ด้วยใจมุ่งมั่นสืบสานงานศิลป์ชั้นสูงของบรรพชนไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457262

ด้วยใจมุ่งมั่นสืบสานงานศิลป์ชั้นสูงของบรรพชนไทย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.44 น.

พวกเราในฐานะเด็กและเยาวชนของแผ่นดินไทยเราทุกคนเชื่อมั่นและศรัทธาในภูมิปัญญาของบรรพชนที่ท่านได้สั่งสมไว้บนแผ่นดินไทยของเรา พวกเราจึงมีหน้าที่สานต่อและสืบสานให้ภูมิปัญญาอันเป็นมรดกล้ำค่าของชาติไทยของเราให้ดำรงคงอยู่ต่อไป และที่สำคัญนั้นพวกเราอยากให้คนไทยทุกคนเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และช่วยกันบำรุงรักษางานศิลป์ของชาติไทยเอาไว้ให้ยั่งยืน

แนวหน้าวาไรตี้สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย พาคุณไปสนทนากับเหล่านักแสดง และผู้อยู่เบื้องหลังของโขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยนักแสดงและผู้อยู่เบื้องหลังการแสดงโขนครั้งนี้บอกตรงกันเป็นเสียงเดียวกันว่า รักและหวงแหนการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงนี้ แล้วทุกคนก็ภาคภูมิใจมากจนสุดบรรยายที่ได้ถวายงานในครั้งนี้

ตัวละครหลักตัวแรกที่ผมจะพาคุณไปคุยด้วยคือ นายทรงเกียรติ แซ่ตั้ง รับบท หนุมานทหารเอกของพระราม (เขาคือหนึ่งในเก้าของหนุมานทั้งหมดที่แสดงโขนตอนสืบมรรคา)

ผมเล่นโขนมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ชอบมาก เล่นมาตั้งแต่เริ่มเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ จนปัจจุบันผมกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ส่วนในการแสดงครั้งนี้ผมรับบทหนุมาน แต่เป็นหนุมานที่เน้นการสู้รบมากเป็นพิเศษ หนุมานมีหลากบุคลิก มีทั้งซุกซนขี้เล่น เจ้าชู้ และบทบู๊ แต่ละตัวที่รับบทหนุมานต้องทำบุคลิกให้ออกมาตามบทที่ได้รับ ผมชอบบู๊ครับ คุณครูจึงให้ผมรับบทนี้ บทบู๊ต้องใช้พละกำลังมาก เพราะต้องรบกับยักษ์หลายตน แล้วถ้ายิ่งต้องรบกับทศกัณฐ์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องบู๊หนักมาก ในตอนนี้หนุมานมีบทเยอะมาก ต้องสู้กับสารพัดยักษ์ ทั้งยักษ์เล็ก ยักษ์ใหญ่ มีทั้งบทเหาะเหินเดินอากาศด้วยตอนสืบมรรคานี้ใช้หนุมานที่ต้องเหาะเหิน3 ตัว ส่วนที่เหลือเล่นบทบนพื้นธรรมดา แต่ต่างกันไปตามบทที่ได้รับ การจะแสดงบทหนุมานให้ดีให้สมจริงนั้นต้องซ้อมมากที่สุด ผมได้รับการฝึกซ้อมจากคุณครูประสิทธิ์ ปิ่นแก้ว ศิลปินแห่งชาติ ท่านคัดเลือกผมให้รับบทหนุมานบู๊ บทนี้ต้องขยันซ้อมมาก ต้องอดทนมากด้วย เพราะโลดโผนโจนทะยานตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าหนุมานมีหลายบุคลิกครับ หนุมานที่แสดงบทรักบทเกี้ยวพาราสีนั้นผมไม่ค่อยถนัดครับ เพราะต้องแสดงบทที่ดูแล้วต้องทำให้คนชมเชื่อว่าเราเจ้าชู้มากๆ ต้องกุ๊กกิ๊กๆ ตลอดเวลาซึ่งน่ารักดี แต่ผมไม่ถนัดครับ ผมชอบฉากรบเพราะสนุกและน่าจะเข้ากับบุคลิกของผมครับ แต่ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อบทได้รับบทหนุมาน ผมแสนภาคภูมิใจมาก เพราะหนุมานเป็นตัวเอกของเรื่อง แล้วที่สำคัญคือเป็นทหารเอกของพระราม แต่ที่มากที่สุดคือ ผมภาคภูมิใจมากที่ได้ร่วมสืบสานมรดกของความเป็นไทย

นายธนนท์ พลอำไพ ผู้แต่งกายให้หนุมาน

เครื่องแต่งกายของหนุมานต้องผ่านการดูแลและเย็บตรึงอย่างดี เพราะหนุมานโลดโผนตลอดเวลายิ่งบทบู๊ยิ่งต้องเย็บตรึงให้แน่นหนาให้มากที่สุด เพราะหากกำลังแสดงแล้วเครื่องแต่งกายเกิดหลุดหรือฉีกขาดก็จะทำให้ไม่สามารถแสดงต่อไปได้ แล้วที่สำคัญคือหนุมานมีเครื่องประดับมาก ก็ยิ่งต้องพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าต้องเย็บตรึงเครื่องแต่งองค์ทรงเครื่องของหนุมานให้แน่นหนามากที่สุด ยิ่งบทตีลังกาม้วนหน้าม้วนหลังยิ่งต้องช่วยดูแลเครื่องทรงมากเป็นพิเศษ เพราะหนุมานไม่ใช่ลิงชั้นธรรมดา แต่เป็นบุตรพระพายที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นทหารเอกของพระราม โดยปกติใช้เวลาแต่งตัวให้หนุมานอย่างน้อยเกือบสองชั่วโมงครับ

ทศกัณฐ์ รับบทโดย นายวุฒิชัย นราแก้ว (หนึ่งในทศกัณฐ์ทั้งหมด 3 ตัวในตอนสืบมรรคา)

ทศกัณฐ์ในตอนสืบมรรคา มีทั้งหมด 3 ตัว ตัวแสดงที่รับบททศกัณฐ์หน้าทองที่มีบทร่ายรำที่งดงามมาก คือบทฉุยฉาย คือตอนที่ทศกัณฐ์แต่งองค์ทรงเครื่องแล้วจะเข้าไปหานางสีดาในสวนขวัญ บททศกัณฐ์หน้าทองนี้ถือว่าเป็นบทที่ต้องคัดเลือกตัวแสดงที่มีความพร้อมให้ด้านการร่ายรำ เพราะเป็นการรำที่ยากมาก คือต้องรำได้สวย และต้องมีความสง่างาม เนื่องจากเป็นยักษ์ชั้นกษัตริย์ ผู้ที่จะรับบททศกัณฐ์ได้ดีและสมบทบาทนั้น ครูที่เป็นผู้อบรมสั่งสอนจะเลือกจากคนที่มีสรีระสูงใหญ่ ช่วงคอต้องยาวระหง ไหล่กว้าง ครูโบราณจะเลือกคนที่มีลักษณะนี้เป็นอันดับแรก คือต้องเป็นคนที่เมื่อแต่งองค์เป็นทศกัณฐ์แล้วต้องงามสง่าน่าเกรงขาม และที่สำคัญคือทศกัณฐ์นั้นต้องสวมหัวโขนในการแสดง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถแสดงออกด้วยสีหน้าได้ แต่ต้องแสดงออกด้วยบทของภาษากาย คือการร่ายรำ การเคลื่อนไหวร่างกาย ต้องทำให้ผู้ชมคล้อยตามได้ว่า กำลังรัก โกรธ หรือกำลังเสียใจ แม้แต่กำลังอายหรือเขิน เพราะหน้าของทศกัณฐ์คือหน้าโขนที่ดูแล้วน่าเกรงขาม หรืออาจดูแล้วดุดัน แต่จะทำอย่างไรให้คนเชื่อว่าทศกัณฐ์กำลังมีอารมณ์รัก หรือกำลังขวยเขิน เรื่องแบบนี้อยู่ที่การแสดงออกด้วยการร่ายรำหรือการแสดงออกด้วยการใช้ภาษากาย ผู้รับบททศกัณฐ์ต้องตีบทให้แตก ต้องแสดงออกให้คนชมเห็นแล้วเชื่อว่ากำลังอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนั้นจริงๆ เช่น บทที่แต่งองค์งดงามแล้วจะเข้าไปหานางสีดา บทนี้ต้องแสดงออกให้คนชมเชื่อว่า ทศกัณฐ์มั่นใจว่าตนเองมีความงามจริงๆ ต้องควบคุมอารมณ์การแสดงให้ชัดเจน ต้องรู้ว่าแสดงออกด้วยภาษากายแค่ไหนจึงจะไม่ผิดไปจากบทที่รับ แล้วแสดงแค่ไหนจึงจะทำให้คนดูคล้อยตามว่าทศกัณฐ์กำลังอยู่ในอารมณ์เช่นนั้นจริงๆนี่คือความยากของตัวละครที่ไม่ได้เปิดหน้า ส่วนเรื่องที่ถามว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไรกับโขน ผมเห็นว่าคนรุ่นใหม่ก็หันมาสนใจศิลปะชั้นสูงแขนงนี้มากขึ้น หลายคนเข้ามาเรียนรู้โดยตรง หลายคนเข้ามาชม หลายคนบอกว่าอยากรำและอยากเล่นโขน ผมว่านี้คือเรื่องที่ดีครับ ส่วนหากเด็กคนไหนที่คิดว่าโขนเป็นเรื่องไม่สนุก เป็นเรื่องยากผมแนะนำว่าให้เปิดใจแล้วเข้ามาสัมผัสโดยตรงก่อน เพราะโขนนั้นไม่ยากจนเกินความสามารถของเรา และที่สำคัญคือเมื่อเราเข้ามาสัมผัสแล้ว เราจะได้ประโยชน์มากมาย เช่น เสริมทักษะในการใช้ชีวิต ช่วยให้เราอดทน มีระเบียบ ทำงานเป็นทีมได้ แล้วที่สำคัญคือช่วยให้เกิดจินตนาการ และสิ่งที่จะตามมาคือจะรักและภาคภูมิในความเป็นไทย และรู้สึกหวงแหนศิลปะแขนงนี้ของชาติไทยของเรา เด็กบางคนมีความตั้งใจอยากเรียนโขนเพราะอยากเป็นทศกัณฐ์ อยากเป็นพระราม พระลักษมณ์หรืออย่างรับบทอื่นๆ อีกมากมาย เพราะแต่ละตัวละครก็มีบทบาทและความงามต่างกันไป หากคุณมีบุตรหลาน ผมอยากให้ลองพาเขาไปสัมผัสกับโขนดูก่อน แล้วดูสิว่าเขาชอบหรือไม่ แต่ต้องค่อยๆ ให้ความรู้เรื่องโขนกับเขาควบคู่ได้ด้วยพร้อมๆ กัน

