ชมเงินตราคู่แผ่นดินไทย ที่‘พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457043

ชมเงินตราคู่แผ่นดินไทย ที่‘พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกช้างไทย

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้สำหรับ “พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เฉพาะด้านเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์และเงินตราสำหรับผู้ที่สนใจ นักสะสม และประชาชนทั่วไป บนถนนจักรพงษ์ ใกล้ๆ กับวัดชนะสงคราม

นางวรนุช ภู่อิ่ม ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า กล่าวว่า กรมธนารักษ์ได้ปรับปรุงอาคารสำนักบริหารเงินตรา โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาคาร ภูมิทัศน์ภายนอกและระบบต่างๆ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยงาม และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ประกอบการจัดแสดง ภายใต้แนวความคิด “วิถีแห่งเงินตรา สินล้ำค่าของแผ่นดิน” พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ ด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ จัดแสดงเงินตราโบราณ เหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึก เงินตราต่างประเทศ และเผยแพร่ภารกิจของกรมธนารักษ์ด้านการผลิตเหรียญกษาปณ์ การอนุรักษ์เงินตราโบราณ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) สำหรับนักสะสมเหรียญและผู้สนใจทั่วไป ตลอดจนการจัดนิทรรศการ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์

นิทรรศการสืบราชย์ สานพระราชปณิธาน

โดยภายในพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร และนิทรรศการชั่วคราว ประกอบด้วย

ชั้น 1 นิทรรศการถาวร ได้แก่ ห้องปฐมบทแห่งเงินตรา จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของเงินตรา จุดเริ่มต้นการนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยบอกเล่าผ่านแอนิเมชั่น 4 มิติที่ฉายบนผนังถ้ำ ด้วยมุมมอง 360 องศา ห้องเส้นทางวิวัฒนาการเงินตรา จัดแสดงวิวัฒนาการของสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนตามแต่ละพื้นที่ จำลองบรรยากาศป่า ธรรมชาติ และสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่น หนังสัตว์ ใบชา เกลือแท่ง เมล็ดโกโก้ และเงินตรารูปสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการชั่วคราว ได้แก่ นิทรรศการเรื่องเงินตรารัตนโกสินทร์และ นิทรรศการสืบราชย์ สานพระราชปณิธาน ให้ได้ชมกันอีกด้วย

ชั้น 2 นิทรรศการถาวร ห้องนานาอาณาจักรเหรียญ จัดแสดงเหรียญโบราณที่มีการใช้ในชุมชนแรกเริ่มที่ปรากฏในพื้นที่ประเทศไทย หรือ ดินแดนสุวรรณภูมิ มีการจัดแสดงเหรียญอาณาจักรฟูนัน ทวารวดี ลพบุรี และศรีวิชัย พร้อมจำลองบรรยากาศ แต่ละสมัยผ่านการฉาย Projector และเทคโนโลยี 4D ถัดมาเป็น ห้องเริ่มต้นอาณาจักรไทยนำเสนอเรื่องราวการใช้เงินตราในสมัยสุโขทัย และอยุธยา โดยเล่าเรื่องราวของการใช้เงินพดด้วงในแต่ละสมัยผ่านการจำลองบรรยากาศตลาดการค้าโบราณ โดยมีเหรียญที่เป็นไฮไลท์ เช่น พดด้วงทองคำตราพระมหามงกุฎ-พระแสงจักร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกสำหรับพระราชทานในโอกาสสำคัญ สร้างหลังจากเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว และ เหรียญกษาปณ์ทองคำ ทศ พิศ พัดดึงส์ ที่ทรงมีแนวพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาทองคำล้นระบบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำทองคำมาผลิตเป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำ และนำออกใช้หมุนเวียนชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ห้องเส้นทางวิวัฒนาการเงินตรา

ต่อด้วย ห้องกษาปณ์รัตนโกสินทร์ จัดแสดงเงินตราที่ผลิตขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 9 นำเสนอความเฟื่องฟูทางการค้าและระบบเงินตราที่นำไปสู่ความเป็นอารยะแห่งประเทศสยาม เป็นการเปลี่ยนผ่านจากเงินพดด้วงสู่เหรียญกษาปณ์ที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของนวัตกรรมการผลิตเหรียญของไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมี เหรียญที่เป็นไฮไลท์ เช่น เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระมหามงกุฎ-กรุงสยาม หรือ “เหรียญแต้เม้ง”, เหรียญเงินตราพระบรมรูป-ตราแผ่นดิน, พดด้วงตราพระแสงจักร-จุลมงกุฎ-ช่อรำเพย และอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ ห้องเหรียญนานาชาติ จัดแสดงเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในรูปแบบที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีเหรียญที่หาชมยาก เช่น เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก Elements of Life: Cheetah DNA Coin เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการสกัด DNA ของเสือชีตาห์มาไว้ในหลอดแก้วขนาดเล็กบนหน้าเหรียญ โดย DNAต้นแบบเป็นของ “Abay” เสือชีตาห์แสนเชื่องประจำสวนสัตว์ Brunswick สาธารณรัฐคองโก, เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก Chondrite Impact-Meteorite NWA 4037 สร้างเป็นที่ระลึกในเหตุการณ์อุกกาบาต NWA4037เป็นอุกกาบาตที่ตกลงมาเมื่อพ.ศ.2548 ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา (NWA) มีการฝังชิ้นส่วนของอุกกาบาตลงบนเหรียญและออกแบบให้มีลักษณะเว้า ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ในการผลิตเหรียญ และ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก Seven New Wonders of the World เป็นเหรียญกษาปณ์ทรงกลม ผลิตโดยโรงกษาปณ์โปแลนด์ ใช้เทคนิคพิเศษสร้างลวดลายแผนที่สมัยโบราณโดยรอบ ประดับด้วยคริสตัล Swarovski จำนวน 7 เม็ด แสดงตำแหน่งที่ตั้ง 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ฯลฯ

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเสด็จนิวัตพระนคร

ชั้น 3 นิทรรศการถาวร ที่ห้องวัฒนากษาปณ์ไทย จัดแสดงเหรียญที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่กรมธนารักษ์จัดสร้างขึ้นในวาระโอกาสต่างๆ ซึ่งถือเป็นยุคทองของเหรียญไทย มีการผลิตเหรียญรวมกว่า 208 วาระ มากที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตเหรียญของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ โดยมีเหรียญที่เป็นไฮไลท์ เช่น เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเสด็จนิวัตพระนคร ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเหรียญแรกแห่งสมัยรัชกาลที่ 9, เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกช้างไทยกรมธนารักษ์ได้จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริเรื่องการอนุรักษ์ช้างป่า โดยเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกรุ่นแรกที่เปิดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ

พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ตั้งอยู่ ณ ถนนจักรพงษ์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการวันอังคาร-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.(ปิดให้บริการทุกวันจันทร์ ช่วงเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์) ประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าชมฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-2820818 เว็บไซต์ http:// emuseum.treasury.go.th เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/coinmuseumthailand

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ที่มี DNA ของเสือชีตาห์

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ที่มี DNA ของเสือชีตาห์
เหรียญกษาปณ์ทองคำ ทศ พิศ พัดดึงส์

เหรียญกษาปณ์ทองคำ ทศ พิศ พัดดึงส์
วรนุช ภู่อิ่ม ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า

วรนุช ภู่อิ่ม ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า

‘มูลนิธิเวิร์คพอยท์’ร่วมทำที่นอนหลอดลดการเกิดแผลกดทับผู้ป่วยติดเตียง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456982

‘มูลนิธิเวิร์คพอยท์’ร่วมทำที่นอนหลอดลดการเกิดแผลกดทับผู้ป่วยติดเตียง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.48 น.

