บทบาทของสถาบันการศึกษากับสังคมไทยในยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทบาทของสถาบันการศึกษากับสังคมไทยในยุคดิจิทัล

8 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
สถาบันการศึกษา,สังคมไทยในยุคดิจิทัล,สังคมผู้สูงอายุ
เปิดอ่าน 1,358 ครั้ง

โดย…  รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการติดต่อสื่อสาร คมนาคม การลงทุนทางธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) การเชื่อมโยงของอุปกรณ์ต่างๆ หรือที่มักเรียกกันว่าอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of things: IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) หรือแม้กระทั่งการใช้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มากยิ่งขึ้นทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมการผลิต หรือภาคเกษตรกรรม จนมีนักวิชาการหลายท่านได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้หุ่นยนต์ในการแทนที่การทำงานของมนุษย์มากขึ้น

นอกจากนี้นักวิชาการหลายท่านยังได้กล่าวถึงความน่ากลัวของสังคมไทยเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่มีแนวโน้มลดลง หรืออาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ที่มีอัตราคงอยู่ของประชากรมากกว่าอัตราการเกิด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้นเนื่องจากความเจริญทางด้านการแพทย์ แต่ในขณะที่อัตราการเกิดของประชากรลดน้อยลง

จากประเด็นปัญหาดังกล่าวได้มีนักวิชาการหลายท่านออกมาให้ความเห็นถึงการเตรียมการรับมือ ความล่มสลายของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัย โดยกล่าวอ้างถึงเด็กรุ่นใหม่ที่มักไม่นิยมศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพื่อต้องการปริญญาบัตร ซึ่งอาจแตกต่างกับอดีตที่ผ่านมาที่จำเป็นต้องได้ใบปริญญาบัตรเพื่อใช้ประกอบในการสมัครงาน

กล่าวคือเด็กรุ่นใหม่สามารถมีรายได้ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ประกอบกับจำนวนประชากรที่ลดน้อยลงและสังคมไทยก็กำลังเผชิญกับกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ดังนั้นหลายมหาวิทยาลัยจึงถูกท้าทายและจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทั้งในด้านระบบการเรียนการสอน นวัตกรรมการศึกษา หรือแม้กระทั่งการคิดในเชิงธุรกิจมากยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันการศึกษายังคงเป็นหน่วยทางสังคมที่สำคัญอย่างยิ่งในการขัดเกลาพฤติกรรมของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ทั้งในแง่ของการพัฒนากระบวนการคิด องค์ความรู้ การปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามโดยเฉพาะขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของความเป็นไทยที่จำเป็นต้องปลูกฝัง และอนุรักษ์ไว้จากรุ่นสู่รุ่น

นั่นสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือจำนวนประชากรที่ลดลง ก็มิได้หมายความว่าจะมาทำลายเอกลักษณ์ และคุณค่าของความเป็นไทย

ในทางกลับกันสิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายรัฐบาล ผู้มีอำนาจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันแสวงหาทางออกว่าจะทำอย่างไรให้ประชากรไทยที่มีแนวโน้มลดลง และเด็กที่กำลังจะเติบโตไปเป็นอนาคตที่สำคัญของชาติได้มาช่วยกันพัฒนาประเทศเพื่อให้คงไว้ในค่านิยมที่ดีงาม ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ความถูกต้อง และเป็นอนาคตซึ่งจะดำรงไว้ซึ่ง ความเป็นชาติไทย มีความยึดมั่นในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิฉะนั้นแล้วเราคงได้แต่เพียงกล่าวถึงจำนวนประชากรที่ลดลง และกล่าวถึงแนวโน้มการปิดตัวของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง หรืออาจต้องถูกต่างชาติเข้ามาครอบงำกิจการ

แต่ขณะที่สังคมไทยต้องประสบปัญหาสังคมที่รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้นในระบบทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล เช่น คดีลันลาเบล การบังคับใช้กฎหมายกับเด็กขายกระทงโดยถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ การทุจริตประพฤติมิชอบตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้ปฏิบัติ คนจนล้นคุก อาชญากรรมข้ามชาติ ฯลฯ เหล่านี้มิใช่หรือที่เราคงปฏิเสธมิได้ว่า ความมีอยู่หรือลดน้อยลงของค่านิยมที่ดีงามในสังคมไทยซึ่งมิอาจต้านทานต่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัยอันเป็นสถาบันที่จะหล่อหลอม ขัดเกลาพฤติกรรมของเยาวชน เฉกเช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้

1.การส่งเสริม พัฒนาบุคลิกภาพของเด็กและเยาวชนเพื่อให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เคารพในกฎระเบียบ สิทธิและความเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น การพูดคุยกันด้วยเหตุผล เพื่อมิให้นำไปสู่อาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง (Hate crime)

2.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเบี่ยงเบน (Deviant behavior) ของเด็กและเยาวชนให้เป็นไปตามบรรทัดฐาน (Norm) และค่านิยมที่ดีงามของสังคม เช่น การไม่แซงคิว การไม่เดินลัดสนาม ก่อนที่พฤติกรรมเหล่านั้นจะเบี่ยงเบนมากขึ้นจนนำไปสู่การละเมิดกฎหมาย

3.การปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของสังคมไทยให้แก่เด็กและเยาวชน เช่น การให้ความเคารพและให้เกียรติต่อผู้อาวุโส ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้อภัย

4.การสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนรู้จักแก้ไขปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผลบนพื้นฐานความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม มิฉะนั้นก็จะยังคงเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน หรือการยกพวกรุมทำร้ายกันบนท้องถนน

5.การอบรมสั่งสอนให้เด็กและเยาวชนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ เฉกเช่นกรณีเยาวชนหญิงหารายได้จากการรับงานชงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ

จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นคงปฏิเสธมิได้ว่าสถาบันการศึกษายังคงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง หากสังคมไทยยังคงให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจนความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ของโลก (CSGlobal Wealth Report, 2018) แต่ขณะที่ปัญหาสังคมและปัญหาอาชญากรรมก็ดูเหมือนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเท่าที่ควร

ด้วยเหตุผลดังกล่าวสถาบันการศึกษาจึงยังคงเป็นสถาบันทางสังคมที่สำคัญในการพัฒนาความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบทั้งกระบวนการคิด จิตสำนึก ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ การทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพโดยยังคงหวงแหน และรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่ดีงาม และวิถีชีวิตของความเป็นไทย

นอกจากนี้สถาบันการศึกษายังจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุน การจัดการเรียนการสอนที่เป็นนวัตกรรม หรือการสร้างสรรค์ คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ การส่งเสริมงานวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเท่าทันต่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกจากจะกล่าวกันแต่เพียงการเตรียมตัวถึงความล่มสลายของสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการพัฒนาระบบการศึกษา การพัฒนาคน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อสนับสนุนสถาบันการศึกษาในการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพราะคงจะไม่มีสิ่งใดที่จะมาทดแทนคุณค่าของความเป็นครู อาจารย์ในการสร้างคนดี มีจิตสำนึกที่ดี เพื่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในภายภาคหน้า

ลอยกระทงปลอดภัยใช้ 6 มาตรการเข้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอยกระทงปลอดภัยใช้ 6 มาตรการเข้ม

8 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ลอยกระทง,พลตทปิยะ อุทาโย,พลตตสุรชาติ จึงดำรงกิจ,พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา,โป๊ะ,ท่าเรือ
เปิดอ่าน 1,620 ครั้ง