พระราม รับบทโดย นายสกุลเดช อังกรโพธิ์กลาง

ลักษณะสำคัญที่สุดของพระรามเมื่อรับบทคือต้องมีความงาม มีความสง่า ต้องเป็นผู้ที่เมื่อใครเห็นแล้วต้องยอมรับว่าเป็นคนมีเมตตา มีความกรุณา มีความงามทั้งภายนอกและภายใน ต้องเดินเหินหรือนั่งหรือเวลาจะย่างเยื้องทุกครั้งต้องมีระเบียบ แล้วต้องทำให้ผู้ชมเห็นว่าผู้แสดงคือเทพชั้นสูงองค์หนึ่ง ผู้รับบทพระรามต้องโอ่อ่ายิ่งใหญ่ แต่ดูและรับรู้ได้ถึงความสุภาพเรียบร้อย แต่น่าเกรงขาม ต้องมีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่โดยนัย ไม่ใช่ยิ้มเห็นฟันขาว ต้องไม่แสดงออกโดยไม่สำรวม แล้วที่มากกว่านั้นคือ ต้องดูแลองอาจ กล้าหาญ สง่างาม ต้องสูงโปร่ง แม้เวลาแสดงบทรบกับทศกัณฐ์ก็ต้องรบด้วยอาการสำรวม ไม่ใช่รบแบบอันธพาล ต้องรักษากิริยามารยาทตลอดเวลา แม้กระทั่งบทเศร้าโศกเสียใจก็ต้องไม่ฟูมฟายจนกลายเป็นตัวตลก ผู้รับบทพระรามต้องระลึกเสมอว่าตัวละครตัวนี้คือพระนารายณ์ที่ทรงอวตารลงมาเพื่อดับทุกข์เข็ญให้โลกมนุษย์

มนัญชัย พุทธประเสริฐ ผู้แต่งกายให้พระราม

เครื่องทรงของพระราม พระลักษมณ์ และทศกัณฐ์ คือเครื่องทรงของกษัตริย์ ซึ่งต้องพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ สีต้องตรงกับเครื่องแต่งองค์ของกษัตริย์ที่ระบุไว้ตั้งแต่โบราณกาล เครื่องแต่งองค์ของตัวละครสำคัญที่สามจึงละม้ายกันค่อนข้างมาก แต่ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือทศกัณฐ์กับพระรามคือหางหงส์ หรือหางของโจงกระเบน พระราม พระลักษมณ์จะมีหางหงส์ปล่อยลงมา ส่วนทศกัณฐ์จะเก็บหางหงส์ขึ้นไป ซึ่งเรียกว่าก้นแป้นซึ่งหนุมานก็ก้นแป้นเช่นกัน แต่มีหางเพิ่มขึ้นมา แล้วมีผ้าปิดอีกชิ้นหนึ่ง แล้วต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอีกอย่างคือพระราม พระลักษมณ์ สวมชฎา เปิดหน้า ส่วนทศกัณฐ์สวมหน้ายักษ์โดยมียอดชฎา ซึ่งเป็นเครื่องสูงของกษัตริย์ สำหรับผ้านุ่งของพระราม พระลักษมณ์ ทศกัณฐ์ ในการแสดงชุดสืบมรรคา หรือพูดง่ายๆ คือ โขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จะใช้ผ้าทอพิเศษจากบ้านเนินธัมมัง ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ นครศรีธรรมราช เป็นผ้าทอชั้นสูง เป็นเสมือนผ้าของราชสำนัก ทอแล้วสอดดิ้นเงินดิ้นทองผสมกับไหมแท้ เป็นผ้าที่ประณีตงดงามมาก และมีราคาแพงมาก เพราะทอยาก ต้องใช้ความอุตสาหะมากในการผลิตขึ้นมาแต่ละชิ้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทำให้การทอผ้าชนิดนี้ยังดำรงอยู่ และทรงให้ใช้ผ้าชนิดนี้สำหรับแต่งองค์ตัวละครตัวเอกทุกตัว ซึ่งงดงามมาก

พระลักษมณ์ ศรีอนุชาของพระราม รับบทโดย นายภควัต ไชยศรีหา

บทของพระลักษมณ์ในตอนสืบมรรคาไม่มีอะไรเด่นมากนัก เพียงแค่ประทับอยู่ข้างๆ พระราม ไม่มีบทเจรจาหรือบทแสดงใดๆ มาก ดังนั้นบทของพระลักษมณ์
รวมถึงพระรามด้วยในตอนสืบมรรคาจึงไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก เพียงแค่ฉากสำคัญคือตอนที่สั่งให้หนุมานนำเหล่าพลพรรคไปสืบหาว่านางสีดาอยู่ ณ ที่ใดในกรุงลงกา ตอนสืบมรรคา เป็นการเริ่มปฐมบทของโขนรามเกียรติ์ เป็นช่วงที่เหล่าฝูงพลพรรควานรโดยการนำของหนุมานมาสวามิภักดิ์ต่อพระราม แล้วหลังจากนั้น
ก็เป็นฉากการผจญภัยของหนุมาน เช่น หนุมานรบกับยักษีผีเสื้อสมุทร และรบกับสหัสกุมาร รบกับยักษ์ปักหลั่น และรบกับนางยักษ์อังกาศตไล เป็นต้น

นางอังกาศตไล ยักษีผู้มีร่างกายกำยำไม่ผิดยักษา รับบทโดย นายนภดล วงศ์สิปปกร

นางอังกาศตไลเสื้อเมืองกรุงลงกาเป็นยักษ์ผู้หญิงแต่มีกายากำยำล่ำสันมาก มีอาวุธเป็นหอกยาวและกงจักร จึงต้องใช้ผู้ชายรับบทตัวละครนี้ แต่เนื่องจากเป็นนางยักษีจึงมีความจริตของสตรีอยู่ด้วย ดังนั้นตัวแสดงที่เป็นชายจึงต้องใส่จริตของผู้หญิงลงไปในระหว่างการแสดง คือมีทั้งอาการเขินอายเมื่อถูกหนุมานลวนลาม แต่ก็ต้องสู้รบกับหนุมานอย่างแข็งขันเพราะมีหน้าที่ปกป้องกรุงลงกา ตัวนางอังกาศตไลสวมโจงกระเบนแล้วมีผ้าห่มนางที่งดงามมาก น้ำหนักของผ้าห่มนางนี้ตกประมาณ 8 กิโลกรัม มีลวดลายการปักทอเป็นลายหน้าสิงห์ เป็นลายเฉพาะของอังกาศตไล ปักลายหน้าสิงห์เต็มผืน เวลาแสดงก็ต้องมีการสู้รบกับหนุมาน ต้องมีท่าลอยตัวของหนุมาน คือ หนุมานต้องขึ้นเหยียบบนนางอังกาศตไล ดังนั้นตัวละครตัวนี้ต้องมีร่างกายใหญ่และแข็งแรง ไม่อย่างนั้นจะรับท่าลอยตัวไม่ได้

