั้ย “เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก”

24 กรกฎาคม 2562 – 11:17 น.
สุภรณ์ อัตถาวงศ์,รีสอร์ทวังน้ำเขียว,สปก,สปก4-01,พรรค​พลังประชารัฐ,การ์มองเต้​ รีสอร์ท,วังน้ำเขียว,อุทยานแห่งชาติทับลาน,กลุ่มสามมิตร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,แรมโบ้อีสาน,ปากช่อง
เปิดอ่าน 12,159 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดน “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 ก.ค.62

******************** 

อันเนื่องจากพรรค​พลังประชารัฐได้ยกขบวนไปจัดงานสัมมนาที่​ 88​ การ์มองเต้​ รีสอร์ท​ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว​ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

“ดำรงค์ พิเดช” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และอดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงรีสอร์ทแห่งนี้ เคยถูกกรมอุทยานฯ ดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติทับลานมาก่อน จึงตั้งคำถามว่า ตามมารยาทแล้วควรหรือไม่ที่ฝ่ายการเมืองจะไปใช้สถานที่อย่างนี้

“เสี่ยเบี้ยว” แห่งสามมิตร

บ่ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐ​ “สมศักดิ์ พันธ์เกษม” ส.ส.นครราชสีมา​ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีงานสัมมนาที่​ 88​ การ์มองเต้​ รีสอร์ท​ อ.วังน้ำเขียว​ ซึ่งตัวเขาก็ทราบว่ามีปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่ก็มีความตั้งใจที่จะไป ส.ส.ไปประชุมรีสอร์ทดังกล่าว 

เสี่ยเบี้ยวแถลงข่าวกรณี 88 การ์มองเต้ วังน้ำเขียว

จะว่าไปแล้วปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับราษฎร ที่ อ.วังน้ำเขียว นับว่าเป็นมหากาพย์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อปี 2555 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ดำเนินคดีจับกุม ตรวจยึด โดยอ้างว่าบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งที่ชาวบ้านได้อยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเรื่องไปถึงชั้นอัยการ ก็ไม่มีการสั่งฟ้อง 

เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก หรือ สมศักดิ์ พันธ์เกษม

สำหรับ “สมศักดิ์ พันธ์เกษม” หรือ “เสี่ยเบี้ยว เมืองปัก” เป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงอยู่ใน อ.ปักธงชัย และเป็น ส.ส.นครราชสีมา มาตั้งแต่ปี 2538 สังกัดพรรคชาติพัฒนา

เพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐและอยู่ในมุ้งสามมิตร ศิษย์สุริยะ 

สุริยะ อนุชา และ สมศักดิ์ พันธ์เกษม

“กำนันประนอม” หายไปไหน?

เดิมที อ.ปักธงชัย และ อ.วังน้ำเขียว อยู่เขตเลือกตั้งเดียวกัน ในการเลือกตั้งปี 2554 “เสี่ยเบี้ยว” สมศักดิ์ สวมเสื้อชาติพัฒนา สู้กับ “ประนอม โพธิ์คำ” หรือ “กำนันประนอม” ผู้ยิ่งใหญ่วังน้ำเขียว สวมเสื้อภูมิใจไทย ปรากฏว่า เสี่ยเบี้ยวพ่ายกำนันประนอม โดยจุดชี้ขาดคือ ต.ไทยสามัคคี และ ต.วังน้ำเขียว 

เลือกตั้ง 2562 กกต.โคราชแบ่งเขตใหม่ โดยเขตเลือกตั้งที่ 10 อ.ครบุรี อ.เสิงสาง และเพิ่ม อ.วังน้ำเขียว (เฉพาะ ต.วังน้ำเขียว และ ต.ไทยสามัคคี)

กำนันประนอม โพธิ์คำ

ส่วนเขต 11 อ.ปักธงชัย อ.เมืองนครราชสีมา (บางตำบล) อ.วังน้ำเขียว (ยกเว้นสองตำบลที่โยกไปเขต 10) และ อ.ปากช่อง (เฉพาะ ต.วังกะทะ)

การแบ่งเขตเช่นนี้เอื้อให้ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ค่าย พปชร. ที่จะลงเขต 10 แถมได้ตัวช่วยคือ กำนันประนอม อดีต ส.ส.หลายสมัย ได้ย้ายมาสังกัดค่าย พปชร.

