อลังการ’THE KINGDOM OF HAPPINESS 2020’ซีพีเอ็น เนรมิตธีมพาร์คอาณาจักรแห่งความสุขส่งท้ายปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455390

อลังการ’THE KINGDOM OF HAPPINESS 2020’ซีพีเอ็น เนรมิตธีมพาร์คอาณาจักรแห่งความสุขส่งท้ายปี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 11.33 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ร่วมกับ พันธมิตรธุรกิจทุ่มงบ 400 ล้านบาทเนรมิตศูนย์การค้า 34 แห่งทั้งในและต่างประเทศให้กลายเป็นมหัศจรรย์อาณาจักรแห่งความสุข“The Kingdom of Happiness2020…Where life celebrates”ครั้งแรกกับการสร้าง Theme Park อาณาจักรคริสต์มาสสร้างสรรค์ ‘Life-engaged Storytelling’ ด้วยDecoration สวยงามตระการตาของเหล่าคาแรคเตอร์ราชาซานต้าและผองเพื่อนผลงานศิลปินระดับโลก “ฮาวิเย่ กอนซาเลซ บูรโกส” ที่เคยสร้างความประทับใจให้คนไทยมาแล้ว ครั้งนี้มาในดีไซน์ใหม่ในเรื่องราวของการตามหาดวงดาวที่หายไปบนยอดต้นคริสมาสต์ ที่โลดแล่นความน่ารักอยู่ทั่วศูนย์การค้าของซีพีเอ็นและ Partnership กับบริษัท New Tech ระดับโลกJoox ที่สร้างสรรค์เพลงพิเศษร้องโดยศิลปินชื่อดัง นนท์ ธนนท์ และ เอิ๊ต ภัทรวี  และ GRAB Thailand มอบโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะที่ศูนย์ของซีพีเอ็น พร้อมด้วยโปรโมชั่นอัดแน่นและอีเว้นท์ยาวนานต่อเนื่องตลอด 46วันจากนี้จนถึงสิ้นปีรวมมากกว่า 100 อีเว้นท์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการมอบความสุขให้กับคนไทยในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี สร้างปรากฎการณ์ความเป็นที่สุดด้วย‘6 Super Booster’บูสต์ความสุขให้คนทั่วโลกด้วย 6 สิ่งที่ห้ามพลาดอาทิ 1) Decorationระดับโลกครั้งแรกกับการดึงอาณาจักรซานต้าสู่โลกดิจิตอลด้วยการถ่ายรูปและสนุกกับAR Gamingเกมส์สะสมดวงดาว 2)ต้นคริสต์มาสยักษ์ที่สูงที่สุดและสวยที่สุด3) ฉลองเทศกาลคริสต์มาสระดับโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ 4) งานเทศกาลของขวัญ “Christmas Market” ด้วยของขวัญกว่าล้านชิ้น 5) ของสะสมChristmas Limited Gifts และโปรฯ ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี และ 6) ที่สุดของงาน Countdown ระดับโลกยิ่งใหญ่แห่งปี เตรียมพร้อมดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตั้งเป้าทราฟฟิกโดยรวมของทุกศูนย์ฯเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน20% และกระตุ้นให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของไทยคึกคัก ตอกย้ำภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ในการจัดแคมเปญในครั้งนี้ว่า“ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างศูนย์การค้าให้เป็น‘Center of Life’หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิตในทุกโลเคชั่น ทั้ง 34 ศูนย์ ในประเทศและต่างประเทศที่เซ็นทรัล ไอ-ซิตี้ ประเทศมาเลเซีย โดยซีพีเอ็นมีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นว่าศูนย์การค้าในปัจจุบันจะไม่ใช่แค่ Shopping center หรือพื้นที่สำหรับขายสินค้าและบริการ แต่ต้องเป็น ‘Experiencing center’ หรือพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางในการมอบประสบการณ์ที่หลากหลายตามแต่ละไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนในเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ที่โตขึ้นทุกวัน ดังนั้น ทุกกิจกรรมและอีเว้นท์ในศูนย์ฯ ของซีพีเอ็นจึงต้องผสมผสานไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์,Innovation ใหม่ๆที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ละช่วงเวลาสำคัญ โดยปีนี้ เป็นครั้งแรกที่เราสร้างธีมพาร์คอาณาจักรคริสต์มาส สวยงาม ยิ่งใหญ่ด้วย ต้นคริสต์มาสยักษ์สูง 35 เมตรสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Christmas carpet ยาวกว่า 1,000 ตร.ม. การตกแต่งไฟ Spectacular World-Class light Illuminations พร้อมโชว์Interactive แอนิเมชั่นบนจอ the panOramix และ AR Gaming experience ซึ่งเราใช้ Decoration สื่อสารกับผู้คนผ่านการสร้างLife-engaged Storytelling เพื่อให้เกิด Emotional connection ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์คความสุขช่วงสิ้นปีตลอดมา”

ภายใต้แคมเปญTHE KINGDOM OF HAPPINESS2020…Where life celebratesนี้ เริ่มต้นเวลาแห่งความสุขด้วยงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส ยาวไปจนถึงงานเค้าท์ดาวน์ส่งท้ายปี รวม 46 วันอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ซึ่งซีพีเอ็นตั้งใจปั้นให้เป็น‘6 Super Boosters’แห่งปี ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่เคยจัดมา ประกอบไปด้วย

การเป็นWorld-Class Best-in-Asia Festive Destination ด้วยการครีเอท Life-engagedStoryingtelling ของการผจญภัยตามหาดวงดาวในอาณาจักร 4 ดินแดน คือ The Star Lagoon (ทะเลสาบแห่งดวงดาว), The Mystic Forest (ป่าสนลึกลับ), The Market Park (ตลาดกลางเมือง),The Santa Castle (ปราสาทราชาซานต้า)ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งทุกปีซีพีเอ็นจะนำคาแรคเตอร์และศิลปินระดับโลกมาสร้าง Remarkable experiences เพื่อให้ทุกศูนย์ฯ ของซีพีเอ็นเป็น New Year destination ที่ทุกคนต้องมาเช็คอิน โดยปีนี้จับมือ “ฮาวิเย่ กอนซาเลซ บูรโกส” ศิลปินนักวาดภาพลายเส้นระดับโลกที่เคยสร้างความสุขให้คนไทยมาแล้ว สร้างอาณาจักรแห่งความสุขด้วยประติมากรรมคาแรคเตอร์คริสต์มาสสุดน่ารัก และเรายังได้ร่วมมือกับ อิ๊กลู สตูดิโอ (Igloo Studio) แอนิเมชั่นสตูดิโอชั้นนำระดับประเทศที่สร้างสรรค์ผลงานจนได้รับรางวัลระดับอินเตอร์มาแล้วมากมาย มาถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบของแอนิเมชั่นความมหัศจรรย์ของการผจญภัยตามหาดวงดาวของราชาซานต้า และเหล่าผองเพื่อนทั้ง 4 Reindeer, Polar bear, Snowy and Mightyพร้อมการตกแต่งไฟสุดตระการตา