นายวสะ ภูวงศ์ ผู้แต่งกายนางอังกาศตไล

ผ้าห่มนางของอังกาศตไลนี้มีความพิเศษมากเพราะปักด้วยลายหน้าสิงห์เต็มผืน ลายนี้สำหรับนางยักษ์มีน้ำหนักเกือบ 8 กิโลกรัม ส่วนผ้านุ่งก็เป็นผ้าโจงกระเบนสาเหตุที่ต้องนุ่งโจงกระเบนเพราะนางอังกาศตไลต้องรบกับหนุมาน และต้องมีฉากหนุมานขึ้นลอย เพราะฉะนั้นอังกาศตไลต้องแต่งตัวทะมัดทะแมงมาก

นายญาณพงศ์ ราชกิจกำจร รับบท ยักษ์ปักหลั่น

ยักษ์ปักหลั่นคืออดีตเทวดาผู้รับใช้พระอิศวร แต่ทำความผิดเนื่องจากเป็นชู้กับนางฟ้าชื่อเกสรมาลา พระอิศวรจึงสาปให้เป็นยักษ์ไปเฝ้าสระโบกขรณี พระอิศวรบอกว่าหากจะพ้นคำสาปต้องให้ทหารของพระรามลูบหลัง ดังนั้นเมื่อยักษ์ปักหลั่นรบแพ้องคต แล้วองคตลูบหลังให้ จึงพ้นคำสาป ยักษ์ปักหลั่นใช้เวลาแต่งกายนานกว่าชั่วโมง การแต่งกายก็ละม้ายกับยักษ์ชั้นสูง ต้องมีรายละเอียดของเครื่องแต่งกายมาก

นายศุขศันติ เซ็งแซ่ รับบทเสนายักษ์ นายเอกชัย สุคนธะสังข์ รับบท สหัสกุมาร และนายวรฤทธิ์ วรคำ รับบทเสนายักษ์

เสนายักษ์คือยักษ์ที่เป็นลูกน้องของทศกัณฐ์ ส่วนสหัสกุมารคือโอรสทศกัณฐ์ ตัวละครกลุ่มนี้ต้องสู้รบกับหนุมาน ความแตกต่างระหว่างเสนายักษ์กับสหัสกุมารคือยอด หรือหัวโขนครับ สหัสกุมารเป็นยักษ์ชั้นสูงจึงมียอด แต่พวกเสนายักษ์จะสวมใส่หัวโขนหน้ายักษ์ ส่วนการแต่งกายก็ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก อาวุธของเสนายักษ์คือ กระบอง และหอกยาวหรือโตมร ส่วนสหัสกุมารมีอาวุธคือ กระบอก ศร หอก แล้วแต่ว่าเป็นสหัสกุมารตัวไหน เพราะมีหลายตัวมาก

นางสาวผิงดาว เกื้อสกุล รับบท นางกำนัลนางสาวบุญญาพร บุญกองสิริ รับบท รำเบิกโรงนางสาวชลธิชา ปานเมือง รับบท รำเบิกโรง

ตัวละครรำเบิกโรงจะสวมผ้านุ่งคือผ้ายกทออย่างงดงามมาก ส่วนนางกำนัลก็จะสวมผ้ายกเช่นกันแต่ลวดลายจะไม่งามเท่าผู้รำเบิกโรง ผ้ายกแต่ละผืนที่สวมนี้มีราคาแพงมาก เพราะทอโดยช่างฝีมือของศูนย์ศิลปาชีพฯ ดังนั้นในขณะที่ยังไม่ได้แสดงจริง จึงต้องใช้ผ้าแดงสวมทับผ้ายกไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าเกิดความเสียหายจากการถูกข่วนจนเป็นรอย การรำเบิกโรงคือการรำก่อนมีการแสดงโขน ต้องเลือกตัวผู้แสดงที่มีรูปร่างเท่าๆ กันทุกตัวเพื่อความงามในขณะการร่ายรำ และต้องรำอย่างพร้อมเพรียงกันให้มากที่สุด และต้องจำบทรำให้ดีเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ส่วนนางกำนัลก็จะทำหน้าที่เป็นตัวประกอบในท้องพระโรง ซึ่งมีบทไม่มากนัก แต่ต้องแต่งกายงดงาม เพราะเป็นนางกำนัลของทศกัณฐ์นางกำนัลไม่ต้องสวมชฎา แต่มีเพียงกระบังหน้าเท่านั้น

นายลัทธ์กมล ไทยจิราพัทธ์ ช่างแต่งหน้าโขน

การแต่งหน้าตัวแสดงโขน โดยเฉพาะพระและนางนั้นต้องเน้นความงามตามแบบนางในวรรณคดี ต้องดูจากจิตรกรรมฝาผนัง ต้องเน้นการวางเส้นและสีบนใบหน้าให้ตัวละครออกมาแล้วงดงามมากที่สุด แต่เป็นความงดงามตามแบบนางในวรรณคดี สีที่ใช้คือแดงและดำส่วนสีขาวคือแป้ง เน้นมากที่เส้นสีดำ สีแดง สีดำคือเส้นคิ้วส่วนสีแดงจะใช้ล้อกับเส้นดำวาดขนานกันไปเพื่อให้หน้าของตัวแสดงโดดเด่นมากที่สุด สีเหล่านี้มาจากการดูภาพจิตรกรรมโบราณ เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นสีหลักของเอเชีย การแต่งหน้าละครให้งดงามต้องดูตามกะโหลก ดวงตา จมูก และรูปหน้าของละคร ต้องแต่งให้ตัวละครออกมาดูดี สมจริง และต้องเน้นความสมดุลของใบหน้าทั้งหน้า ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน และต้องใช้สมาธิสูงในการแต่งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวละครต้องอยู่บนเวทีที่มีทั้งแสงไฟที่เจิดจ้า ยิ่งต้องทำให้หน้าของตัวละครสวยงามสมกับเป็นนางฟ้านางสวรรค์และนางในวรรณคดี

คุณสามารถพบรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความบันเทิง รายการ แนวหน้าวาไรตี้ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา16.00-16.25 น. ทางโทรทัศน์ TNN2 ช่อง 784 ดิจิทัลทีวี หรือ True Visions 8 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTubeผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เชิญเที่ยวงานมหกรรม ภูมิพลังแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457188

news_default

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เชิญเที่ยวงานมหกรรม ภูมิพลังแผ่นดิน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.30 น.

นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แถลงข่าวการจัดงานมหกรรม ภูมิพลังแผ่นดินเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชในวันที่4 – 8 ธันวาคม 2562เวลา 08.00 – 18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ปทุมธานี

เอส เอฟ สร้างสุขเพื่อผู้บกพร่องทางการเห็น ดูหนัง ‘นางนอน’ ผ่านแอพพลิเคชั่น ‘พรรณนา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457001

เอส เอฟ สร้างสุขเพื่อผู้บกพร่องทางการเห็น ดูหนัง ‘นางนอน’ ผ่านแอพพลิเคชั่น ‘พรรณนา’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เดอ วอร์เรนท์ พิคเจอร์,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  และ บริษัท กล่องดินสอจำกัด ร่วมกันสร้างความสุขสำหรับผู้บกพร่องทางการเห็น จัดฉายภาพยนตรรอบพิเศษ “The Cave นางนอน” ในโปรเจกท์ “The Cave ปาฏิหาริย์และปฏิบัติการ…สุดพรรณนา” โดยผู้บกพร่องทางการเห็นสามารถรับชมภาพยนตร์ผ่านแอพพลิเคชั่น “พรรณนา” (PANNANA)โปรแกรมประยุกต์เสียงบรรยายภาพสำหรับผู้บกพร่องทางการเห็น เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ก็สามารถเดินเข้าโรงภาพยนตร์ และสามารถชมภาพยนตร์ด้วยการเสียบหูฟัง เพื่อฟังเสียงบรรยายภาพจากภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ในงานได้รับเกียรติจาก นายศรัณยู มีทองคำ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในงาน ร่วมด้วย นายภัทรพงศ์ เอี่ยมสมบัติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดท้องถิ่น บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), มร.ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์, มร.จิม วอร์นี่ นักดำน้ำชาวเบลเยียม หนึ่งในบรรดาฮีโร่นักดำน้ำที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ 13 หมูป่าในเหตุการณ์จริง และได้ร่วมแสดงนำในภาพยนตร์ด้วย วรวรรณ ชายไพฑูรย์นักวิเคราะห์และบริหารโครงการ สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปิยวรรณองค์สุวรรณ ผู้จัดการโครงการ บริษัทกล่องดินสอ จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น พรรณนา (PANNANA) จนสามารถทำให้ผู้บกพร่องทางการเห็นได้รับความสุขจากการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์อย่างแท้จริง และ ภารากร คำเดช นายกสมาคมคนตาบอดจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้นำคณะผู้บกพร่องทางการเห็นจากจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งผู้บกพร่องทางการเห็นที่เดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย เพื่อมาร่วมชมภาพยนตร์อย่างอบอุ่น ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เอ็กซ์ ซีเนม่า เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่

