“ม็อบฮ่องกง” การดิ้นรนหนีเงามังกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ม็อบฮ่องกง” การดิ้นรนหนีเงามังกร

15 มิถุนายน 2562 – 09:05 น.
ฮ่องกง,ประท้วง
เปิดอ่าน 3,592 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15-16 มิถุนายน 2562

*****************

การประท้วงในฮ่องกงเวลานี้ ส่อเค้าลางว่าอาจบานปลายไปมากกว่านี้ หลายคนสงสัย ทำไมเพียงแค่ร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ชาวฮ่องกงจำนวนมากถึงรับไม่ได้ขนาดนี้ !

ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ชาวฮ่องกงรู้สึกว่า นี่คือตราที่จะมาตอกบนหน้าผากของพวกเขาอีกชั้นว่า ต้องทำตามจีน ต้องฟังจีนบอก !

ไม่ต่างกับการประท้วงที่เรียกกันว่า “ปฏิวัติร่ม” ช่วง 4-5 ปีก่อน ที่ใครจะมองว่าการประท้วงครั้งนี้ คือ ภาคต่อของการปฏิวัติร่มก็คงได้

ฮ่องกง “จีนไม่ใช่จีน?”

ไส้ในที่คนศึกษาประวัติศาสตร์รู้ดี คือเกาะฮ่องกงเป็นอาณานิคมของอังกฤษมานานมาก ดังนั้นความเป็นคนในความดูแล และได้รับการพัฒนามาอย่างดี

ชาวฮ่องกงจึงเหมือนลูกเลี้ยงที่รักพ่อแม่บุญธรรมยิ่งกว่าพ่อแม่แท้ๆ มีบุคลิกพฤติกรรมที่ซึมซับมาจากผู้ดูแลใกล้ชิดมากกว่า

จนเมื่อโลกไม่ตอบรับการล่าอาณานิคมโบราณอีกต่อไป จึงมีการเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษว่าถึงเวลาแล้วที่อังกฤษจะต้องคืนฮ่องกงกลับจีน

ที่สุดทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในปี 2527 โดยอังกฤษจะคืนอธิปไตยฮ่องกงให้แก่จีนในปี 2540 ภายใต้หลักการ “1 ประเทศ 2 ระบอบ”

คือฮ่องกงจะยังคงพัฒนาภายใต้ระบอบทุนนิยมได้ต่อไป โดยมีสิทธิอิสระในการปกครองตนเองอีก 50 ปี (ราวปี 2590 บวกลบ)

           แต่จีนจะเข้าควบคุม 2 ด้าน คือ “การต่างประเทศ” และ “กลาโหม” ขณะที่ผู้ว่าฯ ฮ่องกง และสภาที่ปกครองฮ่องกง จะต้องมาจากการลงคะแนนเสียงของประชาชน

ฟังแล้วเหมือนจะดูดี เพราะคนฮ่องกงเองก็ไม่ได้จะเป็นจะตายกับการกลับคืนสู่จีนในสถานะ “เขตปกครองพิเศษ” มากนัก ถ้าข้อตกลงยังดังเดิม และอีกตั้งหลายปีกว่าที่พวกเขาจะเป็นของจีนอย่างสมบูรณ์

เพียงแต่ในเชิงสังคม คนฮ่องกงทั้งแสดงออกและเก็บอาการ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบคนจีนเท่าไร ถามว่า ทำไม ? พี่ไทยน่าจะเก็ต

2557  การปฏิวัติร่ม

ทุกอย่างมักมีกาดอกจันให้อ่านด้านล่าง ปรากฏว่าตลอดมา ในทางที่ไม่เป็นข่าวใหญ่โต จีนพยายามแหกกฎกับฝ่ายเมืองผู้ดีบ่อยๆ โดยหาวิธีทำให้ฮ่องกงกลายเป็นจีนเต็มตัวในหลายรูปแบบ ผู้คนเก็บความคุกรุ่นในใจ

กระทั่งช่วงกันยายน 2557 เมื่อชาวโลกได้รู้ว่าฮ่องกงมี “ปฏิวัติร่ม” เพื่อต่อต้านที่ทางการจีนได้ผลักดัน “หลักการปฏิรูปการบริหารเกาะฮ่องกง” ที่พวกเขารู้สึกว่าถูกกระชากสิทธิเสียงไปจากมือ

คนไทยถึงได้รู้ว่า ที่อื่นก็มีเรื่องที่ “ไม่เหมือนที่คุยกันไว้” เหมือนกัน

ครั้งนั้นเราได้รู้จักนักศึกษาฮ่องกงหัวก้าวหน้าอย่าง “โจชัว หว่อง” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Scholarism ที่มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมปิดถนนในเขตเซ็นทรัล มงก๊ก จิมซาจุ่ย คอสเวย์ เบย์ และแคนตัน โรด

          แต่โดยภาพรวมแล้วการประท้วงครั้งนี้ ไม่ได้มีแกนนำที่เป็นเอกภาพตายตัว เพราะกลุ่มที่เข้าร่วมจัดการชุมนุมมีหลายกลุ่ม โจชัว หว่อง ก็เป็นอีกหนึ่งคนแค่นั้น

หากหลักๆ แล้ว ผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในปี 2560 ได้อย่างเสรี แทนการให้รัฐบาลจีนคัดเลือกผู้สมัคร หรือเรียกรวมๆ ว่าเป็น “การเรียกร้องประชาธิปไตย”

โจชัว หว่อง (กลาง)

ที่สุด 26 กันยายน 2557 ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย ผู้ชุมนุมได้ใช้ร่มที่ถือมาโดยไม่ตั้งใจเป็นเครื่องกำบัง

กระทั่งแตกยอดนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ โดยใช้ร่มเหลือง และดำ สร้างชื่อ “ปฏิวัติร่ม” ให้โลกจารึก

2562 คนละเรื่องเดียวกัน

ปี 2557 นับเป็นการชุมนุมใหญ่ที่สุดนับแสนคน แต่ยกนั้นชาวฮ่องกงพ่ายแพ้ตามสูตร ทางการไม่มีการทบทวนข้อเรียกร้อง แกนนำหลายคนต้องเข้ารับโทษทางกฎหมาย

แคร์รี แลม

ส่วนปีนี้ความยิ่งใหญ่มากมายมหาศาลกว่าที่คิด พวกเขากลับมาต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่หากมีผลบังคับใช้จะส่งผลให้ฮ่องกงส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศที่ไม่ได้ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันได้

แน่นอนคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกง นำโดย แคร์รี แลม ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้จะช่วยปิดช่องโหว่ที่ฮ่องกงเป็นสวรรค์ของผู้ร้ายข้ามแดน โดยอ้างถึงคดีฆาตกรรมชาวฮ่องกงที่เกิดขึ้นในไต้หวัน แต่ตำรวจฮ่องกงไม่สามารถตั้งข้อหาได้

          แต่เรื่องนี้ ส่งผลให้หลายคนกังวลว่า กฎหมายอาจเปิดช่องให้รัฐบาลจีน ใช้เล่นงานกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีนได้นั่นเอง

การชุมนุมครั้งนี้ ถ้าใครจะมองว่าการที่มีคนมาชุมนุมมากกว่าช่วงปี 2557 โดยคาดว่าครั้งนี้อาจถึงหลักล้านคน แปลว่าคนฮ่องกงเลิกสนใจเรื่องเดิมไปแล้ว คำตอบคือผิดถนัด

เพราะนี่คือภาคต่อของ 5 ปีก่อน ที่เรื่องอาจเหมือนมาจากคนละแฟ้ม แต่ใจผักเดียวกัน คือ “ไม่ต้องการการครอบงำจากจีน !”

