เล่าขานตำนานจัดโผบทเรียน ประยุทธ์2

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375320?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เล่าขานตำนานจัดโผบทเรียน ประยุทธ์2

13 มิถุนายน 2562 – 13:35 น.
จัดโผ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ – ท่ามกลางกระแสข่าว การเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี แบบหักเหลี่ยมเฉือนคมกันวันต่อวัน ทั้งก่อนหน้าและหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2 ซึ่ง “โผครม.” ยังไม่มีอะไรแน่นอน และอาจยาวไปถึงปลายเดือนมิถุนายน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรี หลายสมัย ในฐานะ “ข้าวนอกนา” บอกเล่าเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กของเขา บอกเล่า “ธรรมชาติ” ของการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีซึ่งไม่มีอะไรแน่นอน จนกว่าจะถึง “นาทีสุดท้าย” ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นผู้เคาะเพียงคนเดียว

……………………………..

สวัสดีวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562 ครับ

ผมหายไปตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จ 24 มีนาคม 2562 เฝ้าดูเหตุการณ์ทางการเมือง ว่าจะออกมาตามโมเดลอะไร ตอนนี้ชัดแล้วครับ ประยุทธ์โมเดล คือใช้เสียง ส.ว. เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินการเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากโมเดลอื่นๆ

แล้ววันนี้มาถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งในทางการเมืองถือว่าสำคัญที่สุด เพราะการเมืองเป็นเรื่องของ การให้ได้มา การรักษา และการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งผู้ใช้อำนาจนอกจากนายกรัฐมนตรี ก็คือ รัฐมนตรี

ผมมีประสบการณ์อยู่บ้าง จะเล่าให้ฟัง คือ ถ้าท่านใดแปลกใจ ไม่เข้าใจ จะได้เข้าใจ และไม่แปลกใจ ว่าเขาโต้แย้ง แย่งชิงอะไรกัน

เกณฑ์การเป็นรัฐมนตรี มาจากจำนวน ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งมี ส.ส.มาก ยิ่งได้ตำแหน่งมาก และได้กระทรวงเกรดสูง เอาจำนวนและตำแหน่งก่อน ความเหมาะสมของตัวบุคคลว่ากันภายหลัง

จำนวน ส.ส. 6-7 คนต่อ 1 รัฐมนตรี สูตรเลขคณิตคิดง่ายๆ คือเอาตำแหน่ง ครม.ที่มี ไปหารจำนวน ส.ส. ของฝั่งรัฐบาล นักการเมืองเขายึดสูตรนี้อย่างฝังจิต ใครจะไปโต้แย้งอย่างไร ก็ไร้ผล

เกรดของกระทรวงแบ่งเป็น A B และ C บางคนบอกถึง D การแบ่งเป็นตามอำนาจการอนุมัติการขออนุญาต และขนาดของงบประมาณของกระทรวงนั้น ไม่ใช่ความสำคัญของงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ถือเป็นเกรด A เพราะอำนาจการอนุมัติ มีค่าสูงมาก โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม มีทั้งอำนาจการอนุมัติ และงบประมาณสูง กระทรวงเกษตรฯ ก็เกรดสูง แต่กระทรวงต่างประเทศถึงจะสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติใดๆ แม้แต่ Passport ก็จ้าง Outsource จึงจัดเป็นเกรด B ถึง C ไม่มีใครแย่งอยากเป็น

เมื่อเกณฑ์การเมืองเป็นเช่นนี้ เกมการเมือง ก็เป็นเช่นนั้น

          ผมมีประสบการณ์สามครั้ง
ครั้งแรก ปี 2535 เลือกตั้งเดือนกันยายน พรรค ปชป. มาที่หนึ่ง คุณชวนจัดตั้งรัฐบาล พรรคความหวังใหม่ โดย พล.อ.ชวลิต เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ท่านเชิญ ดร.อำนวย และผม เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในโควตาพรรคความหวังใหม่ เสนอให้ผมเป็น รมช.อุตสาหกรรม เรื่องเดินไปจนใกล้จบ ผมกับ ดร.อำนวย กลับจากประชุมที่ San Francisco มาถึงสนามบินดอนเมือง ผู้บริหารพรรคความหวังใหม่ นำเอกสารการเข้าร่วมรัฐบาลมายื่นให้ถึงบริเวณผู้โดยสารขาเข้า เพื่อจัดการเตรียมตัวให้พร้อม รวมหมายกำหนดการโปรดเกล้าฯ การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ โดยผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

สองสามวันต่อมา ผมพบคุณชวน ว่าที่นายกรัฐมนตรีในงานหนึ่ง ท่านกล่าวแสดงความยินดี แต่ก็กล่าวทิ้งท้ายว่า พล.อ.ชวลิต กล้าหาญมากที่เชิญคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ถึงสองคนเข้าร่วมรัฐบาล ผมขอบคุณท่านโดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร

แล้วก็เกิดเหตุจริงๆ วันที่ผมมีนัดจะไปลองชุดขาว เพื่อแต่งตัวตอนเข้าเฝ้าฯ พล.อ.ชวลิต โทรมาหาผมโดยตรง แล้วบอกว่า “เขาไม่ยอม” ความหมายคือกลุ่ม ส.ส.กลุ่มหนึ่ง นำโดย คุณเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ ส.ส.อุดรธานี จัดชุมนุมประท้วงกันที่โรงแรมราชศุภมิตร หลานหลวง (ปัจจุบันคือ รร.ปริ๊นเซส) จนผมต้องขอถอนตัว พล.อ.ชวลิต เปลี่ยนชื่อผมในตำแหน่ง รมช.อุตสาหกรรม เป็นท่าน ส.ส. เกียรติชัย การประท้วงจึงสงบลง