แอพพลิเคชั่น พรรณนา คือ แอพพลิเคชั่นเสียงบรรยายภาพสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเห็น โดยจะสามารถสร้างภาพจินตนาการจากการฟังบรรยายภาพด้วยเสียง ทำให้ผู้มีความบกพร่องทางการเห็นสามารถรับชมเรื่องราวได้อย่างมีอรรถรส แอพพลิเคชั่น พรรณนา สามารถรองรับได้ทั้ง IOS และ Android โดยมีรายการสารบัญของเสียงบรรยายภาพของภาพยนตร์ เมื่อเปิดดูภาพยนตร์ และเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นพรรณนาพร้อมกับเปิดเอดี (เสียงบรรยาย) (AD หรือ AudioDescription) ของภาพยนตร์เรื่องนั้นไปพร้อมกัน การทำงานของพรรณนาคือฟังเสียงของภาพยนตร์ที่ดำเนินอยู่ขณะนั้น เชื่อมต่อเข้ากับระบบฐานข้อมูล ค้นหาเสียงบรรยายภาพ และเริ่มเล่นเสียงบรรยายภาพซึ่งเป็นการใช้งานที่ง่ายดายและสะดวกเป็นอย่างมาก (หากระหว่างชมภาพยนตร์ ผู้ใช้งานลุกออกจากที่นั่ง เมื่อกลับเข้าไปในโรงภาพยนตร์ก็สามารถเปิดแอพพลิเคชั่น แล้วทำการเชื่อมต่อใหม่ ก็จะสามารถเชื่อมกับเสียงบรรยาย ณ ขณะนั้น แล้วจะสามารถรับชมภาพยนตร์ต่อเนื่องได้ทันที)

ภัทรพงศ์ เอี่ยมสมบัติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดท้องถิ่น บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทาง เอส เอฟ มีความยินดีเป็นอย่างมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการจัดทำและพัฒนาแอพพลิเคชั่น พรรณนา(PANNANA) และเราได้จัดฉายภาพยนตร์รอบพิเศษเพื่อผู้บกพร่องทางการเห็นได้รับชมภายนตร์ที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ ซีเนม่ามาแล้วหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งนับเป็นกิจกรรม CSR หรือกิจกรรมเพื่อสังคมเชิงบรรษัท ที่เราภาคภูมิใจ สำหรับปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่เราได้จัดรอบพิเศษให้ผู้บกพร่องทางการเห็นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับชมภาพยนตร์ ผ่านแอพพลิเคชั่นพรรณนา โดยเรามองว่า ผู้มีความบกพร่องทางการเห็นไม่ค่อยมีโอกาสมากนักที่จะเดินเข้าโรงภาพยนตร์ และสามารถรับชมภาพยนตร์ร่วมกับคนสายตาปกติ แอพพลิเคชั่นนี้จะสามารถทำให้ครอบครัวที่มีผู้มีความบกพร่องทางการเห็นสามารถจูงมือพวกเขาเข้าโรงภาพยนตร์และรับชมภาพยนตร์ร่วมกันได้อย่างไม่ต้องรู้สึกแปลกแยก ซึ่งเราดีใจที่สามารถสร้างความสุขและโอกาสที่เท่าเทียมให้กับทุกๆ คน”

ทั้งนี้ ผู้มีความบกพร่องทางการเห็นสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น พรรณนา (PANNANA) ได้ที่ Google Play หรือApp Store และสามารถเข้าชมภาพยนตร์เรื่อง “The Cave นางนอน” ได้ในทุกโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้

ความคืบหน้า ประกวดวรรณกรรม และบทร้อยกรอง รางวัลอโณทัย ครั้งที่ 1

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456998

news_default

ความคืบหน้า ประกวดวรรณกรรม และบทร้อยกรอง รางวัลอโณทัย ครั้งที่ 1

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติปีที่ 96 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นครสวรรค์ ได้จัดโครงการ “ประกวดวรรณกรรมและบทร้อยกรองรางวัลอโณทัย ครั้งที่ 1”ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมาเพื่อเปิดโอกาสให้กับประชาชนและเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ในการประพันธ์ได้มีเวทีแสดงความสามารถ ส่งผลงานเข้าประกวดชิงเงินรางวัล ทั้งนี้ทางโครงการได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดส่งผลงานจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2562ที่ผ่านมา

การประกวดดังกล่าว แบ่งเป็น ร้อยแก้ว มี 3 ประเภท ได้แก่ ฟรีสไตล์, สะท้อนสังคม&เพื่อชีวิต และแนวปรัชญาธรรมะ และร้อยกรอง หัวข้อ “เราจะรักษา
เอกลักษณ์ของชาติไว้ได้อย่างไร” ปรากฏว่ามีผู้สนใจส่งผลงานเข้ามา เป็นจำนวน 106 ชิ้น แบ่งเป็นผลงานร้อยกรอง70 ชิ้น ร้อยแก้ว 36 เรื่อง โดยผลงานร้อยกรอง 70 ชิ้น มีผู้ส่งประกวด ได้แก่อภิชัย อุทัยแสง, อาคม คำภูษา, สมคิด ศรพหรม, ธีรภัทร์ เหมือนพร้อม, วิฑูรย์ ทองคง, ประเทือง หวังประเสริฐ, ณิฏา เกียรติคงนนท์, ฉมณ์คิด แผนสมบูรณ์, ปรุงเกียรติ เทพกุญชร, เจณิภา แสงนัย, ณัฐวดี เจนสิริผล, จรินทร์ทิพย์ อยู่ดี,สันดร แก้วเกิดมี, กันตา ไกรภักดี, รัตน์ชภัคบุญพรหม, ศุภโชค นันทเขต, สุธิดาผุดผ่อนโทร, ปรีชา รัตนมงคล, พิมพ์รภัช(รอแจ้งนามสกุล), อภิราช โคตรชมภู, วัฒนา แซ่ลิ้ม, กิตติพงษ์ อินทร์ประเสริฐ, เทิดศักดิ์ ไม้เท้าทอง, เกษมะณี วรรณพัฒน์,ดวงนภา วิสุทธ์วงค์ภักดี, ชนากานต์ โกมาสังข์,พัชนี มานะวาณิชเจริญ, อรพรรณ ชอบศิลป์,เบญจพร ไพรศร, ปกรณ์ โชติถิรพงศ์, ประยูร สืบสาย, ณิชา, พงศ์ชาญวิทย์,ภวินท์ วงศ์กุลธนกิจ, บุญนิตย์ ไชยเศรษฐ,วริศ ดาราฉาย, ธนวัฒน์ ทับทิมไทย,สุวิชาญ สถิตกิจพิเชษฐ์, ตรีชญานันท์เตชะรัศมีศักดิ์, สาริศา ชวาลวงศ์ธวัช,กรนรินทร์ แก้วมณี, ศิริลดา ปิณฑศิริ,ไพศาล วงษ์มีพันธุ์, จักรพันธ์ จันทร์เหลือง,หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา, นัจพร จิตต์ภักดี,กิติศักดิ์ โลกนิยม, เด็กชายวิล จิรธรรม์ บุญเกิด, ชนิดาภา ลาบเบญจกุล, มานิตย์ ศรีสว่าง, สุขสถิต มีสุข, ขนิษฐา จันทรพล,ผุสดี แก้วฉิมพลี, นฤภร วุฒิจริยากุล,สายทิพย์ (รอแจ้งนามสกุล), รังสิมันตุ์จุลหริก, ภคพล คุ้มครอง, เพียงอุมา ชุมศรี,วิมลทิพย์ ศรไชย, นพรัตน์ แสงทอง, สาวิตรี ทนเสน, วิชญาดา กาญจนวิโชติ, ภาสกร บาลไธสง, กานดามณี รัตนพล, อดิเรก เร่งมานะวงษ์, ดลฤดี ธีระเสถียร, ทศพล ร่มโพรีย์, ธิดารัตน์ สียา, บุณยวีร์ยี่หลัก, ปกรณ์กฤษฎ์ ปะกิลาเค, ธนวัฒน์ทับทิมไทย

ส่วนผลงานร้อยแก้ว มีผลงานนวนิยายขนาดสั้น รวม 36 เรื่อง ประกอบด้วย1.ชัยชนะของดนู 2.คร่ำครวญ 3.(ลับ)รักแม่ 4.สายน้ำ สายชีวิต 5.ชิงช้าแห่งฝัน 6.เพียงดินจรดดาว 7.Usรักสองเรา 8.เพื่อนโรงเรียนเก่าที่รัก9.จุดเล็กๆ ข้างถนนในเมืองใหญ่ 10.ล่าฝันต่างมิติ 11.หลงกาล 12.เกียรตินิยมอันดับสอง 13.ขุนทอง เจ้าไม่กลับมาแม้ฟ้าสาง 14. ด้านมืด 15.ประตูสวรรค์16.เมื่อสายฟ้าผ่าลงศีลธรรม 17.บทเรียนจากสายน้ำเลือด 18.Dreamerเพื่อนรัก 19.ซูเฟล่เสี่ยงทาย 20.แม่…รอยแผลและความฝัน 21.หินนำโชค 22.เสียงพึมพำของพงไพร 23.รั้วกาสาวพัสตร์ 24.รอยแผลฉกรรจ์ที่สามีของฉันไม่ได้ตั้งใจ 25.บ้านใบไม้26.วอลเดน 27.RAIN วันนั้นที่เราพบกัน28.ดาราจักรที่มีรักแท้ 29.ไพรครวญ 30.คลื่นทะเล 31.เพลงไฟฝัน 32.สวรรค์ชั้นสตราโตสเฟียร์ 33.รอยแผลเป็นของดอกไม้ 34.สิ่งที่มองไม่เห็นคือใจคน 35.อสุรปิน 36.น้ำตาพราย

