หลอกคนโลภ อุปโลกน์ความรวย หายนะลูกแชร์แม่มณี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลอกคนโลภ อุปโลกน์ความรวย หายนะลูกแชร์แม่มณี

5 พฤศจิกายน 2562 – 09:10 น.
แชร์แม่มณี,แชร์ลูกโซ่,แม่มณี,ความโลภ,ความเสี่ยง,วันทนีย์ ทิพย์ประเวช
เปิดอ่าน 1,975 ครั้ง

หลอกคนโลภ อุปโลกน์ความรวย หายนะลูกแชร์แม่มณี

ไม่น่าเชื่อว่าการสร้างสิ่งจูงใจด้วยการหลอกล่อว่าเงิน 100 บาท เมื่อนำมาลงทุนในวง แชร์แม่มณี จะมีผลตอบแทนสูงถึง 93 บาท ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะสามารถเรียกแขกได้มากนับพันๆ คน

หลายคนเมื่อลงทุนครั้งแรกแล้วได้ผลตอบแทนจริง จึงย่ามใจทุ่มทุนเพิ่ม หนำซ้ำยังชักชวนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง มาร่วมด้วย เพราะมองเห็นว่านี่คือ ลาภก้อนโต ที่จะนำพวกเขาไปสู่หนทางแห่ง ความร่ำรวย

แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และความเสี่ยงของแชร์แม่มณีเกิดจาก ความโลภ ซึ่งจบลงด้วย หายนะ !

แม่มณี เปิดวงแชร์ลูกโซ่เพียงไม่นาน สามารถระดมเงินได้มากมายมหาศาล หลายร้อยล้านบาท บางทีอาจถึงหลักพันล้านบาท ถ้าไม่เกิดการฟ้องร้องจากลูกแชร์ที่ถูกเบี้ยวหรือรู้สึกว่ากำลังจะถูกโกง แชร์วงนี้อาจมีเงินสะพัดไปถึงหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

หายนะของวงแชร์แม่มณีเริ่มปรากฏขึ้นช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากลูกแชร์ใน จ.อุดรธานี ทยอยกันขึ้นโรงพัก สภ.เมืองอุดรธานี แจ้งความดำเนินคดี วันทนีย์ ทิพย์ประเวช เท้าแชร์ที่ผันตัวจากแม่ค้าขายตุ๊กตาออนไลน์ มาสู่นักระดมทุนรายใหญ่ในข้อหา “ฉ้อโกง” ก่อนที่ลูกแชร์ในจังหวัดอื่นๆ จะเข้าแจ้งความตามๆ กันมา จนนำไปสู่การสั่งอายัดบัญชีธนาคารในชื่อของ วันทนีย์ และ เมธี ชิณภา แฟนหนุ่ม

กระทั่งวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้อนุมัติออกหมายจับ วันทนีย์ และ เมธี  ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแต่ประชาชน  พร้อมกับออกควานหาตัวเขาทั้งสองในทันที

จากการออกติดตามตัวนี้เองทำให้พบว่า วันทนีย์ หรือ แม่มณี ในวัยเพียง 28 ปี มีเล่ห์เหลี่ยมเกินตัว สามารถจัดฉากสร้างเครดิตได้อย่างน่าเชื่อถือด้วยการหลอกลวงลูกข่ายว่ากำลังทำโครงการก่อสร้างที่พักแบบพูลวิลล่า มีสระว่ายน้ำสำหรับจัดปาร์ตี้แห่งแรกใน จ.อุดรธานี  บนที่ดิน 5.6 ไร่ ห่างจากสนามบินอุดรธานีเพียง 300 เมตร ทั้งที่เจ้าของที่ดินตัวจริงเป็นนักธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังสร้างภาพว่ามีธุรกิจคาร์แคร์ ซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์หรู  ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นการหลอกลวงทั้งนั้น และจากการเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ภายในซอยจินตคาม เทศบาลนครอุดรธานี ที่เธอซื้อและเช่าทำสำนักงาน พบใบถอนเงินธนาคารมีลายเซ็น เมธี ชิณภา เก็บไว้ในกล่องจำนวนมาก

ฮาที่สุด บนชั้น 3 ของอาคาร เธอเนรมิตห้องเล็กๆ ให้กลายเป็นร้านขายทองชื่อ บ.ห้างทองแม่มณี (2019) จำกัด ภายในตกแต่งด้วยตู้โชว์ทองรูปพรรณทั้ง สร้อยคอ แหวน เลสข้อมือ จำนวนมากเหมือนร้านทองทั่วไป แต่ทั้งหมดเป็นทองชุบ ที่ทำขึ้นมาสำหรับไลฟ์สดสร้างโปรไฟล์แหกตาลูกข่ายให้ดูดีมีระดับ

ส่วนบ้านในโครงการบ้านเอื้ออาทรอุดรธานี 3 หมู่ 1 ต.บ้านจั่น อ.เมืองอุดรธานี ที่เธอเคยอาศัยอยู่กับแม่ แต่ปัจจุบันถูกปิดเงียบไปแล้ว

“วิธีการหลอกลวงของแม่มณี เป็นรูปแบบเดิมๆ ทั้งนั้น ถ้าเหยื่อไม่มีความโลภ รู้ว่าความจริงแล้วไม่มีธุรกิจอะไรที่ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกำไรมากถึงขนาดนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เพื่อจะไม่ตกเป็นเหยื่อแบบนี้”

พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 เชื่อว่าสาเหตุที่วงแชร์แม่มณีขยายเครือข่ายได้กว้างขวางมากขนาดนี้เกิดจากความโลภของนักลงทุนโดยแท้ โดยเฉพาะในเพื้นที่ ภ.4 ทั้ง 12 จังหวัด มีผู้เสียหายมากกว่า 244 คน รวมมูลค่าประมาณ 140 ล้านบาท จ.อุดรธานี มีมากที่สุด 220 คน มูลค่าเสียหาย 115 ล้านบาท มีผู้ลงทุนมากที่สุดรายดียว 20 ล้านบาท นอกนั้นกระจายกันไปตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้าน

ผบช.ภ.4 เผยว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังสืบสวนขยายผลว่ามีใครร่วมขบวนการของแม่มณีบ้าง หลังจากเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน  ตำรวจได้ควบคุมตัว  วันทนีย์ พร้อมเมธี แฟนหนุ่มได้ที่ห้องเช่าใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แล้วนำตัวมาสอบสวนและฝากขังที่ศาลจังหวัดอุดรธานี โดยเธอยังให้การภาคเสธ ว่าไม่ได้มีเจตนาโกงผู้เสียหาย ส่วนแม่ของเธอจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องก่อน แต่เบื้องต้นวันทนีย์ บอกว่าแม่ของเธอก็ร่วมเล่นแชร์กับลูกสาวด้วย ส่วนจะว่ามีคนมีสีอยู่เบื้องหลัง และช่วยในการหลบหนี เรื่องนี้จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนอีก หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าการสอบปากคำผู้เสียหาย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ได้สอบปากคำผู้เสียหายแล้วกว่า 200 ปาก ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอรับคดีไปทำแล้ว

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้รวบรวมคดีที่เกิดขึ้นในภาค 4 และภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมส่งสำนวนให้ดีเอสไอ ภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน ซึ่งสำนวนทั้งหมดจะไปรวมกันที่ดีเอสไอ ส่วนประเด็นที่ว่าจะมีใครเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลัง คงจะต้องพิสูจน์ทราบทางเชิงลึก รวมถึงเส้นทางการเงินด้วย”