มูลนิธิเวิร์คพอยท์ร่วมสนับสนุนกิจกรรม“อบรมให้ความรู้ในการทำที่นอนหลอดสำหรับผู้ป่วยติดเตียง”พร้อมทั้งส่งกาลเวลา เสาเรือนผู้สื่อข่าวช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 เข้าอบรมร่วมกับอสม.และญาติที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง  โดยมีคณะครูและน้องๆ นักศึกษาจาก วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์ มาร่วมฝึกสอนให้กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านด่านนาขาม อ.เมืองจ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีนายบาล สุวรรณสารารักษ์  นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลบ้านด่านนาขามมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพันเอกสุวเทพ ศิริสรณ์ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมผู้บริหารและคณะครูจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์ เข้าร่วมงาน         

การจัดอบรมในครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดจากแนวคิดของน้องๆนักศึกษาแผนกช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์ที่คิดค้น โครงการ “ร่วมแรงรวมหลอด ลดแผลกดทับ เพื่อผู้ป่วยติดเตียง”เพื่อส่งประกวดในโครงการ “จิตสำนึกรักเมืองไทยปีที่ 11”   ซึ่งสำนักงานปลัดกลาโหมจัดขึ้นโดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมแสดงความคิดมุมมองอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมภายใต้หัวข้อ “คิดทำอย่างสร้างสรรค์รวมพลังเพื่อสังคมไทย” และโครงการทำที่นอนหลอดพลาสติกที่ใช้แล้วซึ่งย่อยสลายยากกลับมาใช้ใหม่นี้ ได้รับรางวัลดีเด่น เป็น 1 ใน8 ทีมที่ได้เข้ารอบสุดท้าย จากผู้ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 167โครงการจากทั่วประเทศ  สำหรับหลอดพลาสติกที่นำมาใช้ทำที่นอนและหมอนในครั้งนี้ เป็นหลอดพลาสติกที่ใช้แล้ว ซึ่งน้องๆ นักศึกษาขอรับบริจาคมาจากร้านค้าในชุมชน และส่วนหนึ่งทางมูลนิธิเวิร์คพอยท์ก็นำหลอดพลาสติกที่มาจากการคัดแยกขยะภายในบริษัทเวิร์คพอยท์ฯ มามอบให้ด้วย

ที่นอนหลอดพลาสติกนี้ จะช่วยป้องกันและลดการเกิดแผลกดทับ ระบายความร้อนได้ดี ช่วยอำนวยความสะดวกให้ญาติในการพลิกตัวผู้ป่วยจะได้ไม่จมไปกับที่นอน อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ด้วยเพราะไม่เป็นที่สะสมไรฝุ่นการทำความสะอาดที่นอนก็ทำได้ง่ายอายุการใช้งานก็ยาวนาน

หลังเสร็จการอบรม ก็นำที่นอนและหมอนไปมอบให้ผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ในพื้นที่ จำนวน 2 รายนับเป็นการแบ่งเบาภาระ ช่วยให้ญาติผู้ป่วยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากไปซื้อที่นอนลมซึ่งมีราคาแพง ทำให้ผู้ป่วยและญาติได้มีกำลังใจที่ดีขึ้น

‘ดร.ทวีศักดิ์’ร่วมจัดกิจกรรม 150 ปีชาติกาลหลวงปู่มั่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456977

‘ดร.ทวีศักดิ์’ร่วมจัดกิจกรรม 150 ปีชาติกาลหลวงปู่มั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.41 น.

ดร.ทวีศักดิ์ เผ่าบัณฑูร ประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิ พุทธานุสรณ์ หน่วยเผยแพร่ศีลธรรมในความอุปถัมภ์ของกรมศาสนากระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย ดร. ศุภาชัย   ผ่องสวัสดิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิ พุทธานุสรณ์ ประธานกรรมการสภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยหน่วยเผยแพร่ศีลธรรมในความอุปถัมภ์ของกรมศาสนากระทรวงวัฒนธรรม ได้รับเมตตา จาก พระครูโสภิตธรรมานุศาสน์ (หลวงปู่มหาอำนาจ อินทสาโร) พระเถระ อายุ 103ปี ผู้เป็นศิษย์ อุปัฐาก หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตั้งแต่เป็นสามเณร ได้ อธิษฐานจิต มอบพระธาตุ และเส้นเกศา ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ให้ คณะกรรมการมูลนิธิและสภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นสิริมงคล ในการจัดกิจกรรม เจริญสังฆานุสติ 150 ปี ชาตกาล หลวงปู่มั่น บุคคลสำคัญของโลก ตามมติองค์การยูเนสโก สหประชาชาติโดยวันที่ 20 มกราคม 2563 นี้ เป็นวันครบรอบ 150 ปี ชาติกาล หลวงปู่มั่น ทาง กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีโครงการ ปฏิบัติธรรม พร้อมกันทั่วประเทศ โดยพระธาตุและเส้นเกศา จะเชิญไปประดิษฐาน ณ วิหารพุทธานุสรณ์ ถนนเพชรเกษม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพื่อจัดกิจกรรมใหญ่ ในวันที่ 20 มกราคม 2563 มีพิธีเจริญจิตภาวนา และเปิดให้ พุทธศาสนิกชน ถวายสักการะ พระธาตุ และเส้นเกศา หลวงปู่มั่น และอีกส่วนจะเชิญไป ณ วัดพัฒนาธรรมาราม จ.ลพบุรี เพื่อจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรม ถวายกุศล ด้วย สอบถามรายละเอียดร่วมกิจกรรม โทร. 0966299466.

สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงฯปี2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456937

สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงฯปี2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.47 น.

สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงฯ  ชูแนวคิด “ก้าวพ้นใจ ก้าวข้ามไป ก้าวให้พ้นทุกข์” ปลุกพลังผู้ที่เคยถูกกระทำด้วยความรุนแรง ให้เอาชนะก้าวผ่านพ้นปัญหา 

28 พฤศจิกายน 2562 ที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ (วีเทรน) ดอนเมือง มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ มูลนิธิพิทักษ์สตรี Alliance Anti Trafic จัดกิจกรรมเนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง เด็กและความรุนแรงในครอบครัว ปี 2562  ภายใต้แนวคิด “เรา” : “ก้าวพ้นใจ ก้าวข้ามไป ก้าวให้พ้นทุกข์” ภายในงานมีการแสดงนิทรรศการศิลปะเยียวยาจิตใจ ผู้ผ่านพ้นปัญหา และการแลกเปลี่ยนให้กำลังใจผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรง

นางณัฐิยา ทองศรีเกตุ ผอ.ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ  กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้กระทำล้วนเป็นผู้หญิง เด็ก  และคนในครอบครัว นับวันจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ขั้นตอนของการแก้ปัญหามีความยากลำบาก และปัญหายังส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเจ้าของประสบการณ์ได้นำเสนอสถานการณ์ชีวิต และความรุนแรงที่ต้องเผชิญมา พร้อมทั้งเรียกร้องสิทธิของตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่ให้บริการแก้ไขปัญหาและเครือข่ายผู้ผ่านพ้นความรุนแรง

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ผอ.กองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงตอนนี้เพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากสถิติศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวทุกจังหวัด ของ พม. มีข้อมูลที่ส่งมาถึงกรมฯ 1,359  กรณีที่ขอรับความช่วยเหลือ อันเนื่องมาจากความรุนแรงในครอบครัว  ซึ่งทางกรมฯมีมาตรการแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะเราตระหนักดีว่า ไม่ใช่กรมฯจะทำได้คนเดียว เราจึง MOU ร่วมกับอีก 43 องค์กร เพื่อขับเคลื่อน ป้องกัน รณรงค์ ปลูกจิตสำนึกให้เกิดความตระหนัก เห็นความสำคัญ และไม่ทำความรุนแรงกันในครอบครัว เราใช้คำที่สืบเนื่องมาหลายปี คือไม่นิ่งเฉย ไม่ยอมรับ และไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีทุกรูปแบบ เราร่วมกับภาคีทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ทั้งที่ทำ MOU และไม่ได้ MOU  ส่วนกลางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จะมีคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติจะเป็นกลไกระดับชาติในการกำหนดนโยบายกลไก นโยบายยุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี  2560 – 2564 ในนโยบายนี้ตอบโจทย์การป้องกันและแก้ไขปัญหาครอบครัวโดยเฉพาะ  เน้นที่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสัมพันธภาพ โดยทำร่วมกับหลายหน่วยงาน