แต่เนื่องจากผู้เข้าประกวดบางท่านยังไม่ได้แจ้ง ชื่อ นามสกุล ให้ชัดเจนและตอบกลับเมลของทีมงาน ดังนั้นจึงขอให้รีบแสดงตัวต่อทีมงาน หรือแจ้ง ชื่อ นามสกุล พร้อมที่อยู่ ซึ่งสามารถติดต่อได้มาที่ คณะกรรมการ longlistจะเข้ามารับหน้าที่ในวันที่ 26 ธันวาคม2562 มิฉะนั้นท่านจะถูกตัดสิทธิ์จากโครงการ โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02-0127483-85 หรือ E-mail:dawnfabricant@gmail.com

‘ครัวคุณต๋อย ยกทัพ’ เสิร์ฟความอร่อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456999

news_default

‘ครัวคุณต๋อย ยกทัพ’ เสิร์ฟความอร่อย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์น โปรเจคจำกัด และ ประธานกรรมการ บริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ผู้ผลิตและดำเนินรายการโทรทัศน์ “ครัวคุณต๋อย”ในฐานะผู้จัดงาน “ครัวคุณต๋อยEXPO” ไฟแรงไม่หยุด หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงานมา 4 ครั้ง กำลังเร่งโปรเจกท์ใหม่ตามคำเรียกร้องจากเหล่านักชิม ลุยจัดงาน “ครัวคุณต๋อย ยกทัพ” ย่อส่วนการจัดงานให้เล็กลงด้วยจำนวนบูธร้านอาหาร52 บูธ เสริมทัพด้วยการจัดบูธจำหน่าย“วัตถุดิบอาหาร” ภายใต้แนวคิด “ครัวคุณต๋อย Selected” บนความเชื่อ“อาหารที่ดีเกิดมาจากวัตถุดิบที่ดี” เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้เลือกซื้อวัตถุดิบคุณภาพกลับไปประกอบอาหารเองตามสูตรเด็ดเฉพาะของแต่ละบุคคลโดยงานจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 5-15 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค เท่านั้นยังไม่พอ เพราะแว่วๆ มาว่า งานนี้ “อาต๋อย”เตรียมแผนกระจายความอร่อยให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ รวมถึงพัทยา โดยปักหมุดไว้แล้วว่า ในปี 2563 จะจัดงาน “ครัวคุณต๋อย ยกทัพ”ตามห้างสรรพสินค้าในย่านต่างๆ อย่างต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง งานนี้ “นักชิม”คงต้อง “ล้างท้องรอ” รับความอร่อยที่การันตีโดย “ครัวคุณต๋อย”

สาวเก่งเอ็กซ์ตรีม‘จิตติรัตน์ ตันตสิรินทร์’ ‘ความสุข เกิดจากพลังงานที่ได้รับจากผู้คนรอบข้าง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457006

สาวเก่งเอ็กซ์ตรีม‘จิตติรัตน์ ตันตสิรินทร์’ ‘ความสุข เกิดจากพลังงานที่ได้รับจากผู้คนรอบข้าง’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในอดีตน้อยนักที่จะพบเจอกับผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงแต่ด้วยโลกในปัจจุบันนั้นก้าวไกลและเปิดกว้างมากขึ้นโอ-จิตติรัตน์ ตันตสิรินทร์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท เบนซ์ตลิ่งชัน จำกัด ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงแกร่งแม่ทัพคนสำคัญของแวดวงรถยนต์ระดับไฮเอนด์ที่น่าจับตามอง ในฐานะทายาทธุรกิจเจเนอเรชั่นใหม่ ที่พร้อมยกระดับ เบนซ์ตลิ่งชัน สู่ Atta Autohaus ศูนย์บริการรถเบนซ์ในรูปแบบดิจิทัลครบวงจร

โอ-จิตติรัตน์ ตันตสิรินทร์ เริ่มต้นบทสนทนากันแบบสบายๆ ด้วยประโยคที่ว่า “ความสุขเกิดจากพลังงานที่ได้รับจากผู้คนรอบข้าง เพราะพลังงานดีๆ เหล่านี้ ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองทุกวัน” แต่กว่าจะยิ้มได้แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะด้วยการทำงานกับคนหลากหลายเจเนอเรชั่น และด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงแล้วต้องคุมคนงานที่เป็นช่างยนต์กว่าอีกร้อยชีวิต

ถามว่ากดดันไหม? เธอบอกว่า “ไม่ได้ถือเป็นแรงกดดันหรือต้องกังวลอะไร เพียงแรกๆ ที่เข้ามารับช่วงต่อก็มีปัญหาบ้าง เพราะไม่เป็นเหมือนอย่างที่เคยคิดไว้ แต่ทุกปัญหามีทางออกเสมอ และโชคดีที่เรามีความใกล้ชิดกับพนักงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เราก็แก้ไขด้วยการให้ความรู้เขาในเชิงบริหารจัดการ และจัดให้มีการอินเทอนัลเทรนนิ่งอยู่เป็นประจำ เพื่อทุกคนทุกฝ่ายจะได้รับความรู้ ได้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างฝ่ายขาย ฝ่ายดูแลลูกค้าสัมพันธ์ อาจจะไม่รู้คำศัพท์เทคนิคทางเครื่องยนต์ อาจจะอธิบายให้ลูกค้าฟังไม่เข้าใจ หรือฝ่ายช่างถ้าอธิบายด้วยศัพท์เทคนิคกับลูกค้าบางคำพูดอาจจะไม่สร้างความกระจ่างให้กับลูกค้า ตรงนี้ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาที่จะเห็นผลในระยะยาว และสำคัญที่สุดคือ เพื่อให้เกิดการบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า”

กับบทบาทภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ณ ตอนนี้หน้าที่หลักๆเลยเธอจะดูแลในส่วนของการบริการหลังการขาย การตลาด และดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ รับผิดชอบดูแลวางแผนการตลาด คิดแคมเปญ ดูแลบริหารจัดการ เพื่อส่งต่อให้พนักงานนำไปส่งต่อให้ถึงลูกค้าได้อย่างครบขั้นตอน และจะมีการฟอลโลว์อัพในแต่ละวีคแต่ละเดือน จากพนักงานถึงฟีดแบ๊กจากทางลูกค้า เพื่อนำมาทำแผนพัฒนาในอนาคต เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

“และตอนนี้พนักงานเราที่เป็นช่างยนต์ก็มีอยู่หลายเจเนอเรชั่นมาก ทั้งช่างรุ่นเก่า ช่างรุ่นใหม่ แต่เพื่อให้เกิดความบาลานซ์ในองค์กร เราก็ Put the right man on the right job ใช้คนให้ถูกกับงาน ช่างรุ่นเก่าก็เปรียบได้กับหมอเก่งๆเราก็ให้เขาได้ครีเอท ได้เป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษาสำหรับการฟอร์มทีมช่างใหม่ๆ เพื่อให้เขารู้สึกว่า เขามีคุณค่า ข้อมูลที่เขามี ความรู้ที่เขามี สามารถถ่ายทอดไปอีกคนรุ่นหนึ่งได้ จริงๆ ต้องยอมรับว่า ช่างรุ่นใหม่เขามีความรู้ที่แบบใหม่ๆ เทคนิคการหาความรู้รวดเร็วมาก ก็จะได้ยินว่าช่างรุ่นใหม่กับช่างรุ่นที่อยู่มานานๆเขาคุยกัน เราก็ไปยืนฟัง อ้อก็โอเค ที่คนต่างเจนคุยกันปรึกษากันแล้วปรับกระบวนการ พอมาได้ตรงกลาง เราก็จะได้วิธีการใหม่ๆเกิดขึ้น”