นอกจากนี้ เตรียมพบกับครั้งแรกของการดึงอาณาจักรซานต้าสู่โลกดิจิตอลด้วย AR Gaming สแกน QR Code เพื่อถ่ายรูปที่จุด Decoration และร้านค้าในศูนย์ เพื่อร่วมสนุกตามหาดวงดาวที่หายไป ลุ้นรับ Scomadi TT125i ทั้งหมด 4 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 436,000 บาท (รางวัลละ109,000 บาท) เมื่อเล่นเกมค้นหาดาวได้ครบตามจำนวนที่กำหนด และช้อปปิ้งครบ 1,000 บาท

The Best in Town X’Mas Tree at CPN ตระการตากับความสวยงามของการตกแต่งต้นคริสต์มาสหน้าศูนย์ซีพีเอ็นซึ่งทุกแห่งจะเป็น The Best in Town ที่ดีที่สุดและสวยงามที่สุดของเมืองเพื่อมอบความสุขให้กับคนไทยทั่วประเทศพร้อมไฮไลท์ต้นคริสต์มาสยักษ์ที่จะเป็นแลนด์มาร์คของประเทศที่สวยที่สุดด้วยความสูง 35 เมตร ประดับของตกแต่งและไฟกว่า 2 ล้านดวงหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, First-Time ever ต้นคริสต์มาส Louis Vuittonต้นแรกและต้นเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลภูเก็ต

ฉลองเทศกาลคริสต์มาสระดับโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์กับงาน “wOrld of happiness” ด้วยสัญลักษณ์การเริ่มต้นเทศกาลปีใหม่กับงาน Christmas Tree Light up Celebration2020ชมความสวยงามยิ่งใหญ่ของการเปิดไฟต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่ระยิบระยับด้วยไฟกว่า 2 ล้านดวง และโชว์ตระการตาบนจอ The Panoramix ที่หาชมไม่ได้จากที่ใดในโลก ตื่นตากับซานต้าขนาดมหึมาความสูง 5 เมตร และขบวนพาเหรดจากเหล่าคาแรคเตอร์ราชาซานต้าและผองเพื่อน ที่จะสร้างความสุขและรอยยิ้ม พร้อมโชว์พิเศษจากต้าเหนิง, กัปตัน, โอป นิธิ วง Tempt, Trinity และ SB5 ตระการตาแสงสีเสียงมัลติมีเดีย“Spectacular wOrld-class light illuminations”ทั้งลาน Sq.A-D หน้าศูนย์ฯ บนพื้นที่กว่า 4,000 ตร.ม. และชมการประกวดร้องเพลง Christmas Carol singing contest จากโรงเรียนชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ เติมเต็มประสบการณ์ความสุขช่วงคริสต์มาสอย่างแท้จริง

งานเทศกาลของขวัญที่ใหญ่ที่สุดในไทย “Christmas Market” จำลองบรรยากาศความสวยงามและอบอุ่นของตลาดนัดคริสต์มาสจากทั่วโลกมาไว้ในงาน รวบรวมและคัดสรรไอเท็มที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์มาให้เลือกช้อปมากกว่า 1 ล้านชิ้นทั่วประเทศ 1) WINTER MARCHE @ centralwOrld เทศกาลของขวัญสุดพิเศษ และ Creative Gift กว่า 10,000ชิ้นจากแบรนด์ดัง พร้อมกิจกรรมพิเศษนำโดย คุณพลอย จริยะเวชเจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer ชื่อดังมากความสามารถที่จะมาแชร์ไอเดียการเลือกซื้อของขวัญหลากหลายสไตล์ และ2) GIFTMAS 2019 ครั้งแรกกับ Creative Gift Market และ Free workshop 4 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัล วิลเลจและสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ

ร่วม 2 พันธมิตรระดับโลก Joox Music Application และ GRAB Thailand พร้อมอัดโปรฯ ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี และการกลับมาอีกครั้งกับของไอเท็มพิเศษให้สะสม ทั้งผ้าห่มCollection พิเศษและแก้วน้ำดีไซน์พิเศษเฉพาะช่วงแคมเปญในปีนี้ เมื่อช้อปปิ้งตามยอดที่กำหนด โดยลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดตลอดแคมเปญ 10 ท่านยังจะได้รับแหวนเพชรแท้จากJubilee มูลค่ารางวัลละ1 แสนบาทและร่วมกับพันธมิตร อัดโปรโมชั่นยิ่งใหญ่ที่สุดของปีเครดิตเงินคืนสูงสุด13% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ อาทิ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตอิออน, บัตรเครดิตธนาคารออมสิน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ และมาสเตอร์การ์ด

นอกจากนี้ ซีพีเอ็นยังได้จับมือกับ JOOX สร้างสรรค์เพลงสุดพิเศษ ร้องโดยศิลปินชื่อดัง นนท์ ธนนท์ และเอิ๊ต ภัทรวี และร่วมกับGRAB มอบโปรฯSPECIAL WEEK ตั้งแต่วันที่ 9-15ธ.ค. 62 รับส่วนลดทันที80 บาท เมื่อเรียก Grab Premium หรือ Grab SUV มาที่ศูนย์การค้าซีพีเอ็นในทุกจังหวัดที่มีบริการโดยใช้โค้ด HappyDestinationและรับส่วนลดอีก 80 บาททันที สำหรับขากลับ (จำกัด 100 สิทธิ/วัน)และยังสามารถร่วมส่งมอบความสุขให้กับน้องๆด้วยกิจกรรมซีเอสอาร์ “Santa Gifts – Grab – Go” คาราวาน Santa จาก GRAB นำของขวัญวันคริสต์มาสไปมอบให้น้องๆ ในวันที่ 24 ธ.ค.นี้

ปิดท้ายด้วยงานเคาท์ดาวน์ที่ดีที่สุดมันส์ที่สุด และแฮปปี้ที่สุดตลอดกาล THAILAND &AIS BANGKOK COUNTDOWN 2020 ตอกย้ำความเป็น Time Square of Asia ที่ Countdown landmark @centralwOrld ที่ได้รับการยอมรับจาก CNN ตอกย้ำการเป็น World’s and Thailand’s Best Entertainment Countdown ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ 11 ที่ทั่วประเทศ” ดร. ณัฐกิตติ์กล่าว

สำหรับแคมเปญ “The Kingdom of Happiness” มีพันธมิตรชั้นนำร่วมแคมเปญ ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์, มาสเตอร์การ์ด, บริษัท สโกมาดิ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เทนเซนต์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

พบกับสินค้าในคอลเลคชั่นคริสต์มาสและปีใหม่จากแบรนด์ต่างๆมากมายที่ตอบโจทย์การฉลองเทศกาลปลายปีได้ดีที่สุด และนำมารวมไว้ที่ศูนย์การค้าของซีพีเอ็นอย่างครบถ้วนที่สุด เพื่อตอกย้ำการเป็น จุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวของเอเชียให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง ในงาน The Kingdom Of Happiness… Where life celebrates งานที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 6 มกราคม 2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล และ เซ็นทรัล ภูเก็ต รวม 34 แห่งทั่วประเทศ

แฟชั่นโชว์การกุศล ‘คิดถึงพ่อ….อย่างพอเพียง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455385

แฟชั่นโชว์การกุศล ‘คิดถึงพ่อ….อย่างพอเพียง’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 11.20 น.