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นในการดำเนินคดีกับ วันทนีย์ ทิพย์ประเวช เท้าแชร์วงล่าสุดที่พัฒนารูปแบบมาจากต้นกำเนิดแชร์ลูกโซ่ผู้โด่งดังระดับตำนาน “แชร์แม่ชม้อย” ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2520-2528 โดย นางชม้อย ทิพย์โส อดีตพนักงานองค์การเชื้อเพลิง ได้ตั้งตัวเป็นเท้าแชร์ระดมเงินจากประชาชนในรูปการเล่นแชร์น้ำมัน มีผู้ตกเป็นเหยื่อถึง  15,473 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 4,822 ล้านบาท

          นางชม้อย ถูกศาลพิพากษาจำคุก 154,005 ปี แต่ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้ลงโทษรวมกันทุกกระทงแล้วไม่เกิน 20 ปี ศาลจึงพิพากษาให้จำคุกนางชม้อยและพวกเป็นเวลา 20 ปี แต่เนื่องจากระหว่างถูกจองจำเธอมีความประพฤติดีถูกจัดให้เป็นนักโทษชั้นดี และได้รับพระราชทานอภัยโทษเรื่อยมา เธอจึงติดคุกอยู่เพียง 7 ปี ก็ได้รับอิสรภาพ

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5 พฤศจิกายน 2562 – 08:26 น.
สิ่งแวดล้อม,ประชุมสุดยอดอาเซียน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 390 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2562

น่าสนใจยิ่งว่าการหยิบยกเอาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็น “ธีม” สำหรับการประชุมระดับนานาชาติจะสอดคล้องต้องกันกับการดำเนินนโยบายของนานาชาติหรือไม่ ทั้งนี้ ในการประชุมอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธานการประชุมก็ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งโดยหยิบยกเอาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นหนึ่งในอีกหลายเรื่องที่อาเซียนจะต้องร่วมมือกันฟันฝ่า โดยเฉพาะความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การแข่งขันทางภูมิยุทธศาสตร์ระดับโลกและภูมิภาค ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมูลค่าสูงถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความเป็นหุ้นส่วนและมิตรภาพที่แน่นแฟ้นสำคัญจะทำให้ภูมิภาครับมือและก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้

ก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างพูดคุยกับเยาวชนไทยเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนในรายการ Government Weekly ว่าการประชุมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมตามหลัก 3 อาร์ คือลดขยะ นำกลับมาใช้ และรีไซเคิล รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการประชุมจะครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการจราจร 2.ลดการใช้เอกสาร 3.วัสดุตกแต่งสถานที่สามารถใช้ซ้ำได้ 4.ไม่เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และ 5.คำนวณค่าคาร์บอนจากการจัดงาน ชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อทดแทน นอกจากไทยจะริเริ่มการจัดประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่ง

แวดล้อมยังมุ่งผลักดันประเด็นความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคและโลก เช่น ปัญหาฝุ่นควันจากการเผาป่าและการบุกรุก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแก้ไขปัญหาขยะอย่างเป็นระบบ เพื่อให้อาเซียนมีสภาพแวดล้อมสีเขียว สะอาด เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นการพูดถึงบทบาทของไทยและอาเซียนกับสิ่งแวดล้อมในเวทีการประชุม แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเป็นข้อน่าสงสัยว่าหลายประเทศในอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่ได้รับเชิญมาใส่ใจหรือจริงใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคหรือไม่ อย่างเช่น การก่อสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงนับ 10 แห่งเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งต้องแลกมาด้วยการทำลายล้างสภาพแวดล้อมอย่างเหลือคณานับ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์สัตว์น้ำ สัตว์บก พันธุ์นกบนฟ้าหลายพันชนิด ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายแก่สภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรหลายประเทศที่แม่น้ำนานาชาติซึ่งสามารถผลิตอาหารจากสัตว์น้ำจืดได้มากถึงหนึ่งในสี่ของโลกไหลผ่านนับแต่ทางตอนใต้ของจีน เมียนมาร์ ลาว ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผู้นำประเทศและตัวแทนเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

ไม่กี่วันก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นที่กรุงเทพฯ เขื่อนไซยะบุรีในลาวเปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าขายให้ไทยในสภาพที่เขื่อนนี้ตกเป็นจำเลยผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดแก่ลำน้ำโขงอย่างใหญ่หลวง แต่ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า เขื่อนต่างๆ ที่กั้นลำน้ำโขงนั้นเป็นเขื่อนทดน้ำ ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำแบบมีอ่างเก็บ เมื่อน้ำจากธรรมชาติจากจีนไหลผ่านมาเท่าไรก็ต้องปล่อยออกทางท้ายเขื่อนในปริมาณที่เท่ากัน แต่ในอีกด้านหนึ่งเขื่อนพลังงานไฟฟ้าก็จะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ที่การผลิตกระแสไฟฟ้าอันจะส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำที่ทดไว้โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมหรือการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำเป็นเรื่องรองหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีที คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย จะต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังยิ่งเสียกว่าการแสดงออกผ่านเวทีการประชุมใดๆ

เขี้ยว-เล็บ-งา ไม่มีทางขลังไปกว่ามันสมองและสองมือของมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขี้ยว-เล็บ-งา ไม่มีทางขลังไปกว่ามันสมองและสองมือของมนุษย์

4 พฤศจิกายน 2562 – 13:15 น.
พระเมธีวชิโรดม ววชิรเมธี,งาช้าง,สัตว์ป่า,เครื่องราง,ของขลัง
เปิดอ่าน 853 ครั้ง

เขี้ยว-เล็บ-งา ไม่มีทางขลังไปกว่ามันสมองและสองมือของมนุษย์ โดย… พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

มนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดี มีความสุข มีเงินมีทอง และความสำเร็จในหน้าที่การงานกันทั้งนั้น แต่หากการอยากมีชีวิตที่ดีต้องแลกมาด้วยการเบียดเบียนชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อมาเป็นวัตถุที่เชื่อกันว่า ‘มงคล’ เชื่อว่ามัน ‘ขลัง’ สิ่งนั้นจะเป็นของมงคลได้อย่างไร

ชีวิตดีที่ต้องไร้ ‘ฆ่า’ ในที่นี้จึงหมายถึงการละ เลิกใช้และซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากซากสัตว์ป่าทุกชนิด โดยเฉพาะซากเสือโคร่ง และงาช้าง เพราะทุกปีมีช้างมากกว่า 20,000 ตัว ถูกฆ่าเพื่อเอางาในแอฟริกา เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์งาช้างหลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทย ขณะที่เสือโคร่งที่เหลืออยู่ในป่าทั่วโลกมีจำนวนน้อยกว่า 4,000 ตัว แต่พวกมันตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกล่าเพื่อเขี้ยว หนังและกระดูก ขณะที่ในไทยมีเสือโคร่งในป่าราว 150-200 ตัวเท่านั้น ล่าสุดมีรายงานจากเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า ว่านกชนหิน และนกเงือกหลายชนิดพันธุ์กำลังถูกล่าในไทยและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำชิ้นส่วนบริเวณโหนกหัวไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น จี้ สร้อยคอ ขายในโลกออนไลน์ด้วยความเชื่ออย่างผิดๆ ว่าจะช่วยเสริมโชคลาภ ประดับบารมี เราอาจมองว่าอาชญากรรมต่อสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว แต่หากยังมีคนซื้อคนใช้ก็จะทำให้เกิดการล่าเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น และไม่ส่งผลดีต่อสัตว์ที่มีความสำคัญต่อธรรมชาติ

