ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทผ่านกล้อง ด้วยนวัตกรรม Endoscopic Spinal Surgery

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458978

ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทผ่านกล้อง ด้วยนวัตกรรม Endoscopic Spinal Surgery

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงพยาบาลเปาโลพหลโยธิน กลุ่ม PMC ซึ่งประกอบด้วยโรงพยาบาลพญาไท 1 โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลเปาโลพหลโยธิน จัดงานประชุมวิชาการ “Endoscopic Spinal Surgery” การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทผ่านกล้อง เพื่อการพัฒนาทางวิชาการและทักษะทางการแพทย์เสริมการเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ในการแนะนำแนวทางรักษาที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธไนนิธย์ โชตนภูติ ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลกลุ่ม PMC “พญาไท เปาโล เมดิคอล แคมปัส” เปิดเผยว่า โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปัจจุบันกลายเป็นโรคยอดฮิตของกลุ่มคนทำงานอายุตั้งแต่ 25-50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มักใช้งานหลังมากเกินไป และไม่ถูกวิธี เช่น การนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ขับรถระยะทางไกลโดยไม่พัก หรืองานที่ต้องยกของหนักบ่อยๆจึงไม่ใช่แค่ชาวออฟฟิศเท่านั้นที่เป็นโรคนี้ แต่แทบทุกอาชีพก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมจนเกิดการฉีกขาด ของเหลวที่อยู่ภายในเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ร้าวไปตามเส้นประสาทที่ถูกกดทับ นานเข้าจะมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย แม้ว่าผู้ป่วย 80% จะหายได้จากการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้ยา และทำกายภาพบำบัด แต่เมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือมีการกดทับขั้นรุนแรงแพทย์จึงจำเป็นต้องแนะนำให้ผ่าตัดเอาส่วนที่เกิดการกดทับออกเป็นวิธีสุดท้าย เมื่อแพทย์แนะนำให้ผ่าตัด ผู้ป่วยมักปฏิเสธการรักษา เนื่องจากในมุมมองของผู้ป่วยการผ่าตัดเป็นเรื่องใหญ่และน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดกระดูกสันหลังซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นประสาททั่วร่างกาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พรภวิษญ์ ศรีภิรมย์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลัง อธิบายการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคป Endoscopic Spinal Surgery เพิ่มเติมว่า เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยลดความเจ็บปวด และยกระดับคุณภาพการรักษาให้กับผู้ป่วย โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือที่ติดกล้องขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.8 เซนติเมตร สอดลงไปยังจุดที่เป็นสาเหตุเพื่อทำการตัดส่วนที่กดทับออกผ่านหน้าจอแสดงผลทำให้มองเห็นความผิดปกติได้ชัดเจน จึงมีความแม่นยำมากกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติการผ่าตัดรูปแบบนี้มีโอกาสในการผ่าตัดสำเร็จเพิ่มขึ้นมากถึงกว่า 90% นอกจากนี้แผลผ่าตัดยังมีขนาดเล็กมาก ไม่ถึง 1 เซนติเมตร และที่สำคัญคือส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อโดยรอบน้อยมาก จึงไม่จำเป็นต้องมีการให้เลือด ทั้งยังลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว หลังผ่าตัดผู้ป่วยหายปวดทันที 95% สามารถลุกเดินได้เลย และใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปยังเหมาะกับผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกระดูกเสื่อมกดทับเส้นประสาท เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว จึงมีข้อจำกัดหลายอย่าง อาทิ บางรายหัวใจ ปอดไม่ดี หากผ่าตัดแบบเปิดแผลอาจมีความเสี่ยงมาก ต้องพยายามหาวิธีการผ่าตัดที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวน้อยและฟื้นตัวเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน การผ่าตัดรูปแบบนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการรักษา

“แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จ ผู้ป่วยก็มีโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทซ้ำ หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องระวังเรื่องการใช้หลังเป็นพิเศษ สำหรับใครที่เริ่มมีอาการปวดหลังร้าวลงขา หรือปวดคอร้าวลงแขนควรรีบพบแพทย์ เพราะหากทำการรักษาก่อนที่อาการจะหนักก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด นอกจากนั้นหากปล่อยไว้ เส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง ไปจนถึงตายในที่สุด ทำให้เกิดอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไปจนถึงควบคุมการขับถ่ายไม่ปกติ หากทำการรักษาช้าเกินไป แม้ทำการผ่าตัดเอาส่วนที่กดทับออกก็อาจไม่สามารถกลับมาใช้งานกล้ามเนื้อได้เหมือนเดิม เตือนคนทำงานทุกอาชีพควรระวังการใช้หลัง อย่านั่งหลังค่อม หรือนั่งนานเกินไป ควบคุมน้ำหนักเพื่อไม่ให้เป็นภาระของกระดูกสันหลังในการแบกรับน้ำหนักตัว และที่สำคัญควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสามารถช่วยพยุงกระดูกสันหลังได้ ลดโอกาสการเกิดกระดูกสันหลังเสื่อม”

อย่างไรก็ตาม แม้การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่จะต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์และมีความคุ้นชินกับเครื่องมือ จึงจะได้ผลการรักษาที่ดีและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย ซึ่งสถาบันกระดูกและข้อของกลุ่ม PMC มีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องอันดับต้นของประเทศไทย เป็นหนึ่งในแพทย์ที่เริ่มนำเทคโนโลยีการผ่าตัด Endoscopic Spinal Surgery มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยจนเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยประสบการณ์การรักษากว่า ١٢ ปีและผ่าตัดผู้ป่วยมาแล้วมากกว่า ١,٠٠٠ ราย จึงมั่นใจได้ว่าทีมแพทย์และบุคลากรมีความเข้าใจโรค วินิจฉัยแยกโรคได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจทุกความกังวลของผู้ป่วยและญาติ