ลอยกระทงปลอดภัยใช้ 6 มาตรการเข้ม คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

เทศกาล “ลอยกระทง” ปีนี้ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันที่มีเพื่อระลึกถึงคุณค่าของน้ำที่มนุษย์ได้ใช้อุปโภคบริโภคและทิ้งความโชคไม่ดีของตัวเอง โดยทำกระทงซึ่งประกอบด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และอื่นๆ ไปลอยน้ำ เป็นประเพณีอันงดงามที่สืบสานมาแต่โบราณกาล

อ่านข่าว – ขอความร่วมมือ งดปล่อยโคมลอยเทศกาลลอยกระทง

ทว่าเทศกาลลอยกระทงของทุกปีมักมีเหตุการณ์เศร้า มีการบาดเจ็บสูญเสียเกิดขึ้น โดยเฉพาะอุบัติเหตุต่างๆ ทั้งทางน้ำและทางบก ตลอดจนอันตรายจากการเล่นพลุไฟ ประทัด โคมลอย ฯลฯ หรือมีปัญหาอาชญากรรมต่างๆ รวมถึงการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นกับงานลอยกระทงตามสถานที่ต่างๆ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันรองรับไม่ให้เกิดเหตุ

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. จึงได้ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมและอุบัติภัยทางน้ำช่วงเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2562 ในพื้นที่ บก.น. 1-9 ตั้งแต่วันที่ 6-11 พฤศจิกายน โดยแบ่งเขตการดูแลและการตรวจความเรียบร้อยทั้งบนบกและในน้ำ ซึ่งตั้งเป้าหมายในการกวาดล้างบ่อเกิดของอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งมั่วสุมต่างๆ และในมุมมืดมุมอับ

 พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ขอฝากถึงพี่น้องประชาชน หากพบสิ่งใดผิดปกติ ต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสะได้ที่สายด่วน 191 และโรงพักในท้องที่ และขอแนะนำให้ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในการเดินทางด้วยรูปแบบต่างๆ ขออย่ากรูกันขึ้นลงรถหรือเรือ เพราะจะเกิดอันตราย รวมถึงช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เฝ้าระวังเด็กและทรัพย์สินสูญหายด้วย

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรชาติ จึงดำรงกิจ ผบก.กองแผนงานอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยจัดทำแผนปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อย จัดการจราจรในสถานที่จัดงานทั่วประเทศ 6 มาตรการ คือ 1.ป้องกันอาชญากรรมและอุบัติภัยทางน้ำ เพิ่มความเข้มข้นออกตรวจในพื้นที่จัดงานลอยกระทงขนาดใหญ่ ตั้งศูนย์ปฏิบัติงานส่วนหน้า เพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพิ่มสายตรวจและตำรวจนอกเครื่องแบบ 2.ป้องกันอันตรายจากพลุ ตรวจสถานที่ผลิต เก็บจำหน่ายพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง หากพบการผลิตที่ผิดกฎหมายให้จับกุมเสนอเพิกถอนใบอนุญาต โดยการจุดพลุประทัดต้องขออนุญาตก่อน 3.ป้องกันอาชญากรรม โดยให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั่วประเทศ กวดขันสถานบันเทิงให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ให้มีการลักลอบใช้ยาเสพติดในสถานบันเทิงอย่างเด็ดขาด 4.กวดขันจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ เช่น พวกกรีดกระเป๋าหรือล้วงกระเป๋า เข้มงวดกวดขันปราบปรามยาเสพติด 5.อำนวยความสะดวกการจราจร และ 6.ประชาสัมพันธ์ถึงเส้นทางการจราจร ไม่ดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะ

เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังจังหวัดต่างๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้ดูแลการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลอยกระทง เช่น สัญจรทางน้ำ การจำหน่ายสุรา รวมถึงให้ดูแลเรื่องพลุและดอกไม้ไฟ การจำหน่าย การเล่นต้องไม่เกิดปัญหา และกำชับให้แต่ละพื้นที่กวดขันดูแลความแข็งแรงของโป๊ะ ท่าเรือ ไม่ให้ประชาชนลงไปเกินปริมาณที่รับได้ ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ก็จะเข้มงวด เพราะถือเป็นช่วงเทศกาลเช่นเดียวกัน โดยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงมหาดไทยร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อยและความสุขของประชาชน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้จัดงานตามวัฒนธรรมและดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย

          มาตรการความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐจะได้ผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของประชาชนด้วย อย่าให้เทศกาลแห่งความสุขต้องจบลงด้วยความเศร้าหรือสูญเสีย..!!

สืบจากส้ม “อยู่ไม่เป็น” โยง “พลังอนาคต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สืบจากส้ม “อยู่ไม่เป็น” โยง “พลังอนาคต”

8 พฤศจิกายน 2562 – 10:20 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังอนาคต,อดีค สสประจวบฯ,จประจวบคีรีขันธ์,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,สำเภา ประจวบเหมาะ
เปิดอ่าน 2,453 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 8 พ.ย.62

***********************

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์แคมเปญ “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่ บางเสียงคิดไกลไปถึงเรื่องข่าวลือ “ยุบพรรคส้มหวาน” แถมยังโยงไปถึงกลุ่มการเมืองหนึ่งที่กำลังเตรียมการก่อตั้งพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่

นั่นคือ “พรรคพลังอนาคต” ที่เปิดตัวแกนนำไปแล้ว ประกอบด้วย “จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ” หลานชาย สำเภา ประจวบเหมาะ อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์, “พาที สารสิน” อดีตผู้บริหารนกแอร์ และ “ภัทรายุส สังขศิริ” เจ้าของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน

พรรคพลังอนาคต เหมือนพรรคอนาคตใหม่ ตรงที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ “ประชาธิปไตย 5.0” เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่

สามสิงห์เมืองเกาะหลัก

การเมืองยุค 2.0 หากเอ่ยถึงประจวบคีรีขันธ์ หรือเมืองเกาะหลัก ก็ต้องพูดถึงนักการเมือง 3 พี่น้อง คือ พี่ใหญ่-อุดมศักดิ์ ทั่งทอง, น้องรอง-สำเภา ประจวบเหมาะ และน้องเล็ก-วิเศษ ใจใหญ่

“อุดมศักดิ์ ทั่งทอง” มีฐานที่มั่นอยู่ที่ อ.ทับสะแก ทำเหมืองแร่ ทำสวน ทำไร่ ใครก็เรียกว่าเจ้าพ่อ แต่อุดมศักดิ์บอก “ผมเจ้าพ่อโต๊ะจีน” เพราะจัดงานวันเกิด มีคนมาร่วมงานเป็นหมื่น

ตำนาน ส.ส.ประจวบฯ “อุดมศักดิ์ สำเภา วิเศษ”

สำเภา ประจวบเหมาะ” ตระกูลประจวบเหมาะตั้งรกรากอยู่ที่ อ.กุยบุรี สำเภาเป็นน้องชาย “ส.ส.ต้าน” เขามีอาชีพเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ครู และเป็น ส.จ.กุยบุรี หลัง ส.ส.ต้าน พี่ชายเสียชีวิต ก็ลงสมัคร ส.ส.แทน โดยเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2519

“วิเศษ ใจใหญ่” อดีตกำนัน ต.อ่าวน้อย เป็นหัวคะแนนให้อุดมศักดิ์ สำเภา มาก่อน เมื่อประจวบฯ มี ส.ส. 3 คน วิเศษ จึงลงสมัคร ส.ส.