ความเชื่อในเครื่องรางของขลัง หรือวัตถุมงคลที่ทำมาจากซากสัตว์ป่าไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธองค์สอนให้เราเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง และเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำดีตอนไหน ตอนนั้นเป็นสิริมงคล มงคลในชีวิตขึ้นอยู่กับมันสมองและสองมือของเราเอง พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสเลยว่าเอาเขี้ยวเล็บงามาประดับร่างกายแล้วจะทำให้เรามีแต่สิริมงคล สิ่งนั้นถือว่าเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

สิ่งที่มาพร้อมกับการอ้างอิงสรรพคุณเครื่องรางของขลังที่ทำจากซากสัตว์ป่า ก็คือพุทธคุณด้านต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีทางที่พุทธคุณจะไปอยู่ในเครื่องรางของขลังที่ทำจากเขี้ยวเล็บงาของสิงห์สาราสัตว์ได้เลย เพราะพระพุทธคุณที่แท้จริงนั้นมี 3 ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ซึ่งหมายถึงปัญญา ความบริสุทธิ์ และความเมตตาอาทร สามประการนี้เท่านั้นที่เรียกว่าพุทธคุณ

มีเรื่องเล่าว่ามีพรานป่าจำนวนหนึ่งเข้าป่าล่าสัตว์แล้วก็พากันไปยิงเสือ จากนั้นก็ตัดเอาเขี้ยวเสือแล้วพากันไปหาหลวงปู่รูปหนึ่งซึ่งถือกันว่าเป็นพระเกจิที่มีวิชาอาคมขลังมากขอให้ท่านเสก หลวงปู่ก็ถามว่า “นี่คืออะไร” พวกนายพรานก็ตอบว่านี่คือเขี้ยวเสือไฟขอรับ หลวงปู่ถามต่อว่า แล้วเจ้าตัวเสือมันไปไหนล่ะ นายพรานก็ตอบว่า เสือก็คือสัตว์ที่พวกผมไปล้ม แล้วก็ตัดเอาเขี้ยวมันมา ทันใดนั้นหลวงปู่ก็ตอบว่า ‘ขนาดเสือที่เป็นเจ้าของเขี้ยวยังตาย แล้วเขี้ยวเสือไฟที่พวกเธอได้มามันจะคุ้มครองป้องกันพวกเธอได้อย่างไร’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายพรานกลุ่มนั้นก็เลิกเชื่อถือบูชาเขี้ยวเสือไฟตลอดชีวิต ส่วนการอ้างว่าเราไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ เราแค่เอาชิ้นส่วนของเขามาทำเป็นวัตถุมงคล เราลองมองในมุมกลับกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีใครคนหนึ่งจู่ๆ มาขอตัดเขี้ยวเราไป ขอฟันกรามเราไปทำเป็นเครื่องประดับ วัตถุมงคล ถามหน่อยว่าเราจะยอมไหม อาตมาว่าไม่มีใครยอมหรอก เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตล้วนรักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

การที่พระสงฆ์ หรือเกจิอาจารย์ไปปลุกเสกผลิตภัณฑ์จากเขี้ยวเล็บงาทั้งหลายให้กลายเป็นเครื่องรางของขลัง เราต้องบอกว่าไม่ใช่ปฏิปทาของพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระสงฆ์ที่ไปทำอย่างนั้นถือว่าท่านทำในสิ่งซึ่งไม่ถูกต้อง การปลุกเสก คือการเสกคนที่ไม่รู้ให้มีความรู้ เสกคนที่ยังหลับให้ตื่น เสกคนที่งมงายให้มีปัญญา นี่คือการพุทธาภิเษกที่ถูกต้อง

ความเชื่อในเครื่องรางของขลังจากซากสัตว์เป็นความเชื่อของยุคบรรพกาลในยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ เราควรจะเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผลและสามารถแก้ปัญหาในชีวิตของเราได้จริงๆ เพราะทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ มีโครงสร้างทางสมองที่วิจิตรที่มหัศจรรย์กว่าสิงห์สาราสัตว์นับร้อยนับพันเท่า กลับมาเชื่อมั่นในสติปัญญาและสองมือของตัวเองจะดีกว่า

ความเมตตาอาทรนั้นเราต้องแผ่ขยายจากใจของเราไปยังทุกคน ทุกสิ่งมีชีวิตรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เราจะเมตตาเฉพาะคนไม่ได้ แต่เราจะต้องเมตตาทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งสิ่งแวดล้อม เพราะเมตตาที่สากล คือรักคน รักทุกชีวาอย่างเสมอหน้ากัน

ชีวิตดีต้องไร้ฆ่า ไม่พึ่งเขี้ยวงา

ขยาย 6 สนามบินสองแสนล้านแก้คนแออัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขยาย 6 สนามบินสองแสนล้านแก้คนแออัด

4 พฤศจิกายน 2562 – 12:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ขยาย 6 สนามบิน,สุวรรณภูมิ,ดอนเมือง,สนามบินเชียงใหม่,สนามบิน เชียงราย,สนามบินภูเก็ต,สนามบินหาดใหญ่
เปิดอ่าน 1,771 ครั้ง

ขยาย 6 สนามบินสองแสนล้านแก้คนแออัด คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ ‘ใครๆ ก็บินได้’ ตามสโลแกนของสายการบินแอร์เอเชีย จึงเกิดสายการบินต้นทุนต่ำ หรือ โลว์คอสต์ แอร์ไลน์บินว่อนทั้งในประเทศและไปต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สนามบินหลายๆ แห่งในประเทศไทยของเราแออัดไป ไม่นับสนามบินหลักใน กทม. ทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งท่านที่เคยไปสนามบินที่ว่านี้คงเจอสภาพเหมือนกันว่าคนโดยสารและญาติมิตรแน่นไปหมด

มีข่าวออกมาว่า ผู้ว่าการ บริษัทท่าอากาศยานไทย (มหาชน) หรือ ทอท. จะยุบสนามบินหาดใหญ่และเชียงราย

บัดนี้รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีนโยบายแต่อย่างใด-สรุปว่าเราต้องเชื่อรัฐมนตรีไว้ก่อน

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐมนตรีคมนาคมยังมีนโยบายขยาย 6 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-เชียงใหม่-เชียงราย-ภูเก็ต-หาดใหญ่ ออกไปอีกโดยใช้งบประมาณราวๆ 200,000 ล้านบาท! เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้สนามบินของเรายังอยู่กับที่ในขณะที่ผู้ใช้บริการ ผู้โดยสารมากขึ้นๆ

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่เพราะระบบราชการไทยกว่าจะวางแผน-ประมูล-ก่อสร้าง ใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเสร็จ

เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนคือสนามบิน ‘ต้าชิง ปักกิ่ง’ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เงินลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท ให้บริการเต็มรูปแบบแล้วโดยบินระหว่างประเทศเมื่อปลายเดือนเที่ยวแรกมากรุงเทพฯ-สุวรรณภูมิ ของเรานี่เอง

รีบคิดรีบทำโดยเร็วให้ทันเถิดเพราะอุตสาหกรรมการบินมีการแข่งขันอย่างหนักและหากไทยหยุดพอแค่นี้จะเสียโอกาสทองในการเป็นศูนย์กลางการบินไป