และการที่ทางการจีนต้องแข็งโป๊กไม่ยอมให้ เพราะนี่คือข้อต่อสำคัญที่หากปล่อยให้หลวมแล้ว จีนจะเจอปัญหาอื่นตามมาอีกมากจนอาจถึงขั้นพังทั้งยวง

         สำคัญคือจีนจะจัดการเรื่องนี้แบบละมุนหรือรุนแรงขนาดไหน ก็โดนเฉ่งทั้งสองทาง ทั้งจากคู่ฟัดทางเศรษฐกิจ และชาวโลกวงนอก รอดูได้เลย

รัฐมนตรีบ้านใหญ่ “สะแกกรัง-บางปะกง” ฉลองชัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมนตรีบ้านใหญ่ “สะแกกรัง-บางปะกง” ฉลองชัย

14 มิถุนายน 2562 – 11:52 น.
ชาดา,กนกวรรณ วิลาวัลย์,ชาดา ไทยเศรษฐ์,พรรคภุมิใจไทย,เจ้าพ่อสะแกกรัง,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล,บ้านใหญ่สะแกกรัง,รมชเกษตร,รมชเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 36,155 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14 มิถุนายน 2562

**********************

           ท่ามกลางข่าวจริงข่าวลวงระหว่างการฟอร์มคณะรัฐมนตรี “ลุงตู่ 2/1” แต่พรรคภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู”  อนุทิน ชาญวีรกูล ดูจะนิ่งแล้ว แม้จะต้องสลับกระทรวงให้แม่ทัพบางคนเพื่อความเหมาะสม

          ที่ฮือฮาในชั่วโมงนี้คือบ้านใหญ่สะแกกรัง เตรียมฉลองว่าที่รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ และบ้านใหญ่บางปะกงก็รอฉลองว่าที่รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ 

“ชาดา” ผู้มากบารมี

          เมื่อ 7 มิถุนายน 2562 ที่บ้านดอนหมื่นแสน ต.ดอนขวาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เปิดบ้านต้อนรับคนใกล้ชิดและหัวคะแนน ที่เข้ามาอวยพรวันเกิดครบรอบ 58 ปีของประมุขบ้านดอนหมื่นแสน

          20 กว่าปีที่หนุ่มใหญ่ชาวมุสลิมปาทานลงเล่นการเมืองท้องถิ่นจนถึงปีนี้ ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลไทยเศรษฐ์ เพราะมีข่าวดีว่า ชาดาจะได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ 

          ชาดาส่งมอบตำแหน่งนายกเล็กเมืองอุทัยให้น้องสาว มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นนายกจนถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวเขาเองเป็น ส.ส.อุทัยธานี ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา

ชาดา กับน้องสาว มนัญญา ไทยเศรษฐ์

          ปลายปีที่แล้วชาดาตัดสินใจลาออกจากชาติไทยพัฒนา มารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบสนามเลือกตั้งลุ่มน้ำสะแกกรัง และช่วยหาเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

          ชาดากับหลานชาย เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ เอาชนะคู่แข่งในสนามขาดลอย เก้าอี้รัฐมนตรีลอยมาในบัดดล

ประมุขไร่อ้อยไทยเศรษฐ์

          ตอนแรกมีข่าวว่า ชาดาจะคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ได้เกิดปฏิกิริยาดังอื้ออึง เพราะคนส่วนใหญ่ยังมีภาพจำเกี่ยวกับชาดาในมุมผู้ทรงอิทธิพล หรือผู้กว้างขวาง

          วันก่อน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกกับนักข่าวทีวีช่องหนึ่งว่า ชาดาน่าจะเหมาะกับกระทรวงเกษตรฯ เพราะเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์

ชาดา ไทยเศรษฐ์

          จริงๆ แล้ว ชาดามีผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจ คือการตั้ง “สมาคมชาวไร่อ้อยไทยเศรษฐ์” จ.อุทัยธานี และการนำชาวไร่อ้อยอุทัยธานีเข้าสู่การเป็นสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย 

          ช่วงปลายๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 “ชาดา” นำทัพเกษตรกรอุทัยฯ พร้อมรถอีแต๋น อีแต๊ก และรถไถนา และรถยนต์ส่วนตัว ประมาณ 1,000 คัน เคลื่อนจากลุ่มน้ำสะแกกรังมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงเงินค่าจำนำข้าว แต่ม็อบอีแต๋นมาได้แค่อยุธยา เพราะตัวแทนรัฐบาลยิ่งลักษณ์รุดไปเจรจาและรับปากจะจ่ายเงินให้ชาวนา

          ไม่มีใครลืมภาพอีแต๋น อีแต๊ก อีต๊อก วิ่งมาตามถนนสายเอเชีย นี่คือผลงานของชาดาตัวจริง

“ดร.โอ๊ะ” ลูกสาวโกทร 

          ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของบ้านใหญ่ลุ่มน้ำบางปะกง นับแต่ชัยชนะแบบ “ยกจังหวัด” ของพรรคภูมิใจไทย ปราจีนบุรี ภายใต้การนำของ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ อดีต ส.ส. 8 สมัย

          ส.ส.เขต 3 คน ประกอบด้วย อำนาจ วิลาวัลย์, ชยุต ภุมมะกาญจนะ และสฤษดิ์ บุตรเนียร พ่วงด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ กนกวรรณ วิลาวัลย์ ลูกสาวคนสวยของโกทร

 สุนทร วิลาวัลย์

          “โกทร” ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่สมัยที่แล้ว แต่หนที่แล้วยังไม่ยกจังหวัด เพราะติดที่ “ชยุต” ยังอยู่เพื่อไทย พอปีนี้ ย้ายมารวมกัน ก็จบข่าว ปิดกล่อง

          โกทรเคยร่วมลงลำเรือลำเดียวกับเสนาะ เทียนทอง แต่ตอนหลังแยกทางกัน เลือกตั้ง 2550 โกทรเจอเว้นวรรค 5 ปี แต่ก็ส่งหลานชายลงสมัคร ส.ส.แทน รักษาเก้าอี้ไว้ได้

 กนกวรรณ วิลาวัลย์

          ในวัย 81 ปี ของโกทร ได้ฝากฝัง “ดร.โอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ ไว้กับเสี่ยหนู จึงมีข่าววันนี้ว่า ดร.โอ๊ะ จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ

          ดร.โอ๊ะ มีดีกรีจบ 3 ปริญญาจากรามคำแหง ไล่จากนิติศาสตรบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต ทางสังคมศาสตร์

          หากไม่มีอะไรพลิกผันคนลุ่มน้ำบางปะกงคงได้เฮ..แน่นอน

แกะรอยเงื่อนงำตั้ง “ส.ว.คนกันเอง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอยเงื่อนงำตั้ง “ส.ว.คนกันเอง”

14 มิถุนายน 2562 – 10:25 น.
แกะรอยเงื่อนงำตั้ง สวคนกันเอง,สว,กกต
เปิดอ่าน 4,876 ครั้ง

รายงาน…

อีกหนึ่งประเด็นการเมืองที่กลายเป็นเรื่องขึ้นมา ก็คือข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการพิจารณาแต่งตั้ง ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ซึ่งก็คือ “ส.ว.ชุดรอโหวต” ที่ตั้งขึ้นมาแบบ “เฉพาะกาล” เพื่อร่วมโหวตเลือกนายกฯ ได้ไม่จำกัดครั้งในรอบ 5 ปี

 ส.ว.ชุดรอโหวตนี้มาจาก 3 ส่วน คือ
1.กกต.จัดให้มีการเลือกกันเองของผู้เสนอตัวและได้รับการเสนอใน 10 กลุ่มอาชีพทั่วประเทศ ได้มา 200 คน คสช.เคาะเหลือ 50 คน และสำรอง 50 คน
2.คสช.ตั้งคณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อผู้เหมาะสม 400 ชื่อ ให้ คสช.เคาะเหลือ 194 ชื่อ และสำรอง 50 ชื่อ
รายชื่อว่าที่ ส.ว. ทั้งจาก กกต. และคณะกรรมการสรรหาส่งให้คสช.ก่อนวันเลือกตั้งราวๆ 15 วัน และคสช.เคาะรอบสุดท้ายหลังประกาศผลเลือกตั้งแล้ว 3 วัน
3.ส.ว.ที่เป็นโดยตำแหน่งคือผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพรวมทั้งตำรวจ 6 คน
ปัญหามาเกิดเพราะเมื่อดูไทม์ไลน์การได้มาซึ่งส.ว.เฉพาะกาลจะพบข้อเท็จจริงแบบนี้

วันที่ 7 พฤษภาคม กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.แบบแบ่งเขต วันที่ 8 พฤษภาคม กกต.ประกาศรับรองส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นับจากนั้นไม่เกิน 3 วัน คสช.ต้องทูลเกล้าฯ รายชื่อ ส.ว. ซึ่งก็คือราวๆ วันที่ 10 พฤษภาคม จากนั้นก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งส.ว.ลงมา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 14 พฤษภาคม