เนื่องในวาระวันพ่อแห่งชาติ ปีนี้ “คุณสายสม   วงศาสุลักษณ์”  ประธานมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ และคณะกรรมการ ร่วมกับโรงแรมสวิสโซเทลฯ  กรุงเทพ รัชดา จะจัดงานแฟชั่นโชว์การกุศล ภายใต้ชื่องาน“ คิดถึงพ่อ….อย่างพอเพียง ”     ในวันอังคารที่ 26พฤศจิกายน  2562 เวลา 14.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสวิสโซเทลฯ  กรุงเทพ รัชดา

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร  ในหลวงรัชกาลที่ 9  ในวาระวันพ่อแห่งชาติ 5ธันวาคม  2562 ศกนี้ โดยได้รับพระมหากรุณาจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร  มหาวัชรราชธิดา  ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในงาน

นอกจากนั้นในวันงานยังได้รับเกียรติจากศิลปินคู่พ่อลูกดารา,  นักร้อง, นักแสดง, นางงาม, นายแบบ-นางแบบ  และแขกกิตติมศักดิ์คู่พ่อมาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ เสื้อผ้าจาก  10 ห้องเสื้อชื่อดัง  และการแสดงจากดาราศิลปินนักร้องคู่พ่อลูกร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร  ในหลวงรัชกาลที่ 9  อาทิ  คู่พ่อลูกเมทัล – คุณพ่อหรั่ง  ร็อคเคสตร้า , แพนเค้ก- เขมนิจ  จามิกรณ์-คุณพ่อนทีเทพ จามิกรณ์ , กี-กีรติ  ศุภดิเรกกุล, ตุ๊ก-ชนกวนันท์ รักชีพ , ศรัณยู วงษ์กระจ่าง   และลูกๆศุภรา – ศีตลา วงษ์กระจ่าง , ลูกหมี -รัศมี   ทองสิริไพศรี และMiss Tiffany’s 2019 เป็นต้น  พร้อมการแสดงต่างๆ อีกมากมาย จากเหล่าศิลปินดาราที่มาร่วมในวันนั้น

ซึ่งรายได้จากการจัดงานทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นสมทบเป็นค่าอาหารสามมื้อ   ค่าชุดนักเรียน ตลอดจนอุปกรณ์การเรียน การสอนต่างๆ  ให้กับนักเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ  48 พรรษาในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทั้งนี้เพื่อให้เด็กยากไร้เด็กด้อยโอกาส  เหล่านี้ได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพจนสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาปีที่6 ในอนาคตสามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ในสังคมต่อไป

สำหรับท่านใดที่มีความประสงค์จะร่วมซื้อบัตร งาน “คิดถึงพ่อ….อย่างพอเพียง”  หรือบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือสมทบเป็นค่าอาหารสามมื้อ   ค่าชุดนักเรียน ตลอดจนอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ แก่นักเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษาในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   โทร 088-757-3920

ค่ำคืนแห่งแสงสีโดยแม็กกี้ ชูส์ กลับมาอีกครั้ง เอบาร์ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455366

ค่ำคืนแห่งแสงสีโดยแม็กกี้ ชูส์ กลับมาอีกครั้ง เอบาร์ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 09.56 น.

เอบาร์ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค บาร์สุดเก๋ที่สามารถมองเห็นสีสันแห่งท้องถนนของกรุงเทพฯและอุทยานเบญจสิริ ภายใต้บรรยากาศแสนสบายพร้อมการตกแต่งด้วยไม้สีเข้มสุดคลาสสิค รับกับเก้าอี้หนังแบบวินเทจพร้อมที่เท้าแขน และตกแต่งด้วยบรรดาหนังสือที่หุ้มปกด้วยหนัง พาแขกผู้มาเยือนย้อนเวลาสู่อดีต ดื่มด่ำค็อกเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้นที่เอบาร์จะถูกเนรมิตราวกับเชี่ยงไฮ้ เมืองท่าชายทะเลที่เจริญที่สุดในช่วงยุค 1930 แขกทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับการแสดงจากสาวๆแม็กกี้ ชูส์ อาทิ คาบาเร่สไตล์เซี่ยงไฮ้ การแสดงรำพัดแบบประยุกต์ เป็นต้น แดนซ์ตลอดค่ำคืนไปกับเสียงเพลงจากดีเจเจมมี่ ฟิชเชอร์ในสไตล์เพลงดิสโก้ และดนตรีสดแนวเพลงบลูจากวง Benz Blues ระหว่างเวลา 21:00 – 12:00 น. ภายใต้บรรยากาศสุดคลาสสิค

ในขณะที่ดื่มด่ำเครื่องดื่มซิกเนเจอร์จากร้านแม็กกี้ ชูส์ ได้แก่ L’Amour De Choco Rum in Tea, Black – Blood และ Red in Town หรือจะเลือกลิ้มลองเครื่องดื่มจากร้านเอบาร์ ได้แก่ A Case of Mistaken Identity ที่อ้างอิงมาจากค็อกเทลชื่อดังอย่าง Tom Collins ที่กลายมาเป็นตลกร้ายในกลุ่มบาร์เทนเดอร์ในช่วงปี 1800 โดยชื่อของเครื่องดื่มนี้มีที่มาจากมุกแผลงๆเหล่านั้น เครื่องดื่มแก้วนี้จะให้ความสดชื่น หอมหวานด้วยกลุ่มผลไม้ตระกูลซิตรัส Tuxedo เครื่องดื่มแก้วแรกที่ถูกคิดค้นขึ้นในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา หากท่านใดที่ชื่นชอบรสชาติเข้มข้น แรงกว่ามาร์ตินี่ ไม่ควรพลาด และแก้วสุดท้ายของค่ำคืนนี้ ได้แก่ Yorkshire Spritz ที่ได้แรงบรรดาลใจมาจากเมืองเกิดของตัวละครดังอย่าง Sherlock Holmes เครื่องดื่มทั้งหมดนี้ราคา 320++ บาท

สนุกสนานกับค่ำคืนแสนพิเศษที่เอบาร์โดยแม็กกี้ ชูส์ ได้ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลา 20:00 – 02:00 น. เท่านั้น ไม่มีค่าบัตรผ่าน สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาโทร. +66 (0) 2 059 5999 หรือทางอีเมล์ restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com

‘บำรุงราษฎร์’ เปิดตัว ‘ศูนย์ลิ้นหัวใจ’ รองรับสังคมผู้สูงอายุ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455242

‘บำรุงราษฎร์’ เปิดตัว ‘ศูนย์ลิ้นหัวใจ’ รองรับสังคมผู้สูงอายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รพ.บำรุงราษฎร์ เผยความพร้อมของทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพ ในการส่งมอบการดูแลรักษาโรคลิ้นหัวใจ ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ TAVI หรือ Transcatheter Aortic Valve Implantation ทางเลือกของการรักษาโดยการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนแทนการผ่าตัดเปิดช่องอก แผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยเจ็บน้อยและฟื้นตัวเร็ว

จากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing พบว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่งสหประชาชาติระบุว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในสัดส่วนเกินร้อยละ 10ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุหรือ Aging Society และจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ” (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 โดยตัวเลขของประเทศไทย คาดการณ์ว่าในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

นพ.วิญญู รัตนไชย ผอ.ด้านการแพทย์ รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า “รพ.บำรุงราษฎร์ ได้เล็งเห็นแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีการเตรียมพร้อมในการรองรับปัญหาสุขภาพที่เกิดในกลุ่มผู้สูงวัย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งถือเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้สูงวัยในลำดับต้นๆ

“ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลมีความพร้อมทั้งในส่วนของแพทย์บุคลากรทางการแพทย์ สหสาขาวิชาชีพ ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความพร้อมของศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ รวมถึงศูนย์ลิ้นหัวใจ ที่จะให้การดูแลรักษาโรคเฉพาะทางได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์และความชำนาญการขั้นสูง ด้วยคุณภาพมาตรฐานระดับสากลและความปลอดภัยสูงสุด”

นพ.วิสุทธิ์ วิเวกาภิรัต แพทย์ที่ปรึกษาผู้อำนวยการปฏิบัติการทางการแพทย์ และแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจ รพ.บำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรคหัวใจ นับเป็นภัยเงียบที่อาจไม่มีอาการหรือสัญญาณบ่งชี้ชัดเจน ผู้ป่วยจึงอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพหัวใจ ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก บางครั้งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นการตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ ก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยโรคหัวใจที่พบบ่อยในผู้สูงวัย ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันโรคลิ้นหัวใจเอเออร์ติกตีบ (Aortic valve stenosis) โรคหัวใจสั่นพลิ้ว(Atrial Fibrillation) ภาวะหัวใจเต้นช้า และหัวใจล้มเหลว ซึ่งปัจจุบันบำรุงราษฎร์ มีศูนย์รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจที่สำคัญได้แก่ ศูนย์หัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ และล่าสุด ศูนย์ลิ้นหัวใจเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการตรวจวินิจฉัย และการรักษาจากแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางที่ตรงจุดและด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับอาการของโรคในแต่ละบุคคล”

หากอยู่ๆ ผู้สูงอายุเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย เป็นลมหมดสติ หรือแน่นหน้าอก นี่อาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่ากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจตีบ และควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด อาการลิ้นหัวใจตีบ มีชนิดหนึ่งที่เกิดจากการตีบของลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่าลิ้นหัวใจเอออร์ติก (Aortic Valve) โดยส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ และหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เสียชีวิตในระยะเวลา 2-5 ปี

นพ.วัธนพล พิพัฒนนันท์ ผอ.ศูนย์ลิ้นหัวใจ ให้ข้อมูลระบบการทำงานของหัวใจว่า โดยปกติแล้ว หัวใจฝั่งขวาจะรับเลือดจากเส้นเลือดดำแล้วส่งไปฟอกที่ปอด จากนั้นเลือดดีจากปอดก็จะถูกส่งมาที่หัวใจฝั่งซ้าย โดยหัวใจห้องล่างซ้ายจะเป็นห้องสุดท้ายที่สูบฉีดเลือดไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่แล้วกระจายไปยังทั่วร่างกาย ซึ่งลิ้นหัวใจเอออร์ติก ก็เปรียบเหมือนวาล์วน้ำที่กั้นปั๊มน้ำกับท่อเมน และเมื่อสูงอายุขึ้น ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ก็มีโอกาสตีบจากการมีหินปูนเกาะสะสมหรือเกิดจากการเสื่อมถอยของอายุ ที่สำคัญอาการลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ มีปัจจัยจากความชราของร่างกาย ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคนทั้งชายและหญิง หรือไม่ว่าจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ระมัดระวังสุขภาพเพียงใดก็ตาม โรคลิ้นหัวใจตีบชนิดนี้ ผู้ป่วยจะไม่ทราบจนกว่าจะมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียด แต่สามารถสังเกตอาการได้ เช่นมีอาการเหนื่อยง่าย อันเนื่องมาจากภาวะหัวใจวาย (Heart Failure)ซึ่งไม่ได้หมายถึงหัวใจหยุดเต้น แต่เป็นอาการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างพอเพียง

ซึ่งหากเกิดกับหัวใจฝั่งซ้ายก็จะทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอดรวมถึงอาการแน่นหน้าอก เป็นลมหมดสติ อาจเป็นอาการที่เกิดจากลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบก็ได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคหัวใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ไม่ควรรอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน หรือ ผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ควรได้รับการตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจหัวใจโดยเฉพาะ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram หรือ echo)

ความพร้อมของทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพที่ศูนย์ลิ้นหัวใจ รพ.บำรุงราษฎร์ ได้สั่งสมประสบการณ์และพัฒนาทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง และจัดตั้งศูนย์ลิ้นหัวใจซึ่งมีความพร้อมในด้านบุคลากรที่จะให้บริการอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจโดยศัลยแพทย์โรคหัวใจ อายุรแพทย์โรคหัวใจ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการทำหัตถการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด (Interventional Cardiology) อายุรแพทย์หัวใจด้านเอคโคคาร์ดิโอแกรม (Echocardiogram) วิสัญญีแพทย์ด้านหัวใจโดยตรงและทีมพยาบาลที่มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ

การตรวจระบบหัวใจ (Cardiac Imaging) หน่วยอภิบาลโรคหัวใจ หรือ ซีซียู ตลอดจนกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) ซึ่งทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของรพ.บำรุงราษฎร์ ได้ผ่านการอบรมหัตถการดังกล่าวจากต่างประเทศมาโดยเฉพาะ อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรค ขั้นตอนและทางเลือกในการรักษากับผู้ป่วยและญาติได้อย่างถูกต้องชัดเจน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมั่นใจได้ว่า อุปกรณ์ที่โรงพยาบาล เลือกใช้เพื่อการรักษาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล

แม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทยชวนเที่ยวงานกาชาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455237

แม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทยชวนเที่ยวงานกาชาด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เชิญเที่ยวงานกาชาดประจำปี2562 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทยระหว่างวันที่ 15-24 พฤศจิกายน 2562 เวลา10.30-22.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งภายในงานมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมออกร้านกว่า 200 หน่วยงาน

จิราพรรณ เบญญศรี “คุณตั๋น”นายกสมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทย หนึ่งในหน่วยงานที่มาร่วมออกร้าน เผยว่าที่ร้านของสมาคมฯ ในงานกาชาดประจำปี 2562 ได้จัดกิจกรรมเที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศลกับการสอยสลาก “3 ทัพประจัญบาน” เพียงใบละ25 บาท ลุ้นรางวัลพิเศษมากมาย

และภายในร้านจำหน่ายสินค้าไทยที่เลือกคัดสรรมาเป็นพิเศษและภูมิใจนำเสนอกระเป๋า NAPAT : The New Artistic Products of Aesthetic Thailand โดยเจ้าของดีไซเนอร์คนเก่ง ณภัทร ภวภูตานนท์ฯ ที่นำเสน่ห์ผ้าไทยของชนเผ่าและชาวพื้นเมืองจากหลายถิ่น มาผสมผสานกับดีไซน์ร่วมสมัยเป็นคอลเลคชั่นที่จัดจ้านด้วยสีสันและมีสไตล์ “หนึ่งเดียว”แต่ละชิ้นงานสร้างสรรค์ของ NAPAT เป็นงานช่างฝีมือวิจิตรศิลป์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของราชอาณาจักรสยาม รายได้จากการจำหน่ายโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย โดยร้านสมาคมแม่บ้านกองบัญชากองทัพไทยตั้งอยู่ฝั่งหลังพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6

รพ.จุฬาลงกรณ์ จัดงานวันเบาหวานโลก พร้อมกับการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ‘CUEZ diabetes’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455239