สำเภา ประจวบเหมาะ อดีต ส.ส.ประจวบฯ 9 สมัย

สำเภา เป็น ส.ส. 9 สมัย เท่ากับอุดมศักดิ์ หลังจากเขาแพ้เลือกตั้งปี 2544 ก็วางมือ และมี “กำนันหนุ่ย” พีรพล ประจวบเหมาะ ลงสมัคร  ส.ส.ประจวบฯ เขต 1 พรรคมหาชน แต่ก็พ่ายทีม ปชป. หลังจากนั้น กำนันหนุ่ยก็ไม่เล่นการเมืองอีกเลย

นอกจากกำนันหนุ่ย ทายาทของสำเภาอีกคนคือ กฤษณพรรณ ประจวบเหมาะ เคยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลกุยบุรี 2 สมัย และกฤษณพรรณเป็นบิดาของจักรพันธ์ ประจวบเหมาะ

สามปีที่แล้วในงานพระราชทานเพลิงศพสำเภา ประจวบเหมาะ “จักรพันธ์” บอกกับชาวกุยบุรีว่า จะเล่นการเมืองตามรอยผู้เป็นปู่

เขาชื่อ “อ้วน กุยบุรี”

ปลายเดือนเมษายน 2562 แฟนเพจ Wisdom Variety ได้เสนอข่าว จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ ประกาศอำลาวงการธุรกิจ ขอมุ่งสู่เวทีการเมืองอย่างมั่นใจกับสายเลือดนักการเมือง..ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ

“จักรพันธ์” หรือ “ดร.อ้วน” นักธุรกิจพันล้าน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์ไพร์ม มีเดีย ต้นปี 2561 พาที สารสิน ได้เชิญให้ “ดร.อ้วน” เป็นประธานอินเตอร์ไพร์ม มีเดีย ช่วงเวลา 1 ปีกว่าๆ ที่เขาได้เข้าไปร่วมงานบริหาร ภารกิจต่างๆ ที่ได้รับหน้าที่นั้นได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

จริงๆ แล้ว วันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่เป็นวันเลือกตั้ง จักรพันธ์ได้ไปเข้าคูหาเลือกตั้งที่บ้านเกิด อ.กุยบุรี  และให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับการเมืองว่า “ผมเป็นคนพื้นที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตระกูลเก่าแก่ เกิดและโตที่นี่ ครอบครัวผมก็อยู่ที่นี่ เป็นทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ รู้สึกผูกพันที่นี่ จึงไม่ได้ย้ายไปที่ใหน”

ฟังคำให้สัมภาษณ์ในวันนั้นก็เห็นความมุ่งมั่นจะอาสาเข้ามาทำงานการเมือง เหมือนปู่สำเภา และบิดาที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น

พลังอนาคต-อนาคตใหม่

หากติดตามแฟนเพจ Wisdom Variety ก็จะพบว่า จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ และภัทรายุส สังขศิริ ในนามกลุ่มพลังอนาคต ได้จัดทีมลงไปพบปะช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562

อย่างวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ทีมงานพลังอนาคตลงพื้นที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนถึงปัญหาสารทุกข์สุกดิบตลอดจนความเป็นอยู่พร้อมให้ความรู้ด้านสุขอนามัย พร้อมแจกหลอดไฟแอลอีดี เพื่อไล่ยุงและแมลงต่างๆ ในช่วงหน้าฝน

กลุ่มพลังอนาคต มีแผนสัญจรทั่วไทย เริ่มจากภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ

กลุ่มพลังอนาคต สัญจรทั่วไทย

ปลายเดือนตุลาคมนี้ ภัทรายุส สังขศิริ ว่าที่เลขาธิการ และรองหัวหน้าพรรคพลังอนาคต เปิดเผยว่า พรรคไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับพรรคอนาคตใหม่ หรือแม้แต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เองก็ตาม

เท่าที่ทราบมีเพียงจักรพันธ์รู้จักกับพี่สาวของธนาธร แต่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ยืนยันว่าพรรคตั้งขึ้นมาเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่

การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอแม้แต่พรรคพลังอนาคตกับพรรคอนาคตใหม่

อย่าให้เหมือนอินเดีย อากาศเน่า-หายใจไม่ออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้เหมือนอินเดีย อากาศเน่า-หายใจไม่ออก

8 พฤศจิกายน 2562 – 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,กรุงนิวเดลี,อินเดีย,มลพิษ,อากาศเน่า,ค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 25
เปิดอ่าน 1,125 ครั้ง

อย่าให้เหมือนอินเดีย อากาศเน่า-หายใจไม่ออก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวจากอินเดียที่อยากจะแจ้งให้ทราบเป็นตัวอย่างว่าเกิดมลพิษหรือมลภาวะในกรุงนิวเดลี นครหลวงของอินเดีย ถึงระดับหายใจไม่ออกแล้ว

ที่แจ้งมานี่ไม่ใช่ให้กลัวเพราะคนไทยไม่นิยมไปเที่ยวอินเดียแบบญี่ปุ่นหรือประเทศในยุโรปอยู่แล้ว แต่อยากจะบอกว่าประเทศไทยอย่าให้เกิดแบบนี้ขึ้นมา

อย่างทัชมาฮาลที่เมืองอัคราที่เรารู้จักกันดี เวลานี้คนไปเที่ยวชมต้องใส่หน้ากากและมีหมอกควันจนมองไม่ชัดเห็นแค่รางๆ

  ระดับมลภาวะหรืออากาศเน่ามีอันตรายจนอาจทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง โรงเรียนทุกแห่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว งานก่อสร้างต้องระงับทั้งหมด เที่ยวบินกว่า 37 เที่ยวเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่นต้องเลื่อนและยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศเพราะทัศนวิสัยแย่ หมอกควันหนาปกคลุม ทางการต้องจำกัดปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน

รัฐบาลอินเดียแจ้งเตือนประชาชนให้เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วนและควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ปิดประตู หน้าต่างบ้านให้สนิท ทั้งเรียกร้องให้จัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์และช่วยแก้ไขปัญหามลภาวะเป็นพิษ สั่งการเจ้าหน้าที่แจกหน้ากากอนามัยให้เด็กนักเรียนแล้วราว 5 ล้านชิ้น

จากการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 พบว่าขึ้นไปสูงถึงระดับ 810 ถือว่ารุนแรงมากที่สุดตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากเกษตรกรเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อเตรียมเพาะปลูกรับฤดูกาลใหม่ เวลานี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวและต่อไปถึงฤดูร้อนในอีกไม่นานและจะเกิดไฟป่าทั้งฝีมือจากมนุษย์และเกิดด้วยธรรมชาติทุกปีเป็นปัญหาโลกแตก

จึงเตือนมาให้เตรียมรับมืออย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับอินเดียเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 อันตรายในสนามกอล์ฟ
 เกิดขึ้นได้ทุกเวลา

2-3 วันที่ผ่านมามีเพื่อนๆ ที่ชอบเล่นกอล์ฟส่งไลน์มาให้ดู น่าหวาดเสียวมากครับ นั่นคือมีนักกอล์ฟคนหนึ่งต้องนอนเปลถูกหามส่งโรงพยาบาลเข้าห้องไอซียู สาเหตุเนื่องจากนักกอล์ฟคนนั้นเดินไปข้างหน้า 40-50 หลาแล้วมีเพื่อนร่วมก๊วนทีออฟพลาดลูกกอล์ฟไปโดนหัวถึงกะโหลกยุบ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสนามกอล์ฟและเป็นอันตรายมากๆ อย่าประมาทเป็นอันขาดเพราะลูกกอล์ฟนี่แข็งเหมือนก้อนหินกลมๆ จึงเตือนมาว่าสี่เท้ายังรู้พลาด อย่าคิดว่าคนตีดีจะพลาดไม่ได้