ไฮไลท์อยู่ตรงที่รายชื่อส.ว.สำรอง ตามบัญชีกลุ่มอาชีพที่เลือกกันเอง ประกาศในราชกิจจาฯ วันที่ 14 พฤษภาคม วันเดียวกับที่ประกาศรายชื่อ ส.ว.ทั้ง 250 คน แต่รายชื่อ ส.ว.สำรองอีก 50 คน ที่มาจากการเลือกของคณะกรรมการสรรหา ที่ตั้งโดยคสช.กลับไม่มีการประกาศ และล่าสุดเพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ห่างจากส.ว.สำรอง บัญชีแรกเกือบ 1 เดือน แถมยังมีชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. และมีชื่อ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ด้วย

บัญชี ส.ว.สำรอง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 2 บัญชี จากกลุ่มอาชีพที่เลือกกันเอง และกลุ่มที่คสช.เลือกมา บัญชีละ 50 คน เพื่อแต่งตั้งทดแทนกรณี ส.ว.250 คนแรก ต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยเหตุผลต่างๆ ส.ว.คนที่หลุดเก้าอี้มาจากกลุ่มไหน ก็ตั้งส.ว.สำรองกลุ่มนั้นเข้าไปแทน เหล่านี้กลายเป็นคำถามที่แหลมคมอย่างยิ่ง

1.ทำไมประกาศรายชื่อ ส.ว.สำรองกลุ่มหลังล่าช้า
มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีขบวนการวิ่งเต้นหรือเปล่า เพราะตรวจสอบไม่ได้ว่าส.ว.สำรอง มาจาก 400 ชื่อที่คณะกรรมการสรรหา เสนอคสช.จริงหรือเปล่า หรือตั้งใครก็ได้เข้ามาในตอนหลัง เพื่อรอตอบแทนทางการเมือง เพราะส.ว.ที่ตั้งเข้าไปรอบแรก มีหลายคนที่น่าจะมีปัญหาคุณสมบัติจนต้องหลุดเก้าอี้ เมื่อตั้งแล้วเป็นแล้วต้องหลุดตำแหน่งไปเพราะปัญหาคุณสมบัติ ก็ถือว่าตอบแทนทางการเมืองจบแล้วก็เลื่อนลำดับคนที่ต้องการตอบแทนชุดต่อไปขึ้นมาแทน

2.ไม่มีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการสรรหาทั้งที่การใช้อำนาจคสช. ต้องประกาศ “คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ออกมา ซึ่งปีนี้มีคำสั่ง คสช.ออกมา 5-6 ฉบับแล้ว แต่กลับไม่มีฉบับที่ 1 และ 2 ข้ามไป 3-4-5 เลย ซึ่งเป็นเรื่องการตั้งบอร์ดกองสลากอะไรแนวๆ นี้

ทำให้เกิดคำถามว่าฉบับที่ 1 กับ 2 ไปไหน ทำไมไม่ประกาศ หรือว่ามีคณะกรรมการสรรหาได้เป็นส.ว.เสียเอง จนอาจกลายเป็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ถูกถอดถอนได้เหมือนกัน

และหากส.ว.ได้รับแต่งตั้งมาโดยมิชอบ ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า มติโหวตเลือกนายกฯ จะเป็นไปโดยชอบ หรือกลายเป็นโมฆะ

นี่คือคำถามและเงื่อนงำที่น่าสนใจ ซึ่งล่าสุด อาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ออกมาชี้แจงแล้ว

เรื่องแรก ประกาศรายชื่อ ส.ว.สำรอง 50 คนหลังล่าช้า อาจารย์วิษณุ บอกว่าช้าได้…ไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนคณะกรรมการสรรหา อาจารย์วิษณุ อ้างว่า คสช.ตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 (ฉะนั้นจะไปดูคำสั่งคสช.ปี 2562 ไม่ได้) โดยมีคณะกรรมการสรรหาทั้งสิ้น 10 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และอาจารย์วิษณุเอง ซึ่งก็คือแผงรองนายกฯ ในรัฐบาล คสช.นั่นเอง

ส่วนอีก 5 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองหัวหน้า คสช. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นสมาชิก คสช. และนายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธาน สนช.

เมื่อลองตรวจสอบสถานะของกรรมการสรรหาทั้ง 10 คน ปรากฏว่าปัจจุบันหากไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็มีชื่อเป็นส.ว. ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร นายสมคิด และอาจารย์วิษณุ มีชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ มีชื่อเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีก 1 สมัย

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย พล.อ.อ.ประจิน พล.อ.ธนะศักดิ์ พล.ร.อ.ณรงค์ พล.ต.อ.อดุลย์ และนายพรเพชร มีชื่อเป็น ส.ว.

อาจารย์วิษณุยังบอกด้วยว่า กรรมการสรรหาประชุมกัน 6 ครั้ง แบ่งสายกันไปเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่ตนเองรับผิดชอบ เช่น สายเศรษฐกิจ ก็ให้รองนายกฯ สมคิดไปสรรหา สายความมั่นคงก็ให้ พล.อ.ประวิตร เป็นต้น แต่ยืนยันว่าไม่มีกรรมการสรรหาเสนอชื่อตัวเอง แต่มี “เสนอรายชื่อกันเอง”

งานนี้ต้องบอกว่าไม่จบง่าย เพราะโฆษกพรรคเพื่อไทย ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ยืนยันว่า 7 พรรคพันธมิตรขั้วเพื่อไทยเตรียมหารือกันในสัปดาห์หน้าเพื่อยื่นเรื่องผ่านประธานสภาให้ตรวจสอบ “ที่มา” ของสมาชิกวุฒิสภา ว่ากระบวนการคัดเลือกหรือสรรหาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมถึงจะยื่นเรื่องผ่านประธานสภาให้องค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 หลายข้อ

ขณะที่หัวหน้าพรรคเสรรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส กล่าวภายหลังร่วมประชุมแกนนำ 7 พรรคพันธมิตรว่า จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติและที่มาของ ส.ว.250 คน ภายหลังรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหาส.ว. และพบว่ากรรมการสรรหาส่วนใหญ่มีชื่อเป็น ส.ว.เสียเอง

   ต้องรอลุ้นว่า “ส.ว.ชุดคนกันเอง” จะมีบทจบอย่างไร?!?

ส่อง “สศจ.” วันที่ไม่เหมือนเดิม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง “สศจ.” วันที่ไม่เหมือนเดิม

14 มิถุนายน 2562 – 09:40 น.
ชูธงทวนกระแส,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,สศจ,ลุงสนามหลวง
เปิดอ่าน 11,196 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส    โดย…  พรานข่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีความเคลื่อนไหวของนักวิชาการคนดัง “สศจ.” หรือ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ผ่านสื่อโซเชียล  ทำเอาสาวก สศจ. ตื่นเต้นดีใจกันใหญ่

วันถัดมา “จรัล ดิษฐาอภิชัย“ พลเมืองฝรั่งเศส ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของ “สมศักดิ์” อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ลี้ภัยอยู่ในเมืองน้ำหอม

เนื่องจากเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว สมศักดิ์เส้นเลือดในสมองด้านซ้ายแตก ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายฝั่งขวา หลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลมาระยะหนึ่ง ก็ออกมาฟื้นฟูสภาพร่างกาย(กายภาพบำบัด)  ที่บ้านพัก

จรัลเล่าว่า อาจารย์สมศักดิ์ มีอาการดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้งานโซเชียลมีเดียได้หลายเดือนแล้ว โดยใช้มือซ้ายในการพิมพ์แทนมือขวา ซึ่งใช้งานไม่ได้ แต่หลังจากเกิดเหตุเส้นเลือดแตก สมศักดิ์ได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างดี ฝึกทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สภาพร่างกายดีขึ้น

          “แม้แขนข้างขวาจะใช้งานได้ไม่ดี แต่ฝึกใช้แขนข้างซ้ายมาตลอด ตั้งแต่กินข้าว อาบน้ำ สระผม เปิดไอแพด อ่านเฟซบุ๊ก มาหลายเดือนแล้ว” จรัลบอกเล่าอาการล่าสุดของ สศจ.