รพ.จุฬาลงกรณ์ จัดงานวันเบาหวานโลก พร้อมกับการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ‘CUEZ diabetes’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเบาหวาน ฮอร์โมนและเมตะบอลิสม ได้คำนึงถึงความสำคัญของโรคเบาหวานจึงได้จัดงานวันเบาหวานโลกขึ้น เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2563 โดยมี ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ด้านเบาหวาน ฮอร์โมนและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมด้วยคณะแพทย์ร่วมงาน

เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเอง ควบคุมปัจจัยเสี่ยงของตนเองที่อาจนำมาซึ่งโรคเบาหวานในอนาคต รวมทั้งความสำคัญของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญในด้านการดูแลสนับสนุนผู้ป่วยเบาหวานทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมีรูปแบบการจัดงานเป็นกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชน มีการออกซุ้มบริการเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว และให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลของสุขภาพ ไปพร้อมกับการเปิดตัว แอพพลิเคชั่น “CUEZ diabetes”

สำหรับแอพพลิเคชั่น “CUEZ diabetes” นับเป็นครั้งแรกของนวัตกรรมผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเลตในการดูแลคนไข้เบาหวานและคนไข้เบาหวานขณะตั้งครรภ์อย่างครบวงจร ประกอบด้วยข้อมูลความรู้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น การปฏิบัติตัวเมื่อน้ำตาลต่ำ การปฏิบัติตัวเมื่อเดินทาง การออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน ฯลฯ สามารถแจ้งเตือนการกินยาได้ระบบบันทึกน้ำตาลแบบใหม่ พร้อมมีการเตือนความผิดปกติเมื่อน้ำตาลสูงหรือต่ำ และเมื่อน้ำตาลต่ำจนเป็นอันตรายสามารถตั้งค่าให้ส่งข้อความแจ้งเตือนกับผู้ติดต่อฉุกเฉินได้ นอกจากนี้สามารถถ่ายรูปอาหารแต่ละมื้อที่สอดคล้องกับผลน้ำตาลในเลือดมื้อนั้นๆ และแจ้งเตือนการนัดหมายของแพทย์ได้อีกด้วย โดยงานเบาหวานโลกจะได้ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้งานได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมรณรงค์การป้องกัน วินิจฉัย และการดูแลรักษาเบาหวานในเด็ก วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในกลุ่มประชากรเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่ม-สาว รวมทั้งผู้ใหญ่วัยต้น ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20-35 ปี เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกซึ่งสัมพันธ์กับความชุกของโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นเบาหวานที่เกิดในวัยรุ่น วัยหนุ่ม-สาวนั้น มีข้อมูลชี้ชัดว่าการดำเนินโรคมีความรุนแรงกว่าเบาหวานที่เกิดในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ รวมถึงตอบสนองต่อการรักษาได้น้อยกว่า จึงนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า นอกจากนั้น รพ.จุฬาลงกรณ์ ได้เริ่มโครงการจัดตั้ง Transitiondiabetes clinic คลินิกเบาหวานเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มดังกล่าวมีประสิทธิภาพดีและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในระยะยาว

กิจกรรมวันเบาหวานโลก รพ.จุฬาลงกรณ์ World Diabetes Day 2019 ที่จัดในครั้งนี้นอกจากมีกิจกรรมต่างๆ ยังได้รับเกียรติจากคุณ Justin Morrisนักปั่นจักรยานมาสร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานให้กับประชาชน อีกด้วย

‘ธัญ’ เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ดลับการมาส์กหน้าปรนนิบัติให้ผิวสวย กระจ่างใส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455241

‘ธัญ’ เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเคล็ดลับการมาส์กหน้าปรนนิบัติให้ผิวสวย กระจ่างใส

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เพราะปัญหาผิวพรรณเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงที่อาจถึงกับทำให้สาวๆ สูญเสียความมั่นใจได้ การดูแลปรนนิบัติผิวอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยทำให้ผิวพรรณของสาวๆ นั้นสวยสุขภาพดีอยู่เสมอ และการใช้ผลิตภัณฑ์มาส์กที่มีคุณสมบัติพิเศษจึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการดูแลผิวสวยให้กับสาวๆ ล่าสุดแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม “ธัญ” (THANN) ได้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามแพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง จัดกิจกรรมมาส์กหน้าปรนนิบัติผิวพร้อมเผยเคล็ดลับการมาส์กหน้าที่ถูกวิธี เพื่อให้สาวๆ ได้อวดผิวสวยอย่างเป็นธรรมชาติกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ “ธัญ แฟเชียล มาส์ก ซีรี่ส์” (THANN facial mask series) ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ “อีสเทิร์น ออร์เชิร์ด อินเทนซีฟ ไฮเดรติ้งแฟเชียล มาส์ก” (Eastern Orchard intensivehydrating facial mask), “รีไวทอลไลซิ่ง เฟซมาส์ก” (Revitalizing face mask) และ“ดีท็อกซิฟายอิ้ง เคลย์ มาส์ก” (Detoxifyingclay mask) พร้อมเชิญเหล่าเซเลบริตี้สาวผิวสวยอาทิ ม.ล.เอวิตา ยุคล, หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยาและ ตะวันนา ธารา มาร่วมกิจกรรมที่ THANNสาขาสุขุมวิท 47

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แนะนำการปรนนิบัติผิวหน้าให้สวยสุขภาพดีด้วยการมาส์กหน้าอย่างถูกวิธี พร้อมเผยผิวสดโชว์หน้าสวยได้อย่างมั่นใจว่า “โดยปกติแล้วการดูแลผิวขั้นพื้นฐานหลักๆ คือ การทำความสะอาดผิวให้หมดจด พร้อมเลือกบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะสมกับแต่ละสภาพผิว และสำคัญคือ การปกป้องผิวจากแสงแดดเพื่อผิวที่ดูสวยอ่อนเยาว์ ซึ่งนอกเหนือจากการดูแลผิวขั้นพื้นฐานเหล่านี้แล้วเรายังสามารถปรนนิบัติผิวตัวเองเพิ่มเติมด้วยผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยดูแลปัญหาผิวได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพกว่าการบำรุงทั่วๆ ไป เรียกได้ว่าเป็นการบำรุงขั้นพิเศษ (SpecialCare) เพื่อช่วยตอบโจทย์ปัญหาผิว อย่างการมาส์กหน้าซึ่งเป็นการดูแลผิวแบบล้ำลึก (Deep Nourishment) เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวของเรา พร้อมบำรุงผิวได้ล้ำลึกมากขึ้น