“ในฐานะนักกฎหมาย ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ดีที่สุด มีจุดดี จุดเด่น และข้อจำกัด แต่ในเรื่องที่กฎหมายไปไม่ถึง เราใช้การบริหาร และการทำ MOU กับทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ต้องบอกว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ไม่ได้มุ่งหมายที่จะเอาผิด เอาโทษ ทางอาญาต่อบุคคลในครอบครัว แต่ต้องการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงผู้ถูกกระทำ ไม่ให้ทำได้อีก  และต้องการให้โอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้เป็น พ่อ แม่ เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว อันนี้คือเป้าประสงค์ แต่ถ้าเป็นไม่ได้ การดำเนินการก็ต้องทำให้ครอบครัวสูญเสียน้อยที่สุด คำนึงถึงเด็กเป็นสำคัญ การขอความคุ้มครองสวัสดิภาพฯ บรรเทาทุกข์ชั่วคราวเมื่อจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ นักสาธารณสุข ผู้ใหญ่บ้าน นักจิตวิทยา  เข้าช่วยเหลือผู้ถูกกระทำและป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกระทำได้ทำซ้ำอีก” นายกันตพงศ์ กล่าว

นายกันตพงศ์  กล่าวด้วยว่า สถิติของผู้กระทำความรุนแรงมากกว่าร้อยละ 83 เป็นผู้ชาย และผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก  เราจึงขยายความร่วมมือไปถึงระดับโรงเรียนเรียกว่าศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวในภูมิภาคทั่วประเทศ  8 ศูนย์ มีนโยบายให้ศูนย์ขับเคลื่อนงานไปจนถึงโรงเรียน จึงมีการสร้าง ชมรม ริบบิ้นขาวในโรงเรียน เพื่อรณรงค์ให้ความรู้กับเด็กๆ  ม.ต้น ม.ปลาย ตระหนักรู้ว่าต้องไม่นิ่งเฉย ไม่ยอมรับ การทำความรุนแรงในครอบครัวและให้ความรู้กับตัว พ่อแม่ผู้ปกครองด้วย

ด้านนางสาวเอ (นามสมมติ) คุณแม่ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า  ประมาณ 3-4 ปี  ตั้งแต่ท้องลูกคนแรก และคนที่ 2 คลอดได้ 4 เดือน สามีก็ทำร้ายหนัก มีอาวุธ ใช้มีดตีหัว แผลเก่ายังไม่หาย คิดแค่ว่าถ้าเราตายลูกจะอยู่ยังไง เราต้องรอด เขากีดกันไม่ให้เจอลูก จนต้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อนหญิง แล้วพาไปแจ้งแล้วตามหาลูก จนได้ลูกกลับมา ตนและลูกจึงไปอาศัยที่บ้านพักฉุกเฉิน เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนที่ได้เลี้ยงลูกเอง มาอยู่ที่นี่ได้ฟื้นฟูจิตใจ แรกๆเห็นอะไรก็ร้องไห้ ทำไมชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้ ตนได้เข้าร่วมกลุ่มโรงเรียนธัมใจ(Group Support) โดยบ้านพักฉุกเฉินและมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมจัดขึ้น ทุกเดือนๆละ1ครั้ง ทำให้จิตใจดีขึ้น คือเริ่มทิ้งเรื่องเก่า เออ ช่างมัน ไม่ฟ้อง ไม่ได้กีดกันพ่อเพื่อมาเจอลูกด้วยได้ตามปกติ ตั้งหน้าตั้งตาทำวันนี้ให้ดี เพื่ออนาคตของลูก หนูอยู่บ้านพักฯ ทำกิจกรรม ทำดอกไม้ประดิษฐ์และได้ช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ

“ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นได้ทำงานแล้วแถวดอนเมือง ทำมาได้  4 เดือนกว่า  พอทำแล้วได้เงินก้อนหนึ่ง ก็ออกมาอยู่ข้างนอก  แต่ก็กลับเข้าไปร่วมกลุ่มให้กำลังใจ น้องๆที่เผชิญชะตาชีวิตมาเหมือนกับเรา คนเราเจอเรื่องราวอะไรมากมาย แต่ถ้าเรามีสติมันก็ข้ามผ่านมาได้ แม้ตอนนี้จะเหนื่อยตื่นตี 5 มาทำงาน กลับไปต้องเลี้ยงลูก แต่เราทำได้คือมันมีกำลังใจ เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยน บางทีตัวเอง อยู่กับตัวเอง เริ่มคิดว่าความทุกข์ของตัวเองนี่เป็นที่สุดแล้ว โลกจะแตกแล้ว  การไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ร้องไห้เป็นความอึดอัดกับตัวเราเอง  แต่เมื่อเราได้ร้องไห้ มีคนกอด มีคนรับฟัง ชมว่าเราเก่ง เรามีพลังในตัว เราทำอะไรได้เยอะกว่าที่เราคิด  เพียงแค่เรามีกำลังใจ”

ขณะที่ น้องบี (นามสมมติ) ผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรง  กล่าวว่าตนถูกทำร้ายทางเพศ   หนูพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่  แม่เป็นแม่บ้าน  พ่อเป็นช่างสีรถยนต์  ซึ่งพ่อกับแม่ไม่ได้มีเวลาให้หนู  ผู้ก่อเหตุเป็นคนรู้จักกับพ่อแม่ เมื่อหนูถูกทำร้ายก็ถูกผู้กระทำพูดข่มขู่  ห้ามไม่ให้บอกใคร และตนเองก็กลัวแม่กับพ่อถูกขู่ทำร้ายด้วย  หนูเลยไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แต่มีป้าข้างบ้านที่สังเกตุเห็นว่าหนูซึมผิดปกติ จึงพยายามถาม  หนูได้เล่าให้ป้าฟังทั้งหมด ป้าเห็นว่าคนทำทำผิดกฎหมายจึงไปเล่าให้แม่ฟัง  แม่เห็นว่าคนนั้นทำผิดเขาทำร้ายจิตใจแม่และน้องจึงพาไปแจ้งความ คู่กรณีก็มารับทราบ ตำรวจได้ดำเนินคดีกัผู้กระทำ จากนั้นตำรวจได้ส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์เห็นถ้าส่งหนูกลับไปพักที่จะเกิดอันตรายได้ จึงได้หนูมาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน  ส่วนคดีทราบว่าศาลได้พิพากษาลงโทษผู้กระทำ พิพากษาจำคุก

“ชีวิตตอนนี้ ได้กลับไปเรียนแล้ว หนูยังเรียนได้ตามปกติ  มีเพื่อนๆ ได้เจอกับพ่อแม่ น้องชาย ผลการเรียนดีขึ้น เทอมที่ผ่านมาหนูสอบได้เกรดเฉลี่ย 3.9หนูดีใจ ภูมิใจมาก สภาพจิตใจดีขึ้น ได้ทำกิจกรรมศิลปะบำบัด และได้รักษาตัว ตอนนี้หนูดีขึ้น ดีขึ้นกว่าปกติ  “หนูบอกกับตัวเอง เพื่อเข้มแข็งแล้ว  ก้าวต่อไป”คือ ต้องอดทน  อยู่เพื่อเรียน เพื่ออนาคตของหนู  หนูชอบทำดอกไม้ประดิษฐ์ แล้วมีรายได้ ได้พอใช้จ่ายที่โรงเรียนบ้าง ตอนนี้ได้ปรับตัวกับพี่ๆ มากขึ้น กล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้นจากเดิมที่เก็บตัวไม่กล้าแสดงออก”      

‘มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล’เปิดตัว Everpink ชวนสาวๆ สวย มั่นใจ ในแบบฉบับตัวเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456736