ท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลาย ตรวจแถวกำลังพล ส.ส. ของท่านให้ดีนะครับ ระวังจะเกิดการประท้วง เมื่อโผของพรรคออกมา

ครั้งที่สอง เลือกตั้งปี 2538 ผมช่วยพรรคนำไทย โดย ดร.อำนวย วีรวรรณ เต็มที่ แต่ไม่ได้สมัคร ส.ส. เพราะมนุษย์สายวิชาการอย่างผม ประชาชนมักไม่เลือกเป็นผู้แทนเขต ฝรั่งเรียก Non-electable พรรคชาติไทยโดยคุณบรรหาร ศิลปอาชา ชนะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล เชิญพรรคนำไทยเข้าร่วม แต่พรรคนำไทย ซึ่งหาเสียงเกือบตาย ได้ ส.ส. แค่ 18 คน และได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงสองตำแหน่ง คือ ดร.อำนวย วีรวรรณ และ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส่วนผมไม่ได้เป็น ส.ส. ช่วยพรรคมากแค่ไหน ก็ไม่มีความหมาย สาย ส.ส. เขาเรียกพวกข้าวนอกนา

พรรคพลังประชารัฐมีข้าวนอกนาสำคัญ 4 คน สื่อเรียกสี่กุมาร ถึงมีข่าวลือตอนนี้ว่า อาจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีครบสี่คน

ครั้งที่สาม เลือกตั้งปี 2539 พรรคความหวังใหม่ชนะ ได้ ส.ส. 125 คน มากกว่าพรรค ปชป. ที่ได้ ส.ส. 123 คน ตามประเพณีปฏิบัติ พรรค ปชป. ก็ให้พรรคความหวังใหม่จัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ชวลิต เชิญ ดร.อำนวย จัดทีมเศรษฐกิจเข้าเป็น ครม. เพราะตอนหาเสียง พรรคความหวังใหม่ บอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมี Dream Team ทางเศรษฐกิจ นำโดย ดร.อำนวย วีรวรรณ โดยท่านให้ 4 ตำแหน่ง ทำให้ท่านไม่เชิญพรรคชาติไทยของคุณบรรหารเข้าร่วมรัฐบาล เพราะถ้าเชิญ ก็ต้องจัดตำแหน่งรัฐมนตรีให้ตามโควตา พล.อ.ชวลิต เชิญพรรคชาติพัฒนา โดย พล.อ.ชาติชาย เข้าร่วม พรรคชาติพัฒนามี ส.ส. 52 คน ได้จัดสรรไป 9 ตำแหน่ง รวมคุณพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้เป็น รมช.ต่างประเทศ

หลังจากตกลงกันด้วยวาจา ระหว่าง พล.อ.ชวลิต และ ดร.อำนวย เรื่องรัฐมนตรี 4 ตำแหน่งแล้ว คือ ดร.อำนวย จะอยู่กระทรวงการคลัง คุณวิโรจน์ ภู่ตระกูล จะอยู่กระทรวงพาณิชย์ และคุณสมภพ อมาตยกุล จะเป็น รมช.อุตสาหกรรม ส่วนผมจะไปช่วย ดร.อำนวย ที่กระทรวงการคลัง แต่พอต้องตัดสินกันตอนสุดท้าย มีพรรคร่วมไม่ยอมอีก หาว่าข้าวนอกนามากไป ดร.อำนวยต้องลดหนึ่งคน คุณวิโรจน์ ขอถอนตัว เพราะจริงๆ ท่านก็ไม่ได้อาสาจะมาว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมเลยถูกโยกไปเป็น รมว.พาณิชย์

เห็นไหมครับ โผทั้งหลายที่ว่าลงตัว ยังจะไม่ลงจนวินาทีสุดท้ายครับ และคนที่จะพูดสุดท้ายจริงๆ ก็คือ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพราะท่านต้องเป็นผู้ลงนามในรายชื่อ ที่จะต้องนำกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

เรื่องนี้ ผมก็ยืนยันได้จากประสบการณ์ล่าสุด ตอน ครม. พล.อ.ประยุทธ์ 1 ปี 2557 นี้เอง ตอนแรกมีคน “วงใน” ติดต่อมา ว่าท่านนายกฯ จะเชิญให้ผมเป็น รมว.กระทรวงหนึ่ง ขอไม่บอกชื่อกระทรวง ไม่ใช่กระทรวงพลังงาน ถามว่าผมจะรับไหม ผมก็ตอบรับไป อีกสัปดาห์หนึ่งต่อมา มีสายต่อเข้ามาว่าท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ขอพูดด้วย แล้วท่านก็เสนอให้ไปว่าการกระทรวงพลังงาน ผมจึงทราบตอนนั้นว่า นั่นคือโผจริง

เพราะฉะนั้น ทุกท่านที่มีการติดต่อกันก่อนหน้านี้ อย่าไป serious มากนะครับ ท่านจะรู้โผจริง ตอนที่ท่าน นรม.ตัวจริง แจ้งมาครับ