เมื่อถามถึงโปรเจกท์ใหญ่ที่บอสสาวคนเก่งกำลังทุ่มเทสุดกำลัง เพื่อพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการรถยนต์ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ โอ-จิตติรัตน์ เล่าว่า “เบนซ์ตลิ่งชัน ตอนนี้เปิดมา 40 ปี เรามีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างหนาแน่นในย่านฝั่งธนบุรีและด้วยเทคโนโลยีของโลกปัจจุบันที่ก้าวกระโดดจนเราแทบจะต้องวิ่งตาม เราก็เห็นว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดี และเรามีความพร้อมแล้วที่จะขยายไปอีกสาขาหนึ่ง ให้เป็นเหมือนเมอร์เซเดสดิจิทัลโชว์รูม ซึ่งตอบโจทย์สำหรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เรื่องของเซอร์วิสแอนด์โปรดักส์ที่ครบวงจรเหมือนที่เบนซ์ตลิ่งชัน และจะเน้นออนไลน์มากขึ้น แล้วก็มีดิจิทัลสมาร์ทโซลูชั่นสำหรับกลุ่มลูกค้าเจนใหม่ ที่เขาเริ่มอยากใช้เทคโนโลยีหรือออนไลน์มากขึ้น เช่น จะมีบริการที่ลูกค้าสามารถเอารถมาเข้าศูนย์ได้โดยที่ไม่ต้องเข้ามาเอง หรือการจองคิวออนไลน์เช็คสเตตัสออนไลน์ บุ๊คกิ้งรถได้แบบเรียลไทม์ สามารถโอนจ่ายแบบเพย์เมนท์ไปเลย ซึ่งในปลายปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดSoft Opening ตัวโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ Atta Autohaus (แอทต้า ออโต้เฮ้าส์) และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563  โดยเลือกทำเลบริเวณถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นย่านที่มีทั้งธุรกิจ และที่พักอาศัย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวใหม่ ที่มีศักยภาพและต้องการบริการ ที่ช่วยทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของ Atta Autohaus

ที่นี่จะให้บริการที่แตกต่างจากโชว์รูมเบนซ์ตลิ่งชัน คือเป็นมากกว่าโชว์รูมขายรถยนต์ เพราะมุ่งเน้นนวัตกรรมการบริการที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกการบริการได้ตรงตามความต้องการ เราตั้งใจที่จะนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าให้เป็นไปได้ สะดวก รวดเร็ว ตรงใจและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่ ผ่านการใช้สื่อดิจิทัล ซึ่งเบนซ์ตลิ่งชันพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือก ในการรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต”

ทำงานหนักขนาดนี้มีวิธีบาลานซ์ชีวิตส่วนตัวอย่างไรผู้บริหารสาวคนเก่งบอกว่า “งานกับชีวิตส่วนตัวแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว ด้วยความที่เป็นคนที่บ้าพลังมาก ไม่ชอบอยู่นิ่งๆจะมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาตั้งแต่เด็ก เล่นกีฬาแทบทุกชนิดวิ่ง ตีเทนนิส เล่นโยคะ สกีสโนว์บอร์ด ขี่ม้า ปั่นจักรยาน ชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ด้วยความที่รู้สึกว่า การทำงานทุกวันใช้สมองเยอะ ใช้แต่สมองแต่ร่างกายไม่ได้ขยับไปไหน เราก็ต้องบาลานซ์ร่างกายให้มันใช้เยอะด้วย เหมือนเป็นการปรับสมดุลร่างกายให้เกิดความบาลานซ์”

เมื่อถามถึงบทบาทของสตรีที่มีความเป็นผู้นำในสมัยนี้ เธอมองว่า “ผู้นำสามารถเป็นได้ทุกคน อยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะมีเป้าหมายในชีวิตหรือเปล่า เมื่อเป้าหมายชัดเจน เห็นเป็นภาพ อธิบายออกมาได้ ความสำเร็จเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเป็นผู้นำได้ อย่างที่ เบนซ์ตลิ่งชัน เราจะสร้างผู้นำ สำหรับทุกๆ ตำแหน่ง แม้กระทั่ง รปภ. ทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ พนักงานล้างรถ ไม่ใช่จะเป็นผู้นำไม่ได้ เป็นได้แต่เป็นในแบบศักยภาพที่เขามี ในขอบเขตพื้นที่ที่เขาสามารถทำได้ โอเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นผู้นำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน คุณมีบทบาทเป็นน้องสาว คุณก็สามารถเป็นผู้นำในครอบครัวได้ ซึ่งการจะเป็นผู้นำได้อย่างแรกเลย ต้องมีเป้าหมายเมื่อมีเป้าหมายก็จะเกิดความเป็นผู้นำขึ้นมาเอง”

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 20’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457041

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 20’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฐาปน สิริวัฒนภักดี, คมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ คณะกาชาด จ.เชียงใหม่

ในโอกาสที่โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เดินทางมาถึงปีที่ 20 “โออิชิ”ในฐานะบริษัทในเครือจึงร่วมสนับสนุนโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 20” โดยไทยเบฟเริ่มต้นโครงการในปีนี้ด้วยการนำคาราวานผ้าห่มผืนเขียวออกเดินทางสู่ภาคเหนือ เพื่อไปแบ่งปันไออุ่นให้กับพี่น้องที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยไปจัดกิจกรรมกันที่โรงเรียนบ้านแม่นาจร โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ปภัชญาสิริวัฒนภักดี  และคณะผู้บริหารไทยเบฟ ไปร่วมส่งมอบ

สำหรับกิจกรรมการส่งมอบผ้าห่มในครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ซึ่ง “โออิชิ” ในฐานะบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โดย มนต์ฤดีอัครราช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร จึงขอร่วมเติมพลังและความสดชื่นให้กับชาวบ้านและน้องๆ เด็กนักเรียนที่โรงเรียนบ้านแม่นาจรภายใต้โครงการ “ให้” ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือสังคมและแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลน โดยไปตั้งซุ้มแจกเครื่องดื่ม “โออิชิกรีนที” หลากหลายรสชาติ และซุ้มทอด “โออิชิ อีทโตะ เกี๊ยวซ่า” เมนูยอดนิยมเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นให้กับพี่น้องชาวแม่แจ่มได้

มนต์ฤดี อัครราช แจก โออิชิ อีทโตะ เกี๊ยวซ่า เมนูยอดนิยม

มนต์ฤดี อัครราช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โออิชิใส่ใจดูแลสังคมมาตลอด ซึ่งองค์กรเราดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “ให้” ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือสังคมและแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลน อาทิ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาส การสนับสนุนด้านการศึกษา เป็นต้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อบริษัทพี่ใหญ่อย่างไทยเบฟ มาเติมไออุ่นให้กับพี่น้องในภาคเหนือ น้องเล็กอย่างโออิชิจึงมาร่วมแบ่งปันความอิ่ม อร่อยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นให้พี่น้องชาวเหนือได้ลิ้มรสความอร่อยกันอย่างอิ่มอกอิ่มใจ”

‘โฟลิกแอซิด’วิตามินวิเศษ กับสิทธิที่ผู้หญิงไทยควรได้รับ ลดปัญหาความพิการแต่กำเนิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457007

‘โฟลิกแอซิด’วิตามินวิเศษ กับสิทธิที่ผู้หญิงไทยควรได้รับ ลดปัญหาความพิการแต่กำเนิด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ความพิการแต่กำเนิด” เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยส่วนหนึ่งมักเกิดจากพันธุกรรม ซึ่งเป็นพันธุกรรมของบรรพบุรุษที่อาจจะไม่ใช่พ่อแม่โดยตรงเสมอไป ปัจจุบัน“ปัญหาความพิการแต่กำเนิด” ทวีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ในแต่ละปีมีเด็กพิการรุนแรงแต่แรกเกิด ถึงร้อยละ 4 อาทิ โรคหัวใจพิการ ผนังกั้นหัวใจรั่ว ปากแหว่งเพดานโหว่ ผนังหน้าท้องไม่ปิด มือเท้าพิการ และอวัยวะภายในพิการ ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว ดังนั้น “โฟลิกแอซิด”นับว่าเป็นวิตามินวิเศษ ที่ช่วยป้องกันทารกพิการแรกเกิดได้ถึง 50%

จากสถิติพบว่า จำนวนเด็กไทยที่มีความพิการแต่กำเนิดมีมากถึงปีละ 30,000 ราย จากจำนวนเด็กแรกเกิดปีละ 800,000 ราย และมีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพจากการรักษา 5 โรคพิการแต่กำเนิดสูงถึงปีละ 1 พันล้านบาท ทำให้การป้องกันไม่ให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในเด็กจึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องตระหนักรู้ และให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะ “แม่ผู้ให้กำเนิด”

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุขสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิด (ประเทศไทย) และ ชมรมเวชพันธุศาสตร์กุมารแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2562 ครั้งที่ 10 “National Forum on Birth Defects and Disabilities” ณ ห้องคริสตัลบอลรูม โรงแรมตวันนา เพื่อกระตุ้นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง อาทิ กุมารแพทย์, สูติแพทย์, แพทย์สาขาทารกแรกเกิด, แพทย์สาขาเวชพันธุศาสตร์, พยาบาล และบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ให้มีความสนใจและตระหนักถึงบทบาทที่เกี่ยวกับการป้องกันดูแลรักษาทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด รวมทั้งเพื่อเป็นการขับเคลื่อนไปสู่นโยบายการป้องกันดูแลรักษาความพิการแต่กำเนิดระดับชาติต่อไป

นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “การป้องกันความพิการแต่กำเนิด” เน้นย้ำถึงการได้รับวิตามินโฟลิกซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้หญิงไทยควรได้รับ เพื่อลดปัญหาความพิการแต่กำเนิด โดยกล่าวว่า โรคพิการแต่กำเนิดของทารกที่พบมากที่สุด คือ โรคหลอดประสาทไม่ปิด หรือสมองไม่สมบูรณ์, โรคปากแหว่งเพดานโหว่, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด,แขนขาพิการ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ซึ่งทารกจะแสดงอาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์,ภาวะไม่มีรูทวารหนัก และกลุ่มอาการดาวน์ หรือ “ดาวน์ซินโดรม”