ผมจึงเตือนมาทางจดหมายฉบับนี้ว่าอย่าประมาท อย่าเห็นแก่ความสนุกหรือเล่นสบายๆ จนลืมอันตราย อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในเกมกอล์ฟเป็นเรื่องจริง จึงแจ้งมาด้วยความปรารถดีครับ
สาคร (คนชอบกอล์ฟ)

เรียนคุณ ‘สาคร’ คนชอบกอล์ฟ
ผมเองก็ได้รับข่าวนี้เหมือนกันและขอเป็นสื่อกลางเตือนมาอีกคนนะครับ เพราะอันตรายจริงๆ และโอกาสจะพลาดเป็นไปได้ทุกนาที

ปกติแล้วกอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นในเวลากลางวันแต่ประเทศไทยบ้านเรามีหลายๆ สนามที่มีไฟส่องสว่างให้เล่นกลางคืนที่เรียกกันว่าไนท์กอล์ฟ ซึ่งอันตรายมากๆ ครับ เพราะมองไม่ค่อยเห็นลูกกอล์ฟและข้ออ้างที่ว่าเล่นกอล์ฟกลางคืนอากาศไม่ร้อนก็ควรพิจารณาว่าระหว่างอากาศร้อนกับอันตรายโดนลูกกอล์ฟ แบบไหนน่ากลัวกว่ากัน

จึงขอร่วมเตือนอันตรายในสนามกอล์ฟมา ณ ที่นี้ด้วย และช่วงนี้เป็นฤดูหนาว เรียกว่าอากาศดี เย็นสบายเป็นฤดูสวรรค์ของนักกอล์ฟ มีคนในสนามกอล์ฟมากกว่าทุกฤดู

โปรดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกนาที
อ๊อด เทอร์โบ


 ช่วยกันดูแลธรรมชาติ
จดหมายจากคุณ ‘สุรัตน์’ ประชาชื่น ต่อไปนี้ขอแจ้งให้ทราบและต้อนรับเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง โดยงดหรือหลีกเลี่ยงการทำกระทงจากโฟมหรือพลาสติก

วัสดุดังกล่าวย่อยสลายยากและไม่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเวลานี้เรากำลังรณรงค์งดใช้โฟม พลาสติก

โปรดร่วมมือกันเพื่ออนาคตและช่วยดูแลโลกให้สวยงามตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ลอยกระทงทันสมัย
 งดใช้โฟมและพลาสติก

ผมเขียนข้อความจดหมายนี้มาเพื่อสนับสนุนรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ ที่ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมลอยกระทงในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยหลีกเลี่ยงหรืองดใช้กระทงที่ทำจากโฟมหรือพลาสติกที่ย่อยสลายยาก เห็นมีหลายๆ ท่านแสดงความเห็นมาแล้วและอยากให้ร่วมลอยกระทงยุคใหม่ ทันสมัย ใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ใบตอง ดอกไม้จริง ฯลฯ

ผมจึงขอร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ก่อนลงมือทำกระทง เพราะโฟมหรือพลาสติกสร้างมลพิษต่อแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่างๆ ช่วยๆ กันทำตัวให้ทันสมัย เริ่มจากลอยกระทงนะครับ
สุรัตน์ (ประชาชน)


ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน

8 พฤศจิกายน 2562 – 09:05 น.
ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,สม รังสี,เข็ม สกคา,มู ซกฮัว,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยะบุตร แสงกนกกุล,ช่อ พรรณิการ์,พนมเปญ
เปิดอ่าน 8,542 ครั้ง

ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

แคมเปญ “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่ กำลังรอคำเฉลยพร้อมอีเวนท์ใหญ่ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562

จริงๆ แล้ว พอคาดหมายได้ไม่ยาก “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่คือ การรักษาฐานเสียง และท้าทายอำนาจ “กลุ่มจารีต” เพราะผู้ก่อตั้งพรรครู้ดีว่า พรรคมีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และหยุดยั้งการปฏิวัติรัฐประหาร

กลุ่มผู้มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ต้องการให้พรรคอนาคตใหม่เติบใหญ่ แต่ระยะหลัง ความขัดแย้งภายในพรรคสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค รวมถึงความระแวงในกลุ่มพรรคแนวร่วม

จากการเมืองไทย อยากให้ส่องการเมืองกัมพูชา เพราะ “พรรคอนาคตใหม่” นั้น มีความเหมือนหลายประการกับ “พรรคกู้ชาติกัมพูชา” (ซีเอ็นอาร์พี) ทั้งสองพรรคก่อตั้งโดยกลุ่มปัญญาชน มีฐานเสียงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ และผู้ใช้แรงงาน

สม รังสี

ผู้นำพรรคที่โดดเด่น ก็เป็นชาย 2 คน และหญิง 1 คน พรรคซีเอ็นอาร์พี นำโดย สม รังสีเข็ม สกคา และมู ซกฮัว ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ก็มี “ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ”

กลุ่มแกนนำผู้ก่อตั้งพรรคซีเอ็นอาร์พี เป็นผู้ลี้ภัยสมัยเขมรแดงครองเมือง พ่อแม่พาอพยพไปตั้งรกรากอยู่ในฝรั่งเศส, สหรัฐ และออสเตรเลีย ครั้นประเทศสิ้นสงคราม พวกเขากลับมาสมัคร ส.ส.ในบ้านเกิดเมืองนอน

ตอนแรก สม รังสี ตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคสมรังสี” ส่วน เข็ม สกคา ตั้งพรรคสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 2541 พรรคสมรังสีได้ 15 ที่นั่ง เลือกตั้งปี 2546 ได้ 24 ที่นั่ง และเลือกตั้ง 2551 ได้ 26 ที่นั่ง

ปี 2556 สม รังสี จับมือเข็ม สกคา รวมพรรคกันเป็นพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ผลการเลือกตั้ง 28 กรกฎาคม 2556 พรรคประชาชนกัมพูชา(ซีพีพี) ได้เก้าอี้ ส.ส. 68 ที่นั่ง และพรรคซีเอ็นอาร์พี ได้ 55 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด

เข็ม สกคา

สมเด็จฮุน เซน ก็ตกใจที่เห็นพรรคคู่แข่งได้ ส.ส.จำนวนมาก และที่สำคัญ เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับคนใช้แรงงานเทคะแนนเลือกพรรคซีเอ็นอาร์พี

6-7 ปีที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน หันไปร่วมมือกับจีน และเปิดทางให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศมากมาย การหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ พรรคซีพีพีจึงขายฝัน “ความทันสมัยและความมั่งคั่ง” ให้ชาวบ้านได้ตื่นตาตื่นใจ

การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ทำให้มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากขึ้นที่เป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาดี และเป็นคนรุ่นใหม่ ดูจะเอื้อต่อพรรคของสม รังสี

มู ซกฮัว

สมเด็จฮุน เซน จึงมอบหมายให้ “ฮุน มานี” ลูกชายคนเล็ก เข้าไปจัดตั้ง “พลังเยาวชน” โดยมีการเคลื่อนไหวสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง

สำหรับผู้ใช้แรงงานนั้น เป็นจุดอ่อนของพรรคซีพีพีมานาน สมเด็จฮุน เซน จึงดำเนินกลยุทธ์บุก “โรงงาน” ซื้อใจกรรมกรเขมร โดยทุกอีเวนท์ทุกโรงงาน จะมีการไลฟ์สดผ่านแฟนเพจสมเด็จฮุน เซน

อีกด้านหนึ่ง โรงงานขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงหลังเป็นของกลุ่มทุนจีน จึงไม่ใช่เรื่องยากในการดึงกรรมกรมาเป็นฐานเสียงพรรคซีพีพี

อย่างไรก็ตาม สมเด็จฮุน เซน มีจุดอ่อนให้กลุ่มสม รังสี ได้โจมตีในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการใช้ศาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงในการกำจัดศัตรูทางการเมืองและกลุ่มผู้เห็นต่าง

เข็ม สกคา ยังใช้ชีวิตอยู่ในพนมเปญ ไม่ได้ลี้ภัย

ในที่สุด สม รังสี ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส เพราะถูกดำเนินคดีในกรณีหมิ่นประธานสภา และเข็ม สกคา แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี ผู้นำอีกคนก็ถูกจับในข้อหาบ่อนทำลายชาติ ตามมาด้วยการยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี

ดังที่กล่าวมาข้างต้น แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี มีฐานการเมืองอยู่ในต่างประเทศ แม้จะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ก็ไม่ได้ลงลึกทำงานมวลชนรากหญ้า เมื่อสมเด็จฮุน เซน เล่นเกมแรงกดดันแกนนำฝ่ายค้านให้หนีไปอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากสมาชิกพรรคจะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบอบฮุน เซน

การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2561 พรรคซีพีพี ได้ 125 ที่นั่ง เป็นพรรคเดียวที่มีที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่มีคู่แข่งคนสำคัญอย่างสม รังสี

          วันนี้ สม รังสี แทบจะไม่มีที่ยืนในกัมพูชา หลังต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน ความพยายามปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นสู้ดูจะเป็นความเพ้อฝัน พรรคส้มหวานจะมีชะตากรรมแบบเดียวกันหรือไม่ น่าติดตาม

หนทางสู่สันติสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนทางสู่สันติสุข

8 พฤศจิกายน 2562 – 09:00 น.
ชรบ
เปิดอ่าน 306 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2562

เหตุการณ์กลุ่มคนร้ายโจมตี “จุดตรวจ ชรบ.” ใน ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อกลางดึกวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ถือเป็นความรุนแรงที่ทุกฝ่ายสมควรรุมประณามต่อการกระทำที่โหดเหี้ยม ภาพเด็กหญิงวัย 10 ขวบกอดแม่ร่ำไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเมื่อเห็นพ่อผู้ให้กำเนิดดับสลายไปต่อหน้า เป็นความเศร้าสลดที่ยากเกินจะบรรยาย…

 เกือบ 20 ปีความรุนแรงในภาคใต้ยังคงคุกรุ่นไม่เว้นวัน แม้ว่าภาครัฐในฐานะฝ่ายปกครองและความมั่นคงจะวางแนวทางป้องปรามไว้อย่างรัดกุมเพียงใดก็ย่อมมีวันเพลี่ยงพล้ำอยู่เสมอ เพราะกลุ่มคนร้ายอาศัยกำลังที่มองไม่เห็นคอยซุ่มทำร้ายซ้ำเติมดินแดนปลายด้ามขวานทองอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้คนไทยต้องบาดเจ็บล้มตายรวมถึงการเสียโอกาสด้านต่างๆ มากมาย ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลลงไปในพื้นที่เพื่อเข้าไปแก้ไข แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นศูนย์ เพราะความรุนแรงในพื้นที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงไปได้

      หลายคนอาจสงสัยว่าคนร้ายที่ลงมือหวังผลอะไร? คำตอบที่ทราบคือ ต้องการแบ่งแยกดินแดน และปกครองตัวเองโดยอ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงการถูกกดขี่จากภาครัฐ และการไม่ได้รับความเป็นธรรม ฯลฯ แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม…ทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุร้าย กลุ่มคนร้ายไม่เคยแสดงตัวและบอกกับสังคมให้ชัดแจ้งสักครั้งว่า “เขาคือใคร” ซึ่งเรื่องนี้ไม่เหมือนการก่อเหตุของบางกลุ่มในต่างประเทศที่จะแสดงตัวตน และบอกพื้นที่ก่อเหตุล่วงหน้า

การก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้มิใช่เป็นแบบนั้น และเหมือนว่า ขณะนี้ทางการกำลังสู้รบกับเงาที่ไม่มีตัวตนแม้บางฝ่ายจะเสนอภาครัฐให้ยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่อ้างว่าเป็นการลิดรอนสิทธิประชาชนในพื้นที่และน่าจะทำให้ความรุนแรงลดลง แต่ภาครัฐมิได้มองเช่นนั้น ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นข้อถกเถียงกันผ่านสื่อมวลชน ทำให้บางครั้งสถานการณ์เข้าทางคนร้ายไปในตัว

มาถึงตรงนี้หนทางของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้อาจยาวไกล แต่ใช่ว่าวันนั้นจะไม่มาถึง… โดยส่วนตัวเชื่อว่า “การเจรจา” โดยผ่านกระบวนการสันติภาพที่น่าเชื่อถือคือหนทางสู่ความสันติสุขอย่างแท้จริง ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องหันหน้าพูดคุยกันอย่างจริงจังและจริงใจโดยผ่านกระบวนการดังกล่าว…จริงอยู่แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบคือการแบ่งแยกดินแดน แต่เชื่อว่าพวกเขาย่อมพร้อมที่จะเจรจาต่อรองหากกระบวนการสันติภาพที่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นจริง…แต่สิ่งสำคัญคือเราจะไปถึงวันนั้นได้หรือไม่ ตรงนี้สิน่าคิด…

รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397771?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น

8 พฤศจิกายน 2562 – 08:53 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,เศษมันสำปะหลังตกหล่น,รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 723 ครั้ง

รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

พูดถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถพยาบาลนับว่าเป็นอาชีพที่ต้องมีสติ มีความกดดัน และต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถสูง เพราะต้องเร่งรีบนำส่งผู้ป่วยให้ถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด ยิ่งช่วงที่ฝนตกถนนลื่น ผู้ขับขี่ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด เช่น มีสิ่งกีดขวางการจราจร หรือมีสิ่งของตกหล่นบนถนน

โดยหลักการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2537 กรณีอุบัติเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ขับรถ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานขับรถจะรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่หากอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ (ธรรมดา) แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดจะเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด

ฉะนั้นในกรณีที่มีอุบัติเหตุและมีความเสียหายเกิดขึ้น เช่น รถราชการเสียหาย จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าผู้ขับขี่ใช้ความระมัดระวังแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ ในลักษณะเป็นความประมาทเลินเล่อ (ธรรมดา) หรือมีพฤติการณ์เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีผลต่อความรับผิดของเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวไปแล้ว