ท่านประชาชนที่เชียร์ใคร ก็เตรียมทำใจด้วยนะครับ

และถึงแม้จบแล้ว แต่ถ้าพรรคร่วมยังไม่พอใจ ก็จะก่อกระแสคลื่นใต้น้ำ สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาล ตอนรัฐบาล พล.อ.ชวลิต พรรคชาติพัฒนายังไม่พอใจ พล.อ.ชวลิต ต้องพบทำความเข้าใจกับ พล.อ.ชาติชาย ตลอดเวลา สุดท้ายเดือนตุลาคม 2540 มีการปรับ ครม. พรรคชาติพัฒนาส่ง ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็น รมว.พาณิชย์ แทนผม และหลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ชวลิต ยอมลาออก เพื่อจะให้พรรคชาติพัฒนาจัดรัฐบาลใหม่ แต่พรรค ปชป. โดย เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไวกว่า ไปเอา ส.ส. 12 คน จากพรรคประชากรไทยของคุณสมัคร สุนทรเวช มา Vote ให้พรรค ปชป. โดยให้ตำแหน่ง ส.ส. 12 คน ถึง 6 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรี 3 และเลขาฯ อีก 3 เกิดตำนานที่คุณสมัครเรียกว่า “งูเห่า” พรรค ปชป. ได้เป็นรัฐบาล มีคุณชวน เป็นนายกรัฐมนตรี เรียกว่า รัฐบาลชวน 2

บทเรียนเหล่านี้ รัฐบาลประยุทธ์ 2 คงต้องเอามาใช้ประโยชน์ นะครับ

ปัญหาการเมืองแบบนี้ เหล่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบเพื่อให้มีรัฐบาลเสียงข้างมากอย่างแท้จริง จะได้คุม ส.ส.ได้ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เป็น Party List จริง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ไม่เหมาะเป็น ส.ส.เขต แต่รัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนรูปหมด การเมืองต่อไป ก็จะมีปัญหาการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลแบบการเมืองตอนนี้แหละครับ

สวัสดีครับ

ตัวจริงเสียงจริง ‘ธรรมนัส’ จัดให้ แม่ทัพใหญ่ลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวจริงเสียงจริง ‘ธรรมนัส’ จัดให้ แม่ทัพใหญ่ลุงตู่

13 มิถุนายน 2562 – 10:57 น.
อัครา พรหมเผ่า,ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองธรรมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,สสพะเยา,รัฐมนตรี,เก้าอี้รัฐมนตรี,ผู้กองนัส,ร่วมรัฐบาล,พรรคร่วมรัฐบาล
เปิดอ่าน 19,969 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2562

********************

          การจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคไม่ว่ายุคประชาธิปไตยจ๋า หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็มีข่าวการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับรัฐบาลประยุทธ์ 2/1

          สำหรับแกนนำพรรคพลังประชารัฐมีอยู่หลายคน ส่วนใหญ่เป็นนักเลือกตั้งจอมเก๋า ผู้ที่พูดน้อยแต่ทำงานจริงจัง คือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยา ซึ่งทุกสำนักข่าวต่างคาดหมายว่า “ผู้กองนัส” จะต้องได้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน เพราะผลงานจากการเลือกตั้งนั้นเข้าตาผู้ใหญ่มาก 

ธรรมนัส ขวัญใจไทลื้อเมืองพะเยา

เปิดตัว “อัครา”

          ผู้ที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาแต่สมัยยังทำธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อาจรู้สึกแปลกใจที่เห็นข่าว “ผู้กองนัส” ลงสมัคร ส.ส.พะเยา เนื่องจากไม่ทราบว่าอดีตนายทหารคนนี้มีพื้นเพเป็นคนเมืองกว๊าน

อินจันทร์ พรหมเผ่า อดีตผู้ใหญ่บ้าน บิดาของธรรมนัส

          บิดาของ ร.อ.ธรรมนัส คือ อินจันทร์ พรหมเผ่า อดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา เมื่อได้เวลาอันเหมาะสม “ผู้กองนัส” จึงกลับบ้านเกิด ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเจือจุนคนจน คนด้อยโอกาส 

          โดยบุคลิกที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ปฏิเสธชาวบ้านไม่เป็น จึงเป็นที่รักของกลุ่ม อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มข้าราชการ

          “ผู้กองนัส” มีน้องชายชื่อ “อัครา พรหมเผ่า” เคยเป็นรองนายกอบจ.พะเยา และทำงานการเมืองช่วยพี่ชาย นับแต่ประกาศเป็นขุนศึกพลังประชารัฐ ปักธงยึดเมืองพะเยา

อัครา พรหมเผ่า

          เมื่อ “ผู้กองนัส” บอกนักข่าวว่า ตนเองจะไม่เป็นรัฐมนตรี แต่จะส่งคนนามสกุล “พรหมเผ่า” เข้าไปนั่งเก้าอี้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งแทน

          คนนามสกุลเดียวกับ “ผู้กองนัส” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..ก็คือ อัครา น้องชายสุดรักนั่นเอง

เพื่อน “เอกราช”

           สหายร่วมรบทางการเมืองของ “ผู้กองนัส” อีกคนหนึ่งในพรรคพลังประชารัฐคือ “เอกราช ช่างเหลา”

          เมื่อปี 2542 ร.อ.ธรรมนัส ออกจากราชการ หันมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ได้จับมือกับ เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น “เมืองแกรนด์วิลล์”

          “เอกราช” เคยเป็นครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น และเติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น สิบกว่าปีที่แล้ว เอกราชมีฐานะการเงินเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้ทำโครงการบ้านจัดสรรหลายแห่ง

          วันนี้เอกราชเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ และวัฒนา ช่างเหลา ลูกชายวัย 20 ปีเศษ ได้เป็น ส.ส.เขต 2 ขอนแก่น