หากเรามีความตั้งใจจริงคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติปราศจากการเมืองมาแทรกแซงแล้ว ประเทศไทยมาแรง 100%
อ๊อด เทอร์โบ


 เทศกาลลอยกระทง
 ต้องคำนึงความปลอดภัย

วันลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นเทศกาลแห่งความสุขขนาด ‘ลุงตู่’ นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังเป็นนายแบบร่วมกับรัฐมนตรีอีกหลายคนโดยประชาสัมพันธ์ทันสมัยว่า ‘ลอยกระทง กระทรวงวัฒนธรรม-ใส่ใจสายน้ำและสิ่งแวดล้อม’

ผมขอชื่นชมว่าเก๋ไก๋มากและอยากเรียนให้คุณเป็นสื่อกลางว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากเพราะทุกที่ที่ผ่านมา มักมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับโป๊ะล่ม แพล่ม ฯลฯ น่าสยองขวัญมาก

คนโบราณท่านบอกไว้ว่าตื่นวัวตื่นควายยังพอห้ามกันได้แต่ ‘ตื่นคน’ นี่ห้ามไม่ได้เพราะต่างคนต่างแย่งกันลงลอยกระทงจนตกน้ำหรือสาเหตุอื่นๆ อีกมาก

จึงเขียนจดหมายส่งมาเพื่อให้ทุกจังหวัด-อำเภอ-กทม. หรือทุกหน่วยงานช่วยตรวจตราความแข็งแรงของโป๊ะหรือแพท่าน้ำเป็นพิเศษและทางที่ดีขอเพิ่มว่าอย่าดื่มจนเมามายเลยให้มีสติลอยกระทงแล้วกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเถิด
วรพจน์ (สุโขทัย)

ตอบคุณ ‘วรพจน์’ สุโขทัย
จดหมายของคุณโดนใจและมีคุณค่ามากเลยครับเพราะเทศกาลลอยกระทงที่ผ่านมาทุกปีมักเกิดเรื่องราวที่กล่าวมาอยู่เสมอซึ่งขอย้ำว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ให้มากก่อนความสนุก

ผมขอเพิ่มเติมอีกว่าอย่าจุดประทัดหรือลอยโคมไฟหรือวัตถุระเบิดเสียงดัง ซึ่งผิดกฎหมายโปรดสนุกให้อยู่ในขอบเขตจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าปีนี้เราจะลอยกระทงอย่างมีความสุขเหมือนที่กระทรวงวัฒนธรรมหวังไว้ว่าใส่ใจในสายน้ำและสิ่งแวดล้อม

กระทงควรทำจากวัสดุธรรมชาติไม่ใช่พลาสติกหรือโฟม หรือพอหมดเทศกาลลอยกระทงแล้วเกิดขยะในแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ฯลฯ

ขอให้ช่วยกันรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ไม่ต้องทำโพลล์
 วินมอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า
(ผ่านไปยังวินมอเตอร์ไซค์)

ผมไม่ต้องการคำตอบใดๆ ในจดหมายต่อไปนี้แต่อยากจะบอกว่า กทม.จะต้องทำตัวอย่างอันดีตามกฎหมาย

เรื่องที่มีข่าวว่า กทม.จะทำโพลล์รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่าหากวิ่งบนทางเท้าหรือฟุตบาทว่าจะยึดเสื้อวิน 3 ปี หากทำผิด

ผมว่าเราจะต้องมีมาตรฐานเข้มข้นเพราะมอเตอร์ไซค์วินเดี๋ยวนี้มีมาก ซึ่งผมเองก็ใช้บริการอยู่เสมอและอยากจะบอกว่าไม่ชอบที่เห็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งบนทางเท้าเพราะอันตรายมากๆ

จึงขอให้มีบทลงโทษและขอให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรและมีน้ำใจต่อกันด้วย
บริรักษ์ (กทม.)


โรดแม็พถล่มรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรดแม็พถล่มรัฐบาล

4 พฤศจิกายน 2562 – 11:35 น.
โรดแม็พ,สุทิน คลังแสง,การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคประชาธิปัตย์,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
เปิดอ่าน 2,667 ครั้ง

โรดแม็พถล่มรัฐบาล คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…   อสนีบาต  aussaneebard @ Hotmail.com

เหมันตฤดูมาเยือนแล้ว ตื่นขึ้นมามีลมเย็นๆ พัดผ่านกระแทกใบหน้ากันบ้างหรือยัง ส่วนคนในพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มจะหนาวๆ ร้อนๆ อยู่เหมือนกันครับ พลันได้รับทราบความเคลื่อนไหวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมนัดหารือถึง “โรดแม็พถล่มรัฐบาล”

ทันทีที่มีการเปิดสภาสมัยสามัญเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จะมีอีเวนท์สำคัญสองเรื่อง เรื่องแรก ขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีทัพหน้าจากเหล่าอดีต ส.ส. ตกงาน อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินสายสร้างเครือข่ายอยู่นอกสภาไว้แล้ว ส่วนภายในสภาว่าด้วยการถกญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมสร้างแรงกดดันพุ่งตรงไปสู่ “รัฐบาลลุงตู่” โดยเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐ ที่พยายามแก้เกมด้วยการลงพื้นที่จัดกิจกรรม “ปากท้องต้องมาก่อนแก้ รธน.” จะปรับทัพรับศึกในสภาอย่างไรเพราะไม่ใช่แค่พรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” มีนโยบายแก้ไข รธน. ร่วมด้วยช่วยผสมโรง
เรื่องที่สอง ถือเป็นไฟท์บังคับ ไม่ทำไม่ได้ เดี๋ยวจะขาดใจตายเพราะช้าไปจะไม่มีพื้นที่เก็บคะแนนหาเสียง นั่นคือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เบื้องต้นวางปฏิทินคร่าวๆ จะเปิดอภิปรายไม่เกินวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ขืนช้าเกินการณ์ไปกว่านี้จะเจอเทศกาลคริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อีก การเตรียมเสนอหน้าออกสื่อเก็บคะแนนก็จะหมดความหมาย
นอกจากนั้นมีการปล่อยข่าวออกมาอีกว่าบุคคลที่จะถูกซักฟอกคือ 3 รัฐมนตรี ตั้งแต่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ด้วยปมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่การทุจริต โครงการอีอีซี รถไฟฟ้า และบีทีเอส “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในกรณีบีทีเอส ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.วิสามัญในสภาคัดค้านไม่ให้ต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัท BTSC ออกไปอีก 40 ปี เพราะเป็นการใช้อำนาจ ม.44 มาต่อสัญญาโดยไม่ชอบและสัญญาไม่เคยผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุน (PPP)
รายที่สามกลายมาเป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เกี่ยวกับการใช้อำนาจและการแต่งตั้งโยกย้ายในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนการแทรกแซงการบริหารในรัฐวิสาหกิจต่างๆ จนงานไม่เดิน
ช้าก่อน! นั่นเป็นแค่การปล่อยหัวเชื้อตามสไตล์พรรคเพื่อไทย หวังสร้างประเด็นข่าวให้ฮือฮา เพราะเอาเข้าจริงยังมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในรายของ “ลุงตู่” ผู้ต้องนั่งสมาธิสะกดอารมณ์ก่อนเดินเข้าสภา จะถูกหยิบยกกรณี “คดีพิพาทระหว่างรัฐกับเหมืองอัครา” ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ คสช.มาตรา 44 สั่งระงับการทำเหมืองจนเขาเรียกค่าเสียหายเกือบ 4 หมื่นล้านบาท มาอภิปรายเป็นแน่แท้