ช่วงที่สมศักดิ์หายไปจากโลกออนไลน์ ทำให้เหล่าสาวก สศจ.สายแดงฮาร์ดคอร์เหงามาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เสพติดวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว

สมศักดิ์เป็นผู้ที่ติดตามฟังวิทยุใต้ดินที่ออกอากาศทางยูทูบ และบ่อยครั้งที่เขาได้เตือน “ลุงสนามหลวง” ให้หยุดเคลื่อนไหวแบบไร้เหตุผล และไม่รับผิดชอบ แต่ลุงสนามหลวง กลับด่าสมศักดิ์สาดเสียเทเสีย

ลุงสนามหลวง หรือชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นนักกิจกรรมรุ่นพี่ และเข้าป่าอีสานใต้ ส่วนสมศักดิ์เพิ่งจบจากสวนกุหลาบ เข้าเรียนปี 1 ธรรมศาสตร์ ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา

ย้อนไปเมื่อ 6 ตุลาคม 2560 “ลุงสนามหลวง” และคณะ ได้จัดรายการพิเศษรำลึก 41 ปี 6 ตุลา โดยสมศักดิ์ ได้เข้าไปแสดงความเห็นทาง c-box ขณะที่ลุงสนามหลวงออกอากาศสด

สมศักดิ์ได้เตือนการพูดแบบชูชีพหรือลุงสนามหลวงว่า เป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ เนื่องจากเวลานั้น ลุงสนามหลวง พยายามยุยงปลุกปั่นให้สมาชิกสหพันธรัฐไท ออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี”

ลุงสนามหลวงมักพูดว่า กลัวทำไมที่จะทำ โดนจับติดคุก ก็ไม่เป็นไร? ด้วยคำพูดแบบนี้แหละ สมศักดิ์ จึงถามกลับว่า “ถ้างั้น กลัวทำไมกับการกลับไปทำ”

          ก่อนหน้าเกิดอาการป่วยไข้ สมศักดิ์วิจารณ์การจัดรายวิทยุใต้ดินของ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ว่าเป็นการพูดจาละเมอเพ้อพก ชอบแต่งนิยายจักรๆ วงศ์ๆ หลอกมวลชน

ดังนั้น ช่วงหลังสมศักดิ์จึงหันมาจัดรายการร่วมกับกลุ่มไฟเย็น ที่มี ขุนทอง ไฟเย็น และแยม ไฟเย็น ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มลุงสนามหลวง

สมศักดิ์คิดว่า กลุ่มไฟเย็นเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่มั่ว ไม่เลอะเทอะ เหมือนกลุ่มลุงสนามหลวง และสุรชัย แซ่ด่าน

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่สมศักดิ์ป่วยไข้ ปรากฏว่า สุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และ “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ ถูกกลุ่มนักล่านิรนามอุ้มไปสังหาร

ตามมาด้วย “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, “สหายยังบลัด” กฤษณะ ทัพไทย และ “ข้าวเหนียวมะม่วง” สยาม ธีรวุฒิ ที่หายตัวไปในเวียดนาม หลังมีความพยายามจะไปทำเรื่องขอลี้ภัยไปประเทศที่สาม

สมศักดิ์คงได้อ่านข่าวการหายตัวไปของกลุ่มวิทยุใต้ดินในลาวแล้ว แต่ข้อจำกัดในการเขียนหนังสือ จึงทำให้เขาไม่สามารถสื่อสารกับสาวก สศจ.ได้

เชื่อว่า สมศักดิ์ยังคงลุ้นให้ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวแรงงานสากล หาทางช่วยกลุ่มไฟเย็น 5-6 ชีวิต ได้เดินทางออกจากลาวไปอยู่ในฝรั่งเศสได้

มิตรสหายหลายคนวิเคราะห์สาเหตุที่สมศักดิ์เส้นเลือดในสมองแตก คงเนื่องมาจากการเอาจริงเอาจังกับการฟังวิทยุใต้ดิน และพยายามโน้มน้าวให้คนกลุ่มนั้นต่อสู้อย่างมีสติ และรู้จักอดทนรอคอย

วิทยุใต้ดินมีอยู่ 20 กว่ากลุ่ม ส่งเสียงผ่านยูทูบทุกวัน สมศักดิ์ฟังหมด ขนาดป้าหนิงดีเค พูดจาเลอะเทอะ สมศักดิ์ยังติดตามฟัง

          ลำพังคนปกติฟังคนเหล่านี้พล่าม ยังทนฟังจนจบไม่ได้ แต่ สศจ.กลับฟัง แล้วนำมาคิดวิเคราะห์วุ่นวายไปหมด นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งของการป่วยไข้ครั้งรุนแรงของเขา  

ไม่มีของดีราคาถูก..!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่มีของดีราคาถูก..!!

14 มิถุนายน 2562 – 09:25 น.
สายตรวจระวังภัย,ปปส,ลักรถ
เปิดอ่าน 4,908 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกๆ ปี หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ กรมศุลกากร จะนำทรัพย์สินของกลางที่ยึดอายัดมาจากการกระทำผิดต่างๆ มาประมูลขายทอดตลาด ยิ่งแล้วเป็นรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ ล้วนแล้วแต่เป็นรถหรูคันงาม แน่นอนว่าราคาที่ประมูลได้ถูกกว่าการซื้อขายปกติหลายเท่าตัว ชนิดที่เรียกว่า “ถูกเหมือนได้ฟรี” แต่ถ้าดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายการครอบครองรถกับกรมขนส่งทางบกแล้ว ไม่แน่ใจว่า “ของดีราคาถูก” ที่ว่านี้จะคุ้มค่ากับการตั้งหน้าประมูลมาหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจให้บรรดาคนที่รอประมูลรถเหล่านี้ได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจว่า “คุ้มที่จะเสี่ยง” หรือเปล่า โดยผู้ที่ให้ความรู้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรถที่กระทำผิดกฎหมาย อย่าง พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ ผกก.ฝอ.บก.ภ.จว.อุทัยธานี “อดีตมือปราบโจรลักรถ” ที่ได้โพสต์ข้อมูลให้ความรู้เรื่องดังกล่าวผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “อาจารย์ อรรถ”

พ.ต.อ.อรรถพร เปิดประเด็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มีเอฟซี สอบถามขอความรู้เกี่ยวกับการประมูลรถที่มีการขายทอดตลาดของส่วนราชการหรือหน่วยงานรัฐ ที่ชำรุดเสื่อมสภาพ ใช้ราชการมานาน รถตรวจยึดของกลางตามพ.ร.บ.ต่างๆ รถลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร รถที่ต้องจำหน่าย แล้วต้องนำไปดำเนินการจดทะเบียนนั้น ขอเรียนว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่มีของดีราคาถูก บางคันประมูลหลักร้อย หลักพัน เมื่อนำไปจดทะเบียนแล้ว ทางกรมการขนส่งทางบกไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ซื้อโดยสุจริต ทำให้เกิดปัญหาโต้แย้งระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐที่ขายทอดตลอดและรับจดทะเบียนขออนุญาต

อดีตมือปราบโจรลักรถ อธิบายว่า การประมูลรถที่จะนำไปจดทะเบียนมี 2 กรณี คือ รถที่เคยจดทะเบียนไว้แล้ว กับรถที่ไม่เคยจดทะเบียน สำหรับ กรณีแรก รถที่เคยจดทะเบียนไว้แล้ว หน่วยงานที่จะขายจัดทำบัญชีรายละเอียดรถ ได้แก่ หมายเลขทะเบียน หมายเลขตัวรถ ให้กรมการขนส่งตรวจสอบข้อมูล ภายใน 30 วัน ถ้าถูกต้องก็ขายทอดตลาดได้ และมอบเอกสารประกอบการจดทะเบียนให้ผู้ประมูลไป ส่วน กรณีที่สอง รถที่ยังไม่เคยจดทะเบียน หน่วยงานประมูลจัดทำบัญชีรถพร้อมรายละเอียดรถแต่ละคัน ส่งไปตรวจสอบกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กองพิสูจน์หลักฐาน กองทะเบียนประวัติ กองการต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และ ตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้อนั้นๆ ซึ่งแต่ละหน่วยต้องแจ้งผลตรวจสอบภายใน 30 วัน