          เหตุผลหนึ่งที่ “ผู้กองนัส” ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะรับปากผู้ใหญ่ให้มาดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคพลังประชารัฐ

          ที่เริ่มเดินเครื่องไปแล้วคือสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อีสาน “ผู้กองนัส” จับมือ “เอกราช” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ไปบ้างแล้ว

          โดยเฉพาะสนามอุดรธานี ผู้กองนัสและเอกราช วางตัวอดีตนายทหารใหญ่ ที่สนิทสนมกับ “ขาใหญ่เสื้อแดง” ได้เตรียมตัวไว้หักโค่น “วิเชียร ขาวขำ” นายก อบจ.อุดรฯ คนปัจจุบัน

          น่าลุ้นครม.ลุงตู่ ภาค 2 เที่ยวนี้จะมีชื่อ เอกราช ช่างเหลา หรือไม่?

มือประสานสิบทิศ

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีหน้าที่ประสานงานกับ “10 พรรคเล็ก” ซึ่งในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ “ผู้กองนัส” จะนัดหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็ก โดยมีหลายประเด็นที่จะพิจารณาซึ่งรวมถึงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ที่คาดว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันได้และได้ข้อยุติ

          คนทั่วไปอาจเห็นบทบาทของมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ผ่านสื่อเยอะหน่อย ก็นึกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง

          จริงๆ แล้ว “ผู้กองนัส” ได้ประสานกับ สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน ซึ่งสมเกียรติ ได้แตะมือกับนันทนา สงฆ์ประชา อดีตส.ส.ชัยนาท ได้ตัั้งพรรคประชาภิวัฒน์

          อีกรายหนึ่งคือ พ.ต.อ.รวมนคร ทับทิมธงไชย ประธานยุทธศาสตร์พรรคประชานิยมนั้น รู้จักกันดีกับ ร.อ.ธรรมนัส มานานแล้ว มินับรวม พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย 

          เชื่อว่าพรรคจิ๋ว 1 เสียงเหล่านี้ ไม่มีทางแหกคอกแหกโผแน่

‘งูเห่า’เขาซื้อกันยังไง??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘งูเห่า’เขาซื้อกันยังไง??

13 มิถุนายน 2562 – 10:55 น.
งูเห่า,กกต
เปิดอ่าน 2,681 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

ได้ข่าวว่า ‘งูเห่า’ รุ่นใหม่แถวตึกไทยซัมมิทแพงหูฉี่ ราคาพุ่งพรวดตั้งแต่ 30-120 ล้าน ก็ไม่รู้ว่าคนซื้อใช้มาตรฐานอะไรเป็นเกณฑ์วัด เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระดับเกรดเอ ‘เก่ง’ การุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังถูกประเมินไว้เพียง 50 ล้านบาท

เรื่องนี้คงต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีมูลหรือแค่เกมการเมือง

เช่นเดียวกับกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ใช้เวทีรัฐสภาวันโหวตเลือกนายกฯ อ้างมีคนมาทาบทาม 2-3 รอบ ให้ยกพรรคไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมเสนอเงิน 300 ล้าน แถมตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้อีกด้วย

แต่ที่น่าแปลกเจ้าของฉายา ‘มือปราบตงฉิน’ และตำรวจสอบสวนผู้โด่งดังในอดีตกลับไม่เอาเรื่องเอาความกับคนทำผิดและคู่แข่งทางการเมือง หากจำเหตุการณ์เมื่อต้นปีกันได้ ‘ทหาร’ ติดตามดูแลความเรียบร้อยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ตามคำสั่ง คสช.ในระหว่างลงพื้นที่หาเสียง ก็ถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงพร้อมอัดคลิปวิดีโอเอามาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวประจานคนทั้งประเทศได้รับรู้จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นโรงพักแจ้งความกันมาแล้ว แต่เรื่องนี้ ‘เสรีพิศุทธ์’ กลับปล่อยผ่าน

ถามว่าในสถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีโอกาสจะเกิดขบวนการซื้อ ‘งูเห่า’ หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ‘มี’ แต่ไม่ใช่การกว้านซื้อแบบพร่ำเพรื่อ ไม่ดูทิศทางลม อย่างที่กล่าวหากันอยู่

ไม่เช่นนั้นก็จะเจอทั้งกฎหมายอาญา ม.149 และกฎหมายพรรคการเมือง 2560 ม.28 ม.29 ม.44 ม.46 ม.88 วรรคสอง โทษถึงขั้นยุบพรรคเพราะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ อ้างมีบุคคลขอซื้อตัว ส.ส.เกือบยกพรรค โดยการหลอกล่อด้วยเหตุผล การยุบพรรค คดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค รวมทั้งการข่มขู่ที่จะเอาถึงชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อมในช่วงโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ นั้นแหละ

แล้ว ‘งูเห่า’ เขาซื้อกันอย่างไร? หลักการแรกต้องศึกษาลักษณะนิสัย ฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละพรรคกันก่อนว่าทุนหนาหรือแห้งกรอบ รวมถึงแหล่งที่มาก็เป็นเรื่องสำคัญ ส.ส.ระบบเขตจะอยู่ในข่ายเป้าหมายมากกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาตี้ลิสต์ เนื่องจากมีฐานเสียงที่ต้องรักษา การลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมพบปะมวลชน ไม่ว่าจะงานบวช-งานแต่ง-ฝังลูกนิมิต ก็ต้องทำต่อเนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายไปแต่ละครั้งต้องควักเนื้อตัวเอง ขอเบิกจากพรรคก็ไม่ได้ โอกาสได้มาร่วมงานง่ายขึ้นกว่า