ขณะที่ นางสาวศิวพร ศรีระเทศ อายุ ٥٣ ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้ารับการรักษาการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทผ่านกล้อง แบบ Endoscopic Spinal Surgery กล่าวว่า ตนประกอบอาชีพขายข้าวไข่เจียว ต้องยืนหน้าเตาเป็นเวลานาน ส่งผลให้ป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นมานานนับปี แรกเริ่มจะมีอาการชา ยืนนานไม่ได้ เมื่อไม่มีเงินไปรักษาอาการก็หนักขึ้นจนปวดร้าวลงขา เดินไม่คล่อง จึงไปรับการรักษาด้วยวิธีนวดและฝังเข็มแต่อาการ
ไม่หายขาด ยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม โชคดีที่แพทย์ประจำตัวได้แนะนำให้เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ โดยมูลนิธิเวชดุสิต ทำให้เหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง หลังได้เข้ารับการผ่าตัด

“ขอบคุณทีมแพทย์จากโรงพยาบาลเปาโล ที่ให้การดูแลอย่างดี ตั้งแต่วันแรกที่มารักษา จากเดิมที่กังวลว่าต้องพักฟื้นนานและกลัวว่าจะเดินไม่ได้ แต่เนื่องจากโรงพยาบาลมีทีมแพทย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทำให้มีความมั่นใจ ว่าตนเองจะหายจากโรคกระดูกทับเส้นประสาทและกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลังออกจากโรงพยาบาล ทีมแพทย์ได้แนะนำไม่ให้ยกของหนัก และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคนี้อีกครั้ง”

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จฯทรงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ CM 1957‘Maithong Collection’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458968

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จฯทรงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ CM 1957‘Maithong Collection’

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จฯพร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงเปิดตัวผลิตภัณฑ์CM 1957 “Maithong Collection” ณ บริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด ตำบลบางขะแยงอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายอนุชา ระพิทย์พันธ์ รองผู้จัดการ บริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด กล่าวถวายรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานโอกาสนี้ พระราชทานของที่ระลึกแก่ศิลปินดารา จากนั้นทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ CM 1957 “Maithong Collection” และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า CM 1957

ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านนี้มาต่อยอดผ่านโครงการในพระดำริหลากหลายโครงการ เพื่อหารายได้นำมาช่วยเหลือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก บริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ CM 1957 “Maithong Collection” ที่ทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยจาก “คุณไหมทอง” สุนัขทรงเลี้ยงสายพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ อายุ 4 ปี ด้วยความน่ารัก อุปนิสัยร่าเริง และขี้เล่นของคุณไหมทอง จึงต้องพระประสงค์ที่จะส่งต่อความผูกพัน ความน่ารักสดใสของคุณไหมทอง เพื่อมอบเป็นของขวัญในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ที่จะมาถึงนี้จึงทรงสร้างสรรค์ และถ่ายทอดเอกลักษณ์ของคุณไหมทอง เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ กระเป๋า นาฬิกา หมวก เสื้อ แก้วน้ำ และพวงกุญแจ เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนแสดงถึงความน่ารักและขี้เล่นของคุณไหมทอง ด้วยลวดลายภาพการ์ตูนที่เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย จึงควรค่าแก่การเลือกซื้อหาเป็นของฝากและของขวัญอย่างยิ่ง นอกจากความสุขที่เกิดขึ้นจากการ “ให้” ในครั้งนี้แล้ว ยังได้มีส่วนร่วมสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติผู้ยากไร้และด้อยโอกาส รวมถึงสัตว์ป่วยอนาถา และโครงการต่างๆ ในพระดำริอีกด้วย

นายอนุชา ระพิทย์พันธ์ รองผู้จัดการบริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด กล่าวถวายรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ ว่า “เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ปวงชนชาวไทยว่าใต้ฝ่าพระบาททรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร ทรงใช้พระปรีชาสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และด้านการแพทย์ อีกทั้งยังทรงใช้พระอัจฉริยภาพสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกแบบ และวาดภาพเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ อีกทั้ง ยังทรงมีพระดำริให้ผลงานการออกแบบของพระองค์นั้นเกิดประโยชน์สูงสุดและเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้และด้อยโอกาส โดยทรงมีพระดำรัสรับสั่งให้ บริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด ดำเนินการจัดทำผลิตภัณฑ์ “Maithong Collection” เพื่อจำหน่ายนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิในพระอุปถัมภ์ 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิจุฬาภรณ์, มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์, มูลนิธิทิพย์พิมานเพื่อสัตว์ป่วยและสัตว์ไร้ที่พึ่ง”

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระวโรกาสให้คณะสื่อมวลชนเข้าเฝ้าพร้อมพระราชทานสัมภาษณ์ถึงความผูกพันระหว่างพระองค์และคุณไหมทอง รวมไปถึงแรงบันดาลพระทัยในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ CM 1957 “Maithong Collection” จากคุณไหมทอง สุนัขทรงเลี้ยงสายพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ อายุ 4 ปี

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีรับสั่งว่า “ไหมทอง เป็นสุนัขที่ใกล้ชิดมากและอยู่ด้วยตลอดเวลา ก็เลยคิดว่าเขาก็หล่อดีก็น่าจะมาทำเป็นธีมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเด็กๆดูแล้วคงจะชอบ เพราะว่าไหมทองนี้ ข้าพเจ้าทำคลอดเอง แล้วก็เอามาเลี้ยงเอง ทำคลอดแม่เขา แต่ว่าตอนนี้แม่เขาไม่อยู่แล้ว เสียแล้ว สุนัขเวลาจะคลอดนี้ ถ้าเป็นตัวเมียส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีผ่าคลอด จะไม่ปล่อยให้เบ่งเอง เพราะว่าบางครั้งสุนัขตัวเมียจะเบ่งจนกระทั่งจะหมดลม แล้วจะทำให้ลูกในท้องบางทีออกมาก็ตายบ้าง อะไรบ้าง ก็เลยตัดปัญหาว่าให้ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก ก็คือ การผ่าคลอด ไหมทองนี่หวงข้าพเจ้ามาก เขารู้ภาษาคนเลยทีเดียว พูดอะไรนี่ก็รู้เรื่อง เอ่ยชื่อใครก็หันไปทางคนนั้นได้”