“กรณีเป็นรถที่อยู่ในข่ายดำเนินการทางทะเบียนได้ก็ดำเนินการขายทอดตลาด ส่วนกรณีผลการตรวจสอบไม่ครบ หรือข้อมูลตรวจสอบไม่ตรงกัน ไม่ตัดสิทธิการขายทอดตลาดของหน่วยงาน แต่ไม่ผูกพันกรมการขนส่งที่จะต้องดำเนินการทางทะเบียน หากรถนั้นไม่สามารถยืนยันความถูกต้องหรือที่มาของรถได้ กรมการขนส่งทางบกจะไม่รับดำเนินการทางทะเบียน ในกรณี เช่น 1.รถที่จดประกอบจากชิ้นส่วนเก่าใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศ 2.รถสวมทะเบียน 3.รถถูกโจรกรรม 4.รถที่ชำรุดในสาระสำคัญ/ซากรถ 5.รถที่ไม่มีใบอนุญาตให้นำเข้าจากกรมการค้าต่างประเทศ 6.รถที่ใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศโดยผ่านพิธีการศุลกากรตามประกาศถ่ายลำผ่านแดน โดยไม่ได้นำออกไปนอกราชอาณาจักรจริง หรือเป็นการถ่ายลำผ่านแดนเทียม และ 7.รถที่ใช้แล้วนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก จึงอยากฝาก เพื่อน พี่ น้อง ที่จะขายทอดตลาดรถให้ดำเนินการตามระเบียบ และแนวทางปฏิบัติการขายทอดตลาด กระทรวงคมนาคม เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง” พ.ต.อ.อรรถพร อธิบายเสริม

สิ่งที่ควรทำคือศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจประมูลรถจำพวกนี้มาเป็นเจ้าของเพราะสุดท้ายแล้วของดีราคาถูกมักไม่มีอยู่จริง..!!

คำกล่าว”ประยุทธ์”คือสัญญาประชาคม-เตือนพรรคร่วมรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำกล่าว”ประยุทธ์”คือสัญญาประชาคม-เตือนพรรคร่วมรัฐบาล

14 มิถุนายน 2562 – 09:10 น.
พลอประยุทธ์,พรรคพลังประชารัฐ,สัญญาประชาคม,ดรสติธร ธนานิธิโชติ,สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
เปิดอ่าน 3,251 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีรับพระบรมราชการโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ที่ว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม  ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ และเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีนั้น จะถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและสัญญาประชาคมต่อประชาชนที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดต้องยึดปฏิบัติตามหรือไม่

“เป็นปณิธาณ ความตั้งใจดีของพล.อ.ประยุทธ์  แต่ความตั้งใจดีนั้นจะต้องนำไปปฏิบัติด้วยซึ่งการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ของง่าย เพราะมันเป็นเรื่องขององค์รวม ไม่ได้ขึ้นกับพล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว ก็ต้องดูว่าในระหว่างที่ปฏิบัตินั้น หากเกิดเรื่องขึ้น พล.อ. ประยุทธ์ได้มีการจัดการหรือเล่นงานอย่างไรบ้าง”  รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์  นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง เริ่มเปิดมุมมอง และว่า..  สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์  พูดจึงสำคัญมากในแง่เป็นลักษณะบอกกับประชาชนว่ามีความมุ่งมั่น ดังนั้นก็ต้องรอให้พิสูจน์ออกมาก่อน ถือว่าเป็น “สัญญาประชาคม” เป็นการเตือนพรรคร่วมรัฐบาลให้ระวังว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้บอกสัญญาประชาคมต่อประชาชนเอาไว้ เพราะแม้ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่การบริหารต้องชอบธรรมด้วยด้วย ซึ่งการชอบธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับการรับผิดชอบต่อข้อครหาต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นการพิสูจน์ตัวนายกรัฐมนตรีในอนาคตว่านายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในสิ่งที่พูดไว้หรือไม่ หากในอนาคตเกิดสิ่งที่ผิดแปลกขึ้น ต้องให้เวลา พล.อ.ประยุทธ์ และดูผลงานของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะทำในอนาคต

รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

“สมชาย” ยังกล่าวถึงพรรคร่วมรัฐบาลว่า  ต้องให้พรรคร่วมรัฐบาลพิสูจน์ตนเอง   พรรคร่วมรัฐบาลต้องรู้ว่าตอนนี้กำลังบริหารประเทศให้ประชาชน  ต้องตระหนักว่าประชาชนกำลังจ้องเราอยู่ และต้องรู้ว่านายกรัฐมนตรีกำลังผูุกพันกับประชาชนในสิ่งที่กล่าวไว้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะพิสูจน์ตรงนี้ได้ต้องได้รับความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

“ถ้าไม่มีการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นจากพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำได้ขนาดไหน” นอกจากนี้ “สมชาย” ยังชี้ว่าความชอบธรรมของรัฐบาล ยังหมายถึงกระบวนการบริหารที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการที่จะมีรัฐบาลทีี่ประชาชนไว้ใจ”
ส่วนประเด็นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศนั้น  “สมชาย” มองว่า  การที่บอกว่าเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่าจะทำตามทุกฝ่าย นายกรัฐมนตรีคงจะรับฟังทุกฝ่ายแต่จะทำตามหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“แต่การที่พล.อ.ประยุทธ์พูดอย่างนั้นดีแล้ว  เพราะว่าประชาชนส่วนหนึ่งก็มีความรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีในอดีตก็ขี้โมโหเหมือนกับไม่ยอมฟัง การที่นายกรัฐมนตรีพูดอย่างนี้จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ว่าในแง่ประชาธิปไตยว่าอดทนฟัง แต่เมื่อฟังแล้วในแง่ปฏิิบัติจะเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  อย่างเช่นเรื่องเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่พูดกันยังขัดกันเองเลย ดังนั้นจึงขึ้นกับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีว่าจะฟังฝ่ายไหน และฟังแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าจะแก้ไข จะแก้ไขตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไหน   สมมุติว่ามีข้อเรียกของ 2 ฝ่าย บางทีอาจไม่แก้ไขตามข้อเรียกร้องของ 2 ฝ่ายเลย เพราะข้อเรียกร้องของทั้ง 2 ฝ่ายนั้นไม่ดี  แก้ตามที่เราเห็นว่าดี  ดังนั้นในการฟังเมื่อฟังเสร็จ ก็มาดูว่าทางออกทีี่เสนอนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ สร้างความเจริญให้ประเทศหรือไม่  สร้างความสมานสามัคคีหรือไม่ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงมีสิทธิที่จะเลือกดำเนินการ โดยในการเลือกดำเนินการนั้น นายกรัฐมนตรีต้องคิดถึง 3 เรื่อง หนึ่ง ความชอบธรรมของรัฐบาล  สองประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสาม จริยธรรม ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นายรัฐมนตรีจะนำมาประกอบการพิจารณาว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการ”

**การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งอาจารย์สมชายมองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีว่านายกรัฐมนตรี อาจอดทนฟังมากขึ้นนั้น  ซึ่งไปสอดคล้องกับข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่า นายกรัฐมนตรีบอกกับพรรคร่วมรัฐบาลที่เตือนว่า ต่อไปนี้ให้นายกรัฐมนตรีใจเย็นๆ รู้อยู่แล้วว่าต้องใจเย็น แสดงว่าต่อไปนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะใจเย็นลงในการทำงานใช่หรือไม่

ประเด็นนี้ “สมชาย” มองว่า นายกรัฐมนตรีคงตั้งใจไว้อย่างนั้น ซึ่งก็หวังจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งหากทำได้เป็นเรื่องที่ดีมากเลย แต่ต้องยอมรับว่าเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ เพราะบางทีเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกตั้งคำถามหนักๆ อาจเผลอ

ดังนั้นฝากนายกรัฐมนตรีว่าอย่าเผลอก็แล้วกัน เพราะมิเช่นนั้นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้กับประชาชนว่าพร้อมรับฟังจะถูกกระทบทันที บางครั้งไม่ทันรู้ตัว เพราะเป็นนักการเมือง เจอปัญหาหนักหนักๆ เยอะมาก ดังนั้นต้องระวัง บางครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดจากอารมณ์ที่ถูกตั้งคำถาม ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องระวังในสิ่งนี้ด้วย