ทั้งนี้ สาเหตุของความพิการแต่กำเนิดมีหลายประการ เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมส่วนใหญ่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ หรือการแบ่งตัวของอสุจิ การขาดสารอาหารบางตัวโดยเฉพาะ การไม่ได้รับวิตามินโฟลิก หรือการรับยาบางตัวระหว่างตั้งครรภ์ และสุดท้ายคือการปฏิบัติตนอย่างไม่ถูกต้องของมารดาก็จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กผิดปกติ

“ถึงแม้ว่าความพิการแต่กำเนิด อาจทำให้เด็กมีภาวะตั้งแต่พิการและรุนแรงสุดถึงขั้นเสียชีวิต แต่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นหรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงได้ คือการดูแลตนเองอย่างถูกต้องด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และให้สารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมแก่ทารกในครรภ์ รวมถึงการให้วัคซีนแก่มารดาที่กำลังตั้งครรภ์และการลดภาวะปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลต เช่น ไข่แดง ตับ ฯลฯ ที่สำคัญการรับประทานวิตามินโฟลิกวันละ 1 เม็ด ก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน ไปจนถึงหลังตั้งครรภ์ 3 เดือนตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ก็จะสามารถป้องกันโรคพิการแต่กำเนิดของทารกได้ อีกทั้ง ช่วยลดการคลอดก่อนกำหนดและทารกที่คลอดออกมามีน้ำหนักน้อยด้วย โดยวิตามินโฟลิกจะไม่มีผลเสียและไม่ตกค้างในร่างกาย เพราะเป็นวิตามินละลายในน้ำได้ และในแต่ละวันร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ และหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไปในราคาเม็ดละไม่ถึง 1 บาท หรือสามารถติดต่อขอรับได้ที่หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือเมื่อพบแพทย์ในโรงพยาบาล”

ศ.เกียรติคุณ พญ.พรสวรรค์ วสันต์ นายกสมาคมเพื่อเด็กพิการแต่กำเนิด (ประเทศไทย) และผู้ร่วมอภิปราย

นางฉัตรสุดา กล่าวต่อไปว่า การลดความพิการแต่กำเนิดในเด็กจะประสบผลสำเร็จในเชิงรูปธรรมได้นั้น สังคมไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาต่างๆรวมถึงภาคประชาสังคมควรส่งต่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้หญิงไทยในการเข้าถึง ก็จะช่วยให้ปัญหาความพิการแต่กำเนิดของเด็กไทยลดน้อยลงได้อย่างยั่งยืน

“ลูกไม่พิการแต่กำเนิด จึงเป็นสิทธิของหญิงไทยที่ควรได้รับการรับรองและคุ้มครองให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความพิการฯ นั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กทารกได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวย่อมประสบกับความทุกข์ใจอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติที่จะขาดแคลนทรัพยากรบุคคล รวมถึงรัฐต้องแบกรับภาระทางค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาความพิการแต่กำเนิดให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมต่อไปได้อย่างสะดวก ดังนั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวภายหลังจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง และการป้องกันปัญหาอย่างชาญฉลาด จะต้องส่งเสริมให้สตรีตระหนักรู้และเข้าถึงสิทธิในการมีลูกไม่พิการแต่กำเนิดต่างหากจึงจะเป็นหนทางในการจัดการ และรับมือกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

ดังนั้น เมื่อนำปัญหาความพิการแต่กำเนิดมาวิเคราะห์ผ่านมุมมองและหลักการสิทธิมนุษยชน นางฉัตรสุดาจันทร์ดียิ่ง กล่าวอีกว่า “ลูกไม่พิการแต่กำเนิด” เป็นสิทธิของหญิงไทยที่ควรได้รับการรับรองและคุ้มครองให้ผู้หญิงไทยทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าว เนื่องจากการมีลูกไม่พิการแต่กำเนิดมีความเกี่ยวข้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งที่บัญญัติไว้ในพันธกรณี และอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับต่างๆ โดยเฉพาะ“อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ”(Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women : CEDAW) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยอนุสัญญาฉบับนี้ ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง โดยในข้อ 11(ฉ) ได้บัญญัติว่า สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยในสภาพการทำงานต่างๆ รวมทั้งการให้ความคุ้มครองในการทำหน้าที่ด้านการมีบุตรสืบพันธุ์

และในข้อ 12.2 ได้บัญญัติว่า รัฐภาคีจะประกันให้สตรีได้รับบริการที่เหมาะสมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอดบุตรและระยะหลังคลอดบุตรโดยการให้บริการแบบให้เปล่าเมื่อจำเป็นรวมทั้งการให้โภชนาการที่เพียงพอระหว่างตั้งครรภ์และระยะการให้นมอีกทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม(International Convernt on Economic,Social and Cultural Rights : ICESCR) ซึ่งประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีแห่งกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ มีหน้าที่ที่จะต้องเคารพ ปกป้องและส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าวด้วย

คุณแหน : 29 พฤศจิกายน 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457039

650935

คุณแหน : 29 พฤศจิกายน 2562

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ll “พระอาจารย์”ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ เสร็จงานซ่อมแซมบ้านพักสไตล์บาหลี ริมน้ำแคว…อนุสรณ์“ความรัก”กับสามีโกวิท บุณยัษฐิติ…ชวนแขกสนิทไปพักระหว่างนี้…ใครชอบอากาศเย็นทิวทัศน์งามของเมืองกาญจน์ยามนี้…หรือจะไปฝึกมือและสมอง“คิดเลข”วงญาติมิตร…ท่านผู้หญิง“ผู้ดีแท้”ยินดี…

ll เป็นประเพณีที่จัดเลี้ยง“วันเกิด”ด้วยการชวน“ญาติสนิทมิตรสหาย”มากินฟรี เที่ยวฟรี…ศ.ดร.ทันตแพทย์หญิงธีรลักษณ์ สุทธเสถียร เตรียมจัดทัวร์ไปไกลถึง Okinawa…หลังงานช็อปของขวัญ“ล้ำค่า”จากมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าณ วังสระปทุม เฉกเช่นทุกปี..(ประเพณีดีงามอีกเช่นกัน)…

ll ยินดีกับสาย“การบินไทย” เมื่อ TG รับรางวัล Brand of the yearนนทกร ตระกูลพา ผจก.ทั่วไปประจำ Great Britain and Ireland ขึ้นรับจากงาน World Branding 2019 ณ พระราชวัง Kensington London…ผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยวเกือบ 30 ปีแล้ว…ไม่น่าประหลาดใจ…

ll ใกล้กันที่ Kew Gardens หนุ่มเมืองชล บัณฑิตสถาปัตย์ จุฬาฯ พันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก หน้าบาน เมื่อภาพเขียน“พฤกษศาสตร์”ได้รับการแสดงถึง 3 ภาพ ใน Gallery Dr.Shirley Sherwood…เป็นศิลปินมีชีวิตคนเดียวที่ได้แสดงมากกว่า 1 ภาพ…เป็นModern Masterpieces Artist ของโลก…Botanical อำเภอ“ศรีราชา”ไม่ได้มีดีแค่“ซอส”เผ็ดอร่อย…

ll สถาปนิกอาวุโสสุพจน์ โกวิทวานิชย์ เขียนตำราสอนเด็ก “ออกแบบ”อยากให้แพร่หลายเป็นประโยชน์ต่อ “วิชาชีพ”…ไม่จำกัดแค่เด็ก“สามย่าน ท่าพระ”หรือ“ลาดกระบัง”ฯลฯ ต้องขอร้องให้สภาสถาปนิกช่วยจัดพิมพ์“พี่ป๋อง”พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน ยินดีมากกว่าแค่หน้าที่…เพราะเพื่อนเก่ากับ“พี่ตู่”กว่า 50 ปี…

ll อ.ธีระศักดิ์ กำบรรณารักษ์ ภาควิชาจิตวิทยา มธ. จัดสัมมนา Think Big ให้ผู้สนใจกลางเดือนธันวาคม ร่วมกับ Dr.Kiyoshi Shimoda อาจารย์สาย Happy Science จากญี่ปุ่น…ใครอยากรู้จัก“ความสุข”อย่างลึกซึ้งมากกว่า “กินปลาดิบ เคี้ยวเกี๊ยวซ่า”…เชิญหาวิชา…

ll สาวอักษร นกุล ว่องฐิติวงศ์ เพิ่งจบงาน“55 ปี ทวีสัมพันธ์”เพื่อนนักเรียนเตรียมรุ่น 27เสร็จ…ไม่รอช้าจัดทัวร์ปราจีนบุรี รับเพื่อนๆ “หมออเมริกา”ที่ขนกันมาต้นปี หนีหนาวบ้าง…บินมา“หักภาษี”บ้าง“สะโอ”ยินดีบริการ…