และเมื่อกราบทูลถามถึงพระพลานามัย สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีรับสั่งว่า “สุขภาพดีขึ้น เพียงแต่ตอนนี้เป็นหวัด” อีกทั้ง พระองค์ยังได้พระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทยความว่า “ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข มีความสำเร็จในการทำงาน มีความสำเร็จในชีวิตทั่วไป และก็ขอให้ทุกคนจงเจริญ”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามผลิตภัณฑ์ CM 1957 “Maithong Collection” ได้ที่ บริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด ตำบลบางขะแยง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โทร.02-5986599 หรือที่ลานชั้น 1 Indoor area ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ระหว่างวันที่ 16-22 ธันวาคม 2562, งาน “สุขแห่งการให้ สานหัวใจแห่งการแบ่งปัน (The Heart of Giving)” มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ณ ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 และที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว บริเวณชั้น 1 ระหว่างวันที่ 23-29 มกราคม 2563

ไส้ติ่ง…เล็กพริกขี้หนู แต่อันตรายถึงชีวิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458976

ไส้ติ่ง…เล็กพริกขี้หนู แต่อันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ปวดท้องมากขนาดนี้ เป็นไส้ติ่งหรือเปล่า” เราอาจจะเคยได้ยินคำถามแบบนี้กันมาบ้าง เมื่อตัวเราเองหรือคนที่อยู่ข้างๆ เรามีอาการปวดท้องมากๆ แต่อาการปวดท้องเป็นอาการเบื้องต้นของหลายๆ โรค แล้วอาการแบบไหนถึงจะเป็นอาการปวดท้องไส้ติ่ง แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ไส้ติ่งอวัยวะเล็กๆ แต่อันตรายมากหากไส้ติ่งแตก

คณะศัลยแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ไส้ติ่ง เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของทางเดินอาหารที่อยู่บริเวณท้องด้านล่างขวาติดกับลำไส้ใหญ่ ไม่ได้มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย แต่หากเกิดการอุดตันแล้วล่ะก็…เรื่องใหญ่ เพราะจะเกิดการอักเสบขึ้นมาจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยอาการปวดท้องจากไส้ติ่ง จะปวดท้องมากเริ่มแรกอาจปวดเป็นพักๆ รอบสะดือคล้ายโรคกระเพาะ หรือท้องเดิน อาจจะเข้าห้องน้ำบ่อยแต่ถ่ายไม่ออก หรือ บางคนก็อาจมีอาการท้องเดินร่วมด้วยอาการปวดถึงแม้จะกินยาแก้ปวดอะไรก็ไม่หาย ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา ลักษณะปวดเสียดตลอดเวลา ต้องนอนนิ่งๆ หากเคลื่อนไหวตัวจะทำให้ปวดมาก ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและมีไข้ต่ำๆ บางคนถ้าเป็นมากต้องนอนงอขาตะแคงไปข้างหนึ่ง หรือเวลาเดินต้องเดินตัวงอจึงจะรู้สึกสบายขึ้น อาการจะเป็นอยู่นับชั่วโมงถึงหลายวัน บางคนอาจมีอาการปวดท้องน้อยด้านขวา โดยไม่มีอาการอื่นนำมาก่อนเลยก็ได้ จนนำไปสู่ภาวะไส้ติ่งแตกในที่สุด

ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะหากเข้าสู่ระยะรุนแรงไส้ติ่งอาจแตกได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง ซึ่งจะต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้การเกิดไส้ติ่งอักเสบเป็นภาวะทางการแพทย์ที่รุนแรงจากไส้ติ่ง ซึ่งเป็นอวัยวะขนาดเล็ก คล้ายนิ้วมือติดอยู่กับลำไส้ใหญ่เกิดการบวมและอักเสบ โดยสาเหตุของไส้ติ่งอักเสบยังไม่แน่ชัด แต่พบว่าส่วนมากแล้วไส้ติ่งเกิดการอักเสบเมื่อมีเศษอาหาร หรืออุจจาระอุดอยู่ในไส้ติ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไส้ติ่งอักเสบได้รวดเร็วและแตกได้ง่ายขึ้นด้วย

ทั้งนี้ วิธีการรักษาไส้ติ่งในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งเป็นการผ่าตัดโดยการเจาะผิวหนังเป็นรูเล็กๆ เพื่อสอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไปในช่องท้อง โดยรอยแผลจะมีขนาดเล็กประมาณ 1-2 เซนติเมตร ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดโดยเห็นภาพที่ชัดเจนผ่านจอภาพ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก แต่การจะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดส่องกล้องหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ความรุนแรง ความเสี่ยงโดยประเมินจากสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโรคที่เกิดในช่องท้องสามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ รวมถึงโรคไส้ติ่งอักเสบด้วย

พรุ่งนี้ร่วมเชียร์’ฟ้าใส ปวีณสุดา’คว้ามงมิสยูนิเวิร์ส 2019 รอบตัดสิน ช่อง PPTV HD 36

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458916

พรุ่งนี้ร่วมเชียร์’ฟ้าใส ปวีณสุดา’คว้ามงมิสยูนิเวิร์ส 2019 รอบตัดสิน ช่อง PPTV HD 36

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.03 น.