สำหรับมาส์กหน้านั้นสามารถแบ่งประเภทตามลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ชีท มาส์ก (Sheet Mask) มีหลายชนิด อาทิ ทิสชู่ สำลี เจลเป็นต้น มาส์กชนิดนี้จะเพิ่มควมชุ่มชื้นให้กับผิวใช้ได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงครั้งเดียว ความถี่ในการมาส์กขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของมาส์ก เช่น ถ้าเป็นมาส์กที่เน้นความชุ่มชื้น สามารถมาส์กได้ทุกวัน ถ้าเป็นมาส์กที่เน้นกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว หรือช่วยให้ผิวขาว (Whitening) ส่วนใหญ่จะใช้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ต่อมาที่มาส์กเนื้อโคลน จะแข็งตัวเมื่อมาส์กแห้งส่วนมากมีคุณสมบัติเรื่องดูดซับสิ่งสกปรกตกค้าง ความมันส่วนเกินของผิว มาส์กชนิดนี้ส่วนใหญ่จะต้องล้างออก หากทิ้งไว้นานเกินไปจะทำให้หน้าแห้ง แนะนำให้ใช้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ถัดมาที่มาส์กชนิดลอกออก (Peel off) หรือรับเบอร์มาส์ก (RubberMask) สามารถลอกออกได้เมื่อมาส์กแห้ง บางชนิดสามารถดึงสิวเสี้ยนได้ ขึ้นอยู่กับความเหนียวของมาส์ก ไม่แนะนำให้มาส์กหน้าทิ้งไว้ข้ามคืน และแนะนำให้ใช้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ และมาส์กแบบไม่ต้องล้างออก (Sleeping mask) มาส์กชนิดนี้มีความเข้มข้นกว่าครีมบำรุงผิวทั่วไป สามารถทาทิ้งไว้ข้ามคืนได้ และควรล้างออกในตอนเช้า มาส์กชนิดนี้สามารถใช้ได้ทุกวัน โดยเนื้อของมาส์กแทบทุกชนิดจะเน้นเติมความชุ่มชื้นสู่ผิวเป็นหลัก และจะมีส่วนผสมหรือสารสกัดหลัก (Active Ingredient)ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างถูกจุด ซึ่งปัญหาผิวแต่ละช่วงวัยนั้นมักแตกต่างกันไปตามสภาพปัญหา อาทิ กลุ่มวัยรุ่น มักพบปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และเป็นสิวง่าย เนื่องจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงฮอร์โมนเพศสามารถเลือกใช้มาส์กหน้าประเภทโคลนธรรมชาติ และสารสกัดธรรมชาติที่เน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นควบคุมความมัน รวมถึงลดการอักเสบของผิว กลุ่มวัยทำงาน ปัญหาผิวที่มักพบ คือ ผิวอ่อนล้า ดูหมองคล้ำ และริ้วรอย อันเป็นผลกระทบจากการความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ มาส์กที่แนะนำคือ มาส์กที่มีความสามารถในการฟื้นฟูสภาพผิว สามารถพิจารณาได้จากส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสสู่ผิวอาทิ สารสกัดจากผลองุ่น (Grape extract) และสารสกัดจากรากหม่อน (Mulberry root extract) หรือกลุ่มที่เพิ่มความชุ่มชื้นสู่ผิว อาทิ สารสกัดจากพืชทะเลทราย (Ougon extract),สารสกัดจากทีฮาโลส (Trehaloseextract) หรือสารสกัดที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวอ่อนๆ อย่าง AHAหรือกรดผลไม้ที่อ่อนโยน รวมถึงสารสกัดที่สามารถลดเลือนริ้วรอยด้วย

ส่วนเคล็ดลับการมาส์กหน้าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้น ควรเริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจด หากแต่งหน้าควรเช็ดเครื่องสำอางออกด้วยคลีนซิ่ง ออยล์ หรือคลีนซิ่ง วอเตอร์ แล้วล้างตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดหน้าด้วยเฟเชียล คลีนเซอร์ จากนั้นซับหน้าพอหมาดๆ แล้วมาส์กหน้าได้เลย โดยไม่ต้องรอให้แห้ง เพราะหากผิวแห้งแล้วจะทำให้การดูดซึมสารบำรุงต่างๆ จากตัวมาส์กลดลง สำหรับผิวปกติถึงผิวมันสามารถใช้ผ้าขนหนูซับน้ำอุ่นโปะลงบนผิวเพื่อเปิดรูขุมขนให้พร้อมรับการบำรุงได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่แนะนำวิธีนี้สำหรับคนที่มีสภาพผิวแห้ง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการมาส์กหน้าอยู่ที่ 15-20 นาที หากทิ้งมาส์กไว้นานเกินเวลาจนมาส์กเริ่มแห้ง จะทำให้มาส์กดูดความชุ่มชื้นออกจากผิวหน้ากลับคืน ส่วนมาส์กโคลนหรือแบบล้างออก (Wash off) ที่ต้องล้างน้ำออก หากรู้สึกว่าหน้าเริ่มแห้งตึงก็สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำสะอาด ไม่จำเป็นต้องล้างโฟมหรือเจลล้างหน้าซ้ำ ส่วนมาส์กแบบชนิดลอกออก (Peel off) หรือรับเบอร์มาส์ก (RubberMask) จะมีทั้งที่ต้องล้างออกหลังการมาส์กและไม่จำเป็นต้องล้างออก ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญคือ ควรทาครีมบำรุงผิวทันทีหลังการมาส์กหน้าทุกครั้งเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างเต็มที่ ส่วนสาวๆ คนไหนที่มีเวลาน้อยหรือต้องออกงานสำคัญแบบเร่งด่วน สามารถเลือกมาส์กที่เน้นการฟื้นคืนความชุ่มชื้นกระจ่างใสสู่ผิวได้เพียงมาส์กก่อนการแต่งหน้า 15 นาที เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมก่อนการแต่งหน้า เพียงเท่านี้เราก็สามารถอวดผิวสวยอย่างมั่นใจได้แล้ว”

ฟื้นบำรุงผิวให้สวย เนียนนุ่ม กระจ่างใสแบบเร่งด่วนด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ “ธัญ แฟเชียลมาส์ก ซีรี่ส์” (THANN facial mask series)ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน “ธัญ” (THANN) ทั้ง 16 สาขาทั่วประเทศ

ช็อปสุขใจได้บุญที่ร้านเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย (บูธ 2.6) ไม่มาไม่ได้แล้ว ‘งานกาชาด’ ณ สวนลุมพินี จัดถึง 24 พ.ย.2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455247

ช็อปสุขใจได้บุญที่ร้านเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย (บูธ 2.6) ไม่มาไม่ได้แล้ว ‘งานกาชาด’ ณ สวนลุมพินี จัดถึง 24 พ.ย.2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาด ประจำปี 2562 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ในการจัดงานกาชาดที่สวนลุมพินี โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยภายในงานมีหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ สโมสร รวมถึงบริษัทและร้านค้าทั่วไปเข้าร่วมออกร้านตลอด 10 วัน 10 คืน ไปจนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ณ สวนลุมพินี เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย

นอกจากนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยได้ร่วมออกร้านเพื่อจำหน่ายสินค้าของร้าน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยภายในร้าน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ยามยาก สภากาชาดไทย (บูธ 2.6)ตั้งอยู่บริเวณสวนสนุก และน้ำพุ เข้าทางประตู 3 ฝั่งถนนพระราม 4 หรือเข้าทางประตู 4 ฝั่งถนนราชดำริ พบกับสินค้าที่ระลึก “ร้านพึ่งพา” สินค้าราคาประหยัดร่วมสนุกตักไข่มหาสนุก ลุ้นรับรางวัลมากมาย และถ่ายรูปที่ระลึกกับมาสคอต“พี่พึ่งพา” ไฮไลท์พิเศษเฉพาะงานนี้ ที่ร้านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย กระเป๋าผ้าแคนวาสที่ระลึกงานกาชาด 2562 เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม ในราคา 120 บาท