‘มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล’เปิดตัว Everpink ชวนสาวๆ สวย มั่นใจ ในแบบฉบับตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Everpink (เอฟเวอร์พิงค์) นำโดยมู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางใหม่ล่าสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์“Makeup that enhances your natural beauty” ด้วยความปรารถนาให้สาวๆ ทุกคนได้สวยในแบบฉบับของตนเอง มั่นใจไม่ตามใคร ดึงเสน่ห์ของตัวเองที่มีอยู่ข้างในออกมาและมีความสุขกับการที่ได้เป็นตัวเอง จัดงานเปิดตัวแบรนด์ Everpink (เอฟเวอร์พิงค์) พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยณ Baby Bar Bangkok โรงแรม Craftsmanพหลโยธิน 11

Everpink (เอฟเวอร์พิงค์) แบรนด์เครื่องสำอางน้องใหม่ล่าสุด เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจของ มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล เพราะอยากให้สาวๆ ทุกคนได้สวยในแบบฉบับของตนเอง พร้อมที่จะเป็นเพื่อนที่อยู่เคียงข้างสร้างความมั่นใจให้กับคุณในทุกๆวัน “เอฟเวอร์พิงค์ เกิดขึ้นมาจากการเห็นคุณค่าความสวยจากธรรมชาติของผู้หญิง ตัวมู่ลี่เองมีแพสชั่นกับเรื่องแฟชั่นและความงามเป็นพิเศษอยู่แล้ว และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มู่ลี่อยากจะเป็นเพื่อนกับสาวๆ คอยเเนะนำสิ่งดีๆ เหมือนกับเพื่อนเเนะนำเพื่อนเพราะเชื่อว่าการใช้เครื่องสำอางที่เหมาะกับตัวเองจะสามารถเสริมสร้างความมั่นใจเเละสร้างเสน่ห์ให้กับสาวๆ ทุกคนได้ สำหรับมู่ลี่การเป็นตัวเองคือสิ่งที่น่าหลงใหลมากที่สุด ผลิตภัณฑ์ของเอฟเวอร์พิงค์เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานง่าย เก๋มีสไตล์ ราคาจับต้องได้ เเละที่สำคัญคือต้องมีคุณภาพดีโดยผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายจะเริ่มจากกลุ่ม Color Makeup ก่อน คือ ดินสอเขียนคิ้ว ลิปสติก และบลัชออน และยังมีผลิตภัณฑ์ Skin Care ในการช่วยดูเเลผิวอีกด้วย” มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล กล่าวภายในงานเปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางที่เธอปลุกปั้นมากับมือ

ในงานคับคั่งไปด้วยเซเลบริตี้สาวรุ่นใหม่ อาทิ วัชร วัชรพล, ธนวลัย วัชรพล, วราพรรณ วัชรพล, จงกล พลาฤทธิ์,พิมพ์เลิศ ใบหยก, จารุจิต ใบหยก, รัสรินทร์ธนะชัยวัฒนะโภคิน, สิริผกา วัชรพล,ภิพัชรา แก้วจินดา, อภินรา ศรีกาญจนา, ยลวารี สัตยนาวิน และ กานต์ จาติกวณิช เป็นต้น โดยมี อรณิชา กรินชัย รับหน้าที่พิธีกร พร้อมบอกเล่านิยามความสวยในแบบฉบับของตนเอง เริ่มที่ สาวมากความสามารถ เมย์-พิชชา ธนาลงกรณ์ บอกว่า “สำหรับเมย์คิดว่าทุกคนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เมย์ไม่ชอบแต่งหน้าเยอะจนเปลี่ยนเป็นอีกคนไปเลย แต่จะชอบใช้เมคอัพเสริมความเป็นตัวเองมากกว่า เวลาแต่งหน้าจะต้องเน้นความเป็นตัวเอง ดูว่าอะไรที่เหมาะกับเราจริงๆ ทุกอย่างที่เราเป็นนั้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอยู่แล้ว เมย์ก็อยากให้ทุกคนมีความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือถ้ารู้สึกไม่มั่นใจตรงไหนก็ใช้เมคอัพช่วยเสริมให้เรามั่นใจ เมื่อไหร่ที่ผู้หญิงมีความมั่นใจ เมย์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่สวยที่สุดแล้ว ส่วนเมคอัพชิ้นที่ขาดไม่ได้เลยของเมย์คือลิปสติก เพราะเราเป็นสาวสายสุขภาพ จะชอบพกลิปสติกที่มีสีทินต์หน่อยๆ ให้ปากดูเลือดฝาดที่สำคัญลิปสติกจะต้องมีเนื้อสีที่ดี ติดทน แต่ไม่ทำให้ปากแห้ง”

อีกหนึ่งสาวผิวดี บัว-บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี เผยว่า “ส่วนตัวบัวเองจะเป็นคนที่ชอบพกคอนซีลเลอร์และลิปมันติดตัวตลอด เพราะบัวเป็นภูมิแพ้ ทำให้มีใต้ตาคล้ำ คอนซีลเลอร์จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก และนอกจากนี้จะเป็นคนที่ต้องทาลิปมันตลอดเวลาเลย เพราะอยากให้ปากชุ่มชื้นอยู่เสมอ ลิปสติกก็มีทาบ้างแต่จะชอบเป็นโทนสีนู้ด เนื้อลิปสติกที่ชอบจะชอบเนื้อแมทท์ที่ให้ความชุ่มชื้นด้วย เพราะเป็นคนปากแห้งและแตกง่าย จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเมคอัพสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้จริงๆ นอกจากนี้ นิยามความสวยในแบบฉบับของบัวก็คือ ต้องมีความมั่นใจและเลือกใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวเอง”

ค้นหาผลิตภัณฑ์ Everpink ที่ใช่สำหรับคุณได้แล้ววันนี้ทางออนไลน์ผ่านช่องทาง LINE Account @everpinkcosmetics หรือ instagram @everpinkcosmetics #everpinkcosmetics

‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’จัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญของแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456777

ฉากจำหลักไม้ตำนานเพชรรัตน์

‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’จัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญของแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณจำลอง

สถาบันสิริกิติ์ ชวนเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” จัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญของแผ่นดินพร้อมเลือกช็อปของขวัญปีใหม่จากผลงานช่างฝีมือของสถาบันสิริกิติ์

นับตั้งแต่ช่วงต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกภูมิภาค ได้ทอดพระเนตรเห็นงานหัตถกรรมจากภูมิปัญญาของราษฎรที่เป็นชาวนาชาวไร่ในหลายหมู่บ้านหลายพื้นที่ในชนบท ทรงเล็งเห็นและทรงชื่นชมฝีมือช่างและนิสัยรักศิลปะของชาวไทย เป็นที่มาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2519ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการทํางานหัตถกรรม โดยไม่ทิ้งอาชีพเกษตรกรรม ขณะเดียวกัน เพื่อธำรงรักษางานศิลปะที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลา

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ขึ้นในปีพ.ศ.2521 พระราชทานพระราชวโรกาสให้สมาชิกในครอบครัวชาวนาชาวไร่ ที่ยากจนมาฝึกอบรมงานศิลปาชีพแขนงต่างๆเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ อีกทั้งเป็นการสืบสานศิลปะชั้นสูงของไทยด้วย และเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2553 รัฐบาลได้ประกาศยกสถานะ โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” ด้วยเล็งเห็นถึงศักยภาพของหน่วยงานที่สร้างสรรค์ผลงานก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืนในหลายมิติ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปีพุทธศักราช 2555

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต ปฏิบัติหน้าที่รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 40 ปี โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้สร้างสรรค์บุคลากรและผลงาน ประณีตศิลป์ชั้นสูง รวม 23 สาขา ได้พัฒนาช่างศิลป์สู่ระดับฝีมือช่างหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และยังคงยึดมั่น ในพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จะทําหน้าที่เป็นศูนย์กลางงานช่างช่วยสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ราษฎร ควบคู่ไปกับการดํารงรักษามรดกศิลป์ไทย”

พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ต.เกาะเกิด อ.บางปะอินจ.พระนครศรีอยุธยา สถานที่จัดแสดงผลงานชิ้นเอก ฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ที่มีความงดงามทรงคุณค่า และได้เคยจัดแสดงต่อสายตาชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันนี้ได้กลับมาจัดแสดงอีกครั้งในพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินแห่งนี้ เช่น บุษบกมาลา พระที่นั่งพุดตานถมทอง เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลอง ฉากไม้แกะสลัก เรื่องสังข์ทอง ฉากผ้าปักเรื่องอิเหนา ฯลฯ ผลงานแต่ละชิ้นนับเป็นงานศิลป์ชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นงานถมทอง งานคร่ำ งานเครื่องเงินเครื่องทอง งานลงยาสี งานปักผ้างานแกะสลักไม้ งานแต่งปีกแมลงทับ ฯลฯ งานแต่ละชิ้นใช้ช่างฝีมือที่ร่วมแรงร่วมใจกันนับสิบๆ คน เพื่อทำงานชิ้นเอกถวาย ในโอกาสสำคัญ โดยใช้ระยะเวลาเป็นปีๆ กว่าจะได้ออกมาเป็นผลงานระดับ “ศิลป์แผ่นดิน”ที่ล้วนสวยงามหาชมยาก

เมื่อเข้ามาภายในอาคารบริการนักท่องเที่ยว ความสง่างามและโดดเด่นของฉากจำหลักไม้ตำนานเพชรรัตน์ จะตั้งตระหง่านคอยต้อนรับ
ผู้เข้าชม และยังเป็นจุดถ่ายภาพเช็คอินอีกด้วย ผลงานเอกชิ้นนี้เป็นไฮไลท์ที่จะนำไปสู่ความวิจิตรอลังการของพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ด้วยฉากจำหลักไม้นี้ตั้งประกบด้วยเสาเม็ดทรงมัณฑ์บนม้าไม้ขาคู้ จำหลักลายใบเทศพื้นฉากจำหลักไม้ ว่าด้วยเรื่อง ตำนานเพชรรัตน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทวดา ฤๅษี และคนธรรพ์ (เทพที่รับใช้เทวดา) พากันไปเข้าเฝ้าพระอิศวร เพื่อทูลถามถึงบ่อเกิดของแก้วเพชรรัตน์ทั้ง 9 ประการ

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ จัดเป็นหมวดหมู่อย่างงดงาม บนพื้นที่กว้างขวางน่าชม พร้อมเทคโนโลยีเครื่องบรรยายส่วนตัว (Audio Guide)มีให้เลือกถึง 10 ภาษา พร้อมจอบรรยายและจอทัชสกรีนแสดงส่วนต่างๆ ของชิ้นงานขนาดใหญ่อย่างเจาะลึก ส่วนบริเวณโถงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ฯ ต้อนรับด้วยห้องปีกแมลงทับ สีเขียวเหลือบรุ้งอันวิจิตร สวยงามตระการตาทั้งโคมระย้าขนาดยักษ์สุดอลังการ ผนังขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยงานสานย่านลิเภาสอดปีกแมลงทับสุดละเอียดอ่อน

ตามด้วยห้องนิทรรศการใหญ่ ที่จัดแสดงงานฝีมือเครื่องเงินเครื่องทอง ลงยาสี หมู่เรือพระที่นั่งจำลองจากขบวนเรือพระราชพิธี ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ และเรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชย ที่กลางลำเรือประดิษฐานบุษบกทองคำ ประกอบฉัตร เรียงรายอย่างสง่างาม และต้องตื่นตาตื่นใจกับฉากไม้แกะสลักเรื่องสังข์ทองและหิมพานต์ ที่ตั้งตระหง่านตระการตา ก่อนที่จะขึ้นไปชมงานต่อไป

บนชั้นสอง สร้างความตื่นตาด้วยฉากถมทองขนาดใหญ่สีทองอร่าม เรื่องรามเกียรติ์บทพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยวรรณคดีสำคัญที่ถ่ายทอดผ่านงานถมทองในรูปแบบสามมิติ อันเป็นศิลปะโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และบุษบกมาลาจำลองแบบจากพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ที่ผสมผสานงานฝีมือจากช่างถึง 7 แผนก อันได้แก่ แกะสลักไม้ เครื่องเงินเครื่องทอง ช่างถมทอง ช่างคร่ำ งานตกแต่งปีกแมลงทับ และงานย่านลิเภา

ขณะที่ฉากขนาดใหญ่ 2 ด้าน เป็นงานปักเส้นไหมด้วยวิธีโบราณ ที่เรียกว่า “ปักซอย” โดยใช้เส้นไหมน้อยหรือเส้นที่เล็กที่สุดของรังไหม ค่อยๆ ปักไล่ระดับและแสงเงาให้เกิดเป็นภาพที่มีมิติงดงาม ดูราวเป็นภาพวาดที่ให้แสงเงาไม่ธรรมดา ประดับด้วยดิ้นทองเลื่อมระยิบและแก้ว ด้านหนึ่งเล่าเรื่อง หิมพานต์ อีกด้านถอดความจากวรรณคดีเรื่อง อิเหนา นอกจากนี้นิทรรศการบนชั้น 2ยังจัดแสดงพระที่นั่งจำลองหลายองค์ เช่น พระที่นั่งพุดตานถมทอง สร้างจำลองแบบพระที่นั่งพุดตานจำหลักไม้วังหน้า และพระที่นั่งพุดตานคร่ำทอง สร้างจำลองแบบพระที่นั่งพุดตานจำหลักไม้ที่พระบรมมหาราชวัง เป็นต้น

นอกจากจะได้ชื่นชมความงามของผลงานชิ้นเอกแล้วยังมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ ของสถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาฯ ร้านภูฟ้า โครงการกำลังใจฯมูลนิธิจุฬาภรณ์ถักร้อยสร้อยรัก และพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ที่เหมาะเป็นของขวัญที่ถูกใจของคนทุกวัย ในเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

ผลิตภัณฑ์ในร้านค้าพิพิธภัณฑ์มีหลากหลายประเภท ประกอบด้วยงานผ้า เช่น ผ้าเช็ดมือปักลายสวยงาม บรรจุกล่องทั้งแบบผืนเดียว และเซต 2 หรือ 4 ผืน ผ้าขาวม้าหลากสียอดนิยม ตุ๊กตาผ้า กระเป๋าผ้าปักลายและกระเป๋าใส่เศษสตางค์หลากสีสัน ส่วนงานเซรามิก มีทั้ง ชุดกาแฟ จาน ถ้วยเซรามิกลายตุ๊กตาไม้โมกมัน แสดงท่าทางในการละเล่นแบบไทยแบบต่างๆ

งานจักสาน มีทั้งจักสานย่านลิเภา และตกแต่งปีกแมลงทับผลงานชิ้นเอกของสถาบันสิริกิติ์ มีทั้ง กระเป๋าย่านลิเภา เข็มกลัดตกแต่งปีกแมลงทับ กระจกส่องหน้า กรอบรูป แม็กเนต นอกจากนี้ ยังมี กระจูดจักสานในรูปแบบต่างๆ ขณะที่งานดอกไม้ประดิษฐ์ ก็มาทั้ง ช่อดอกไม้ ดอกบัว มาลัย ดอกกุหลาบ รวมถึงงานปักซอยแบบไทย มีทั้งงานปักผ้าเป็นภาพตกแต่งผนัง และงานปักขนาดเล็กประดับกล่องยา ส่วนผ้าไหมและเสื้อผ้า ก็มีให้เลือกหลากหลาย ที่น่าสนใจคือ งานฝีมือผสมผสานระหว่างผ้าปักชาวเขากับงานถักเชือกลีซอ ทำเป็นกระเป๋าถือ 3 ขนาด ผลงานการออกแบบล่าสุดจากช่างฝีมือสถาบันสิริกิติ์