เช่นเรื่องที่จะคุยกันวันนี้… กรณีรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ แต่โชคดีที่เหตุเกิดขึ้นหลังจากที่นำส่งผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว คดีนี้…ผู้ฟ้องคดีตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ของโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ขับรถยนต์ตู้ไปส่งต่อผู้ป่วยที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง โดยมีนางสาวสวยและนายแมน พยาบาลวิชาชีพนั่งไปด้วย เมื่อส่งผู้ป่วยเสร็จจึงขับรถเดินทางกลับ โดยมีนางสาวสวยนั่งคู่อยู่ตอนหน้ากับผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนนายแมนนั่งอยู่ในห้องโดยสารหลังคนขับ

ระหว่างทางมีเศษมันสำปะหลังตกหล่นอยู่และถูกรถทับจนเละและเปียกแฉะเต็มพื้นถนน ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถบังคับรถให้แล่นไปได้และลื่นไถลตกลงไปในคูน้ำข้างทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังพิจารณาสภาพความเสียหายแล้วเชื่อว่าได้ขับมาด้วยความเร็วสูงถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

ประเด็นสำคัญของคดี คือผู้ฟ้องคดีขับขี่รถยนต์ขณะฝนตกและมีเศษมันสำปะหลังบนพื้นถนนด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าปรากฏเศษมันสำปะหลังตกอยู่เกลื่อนพื้นถนนบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเชื่อได้ว่าเหตุดังกล่าวน่าจะเกิดก่อนที่ผู้ฟ้องคดีขับรถผ่านบริเวณนั้นไม่นาน ส่วนความเสียหายของรถพยาบาลปรากฏว่า ด้านหน้าของเครื่องยนต์ ตัวถังด้านหน้าได้รับความเสียหาย แต่ไม่ลึกถึงห้องโดยสารคนขับและผู้โดยสารด้านข้าง ไฟหน้าสองข้างและกระจกด้านหน้าไม่ได้รับความเสียหาย ผู้ได้รับบาดเจ็บที่ปรากฏชัดมีเพียงนางสาวสวยเพราะเหตุไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนผู้ฟ้องคดีและนายแมนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

และเมื่อพิเคราะห์ใบสั่งซ่อมประเมินค่าใช้จ่ายที่มีการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งรถ ซึ่งโดยสภาพรถยนต์ตู้ที่ดัดแปลงมาเป็นรถพยาบาลด้านหน้ารถมีสภาพหน้าตัด เมื่อรถไถลตกกระแทกพื้นที่ความสูง 5 เมตร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายตามใบสั่งซ่อม ประกอบกับการที่รถพยาบาลได้รับความเสียหายอย่างหนักเฉพาะด้านหน้าและมีค่าซ่อมสูงจากระบบไฟฟ้า ชุดเกียร์ และกล่องควบคุม นอกนั้นเป็นการซ่อมตามสภาพของรถที่ตกจากที่สูง กรณีนี้จึงน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะที่มีฝนตกและถนนลื่น เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้ชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นคนเก็บมันสำปะหลังข้างทาง แต่การที่มีมันสำปะหลังกระจายและละลายบนผิวถนนยิ่งทำให้ถนนลื่นกว่าสภาพฝนตกโดยปกติ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นตามวิสัยของผู้มีประสบการณ์และอาชีพขับรถ โดยลดความเร็วในระดับที่ขับผ่านได้ปลอดภัยหรือหยุดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย การที่ผู้ฟ้องคดีใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของการขับรถในขณะฝนตกและถนนลื่นเท่านั้น จึงยังไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภัยจากความลื่นของมันสำปะหลังซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นพิเศษได้   อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ใช้ความระมัดระวังในฐานะผู้มีอาชีพขับรถโดยไม่ห้ามล้อรถพยาบาลทันที เนื่องจากอาจทำให้รถหมุนและพลิกคว่ำได้ จึงถือเป็นการใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้มีอาชีพขับรถแล้ว ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีใช้ความเร็วสูงความเสียหายน่าจะรุนแรงมากกว่าที่เป็น

พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีกระทำการโดยประมาทเลินเล่อแต่ไม่ร้ายแรงจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่พิพาท (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 431/2562)

คดีนี้…ถือเป็นตัวอย่างแนวทางในการพิจารณาพฤติการณ์ที่ถือเป็นประมาทเลินเล่อ (ธรรมดา) ของพนักงานขับรถ และยังเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะของทางราชการซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในภาวะที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น ฝนตก ถนนลื่น มีสิ่งกีดขวางทางสัญจร ภัยธรรมชาติ หรือมีสิ่งของตกหล่นบนพื้นถนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดการณ์หรือหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในขณะขับขี่ด้วยว่าอาจก่อให้เกิดหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายหรือไม่ รวมทั้งไม่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ผู้โดยสารหรือผู้ร่วมเส้นทางก็ควรต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของตนเองด้วย เรียกว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นะครับ !
          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

เมื่อกองกำลังปชช.ตกเป็นเป้าประเมิน4ปัจจัยไฟใต้ปะทุระลอกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อกองกำลังปชช.ตกเป็นเป้าประเมิน4ปัจจัยไฟใต้ปะทุระลอกใหม่

7 พฤศจิกายน 2562 – 12:05 น.
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้,จุดตรวจ ชรบ,ชรบ,ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน,ลำพะยา,ไฟใต้
เปิดอ่าน 759 ครั้ง

เมื่อกองกำลังประชาชนตกเป็นเป้าประเมิน 4 ปัจจัยไฟใต้ปะทุระลอกใหม่ โดย…   ปกรณ์ พึ่งเนตร

         5 พฤศจิกายน 2562 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดปฏิบัติการโจมตีที่ก่อความสูญเสียครั้งใหญ่

คนร้ายล็อกเป้า “จุดตรวจ ชรบ.” ใน ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เป็นเป้าหมายและทำร้ายชีวิตประชาชนไปมากถึง 14-15 ราย บาดเจ็บอีก 4-5 คน

อ่านข่าว : Breaking News : คนร้ายยิงถล่ม-ปล้นอาวุธปืน ป้อมชรบ. ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เสียชีวิต 14 ราย
“ลำพะยา” เป็นตำบลหนึ่งของ อ.เมืองยะลา เป็นเขตติดต่อกับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อ.ยะหา จ.ยะลา และ ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา เวลาเดินทางจากปัตตานีจะเข้าไปที่ยะลา ต้องผ่าน ต.ลำพะยา ก่อนเข้าเขตตัวเมือง

ที่มาของคำว่า “ลำพะยา” จากเว็บไซต์ของ ThaiTambon.com ระบุว่า แต่เดิมเจ้าพระยาปัตตานีได้ใช้พื้นที่ตำบลลำพะยา เป็นที่พักผ่อนและทรงโปรดการคล้องช้างเป็นอย่างมาก จึงให้สร้างที่พักขึ้นบริเวณหมู่บ้านทำเนียบ ตำบลลำพะยาในปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกที่พักเจ้าพระยาปัตตานีแห่งนี้ว่า “ทำเนียบ” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดสิริปุณณาราม (วัดลำพะยา) บ้านทำเนียบนี้ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของตำบลลำพะยา โดยการคล้องช้างในสมัยนั้นจะนำช้างมาล่ามไว้ที่บ้านทำเนียบ จนชาวบ้านเรียกกันว่า “ที่ล่ามช้างของพระยา” และต่อมาคำพูดนี้จึงกร่อนสั้นลงเหลือเป็นคำว่า “ลำพะยา”

     ชรบ. หรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกองกำลังภาคประชาชนที่ฝ่ายความมั่นคงสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นในภารกิจ “ให้ประชาชนดูแลกันเองและดูแลพื้นที่ของตนเอง” เพื่อรองรับนโยบายถอนทหารหลักออกจากพื้นที่และส่งมอบพื้นที่ให้ประชาชนดูแล