กรณีเหมืองอัครา กำลังใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์ซึ่งจะต้องมีการเผชิญหน้าระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับฝ่ายเอกชนต่างชาติราวกลางเดือนพฤศจิกายน ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ต้องแจ้งให้ ครม.ทราบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อหาทางออก แต่ยังไม่มีคำตอบใด
ได้ยินแต่เพียงคำกล่าวสั้นๆ จากนายกฯ ว่า “ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” มาถึงตรงนี้ยังไม่รู้ว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างไร

4 ทางเลือก ระหว่างจ่ายเงินให้บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) แล้วให้เลิกกิจการ 2.ดำเนินการตามข้อเสนอของบริษัทอัครา ซึ่งจะช่วยให้อาจไม่ต้องจ่ายเงิน 3.รอผลการตัดสินของอนุญาโตตุลาการแล้วปฏิบัติตาม หรือ 4.หาช่องทางจ่ายเงินค่าปรับบางส่วนโดยให้ชดเชยค่าเสียหายแล้วให้ดำเนินกิจการต่อ
อย่าลืมว่ากรณีข้อพิพาทเหมืองอัครา ต่อการใช้อำนาจ คสช.ตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองที่ จ.พิจิตร ถูกพรรคร่วมฝ่ายค้านโดย สุทิน คลังแสง ประเดิมอภิปรายตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วนะจะบอกให้ เดือดร้อนไปถึง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ต้องลุกขึ้นชี้แจงในตอนนั้นและกำลังเครียดในตอนนี้
          คำมั่น “ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” กับการตัดสินใจทางใดทางหนึ่งซึ่งมีผลประโยชน์ชาติเป็นเดิมพัน จะตามมาหลอกหลอน “บิ๊กตู่” ถึงญัตติอภิปรายไม่ไม่วางใจ เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ!

เงินปลอมระบาด..ประกาศขายโจ๋งครึ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396921?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เงินปลอมระบาด..ประกาศขายโจ๋งครึ่ม

4 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
สายตรวจระวังภัย,เงินปลอม ระบาด,ธนบัตรปลอม
เปิดอ่าน 2,665 ครั้ง

เงินปลอมระบาด..ประกาศขายโจ๋งครึ่ม คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัญหาเรื่อง “เงินปลอม” ระบาด เกิดขึ้นมานานและมีให้เห็นเป็นระยะ ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นพ่อค้าแม่ขาย และตำรวจมีการจับกุมขบวนการทำเงินปลอมมาแล้วหลายกลุ่มแก๊ง แต่ก็ไม่วายมีเงินปลอมออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อนได้ตลอด

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการประกาศขายเงินปลอมผ่านโลกออนไลน์อย่าง “โจ๋งครึ่ม” นั่นคือเว็บไซต์ “fakethaibills.com” พร้อมการันตีว่าเนียนตาสุดๆ แบบ “เกรดพรีเมียม” ผ่านระบบการตรวจขั้นพื้นฐานแบบสบายๆ หนำซ้ำยังแนะนำวิธีการใช้แบบละเอียดยิบว่าเอาไปใช้อย่างไร แบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด เช่น ซื้อของด้วยธนบัตรจริง แล้วกลับมาที่ร้านอ้างว่าลืมซื้อของบางอย่าง ก่อนยื่นธนบัตรฉบับละ 500 บาท อย่านำธนบัตรจริงและปลอมใช้ครั้งเดียวกัน รวมทั้งให้ใช้กับงานเทศกาล งานลดราคาที่มีเวลาขายจำกัด จ่ายค่าแท็กซี่ ค่าทางด่วน สถานบันเทิงที่มีไฟสลัว และอ้างถึงประโยชน์ในการใช้ธนบัตรปลอม หนึ่งในนั้นคือกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน เงินปลอมเยอะสะท้อนถึงเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่ดี โดยเปิดให้สั่งซื้อและชำระเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล “บิทคอยน์” ซึ่งตรวจสอบเส้นทางการเงินยาก

โฆษณาชวนเชื่อของเว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่า ธนบัตรปลอมคุณภาพสูง ผลิตจากกระดาษใยฝ้ายคุณภาพดี มีลายน้ำฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ มีจุดสังเกตในธนบัตรตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยครบถ้วน และชัดเจน เมื่อทดสอบด้วยปากกาตรวจธนบัตรปลอมและแสงยูวี ก็จะผ่านการตรวจสอบไม่มีปัญหา แต่ไม่สามารถนำธนบัตรไปใช้กับธนาคารหรือเครื่องเอทีเอ็มได้ พร้อมอ้างว่าจัดส่งสินค้ามาจากประเทศอิตาลีและโปแลนด์ โดยใช้วิธีพรางสินค้า ซ่อนธนบัตรปลอมลงในกล่องพัสดุและใส่ถุงป้องกันรังสีเอ็กซ์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสแกนจากเครื่องเอกซเรย์ รวมทั้งนำถุงมาเช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดกลิ่น และยังมีเทคนิคในการพรางสินค้าอีกหลากหลายวิธี โดยวิธีการซื้อ รับชำระเงินด้วยบิทคอยน์ และจะจัดส่งสินค้าถึงประเทศไทย 5-7 วัน หรือเร็วที่สุด 2-4 วันโดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

เมื่อตรวจสอบตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าวยังพบว่าธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท (ปลอม) มีมาตรฐานการผลิตระดับเดียวกันกับธนบัตรปลอมเงินสกุลหลักอย่างเงินปอนด์สเตอร์ลิง หรือเงินยูโร ที่ซื้อขายกันในตลาดมืดกลุ่มประเทศยุโรป แต่ยังถือว่าความวิตกกังวลครั้งนี้ยังมีความโชคดีเพราะยังไม่มีรายงานว่าธนบัตรปลอมจากกลุ่มดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามท้องตลาดจริง

เกี่ยวกับเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ไม่รีรอ โดย นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า กรณีเว็บไซต์ fakethaibills.com มีการประกาศจำหน่ายขายธนบัตรปลอมคุณภาพสูง ขอเรียนว่า ธปท. อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย และขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเว็บไซด์ดังกล่าว โดยหากผู้ใดนำเข้าหรือมีไว้ซึ่งธนบัตรปลอมเพื่อนำออกใช้ มีความผิดตามมาตรา 243 มาตรา 244 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499

ทั้งนี้โทษฐานปลอมหรือแปลงธนบัตรคือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-400,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 240 ส่วนคนที่นำธนบัตรปลอมไปใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-300,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 244 แต่ถ้าคนที่นำธนบัตรปลอมไปใช้ ถ้าต่อมารู้ว่าเป็นของปลอมยังขืนนำออกใช้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 245

คำถาม กรณีสหรัฐตัดจีเอสพีไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำถาม กรณีสหรัฐตัดจีเอสพีไทย

4 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
สหรัฐอเมริกา,จีเอสพี,ภาษีศุลกากร,สารเคมี,เกษตรก
เปิดอ่าน 431 ครั้ง

คำถาม กรณีสหรัฐตัดจีเอสพีไทย คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้านำเข้าจากไทยโดยเหตุผลว่ายังไม่พอใจการแก้ปัญหาละเมิดสิทธิแรงงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยเฉพาะกรณีไม่คุ้มครองแรงงานประมงต่างด้าว กรณีนี้ยังถูกโยงไปกับการที่ไทยประกาศแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่ามีบริษัทผลิตสารเคมีใหญ่ของสหรัฐเป็นผู้ส่งออก