กำลังได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลามจากแฟนนางงามทั่วโลก ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ตัวแทนสาวไทย เข้าประชันโฉมกับสาวงามทั่วโลก รวม 90 ประเทศบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2019 ที่ เมืองแอตแลนต้า ประเทศ สหรัฐอเมริกา   โพลนางงามจากสื่อหลายสำนักโหวตให้ ฟ้าใส ปวีณสุดา ติด 1 ใน 3 ที่จะคว้ามงกุฏนางงามจักรวาล ปีนี้

ลุ้นและให้กำลังใจ ฟ้าใส ปวีณสุดา รอบตัดสินที่มีขึ้นในช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม นี้ ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ PPTV ช่อง HD 36 ระหว่างเวลา 7.00-10.00 น.ของเช้าวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย

คุยกัน7วันหน : ‘ฆ่าข่มขืน’ ปัญหาใหญ่สังคมอินเดียที่รอวันแก้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458791

คุยกัน7วันหน : ‘ฆ่าข่มขืน’ ปัญหาใหญ่สังคมอินเดียที่รอวันแก้

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีสัตวแพทย์หญิงของอินเดียถูกรุมโทรมข่มขืนและสังหารเพื่อปิดปาก ทำให้ชาวอินเดียจำนวนมากไม่พอใจ และนำไปสู่การประท้วงในหลายเมือง เรียกร้องให้มีการใช้โทษประหารชีวิตกับผู้ที่ก่อเหตุข่มขืนคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีแรก แต่ที่ผ่านมาอินเดียเผชิญคดีฆ่าข่มขืนอย่างโหดร้ายมาแล้วหลายครั้ง และยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

สำนักงานสถิติอาชญากรรมของอินเดียรายงานว่า มีรายงานการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นในอินเดียวันละประมาณ 100 ครั้ง โดยในปี 2017 มีรายงานคดีข่มขืนมากกว่า37,000 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะเหยื่อหลายรายไม่กล้าแจ้งความและเปิดเผยตัวตน

คดีสะเทือนขวัญล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองไฮเดอราบัด ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ของประเทศ เมื่อสัตวแพทย์หญิงคนหนึ่งถูกรุมข่มขืน คนร้ายสังหารเธอแล้วนำร่างไปเผา เหตุการณ์นี่เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์ก่อนที่จะครบรอบการรำลึกถึงเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2012 เมื่อนักศึกษาหญิงวัย 23 ปีถูกกลุ่มทรชนข่มขืนบนรถโดยสารที่กำลังวิ่งอยู่ และโยนร่างที่เปลือยของเธอทิ้งลงข้างทาง จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก จุดชนวนให้ผู้คนเริ่มถกกันเรื่องความปลอดภัยของผู้หญิงในอินเดีย

ชาย 4 คนที่ก่อเหตุในปี 2012 ถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ปัจจุบันยังคงรอการประหารอยู่ ในขณะที่ผู้ก่อเหตุอีกรายยังเป็นเยาวชน จึงไม่ได้รับโทษประหารชีวิต ส่วนคดีฆ่าข่มขืนสัตวแพทย์ล่าสุด ผู้ต้องสงสัย 4 คนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตขณะนำตัวไปที่เกิดเหตุเพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยตำรวจอ้างว่าผู้ต้องสงสัยแย่งปืนและพยายามหลบหนี จึงต้องวิสามัญฆาตกรรม ท่ามกลางความยินดีของครอบครัวเหยื่อข่มขืนและผู้คนชาวอินเดียส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ของผู้หญิงในอินเดีย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก กรณีการข่มขืนล่าสุดนี้เป็นเพียงการสะท้อนให้เหตุอาชญากรรมรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็กในอินเดียอยู่ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน ก็มีเหตุเด็กหญิงอายุเพียงหกขวบถูกข่มขืนและฆ่าแขวนคอใกล้ๆ กับเมืองชัยปุระด้วย

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีมองว่า ทางการอินเดียมักมองว่าปัญหาการคุกคามทางเพศในอินเดียที่ผ่านมาเป็นเรื่องของสังคมและวัฒนธรรม มากกว่าเป็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย โดยนางรันชนา กุมาร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมในกรุงเดลีระบุว่าสังคมมีแนวคิดว่าผู้ชายสามารถทำความรุนแรงกับผู้หญิงได้ พวกเขารู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า แต่ถ้าหากว่ากฎหมายนั้นศักดิ์สิทธิ์และมีการบังคับใช้ กฎหมายก็จะสามารถช่วยยับยั้งการกระทำเหล่านี้ได้ ซึ่งที่ผ่านมานักการเมืองอินเดียก็พูดจาน่ารังเกียจ พวกเขาจึงมีส่วนช่วยสร้างวัฒนธรรมการข่มขืนในประเทศในขณะที่กฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุรุมโทรมเมื่อปี 2012 รัฐสภาของอินเดียได้แก้กฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืนหลายครั้ง รวมถึงครั้งล่าสุด มีการปรับแก้กฎหมายเมื่อปีที่แล้วเมื่อมีเหตุข่มขืนและฆาตกรรมเด็กหญิงอายุเพียงแปดขวบ โดยมีการขยายโทษการจำคุกให้นานขึ้น และเพิ่มโทษเป็นประหารชีวิตสำหรับกรณีที่เหยื่อข่มขืนมีอายุต่ำกว่า 12 ปี

อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นเอ็นระบุว่า ยังไม่เคยมีการประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีข่มขืนแม้แต่รายเดียวตั้งแต่มีการปรับแก้กฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ ในปี 2017 มีคดีข่มขืนถึง 117,451 คดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ในขณะที่มีเพียง 28,750 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนแล้ว

ขณะที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีของอินเดียรายหนึ่งได้เริ่มการอดอาหารประท้วงในกรุงนิวเดลี เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืนทุกราย โดยเธอบอกว่าจะไม่ยอมกินอาหารอะไรจนกว่าจะมีผ่านกฎหมายใหม่ด้วย

@koopnot01

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : สิ่งที่ ‘จักรกล’ เอาไปจาก ‘คน’ ไม่ได้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458790

news_default

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : สิ่งที่ ‘จักรกล’ เอาไปจาก ‘คน’ ไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

1.เป็นที่แน่ชัดกันแล้วว่า ในปี 2020 ประธานาธิบดี “โจโก วิโดโด”แห่งอินโดนีเซีย จะปรับลดอัตราข้าราชการในหน่วยงานของรัฐบาลลง เพื่อเปิดทางให้ “ระบบปัญญาประดิษฐ์”หรือ A.I. (Artificial Intelligence)เข้ามาขับเคลื่อนระบบราชการแทน ด้วยเหตุผล “ด้านความคล่องตัว” ที่มีผลต่อภาวะการลงทุนภายในประเทศ