**แล้วที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ แสดงว่าที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 5 ปี ทำไม่สำเร็จ จึงต้องมาทำต่อใช่หรือไม่

อาจารย์สมชาย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ขึ้นมาอีกนั้น เป็นความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี  แต่ในทางการเมืองทำได้ยากมาก เพราะต้องบริหารความแตกต่าง  ปรองดองที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงจึงต้องตีความว่า ยอมรับความแตกต่าง โดยความแตกต่างที่ว่านี้ ต้องไม่นำไปซึ่งการเผชิญหน้ากัน ความแตกต่างนั้นเราจะต้องยอมรับการให้ความชอบธรรมในการแตกต่าง แต่ถ้าปรองดองนั้นหมายถึงมาดีกัน ไม่มีทางทีี่ประเทศไทยจะทำได้ เพราะการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมาก็เกิดจากการที่ประเทศไทยเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง ระยะเวลา 5 ปี  แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้สำเร็จได้ ในหลายประเทศเป็นร้อยปีก็ยังทำไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นปรองดองในที่นี้หมายถึงมีความแตกต่างได้ เห็นด้วยได้ แต่ขณะเดียวกันความแตกต่างนี้จะต้องไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า การใช้กำลัง  และหมายถึงการอดทนยอมรับฟังในสิ่งที่ไม่อยากฟัง

ขณะที่ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองว่าเป็นคำดีๆ ที่ปกติทั่วไปที่ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยเขาพูดกัน ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขประชาชน กระจายการพัฒนาเศรษฐกิจ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

“แต่มีสิ่งที่สะดุดคือเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน อาจมีนัยว่ามีแนวโน้มว่ารัฐบาลพร้อมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่าจะต้องมีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วไปรับฟังความเห็นประชาชน”

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีนั้น ดร.สติธร มองว่า เนื่องจากที่ผ่านมาคนที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ต่อไปจึงจะให้ความสำคัญกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการสะท้อนบางอย่างในใจของนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ประเด็นที่ว่าสร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ ดร.สติธร เห็นว่าเป็นการสร้างความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นจุดขายอันหนึ่งของนายกรัฐมนตรี

แต่ที่สำคัญที่ทั้งอาจารย์สมชายและดร.สติธร มองเหมือนกัน คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวออกมานั้น เป็นสิ่งที่พรรคร่วมต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นสิ่งที่รับทราบร่วมกัน เป็นกติการ่วมที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องยึดปฏิบัติตามตามแนวคิดของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และถือเป็น “สัญญาประชาคม” ต่อประชาชนอย่างชัดเจน เพราะนายกรัฐมนตรีพูดต่อหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และพูดต่อสาธารณะผ่านสื่ออีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 “อย่าลืมคำมั่นสัญญา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 “อย่าลืมคำมั่นสัญญา”

14 มิถุนายน 2562 – 08:50 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 1,702 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว

นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทยได้แถลงแนวทางทำงานที่เปรียบเหมือนคำมั่นสัญญาดังความที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งหากทำได้ก็จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปด้วยดี

ต่อไปก็จะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศต่อไป ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นรัฐมนตรีเสียงปริ่มน้ำ อาจจะมีปัญหาต่างๆ ตามมาหรือพูดให้ตรงประเด็นคือรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพไม่มั่นคง

หากนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นำครม.ทำงานได้ดีแล้ว ประชาชนชาวไทยจะเป็นคนให้คะแนน และอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่แถลงไว้หลังจากรับพระบรมราชโองการแล้วว่า

ขอยืนยันว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงอายุ ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน

ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็ง

ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเงินการคลัง และเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี

สร้างสรรค์สังคมให้มีความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความกินดีอยู่ดีและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน

พร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติแห่งสถาบันชาติ ศาสนา ตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี


คุณ ‘บุญถึง’ โคราช ส่งจดหมายเรื่องการสร้างมอเตอร์เวย์ที่ต่อไปจะเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทางและจะเป็นการดียิ่งหากรัฐบาลจะเชื่อมต่อขยายเส้นทางไปทั่วประเทศ

ปัญหาที่ผ่านมาจากมอเตอร์เวย์คือมีเสียงเรียกร้องให้เก็บค่าผ่านทางลดลง เพราะอันที่จริงแล้วรัฐบาลต้องดูแลอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยการสร้างมอเตอร์เวย์ด้วยเงินภาษีที่เก็บไป

ขอแจ้งให้เตรียมการบริการดูแลรักษามอเตอร์เวย์ให้ดีมีมาตรฐาน โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยซึ่งจะต้องมาก่อน
อ๊อด เทอร์โบ


 มอเตอร์เวย์ใยแมงมุม
 เส้นเลือดการเดินทาง

ผมเป็นคนโคราช เวลานี้ดีใจมากๆ ครับที่มอเตอร์เวย์สายบางปะอินไปโคราชบ้านผมจะเปิดใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้าคือ พ.ศ.2565 ซึ่งก่อนหน้านี้เพื่อนผมเคยส่งรูปเส้นทางนี้มาให้ดูแล้วสวยงามมากๆ ซึ่งต่อไปจะเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทาง เพราะที่ผ่านมาการจราจรติดขัดมากๆ โดยเฉพาะเวลาเทศกาล วันหยุดยาวอย่างปีใหม่-สงกรานต์ ฯลฯ

นอกจากนี้ผมได้ติดตามข่าวมา ปรากฏว่าทางกรมทางหลวงจะทำมอเตอร์เวย์อีกหลายสายซึ่งผมขอเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบ ซึ่งมีไปทั่วทุกภาคเหมือนใยแมงมุม

ที่น่าตกใจคือมอเตอร์เวย์ใช้เงินสร้างแพงมากกว่าทางหลวงปกติหลายเท่า เพราะเป็นทางพิเศษจะไม่มีถนนตัดผ่านและจะมีการเก็บเงินผ่านทางด้วย

มีข่าววันก่อนที่อยากแจ้งว่า ทางรัฐบาลให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนและขอสรุปโครงการมอเตอร์เวย์ว่า

ความคืบหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) กำลังก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สาย คือ สายพัทยา-มาบตาพุด วงเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท ระยะทาง 32 กิโลเมตร (กม.)

ขณะนี้ถือเป็นตามแผนงานที่กำหนด, สายบางปะอิน-นครราชสีมา วงเงินลงทุน 59,400 ล้านบาท ระยะทาง 196 กม. ที่การก่อสร้างเดินหน้าตามแผนงาน และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงินลงทุน 43,700 ล้านบาท ระยะทาง 96 กม. ก็เดินหน้าได้ตามแผน

สำหรับโครงการมอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กม. วงเงิน 63,998 ล้านบาท โดยจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน ล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มก่อสร้างปี 2563 และมีนักลงทุนจีนให้ความสนใจโครงการดังกล่าว

มอเตอร์เวย์สายพัทยา-มาบตาพุด อยู่ระหว่างติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางโดยจะเปิดให้บริการเดือนเมษายน 2563 ส่วนสายบางใหญ่-กาญจนบุรี เดิมมีกำหนดเปิดพร้อมสายบางปะอิน-นครราชสีมา แต่มีปัญหาเรื่องของการเวนคืนที่ดิน

ที่ผมเป็นห่วงกังวลคือการดูแลบำรุงรักษาและระบบความปลอดภัย เพราะรถบนมอเตอร์เวย์ใช้ความเร็วสูงอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้
บุญถึง (โคราช)


ชีวิตดำดิ่งเหมือน”พระจันทร์ข้างแรม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชีวิตดำดิ่งเหมือน”พระจันทร์ข้างแรม”

14 มิถุนายน 2562 – 08:07 น.
ช่อ,คณะราษฎร์
เปิดอ่าน 1,536 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2562