ข่าวนี้สร้างความกังวลต่อวงการเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคาดการณ์ว่าไทยอาจได้รับผลกระทบเป็นค่าความเสียหายจำนวนมหาศาล เพื่อไขข้อข้องใจต่อกรณีนี้ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย จึงได้จัดงานเสวนา ฬ จุฬาฯ นิติมิติ ในหัวข้อ “ความจริง จากข้อเท็จจริง กรณีสหรัฐ ตัดจีเอสพีประเทศไทย” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา

 ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร์ ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีการเผยแพร่ในหน้าสื่อว่าประเทศไทยเสียหายเป็นหมื่นล้านจากการตัดสิทธิจีเอสพี เป็นคำพูดที่เกินจริง เพราะสินค้ายังสามารถส่งออกได้แต่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 4.5 ทำให้ประเทศไทยอาจสูญเสียความได้เปรียบทางเรื่องราคาเท่านั้น ซึ่งนับเป็นมูลค่าพันล้านบาท นอกจากนี้สินค้าที่ถูกตัดสิทธิมีทั้งหมด 573 รายการ ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 40 จากสินค้าส่งออกทั้งหมด

ศ.ทัชมัย ฤกษะสุต ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาเซียน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงที่มาที่ไปของจีเอสพี ในฐานะสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรว่า มีจุดเริ่มต้นมาจากความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) ซึ่งไทยเข้าร่วมเป็นภาคตั้งแต่ปี 2525 ก่อนจะกลายเป็นองค์กรการค้าโลกตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน

“จุดเริ่มต้นของจีเอสพี เนื่องจาก GATT ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2491 มีสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น ขณะเดียวกันสมาชิกที่เพิ่มเข้ามาก็มีทั้งกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หรือพัฒนาน้อย ซึ่งกลุ่มนี้มองว่า GATT ไม่เอื้อประโยชน์ให้ประเทศตัวเองและควรให้ความช่วยเหลือด้านภาษี จึงยื่นเรื่องเสนอไปยัง UNCTAD ซึ่งทาง UNCTAD เห็นว่าการค้าควรมีแต้มต่อเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศยังไม่พัฒนา ต่อมาในปี 2522 เลยบรรจุจีเอสพีเข้ามาใน GATT แต่มีสภาพแบบไม่ถาวร ภายใต้กรอบที่ UNCTAD กำหนด”

ด้วยการกำหนดสภาพแบบ “ไม่ถาวร” ดังกล่าว ทำให้จีเอสพีเป็นสิทธิแก่ประเทศผู้ให้สิทธิ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ซึ่งประเทศผู้รับสิทธิไม่สามารถไปบังคับได้และมีโอกาสถูกยกเลิกได้ตลอด แต่จะใช้เหตุผลอะไรมายกเลิกก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประเทศผู้ให้สิทธิ ในพระราชบัญญัติการค้าของสหรัฐ (Trade Act of 1974) มาตราที่ 501–503 กำหนดเงื่อนไขที่สามารถยกเลิกสิทธิ จีเอสพี แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้หลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดเรื่องสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า การก่อการร้าย ปัญหาแรงงาน เป็นต้น

“สหรัฐชี้ว่าไทยไม่ให้สิทธิแรงงานมากพอ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิรวมตัวเพื่อต่อรองของแรงงานต่างชาติ แต่จากการค้นคว้า พบว่าสหรัฐเองก็ไม่ได้ให้สิทธิส่วนนี้แก่แรงงานต่างชาติ ไม่ว่าจะเข้าประเทศมาถูกหรือผิดกฎหมาย มิหนำซ้ำสหรัฐเองก็ไม่ได้เซ็นเข้าร่วมอนุสัญญาแรงงาน ILO หลายสิทธิ โดยการอ้างว่าไม่ต้องเข้าร่วมเพราะปฏิบัติอยู่แล้ว”
อ.ทัชนัย ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศอื่นก็มีปัญหาสถานการณ์ด้านแรงงานเช่นเดียวกันกับไทย แต่เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงถูกตัดสิทธิจีเอสพีเพียงประเทศเดียว หรือถามกลับไปที่สหรัฐว่าประเทศอเมริกาเองก็ยังมีปัญหาต่างๆ แล้วคาดหวังให้ประเทศอื่นๆ จัดการปัญหาฝ่ายเดียวได้อย่างไร
“สมมุติว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงานเลย เราก็อาจหลุดจีเอสพี เพราะเรื่องอื่นได้ เช่น ถ้าหากเขามองว่าเรารวยแล้ว ไม่ต้องให้แล้ว เขาก็ยกเลิกได้ ดังนั้นจีเอสพี ไม่จำเป็นต้องอยู่กับประเทศไทยไปตลอด แต่ด้วยความที่เป็นประเทศอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจ เวลายกเลิกก็ควรให้คำอธิบายหน่อยว่าทำไมถึงต้องยกเลิก”
อย่างไรก็ตาม อ.ทัชนัย ชี้ว่า การที่ประเทศพัฒนาแล้วให้สิทธิจีเอสพี แก่ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้มีจิตใจโอบโอ้มอารี หรือต้องการให้ความช่วยเหลือแก้ผู้ด้อยโอกาส เพราะข้อมูลทางสถิติพบว่าฝ่ายประเทศที่ให้สิทธิก็ได้ประโยชน์ในเชิงการถ่ายโอนองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ จากประเทศผู้ได้รับสิทธิซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ
อ.ทัชนัย กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ถูกถอนสิทธิในปีนี้ แต่ในปีถัดไปก็อาจจะถูกพิจารณาถอนสิทธิจีเอสพีได้อยู่ดี ดังนั้นการถูกถอดถอนสิทธิครั้งนี้จึงควรตั้งคำถามได้แล้วว่าประเทศไทยควรพึ่งพาสิทธิจีเอสพีอีกต่อไปหรือไม่
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคิด ถ้าได้สิทธิมาแต่ต้องแลกด้วยภาระเกินควร เราเสียประโยชน์มากไป เราควรจะทำอะไรต่อไป เพราะจีเอสพีไม่ได้อยู่กัลปาวสาน สินค้าไทยของเราเป็นสินค้ามีคุณภาพเพียงพอที่จะให้คนเลือกซื้อแม้จะมีราคาสูงขึ้นหรือไม่ เราต้องหาทางออกตรงนี้”

“ยม หาดใหญ่” ชื่อนี้ “เสรี” รู้แล้วจะหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยม หาดใหญ่” ชื่อนี้ “เสรี” รู้แล้วจะหนาว

4 พฤศจิกายน 2562 – 10:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงานพิเศษ,ยม หาดใหญ่,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,พอสุชาติ จันทรโชติกุล,ผู้การชาติ,สามมิตร
เปิดอ่าน 12,372 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 4 พ.ย.62

*****************************

นับวัน “วีรบุรุษนาแก” จะสร้างประเด็นข่าวร้อนๆ ให้ “เกรียนโซเชียล” เอาไปขยายผล เพราะคำให้สัมภาษณ์สื่อแต่ละครั้ง คนธรรมดาไม่กล้าพูด

ล่าสุด “พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส“ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนฯ ได้พูดถึงการลาออกจากโฆษก กมธ.ของ “พยม พรหมเพชร“ ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ ว่า “นายพยม จบวุฒิการศึกษาอะไร มาอยู่ใน กมธ.ชุดนี้ ต้องรู้กฎหมาย ท่านไม่ได้จบด้านกฎหมายมา”