  ชรบ.เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. พื้นที่ขนาดเล็กที่สุด รับผิดชอบพื้นที่หมู่บ้านของตนเอง กองกำลังของชรบ.เป็นประชาชนในหมู่บ้านนั้นๆ โดยมีผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เป็นแกนหลัก ร่วมกับสมาชิกองค์กรปกครองท้องถิ่นและประชาชนจิตอาสา ทั้งหมดได้รับการฝึกอบรมและการสนับสนุนด้านอาวุธจากภาครัฐ

  ชรบ.มีกระจายอยู่แทบทุกหมู่บ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบ ด้านหนึ่งแม้จะทำให้การดูแลความปลอดภัยในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีเช่นกัน และทุกครั้งที่มีความสูญเสียคนที่ต้องสังเวยชีวิตก็คือประชาชนในหมู่บ้าน รวมถึงฝ่ายปกครอง เช่น ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ผรส. และสมาชิกองค์กรปกครองท้องถิ่น ดังเช่นที่ปรากฏรายชื่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี ชรบ.ทางลุ่ม ในพื้นที่ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เมื่อคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

ในช่วงปีหลังๆ นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ฝ่ายความมั่นคงเริ่มจัดตั้งกองกำลังภาคประชาชนในหน่วยที่ใหญ่ขึ้นกว่า ชรบ. เพื่อเสริมความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่ เรียกว่า “ชุดคุ้มครองตำบล” หรือ ชคต. โดยตามแผนการจัดตั้งจะมี ชคต.ครอบคลุมพื้นที่ 288 ตำบลของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา จนถึงปัจจุบันตั้งไปแล้ว 164 ชคต.

โดยชุดคุ้มครองตำบล ประกอบกำลังจาก อส. ทหารพราน และชรบ. ปฏิบัติหน้าที่ดูแลพื้นที่และรักษาความปลอดภัยในระดับตำบลทั้ง รปภ.ครู ดูแลสถานที่ราชการและตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่รับผิดชอบเมื่อชุดคุ้มครองตำบลถูกโจมตีก็มักจะมีกองกำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะ อส. และชรบ. บาดเจ็บล้มตายเช่นกัน

อย่างเช่นเหตุการณ์รุนแรง 2 ครั้งล่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา คือเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 คนร้ายบุกโจมตีจุดตรวจและฐานปฏิบัติการ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ทำให้ทหาร ชรบ. และอส. เสียชีวิตรวม 4 นาย

          16 กันยายน 2562 คนร้ายลอบวางระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะทำหน้าที่ รปภ.ครูกลับบ้าน ทำให้ อส.เสียชีวิต 2 นาย

ขณะที่เหตุการณ์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 คนร้ายล็อกเป้าไปที่จุดตรวจชรบ. และสาเหตุที่มีความสูญเสียมากถึงกว่า 10 ราย เพราะคนร้ายน่าจะทราบข้อมูลภายในว่าทุกๆ วันอังคาร ชรบ.ทั้งหมดใน ต.ลำพะยา จะมารวมตัวกันตั้งจุดตรวจและปรึกษาหารือกันที่ฐานปฏิบัติการย่อยของ ชรบ.ทางลุ่ม ต.ลำพะยา ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุสลด

ปัจจุบันพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา มีกองกำลังภาคประชาชนที่ผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานความมั่นคงจำนวน 95,974 คน แยกเป็น ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) อรบ. (อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน) อรม. (อาสาสมัครรักษาเมือง) ทสปช. (สมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ) และ อปพร. (อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) โดย ชรบ.มีจำนวนมากที่สุด

กองกำลังภาคประชาชนเหล่านี้ทำงานและปฏิบัติภารกิจร่วมกับทหาร ตำรวจ และอส. อีกจำนวน 39,465 นาย เพื่อดูแลพื้นที่ในภาพรวมและทยอยส่งมอบพื้นที่ให้ประชาชนดูแลกันเอง แยกเป็นทหารหลักและทหารพราน 24,004 นาย ตำรวจ 9,809 นาย และพลเรือน อส. 5,652 นาย (ข้อมูลปีงบประมาณ 2561)

สำหรับสาเหตุที่คนร้ายเลือกปฏิบัติการความรุนแรงเพื่อโจมตี ชรบ. จนก่อความสูญเสียอย่างมากมายครั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงประเมินและวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่ามาจากปัจจัยอย่างน้อยๆ 4 ประการ คือ

 1.ช่วงที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงมุ่งคุมเข้มและสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบและผู้ไม่หวังดีจากพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเพื่อป้องกันการก่อเหตุนอกพื้นที่ เช่น ในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 35 ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพในฐานะะประธานอาเซียนส่งท้ายปี ก่อนส่งมอบหน้าที่ให้เวียดนาม ทำให้มีการทุ่มกำลังไปเพื่อภารกิจนี้ ขณะที่ฝ่ายผู้ก่อความไมส่งบรอฉวยโอกาสอยู่แล้ว จึงเลือกปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่แทน และเลือกกองกำลังภาคประชาชนที่มีมาตรการรับมือและทักษะการใช้อาวุธน้อยกว่าทหาร ตำรวจ

2.ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นน้อยมาก แต่มีข่าวแจ้งเตือนว่าจะมีการก่อเหตุต่อชุมชนไทยพุทธและกองกำลังภาคประชาชนมาโดยตลอด เหมือนคนร้ายรอจังหวะและโอกาส

3.ท่าทีของผู้นำมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ที่พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ยืนยันไม่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน และจะเพิ่มความร่วมมือในการลาดตระเวนร่วมเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายคนและยุทโธปกรณ์ตามแนวชายแดน อาจทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบไม่พอใจและต้องการก่อเหตุแสดงศักยภาพ

4.มีข่าวการเตรียมพบปะหารือระหว่างหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ กับผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยของรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อเดินหน้ากระบวนการพูดคุยรอบใหม่ และมีข่าวการกดดันให้กลุ่มบีอาร์เอ็นสายฮาร์ดคอร์ หรือตัวแทนกลุ่มติดอาวุธเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยด้วย อาจเป็นสาเหตุให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องสร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพและเพิ่มอำนาจต่อรอง

มีการตั้งข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า ช่วงหลายปีหลังมานี้ การก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่มักมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขและความเคลื่อนไหวของต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเด็นที่น่าสนใจหลังจากนี้ก็คือการถอดบทเรียนของฝ่ายความมั่นคงว่าการโจมตีที่สร้างความเสียหายระดับนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะป้องกันกันอย่างไร รวมถึงอนาคตของสถานการณ์ไฟใต้จะกลับมาปะทุรุนแรงช่วงปลายปีที่กำลังจะริเริ่มกระบวนการพูดคุยรอบใหม่ในวาระใกล้ครบ 16 ปีเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่…หรือไม่?

Issey Miyake strolls through a graphics garden #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Issey Miyake strolls through a graphics garden

Jan 30. 2020
By The Nation

Issey Miyake’s fifth collection of clothing utilising the graphic designs of Ikko Tanaka will be introduced in Thailand with an installation of his inspirations and motifs in Siam Discovery’s G Floor Event Space from February 11 to 25.

Begun in 2016 as an expression of Miyake’s respect for Tanaka’s work, the collaboration initially used existing original works, faithfully replicated on materials suitable for each.