นอกจากนี้ยังมี ร้านขนม ซึ่งมีขนมไทยที่หาทานได้ยาก โดยเลือกสรรมาจากที่ที่มีความชำนาญในการทำ เช่น ข้าวตังน้ำปลา ข้าวเม่าหมี่ข้าวตังโบราณแผ่นบางเฉียบอบกรอบด้วยข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ส่วนขนมหวานจากวิทยาลัยในวังหญิง เช่น โสมนัส ทองเอก พุทราลิ้มตะลิงปลิงแช่อิ่ม ก็มีความพิเศษในรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกับที่อื่น นอกจากนี้ยังมี ขนมอาลัว กลีบลำดวน สัมปันนี วุ้นกรอบย้อมสีธรรมชาติจากดอกอัญชันและดอกกุหลาบ ทั้งยังมีเจลลี่รสผลไม้ในรูปแบบดอกไม้สีสวยสดใส รวมทั้งเค้กมะตูม และเค้กอื่นๆ อีกหลายชนิดให้เลือกชิมพร้อมจิบกาแฟในร้านตรงข้ามระหว่างชื่นชมธรรมชาติและบรรยากาศรอบกายในสไตล์ Museum in the Forest

พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดทำการในวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-15.30 น. (เปิดจำหน่ายบัตรเวลา 09.45-15.00 น.) หยุดทุกวันจันทร์ เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ค่าบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ท่านละ 150 บาท นักเรียน/นักศึกษา/ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ท่านละ 75 บาท ชาวต่างชาติใช้บัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง หรือซื้อหน้าพิพิธภัณฑ์ฯ เดินทางง่ายเพียง 45 นาที จากกรุงเทพฯ ด้วยทางด่วนแจ้งวัฒนะ บางปะอิน

ฉากจำหลักไม้ตำนานเพชรรัตน์

ฉากจำหลักไม้ตำนานเพชรรัตน์
โคมระย้าขนาดยักษ์ส่วนหนึ่งของห้องปีกแมลงทับ

โคมระย้าขนาดยักษ์ส่วนหนึ่งของห้องปีกแมลงทับ

ฉากถมทองเรื่องรามเกียรติ์

ฉากถมทองเรื่องรามเกียรติ์
ห้องปีกแมลงทับ

ห้องปีกแมลงทับ
ฉากจิตรกรรมสีเขียนอะคริลิกสระโบกขรณี

ฉากจิตรกรรมสีเขียนอะคริลิกสระโบกขรณี

ผลิตภัณฑ์ในร้านค้าพิพิธภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ในร้านค้าพิพิธภัณฑ์
นักท่องเที่ยวต่างชาติ กำลังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระลึก

นักท่องเที่ยวต่างชาติ กำลังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ระลึก

คอกาแฟคนดังสัมผัสมนต์เสน่ห์ เทศกาลแห่งความสุขสไตล์นอร์ดิก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456735

คอกาแฟคนดังสัมผัสมนต์เสน่ห์ เทศกาลแห่งความสุขสไตล์นอร์ดิก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของเทศกาลแห่งความสุขกำลังจะมาถึงNespresso Thailand (เนสเพรสโซ ประเทศไทย) นำโดย ปรีติ ฮาลัยผู้อำนวยการบริหารธุรกิจ ผลิตภัณฑ์เนสเพรสโซประเทศไทย และ อมรทิพย์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์เนสเพรสโซประเทศไทย จึงได้จังาน “INDULGENT NORDIC MOMENT WITH NESPRESSO” (อินดัลเจนท์ นอร์ดิก โมเมนท์ วิท เนสเพรสโซ) ชวนคอกาแฟคนดังมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปลายปีในสไตล์นอร์ดิก กลุ่มประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก

ภายในงานอบอวลไปด้วยบรรยากาศแสนอบอุ่นในสไตล์นอร์ดิก ที่เนรมิตขึ้นมาภายใต้กลาสเฮาส์และคับคั่งไปด้วยเซเลบริตี้คอกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก พี่น้อง หรือเพื่อนซี้ มาร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุข อาทิ เจย์-จริยดี สเปนเซอร์, จารุจิต-พิมพ์เลิศ ใบหยก, จงกล พลาฤทธิ์, พิยะดา นันทะ, แสงแขเหมกมลเศรษฐ์, นวดี โมกขะเวส, พอล สิริสันต์,นิรามย์ วัฒนสิทธิ์, ชาลิสา วีรวรรณ, สาวิตรี โรจนพฤกษ์, พลอย จริยะเวช, ปนุ สมบัติยานุชิต,กานดา สายทุ้ม, เชฟตาม ชุดารี เทพาคำ,จุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล, ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล และ ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ เป็นต้น

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การเปิดตัวกาแฟลิมิเต็ด อิดิชั่น 3 รสชาติใหม่ ได้แก่Variations Nordic Almond Cake Flavoured (วาริเอชั่นส์ นอร์ดิก อัลมอนด์ เค้ก เฟลเวอร์) กาแฟแต่งกลิ่นอัลมอนด์ เค้กขนมอันเลื่องชื่อจากประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย โดยให้กลิ่นบิสกิตและวานิลลาอ่อนๆ  เสมือนได้ลิ้มรสชาติขนมหวาน,Variations Nordic Cloudberry Flavoured (วาริเอชั่นส์ นอร์ดิก คลาวด์เบอร์รี่เฟลเวอร์) กาแฟแต่งกลิ่นคลาวด์เบอร์รี่ผลไม้ท้องถิ่นในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีความหวานหอมซ่อนเปรี้ยวในแบบผลไม้เมืองหนาว หรือหากใครชื่นชอบกาแฟดำ สามารถเลือกเป็น Nordic Black (นอร์ดิก แบล็ก) กาแฟดำในสไตล์นอร์ดิก ที่มีต้นกำเนิดกาแฟจากอาราบิก้าจากอเมริกาใต้และแอฟริกาซึ่งให้รสชาติกลมกล่อม

เซเลบริตี้สาวผู้หลงใหลมนต์เสน่ห์ของการเดินทางในแถบสแกนดิเนเวีย เบอร์ดี้-ปาวา นาคาศัย กล่าวว่า “เบอร์ดี้เป็นคนชอบเดินทางมากๆ เพราะทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ และยังเป็นคนชอบธรรมชาติ ชอบความเรียบง่าย และเรียบหรูผสมผสานกันไปประเทศที่ชอบมากคงเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย คิดว่ามีความใกล้เคียงกับตัวเองอาจจะด้วยธรรมชาติและอากาศ ที่ค่อนข้างตอบโจทย์ตัวเรา ถึงแม้อากาศจะหนาวแต่อยู่แล้วกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยการดื่มกาแฟเป็นประจำ มันจึงเหมือนเป็นเสน่ห์ของประเทศในแถบนั้น ทำให้ทุกครั้งที่เดินทางไปก็มักจะกลับมาพร้อมความสุขเสมอ”

ถัดมาที่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานดีไซน์จากสแกนดิเนเวีย อ๋อง-วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์บอกเล่าเสน่ห์ของงานดีไซน์สไตล์นอร์ดิกไว้ว่า “งานดีไซน์สไตล์นอร์ดิกกำลังมาแรงสำหรับปีนี้เพราะสามารถเข้าถึงกับคนทุกเพศ ทุกวัยเนื่องจากทุกการออกแบบถูกรังสรรค์มาเพื่อกลุ่มคนทุกประเภท ทั้งสีสัน ที่มองเท่าไรก็ไม่รู้เบื่อ รวมถึงความใส่ใจของนักออกแบบตั้งใจสรรค์สร้างผลงาน จนทำให้ผลงานทุกชิ้นสามารถอยู่ได้ในทุกยุค ทุกสมัย และกลายเป็นเสน่ห์ที่เราต้องนึกถึงเมื่อเอ่ยถึงงานดีไซน์ประเภทนี้”

ทีเอ็มบี และ คริสตี้ส์ ประเทศไทย ปิดยอดประมูลทะลุ 62 ล้านบาท ต่อยอดภารกิจดึงพลังเยาวชน ร่วมผลักดันชุมชนไปในทิศทางที่ดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456730