สมศักดิ์ พันธ์เกษม กำนันประนอม และสุภรณ์

หาเสียงแก้ปัญหาที่ดินวังน้ำเขียว ด้วยนโยบาย สปก.4.0

“สมศักดิ์ พันธุ์เกษม” ที่ย้ายจากชาติพัฒนามาอยู่ค่าย พปชร. ก็ได้รับอานิสงส์จากการแบ่งเขต เสี่ยเบี้ยวชนะเลือกตั้งเขต 11 สบายๆ เนื่องจากคู่แข่งกำนันประนอม ขยับไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ แต่กำนันคนดังโชคร้ายไม่ติดอันดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

จึงไม่เห็นหน้ากำนันประนอมในวันสัมมนาพรรคที่รีสอร์ทดังวังน้ำเขียว

“แรมโบ้อีสาน” อกหัก

ทุกฤดูกาลเลือกตั้งคนแถววังน้ำเขียวจะได้ยินนักการเมืองมาหาเสียงเรื่องนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน หรือแจก ส.ป.ก. เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนมีสิทธิครอบครองพื้นที่และใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมากยิ่งขึ้น 

“กำนันประนอม” ชนะเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะหาเสียงว่าจะแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้คนวังน้ำเขียว โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ไทยสามัคคี และ ต.วังน้ำเขียว

เลือกตั้งคราวที่แล้ว กำนันประนอม จับมือ ชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ส.จ.เขต อ.วังน้ำเขียว หนุน “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ โดยขายฝันนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ “ส.ป.ก.4.0” ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีเอกสารสิทธิ ตรวจสิทธิได้ เพิ่มมูลค่าให้เอกสารสิทธิ ไม่ต้องถูกดำเนินคดี

แต่แรมโบ้อีสานเจอคู่แข่งระดับแป้งมันพันล้าน วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (ปัจจุบัน วีรศักดิ์เป็น รมช.พาณิชย์) ที่ส่ง พรชัย อำนวยทรัพย์ อดีต ส.จ.เขต อ.เสิงสาง ลงสู้กับแรมโบ้อีสาน และฝ่ายค่ายแป้งมันเอาชนะแรมโบ้ไปขาดลอย

สุภรณ์ อัตถาวงศ์

แรมโบ้อีสานและกำนันประนอม กลายเป็นคนอกหัก และหายหน้าไปจากพรรคพลังประชารัฐ ต้องรอดูศึกเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งคู่จะขยับเล่นการเมืองท้องถิ่นหรือไม่?

อันที่จริงทั้งเสี่ยเบี้ยว แรมโบ้อีสาน และกำนันประนอม ก็สังกัดกลุ่มสามมิตรเหมือนกัน

’18 ต้องห้าม’..มาตรการป้องกันเชิงรุก’ปคม.’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

’18 ต้องห้าม’..มาตรการป้องกันเชิงรุก’ปคม.’

24 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,มาตรการป้องกันเชิงรุก,18 ต้องห้าม,ปคม
เปิดอ่าน 1,434 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย     โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะ “โซเชียลมีเดีย” จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ หรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสม อาทิ การบริโภควัตถุนิยม การใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินตัว การแต่งกายที่ไม่เหมาะสม การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่การขายบริการทางเพศ การค้าประเวณี รวมทั้งถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในรูปแบบการค้ามนุษย์ ยิ่งแล้วในกลุ่มเด็กหญิงและชายที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีการใช้สื่อออนไลน์แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายและมีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงอย่าง กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) จึงมีโครงการ “18 ต้องห้าม” ซึ่งเป็นมาตรการด้านการป้องกันเชิงรุกของบก.ปคม. ที่ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องหลายปี แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำหน่วยมาแล้วหลายหน โดยปีนี้สานต่อโครงการมาถึงรุ่น 6/2562 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รองผบก.ปคม. และ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบก.ปคม. ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 กองกำกับการ ใน บก.ปคม. ด้วยการจัดอบรมนักเรียนนักศึกษาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพราะตำรวจ ปคม. อยากให้สังคมดีขึ้น อยากเห็นเด็กและเยาวชนห่างไกลปัญหาค้ามนุษย์ รู้เท่าทันการถูกล่อลวงหรือคุกคามทางเพศ และภัยจากโลกโซเชียลมีเดียในยุคสมัยนี้ ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ

พล.ต.ต.วรวัฒน์ อธิบายว่า ปัจจุบันมีเยาวชนที่ติดตามสื่อทางโซเชียลตกเป็นเหยื่อกลายเป็นผู้เสียหายจากสื่อลามกอนาจาร เนื่องจากทุกวันนี้สื่อโซเชียลกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดคดีอนาจาร คดีล่วงละเมิดทางเพศ และคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในกลุ่มเยาวชน เพราะปัจจุบันเยาวชนสามารถเข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย และมีเยาวชนชายหญิงจำนวนมากตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกล่อลวงให้ถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอโชว์อนาจารจนเป็นต้นเหตุให้เกิดคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ คดีอนาจาร คดีล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเยาวชนจึงมีความจำเป็นต้องรู้เท่าทันสื่อโซเชียลเพื่อป้องกันการถูกชักจูงจนตกเป็นผู้เสียหาย ทำให้ตำรวจ ปคม. มีโครงการลงพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

“วัตถุประสงค์ที่สำคัญของโครงการนี้ คือ 1.เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ส่งเสริมทัศนคติ เพื่อกำจัดและลดความเสี่ยงในการเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ 2.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมรู้เรื่องกฎหมายการค้ามนุษย์ ทราบถึงวิธีการป้องกันการถูกหลอกลวง มิให้ตกเป็นเหยื่อจากขบวนการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ และ 3.เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส และข้อมูลของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และมีวิธีล่อลวงเหยื่อที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้สื่อออนไลน์ อาจตกเป็นเหยื่อได้ หากไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี เพราะเยาวชนจำนวนไม่น้อยเขาไม่เคยรู้เลยว่าการเล่นโทรศัพท์มือถือ การเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในสื่อออนไลน์ จะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นการอบรมถือเป็นความรู้ใหม่ที่จะได้รับ สามารถนำความรู้ไปต่อยอด บอกต่อกลุ่มเพื่อนและบุคคลใกล้ชิดให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์ให้มากขึ้น” ผบก.ปคม. ระบุ

หากจริงจังในการป้องกัน ปราบปราม กวาดล้าง ช่วยเหลือ และการมีส่วนร่วมภาคสังคม เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์และการค้าประเวณีลดลง..!!

ถนนพระราม 2โครงการ 7 ชั่วโคตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380834?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถนนพระราม 2โครงการ 7 ชั่วโคตร

24 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน,ถนนพระราม2,ถนนโครงการ 7 ชั่วโคตร,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 2,026 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขอสนับสนุนโครงการเหยียบคันเร่งถนนพระราม 2 ที่ชาวบ้านเรียกว่าถนนโครงการ 7 ชั่วโคตร

ถนนพระราม 2 หรือทางหลวงหมายเลข 35 เป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้ ประกอบกับมีระยะทางสั้นกว่าถนนหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ทำให้การใช้รถมีปริมาณสูงมาก การจราจรติดขัด จำเป็นต้องขยายเส้นทางพิเศษเพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ลดระยะเวลาการจราจรที่ติดขัด ลดระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง

โดยจัดทำโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 35 ตอนทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย รวมเป็นเงินค่าก่อสร้าง 2,300 ล้านบาท

การปรับปรุงถนนพระราม 2 กม.16 ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการก่อสร้างเป็นอย่างมากจนทนไม่ไหวร้องเรียนหลายหน่วยงาน

ทำให้การจราจรติดขัดมาก ฝุ่นละอองจำนวนมากจนร้านค้าข้างทางต้องปิดกิจการหนี ก่อสร้างมา 2 ปีแล้วยังไม่เสร็จจนชาวบ้านตั้งฉายา ‘ถนนเจ็ดชั่วโคตร’

จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และรมช.จากพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยจัดการปัญหาถนนนี้ด้วย