ส่วน ‘งูเห่า’ ปรากฏตอนไหน? ก็ต้องเลือกที่เป็นวาระสำคัญ เหมือนเช่นในอดีต ภายหลังการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีมติจะสนับสนุนให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ด้วยเสียงของพรรคความหวังใหม่  125 เสียง พรรคชาติพัฒนา 52 เสียง พรรคประชากรไทย 18 เสียง และพรรคมวลชน 2 เสียง รวม 197 เสียง โดย ส.ส.พรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน ซึ่งเป็นกลุ่มของนายวัฒนา อัศวเหม  กลับสวนมติ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ไปสนับสนุน นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนสามารถรวมได้ 209 เสียง จากเดิมได้เพียง 196 เสียง จนถูกเรียกว่า ‘กลุ่มงูเห่า’ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย

แต่การโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ สมัยนี้ มีเสียง 250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช.คอยสนับสนุนอยู่แล้ว ให้จับตาช่วงการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การถอดถอนจากตำแหน่งว่าจะเจอ ‘งูเห่า’ โผล่มากี่เสียง

จุดพลุแก้รธน.จับตาเกมนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดพลุแก้รธน.จับตาเกมนอกสภา

13 มิถุนายน 2562 – 09:29 น.
รธน
เปิดอ่าน 1,160 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562

พรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้านได้แสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งประกาศว่าต้องการแก้ไขทั้งฉบับโดยเริ่มต้นจากเรื่องอำนาจของส.ว.และมาตรา 279 ที่รับรองอำนาจของคสช. โดยเตรียมผลักดันทุกช่องทางทั้งในสภาและนอกสภา รวมทั้งจัดเตรียมเดินสายชี้แจงรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบและให้เกิดฉันทามติร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลาจำเป็นต้องช่วยกันถอดสลัก ซึ่งแนวโน้มยื่นประเด็นแก้ไขก็มีแตกต่างกันไปโดยบางพรรคก็จ้องจะแก้ไขหลายหมวด หลายมาตรา และบางพรรคก็เสนอว่าควรปลดล็อกหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก เพื่อให้อนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยให้ใช้กติกาปกติที่ใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา โดยพรรคการเมืองเหล่านี้เริ่มเดินหน้าทันทีหลังมีรัฐบาลใหม่เข้าสู่การบริหารประเทศ

ในส่วนขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าต้องเริ่มจากคณะรัฐมนตรี หรือส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรคือ 100 คนขึ้นไป ส่วนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ จะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ที่มีส.ส.500 คน และส.ว.250 คน คือต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งในจำนวนนี้ ส.ว.จะต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 เสียง และวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก ส่วนการโหวตวาระ 3 ขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนเปิดเผย และต้องมีคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภาโดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองและมีส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกส.ว.

นอกจากนี้ยังมีการล็อกไว้อีกคือ 1.หากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หรือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่หรืออำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระต้องทำประชามติ 2.ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส.และส.ว.รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของร่างแก้รัฐธรรมนูญได้ ทั้งนี้จากความเห็นนักวิชาการมองว่าจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นปราบปรามทุจริต การปฏิรูปพัฒนาประเทศ มีบทลงโทษพรรคและนักการเมืองที่รุนแรง ส่วนจุดอ่อนคือถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และถ้าถามว่าประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ยังไม่มีการสำรวจผลอย่างจริงจัง

บริบทของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ผ่านการประชามติจากประชาชนกว่า 16.8 ล้านเสียง และในระหว่างมีผลบังคับใช้มาเกือบ 2 ปียังถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมไปถึงข้อเด่นข้อด้อยและต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายเพื่อตกผลึกหาข้อสรุป โดยเฉพาะนักการเมืองอยู่ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงไม่ควรชี้นำหรือรีบด่วนแก้ไข แม้จะบอกว่าเป็นพันธสัญญาหาเสียงเพราะกฎหมายนี้เกี่ยวพันกับประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นเห็นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมน่าจะเริ่มจากองค์กรอิสระหรือหน่วยงานวิชาการและสถาบันที่เป็นกลางเข้ามาเป็นกลไกหลักดำเนินการเพราะลำพังพรรคการเมืองไม่สามารถหาฉันทามติจากทุกส่วนได้เนื่องจากแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายจึงต้องจับตาว่าจะเป็นหมากเกมปลุกกระแสนอกสภาเพราะในสภาจบเห่ไปแล้วหรือไม่

แก้ไขรธน. ‘ระเบิดเวลา’ รบ.พปชร.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ไขรธน. ‘ระเบิดเวลา’ รบ.พปชร.