“อินโดนีเซียควรปรับเปลี่ยนภาคการผลิตมาสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตในระดับที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศดังนั้น เราต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการลงทุนในประเทศให้ดีขึ้น ด้วยการจัดการกับกฎระเบียบที่มีความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน และความล่าช้าของระบบราชการ” นี่คือเหตุผลของท่านผู้นำสูงสุดจากประเทศอินโดนีเซีย

เช่นเดียวกับ Uniqlo บริษัทเสื้อผ้ายอดขายอันดับหนึ่งในเอเชีย และอันดับสองของโลก จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ออกมาประกาศเช่นกันว่า ไม่เกินปี 2024 ระบบคลังสินค้าของบริษัทจะกลายเป็น “หุ่นยนต์” ทั้งหมด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้สร้าง “คลังสินค้าอัตโนมัติ” ขึ้นมา และปรับกำลังคนเหลือเพียง 10% ไปแล้ว

“ขั้นตอนที่เหลืออยู่ในการใช้แรงงานคน คือการบรรจุหีบห่อ ซึ่งต่อไปเราจะทำให้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมดภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทางการตลาด (Supply Chain) ให้คล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท” นี่คือวิสัยทัศน์ของ ทาดาชิ ยานาอิ ผู้บริหารสูงสุดของ Uniqlo

2.นอกจากการเข้ามาแทนที่มนุษย์ของจักรกลในแง่ “ความคล่องตัว”และ “ประสิทธิภาพ” ทางสายงานธุรกิจแล้ว ในด้าน “ศักยภาพ” ทางกระบวนการคิดจักรกลก็ได้แสดงแสนยานุภาพได้ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อ “AlphaGo”ที่เป็น A.I. จากบริษัท DeepMindของ Google ได้สั่นสะเทือนวงการ “หมากล้อม” ของโลก ด้วยการเอาชนะ“ลี เซดล” (Lee Sedol) ผู้เล่นหมากล้อมอาชีพที่เก่งที่สุดในโลก เจ้าของแชมป์ระดับนานาชาติ 18 สมัย อย่างขาดลอยไปในปี 2016 จนสามปีให้หลัง อดีตเบอร์หนึ่งชาวกิมจิแห่งวงการหมากล้อมก็ออกมาประกาศวางมือ และยกให้ “สิ่งที่มีที่มาจากปัญญาประดิษฐ์” เป็นอัจฉริยะในเรื่องหมากล้อมอย่างไม่มีข้อกังขา

“หมากล้อม ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างปัญญาประดิษฐ์ มนุษย์เล่นเกมนี้มานานหลายปี และพวกเขายังคิดว่าเกมนี้ยากเกินไป ดังนั้น นี่คือบททดสอบที่แท้จริงในการสร้าง A.I. ถ้าเราเอาชนะเกมนี้ได้อย่างหมดจด นั่นแปลว่า เราได้สร้างบางอย่างที่พิเศษขึ้นมาแล้ว” เดวิด ซิลเวอร์ (David Silver) หัวหน้าทีมวิจัย
ของ DeepMind ต้นสังกัดของ “AlphaGo”บอกเล่าถึงที่มาที่ไป ว่าทำไมถึงเอาหมากล้อมมาเป็นตัวประเมินศักยภาพระหว่าง “จักรกล”กับ “มนุษย์”

กระนั้น แม้ได้รับชัยชนะและการยอมรับแล้ว บริษัท DeepMind ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา จาก AlphaGo ก็ปรากฏ A.I. ด้านหมากล้อมออกมาอีก 3 เวอร์ชั่น คือ AlphaGo Master, AlphaGo Zero และ AlphaZero ซึ่งทุกๆ ตัวมีศักยภาพที่มากขึ้นเรื่อยๆ ไล่เลียงกันมาในแต่ละรุ่น

3.แล้วก็เป็น บริษัท DeepMind อีกเช่นเดียวกัน ที่ออกมารายงานเรื่องการพัฒนา A.I. เพื่อทำงานเลียบแบบ“เซลล์สมอง” ของมนุษย์ ด้วยการใช้รูปแบบของ “เขาวงกตจำลอง” เพื่อกระตุ้นระบบการคิดวิเคราะห์ของจักรกลในการประมวลรูปแบบทางออกที่แท้จริง

“ดาร์ชาน กุมาราน” นักวิจัย DeepMind ได้เปิดเผยว่า ขั้นต้นนั้นผู้สร้างได้พัฒนา “โครงข่ายประสาทเทียม”ที่มีความซับซ้อนขึ้นมา เพื่อให้ตัวปัญญาประดิษฐ์มีขีดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็เติมทักษะในการนำทาง (สัญญาณบ่งบอก และทิศทาง) ซึ่งก็พบว่า มีการพัฒนาทักษะตัวนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ หลังถูกป้อน “เขาวงกตจำลอง” ให้หาทางออกอยู่บ่อยครั้งในรูปแบบต่างๆ มากมาย ที่สำคัญ ทีมงานของ DeepMind ยังพบเจอสิ่งที่น่าอัศจรรย์ของเจ้าปัญหาประดิษฐ์ตัวนี้ นั่นคือ นับวัน “โครงข่ายประสาทเทียม” เริ่มส่งสัญญาณสื่อสารต่อกันในรูปแบบที่คล้ายกับการทำงานของสมองมนุษย์ หรือสมองของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เรียกกันว่า “เซลล์ตารางพิกัด”พฤติการณ์นี้เองที่ทำให้การประมวลรูปแบบในการคำนวณเส้นทางมีความแม่นยำมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการค้นหาเส้นทางรวดเร็วและเหมาะสมกับความต้องการกว่าเดิม

เหล่านี้เองเป็นความเคลื่อนไหวเพียงส่วนเล็กๆ ของวงการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ ที่มีความก้าวหน้าไปอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพทางด้านการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ศักยภาพในด้านกระบวนการคิดการคำนวณ และการประมวลผล รวมไปถึงระบบของการพัฒนาที่ยังคงมุ่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความทัดเทียมหรือยกระดับให้เหนือกว่าระบบการทำงานของสมองมนุษย์ ในกระบวนการที่มีชื่อว่า “Deep Learning”(การจำลองเครือข่ายแบบเดียวกับสมองคน)และนี่คือสิ่งที่ “อีลอน มัสก์” (Elon Musk)และใครอีกหลายคนรู้สึกกังวล