ถนนพระราม 2 นับเป็นเส้นเลือดใหญ่สู่ภาคใต้อย่างแท้จริง
อ๊อด เทอร์โบ


 อีสานแล้งในรอบ 30 ปี
 ลองของรัฐบาลทันที

ผมเป็นชาวนาอยู่เมืองขอนแก่นครับ อยากจะบอกมายังรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังมีโครงการมากมายหลายๆ กระทรวงว่าผมไม่สนใจสักเท่าไรหรอกครับ เพราะพวกผมกำลังเดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างมากมายเหลือเกิน

อย่างขอนแก่น 12 อำเภอแล้งหนักเพราะฝนทิ้งช่วงหรือหลายๆจังหวัดก็เจอแบบเดียวกัน อย่าง จ.ศรีสะเกษ ฝนไม่ตกมา 2 เดือนแล้ว หรือชัยภูมิหนักที่สุดในรอบ 30 ปี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ผมยกมาเรียนให้ทราบ

แม่น้ำหลายสายและเขื่อนหลายแห่งก็แล้งจนน่าตกใจมากครับผมจึงหวั่นใจว่าภัยแล้งวิกฤติหนักกว่าทุกปี

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาไม่ใช่เป็นการร้องทุกข์หรือขอให้ฝนตกหรอกครับ แต่แจ้งมาเพื่อให้ทราบว่าจากนี้ต่อไปเราจะอยู่กันได้อย่างไร?
บุญเหลือ (ขอนแก่น)


เรียนคุณ ‘บุญเหลือ’ ขอนแก่น
ผมอ่านจดหมายของคุณด้วยความทุกข์ระทมใจเพราะภัยแล้งนี่เกิดขึ้นทุกจังหวัดในภาคอีสาน จะหนักบ้าง-เบาบ้าง ก็ตามสถานการณ์ที่แจ้งมา ซึ่งรัฐบาลต้องหาทางช่วยเหลือโดยเร็ว ที่มองเห็นทางก็คือ ‘ฝนหลวง’ ที่จะบรรเทาทุกข์ได้ลงในระดับหนึ่ง

เวลานี้บรรดารัฐมนตรีในกระทรวงเกษตรฯ ต่างก็เต้นตามเพลงมีแผนการจัดการรับมือภัยแล้งตามสูตรสำเร็จที่ทราบๆ กันอยู่

แต่จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นต้องรอดูกันต่อไป และภัยแล้งนี้จะลามไปถึงภาคเหนือ-กลางต่อไปอีกอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 จีนปิดสนามกอล์ฟเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ
ส่งท้ายวันนี้ด้วยข่าวนี้ จีนสั่งระงับการก่อสร้างและปิดสนามกอล์ฟรวม 127 แห่งทั่วประเทศด้วยเหตุผลเพื่ออนุรักษ์ดิน-น้ำ

สรุปว่าจีนในยุคประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ จะเป็นปฏิปักษ์กับกีฬากอล์ฟอย่างแน่นอน


 จีนปิดสนามกอล์ฟและระงับการก่อสร้าง
คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ว่า ความทุ่มเทของจีนในการสั่งระงับการสร้างสนามกอล์ฟแห่งใหม่และการปิดสนามกอล์ฟ 127 แห่ง

ปีที่ผ่านมาคณะกรรมการและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลกลางเดินหน้าปราบปรามสนามกอล์ฟที่สร้างอย่างผิดกฎหมายและสั่งยุติโครงการสนามกอล์ฟ 14 แห่ง ในมณฑลซานซี จี๋หลิน ฝูเจี้ยน ซานตง เหอหนาน หูเป่ย ไห่หนาน เสฉวน อวิ๋นหนาน และส่านซี

รัฐบาลจะดำเนินมาตรการ ‘ความอดทนเป็นศูนย์’ โดยระงับการสร้างสนามกอล์ฟแห่งใหม่และจะยกระดับการตรวจสอบติดตามผลด้วยการตรวจสอบผ่านดาวเทียมการตรวจสอบเป็นประจำ และการตรวจสอบผ่านสื่อ

ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ประเทศจีนเริ่มปราบปรามการสร้างสนามกอล์ฟเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เนื่องจากการก่อสร้างและการดูแลรักษาสนามกอล์ฟต้องใช้ทรัพยากรมากเป็นพิเศษ และขณะเดียวกันหลายเมืองในประเทศจีนต่างก็ประสบปัญหาขาดแคลนดินและน้ำรวมถึงปัญหาราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