ส.ส.พยม ยึดอาชีพครูมาจนเกษียณ ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย แต่ตำแหน่ง ส.ส.ของเขา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย คนที่เล่นการเมืองหาดใหญ่ ไม่แน่จริง ยืนอยู่ไม่ได้หรอก

ครูยม” โฆษกชาวบ้าน

พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.สงขลา 4 คน ประกอบด้วย วันชัย ปริญญาศิริ เขต 1,ศาสตรา ศรีปาน เขต 2, พยม พรหมเพชร เขต 3 และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี เขต 4

ชั่วโมงนี้ ไม่มีใครดังเท่ากับ “ครูยม” หรือ “พยม พรหมเพชร” ซึ่งเป็นผู้แทนฯ เขต 3 อ.หาดใหญ่ (รอบนอก) และ อ.นาหม่อม

ครูยม ทอดกฐิน มีถาวร เสนเนียม และ สิระ มาร่วมงานด้วย

คนแถวรอยต่อเมืองกับชนบทของนครหาดใหญ่ ต่างรู้จัก “ครูยม” เจ้าของฉายา “โฆษกงานบุญ” โดยเฉพาะงานศพ เจ้าภาพจะเชิญ “ครูยม” ไปเป็นโฆษกเกือบทุกงาน

ด้วยเหตุนี้ ครูยมจึงได้เป็น ส.อบจ.สงขลา เขต 9 (อ.หาดใหญ่) สังกัดกลุ่มสงขลาพัฒนา และเคยลาออกจาก ส.อบจ.มาสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลควนลัง แต่ก็อกหัก

“ครูยม” รู้จักนักการเมืองประชาธิปัตย์เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย, ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5

สิระ เจนจาคะ บินลงใต้ มางานกฐินของครูยม

ในฐานะครูยม เป็นชาว อ.รัตภูมิ โดยกำเนิด จึงนำองค์กฐินไปทอดที่วัดบ้านเกิด โดยมี “เดชอิศม์” เป็นผู้สนับสนุน และ “ถาวร” ให้เกียรติเป็นประธานทอดผ้ากฐิน

หลังชนะเลือกตั้ง ชีวิตครูยมก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ไม่เคยทิ้งความเป็น “ครูยม” โฆษกงานบุญ

สงขลา-สามมิตร

เมื่อไม่นานมานี้ “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ ยอมรับว่ามี ส.ส.ใต้ 3 คน ได้แยกจากกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ ไปสังกัด กลุ่มสามมิตร”

ส.ส.สงขลา 3 คน ที่แสดงตัวว่าเป็นสมาชิกกลุ่มสามมิตร ประกอบด้วย “วันชัย ปริญญาศิริ” อดีตประธานสภา อบจ.สงขลา และอดีตผู้สมัคร ส.ส.สงขลา พรรคเพื่อไทย

ตามมาด้วย ครูกอล์ฟ” ศาสตรา ศรีปาน ผู้บริหารโรงเรียนบุญเลิศอนุสรณ์ และโรงเรียนศรีปัญญานุรักษ์ และ พยม พรหมเพชร”

ศาสตรา ศรีปาน และ สุริยะ

ถ้ายังจำกันได้ ตอนที่ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กรุงเทพฯ ล่องใต้ไปทวงผืนป่าที่ภูเก็ต ก็จะมี ศาสตรา ศรีปาน และพยม พรหมเพชร ไปยืนเคียงข้างสิระ ขณะที่ ส.ส.ภูเก็ต พลังประชารัฐ ไม่ได้ออกมาร่วมวงด้วย

จะอย่างไรก็ตาม ส.ส.สงขลาทั้ง 4 คน ก็ยังเคารพนับถือ “ผู้การชาติ” เพราะถือว่า การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม่ทัพใต้อย่างผู้การชาติก็ช่วยพรรคพลังประชารัฐเต็มที่

ส่วน  ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี” ส.ส.สงขลา เขต 4 เป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนในในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระ โดยมี “ผู้การชาติ” ให้การสนับสนุน จึงมีความสนิทสนมส่วนตัว

ไม่น่าแปลกที่แกนนำ “กลุ่มสามมิตร” จะลงไปทำกิจกรรมแถวสงขลา และนราธิวาสบ่อยครั้ง

อบจ.สีขาว

เป็นที่ฮือฮาไปทั่วสงขลา เมื่อ “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล จับมือ “แอ๊ด คาราบาว” จัดคอนเสิร์ตคาราบาวมหากุศล 5 วัน 5 อำเภอ (อ.เมืองสงขลา อ.หาดใหญ่ อ.เทพา อ.สะเดา และอ.สะทิงพระ) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

พ.อ. สุชาติ จันทรโชติกุล

ทุกเวที “แอ๊ด คาราบาว” ประกาศให้คนสงขลาเลือก “ผู้การชาติ” อดีตนายทหารคนดัง เป็นนายก อบจ.สงขลา

ครูยม และครูกอล์ฟ บนเวทีคอนเสิร์ตของผู้การชาติ

ในชีวิตราชการทหาร “ผู้การชาติ” เคยเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 5 (สงขลา) และผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 จังหวัดนราธิวาส จึงมีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมาย

ปี 2558 ผู้การชาติเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และลาออกจาก สปท. มาก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับชวน ชูจันทร์

แอ๊ด คาราบาว ผู้ศรัทธาในตัวผู้การชาติ

ปี 2562 ผู้การชาติ เปิดตัว “กลุ่มสงขลาประชารัฐ” ชูคำขวัญ “อบจ.สีขาว” หาเสียงเก็บแต้มไปเรื่อยๆ แค่จัดคอนเสิร์ตคาราบาว คนหาดใหญ่ก็โจษจันอึงมี่

แอ๊ด คาราบาว” การันตียี่ห้อ “ผู้การชาติ” คนจริง ไม่ทิ้งเพื่อน

เดินหน้าทวงคืนพื้นที่ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดินหน้าทวงคืนพื้นที่ป่า

4 พฤศจิกายน 2562 – 08:22 น.
ทวงคืนผืนป่า
เปิดอ่าน 883 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562

นับแต่ปี 2557 ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ทวงคืนผืนป่าเพื่อแก้ไขปัญหานายทุนบุกรุกป่า ซึ่งแม้ว่านโยบายจะกระทบชาวบ้านทั่วประเทศหลังการยึดคืน แต่รัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาด้วยการผ่อนผันให้ชาวบ้านผู้ยากไร้ ถือได้ว่านโยบายทวงคืนป่าในรัฐบาล คสช.จนถึงปัจจุบันได้ผลดี จากเดิมประเทศไทยเคยมีปัญหาบุกรุกป่ามากกว่าปีละแสนไร่ ลดลงเหลือปีละหมื่นไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ผลการดำเนินการ 532 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 11,120.53 ไร่ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 ผลการดำเนินการ 1,488 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 32,637.41 ไร่ หากมองย้อนกลับไปปัญหาการบุกรุกป่าถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ทุกรัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขแต่ก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรมสักเท่าใด จนถึงปัจจุบันนับเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง สรุปในช่วงปี 2560-2562 พบแนวโน้มการบุกรุกป่าลดลง และมีป่าเพิ่มขึ้นกว่า 3 แสนไร่

ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันรักษาป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ จากสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยใน พ.ศ. 2558-2561 แนวโน้มโดยเฉลี่ยพื้นที่ป่าไม้ของประเทศเพิ่มขึ้น โดยใน พ.ศ. 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ คิดเป็นร้อยละ 31.68 ของพื้นที่ประเทศ แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) จึงได้เร่งขับเคลื่อนและผลักดันยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู และใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ในการดำเนินการด้านต่างๆ

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้วางมาตรการขับเคลื่อนงานด้านการป่าไม้ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ โดยการนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้ในการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ และเตรียมรับมือในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อช่วยเรื่องการป้องกันรักษาป่า การนำภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ในการบริหารจัดการที่ดิน ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ ให้สามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ ได้มอบให้ ทส. เร่งรัดจัดทำอนุบัญญัติหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ รวมถึงการขออนุญาตให้เอกชนส่งไม้สักสวนป่าออกจำหน่ายต่างประเทศ และการขอยกเว้นพิกัดอัตราอากรขาออก

ปัญหาการบุกรุกป่าของนายทุนและปัญหาประชาชนผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลและจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้เข้าทำประโยชน์ ดูแลการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และส่งเสริมให้อยู่ร่วมกับป่าอย่างดีที่สุด ที่ผ่านมาผู้ยากไร้มีปัญหาเรื่องนี้มาตลอด บางครั้งได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และถูกละเลยจากภาครัฐ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วม ที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ ต้องสางความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ทั้งกรณีของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตป่า ปัญหาคนรุกป่า หรือป่ารุกคน ในภาคต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม

“ส้ม”ต้ม”ส้ม” ปมชิงท้องถิ่น คัดทิ้ง “สนิมส้ม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้ม”ต้ม”ส้ม” ปมชิงท้องถิ่น คัดทิ้ง “สนิมส้ม”

3 พฤศจิกายน 2562 – 12:25 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ส้มหวาน,พรรคส้มหวาน,เลือกตั้งท้องถิ่น,รายงานพิเศษ,ท่องยุทฑภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 3,973 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ วันอาทิตย์ที่ 3 พ.ย.62

*************************

ปฏิบัติการ ทิ้งพรรคอนาคตใหม่” ของอดีต ส.ส. และสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งนั้น มาจากปมขัดแย้งการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นสำคัญ

12 ตุลาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” 18 จังหวัด ได้แก่พิษณุโลก, ตาก, อุบลราชธานี, สกลนคร,

มุกดาหาร, ยโสธร, หนองบัวลำภู, หนองคาย, ร้อยเอ็ด, บุรีรัมย์, นครปฐม, อยุธยา, สระบุรี, สิงห์บุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และ จันทบุรี

พลันที่ทราบว่า คณะบุคคลใดบ้าง? ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการดีเบต ก็มีเสียงเอะอะโวยขึ้นมาจากพื้นที่ภาคตะวันออกทันที

เริ่มจาก “เจ๊ดา อนาคตจันท์” หรือ “ลัดดา จตุอุทัยศรี” ที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่เวทีดีเบตนายก อบจ.จันทบุรี เพราะ ส.ส.หญิง เขต จันทบุรี เป็นสายตรงผู้อำนวยการพรรคอนาคตใหม่ และไม่เห็นด้วยที่จะเลือกทีมเจ๊ดา ตามมาด้วยกลุ่มอดีต ส.ส.ชลบุรี และระยอง

มิเพียงแค่ภาคตะวันออก ยังลามไปถึงอีสาน โดยเฉพาะนครราชสีมา โดยก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า ทีม ดร.สาธิต ปิติวรา” อดีตผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ จะเป็นตัวแทนลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา ในนามพรรคอนาคตใหม่

ทีม ดร.สาธิต เตรียมลงสนาม อบจ.

แม้ว่าจะมีทีม “มหานครสุรนารี” นำโดย อุบล เอื้อศรี ประธานที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ นครราชสีมา และทีม “อนาคตใหม่นครชัยบุรินทร์” ที่เคยแถลงข่าวไปก่อนนั้น ก็จะถอยให้ทีม ดร.สาธิต

13 ตุลาคม 2562 แอดมินเพจ”อนาคตใหม่นครราชสีมา“ ได้แจ้งข่าวว่า “ทีมที่เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง อบจ.ของนครราชสีมา ไม่ผ่านการคัดเลือกครับ จะมีการนัดพูดคุยผู้ที่สนใจจริงๆอีก ติดตามได้ที่เพจนี้เท่านั้นนะครับ”

ปมแตกหัก เพราะแกนนำไม่เอา ดร.สาธิต

ตลอดเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทีม ดร.สาธิต ได้เปิดตัวอย่างคึกคัก ว่าจะลงสมัครนายก อบจ.โคราช แม้แต่แอดมินอนาคตใหม่นครราชสีมา ก็ยอมรับว่า เสนอชื่อ ดร.สาธิตทีมเดียว

ไม่มีปฏิกิริยาจาก ดร.สาธิต แต่ทีมงานอย่าง “วรพจน์ บุ่นจันทึก” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 13 นครราชสีมา พรรคอนาคตใหม่ ได้ไปยื่นหนังสือลาออกจากพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับกลุ่มชลบุรี และระยอง ที่สำนักงานใหญ่ของ กกต.

เมื่อ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “วรพจน์” ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่พรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน โดยในการคัดเลือกผู้สมัครทุกคนจะต้องไปแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรค

วรพจน์ บุ่นจันทึก

“สุดท้ายพรรคก็เลือกคนของตัวเองไปสมัคร ซึ่งเป็นการสร้างวาทกรรมให้ประชาชนรับรู้ว่า พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่เปิด แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่ เพราะในพรรคจะฟังแค่ 2 คนเท่านั้น”

มีรายงานว่า แกนนำอนาคตใหม่ นครราชสีมา ที่เป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน และคนเสื้อแดง มีแผน จะส่ง “อุบล เอื้อศรี” อดีต ส.ว.นคร ราชสีมา และประธานที่ปรึกษาค่ายสีส้มเมืองย่าโม ลงชิงชัยนายก อบจ.โคราช

เนื่องจาก “อุบล” มีอุดมการณ์เดียวกัน เพราะเคยเป็นประธาน นปช.โคราช และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงโคราชมาโดยตลอด

หลังตกเป็นข่าวก่อกบฎในพรรค ล่าสุด “วรพจน์” ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คชื่อ”ออโต้ ครับ”

ธนาธรกับวรพจน์ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

“สนิมสีส้ม!!!!!!!! ไม่ได้อยากดังแบบนี้..สื่อนำข้อมูลไปเองเบื่อพวกติ่ง ไม่เห็นด้วยก็เลื่อนผ่านไป.. อย่ามาล้ำเส้น เพราะไม่เคยไปล้ำเส้นใคร.. ไม่ใช่คนใน ไม่รู้หรอก.. บอกแล้วว่าอยากรู้อะไรให้ถาม อย่าสักแต่ปิดหูปิดตา เที่ยวเม้นด่าคนโน้นคนนี้ สมองมีหัดคิดเอง อย่ารักใครจนไม่ลืมหูลืมตา..”

การแบ่งเขาแบ่งเรา เกิดขึ้นจริงในพรรคสีส้มมานานแล้ว ระหว่าง “นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน”สายตรงแกนนำพรรคส่วนกลาง กับนักการเมืองท้องถิ่น โดยกลุ่มแรกจะมองว่า พวกหลังมาโหนกระแสธนาธร เป็นนักฉวยโอกาส ไม่ใช่เลือดสีส้มแท้