งานกาชาด ประจำปี 2562 จัดถึงวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ณ สวนลุมพินี เวลา 10.30-22.00 น. ไม่เสียค่าผ่านประตูเดินทางสบายด้วยรถไฟฟ้า ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีลุมพินี ทางออก 3 หรือลงสถานีสีลมทางออก 3, รถไฟฟ้ามหานคร (BTS) ลงสถานีศาลาแดง ทางออก 6

‘เกรซ-นรินทร’มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 พร้อมเกินร้อย ชิงมง‘มิสเวิลด์ 2019’ที่อังกฤษ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455250

‘เกรซ-นรินทร’มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 พร้อมเกินร้อย ชิงมง‘มิสเวิลด์ 2019’ที่อังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ออกเดินทางไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ เกรซ-นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดบนเวทีระดับโลก “มิสเวิลด์ 2019” ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยรอบตัดสิน จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2562

สถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 ร่วมกับบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)และ บริษัท สตาร์ดอม เอเชีย จำกัด ได้จัดแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมของ เกรซ-นรินทรชฎาภัทรวรโชติ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 ไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดย เกรซ-นรินทร สาวงามตัวแทนประเทศไทย จะนำความคึกคักผสมกับความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมไทย ในโชว์ “โขนประยุกต์” สำหรับรอบคัดเลือก Dance of the World ซึ่งหากออดิชั่นผ่าน จะได้เป็นผู้นำเต้นเปิดรอบตัดสินมิสเวิลด์2019 โดยวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง SCA (SUPERSTAR COLLEGE OF ARTS) รับหน้าที่ออกแบบท่ารำประกอบเพลง ส่วนชุดโขนประยุกต์ ตัดเย็บโดย คุณรัศรินทร์ บุรทัตเธียรพงษ์ ห้องเสื้อAnanya

อีกหนึ่งไฮไลท์ นั่นคือ การประกวดชุดประจำชาติ ปีนี้เป็น “ชุดไทยประยุกต์” ที่ออกแบบและตัดเย็บโดย ธิติ ชนะชัย จากห้องเสื้อ Thee-SiCouture ที่ได้แรงบันดาลใจจากการแต่งกายของสตรี ช่วงปีค.ศ1910 หรือ ยุค Edwardian ซึ่งตรงกับช่วงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระองค์ได้ทรงนำศิลปะแบบตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในสยามประเทศ เป็นยุคที่อารยธรรมนานาประเทศนั้นแพร่หลายเป็นอย่างมากเสื้อผ้าจะมีความสวยงาม ความละเอียดลอออีกทั้งยังมีการนำผ้าลูกไม้มาใช้ รวมไปถึงผ้าต่างๆ อีกมากมาย ในครั้งนี้ผ้าที่นำมาตัดเย็บ คือผ้าไหมสีแดงจากศูนย์ศิลปาชีพพิเศษฯ มาตัดเย็บร่วมกับผ้าลูกไม้และเพิ่มความหรูหราด้วยการปัก เพื่อเกิดความโดดเด่นเมื่อสวมใส่

ส่วนชุดราตรี ออกแบบและตัดเย็บโดย วุฒิชัยแก้วหล้า จากห้องเสื้ออันตุนิยะ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานความเป็นไทยสู่สากลอย่างลงตัว เรียงร้อยผ่านศาสตร์และศิลป์ด้วยงานปักแบบงานโขน ซึ่งจะสื่อถึงวรรณกรรมของไทย ด้วยเทคนิคการปักแบบราชสำนักโบราณที่ยังคงตราตรึงในประวัติศาสตร์ไทยให้ออกมาสวยงามทันสมัยแบบสากล กับโครงชุดหลักแบบเกาะอกทรงสอบปักลวดลายแบบไทยประยุกต์ โดยตัวชุดจะเป็นพื้นผ้าไหมแบบบาง แล้วเสริมด้วยเพชรและอัญมณีต่างๆ

ขณะที่หัวใจหลักของการประกวดมิสเวิลด์ คือการทำโครงการจิตอาสา ปีนี้กองประกวดฯ ได้รับเกียรติจากกรมสุขภาพจิต ที่เล็งเห็นโครงการของมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 ที่ทำอยู่ รวมถึงการสานต่อกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกัน ในภาวะที่สังคมเปราะบาง มีความเครียด มีข่าวเรื่องการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างต่อเนื่องจึงมอบตำแหน่ง “แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ กรมสุขภาพจิต” ร่วมกับทำโครงการ “let me hear you”ให้มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าให้กลับมาแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง

เกรซ-นรินทร เผยว่า ที่ผ่านมา เธอได้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเดินแบบเสริมสวย แต่งหน้า การพูด รวมถึงโครงการจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ ยังมีการเรียนร้องเพลงเพื่อนำไปใช้ในรอบความสามารถพิเศษในการประกวดมิสเวิลด์อีกด้วย ซึ่งมั่นใจว่าตัวเองพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์แล้วสำหรับการเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวด “มิสเวิลด์ 2019

“เกรซ จะใช้ความเป็นไทย ทั้งการไหว้ รอยยิ้มและมนุษยสัมพันธ์ ไปประชันกับสาวงามคนอื่นๆเพราะการประกวดมิสเวิลด์ ไม่ได้เป็นเรื่องของการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเราอีกด้วย ดังนั้น เวทีนี้จึงต้องการหานางงามที่สามารถเข้าถึงได้ และพูดคุยกับทุกคนได้ง่ายๆ เกรซจึงคิดว่าเราคนไทยมีสิ่งนี้อยู่แล้วจึงจะนำสิ่งที่เรามีนี่แหละไปสู้กับเพื่อนๆ นางงามอีกหลายประเทศ เพราะแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน

ที่สำคัญ เกรซ ได้รับการติวเข้มตั้งแต่ต้นจากนางงามรุ่นพี่ “นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์”รองอันดับ 1 มิสเวิลด์ 2018 และ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 โดย นิโคลีน จะหาคำถามมาให้ และให้ เกรซ ดูการประกวดครั้งก่อนๆ ซึ่งช่วยได้เยอะมากนอกจากสอนพื้นฐานแล้ว นิโคลีน ยังแนะนำวิธีการครองพื้นที่สื่ออีกด้วย โดยทันทีที่เขายื่นไมค์มา เราต้องพูดให้กระชับและสรุปให้ได้ใจความ ก็จะทำให้เขาอยากสัมภาษณ์เราอีก ซึ่งทั้งหมดนี้ เกรซ จะไม่พยายามกดดันตัวเอง แต่จะพยายามทำทุกวันให้ออกมาดีที่สุด เพื่อไม่ให้เสียใจภายหลัง และจะทำให้ทุกคนภูมิใจให้สมกับการเป็นตัวแทนประเทศไทยในครั้งนี้ให้ดีที่สุด”