4.“ภารกิจของ OpenAI คือการสร้างความแน่ใจว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ” นี่คือข้อความที่แสดงอยู่ในหน้าแรก เมื่อเราเข้าไปที่เว็บไซต์ https://openai.com

“อีลอน มัสก์” (Elon Musk) เจ้าของธุรกิจแห่งอนาคตมากมาย คือตัวตั้งตัวตีในการเปิดเว็บไซต์นี้ เมื่อปี 2015 หลังจากได้ทวีตข้อความว่า “A.I. อันตรายกว่านิวเคลียร์” จนกลายเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ และก็เป็นเขานี่แหละที่สนับสนุนทุนมหาศาลในการขับเคลื่อนโครงการและงานวิจัยต่างๆ เพื่อ “ตอบโจทย์” ของความไม่ไว้วางใจในระบบของปัญญาประดิษฐ์แห่งอนาคต ว่าอาจเป็น “ภัยคุกคามมนุษย์” ซึ่งมันอาจเป็น “ความสุดโต่ง” ของเศรษฐีคนหนึ่ง ตามที่สังคมส่วนใหญ่คิด (บางคนก็แซวแบบติดตลกว่าเขาดูหนังมากเกินไปหรือเปล่า)

แต่ก็มีหลายคนที่เริ่มให้การหนุนหลัง “ความกังวลของมัสก์” ในเรื่องนี้เพราะไม่มีใครรู้จักเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ เท่ากับเจ้าของหรือผู้สร้าง ดังนั้น นวัตกรรมต่างๆ รวมไปถึงโครงการก่อนหน้านี้ของ “อีลอน มัสก์”ก็น่าจะการันตีความสัมพันธ์ของเขากับจักรกลได้ในระดับที่แน่นแฟ้น จึงไม่แปลกที่มัสก์จะรับรู้ได้ถึงอันตรายอันยิ่งใหญ่ของเจ้าสิ่งนี้มากกว่าใคร

นอกเหนือจากการเปิดเผยการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ ว่ามีทิศทางและกระบวนการอย่างไร ไปได้ไกลถึงขั้นตอนไหน ผ่านทางเว็บไซต์แล้ว ที่เรียกเสียงฮือฮาและเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับ “คำตอบ”ในการอยู่ร่วมกับจักรกลอย่างปลอดภัยก็คือ โครงการ AI-human symbiote ที่คาดหวังให้มนุษย์เชื่อมต่อระบบกับ A.I.ผ่านการถ่ายโอนข้อมูลจาก A.I. เข้าสู่สมอง หรือเรียกกันแบบบ้านๆ ได้ว่า “มนุษย์กึ่ง A.I.” เขา (อีลอน มัสก์) เชื่อว่าหากมนุษย์มีความสามารถได้เทียบเท่า A.I. มนุษย์จะใช้ประโยชน์จาก A.I. ได้เต็มที่และสามารถควบคุม A.I. ไม่ให้เป็นภัยคุกคามได้ ซึ่งโครงการนี้กำลังเดินหน้าไปอย่างเต็มกำลัง พร้อมๆ กับความหวังในการปกปักษ์รักษา “ความเชื่อ” ที่ว่า —ไม่มีอะไร “ไกล” เกินไปกว่าความคิดของมนุษย์

โซไซตี้ : พิธีมอบทุนและรางวัล เนื่องในวันครบรอบ 65 ปี คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458810

โซไซตี้ : พิธีมอบทุนและรางวัล เนื่องในวันครบรอบ 65 ปี คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ.

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์ มอบทุนการศึกษากองทุนประกิต อภิสารธนรักษ์

คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ครบรอบปีที่ 65 โดยมี รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ในโอกาสนี้ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากกองทุนประกิตอภิสารธนรักษ์ ประจำปี 2562 แก่นักศึกษาที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 3 ทุน ทุนละ20,000 บาท รวมเป็นเงินทุนการศึกษา 60,000 บาทโดยได้รับเกียรติจาก อภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์กรรมการผู้จัดการบริษัทประกิต โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบทุน

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ.ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี การสถาปนาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน โดยมี ผศ.ดร.อัจฉราปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ต้อนรับ

นอกจากนี้ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ได้จัดสรรทุนการศึกษาจากกองทุนพัฒนา คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา บุคคลและหน่วยงานต่างๆ ที่ประสงค์บริจาคเงินให้คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เพื่อเป็นประโยชน์แก่คณะวารสารศาสตร์ฯ และนักศึกษา โดยในปี พ.ศ. 2562 ได้จัดสรรเงินจากกองทุนเป็นทุนการศึกษา จำนวน 7 ทุนทุนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทุนการศึกษา140,000 บาท พร้อมกันนี้ภายในงานได้จัดพิธีมอบรางวัลแก่นักศึกษาที่ผ่านการอบรมหัวข้อ “Fake News and Disinformation” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) พร้อมทั้งมอบรางวัลแก่คณาจารย์ที่มีผลงานด้านการวิจัยทั้งในระดับชาติและนานาชาติที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของคณะวารสารศาสตร์ฯ ให้มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และมุ่งสู่การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย โดยมีคณาจารย์ที่ได้รับรางวัลดังนี้ รางวัลสำหรับผลงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ (Scopus, ISI Web of Science) สูงสุด และการเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ในเวทีระดับนานาชาติสูงสุด ได้แก่ รางวัลประเภทผลงานวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.วิกานดา พรสกุลวานิช จากผลงานเรื่อง “Excessiveuse of Facebook: The influence of self-monitoring and Facebook usage on socialsupport” รางวัลประเภทผลงานสร้างสรรค์ ผศ.จักรวาล นิลธำรงค์ จากผลงานเรื่อง กำจร สันกว้าน (Kamjorn Sankwan) เผยแพร่ในงาน Berwick Film & Media Arts Festival 2018 เมือง Berwick-upon-Tweed สหราชอาณาจักร, รางวัลสำหรับผลงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลระดับชาติ (TCI กลุ่มที่ 1) สูงสุด และการเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ในเวทีระดับชาติ สูงสุด ได้แก่ ผศ.ดร.นันทพร วงษ์เชษฐาจากผลงานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารทางการเมืองเพื่อการโต้แย้งของภาคประชาชนในประเทศไทยระหว่าง 30 ตุลาคม พ.ศ.2556-22 พฤษภาคมพ.ศ.2557” ตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 (ฉบับเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2561) และรางวัลสำหรับบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติและได้รับการอ้างอิงสูงสุด (Scopus, ISI Web of Science)ได้แก่ ผศ.ดร.วิกานดา พรสกุลวานิช จากบทความเรื่อง “Personality, attitudes, social influences,and social networking site usage predictingonline social support” ตีพิมพ์ในวารสารComputers in Human Behavior มีจำนวนการอ้างอิง 18 ครั้ง

มอบรางวัลคณาจารย์ที่มีผลงานวิจัยดีเด่น

ทั้งนี้ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมทั้งด้านการเรียนการสอน และกลไกต่างๆ เพื่อรองรับหลักสูตรปริญญาตรีภาคภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติที่สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยในรูปแบบ Active Learning และการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ อาทิ โครงการ Gen Next Academy พร้อมทั้งสนับสนุนให้คณาจารย์ผลิตและเผยแพร่ผลงานวิจัยมากขึ้น นอกจากนี้คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในภาควิชาชีพ อาทิ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงองค์กรภาคเอกชนเพื่อพัฒนานักศึกษาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน

มอบทุนการศึกษากองทุนพัฒนาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

มอบประกาศนียบัตร-Fake News and Disinformation

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มธ.ร่วมแสดงความยินดี

รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ฯ ร่วมแสดงความยินดี

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458806

650935

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2562

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ll ๕ ธันวาคมวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ…

ll คนไทยเชื้อสายจีนเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จฯเยือนเยาวราช ตลอดเส้นทางสามกิโลเมตร ด้วยความปลาบปลื้มยินดี เมื่อเย็นวันศุกร์ ๖ ธ.ค. …

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแก่การศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออาทิตย์ ๒๖ พ.ค. ๒๕๖๒ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินพร้อม สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีในการพระราชทานเพลิงศพ อาทิตย์ ๘ ธันวาคมวัดเทพศิรินทราวาส เวลา ๑๗.๐๐ น….

ll เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา๗ ธันวาคม ขอถวายพระพรให้พระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน…

ll อากาศหนาวมาเยือนประเทศไทยแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี (วีรบุรุษของเรา) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นห่วงคนไทยทุกคนในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ขอให้ดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวจะดีที่สุด…

ll มีพระราชทานเพลิงศพ (กรณีพิเศษ) วิจิตรพร ศิรธรานนท์ (มารดา สว.นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์) ณ วัดพลับพลาชัยต.คลองกระแซง อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรีเสาร์ ๑๔ ธันวาคม เวลา ๑๖.๐๐ น. …

ll ร่วมอาลัยและเสียใจกับ ศ.ประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา ที่สูญเสียคุณแม่สงบ บุญเดชมีสวดอภิธรรมแล้ววัดเทพศิรินทราวาส เก็บศพ๑๐๐ วัน เพื่อรอพระราชทานเพลิงศพ…

ll สมาคมธรรมศาสตร์ฯ นำโดย นายชาญศิลป์ ตรีนุชกรนายกสมาคมฯ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ชวนชมและบริจาคผ่านรายการพิเศษ “วันธรรมศาสตร์ ๙ ธันวาคม” ทางสถานีโทรทัศน์ MCOT HD หมายเลข ๓๐ จันทร์ที่ ๙ ธ.ค. เวลา ๒๒.๐๐- ๒๔.๐๐ น.เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ ศูนย์การแพทย์ปฐมภูมิธรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มีศิษย์เก่าร่วมรับโทรศัพท์ อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมบริจาคในรายการใบเสร็จรับเงินจากการบริจาคครั้งนี้ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้ ๒ เท่า สามารถบริจาคทางโทรศัพท์ขณะชมรายการพิเศษ หรือโอนเงินเข้าบัญชี “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์
เฉลิมพระเกียรติ” ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามหาวิทยาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ประเภทสะสมทรัพย์ เลขที่ ๐๙๑-๐-๒๐๑๘๘-๘ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.๐๒-๙๒๖๙๔๓๒, ๐๒-๙๒๖๙๓๓๗และ ๐๘๔-๔๓๖๓๘๗๖…

ll ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้วนพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผอ.รพ.ราชวิถี ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาโรคมะเร็ง ใน “กองทุนพิชิตมะเร็งมูลนิธิรพ.ราชวิถี” สามารถบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิรพ.ราชวิถี” หมายเลขบัญชี ๐๕๑๒๑๖๓๒๒๑SCB สาขาโรงพยาบาลราชวิถี สอบถาม ๐๒-๓๕๔๗๙๙๗-๙ หรือ www.rajavithifoundation.com….

ll รณรงค์ขับขี่ปลอดภัยเพื่อทุกคนพลตำรวจตรี ชัช สุกแก้วณรงค์ แจ้งว่าปีนี้ตำรวจทางหลวงได้รับการสนับสนุนจาก บจก.แบรนด์ซันโทรี่ (ประเทศไทย)ในแคมเปญ “ง่วงไม่ขับ พักดื่มแบรนด์” ด้วยการจัดจุดรณรงค์ให้ผู้ขับขี่แวะพักรับแบรนด์ซุปไก่สกัดให้ดื่มเพิ่มความพร้อมที่จะเดินทางในช่วงปีใหม่นี้ตามเส้นทางสัญจรหนาแน่นจำนวน ๗ จุด ทั่วประเทศ…ll