This is clothing that, true to Miyake’s central aim, highlights the wearer’s inherent liveliness.

This season’s motifs come from the Botanical Garden Series released in 1990, with various imaginative plants.

The designers at Issey Miyake have fashioned coats and dresses from pleated material and cotton to create shapes that make the wearer seem like they’re “wearing the wind”.

The fabric is used in abundance to convey the gentle, laid-back image of Tanaka’s plants, and the bold placement of the motifs results in a collection that creates a scene in which the wearers become flowers swaying in the wind.

หนทางอีกยาวไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนทางอีกยาวไกล

7 พฤศจิกายน 2562 – 12:05 น.
วงในวงนอก,แก้ไขรธน,ประธานกรรมาธิการวิสามัญ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,240 ครั้ง

หนทางอีกยาวไกล คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

“ใครจะเป็นก็เป็นไปเถอะ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (6 พ.ย.) ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) มีมติเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าประกวดชิงตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อ่านข่าว : ไพบูลย์ หนุนตั้งกมธ.ศึกษาแก้รธน.
ขยายความเพิ่มเติมบทสัมภาษณ์ “ลุงตู่” สักหน่อย ท่านบอก “ไม่ได้ขัดข้องเลยใครจะมานั่งหัวโต๊ะ ทุกอย่างต้องเป็นขั้นเป็นตอน แก้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประชาชนต้องการก่อน ขั้นตอนมีอยู่ ไม่ใช่แก้วันเดียวเสร็จ นี่เป็นแค่ศึกษามิใช่หรือ”

สะท้อนให้เห็นว่า “ลุงตู่” ซึ่งถือเป็นหมากตัวสำคัญในวังวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อ่านเกมออกว่า เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอีกยาวไกล โดยเฉพาะฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรืออยากแก้ รธน.ใจจะขาด ยังต้องเหนื่อยอีกหลายยก

อีกอย่างการจุดประเด็นใครจะเป็นประธานกมธ.วิสามัญแก้ไขรธน. ไม่ใช่จะเกิดขึ้นวันนี้หรือวันพรุ่ง อีกอย่างการตอบไปในเชิงแนวโน้ม ถ้าจะแก้ไขรธน.ต้องแก้ในประเด็นที่เป็นประโยชน์เป็นความต้องการของประชาชน นั่นแสดงว่า “ไม่ได้ขัดขวางการแก้ไขรธน.” เป็นการตอบโดยจับจังหวะเงื่อนไขเวลาที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้

แต่ถ้าขืนตอบไปว่า “ไม่แก้ไข ไม่เห็นด้วย” ยิ่งจะสร้างประเด็นเข้าทางฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรือ วกกลับมากดดัน “ลุงตู่” อีก ท่านจึงเล่นเป็นในจังหวะ “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง”

ตอนนี้ขอนั่งตีขิมดูบรรดานักการเมืองถกแถลงความเห็นที่ไม่ลงรอย ให้ลงตัวกันให้ได้เสียก่อน นั่นคือ สิ่งที่ “ลุงตู่” มองสถานการณ์ตรงนี้ออกอย่างแหลมคม

ลองไล่ดูเส้นทางความพยายาม “แก้ไขรธน.” บ้าง เริ่มตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำ บรรดานักการเมืองผู้สถาปนาเป็นนักสัมปทานประชาธิปไตย ออกโรงคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ โวยวายการออกแบบ ส.ว.ลากตั้งเพื่อค้ำยันฝ่ายสืบทอดอำนาจ

ฝ่ายคัดค้านรธน.ฉบับปัจจุบัน ก็อาศัยรธน.ฉบับนี้นี่แหละ เลือกตั้งเข้ามาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ทำงานกันยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ไม่รู้ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนปวงชนชาวไทยสำเร็จมรรคผลเรื่องใดบ้าง

ทว่าเรื่องเด่นสุดภายในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน ท่านผู้แทนฯ ซึ่งเทน้ำหนักไปทาง 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ฟิตจัดกับการรณรงค์แก้ไข รธน.

ทางหนึ่งสร้างแนวร่วมนอกสภางอกเครือข่ายขับเคลื่อนการแก้ไข รธน. ทางหนึ่งในสภา เริ่มขยับอีกครั้งด้วยการผลักดันญัตติตั้งกรรมาธิการแก้ไข รธน. โดยทันทีที่มีการเปิดประชุมสภา ประเด็นการแก้ไข รธน. จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีพลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาขอแจมด้วย เพราะนิ่งเฉยไม่ได้เนื่องจากดันไปกำหนดเป็นนโยบายหาเสียงไว้ จะแก้ไข รธน.เพื่อปวงประชา

นายเทพไท เสนพงศ์ จากประชาธิปัตย์ จึงต้องเล่นเกมนี้ต่อไปในลักษณะ “ดันให้สุดหยุดไม่อยู่” ด้วยการเสนอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชิงเก้าอี้ประธานกมธ. พรรคปชป.จึงรับลูกออกมติ ให้ “พี่มาร์ค” ผู้นำทัพส.ส.พ่ายแพ้ในกทม.อย่างหมดรูป และเหล่าขุนพลแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เข้าชิงโควตา กมธ.

เมื่อองคาพยพในสภาจะมาว่ากันด้วยญัตติตั้งกมธ.แก้ไขรธน. ต้องว่ากันไปเป็นลูกระนาด พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล หรือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่มีนโยบายหาเสียงแก้ไข รธน. แต่เมื่อกระบวนการสภาเดิน เป็นเรื่องที่พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ต้องรักษาสิทธิ เสนอชื่อบุคคลเข้าไปร่วมใน กมธ.ด้วย

ถึงได้บอกว่า กว่า กมธ.แก้ไขรธน.จะเป็นรูปเป็นร่าง กว่าจะหาบุคลากรนั่งหัวโต๊ะกมธ.ชุดนี้ ยังอีกยาว ที่สำคัญ มั่นใจแค่ไหนเพียงไร ว่า “อภิสิทธิ์” จะเข้าวินเป็นประธานกมธ.

ไหนจะต้องเผชิญกับพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีโควตาเหนือกว่า ไหนจะต้องถามใจพรรคร่วมฝ่ายค้านเสียก่อน ยิ่งล่าสุดมีเสียงคัดค้านดังออกมาเป็นระยะ ไม่เอาด้วยกับชื่อ “มาร์ค”

แค่ประกอบร่างเป็น กมธ. ฝุ่นตลบกันพอสมควรแล้วครับ

อีกอย่าง กลับไปดูให้ดี นี่เป็นแค่ กมธ.ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ “ลุงตู่” กล่าวไว้ข้างต้นในลักษณะอ่านเกมออกอย่างเบาใจ “นี่แค่ศึกษามิใช่หรือ”

อย่าลืม “ลุงตู่” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ในส่วนที่สาม นโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง โดยเรื่องที่ 12 ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายเสียด้วย ระบุว่า “การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”

นี่แค่ “กำลังจะ” ตั้งกมธ.ชุดประธานอลหม่านกันอยู่เองนะครับ เดี๋ยวต้องไปรับฟังความเห็นประชาชน แล้วลงมือดำเนินการแก้ไข รธน. จะเป็นเนื้อเป็นหนังขนาดไหน

เอาว่าวางปฏิทินคร่าวๆ ยาวไปถึงปีหน้าโน่นล่ะ (ยังไม่ขอกล่าวถึง ส.ว.จะร่วมด้วยช่วยโหวตไหม) แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ…

p22