ทีเอ็มบี และ คริสตี้ส์ ประเทศไทย ปิดยอดประมูลทะลุ 62 ล้านบาท ต่อยอดภารกิจดึงพลังเยาวชน ร่วมผลักดันชุมชนไปในทิศทางที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เสร็จสิ้นภาระกิจสำคัญที่แสนจะภาคภูมิใจของธนาคารทีเอ็มบี เจ้าของปรัชญา “Make THE Difference” ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของโครงการไฟ-ฟ้า โดย ทีเอ็มบี ที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างโอกาสและปลูกฝังให้เยาวชนอายุ 12-17 ปี รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต (Art & Life skills)โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ และเป็นบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้คืนสู่ชุมชน และเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้าที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 แห่ง ในกรุงเทพ และสมุทรปราการ

ล่าสุดเพื่อฉลองโอกาสครบรอบ10 ปีของโครงการไฟ-ฟ้า ได้จับมือกับพันธมิตรสถาบันประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย จัดงานกาล่าดินเนอร์พร้อมประมูลภาพงานศิลปะ Charity Art Auction โดยทีเอ็มบีได้มอบ 15 ภาพเขียนอันทรงคุณค่าจากอัครศิลปินและศิลปินแห่งชาติ อาทิ ผลงานจาก อ. ถวัลย์ ดัชนี, อ.ประเทือง เอมเจริญ, อ. ปรีชา เถาทอง, อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นต้น โดยภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติมากมาย อาทิ ดอยธิเบศร์ ดัชนี, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, เยาวณี นิรันดร, สุวิมล มหากิจศิริ, อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, เสริมคุณ คุณาวงศ์, ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี,  กรุณ ซอโสตถิกุล, ประกาสิทธิ์ พรประภา, กรกนก ยงสกุล, คณชัย เบญจรงคกุล และเหล่านักสะสมผลงานศิลปะตัวจริงของประเทศไทย โดยในงานประมูลครั้งนี้สามารถทำยอดประมูลทะลุเป้ารวมทั้งสิ้น 62,468,000 บาท ซึ่งภาพเขียนที่ทำยอดประมูลได้สูงสุดคือ ภาพเขียนสีน้ำมัน ชื่อ เวสสันดรชาดก ของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ อ.ถวัลย์ ดัชนี ที่เรียกเสียงฮือฮาประมูลกันอย่างขับเคี่ยวจนจบที่ราคาประมูลสูงถึง 26 ล้านบาท โดยรายได้จากการประมูลภาพในครั้งนี้จะนำไปใช้ในกิจกรรมของโครงการไฟ-ฟ้า และโครงการสาธารณกุศลเพื่อจุดประกายเยาวชนและชุมชนผ่านมูลนิธิทีเอ็มบีต่อไป

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี กล่าวว่า “การประมูลในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของทีเอ็มบี ที่ต้องการส่งต่อภาพเขียนอันทรงคุณค่าเหล่านี้ให้กับคนไทยทุกคน โดยการนำผลงานส่วนหนึ่งที่ธนาคารสะสมอยู่ออกมาประมูลเพื่อจะนำเงินรายได้ไปใช้ทำกิจกรรมเพื่อจุดประกายเยาวชนและชุมชนต่อไป เฉกเช่นที่เราทำต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนมาตลอด 10 ปี การประมูลในครั้งนี้จึงสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “The Mastery that Inspires the Ordinary” ซึ่ง ‘The Mastery’ หมายถึง ผลงานอันทรงคุณค่าของอัครศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะมาช่วยกันต่อยอดและจุดประกายสร้างเด็กธรรมดาที่สวยงามให้สังคมไทย โดยนอกจากผลงานของอัครศิลปินและศิลปินระดับชาติแล้ว ยังมีผลงานของเด็ก ๆ ไฟ-ฟ้า 5 ภาพที่เข้าประมูลในครั้งนี้และได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากเหล่านักสะสมงานศิลปะ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ได้นำความรู้ความสามารถที่เด็ก ๆ ได้เรียนจากศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ได้มีโอกาส ”ให้” คืนกลับสังคมด้วย”

ทั้งนี้ งานประมูลภาพศิลปะการกุศล Charity Art Auction ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสถาบันประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย สถาบันประมูลชั้นนำของโลกได้ให้การสนับสนุนการประมูล โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินการประมูลแต่อย่างใด

ด้าน นางประภาวดี โสภณพนิช ผู้จัดการทั่วไป สถาบันประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย ได้กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 20 ปี สถาบันประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานประมูลในครั้งนี้  ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นอีกครั้งของประวัติศาสตร์การประมูลที่มีผลงานศิลปะจากอัครศิลปินและศิลปินแห่งชาติของไทยมากถึง 15 ภาพ แต่การประมูลครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับเยาวชน สังคมและประเทศไทยด้วย โดยงานในค่ำคืนนี้ ได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจในการประมูลภาพเพื่อการกุศลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง และถือเป็นงานประมูลครั้งสำคัญที่มีผู้สนใจร่วมงานมากที่สุดงานหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของผู้ประมูลที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผลงานศิลปะจากศิลปินไทยที่ยังคงได้รับความสนใจจากนักสะสมจนสามารถทำราคาประมูลได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นไปหลายเท่าเลยทีเดียว”

การประมูลครั้งนี้ประกอบไปด้วยผลงานศิลปะจำนวน 15 ภาพจากอัครศิลปินและศิลปินแห่งชาติ อาทิ ผลงานของ อ. ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งนำมาประมูลในงานนี้ถึง 4 ผลงาน ที่ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์และเทคนิคที่ต่างกัน ได้แก่ ผลงาน ชื่อ เวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่ ได้รับการประมูลสูงถึง 26 ล้านบาท , ผลงาน ชื่อ ลายน้ำทอง 2 ซึ่งเป็นงานแกะไม้และปิดทอง, ผลงาน ชื่อ วิญญาณ 2 และผลงาน  ชื่อ ภูริทัตตชาดก ที่ใช้เทคนิคปากกาบนกระดาษ รวมถึงผลงานของ อ.ปรีชา เถาทอง ที่มีถึง 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงานรูปทรงแสงบนหอไตร วัดพระสิงห์ และ รูปทรงแสงบนวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และผลงานภาพเขียนสีน้ำมัน ชื่อ ฤดูหนาว โดย อ.ประเทือง เอมเจริญ และผลงานภาพเขียนสีน้ำมัน ชื่อ พระพุทธเจ้าประสูติ โดย อ. จักรพันธุ์ โปษยกฤต และผลงานชิ้นเอกอีกมากมายของอัครศิลปิน

โครงการ “ไฟ-ฟ้า” เกิดจากมุมมองที่ทีเอ็มบี ต้องการที่จะคืนสิ่งดีๆ ให้กับสังคม เพื่อเปลี่ยนให้ชีวิตทุกคนดีขึ้นอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Make THE Difference โดยทีเอ็มบี เล็งเห็นว่า “เด็กทุกคนมีพลังและเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันชุมชนไปในทิศทางที่ดี” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเยาวชนอายุ 12-17 ปี ให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ที่ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ผ่านการทำกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นทักษะทางศิลปะ (Art skills) และทักษะการใช้ชีวิต (Life skills) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อที่เยาวชนไฟ-ฟ้าจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้น รวมถึงช่วยกันจุดประกายการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ชุมชนและสังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืน  ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า มีทั้งสิ้น 5 แห่ง ได้แก่ ประดิพัทธ์, ประชาอุทิศ, จันทน์, บางกอกน้อย และ สมุทรปราการ

ไทยโอซูก้ามอบเงิน 1 ล้านบาท สนับสนุนงานเดิน-วิ่งการกุศล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456725

news_default

ไทยโอซูก้ามอบเงิน 1 ล้านบาท สนับสนุนงานเดิน-วิ่งการกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บริษัท ไทยโอซูก้า จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาปราศจากเชื้อ รวมทั้งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ ร่วมสนับสนุนเงิน จำนวน 1 ล้านบาท และเข้าร่วมออกบูธกิจกรรมในงานเดิน-วิ่งการกุศล ครั้งที่ 3 วิ่งหยุดโรค 10 จังหวัดทั่วไทย#เพื่อโอกาสทางการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ จัดโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์ “Once Complete” อาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ให้ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมและนักเดินวิ่ง การกุศลภายในงาน โดยมี เภสัชกร วัฒนชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้อำนวยการส่วนงานธุรกิจยาปราศจากเชื้อและอาหารทางการแพทย์ บริษัท ไทยโอซูก้า จำกัด และ เชฟฟาง-ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช เจ้าของร้านอาหาร Pain Perdu ร่วมงาน ณ ศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