น้องนิ่ง…นิ่ง…

Tech for Life : 8 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458801

Tech for Life : 8 ธันวาคม 2562

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทรนด์ปี’63

เทเลนอร์กรุ๊ป โดย เทเลนอร์ รีเสิร์ช รายงานแนวโน้มสำคัญทางเทคโนโลยี ปีหน้าโดยระบุว่าการเกิดขึ้นของ 5G เป็น จุดเปลี่ยนสำคัญแห่งโลกเทคโนโลยีในปีหน้า ซึ่งจะไม่ใช่เพียงเรื่องความเร็วของการรับ-ส่งดาต้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความหน่วงที่ลดลง ทำให้นวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะได้รับการพัฒนาอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI)และ internet of things- IoT

eSIM

ในปี 2020 เทคโนโลยี eSIM (อีซิม)จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันไม่จำกัดแค่เพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเลต แต่จะมากับของใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี IoT และ 5G ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลายในปี 2020 และจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ได้รับความสะดวกสบายและสามารถจัดเก็บข้อมูลการใช้งานจริง

Dirty Data

ไม่เพียง fake news หรือข่าวปลอมที่เป็นภัยบนโลกออนไลน์ แต่ยังรวมไปถึง Dirty Data ซึ่งได้รับการนิยามว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และจะปะปนอยู่ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้การประมวลผลข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม ส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ผ่าน AI หรือ machinelearning

อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในสหภาพยุโรปกำลังร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหา

เอไอ

เทเลนอร์ รีเสิร์ช รายงานอีกว่าด้วยความต้องการที่สูงขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่บุคลากรผู้พัฒนา AIไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น ในปี 2563 จะได้เห็นการพัฒนาแพลตฟอร์ม Machine learning ที่สามารถสร้าง AI ได้ตามความต้องการ ทำให้องค์กรธุรกิจหรือบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนา AI ใช้งานได้เอง เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีสร้างเทคโนโลยีอีกทอดหนึ่ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458787

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ร.๙

ด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ ๑๒ ธันวาคมนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑๐ เป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่ปวงชนชาวไทยจะได้พากันเฝ้าชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ขบวนพยุหยาตรา นั้นมีความหมายว่า การเดินทางเป็นกระบวนของกษัตริย์ ดังนั้นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็คือการเดินทางเป็นกระบวนทางน้ำ ซึ่งมี ๒ รูปแบบ คือ พยุหยาตราทางชลมารค (น้อย) ใช้เรือจำนวนน้อย และพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือจำนวนมาก สำหรับพระราชพิธีครั้งนี้ ใช้เรือทั้งหมด ๕๒ ลำ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ เป็นเวลาห่างจากครั้งล่าสุดนานถึง ๙๔ ปี คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งไม่ใช่การเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินตามประเพณี ซึ่งพระราชพิธีสำคัญดังกล่าวนั้นจะมีบทเห่เรือที่แตกต่างกัน และเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ด้วย

การจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเรือจัดขบวนเรือตามโบราณราชประเพณี มีเส้นทางเสด็จฯ จากท่าวาสุกรี ไปยังท่าราชวรดิฐ ระยะทาง ๓.๔ กิโลเมตร โดยจัดขบวนเรือพระราชพิธีเป็นพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือทั้งหมด ๕๒ ลำ แบ่งเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ยาว ๑,๒๐๐ เมตร กว้าง ๙๐ เมตรใช้กำลังพล ๒,๒๐๐ นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ เรือรูปสัตว์และเรือคู่ชัก ๑๐ ลำ และเรือประกอบอีก ๓๘ ลำ

แผนผังขบวนเรือพยุหยาตราฯ  

เรือพระที่นั่งองค์สำคัญนั้นมี ๔ ลำ คือ ๑.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์สร้างขึ้นใหม่ปลายรัชกาลที่ ๕แต่แล้วเสร็จในรัชกาลที่ ๖ เมื่อพ.ศ.๒๔๕๔ โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ เรือศรีสุพรรณหงส์ หรือเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์สำหรับ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ นี้มีอายุมากที่สุด อายุ ๑๐๘ ปี ๒.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แต่เริ่มใช้ในรัชกาลที่ ๔ เดิมปรากฏชื่อว่า เรือพระที่นั่งบัลลังก์อนันตนาคราช ในรัชกาลที่ ๖ได้สร้างเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขึ้นใหม่เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๕๗ มีอายุ ๘๗ ปี ๓.เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ชื่อเรือมาจากคำสันสกฤตว่า อเนกะชาตะภุชงฺคะ แปลว่า นาคหรืองูหลากหลายชนิด ที่ประกอบลายเป็นโขนเรือที่ลายรูปนาคหรืองูตัวเล็กจำนวนมาก คำว่า ภุชงฺคะ นั้นหมายถึง นาค ด้วยเป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันเรือนี้มีอายุ ๕๓ ปี ๔.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี ๒๕๓๙ นารายณ์ทรงสุบรรณ มีความหมายเดียวกับพระวิษณุทรงครุฑ ในนารายณ์อวตารสืบชื่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณมีมาแล้วตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ปัจจุบันเรือนี้มีอายุ ๒๕ ปี

โขน-เรือสำคัญ 

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตามพระราชพิธีนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง โดยจะทรงโปรดให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จประทับเรือพระที่นั่งดังกล่าวสำหรับเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญลงประดิษฐาน รวมทั้งมีข้าราชบริพารลงเรือ มีพระตำรวจหลวงลงเรือเป็นครั้งแรก ส่วนบทเห่เรือในงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 3 บท คือ ๑.บทสรรเสริญพระบารมี ๒.บทชมเรือ และ ๓.บทชมเมือง ประพันธ์โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญกองทัพเรือ บทเห่เรือนี้จะดังกังวานไปทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับความสง่างามของขบวนเรือพระที่นั่งองค์สำคัญและเรือประกอบขบวนตามแบบอย่างที่ปรากฏในสมัยอยุธยา นับเป็นแห่งเดียวของโลกที่สืบสานราชประเพณีแห่งกษัตริยาธิราชมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

เรือพระที่นั่งสำคัญในพระราชพิธี

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

ภาพเขียนสีกระบวนเรือพระที่นั่งสมัยอยุธยา