รู้สึกขมคอพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่เคยคิดว่าจะได้ฟังทัศนคติแย่ๆ แบบชวนให้ “หัวร้อน” จากคนที่ขึ้นชื่อเป็นข้าราชการระดับสูงระดับรองอธิบดีในสำนักงานอัยการสูงสุดท่านหนึ่งที่เกิดมาภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย… ก็ไม่รู้ท่านรองฯ มีปมอะไรแอบไว้ในใจหรือเปล่าถึงได้กล้าแกว่งปากไปหาเสี้ยนด้วยการออกมาระบุว่า การที่เหล่าคนไทยออกมาวิจารณ์นาง “ช่อ” สาวกกลุ่ม “คณะราษฎร์” ตัวแม่แห่งพรรคอนาคตหมดในเรื่องการกระทำมิบังควรเมื่อ 9 ปีที่แล้วเป็นเพราะต้องการปกป้อง “พ่อ” หรือทำเพราะ “โทสาคติ”

คิดได้เนอะ…งานนี้ท่านรองฯ ของ “ช่อ” อ้างภูมิความเป็นนักกฎหมายที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่ปี 1 ด้วยการยก “หลักอินทรภาษ” ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระอินทร์ที่มีต่อบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตุลาการว่า การที่จะเป็นตุลาการที่ดีนั้นจะต้องไม่มีอคติ 4 ประการ คือ 1. ฉันทาคติ “รัก” เพราะเป็นลูก เป็นเมีย เป็นญาติ 2. โทสาคติ “โกรธ” เพราะเป็นคู่อาฆาต คู่ศัตรู เคียดแค้นแล้วจ้องจับผิดเพื่อเล่นงานกัน 3. ภยาคติ “กลัว” เพราะโจทก์เป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ตัดสินลงโทษจำเลยตามที่เขาสั่ง ก็กลัวว่าเขาจะไม่ชอบ และ 4. โมหาคติ “หลง” คือ “ความไม่รู้จริง” อาจทำให้ตัดสินผิดๆ ได้ …และใครก็ตามถ้าตัดสินความโดยมีอคติทั้ง 4 ก็จะทำให้ชีวิตเสื่อมถอยประดุจพระจันทร์ข้างแรม

เพลียได้ใจเข้าไปอีกเมื่อท่านรองฯ ตั้งคำถามแบบชวนกังขาว่า “เรื่องที่เกิดขึ้น ผมถามว่า “เพื่ออะไร?” คำตอบอยู่ตรงที่ว่า ถามจริงๆ เถอะทำเพราะปกป้อง “พ่อ” หรือเพราะ “โทสาคติ” ถ้าทำเพราะปกป้อง”พ่อ” มันควรจะทำตั้งแต่แรกที่เขาปรากฏตัวในสังคม มุมมองที่ต้องวิเคราะห์ตามประสาคนใช้กฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อการปรองดองของคนในสังคม โฆษกตำรวจก็บอกแล้วว่ากำลังสอบสวน ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ซึ่งถูกต้องที่สุด พูดกันบ่อยๆ สถาบันจะเสียหาย และสร้างความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนะครับ”

จากคำพูดของท่านรองฯ ที่จงใจตั้งคำถามว่า พวกเรากำลังปกป้อง “พ่อ” ด้วยใจจริง หรือกำลังใช้ความอาฆาตแค้นจัดการนาง “ช่อ” ด้วย “โทสาคติ” หรือไม่..ก็ขอตอบท่านรองฯ ให้ได้คิดตามตามหลัก “อินทรภาษ” แบบไร้อคติทุกประการเช่นกันว่า ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รักพ่อหรอกครับ โดยเฉพาะพ่อของแผ่นดิน เพราะตลอดระยะเวลา 88 ปีที่คนไทยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของ “พ่อ” เราทุกคนมีความร่มเย็นเป็นสุขหาสิ่งใดเสมอเหมือน… ทุกวัน เดือน ปี เราคนไทยได้เห็น “พ่อ” เดินย่ำไปทั่วผืนแผ่นดินไทยเพื่อดูแลทุกข์สุขของลูกๆ อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย…สิ่งนี้คือความดีของ “พ่อ” เพียงแค่เศษเสี้ยวของล้านส่วนที่ยกมาให้เห็นภาพ แล้วจะมีเหตุผลใดที่คนไทยจะไม่อยากปกป้อง “พ่อ” ด้วยใจจริง

สิ่งที่ท่านรองฯ ตั้งคำถามแบบนี้ มันคือการดูถูกหัวใจของ “คนไทยทั้งผอง” หรือไม่ ขอให้เก็บไปคิดดู…แต่ก็อยากจะขอตั้งคำถามกลับไปบ้างละกันว่า ท่านรองฯ คิดอย่างไรกับการกระทำมิบังควรของผู้หญิงชื่อ “ช่อ” และท่านรองฯ เคยตรวจสอบหรือย้อนไปดูเรื่องราวของเธอบ้างหรือไม่ว่า คนคนนี้มีพฤติกรรมในลักษณะใดที่ปฏิบัติต่อ “พ่อ” ยังไม่พอขอถามกลับอีกว่าเมื่อท่านทราบและตรวจสอบแล้วรู้สึกอย่างไรกับพฤติการณ์แบบ “ช่อ” …อันนี้ผมตอบแทนว่า ท่านคงรู้สึกๆ เฉยๆ มั้ง …หยุดเถอะครับหยุดโชว์ความเป็นลูกศิษย์พระอินทร์ของท่านเอาไว้ตรงนั้นดีกว่า …อย่าเที่ยวพร่ำบอกหรือตั้งคำถามบาดลึกกับคนอื่น โดยไม่ย้อนดูว่า ตัวท่านเองกำลังแสดงความคิดเห็นสิ่งนี้ด้วย “โมหาคติ” คือ หลง และไม่รู้จริง หรือไม่…สุดท้ายเมื่อท่านแสดงทัศนคติด้วยใจอคติ…ชีวิตของท่านก็คงเสื่อมถอยประดุจ “พระจันทร์ข้างแรม” เช่นกัน…!

ถูกสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพราะข่มขู่พยาน-ไม่บริการปชช.!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถูกสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพราะข่มขู่พยาน-ไม่บริการปชช.!

14 มิถุนายน 2562 – 08:02 น.
ผู้ใหญ่บ้าน,ประชาชา,ข่มขู่,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 3,200 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นกรณีที่ราษฎรได้ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านต่อนายอำเภอว่า “มีพฤติกรรมในการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ผู้ที่ได้ขอเพิ่มชื่อในรายการทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) เพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนและทำร้ายร่างกายลูกบ้าน”

ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเรื่องจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และขณะเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการสอบสวน ก็ได้มีกลุ่มพยานและผู้เสียหายไปร้องเรียนที่กองกำลังรักษาความสงบจังหวัดว่า ผู้ใหญ่บ้านได้ข่มขู่พยานและผู้มาร้องเรียน เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้ใหญ่บ้านในกรณีดังกล่าว และยังมีพฤติกรรมที่ไม่บริการประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้าน

          นายอำเภอจึงออกคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพื่อรอผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เพราะหากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนได้ และได้แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งให้เป็นผู้รักษาราชการแทน ผู้ใหญ่บ้านจึงร้องทุกข์ต่อนายอำเภอ ซึ่งนายอำเภอส่งเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาแล้วยืนตามความเห็นของนายอำเภอ

ผู้ใหญ่บ้านไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ดังกล่าว เนื่องจากทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้ งานต่างๆ ที่ค้างอยู่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ และก่อนออกคำสั่งดังกล่าวนายอำเภอก็ไม่ให้โอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งเห็นว่านายอำเภอไม่มีอำนาจออกคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน จึงยื่นฟ้องนายอำเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและคำวินิจฉัยร้องทุกข์

          คดีจึงมีประเด็นว่า คำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านอันเนื่องมาจากผู้ใหญ่บ้านมีพฤติการณ์ข่มขู่พยานและไม่บริการประชาชน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 61 ทวิ วรรคสาม (2) กำหนดให้นายอำเภอมีอำนาจลงโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล ดังนี้ …เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านคนใดถูกฟ้องในคดีอาญา เว้นแต่คดีความผิดในลักษณะฐานลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือมีกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถูกสอบสวนเพื่อไล่ออกหรือปลดออก ถ้านายอำเภอเห็นว่า จะคงให้อยู่ในตำแหน่งจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักหน้าที่ก็ได้ แล้วรายงานให้ข้าหลวงประจำจังหวัดทราบ…

เมื่อผู้ใหญ่บ้านซึ่งถูกผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ได้ข่มขู่พยานและผู้มาร้องเรียนทำให้ได้รับความเดือดร้อนและเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย รวมทั้งยังไม่ให้บริการประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้มาร้องเรียน

จากการตรวจสอบของนายอำเภอ พบว่ามีมูลความจริง กรณีจึงเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว หากให้คงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ นายอำเภอจึงมีอำนาจสั่งให้พักหน้าที่ได้ ตามมาตรา 61 ทวิ วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ประกอบกับคำสั่งพักงานเป็นคำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น คำสั่งของนายอำเภอที่สั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 14/2562)

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเป็นอำนาจของนายอำเภอ โดยสามารถสั่งได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ใหญ่บ้านแล้ว และหากให้ผู้ใหญ่บ้านคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ เช่นมีพฤติการณ์ข่มขู่พยาน หรือไม่ให้บริการกลุ่มผู้ร้องเรียน ซึ่งการสั่งพักหน้าที่ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งชั่วคราวและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้ในระหว่างการสอบสวนพิจารณาทางวินัย และคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นการสั่งพักงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งแต่อย่างใด… ครับ !!!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ส่อง’ม.141/1′..ดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375321?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง’ม.141/1′..ดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร!

13 มิถุนายน 2562 – 14:55 น.
ม1411,จราจร,ใบสั่ง
เปิดอ่าน 7,811 ครั้ง

รายงาน…

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจราจรส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งแล้วเป็นการกวดขันวินัยจราจร โดยหลายคนมองว่าที่ผ่านมา พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 (พ.ร.บ.จราจรทางบก) เก่าแก่ล้าสมัย ส่งผลให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างตำรวจจราจรกับประชาชนผู้ขับขี่เป็นประจำ และทั้งหมดจึงนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายจราจร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

เมื่อราว 3 ปี ที่ผ่านมา มีการนำงานวิจัยจราจรมาประยุกต์ใช้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้มีความร่วมมือจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ได้รวมรวบงานวิจัยด้านการจราจรมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจและเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คือการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณใบสั่งมีจำนวนมากและขาดการติดตามดำเนิคดีกับผู้ได้รับใบสั่งอย่างจริงจังและกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้ประชาชน ทำให้มีผู้ฝ่าฝืนและละเมิดกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการกระทำความผิดซ้ำอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นจึงควรให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดและบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้กฎหมายที่มีอยู่เห็นผลในทางปฏิบัติ และแก้ไขไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายอันเป็นการสร้างวินัยจราจรที่ดี จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพเป็นธรรมแก่ประชาชน ส่งผลให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวและกระทำผิดลดลง พร้อมกับลดปัญหาคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522(ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อกำหนดช่องทางให้เจ้าพนักงานคดีจราจรจะต้องนำใบสั่งที่ไม่มีชำระค่าปรับตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไปยังพนักงานอัยการ โดยให้พนักงานอัยการยื่นต่อศาล เพื่อให้ผู้ที่ได้รับใบสั่งต้องไปแสดงตนและชำระค่าปรับที่ศาล และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง พ.ศ.2499 (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมวดว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีจราจร ซึ่งให้การพิจารณาคดีจราจรในกลุ่มของการเปรียบเทียบปรับมีความชัดเจน รวดเร็วและเป็นธรรม

มาถึงวันนี้แม้ศาลจราจรจะยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 หลายฉบับ กระทั่งปัจจุบันเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 กันยายน 2562 ขณะเดียวกันก็จะมีการเอาจริงเอาจังกับบรรดาคน “ชิ่งใบสั่งจราจร” เมินจ่ายค่าปรับแถมยังทำผิดซ้ำซาก ซึ่งตำรวจและขนส่งทางบกจะเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งและการชำระภาษีรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป หากไม่ชำระค่าปรับเมื่อต่อภาษีรถประจำปีก็จะไม่ได้ “ป้ายวงกลม” แต่จะได้เอกสารชั่วคราว หากเจ้าของรถไม่ดำเนินการใดๆ กับใบสั่ง และใช้หลักฐานแสดงการเสียภาษีประจำปีชั่วคราวเกิน 30 วัน ก็มีความผิดอีกกระทง ฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท

กรณีที่ขนส่งกับตำรวจเตรียมจัดการกับคนที่เพิกเฉยค่าปรับใบสั่งจราจร ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงเหมือนผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกต้องถูกประชาชนร้องเอาผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแทนตำรวจ เกี่ยวกับประเด็นนี้ทางเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝั่งโดยเฉพาะตำรวจได้ย้ำว่าดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายและจะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะปฏิบัติตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “มาตรา 141/1” ซึ่งดูแล้วเสมือนเป็นดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร​

สำหรับมาตรา 141/1 ที่ว่านี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากมาตรา 141 โดยระบุว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 141 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (1) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตําแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปมีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกําหนดชําระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง และให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทําการชําระค่าปรับที่ค้างชําระด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 141 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ แล้วแต่กรณี ณ ภูมิลําเนาของผู้นั้น ทั้งนี้ตามแบบที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด และให้ถือว่าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับแจ้งเมื่อพ้นกําหนด 15 วัน นับแต่วันที่ส่ง

(2) ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันใดไม่ชําระค่าปรับตาม (1) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระพร้อมหลักฐานตาม (1) ไปยังนายทะเบียน และให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับที่ค้างชําระภายใน 30 นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีเป็นเพียงตัวแทนเจ้าของรถ ให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับภายในระยะเวลาดังกล่าว ในการนี้ให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นไว้โดยออกหลักฐานชั่วคราวแทนการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปี ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถแทน หลักฐานชั่วคราวตามวรรคหนึ่งให้ใช้แทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปี โดยให้มีอายุ 30 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนได้ออกให้

(ข) ในกรณีที่เจ้าของรถได้ชําระค่าปรับที่ค้างชําระครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กําหนด ใน (ก) ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถนําหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานเจ้าหน้าที่มาแสดงต่อนายทะเบียน เพื่อให้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น (ค) ในกรณีที่เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถที่ได้รับหนังสือแจ้งตาม (ก) ประสงค์จะชําระค่าปรับในวันที่มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปี ให้นายทะเบียนมีอํานาจรับชําระค่าปรับตามจํานวนที่ค้างชําระแทนได้ โดยให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นและออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถ

(ง) ในกรณีที่เจ้าของรถไม่ชําระค่าปรับที่ค้างชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กําหนดใน (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไป ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้ใดเห็นว่าตนมิได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ให้ทําหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนตาม (ก) ส่งไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้การทําหนังสือโต้แย้งให้ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะกําหนดวิธีการอื่นใดด้วยก็ได้

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งตามวรรคสอง หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยันและเห็นสมควรดําเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้นั้น ให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป แล้วแจ้งผลให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบ เมื่อได้มีการชําระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้ผู้ขับขี่นําหลักฐานการชําระค่าปรับไปขอรับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เรียกเก็บ ทั้งนี้ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่คืน ให้ถือว่าหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่มีกําหนด 10 วัน นับแต่วันที่ชําระค่าปรับ การรับชําระและการนําส่งเงินค่าปรับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง (2) (ก) ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ หรือค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานในอัตราร้อยละ 5 ของจํานวนเงินที่ได้รับ โดยให้นําไปใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับเงินงบประมาณตามระเบียบที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกําหนด ส่วนเงินที่เหลือให้นําส่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ การดําเนินการใดๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามมาตรานี้ สามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

ไม่เพียงแค่การดีเดย์จัดการกับบรรดาคนเมินใบสั่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมของพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ที่จะบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้ ก็มีหลายมาตราที่สร้างความไม่พอใจแก่คนที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโลจิสติกส์ ซึ่งวันที่ 15 มิถุนายนนี้ “สหพันธ์ขนส่งไทย” พร้อมรายชื่อสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน จะยื่นข้อเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ค้าน พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ เพื่อให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายในบางมาตราก่อนที่จะมีผลบังคับใช้