ll นอนโดดเดี่ยวคนเดียวอยู่บนที่ดินทองคำซอยวัฒนา…อรรถพิลาส ตันตราภรณ์ไม่เหงาเพราะเอาแม่ไก่มาเลี้ยง…จนได้กินไข่สดทุกเช้า มีแรงไปเรียนเล่นสกีถึงเมืองปทุม…ยังขับ“รถซิ่ง”รถตู้ญี่ปุ่นคันจิ๋วเอง…ส่วนรถหรู VOLVOใหม่ Hitech“พี่ปื๊ด”ต้องมีเพื่อนเก่าๆ วัย 70 นั่งไปด้วย…ถึงจะมั่นใจเพราะอุปกรณ์ไฮ-เทคจนมหาบัณฑิต IIT ชิคาโก ยังงง…

ll สวด พลเรือเอกสุธี บูรณะสิน 28 พ.ย.-4 ธ.ค. 19.00 น. วัดธาตุทอง ศาลา 28 …พระราชทานเพลิง 8 ธ.ค.17.00 น. …

llนอนกับครอบครัวอยู่ที่โรงแรมหรู 5 ดาวกลางเมือง  Frankfurt เกียรติพงศ์ น้อยใจบุญต้องแกล้งหลับเมื่อผู้ร้ายเอา Key Cardผ่านเข้าห้อง…ยอมเสียเครื่องมือจับเวลาเรือนแพง Rolex…สมบัตินอกกาย…เพราะหากดิ้นโวยวาย…คงเสียทั้ง“เวลา”และ“กาย”เป็นแน่…ll

ภิญญ์สิรี

เปิดตัว ‘Dear Tummy’เอาใจคนรักอาหาร ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์มาร์เก็ตใหม่ล่าสุดแห่งแรกในเอเชีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457003

เปิดตัว ‘Dear Tummy’เอาใจคนรักอาหาร ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์มาร์เก็ตใหม่ล่าสุดแห่งแรกในเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

(ซ้าย) ทรงวิทย์ จิรโศภิน, ลักขณา นะวิโรจน์, กัลยา จิรโศภิน, ชยะพงส์ นะวิโรจน์, สุวภา เจริญยิ่ง

ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์มาร์ท(ไทยแลนด์) จำกัด เปิดตัว สวรรค์ของคนรักอาหาร “เดียร์ทัมมี่” (Dear Tummy) อาณาจักรใหม่ที่จะมาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ “ไอคอนสยาม” เป็นเดสติเนชั่นแห่งใหม่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรักอาหาร ชู 7 สเปเชียลตี้ สโตร์ (Specialty Store) ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และเมนูอาหารที่แตกต่างโดย Food Artisans ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่จะมาสร้างสรรค์เมนูภายใต้คอนเซ็ปต์ “โกรเซอรองต์” (Grocerant)และนำเสนอสินค้าหลากหลายเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์ช็อปปิ้งใน “โกรเซอรี่” (Grocery)

ไฮไลท์ของงานกับเซอร์ไพรส์โชว์ชุด The Carnival of Feast ที่ได้รับเกียรติจากผู้บริหารเดียร์ทัมมี่ ลักขณา นะวิโรจน์ และ ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ร่วมเต้นรำออกแบบโชว์โดย วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ Artistic Director จาก สถาบัน Dance Centre โดยมี คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริและ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ร่วมด้วยเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์มากมาย อาทิชฎาทิพย์ จูตระกูล, ตุลยา นิมมานเหมินท์,จิตติมา วรรธนะสิน, ม.ล.ทรงลักษณ์สวัสดิวัตน์, ดารณี เจริญรัชตภาคย์,ทรงวิทย์ จิรโศภิน, ยูกิ ศรีกาญจนา, ฐิติพงศ์ล้อประเสริฐ, นุชนาถ ระวีแสงสูรย์,ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล, ณิชชา บุณยากร, อัครพงศ์-สวินณา ดาโลดม, วิมลลักษณ์จงรัตนเมธีกุล, วรวุฒิ โตวิรัตน์ และอีกมากมาย ร่วมงาน

ชฎาทิพ จูตระกูล, ลักขณา-ชยะพงส์ นะวิโรจน์

ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานกรรมการเดียร์ ทัมมี่ กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการสร้าง “เดียร์ทัมมี่” เกิดจากความหลงใหลในการเสาะแสวงหาเพื่อการสร้างสรรค์อาหารอย่างไม่มีที่สิ้นสุดยุคนี้ผู้บริโภคมีความต้องการที่เปลี่ยนไปต้องการอาหารที่เรียลมาจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญสำหรับอาหารไม่เพียงแค่เรื่องของรสชาติเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสุขภาพ แหล่งที่มา และผู้บริโภคก็มีความชื่นชอบในอาหารและรสชาติในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น โดยเราอยากให้อาหารมีคุณภาพดีต่อผู้บริโภคในราคาที่เข้าถึงได้ มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครคัดสรรวัตถุดิบและสินค้าที่ดีที่สุดมารวมกันไว้ในที่เดียว นำเสนอผ่านร้านแต่ละร้านที่เฉพาะทาง และมีเรื่องราวอันเฉพาะตัว ได้แก่ สเปเชียลตี้สโตร์ทั้ง 7 ในส่วนของแผนกโกรเซอรี่ เราได้คัดสรรสินค้าหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของลูกค้า

“เราได้ชู 4 จุดเด่นของ Dear Tummy ซึ่งเป็นหัวใจในการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ได้แก่ ประสบการณ์ใหม่ของการช็อปปิ้ง ที่ Dear Tummy เรานำเสนอประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบของ “โกรเซอรองต์” (Grocerant) ผ่านร้านต่างๆ ในรูปแบบของร้านสเปเชียลตี้สโตร์ทั้ง 7 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้าน Klong San Poultry Market, Taberna, Shrimp Shack, Marble Marvellous (M•M),Flying Pig, Fiskebar และ Green Grocerสร้างสรรค์อาหารโดยฟู้ดอาร์ติซานชื่อดัง 4 ท่าน ได้แก่ มาร์โค เวสต์มา, เซดริก การ์โด, ราเดค ซาร์บินสกี้ และ ซาแมนต้า ฮาเบอร์ลี ซึ่งมีเทคโนโลยีการประกอบอาหารที่ใช้เป็นแห่งแรกในเอเชีย โดยร้าน Klong San Poultry Marketเป็นที่แรกในเอเชียที่นำเข้า “เตาย่างไก่”แบรนด์โจสเปอร์ (Josper Rotisserie Grill) ที่ได้รับความเชื่อถือระดับโลกมากว่า 50 ปี ที่ใช้ถ่านจากไม้ที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีขั้นสูงของรอบหมุนในการย่างไก่ ทำให้ได้ไก่ย่างที่มีเนื้อนุ่ม กรอบนอกฉ่ำใน นอกจากนี้ Dear Tummy ยังเป็นพันธมิตรกับธนาคารกสิกรไทย เพื่อสร้างประสบการณ์การจับจ่ายสินค้ารูปแบบใหม่ที่สะดวกสบาย ด้วยการใช้ Auto-Cash Machine เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา กับ มุม Juicery

นอกจากนี้ ยังเป็นที่แรกในประเทศไทยที่เริ่มงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในการบรรจุสินค้าโดยเด็ดขาด ลูกค้าสามารถนำถุงผ้ามาใส่สินค้าหรือสามารถเลือกซื้อ “ถุงพลาสติกชีวภาพ” ที่มีGC Compostable ฉลากยืนยันวัตถุดิบ (Material Label) ที่บ่งบอกว่าสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของผู้ประกอบการนั้นๆ ผลิตขึ้นจาก “เม็ดพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ” ที่ กลุ่มบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC Group) ผลิตหรือรับรอง ภายใต้แบรนด์ เดียร์ทัมมี่ ประกอบไปด้วย Grocery – พื้นที่ “โกรเซอรี่” ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ซูเปอร์มาร์เก็ต มีสินค้ามากกว่า 10,000 รายการ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ยังมี สินค้าออร์แกนิก(Organic) และสินค้าเพื่อสุขภาพอีกมากมาย Green Grocer – อาณาจักรของคนรักสุขภาพที่รวมความ Healthyไว้ในที่เดียว เริ่มกันที่ “ผักผลไม้” ที่สดใหม่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น ฟาร์มฟ้าประทาน, โครงการหลวง และ ฟาร์มจากเกษตรกรชุมชน นอกจากนั้นยังมี “สารพัดเมนูสลัด” ที่ได้รับการออกแบบรสชาติมาเป็นอย่างดี อีกทั้งโซน Vegan เอาใจคนรักสุขภาพและชาวมังสวิรัติ และโซน Juiceryน้ำผลไม้คั้นสด หรือสูตรสกัดเย็น ก็มีให้เลือกดื่มอย่างจุใจ”

ฐิติพงศ์ ล้อประเสริฐ และ ณชา จึงกานต์กุล ที่ Green Grocer

หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา

ณชา จึงกานต์กุล กับมุมผลไม้