สำหรับการเข้าร่วมประกวดครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสายการบินไทย สนับสนุนตั๋วเครื่องบินชั้น Business Class ไป-กลับ กรุงเทพ-ลอนดอน, BSC Cosmetology สนับสนุนคอร์สสอนแต่งหน้าและมอบเครื่องสำอางสำหรับนำไปใช้, คุณป้อม-วินิจ บุญชัยศรี สนับสนุนคอร์สสอนแต่งหน้าเช่นกัน,วิทยาลัยดนดรีและศิลปะการแสดง SCA (Superstar College of Arts) สนับสนุนคอร์สอบรมบุคลิกภาพ การเดิน ยืน โพส รวมถึงสอนการแสดงรอบออดิชั่น Dance of the World, สถาบันสอนภาษาวอลล์สตรีทอิง จัดสอนพัฒนาภาษาอังกฤษเพิ่มเติม, วี ฟิตเนสโซไซตี้ สนับสนุนคอร์สออกกำลังกายสำหรับกระชับสัดส่วนให้รูปร่างสวยงาม และ ณัฐชญา คลีนิก จัดคอร์สดูแลรูปหน้าและผิวพรรณ

ทั้งนี้ รอบตัดสินการประกวด มิสเวิลด์ 2019จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2562 ณ Excel ArenaLondon ประเทศอังกฤษ ผู้ชมในประเทศไทยสามารถร่วมติดตาม ชม แชร์ และให้กำลังใจตัวแทนประเทศไทย ได้ทางแฟนเพจ เฟซบุ๊ค: Miss World-Thailand IG : MISSTHAILANDWORLD_OFFICIAL และสามารถร่วมด้วยช่วยโหวต ด้วยการเข้าไปที่ http://www.missworld.comเลือก Thailand จากนั้น ยังสามารถติดตาม VTR ประชาสัมพันธ์การประกวดมิสเวิลด์ของตัวแทนประเทศไทยที่ บิลบอร์ด แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Cultural District เทศกาลศิลปะ เปิดเกาะรัตนโกสินทร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455235

Cultural District เทศกาลศิลปะ เปิดเกาะรัตนโกสินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ห้ามพลาด เตรียมตัวเตรียมกล้อง ของคุณให้พร้อม แล้วมาร่วมค้นหามนต์เสน่ห์ ไปพร้อมกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รอบเกาะรัตนโกสินทร์ที่ยังคงรอให้ทุกคนไปสัมผัสพร้อมกันในงาน “Cultural District เทศกาลศิลปะ เปิดเกาะรัตนโกสินทร์” ที่จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน2562 ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียนกรุงเทพฯ และรอบเกาะรัตนโกสินทร์

มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ภายใต้สถาบันพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จัดงาน “Cultural District เทศกาลศิลปะ เปิดเกาะรัตนโกสินทร์” เทศกาลที่จะพลิกฟื้นประวัติศาสตร์วัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมหลากหลายให้คุณได้เรียนรู้เรื่องราวของ “เกาะรัตนโกสินทร์” จุดกําเนิดกรุงเทพมหานคร ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 200 ปี บนพื้นที่ราบลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยา ที่เต็มไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์พื้นที่โบราณที่หาดูได้ยาก งานสถาปัตยกรรมล้ำค่าในแต่ละรัชสมัย หรือวัตถุโบราณที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงจากอดีตมาถึงปัจจุบัน สถานที่เก่าแก่สําคัญต่างๆ ที่กลายเป็นมนต์เสน่ห์ของพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต

นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ(มิวเซียมสยาม) เปิดเผยว่า เกาะรัตนโกสินทร์ ถือเป็นพื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สำคัญของประเทศไทย เป็นแหล่งเริ่มต้นวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังมีแหล่งเรียนรู้หลากหลายรูปแบบตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ อาทิ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ววัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลุ่มสะพานโบราณ ฯลฯ ซึ่งสถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งข้อมูลทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ รวมถึงมิวเซียมสยาม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอาคารกระทรวงพาณิชย์หลังเดิม บริเวณถนนสนามไชย ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์เช่นกัน ประกอบกับการที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงสร้างส่วนต่อขยายเส้นทางเดินรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินที่พาดผ่านพื้นที่หลายแห่งในบริเวณนี้ โดยมีสถานีสนามไชยที่ทางเข้า-ออกตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของมิวเซียมสยาม สถานีแห่งนี้จึงทำหน้าที่เสมือนประตูเชื่อมเข้าสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสำคัญให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

ด้วยเหตุนี้ มิวเซียมสยาม จึงได้จัดงาน “Cultural District เทศกาลศิลปะ เปิดเกาะรัตนโกสินทร์” ขึ้นเพื่อพลิกฟื้นประวัติศาสตร์วัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านกิจกรรมหลากหลายให้คุณได้เรียนรู้เรื่องราวของ “เกาะรัตนโกสินทร์”จุดกําเนิดกรุงเทพมหานครที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 200 ปี โดยได้จับมือกับพันธมิตรแหล่งเรียนรู้และเจ้าของพื้นที่ประวัติศาสตร์ จัดกิจกรรมให้ความรู้พิเศษ พร้อมทั้งเอกสารเผยแพร่ความรู้ สถานที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจกว่า 200 แห่ง รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวให้ความรู้ประวัติศาสตร์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ภายในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น CulturalActivity พบหลากหลายกิจกรรมจากพันธมิตรรอบเกาะรัตนโกสินทร์ที่พร้อมใจกันเนรมิตกิจกรรมสุดพิเศษทั้งพิพิธภัณฑ์ ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ให้ทุกคนมาร่วมเรียนรู้เกาะรัตนโกสินทร์ในมุมมองใหม่ ผ่าน 20 กิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย อาทิ กิจกรรม “เดินมองเมือง” สำรวจการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เดินเท้าเล่าเรื่องเมืองและสรรพสัตว์บนเส้นทางในเกาะรัตนโกสินทร์ ผ่านเส้นทาง มิวเซียมสยาม – ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ท่าเตียน -ถนนท้ายวัง – สวนสราญรมย์ คลองคูเมืองเดิม/สะพานหก – อนุสาวรีย์หมู -วัดราชประดิษฐ์ – วัดราชบพิธฯ – วัดสุทัศน์ฯ -คลองหลอดวัดเทพธิดาราม – ป้อมมหากาฬ -บรมบรรพต (วัดสระเกศ) เป็นต้น

กิจกรรมกับร้านชา “อ๋องอิวกี่”แวะฟังบรรยายประวัติร้านฯ ไปพร้อมกับการชิมชาชิลๆ รวมถึงการไปเยี่ยมชมชุมชนบางลำภู เพื่อชมหลุมหลบภัยเก่า ตลอดจนการฟังนิทานนานาชาติ และสนุกไปกับ The Art of Movements กิจกรรมการสร้างงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่วงท่า การเคลื่อนไหวของสัตว์และวัสดุทรงกลมที่มิวเซียมสยาม เป็นต้น

Cultural District GuideBook หนังสือนำเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ไม่ว่าคุณจะคุ้นเคยกับเมืองเก่า หรือรู้จักพื้นที่แค่ไหน หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปพบกับสถานที่สุด Unseen ตั้งแต่โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ร้านค้าร้านอาหาร งานศิลปะ พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่สีเขียว รวมทั้งหมด 200 แห่ง ที่จะทําให้คุณเห็นทุกมิติเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงและเชื่อมโยงจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน และที่สำคัญคือให้คุณได้ ดาวน์โหลดได้ฟรี ที่ www.musuemthailand.com

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์02-225-2777 ต่อ 410 หรือเข้าไปที่ www.museumsiam.org ตลอดจนติดตามกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ค www.facebook.com/CulturalDistrictBangkok