13 มิถุนายน 2562 – 09:25 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ,พลังประชารัฐ,ประชาธิปัตย์,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,396 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย…   ร่มเย็น

“แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560”  เพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เป็นเงื่อนไขต่อรองสำคัญข้อหนึ่งในการเข้าร่วมรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์มีต่อพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  ซึ่งเมื่อได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ  พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมี 53 เสียง จึงตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล

          อย่างไรก็ตามในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้มีีข้อแม้ว่า หากภายหลังเกิดกรณีไม่ทำตามเงื่อนไขตามทีี่ได้ตกลงกันไว้  พรรคประชาธิปัตย์ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะทบทวนอนาคตได้ในเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาล

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560  เป็น “ของรักของหวง” ของ คสช.มาโดยตลอด  เพราะมีการวางกลไกการเปลี่ยนผ่านอำนาจของคสช.ไว้เป็นอย่างดี  ดังนั้นมีหรือที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จะอยากให้แก้ จับอาการของพล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องนี้ก็จะเห็นอาการเด้งเชือก ..“เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นกับการร่วมจัดตั้งรัฐบาล”
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  บอกว่า  เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องหารือร่วมกัน  ซึ่งต้องหารือกันต่อไป
เช่นเดียวกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐอีกคน “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ก็บอกว่า …เร็วไปที่จะพูดถึงในการแก้ไข ตอนนี้ต้องมุ่งนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาจะแก้มากแก้น้อยขนาดไหนต้องมาพูดคุยกัน คงไม่ใช่เงื่อนไขเร่งด่วน หรือจะเป็นปัญหาในการร่วมรัฐบาลในครั้งนี้

และหากมองไปที่เงื่อนไขในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า “เพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น” นั้น กว้างมาก เพราะว่าไปแล้วรัฐธรรมนูญปี 2560 มีกลไกหลายอย่างที่สร้างปัญหา  อาทิ  ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ในบทเฉพาะกาลระยะ 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกให้ ส.ว. ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด หรืิอกรณีที่เปิดช่องให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
ยิ่งกว่านั้น….การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 60  ได้สร้างเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างซับซ้อน  โดยต้องฝ่า “ด่านหิน” แต่ละขั้นตอนไปให้ได้
เริ่มจาก  1.ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี (ไม่ต้องฝันว่าจะเกิดขึ้น) หรือ ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือ ส.ส.ประมาณ 100 คนขึ้นไป หรือจาก ส.ส. และส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประมาณ 150 คนขึ้นไป หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน เข้าชื่อกัน
2.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา ซึ่งมีส.ว.ร่วมพิจารณาด้วย และพิจารณาเป็น 3 วาระ
3.การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการจะต้องใช้เสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติม “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งก็ประมาณ 376 เสียงขึ้นไป และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือประมาณ 84 เสียงขึ้นไป (ยากกว่าได้เป็นนายกฯเสียอีก เพราะการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ ใช้เสียงประมาณ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งใช้เสียง ส.ส.อย่างเดียวก็ได้ไม่ต้องพึ่งส.ว. แต่นี่กำหนดถึงขนาดที่ว่าในจำนวน 376 เสียงต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบด้วย แค่นั้นไม่พอต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบด้วยประมาณ 84 เสียงขึ้นไป)
4.การพิจารณาในวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ในการออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก
5.ในการโหวตวาระ 3 ขั้นสุดท้าย (หินสุดๆ) ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาคือประมาณ 376 เสียงขึ้นไป โดยในจำนวนนี้จะต้องมีเสียง ส.ส.จากทุกพรรคในสภาเข้ามาร่วมโหวตแก้ไข แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านก็ต้องเห็นชอบด้วย ถ้าขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไปอาจทำให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม และต้องมีเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองรวมกัน และมีส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งก็คือประมาณ 84 เสียงขึ้นไป
สรุปว่า เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญยากยิ่งกว่ายาก  เงื่อนไขแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอต่อพรรคพลังประชารัฐจะสำเร็จได้ต้องให้ ส.ว.250 ที่มาจากคสช.เปิดทาง และทุกพรรคการเมืองต้องสนับสนุนด้วย  และบางหมวดถ้าจะแก้ไขก็ต้องผ่านการออกเสียงประชามติก่อนด้วย
ดังนั้นหากพรรคพลังประชารัฐไปตกปากรับคำกับพรรคประชาธิปัตย์ตามข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แล้วไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ ก็เท่ากับว่าผิดคำพูด ซึ่งจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคใหญ่อันดับสองของรัฐบาล เมื่อเวลาที่ “สุกงอม” เดินมาถึง

กลัวที่ไหน “ช่อ” ร่ายกลอนปลุกม็อบธนาธรสู้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/404489?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กลัวที่ไหน “ช่อ” ร่ายกลอนปลุกม็อบธนาธรสู้

14 ธันวาคม 2562 – 09:14 น.
ช่อ,ช่อ พรรณิการ์ วานิช,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

อย่าเจอกันแต่หน้าจอ ช่อ-พรรณิการ์ โพสต์บทกวีปลุกมวลชนลุกขึ้นสู้ความอยุติธรรมเย็นนี้ ลั่นกลัวที่ไหน

วันที่ 14 ธ.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่อ – พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์บทกวีลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Pannika Chor Wanich” โดยมีเนื้อหาดังนี้

นามคนนี้ทนทาน กังวานยิ่งและยืนยง
คุณค่านั้นทระนง องอาจกล้าเย้ยธาตรี
จงรักพิทักษ์เกียรติ อันโรจน์แรงดุจแสงระวี
ล่าล้างพวกกาลี ให้โลกงามด้วยนามไท

อย่ายอมอยู่อย่างสยบ และสั่นซบใต้ตีนใคร
หยัดอยู่สู้ด้วยใจ อันทรหดและอดทน
หนทางพิสูจน์ม้า และเวลาพิสูจน์คน
ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา

พบภัยถ้าไม่สู้ แต่ซ้ำลู่เป็นอ้อคา
มวลชนจะตีตรา ถึงหลานเหลนว่าเดนคน
จงเดินอย่าเดินเดียว จงเดินร่วมกับมวลชน
แรงใจของคนจน ที่เอาจริงจะค้ำจุน

แล้วผีก็เถอะผี สักแสนผีที่ทารุณ
มือคนจะแทนคุณ ให้เลื่องลือ…นี่มือไท
ชาตินี้ชีวิตนี้ อุทิศพลีเพื่อสู้ภัย
ฝากชื่อให้ลือชัย ไกรเกริกหล้าท้าธรณิน

อย่าเจอกันแต่หน้าจอ เสาร์ 14 ธันวาคมนี้ มาเจอกัน สกายวอล์ค ปทุมวัน 5 โมงเย็น

มาร่วมกันส่งเสียงประชาชน ประกาศว่าเราไม่เอาความอยุติธรรม เราไม่เอาระบอบไร้มาตรฐานทางกฎหมาย เมื่อเสียงในสภาไม่มีค่า ก็ได้เวลาเจ้าของประเทศออกมาเปล่งเสียงด้วยตัวเอง ให้เขารู้ว่า อย่าข้ามหัวประชาชน #กลัวที่ไหน #ไม่ถอยไม่ทน

สมชัย แนะโพรง อนค. กก.บห.ชิงลาออก รักษา ส.ส. 80 ที่นั่ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/404482?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สมชัย แนะโพรง อนค. กก.บห.ชิงลาออก รักษา ส.ส. 80 ที่นั่ง

13 ธันวาคม 2562 – 22:40 น.
สมชัย,โพรง อนค,กกบหชิงลาออก
เปิดอ่าน 458 ครั้ง

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. แนะโพรงพรรคอนาคตใหม่ สู้แบบไม่ผิดกติกา กก.บห.ชิงลาออก เพื่อรักษา ส.ส. 80 ที่นั่ง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ความว่า

โพรงแห่งอนาคตใหม่ สู้แบบไม่ผิดกติกา

1. หากมีการยุบพรรค กก.บริหารที่เป็น ส.ส. 10 คน ถูกตัดสิทธิ์ ไม่สามารถเลื่อนคนในบัญชีรายชื่อขึ้นมาได้ทัน จะทำให้ ส.ส.ที่จะย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ เหลือแค่ 70 คน

2. วิธีการในการรักษา 10 เสียงในสภาไว้ คือ การลาออกจาก ส.ส.ก่อนที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสิน นั่นแปลว่า จะมีการเลื่อนลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคขึ้นมา จำนวน ส.ส.หลังจากยุบพรรคยังจะเป็น 80 คนตามเดิม

3. การย้ายพรรคใหม่ ภายใน 60 วัน หลังจากยุบพรรค ไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าสังกัดพรรคที่มี ส.ส.อยู่แล้วในสภา ดังนั้น จะย้ายไปยังพรรคอะไรก็ได้ ที่มีชื่อจดทะเบียนจัดตั้งพรรคกับ กกต.ไว้แล้ว ซึ่งทั้ง 80 ส.ส.ของอนาคตใหม่ยังสามารถรวมกันอย่างเป็นกลุ่มก้อน และสร้างผลงานจากพรรคชื่อใหม่ได้

4. กรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิ จะต้องไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของพรรคใหม่ โดยยังจะเป็น กรรมการบริหารของพรรคเดิมเพื่อชำระบัญชี ทรัพย์สิน เพื่อรายงานต่อ กกต.ภายใน 180 วัน (ขอขยายเวลาได้)

โพรงนี้ แคบ เล็ก และยังมีหนามแหลม
อยากจะเข้าย่อมเจ็บปวด และต้องอาศัยจิตใจที่แกร่งมั่น
ไม่รู้สิ ว่า คุ้มจะเลือกเข้าหรือไม่ ต้องคิดเอง

Luxury dining at your desk

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/food/30379399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Luxury dining at your desk

Dec 13. 2019
By THE NATION

709 Viewed

Centara Grand and Bangkok Convention Centre at CentralWorld have partnered with GrabFood to bring foodies a range of delicious dishes including healthy breakfasts, salads, cakes and pastries from Zing Bakery Spanish and Mediterranean dishes from Uno Mas Restaurant to European-style bistro cuisine from Red Sky.

Choices include Chicken Avocado Wrap, American Wagyu Beef Short rib and Cochinello.

Six sites of Thai culture you can explore along Chao Phraya River

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/travel/30379408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Six sites of Thai culture you can explore along Chao Phraya River

Dec 14. 2019
By The Nation

922 Viewed

The royal barge procession on Thursday showcased the majesty and grace of Thai culture, kindling public interest in exploring more of the historic attractions.  There are many historical sites and tourist attractions along the Chao Phraya River which came into the limelight such as Thammasat University, Wat Rachathiwat Pier, Santichai Prakan Park, Maharaj Road, Nakarapirom Park, etc. For those interested in history, here are six spots they can check out:

Wat Mahathat Yuwarajarangsarit Rajaworamahavihara

Better-known among Thais as Wat Mahathat or Wat Saluk, this is one of the 10 main temples in Bangkok. Built in the Ayutthaya leriod and renovated during the reign of King Rama I, Wat Mahathat is at the foundation of the history of Buddhism in Thailand, as the Buddhist Tripitaka was convoked here in 1788. Among the highlight features are the Vihara Pho Lanka, or Vihara Noi, where King Rama IV resided when he was a monk, and Akarn Watthu, or Red Building, which once housed Bangkok’s first library. In the reign of King Rama I, he intended the temple area to be an important religious site to divide the space between the royal palace and the deputy king’s palace. In olden days, Thai-Chinese people lived around the temple area and the community expanded to the Sanam Luang area, becoming a large Chinese community. Later, when the Grand Palace was built, the Chinese migrated to the south of the river to what is now known as Yaowarat or China Town.

Hall of Sculpture

A distinctive tourist attraction when passing the old deputy king’s palace fence, the Hall of the Sculpture is located near the Fine Arts Department. It was originally used as a sculpture workshop. However, since it was located in a crowded area, the department received complaints about pollution, especially when melting metal and gold. The new workshop is now in Nakhon Pathom province while the old one became the sculpture museum or Hall of Sculpture. It shows the process of sculpting and the works of many important artists to inspire the younger generation.

Wat Arun Ratchawararam Ratchawaramahawihan 

From the Grand Palace when you cross the Chao Phraya River for a Bt4 fee, you reach another temple — Wat Arun Ratchawararam Ratchawaramahawihan — also known as the Temple of Dawn. It is one of the most popular tourist attractions, and is a part of most foreign travellers’ itinerary. The highlight of the temple is the central prang, built in the complicated Ayutthaya style.

Wat Arun has been associated with the monarch as the Temple of King Rama II.

Wat Kalayanamitr Varamahavihara 

Access the shortcut around Klong Bangkok Yai bridge to the Kudeejeen community where the millionaire owner of the area was once friends with King Rama III. Wat Kalayanami [Temple of True Friendship] is located near the west bank of the Chao Phraya River and has been built as a monument to their friendship. The most distinctive feature is the large chapel with the Buddha Tri Rattanayok statue or ‘Sam Poo Kong’ as it is called by Chinese-Thais around the area. The temple combines Thai and Chinese art.

Kian Un Keng Shrine

Walking along the river from the Temple of Friendship, the ancient Chinese Kian Un Keng Shrine in the Kudeejeen area has welcomed visitors for a 100 years. The shrine interior contains a rare image of the Chinese goddess Guanyin and is decorated with murals and paintings of scenes from the classical Chinese novel, “Romance of Three Kingdoms”.

Santa Cruz Church

Beaides Buddhist attractions, visitors can also admire the Santa Cruz Church [Holy Cross church]. The Roman Catholic Santa Cruz Church was built in 1834 as a place of worship for the local community of Portuguese merchants and missionaries who had settled in the Kudeejeen area. The building has a magnificent semi-circle dome tower and a graceful arch with the red roof, which is lit in blue light and stands out in the dark.

Flawless Gunn sits two shots behind Younger in Indonesian Masters

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/sport/30379424?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Flawless Gunn sits two shots behind Younger in Indonesian Masters

Dec 14. 2019

Gunn Charoenkul

Gunn Charoenkul
By THE NATION
383 Viewed

Jakarta – Thai hot shot Gunn Charoenkul carded a bogey-free 65 to trail Australian Josh Younger by two strokes after the halfway stage at the US$750,000 BNI Indonesian Masters supported by Bank BRI and MedcoEnergi on Friday.

Josh Younger

Gunn, who just rounded off a commendable season on the Japan Golf Tour last week, started with three straight birdies and went on to produce four more before he landed his error-free round on 133.

“I would say I played pretty good for someone who didn’t have any sleep so far, I just arrived in Jakarta yesterday morning at five o’clock,” Gunn who has spent most of his season competing on the Japan Tour.

“What was strange is, I’ve been putting really good, which is strange. I mean, maybe it’s a lack of sleep I guess, because normally I don’t putt this good,” he added.

“I’ve been learning a lot while spending my time in Japan and then kind of figured out what I need to do with my game. Earlier in the year I was in the States just traveling, learning different stuff, finding new things and then try to apply it. Like I said before, what works for me. And somehow, I think I kind of figured out what direction I should be going in,” said Gunn whose best run on the Asian Tour was a second place finish in the 2016 Queen’s Cup.

Australian Younger maintained his hot streak to sign for a blemish-free seven-under-par 65 to grab the lead.

Younger, who claimed his first victory in his 10 years as a professional two weeks ago, returned with another flawless round highlighted by seven birdies to cap a two-day total of 13-under-par 131 at the highly acclaimed Royale Jakarta Golf Club.

Overnight co-leader Keith Horne of South Africa signed for a 67 to take second place.

Alex Cejka of Germany registered a 66 to settle three shots off the pace in fourth while American Sihwan Kim, Thai star Prom Meesawat and India’s Shiv Kapur shared fifth place on matching 135s following rounds of 66, 68 and 65 in the popular event, which forms the third leg of the 2019/20 Panasonic Swing.

Joshua Andrew Wirawan emerged as the highest-ranked Indonesian after he signed for a 66 to tie in 12th place on 137. Wirawan is one of the five local prospects, including amateur Naraajie Emerald Ramadhanputra, to make the halfway cut set at one-under-par 143.

After opening his title defence with a 73, Thailand’s Poom Saksansin bounced back with a 68 to move to tied-39th place while countryman and 2019 Order of Merit champion Jazz Janewattananond settled seven shots off the lead in tied-14th place following a 70.

A total of 68 players, ranked into top-65 and ties after 36 holes, progressed into the weekend rounds of the BNI Indonesian Masters, which is celebrating its ninth straight edition on the Asian Tour.

By being the flagship event of the Asian Tour, the BNI Indonesian Masters will award the winner with 20 Official World Golf Ranking (OWGR) points, ensuring more players benefit from the points breakdown.

The winner of the 2019 BNI Indonesian Masters will again receive a coveted spot in the World Golf Championships – FedEx St. Jude Invitational in 2020.