‘ดูแลกาย ห่วงใยหัวใจ เริ่มที่ตัวคุณ’ จัดหน่วยออกตรวจผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 100 ราย ณ โรงพยาบาลกระบี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456733

‘ดูแลกาย ห่วงใยหัวใจ เริ่มที่ตัวคุณ’ จัดหน่วยออกตรวจผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 100 ราย ณ โรงพยาบาลกระบี่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคหัวใจ ถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็ง ซึ่งจากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า คนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงถึง 20,855 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่ปัจจุบันสิทธิรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะช่วยให้อัตราการเข้าถึงบริการระบบสาธารณสุขของคนไทยเพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนแพทย์ยังคงไม่เพียงต่อการดูแลผู้ป่วย ซึ่งจากสถิติพบว่าในปี 2561 พบว่าอัตราแพทย์ 1 คน ต่อประชากรเฉลี่ย 1,771 คน แต่จำนวนแพทย์ต่อประชากรไม่ได้กระจายอย่างเท่ากันทุกพื้นที่ อย่างในกรุงเทพมหานครอัตราแพทย์ 1 คน ต่อประชากรเฉลี่ย 601 คน ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราแพทย์ 1 คนต่อประชากรเฉลี่ย 2,719 คน ส่วนภาคใต้อัตราแพทย์ 1 คนต่อประชากร 2,115 คน

ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ เล็งเห็นถึงความสำคัญของโรคหัวใจและการพัฒนาการเข้าถึงระบบสาธารณสุขไทย จึงได้ริเริ่มโครงการซีเอสอาร์เพื่อช่วยเหลือสังคม ภายใต้ชื่อ “ดูแลกาย ห่วงใยหัวใจ เริ่มที่ตัวคุณ” ด้วยการสนับสนุนการทำงานของ สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย   เพื่อออกหน่วยตรวจโรคหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiography) พร้อมทั้งรณรงค์เรื่องการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจแก่ประชาชนทั่วไป ณ โรงพยาบาลกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง ประธานชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอันดับต้นๆ เพราะบางครั้งโรคหัวใจอาจจะไม่แสดงอาการอะไรเลย จนอาจเกิดการเสียชีวิตเฉียบพลัน สำหรับอาการแสดงของโรคหัวใจ ได้แก่ เหนื่อยหอบง่าย นอนราบแล้วอึดอัดต้องลุกขึ้นมานั่งช่วงกลางคืน เจ็บหน้าอกซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ใจสั่นเต้นเร็ว หรือเป็นลมหมดสติที่ไม่ได้เกิดจากการเป็นลมแดด หรือการยืนนาน เป็นต้น สำหรับสาเหตุของโรคหัวใจเกิดจากพันธุกรรม ความเครียด การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารที่ประกอบด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล หรือคลอเรสเตอรอลปริมาณสูงๆ การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรืออาจจะเกิดจากผลของโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการใช้ยาบางชนิด ฯลฯ”

โรคหัวใจมีหลายประเภท อันได้แก่ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งการรักษาโรคหัวใจแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรักษาโรคหัวใจนั้น ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นโรคหัวใจประเภทไหน และความรุนแรงระดับใด เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพต่อชีวิตผู้ป่วย

“จริงๆ การตรวจหัวใจทำได้หลากหลายวิธี แต่การตรวจที่จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในการตรวจที่สำคัญ คือ การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจขั้นสูง (Echocardiography) โดยใช้หลักการของคลื่นอัลตราซาวน์ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวสามารถผ่านหน้าอกผู้ป่วยไปยังหัวใจ สามารถตรวจการทำงานและโครงสร้างของหัวใจ ได้แก่ การบีบและการคลายตัวของหัวใจ การปิดเปิดของลิ้นหัวใจ การตรวจลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ การตรวจว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ หรือหลอดเลือดหัวใจอุดตัน เป็นต้น โดยการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจนี้ ถือว่าเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัย ผู้ป่วยตั้งครรภ์ก็สามารถตรวจได้โดยไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ และชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทยจึงได้เลือกวิธีการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ มาใช้ในการออกหน่วยตรวจในครั้งนี้ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคหัวใจประเภทต่างๆ ถูกต้องแม่นยำ ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ”

ด้าน วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงโครงการ “ดูแลกาย ห่วงใยหัวใจ เริ่มที่ตัวคุณ” ในครั้งนี้ว่า  “ฟิลิปส์ เราดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ และมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ดังนั้น การจัดกิจกรรมซีเอสอาร์ของเราจึงมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน เราจึงได้ริเริ่มโครงการ “ดูแลกาย ห่วงใยหัวใจ เริ่มที่ตัวคุณ” ในครั้งนี้ขึ้น เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของโรคหัวใจ ซึ่งพบผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าถึงระบบสาธารณสุขของไทย อาจยังไม่เพียงพอ ซึ่งโครงการฯ นี้ มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อรณรงค์และให้ความรู้กับประชาชนคนไทยให้เห็นความสำคัญของโรคหัวใจ เข้าใจถึงสาเหตุและการป้องกันโรคหัวใจ เพราะการดูแลสุขภาพต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง การป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคหัวใจย่อมดีกว่าการรักษา 2. สนับสนุนองค์กรแพทย์และสถานพยาบาลในการส่งเสริมและพัฒนาการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนไทยให้มากขึ้น”

“ถึงแม้ว่าฟิลิปส์ เราจะนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ อย่างเครื่องมือแพทย์อันทันสมัย รวมถึงเครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแบบ 4 มิติ ที่เข้ามาช่วยให้การตรวจมีความแม่นยำมากขึ้น แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วย และช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจในประเทศไทยยังมีน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้ป่วยตามโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดังนั้น เราจึงดำเนินโครงการฯ ดังกล่าวด้วยการสนับสนุนการทำงานของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ และชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรมออกหน่วยตรวจโรคหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ(Echocardiography) ณ โรงพยาบาลกระบี่แห่งนี้ ที่ยังมีผู้ป่วยกว่า 100 ราย รอรับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ โดยเฉพาะด้านโภชนาการกับกิจกรรม Healthy Heart with Philips AirFryer เพื่อให้ประชาชนเรียนรู้การเลือกรับประทานอาหารไขมันน้อย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งหากว่าเรามีโอกาสเราก็จะต่อยอดขยายโครงการฯ นี้ไปสู่พื้นที่จังหวัดอื่นๆในอนาคตด้วย”

ทางด้าน นายแพทย์สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระบี่ กล่าวว่า “โรงพยาบาลกระบี่ เราได้ตั้งปณิธานไว้ในอันที่จะเป็นศูนย์สุขภาพดี สำหรับชาวจังหวัดกระบี่และนักท่องเที่ยวด้วยการให้บริการที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การทำงานด้วยทีมงานที่มีความชำนาญ มีความรู้ และมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันเราได้มีการนำเทคโนโลยีด้านการแพทย์เข้ามาช่วยในการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง แต่เรายอมรับว่าเรายังมีแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางไม่เพียงพอต่อความต้องการและจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี การดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ “ดูแลกาย ห่วงใยหัวใจ เริ่มที่ตัวคุณ” ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อประชาชนที่อยู่ในกระบี่ เพราะนอกจากจะไม่ต้องรอคิวนานในการรับการตรวจโรคหัวใจเฉพาะด้านแล้ว ยังสร้างการตื่นตัวและการรับรู้ให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลกระบี่ เราก็ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนามาตรฐานของโรงพยาบาลต่อไป และจะพยายามพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้เพิ่มมากขึ้น และอยากให้ทางภาครัฐช่วยผลักดันในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าถึงระบบสาธารณสุขในระยะยาว เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตจากการที่เรากำลังเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ”