‘แชร์ลูกโซ่’ เหยื่อไม่เคยหมด ความโลภไม่มีประมาณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396655?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แชร์ลูกโซ่’ เหยื่อไม่เคยหมด ความโลภไม่มีประมาณ

2 พฤศจิกายน 2562 – 09:50 น.
แชร์ลูกโซ่,ชม้อย ทิพย์โส,แชร์แม่ชม้อย,แชร์ยูฟัน,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ความโลภ,ผลพวงของความโลภ
เปิดอ่าน 3,524 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย. 62

**************************

หลวงตา “มหาบัว” บอกไว้แล้ว “น้ำมหาสมุทรยังมีฝั่ง แต่ความโลภไม่มีฝั่ง”

ข่าว “แชร์แม่มณี” ที่ทำเอาคนไทยอ้าปากค้าง ไม่น่าจะใช่ยอดเงินที่ถูกต้มเปื่อยล่อนถึงกระดูก มีผู้เสียหายหลักพันคน มูลค่าหลายร้อยล้าน

แต่น่าจะเป็นความพิศวง งงงวย มากกว่า ว่ามาจนถึงโลกยุคใหม่ เอไอ ไซเบอร์แล้ว เรายังไม่รู้กันอีกหรือว่า หนทางรวยทางลัดแบบนี้มันหลอกลวงกันชัดๆ!!

และทั้งหมดมันมาจากคำว่า “อยากรวย” ช่วยไม่ได้จริงๆ!

ทำไมต้องเล่นแชร์

เรื่องการเปียแชร์นั้นมีมาเนิ่นนานหาต้นกำเนิดไม่เจอ แต่ว่ากันว่ามาจากกิจกรรมของชาวจีนที่เรียกว่า “โต๊ะแชร์” สมัยก่อน คือการกินข้าวกัน ลงขันกัน ลงทุนทางการเงินร่วมกันเพื่อขยายกิจการทางการค้า

โดยถ้าใครได้เงินจากการเล่นแชร์ในกลุ่มหรือที่เรียกว่า “เปียแชร์” มาก ก็จะเลี้ยงอาหารคนทั้งวง เพียงแต่ตอนหลังมีการนำมาใช้ในทางที่ผิด เกิดเป็นแชร์ลูกโซ่ฉ้อโกงกันซะงั้น

ถามว่าทำไมยังมีคนเล่นแชร์ลูกโซ่กันมาก มีผลสํารวจความคิดเห็นเรื่องการลงทุนในลักษณะบอกต่อหรือ “แชร์ลูกโซ่” ของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสํานักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ ช่วงปี 2588

พบว่าสาเหตุสําคัญที่ผู้คนสนใจ หลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนแชร์ลูกโซ่ เหตุผลหลักๆ เพราะต้องการหารายได้เพิ่ม ได้รับการชักชวนจากคนรู้จัก เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน แถมยังลงทุนง่ายไม่ยุ่งยาก และที่สำคัญคือได้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น

ขณะที่ในการถามความเห็น ปรากฏว่าจำนวนเกินครึ่งระบุว่าปัจจัยสําคัญที่ทำให้การลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่มีมากขึ้นก็คือ “ความโลภ”!!

และถ้าจะนับย้อนไปดูคดีโกงแชร์บ้านเราในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าเริ่มราวๆ ปี 2527 ในรัฐบาลป๋า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยุคนั้นว่ากันว่ามีโต๊ะแชร์เกิดขึ้นมากมายเพราะยังไม่มีกฎหมายเข้ามาดูแล

แต่ก็มีสองสามรายที่เป็นที่จับตาทั้งจากสื่อและภาครัฐเพราะเป็นข่าววงในว่ามีวงเงินที่สูงมากจนขนลุก เช่น แชร์แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ และ แชร์แม่ชม้อย อันเป็นตำนานโกงตัวแม่ของเมืองไทย

เพราะแชร์แม่ชม้อยนั้น เรียกว่าสั่นสะเทือนวงการจนภาครัฐต้องตัดสินใจทำให้ “การเล่นแชร์” ถูกกฎหมายด้วยการจัดตั้ง พระราชบัญญัติการเล่นแชร์” ขึ้นเมื่อปี 2534

แต่ก่อนหน้านั้นยังมีเรื่องราวที่สนุกยิ่งว่า ซีเอสไอ ไมอามี

แม่ชม้อย-แชร์สุดขีด

จากหนังสือ “100 ชีวิตบนเส้นทางมาเฟีย” เล่าไว้ว่า แชร์แม่ชม้อยเกิดขึ้นช่วงปี 2526-2528 ตอนนั้นเรียก แชร์น้ำมัน” เพราะมีหน่วยลงทุนเป็นคันรถน้ำมัน ราคาอยู่ที่คันละ 160,000 บาท ได้เงินคืนเดือนละ 10,400 บาท

แต่ถ้าใครไม่มีทุนก็ลงทุนเป็น “ล้อ” ล้อละ 40,000 (หนึ่งคันมีสี่ล้อ) จะได้เงินคืนเดือนละ 2,600 บาท ด้วย “ดอกเบี้ยงามจ่ายตามเวลา” ทำให้แชร์แม่ชม้อยเติบโตเร็วมากตลอดระยะเวลา 3 ปีมีเงินหมุนเวียนแปดพันล้าน

ชม้อย ทิพย์โส ตำนานเจ้าแม่แชร์อันกระหึ่ม

และทำให้ชม้อย หรือ “ชม้อย ทิพย์โส” จากสาวสิงห์บุรี เสมียนธุรการองค์การเชื้อเพลิง ร่ำรวยขึ้นอย่างกับเสกได้ จนสื่อเริ่มคุ้ยขุดที่มาที่ไป แต่ด้วยเหตุที่ยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการเล่นแชร์ใครจึงทำอะไรเธอไม่ได้

จนกระทั่งพฤศจิกายน 2527 รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงเงิน และให้กรมสรรพากรเข้าตรวจสอบยอดเงินฝากแม่ชม้อย และสั่งให้เธอชำระภาษีเป็นเงิน 41.6 ล้านบาท และอายัดเงินฝากทุกบัญชี

เมื่อแม่ชม้อยถอนเงินมาจ่ายลูกแชร์ไม่ได้ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น จนมีการเข้าแจ้งความกระหน่ำ เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามจับแม่ชม้อยได้ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 จับพวกได้อีก 7 คน

ขอบคุณภาพข่าวจากไทยรัฐ

ช่วงนั้นเธอบอกว่าหมดตัวแล้วเพราะถูกโกง แต่ปีเดียวกันเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการค้นหาทรัพย์สินที่บ้านและพบห้องลับที่มีวอลเปเปอร์อำพรางและมีตู้เสื้อผ้าบังไว้ พบทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากมายมหาศาล

คดีนี้มีผู้เสียหาย 18,281 ราย วงเงินสี่พันแปดร้อยล้านบาท ศาลพิพากษาแม่ชม้อยติดคุก 154,005 ปี โทษจริงเหลือ 20 ปี ติดจริง 7 ปี เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536

แต่นอกจากคดีแม่ชม้อยแล้วยังมีแชร์ดังที่ถูกไล่ล่าจากทางการเช่นกัน คือ แชร์แม่นกแก้ว” โดยพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้ว ใจยืน หัวหน้าวงแชร์แม่นกแก้ว และ แชร์ชาร์ตเตอร์” ของเอกยุทธ อัญชัญบุตร

สำหรับแชร์แม่นกแก้วนั้น เกิดขึ้นช่วงปี 2528 จนถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย แม่นกแก้วถูกตัดสินเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลมีคำสั่งให้ชำระหนี้ 12,189 ราย คิดเป็นหนี้ 1,977 ล้านบาท

ที่ผ่านมากรมบังคับคดีได้ยึดอายัดทรัพย์และขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้คืนเจ้าหนี้แล้ว 5 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 361 ล้านบาท และช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา กรมบังคับคดีมีการแบ่งการชำระหนี้แล้วครั้ง 6

ส่วนแชร์ชาร์เตอร์ เอกยุทธ อัญชัญบุตร ก็หนีคดีไปต่างประเทศจนหมดอายุความ เหล่านี้ล้วนบอกเราว่าคดีแชร์ลูกโซ่ไม่เคยจบสวยสักรายโดยเฉพาะเหยื่อที่ต้องสูญเงินเสียค่าความโลภ

ยูฟัน-ฟันเละ

อย่างที่บอกหลังจากเกิดคดีแชร์ชม้อย ก็เกิด พ.ร.บ.การเล่นแชร์ขึ้นเมื่อปี 2534 ทำให้การเล่นแชร์ถูกกฎหมาย โดยระบุห้ามนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ ห้ามนายวงแชร์ตั้งวงเกิน 3 วง และจำกัดสมาชิกในวงแชร์ทุกวงเกิน 30 คน รวมจำกัดเงินกองกลางแชร์แต่ละงวดห้ามเกิน 300,000 บาท

แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทยอยเปิดธุรกิจโต๊ะแชร์ออกมาเรื่อยๆ อย่างช่วงปีที่แล้วไม่นานมานี้เองข่าวครึกโครมกับเรื่องราวของแชร์ลูกโซ่หลายรายการ

ที่โด่งดังจนคนไทยตามทั่วบ้านทั่วเมืองก็คือคดี ยูฟัน” ที่เกิดขึ้นช่วงเดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนมิถุนายน 2558 บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด ได้ชักชวนบุคคลและประชาชนเข้าร่วมในเครือข่ายการประกอบธุรกิจน้ำผลไม้ และสมุนไพรกับเครื่องสำอางผิวหน้า โดยมุกเดิมเลยคือให้ผลตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย

ตู้เซฟผู้ต้องหาคดีแชร์ยูฟัน พบเงินสด-ทองคำแท่งเต็มตู้ รวมยึดทรัพย์ในคดีเบื้องต้นกว่า 200 ล้าน

แต่ภายหลังหลอกลวงขายหน่วยลงทุนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ U–TOKEN จำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยอ้างว่าได้รับความนิยมและยอมรับในต่างประเทศซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

คดีนี้มีทั้งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักเคลื่อนไหวความหลากหลายทางเพศชื่อดังและชาวต่างชาติที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย

ในตอนแรกมีการขอให้ทรัพย์ของกลางคดีนี้ คือเงินจำนวน 288 ล้านบาทตกแก่แผ่นดิน ต่อมาก่อนที่ศาลพิพากษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่ออัยการเพื่อขอให้แก้ไขคำขอท้ายฟ้องเพื่อให้เงินดังกล่าวตกเป็นของผู้เสียหาย เพราะเงินดังกล่าวไม่ใช่เงินของจำเลย แต่เป็นเงินของผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยฉ้อโกงไป และศาลได้พิพากษาให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 22 คน ยกฟ้อง 21 คน แต่ปัจจุบันคดีนี้ยังไม่จบ!

จบได้ถ้าไม่โลภ

ราวปีก่อนยังมีคดีแชร์ลูกโซ่ที่มีชื่อคนดังมีเอี่ยวคือ อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์ นางแบบเซ็กซี่ที่เราเรียกว่า เอมมี่ แม็กซิม” ตั้งวงแชร์ทางกลุ่มไลน์ เชิญชวนร่วมเล่นแชร์ “บ้านเอมมี่” ข่าวว่าโกงเงินแชร์ไปกว่า 28 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 80 ราย

แต่เจ้าตัวระบุว่าตัวเองโดน “เปียมือที่ 2” โกงมาก่อนกว่า 40 ล้านเช่นกัน จึงทำให้ไม่มีเงินส่งให้ลูกแชร์หลายราย หลังจากนั้นเราก็ได้ยินข่าวว่าเธอหันไป “ขายทองม้วน” เป็นอาชีพเสริมเพื่อชำระหนี้

อย่างคดีแชร์แม่มณีล่าสุด ต้องบอกว่ามาไวไปไว ทั้งขาขึ้นและขาลง แต่แม้คนไทยจะเห็นอย่างนั้นทำไมหลายคนเชื่อว่ามันจะต้องมีอีกและอาจมาในรูปแบบอะไรก็ได้

เช่นแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมากับการลงทุนน้ำมันดิบ ทองคำ สกุลเงินต่างประเทศ โดยชักจูงในการเก็งกำไรจากการ “ซื้อขายล่วงหน้า” หรือการลงทุนสินค้าเกษตร หรือ ธุรกิจขายตรง” สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จะว่าไปข่าวดังเรื่อง เมจิกสกิน” ช่วงปีก่อนก็เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ไหนจะยังมีแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมากับกองทุน ฌาปนกิจสงเคราะห์”

ผู้เสียหายจากแชร์แม่มณีหลายสิบราย เข้ายื่นหนังสือต่อ ที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ ณ ศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข ก.ยุติธรรม

แถมในยุคสมัยใหม่ยังมีการอัพเลเวลเข้าไปอีก คือ แชร์ลูกโซ่ออนไลน์” ที่ใช้ช่องทางโลกไร้สายในการทำมาหากิน โดยวิธีการต่างๆ ที่เข้าถึงเราได้ง่ายดาย ถึงขนาดหลอกให้ลงทุนสกุลเงินดิจิทัลสร้างกำไรด้วยการเทรด เอไอ ก็มี

จะบรรยายลีลาของแชร์หลอกลวงแต่ละชนิดเห็นจะว่ากันยาว แต่เอาง่ายๆ ไม่ว่าจะหลอกลวงรูปแบบไหน ถ้ามาแบบมีหัวหน้าทีม ให้เราหาสมาชิก แล้วให้ผลตอบแทนสูงมากช่วงแรก ให้เราหาผู้มาลงทุนเพิ่ม บอกว่าผลตอบแทนมากขึ้นตามจำนวนสมาชิกในทีม

นั่นละแชร์ลูกโซ่ อย่าโลภ และถอนตัวด่วน!

p22

“รักฉุดใจ” คุณหมอตี๋ งานฟิตต้องมา งานโซเชียลต้องแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“รักฉุดใจ” คุณหมอตี๋ งานฟิตต้องมา งานโซเชียลต้องแรง

2 พฤศจิกายน 2562 – 09:05 น.
สาธิต ปิตุเตชะ,หมอตี๋ สาธิต,พรรคประชาธิปัตย์,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงคุณหมอ,หมอหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 588 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย.62

*****************************

จะว่าไป ช่วงหลังๆ กระทรวงเกษตรโขมยซีนไปเยอะกับการเดินหน้าแบน 3 สามพิษภาคเกษตร แต่หลังจากนั้นฝ่ายกระทรวงสาธารุณสุข โดย “หมอหนู อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ออกมาโชว์ฟอร์มสด ขอแบ่ง “มาร์เกตแชร์แรงเชียร์” จากประชาชนบ้าง

วันที่หมอหนูออกมายืนยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ยกเลิกการใช้สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต พร้อมระบุ “ไทยไม่ใช่เมืองขึ้นอเมริกา”!! วันนั้นเสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วไทย กระทรวงคุณหมอกลับมายืนหยัดบนแผงหน้า 1 ในใจคนไทยอีกรอบ

และก็ไม่รู้เพราะกระทรวงเกษตรเขาแท็คกันเป็นทีมหรือไม่ก็ตาม คือมาหมดทั้งรมต. และรมช. ปรากฏว่าที่กระทรวงคุณหมอ รมช.อย่าง สาธิต ปิตุเตชะ ก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์แบบไม่เคยปรากฏมาก่อนบ้าง

งานนี้เจ้าตัวเองก็ยอมรับว่าเป็นการปรับรูปแบบใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์งานสาธารณสุข ใครบอกหน่อมแน้ม ไม่รู้ แต่อะไรที่ถูกใจชาวโชเชียล ล้วนมีผลทางจิตวิทยาทั้งนั้น เพราะเรื่องการเมืองกับการตลาด มันไม่เคยแยกจากกันได้

หมอตี๋มาแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับ สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นมายิงมุกกระจายในโลกโซเชียล บนเฟซบุ๊ก “หมอตี๋ สาธิต ปิตุเตชะ”

แต่จะว่าไป ก็เป็นมุกกระจายที่เต็มไปด้วยสาระทางสุขภาพ จนแม้แต่หมอแลบแพนด้ายังยอมใจ ว่างานนี้ที่ทำมันสร้างสรรค์จริงๆ

ที่จริงแฟนเพจของ สาธิต ปิตุเตชะ ที่แอคทีฟอยู่นั้น มี 2 อัน คือเฟซบุ๊ก “สาธิต ปิตุเตชะ” ที่เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2554 นัยว่า คงต้องใช้โซเชียลสู้ศึกปูแดงที่กำลังมาแรง

กับแฟนเพจ หมอตี๋ สาธิต ปิตุเตชะ” ที่ข้อมูลระบุเพิ่งเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 หรือหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยแบบเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ก่อนหน้านั้นแค่ 8 วันนี่เอง

แน่นอนงานนี้ไม่ต้องสงสัยนัยใดๆ เพราะเปิดขึ้นมาเพื่อภารกิจในกระทรวงคุณหมอโดยเฉพาะ!

อย่างไรก็ดี เมื่อย้อนไปดูบรรยากาศในเพจช่วงแรกๆ พบว่ายังไม่แตกต่างจากเพจนักการเมืองทั่วไป คือเป็นภาพความชื่นมื่นของการรับตำแหน่งใหม่ๆ ของคนบ้านค่าย จังหวัดระยองที่ชื่อ “ตี๋”

แต่พอตั้งหลักได้เท่านั้น วันที่ 24 กรกฎาคม รมช.ก็ออกลีลาเลย ลุกขึ้นมาประกาศว่า “จัดมา! ท่านอยากให้ผมท้า บุคคลดัง หรือ รัฐมนตรี ท่านไหนออกกำลังกาย พิมพ์คอมเม้นท์เพื่อโหวตกันเข้ามาได้เลยครับ!!

เลื่อนลงไปดูยอดไลค์ 142 ไลค์ แชร์ 17 ครั้ง และคอมเมนท์ 32 รายการ ยอดไลค์เพจภาพรวมราวสองพันกว่าๆ ก็นับว่ามาถูกทางแล้วเบาๆ

งานสร้างสรรค์มันๆ

ที่จริงเจ้าตัวก็พอรู้ว่าสิ่งที่ทำมันเกิดคำถาม ว่าแล้วจึงออกมาไขข้อข้องใจในเฟซบุ๊ก ท่วงทำนองว่า ไม่มีอะไรมาก แต่นี่คือการทำหน้าที่ชองคนเป็นรมช.สาธารณสุข ที่ต้องเล็งเห็นถึงสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

ยกตัวอย่างงานสร้างสรรค์ที่หมอตี๋ทำออกมา นับแต่เปิดหน้าท้าชนกับโลกการเมืองที่ต้องเฟื่องเรื่องโซเชียล เช่นวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้โพสต์เฟสบุ๊กเตือนของทอด 6 อย่าง ที่ไม่ควรบริโภค

ด้วยเนื้อหาที่เกรียนขนาดหนัก คือ “แห สมอเรือ ผ้าบังสุกุล ผ้าป่า กฐิน สะพาน” งานนี้ไม่ต้องถามสาระ เอาฮา เอายอดไลค์ ยอดแชร์ไว้ก่อน แถมชาวเน็ตยังเอาไปทำมีมต่อ เป็นไวรัลทั่วไทยแล้ว!

ไหนจะมุกชวนบริจากโลหิตด้วยชุดแวมไพร์รับกระแสวันอาโลวีน โอ๊ย ต้องนับถือไอเดีย

แตทั้งหมดนี้ แน่นอนเหตุผลต้องมี โดยเจ้าตัวพูดถึงมุมนี้ว่า หากสื่อสารเฉพาะเนื้อหาสาระจะไม่ได้รับความสนใจ จึงต้องมีการนำเสนอในมุมคลายเครียด เพื่อให้ได้รับความสนใจจากกลุ่มวัย ซึ่งหากเข้าไปดูรายละเอียดเนื้อหาจะมีคำอธิบายโทษของอาหารประเภททอด ทำให้ได้รับประโยชน์ เด้ง คือต้องทานอาหารให้เป็นแระโยชน์ไม่เป็นโทษกับร่างกาย และทำให้ยิ้มตามไม่เครียด สุขภาพจิตดี

และต้องบอกว่า ทีมที่ทำประชาสัมพันธ์เป็นทีมงานส่วนตัวที่เป็น “นักศึกษา” ที่เข้าใจวัยรุ่น และอารมณ์สังคม จึงทำให้ข้อมูลได้รับความสนใจโดนมีคนเข้ามาดูและแชร์ต่อเป็นล้านแล้ว

งานล่าสุดที่ต้องบอกว่าเด็ด คือการเล่นกับ “หมอเป้ง” ของสาวๆ กับการทำภาพกราฟฟิคตนเองกับ “ทานตะวัน” นางเอกของหมอเป้งในซีรีย์ดัง “รักฉุดใจ นายฉุกเฉิน” พร้อมติกแอชแทกว่า #หมอเป้งหรือจะสู้หมอตี๋

อ่านแล้วต้องบอกเลยว่า แม้เนื้อหาจะพูดอย่างหล่อว่าดีใจที่มีละครน้ำดีที่ให้ความรู้เรื่องทางการแพทย์ และขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจบริการ เพื่อช่วยชีวิตและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของทุกคน

แต่งานนี้ เด็กน้อยยังรู้ว่า “งานโหน” ก็เอาอ่ะ…หมอตี๋!!

ฟิตตัวจริง

ไม่รู้ว่ากำลังจะสอยตำแหน่ง “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุด” มาจากบางคนหรือเปล่า แต่ที่แน่ ครม.ชุดนี้ที่โดดเด่นเห็นตามงานวิ่ง ก็คงเป็น “หมอตี๋–สาธิต ปิตุเตชะ” นี่แหละ

แต่ว่ากันว่า นอกจากเที่ยวโพสต์เที่ยวแชร์ตามโลกโซเชียลแล้ว ชีวิตจริงก็มีการออกกำลังกายหลังเลิกงานอยู่แล้วสม่ำเสมอ ไม่งั้นปีนี้ 52 ขวบแล้ว คงไม่ดูหนุ่มขนาดนี้ (ฮา)

ที่สำคัญ รู้ยังว่าเจ้าตัวเป็นกัปตันทีม ประชาธิปัตย์ เอฟซี” อีกด้วย ช่วงวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่งแท็คทีม อดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. อดีต สก. อดีต สข. สมาชิกรุ่นเก๋า และคนรุ่นใหม่ มาได้เหงื่อตามๆ กัน

วันนั้น กระจอกข่าวรายงานว่า หมอตี๋ลั่นกลางสนามว่า “บอลประเพณีกับสื่อปีนี้ เจอผมแน่!!!”

แต่เดี๋ยวก่อน สำหรับการลงมาใช้การตลาดแบบโซเชียลครั้งนี้ หมอตี๋ไม่เพียงโลดแล่นในหน้าเฟซบุ๊ก แต่ยังเปิดฉากที่จอ “ยูทูบ” ด้วย กับรายการ “หมอตี๋พาฟิต” คลับคล้ายคลับคลาชื่อรายการดังอย่าง “โมเมพาเพลิน”  (ฮา)

แต่ของหมอตี๋ งานนี้เพื่อปลุกกระแสให้คนทุกเพศทุกวัย หันมาออกกำลังกายกันเยอะๆ แถมเจ้าตัวยัง่เป็นผู้ดำเนินรายการเอง รูปแบรายการจะไลฟ์สดตระเวนไปทุกที่ เพื่อชวนคนมาออกกำลังกาย

ใครที่ตกข่าวไปดูย้อนหลังได้ จะได้พบลีลาหมอตี๋บุกไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปลุกคนรุ่นใหม่ใส่ใจออกกำลังกาย ตามสโลแกนประจำใจคือ “…ออกกำลังกายทุกวัน ไม่แข็งแรงให้มันรู้ไป!!!…”

รู้ไม่รู้ ช่วงวันที่ 26-27 ตุลาคมที่ผ่านมา หมอตี๋ก็เพิ่งจัดไป 2 งาน งานแรกคือแวะเวียนไปให้กำลังใจและร่วมวิ่งกับทีม “ก้าว” นำโดย พี่ตูนของพวกเรา “อาทิวราห์ คงมาลัย” ที่ได้จัดทำโครงการวิ่งเพื่อระดมทุนช่วยเหลือ 7 โรงพยาบาลในภาคใต้ งานที่สองคือ งานเดินวิ่งการกุศล เพื่อโรงพยาบาลลันตา ครั้งที่ 2 RUN FOR LANTA มาหมาดๆ พร้อมยืนยันว่า ตนเองนั้น “ยังฟิตเหมือนเดิม!”

ตี๋-หนู คุณหมอคู่ใจ

เมียงมองไป ใครๆ อาจเม้าท์ว่าหมอตี๋โดดขึ้นมาเทียบฟอร์ม หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่รายนั้นเล่นโซเชียลกับการทำการเมืองมาก่อน

หากสไตล์หมอหนูนั้น ต้องบอกว่าทำมาแบบเรื่อยๆ เรียงๆ อย่างที่รู้ว่าคนชื่อหนู ถึงไม่ได้เป็นหมอจริง เป็นหมอการเมืองที่ได้มาเพราะขึ้นแท่นเจ้ากระทรวงคุณหมอ

แต่ที่ผ่านมากับ ภารกิจหัวใจติดปีก” ที่เจ้าตัวสวมวิญญาณกัปตัน พาเครืองขึ้นบินนำคณะแพทย์และพยาบาลไปรับอวัยวะหัวใจที่ได้รับการบริจาคจากที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแข่งกับเวลาเพียง “6 ชั่วโมง”

นี่ก็คือสปิริตของคนที่แม้จะไม่ใช่หมอ แต่ก็หล่อระดับเดียวกัน!! แถมยังโพสต์ลงโซเชียล ขอกำลังใจจากแฟนคลับไม่ได้ขาด

หันมาข้าง “หมอตี๋” เจ้าตัวเองคงไม่ถึงขึ้น “ท้าชน” หรือขโมยซีนตัวจริงเสียงจริงรายนั้น เพราะยังไงก็คือคนกระทรวงสาธารณสุข ทีมเดียวกัน หัวใจต้องดวงเดียวกัน!

และที่จริง ถ้าพูดถึงเนื้อหาสาระของนโยบายที่รัฐมนตรีกระทรวงคุณหมอต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลก็มีมากมาย เช่น ยกระดับมาตรฐานสตรีทฟู้ด, ทำโคงการเทเลฟาร์มาซี ลดขั้นตอนรับยา

หรือโครงการ “บล็อกเชนนำร่อง 6 เขตสุขภาพ”  ตลอดจนเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้คนอย่าง เปิดเวทีถกหาข้อสรุปบุหรี่ไฟฟ้า, เดินหน้าเพิ่มค่าตอบแทน อสม. โดยเฉพาะเรื่อง ต่อยอดเทรนด์ออกกำลังกาย” นี่แหละ ที่รัฐมนตรีช่วยชื่อตี๋ต้องทำด้วย

งานนี้ถามว่าต้องไปยังไง หรือจะเปิดอีเวนท์ชวนออกกำลังกายวันพุธหรือวันไหน แล้วจบไปแบบไม่มีการติดตามผล พูดง่ายๆ ทำแบบเดิมแต่หวังผลต่าง หมอตี๋คงไม่สะดวกทำแบบนั้น!

ว่าแล้ว สู้ลงเองลุยเองดีกว่า ได้ใจทั้งวัยโจ๋-วัยเก๋า แถมสื่อก็ตามติด แบบนี้ดีกว่ากันเยอะ ใช่หรือไม่คุณหมอตี๋!

สอนลูกให้ดีการดำเนินชีวิตถูกต้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอนลูกให้ดีการดำเนินชีวิตถูกต้อง

1 พฤศจิกายน 2562 – 14:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 662 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจาก ‘แม่ลูกสอง’ ต่อไปนี้มีสาระน่าคิดน่านำไปปฏิบัติมากแม้จะทำไม่ได้ทั้งหมดแต่เป็นข้อคิดที่น่าพิจารณา

มาดาม ‘เผิง ลี่หยวน’ ภรรยาของประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ของจีน นับเป็นผู้นำทางความคิดและข้อความเหล่านี้สะท้อนถึงการศึกษาให้มีแนวคิดที่ดี จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้ลูกหลานมีชีวิตที่ดีต่อไปอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 ลูกที่ดีต้องเป็นอย่างไร
 ข้อคิดจากภรรยาประธานาธิบดีจีน
(ผ่านไปยังพ่อแม่ทุกคน)

จดหมายต่อไปนี้ขอนำเป็นสื่อกลางมายังทุกคนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองลูกหลานและมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งส่งไลน์มาให้และขออนุญาตผู้แปล ‘แอม’ (สุวิไล) มา ณ ที่นี้

เมื่อภรรยาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (เผิง ลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอนทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีนว่า คะแนนสอบของลูกไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไรการที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

การเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้ลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1.ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2.ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้วลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3.ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4.ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้วลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5.ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6.ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมาก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7.ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)
8.ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้วก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้ มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุดเขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9.ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมาก็ไม่ถึงกับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อนก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10.ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่นและหาประสบการณ์ให้ตัวเอง)

11.ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตามก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่าการมีจิตใจดีก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12.ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ “ผู้ดี”)

จึงขอให้ทุกท่านได้พิจารณาและนำข้อความนี้ไปสั่งสอนลูกหลานเพื่อประโยชน์ในอนาคตจะได้เติบใหญ่เป็นคนดีต่อไป
แม่ลูกสอง (ปากน้ำ)


ไขสงสัย’บ้านอยู่สบาย’ไม่ปลอดภัยจริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขสงสัย’บ้านอยู่สบาย’ไม่ปลอดภัยจริงหรือ

1 พฤศจิกายน 2562 – 12:55 น.
สายตรวจระวังภัย,สื่อโซเชียลมีเดีย,โจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้าน
เปิดอ่าน 551 ครั้ง

ไขสงสัย’บ้านอยู่สบาย’ไม่ปลอดภัยจริงหรือ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายเดือนก่อนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทางสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้โพสต์เรื่องราวระบุว่าเป็นลูกบ้านโครงการบ้านจัดสรรชื่อดังไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากทางโครงการดังกล่าวปล่อยปละละเลย บกพร่องเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย จนทำให้โจรขโมยเพ่นพ่านและเข้าไปก่อเหตุงัดแงะบ้านขโมยทรัพย์สินสร้างความเสียหาย ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่ตัดสินใจและอยู่ระหว่างตัดสินใจซื้อบ้านอยู่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธวัช วีระสวัสดิ์ ทนายความ บริษัทพหุธน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ออกมาอธิบายพร้อมเรียกร้องให้ นายเจษฎา (ขอสวงนนามสกุล) ลูกบ้านของหมู่บ้านอยู่สบาย 8 จ.นครปฐม ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลจังหวัดนครปฐม ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2562 หลังจากที่มีคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย กล่าวหาว่าโครงการอยู่สบาย 8 ละเลยการดูแลรักษาความปลอดภัย ทำให้เกิดการโจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้านของ นายเจษฎา ทั้งนี้หลังจากที่มีคดีความฟ้องร้องนั้น ทางศาลได้ไกลเกลี่ยและเจรจายอมความระหว่างกัน โดยในสัญญายอมความดังกล่าวระบุให้ นายเจษฎา ลงโฆษณาผ่านสื่อสารมวลชนเพื่อขอโทษและชี้แจงว่าเรื่องที่กล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง

“เรื่องนี้ผ่านไปกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ลูกบ้านที่เป็นคู่ความยังไม่ดำเนินการตามสัญญายอมความ ซึ่งสร้างความเสียหายให้โครงการเป็นอย่างมาก เพราะเกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชนทั่วไป และบุคคลที่เข้ามาชมบ้านตัวอย่างจนทำให้โครงการไม่สามารถขายบ้านในโครงการได้ตามเวลาที่บริษัทพหุธนฯ วางแผนไว้ โดยข้อกล่าวหาของลูกบ้านที่โพสต์ข้อความเรื่องถูกโจรกรรมทรัพย์สินนั้น ตำรวจท้องที่ได้เข้าตรวจสอบแล้วไม่พบร่องรอยการงัดแงะ หรือรื้อค้นบ้าน แม้ในชั้นการไกล่เกลี่ยของศาลจะไม่นำพยานหลักฐานสืบค้นข้อเท็จจริง แต่เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นและลงนามรับทราบร่วมกันแล้ว ควรต้องรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้นอีก ซึ่งเหตุที่นายเจษฎายอมความเรื่องนี้ต่อศาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีทีท่าว่าจะยอมความ และยังนำเรื่องฟ้องร้องต่อ สคบ. เป็นไปได้ว่าสิ่งที่เป็นข้อกล่าวหาโครงการนั้นไม่ใช่เรื่องจริง อีกทั้งหากคดีที่ฟ้องร้องและมีการเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท หากนำไปสู่การสืบพยานและตรวจสอบอาจต้องแพ้คดีและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย” นายธวัช กล่าว

ด้าน น.ส.กษมา อเนกวรพงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดโครงการอยู่สบาย กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ตามแผนของโครงต้องปิดการขายบ้านในโครงการทั้งหมด 49 หลัง ตั้งแต่ปี 2561 แต่ปัจจุบันยังคงบ้านในโครงการอีก 12 หลัง เนื่องจากหลังเกิดเรื่องถูกกล่าวหาด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลลูกบ้านในโครงการผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของประชาชนที่เข้ามาติดต่อชมโครงการ มีลูกค้าที่เดิมตกลงจะซื้อบ้านในโครงการ ยกเลิกการจองและซื้อขายกว่า 10 ราย หากคำนวณเป็นค่าเสียหายทั้งหมดจะอยู่ที่ 50 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นและคาดว่าจะมีต่อไปทางโครงการ ขอเรียกร้องให้ นายเจษฎา ลบข้อความที่โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และลงโฆษณาขอโทษรวมถึงชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อสารมวลชนโดยทันที

“ยืนยันว่าทางโครงการดูแลความปลอดภัยของลูกบ้านและตรวจตราพื้นที่อย่างเข้มงวด ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุโจรกรรมเกิดขึ้นในโครงการแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งบ้านของคุณเจษฎาขณะนี้ยังพบผู้อาศัย แต่เป็นการปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอาศัย ขณะที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ไม่เคยพบเหตุการณ์ขโมยขึ้นบ้าน หรือทรัพย์สินสูญหายจากการโจรกรรม ดังนั้นขอความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้าด้วย” น.ส.กษมา ระบุ

เรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมปัจจุบันหากจะโพสต์อะไรต้องตรองให้ถ้วนถี่ นอกจากจะสร้างความเสียหายให้คนอื่น ก็อาจจะพาให้ตัวเองถึงคราวซวยโดนฟ้องร้องได้เช่นกัน

ทำไมร้านดัง..สั่งเลิกใช้ ไข่จากฟาร์มทารุณแม่ไก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396467?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมร้านดัง..สั่งเลิกใช้ ไข่จากฟาร์มทารุณแม่ไก่

1 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
ซาลโมเนลลา,ไข่ไก่,ฟาร์ม,หทัย ลิ้มประยูรยงค์,กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 1,475 ครั้ง

ทำไมร้านดัง..สั่งเลิกใช้ ไข่จากฟาร์มทารุณแม่ไก่ โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ที่ผ่านมางานวิจัยหลายชิ้นระบุเตือนภัย “เนื้อไก่” ที่วางขายทั่วไป เนื่องจากตรวจพบสารอันตรายตกค้างหลายชนิด เช่น ยาเร่งโฮโมน ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ โดยเฉพาะที่ส่งมาขายจาก “ฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่” ล่าสุดมีการรณรงค์เลิกกิน “ไข่ไก่” ที่ได้มาจากแม่ไก่เลี้ยงในฟาร์มกรงขังแบบปิด ทำให้ไก่ไม่สามารถขยับปีกหรือเคลื่อนไหวได้…เพราะเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย “ซาลโมเนลลา” สูงกว่าไก่เลี้ยงอิสระ 25 เท่า

ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 “ซิเนอร์เจีย แอนิมอล” (Sinergia Animal) องค์กรพิทักษ์สัตว์ระหว่างประเทศสร้างแคมเปญในเว็บไซต์รณรงค์ชื่อดัง “Change.org” เชิญชวนคนไทยร่วมลงชื่อสนับสนุนแสดงพลังผู้บริโภค ขอให้ร้านขายแซนด์วิชชื่อดัง “ซับเวย์” จากอเมริกา ที่มีสาขาประมาณ 100 แห่งทั่วไทย เลิกใช้ “ไข่” จากไก่ที่ถูกขังทรมาน โดยมีข้อความรณรงค์บางส่วนดังนี้

“…แม่ไก่กว่า 50 ล้านตัวในประเทศไทยถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ทั้งชีวิตเพื่อออกไข่ นักวิชาการด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้ความเห็นตรงกันว่า กรงแบบนี้เป็นการทารุณกรรมสัตว์ที่โหดร้ายที่สุดรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งฟาร์มระบบกรงยังมีความเสี่ยงปนเปื้อนจากเชื้อซาลโมเนลลาสูงกว่าฟาร์มไร้กรงร้านซับเวย์ในอเมริกาเหนือและลาตินอเมริการู้ดีจึงได้ประกาศนโยบายเลิกใช้ไข่ไก่จากฟาร์มระบบกรงแล้วแต่กลับไม่ประกาศนโยบายอย่างเดียวกันในประเทศไทย

…แม่ไก่ถูกขังอยู่ในกรงที่เล็กมาก จนแทบขยับตัวหรือกางปีกเต็มที่ไม่ได้ อาจทำให้เกิดโรคทางกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน บางตัวก็ขนร่วง มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าไก่เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกและเจ็บปวดเป็น พวกเขาจึงสมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจมากกว่านี้ ระบบกรงไม่ใช่แค่ไม่ดีต่อแม่ไก่ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลา งานวิจัยฉบับสำคัญที่สุดเกี่ยวกับประเด็นนี้ระบุว่า ฟาร์มระบบกรงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลาสูงกว่าฟาร์มไร้กรงถึง 25 เท่า (ซาลโมเนลลา คือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษรุนแรง หากเกิดกับเด็กทารกหรือเด็กอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้)…”

เชื้อแบคทีเรีย “ซาลโมเนลลา” ตัวนี้ กรมปศุสัตว์ไทยได้ประกาศเมื่อปี 2553 ว่าเป็น “โรคระบาดสัตว์” และเป็นเชื้อโรคติดต่อระหว่างสัตว์กับคนได้ด้วย สามารถทำให้คนที่ไปสัมผัสเปลือกไข่หรือกินไข่ที่มีเชื้อโรคตัวนี้ปนเปื้อน เสี่ยงเป็นโรคไทฟอยด์ โรครากสาดน้อย หรือโรคทางเดินอาหารอักเสบ

หลังแคมเปญนี้ออกมาได้ประมาณเกือบ 3 เดือน มีคนเข้าไปลงชื่อสนับสนุนกว่า 8.5 พัน

องค์กรพิทักษ์สัตว์ “ซิเนอร์เจีย แอนิมอล” พยายามติดต่อไปยังผู้บริหาร “ซับเวย์” ในประเทศไทยหลายครั้ง เพื่อให้ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศอื่นๆ จนในที่สุดบริษัทแม่ของซับเวย์อเมริกาประกาศบนเว็บไซต์ว่า ภายในปี 2025 บริษัทจะใช้เพียงไข่ไก่จากฟาร์มไร้กรงเท่านั้น สำหรับร้านค้าในไทยและอีก 6 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้

 “หทัย ลิ้มประยูรยงค์” เจ้าหน้าที่รณรงค์ change.org ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า นี่คือการแสดงพลังของผู้บริโภคไทย ที่ผ่านมาการรณรงค์ส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าเรียกร้องไปที่ภาครัฐเช่น ให้ยกเลิกใช้สารเคมีเกษตรแต่เริ่มมีแนวโน้มเรียกร้องกับภาคธุรกิจโดยตรงเพิ่มมากขึ้น หลายคนคิดว่าเรียกร้องไปแล้ว มันจะเปลี่ยนได้หรือ ทำไมเขาต้องฟังเรา

หทัย กล่าวยืนยันว่า “ที่จริงแล้ว ผู้บริโภค คือคนจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคมีพลังมากที่สุด ยิ่งถ้ารวมพลังกันผ่านพื้นที่อย่าง Change.org ที่คนธรรมดาๆ สามารถส่งเสียงให้ดังยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร จะยิ่งจุดประกายสร้างกระแสความเคลื่อนไหวในสังคม ทำให้เสียงดังขึ้นไปอีก เมื่อภาคธุรกิจได้ยิน ก็จะทนต่อเสียงเรียกร้องไม่ไหว ต้องคำนึงถึงความต้องการและความปลอดภัยของผู้บริโภคมากกว่าเดิม”

ทั้งนี้ข้อมูลสถิติ “เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และปศุสัตว์รายจังหวัด” จากกรมปศุสัตว์ระบุ ปี 2561 ประเทศไทยเลี้ยงไก่ได้ 454 ล้านตัว ขณะที่รายงานจาก “ศูนย์วิจัยกรุงศรี” อธิบายโครงสร้างอุตสาหกรรมไก่เนื้อในปัจจุบันว่า “ถูกครองตลาด” โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ 7 ราย โดยบริษัทใหญ่เหล่านี้ลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับเนื้อไก่แบบครบวงจร ผลิตไก่เนื้อได้ร้อยละ 50 ของไก่เนื้อทั้งหมดทั่วไทย ส่วนฟาร์มเลี้ยงไก่เกษตรกรรายย่อย มีเพียงร้อยละ 10

เมื่อปี 2561 ไทยผลิตไก่เนื้อเป็นอันดับ 10 ของโลก ประมาณปีละ 2 ล้านตัน หรือร้อยละ 2 ของผลผลิตไก่เนื้อทั่วโลก คนไทยบริโภคไก่เฉลี่ยปีละ 1.2-1.3 ล้านตัน หรือร้อยละ 60 ของผลผลิตทั้งหมด

หมายความว่าฟาร์มเลี้ยงไก่ไทยเป็น 1 ในยักษ์ใหญ่ของโลก โดยมี 7 บริษัทเจ้าสัวครองตลาด และส่วนใหญ่ใช้วิธีเลี้ยงไก่ในกรงขังแบบปิด ไม่ให้ “ไก่” หรือ “แม่ไก่” ได้มีโอกาสออกไปยืดเส้นยืดสาย ขยับปีก ขยับขา… ดูแล้วก็น่าสงสาร “น้องไก่” ที่เกิดมายืนคุดคู้อยู่ในกรงเล็กๆ รอวันถูกเชือดขาย

“ไก่” ที่ถูกเลี้ยงในกรงคับแคบเหล่านี้ มักมีร่างกายอ่อนแอ ต้องใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีต่างๆ จำนวนมาก เพื่อลดการติดเชื้อหรือติดโรคต่างๆ เมื่อการเลี้ยงไก่ต้องใช้ “ยา” ปริมาณจำมาก ยาเหล่านี้ก็ตกค้างมายังผู้บริโภคได้ง่ายเช่นกัน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแสดงผลทดสอบ ‘การตกค้างจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ในเนื้ออกไก่และตับไก่สด’ โดยสุ่มเก็บตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และห้างออนไลน์ ระหว่าง 9-15 มิถุนายน 2561 จำนวน 62 ตัวอย่าง ผลปรากฏว่าการพบยาปฏิชีวนะตกค้าง 26 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 42 โดยพบ 5 ตัวอย่างเกิดจากการตกค้างยาปฏิชีวนะชนิด “เอนโรฟลอกซาซิน” (Enrofloxacin) อีก 21 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของ “ยาด็อกซีไซคลิน” (Doxycycline)

อันตรายของ ยาด็อกซีไซคลิน ทำให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร มีผื่นคันบริเวณผิวหนัง และฟันมีสีคล้ำ ส่วนใหญ่พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนเอนโรฟลอก อาจทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสีย ทั้งนี้ หากใช้ยาตัวนี้สูงกว่าขนาดที่แนะนำ 10 เท่า อาจทำให้กระดูกอ่อนตามข้อต่อต่างๆ เกิดความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นคนไหนกินเนื้อสัตว์ที่มียาเหล่านี้ตกค้างหรือปนเปื้อนเป็นประจำ อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการดื้อยา จนสุดท้ายอาจไม่มีตัวยาใดมารักษาได้

นอกจาก “เนื้อไก่” ที่ตรวจพบสารตกค้างอันตรายแล้ว หวังว่าเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคข้างต้น จะช่วยกันสำรวจว่า “ไข่ไก่” ที่วางขายทั่วไทยนั้น มีสารอันตรายอะไรตกค้างด้วยหรือเปล่า

 “กรมปศุสัตว์” และ “อย.” ต้องช่วยกันเฝ้าระวังการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้ตกค้างใน “ไข่ไก่” เกินมาตรฐานที่สากลโลกกำหนดไว้ อยากขอร้องให้ส่งเจ้าหน้าที่ไป “สุ่มตรวจสอบ” เป็นระยะๆ แล้วเอาผลตรวจมาโชว์

 เพื่อให้คนไทย “กินไข่” อย่างสบายใจมากกว่านี้…

ใจฝ่อแล้ว “กี้ร์-วันชนะ” เสียงทองล่องหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396417?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใจฝ่อแล้ว “กี้ร์-วันชนะ” เสียงทองล่องหน

1 พฤศจิกายน 2562 – 09:55 น.
ท่องยุทธภพ,อริสมันต์ พงษ์เรืองร,แดงฮาร์ดคอร์,วันชนะเกิดดี,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 2,874 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 1 พ.ย.62

**********************

ในที่สุด คดีล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ปี 2552 ศาลจังหวัดพัทยาให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน เฉพาะจำเลย คน ได้แก่ พ...ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์วรชัย เหมะ และสำเริง ประจำเรือ เพราะจำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกา

ส่วนจำเลยที่ไม่ปรากฏตัวต่อศาล ได้แก่ อริสมันต์ พงศ์เรืองรองวันชนะ เกิดดีนพ.วัลลภ ยังตรง และ นิสิต สินธุไพร ทำให้แฟนเพลงเสื้อแดงบางคน เรียกร้องอยากฟังเพลง “ใจฝ่อ” ของ อริสมันต์

รู้หน้าไม่รู้ใจ เชื่อใครไม่ได้อีก เธอมีรายย่อยปลีก จะหลีกลี้หนีไป เจ็บกับความช้ำใน ใจฝ่อแล้ว”

เวทีนี้พี่เลี้ยงเยอะ

แทบไม่น่าเชื่อว่า นักร้องเพลงวัยรุ่นคนหนึ่ง จะมีเส้นทางการเมืองยาวนานมาก ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จนมาถึงวิกฤติการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 จาก “ฮีโร่อมฮอลล์” กลายเป็น “ดาวร้าย” ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง

อริสมันต์ ก่อนหายตัวไป

กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เคยมี “มหาจำลอง” เป็นไอดอลทางการเมืองยุคพลังธรรม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ยุคไทยรักไทย

ว่าด้วยคดีล้มประชุมอาเซียน วันที่ ธันวาคม 2554 “กี้ร์” เดินทางจากเขมรเข้ามอบตัวที่ศาลพัทยาในคดีล้มประชุมอาเซียนฯ กี้ร์นอนคุกพักหนึ่ง ต่อมา ศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว

งานเพลงร้องคู่ “อริสมันต์-วันชนะ”

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “กี้ร์ อริสมันต์” ทำเพลง “รักในโฟนอิน” และเพลง “คนของแผ่นดิน” ที่มีเนื้อหาสนับสนุนทักษิณ และหารายได้เยียวยาผู้ชุมนุม ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2552

ฐานธุรกิจของกี้ร์ มีทั้งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ทำมานานในหมู่เครือญาติ และธุรกิจชื่อภรรยาอย่าง บริษัท เฮ้าส์ ออฟ ฮาร์ท พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทำบ้านจัดสรรและเชื่อว่าคงจะมีอื่นๆ อีกมากมาย

กี้ร์ไม่น่าเดือดร้อน หากว่าจะต้องไป “พักร้อน” อยู่ต่างประเทศแบบระยะยาว 

นักร้องการเมือง

กี้ร์” อริสมันต์ เป็นชาวราชบุรี มีเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์เสื้อแดงชื่อ “วันชนะ เกิดดี” ชาวเพชรบุรี ทั้งคู่เคยหลบหนีไปอยู่ในกัมพูชา หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2553

วันชนะ

วันชนะ เกิดดี เป็นนักร้องดังในห้วงเวลาเดียวกันกับอริสมันต์ เพียงแต่คนละแนวเพลง หลังชื่อเสียงราโรย วันชนะไปทำธุรกิจร้านอาหาร เปิดบริษัททำเพลง และมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง แล้วหันมาเอาดีโลดแล่นเป็นแกนนำ นปชติดยี่ห้อ “แดงฮาร์ดคอร์”

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วันชนะได้รับตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กินเงินเดือนรัฐอยู่พักหนึ่ง และระหว่างนั้น เขาได้แต่งเพลงเพื่อคนเสื้อแดง นายใหญ่ และนายหญิงปูจ๋าหลายสิบเพลง

ปี 2562 วันชนะลงสมัคร ส..เขตที่บ้านเกิด สังกัดพรรคไทยรักษาชาติ แต่พรรคถูกยุบ ก็ไม่ได้ไปต่ออีกตามสูตร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ปล่อยเพลงใหม่ “ต้นทักษิณ” ออกมาสู่อ้อมอกอ้อมใจเอฟซีเสื้อแดง พร้อมสเตตัสต้นไม้วิเศษว่า “ต้นไม้ที่ควรปลูกที่สุดในเวลานี้ เหมาะกับประเทศไทย เป็นต้นไม้วิเศษ คือต้นทักษิณเท่านั้น ปลูกแล้วหายจน”

งานเพลงสุดท้ายของวันชนะ

ก่อนจะหายตัวไปจากประเทศไทย วันชนะได้คัฟเวอร์เพลง “เอก ธนาธร” ให้กำลังใจหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งผู้ที่ร้องเพลงนี้คือ “แซม” สนธยา วงศ์ศรีแก้ว กลุ่มศิลปินนอกกะลา

แม้จะหนีไปอยู่ไหน วันชนะก็คงปล่อยเพลงออกมาเป็นระยะๆ เพราะมี “คนรู้ใจ” ทำรายการวิเคราะห์ข่าวบนยูทูบอยู่

หมอสายพลังงาน

ยุคพรรคไทยรักไทย “นพ.วัลลภ ยังตรง” อดีต ส..สมุทรปราการ มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่พักหลัง เงียบหายไป และหันมาหนุนภรรยา อนุสรา ยังตรง มาลงเล่นการเมืองแทน

ช่วงปี 2552-2553 ปากน้ำถือว่าเป็นฐานที่มั่นคนเสื้อแดง บรรดานักการเมืองสายทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ประชา ประสพดี และ นพ.วัลลภ ยังตรง ก็เข้าร่วมขบวนคนเสื้อแดงด้วย

นพ.วัลลภ ยังตรง

ตั้งแต่ปี 2556 หมอวัลลภ ตั้งบริษัท ไทยฟิวเจอร์เอ็นเนอร์ยี ทำธุรกิจพลังงานทดแทน โดยลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ที่ชลบุรี ด้วยเงินลงทุนกว่า 2,700 ล้านบาท

หมอวัลลภ อาจหลบไปตั้งหลักสักพัก แล้วค่อยโผล่ออกมาเหมือนแกนนำ นปช.หลายคนที่ย่องไปมอบตัวต่อศาลเรียบร้อยแล้ว

อนาคตมืด หัวโจกแดง พ่วงฝ่ายแค้นเขมร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396452?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตมืด หัวโจกแดง พ่วงฝ่ายแค้นเขมร

1 พฤศจิกายน 2562 – 09:10 น.
ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,กี้ร์ อริสมันต์,สม รังสี,จักรภพ เพ็ญแข
เปิดอ่าน 5,331 ครั้ง

อนาคตมืด หัวโจกแดง พ่วงฝ่ายแค้นเขมร คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

ไม่เหนือความคาดหมายเมื่อไม่เห็น อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ธนกฤต ชะเอมน้อย (วันชนะ เกิดดี), นพ.วัลลภ ยังตรง และนิสิต สินธุไพร มาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมอาเซียน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

สำหรับ “กี้ร์” อริสมันต์ และ วันชนะ เกิดดี น่าจะหลบไปพักพิงที่กัมพูชา เพราะรู้จักมักคุ้นกับ “ผู้ใหญ่” ในฝ่ายผู้กุมอำนาจหลายคน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในกัมพูชาวันนี้เปลี่ยนไปจากปี 2553-2555 ที่แกนนำเสื้อแดงไปหลบพักพิงอยู่ในเขมรนับร้อยคนและมีชีวิตความเป็นอยู่หรูหรา

การเมืองในกัมพูชาร้อนแรงขึ้นมาหลังการประกาศ “กลับกัมพูชา” ของ “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตผู้ก่อตัั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันฉลองเอกราชของชาวกัมพูชา

 “สม รังสี” มีแผนจะปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่และเรียกร้องให้ “แรงงานเขมร” ในไทย เดินเท้าไปยังด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำพาอดีต ส.ส.ของพรรคซีเอ็นอาร์พี ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐกลับเข้ากัมพูชา

มู สกฮัว และ  สม รังสี 

ฝ่ายผู้กุมอำนาจ “สมเด็จฮุน เซน” ไม่ประมาทสม รังสี เพราะนักการเมืองเขมรคนนี้ มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปหนุนหลัง จึงต้องพึ่งพาให้ไทยเป็นหูเป็นตา คอยติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตส.ส.พรรคซีเอ็นอาร์พี

เมื่อ 24 ตุลาคม 2562 “มู ซกฮัว” อดีตรองประธานพรรคซีเอ็นอาร์พี และอดีตส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ถูกกักตัวไว้นานหลายชั่วโมงและถูกปฏิเสธการเข้าประเทศทำให้ต้องเดินทางกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง

          ปฏิบัติการของ มู ซกฮัว เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หากมู ซกฮัว เข้าประเทศไทยได้ สม รังสี ก็จะใช้เส้นทางนี้เข้ากัมพูชาเช่นเดียวกัน

อดีตส.ส.หญิง ที่ถือสองสัญชาติ (เขมร-อเมริกัน) เล่าให้นักข่าวต่างชาติฟังว่า ในระหว่างผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเธอส่งหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่และพิมพ์ลายนิ้วมือพร้อมทั้งถ่ายภาพ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจหนังสือเดินทางมองหน้าเธอแล้วมองกลับไปที่หน้าจอ

หลังจากนั้นกดปุ่มบางอย่างที่เดาว่า “เป็นการแจ้งเตือนกันภายใน” วินาทีนั้นเธอรู้แล้วว่า “จะเกิดอะไรขึ้น” เรื่องราวจบลงด้วยการที่เธอเดินทางกลับไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ในคืนวันเดียวกัน

สม รังสี ปลุกระดมแรงงานเขมรในไทย

สื่อตะวันตกรายงานว่าการปฏิเสธให้เข้าเมืองเป็นเพราะมู ซกฮัว มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมไทย ซึ่งการที่เดินทางผ่านไทยไม่ได้ สร้างความวิตกให้ฝ่ายสม รังสี เป็นอย่างมาก

เมื่อปลายปี 2560 มู ซกฮัว พร้อมด้วยอดีตส.ส.ฝ่ายค้านเขมรประมาณ 20 คน ได้หลบออกจากกัมพูชามาอาศัยอยู่ในไทยก่อนเดินทางไปประเทศที่สาม ซึ่งอดีตส.ส.ฝ่านค้าน ต้องหนีหลังได้รับคำเตือนว่าจะถูกจับตัวจากข้อหากบฏ ทั้งที่ไม่เคยมีแผนคิดหนีออกนอกประเทศมาก่อน

“มันเป็นทางเลือกที่ฉันคิดว่าคงจะไม่มีวันเลือก มันเป็นทางเลือกที่เจ็บปวด” มู ซกฮัว กล่าว

จักรภพ เพ็ญแข

เรื่องราวของสม รังสี และพลพรรคฝ่ายค้านเก่าที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมเด็จฮุน เซน แสดงความเป็นมิตรกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากขึ้น

จริงๆ แล้ว สมเด็จฮุน เซน ได้แสดงออกถึงความสนิทแนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่สมัยรัฐบาล คสช. โดยการไม่ยินยอมให้ “แดงลี้ภัย” ใช้กัมพูชาเป็นฐานโจมตีประเทศไทย

  “จักรภพ เพ็ญแข” เร้นกายหายไปในแวดวงธุรกิจสื่อเขมร อีกด้านหนึ่ง องค์กรเสรีไทยก็ล่มสลายเพราะ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ถอดใจ หมดเงินไปเยอะ แต่ไม่มีความคืบหน้า

สมเด็จฮุน เซน

ถ้ายังจำกันได้ จารุพงศ์ ประชุมขยายวงแดงลี้ภัยที่พนมเปญ ตั้งองค์กรเสรีไทย และ 5 ปีผ่านไป องค์กรเสรีไทยหมดแรง ประชาชนไทยไม่ลุกขึ้นมาโค่นเผด็จการตามที่พวกเขาป่าวประกาศผ่านช่องยูทูบ

หากชั่วโมงนี้แกนนำ นปช.บางคน อาจจะหนีไปซุกอยู่ในบ้านพักของผู้มีอำนาจในกัมพูชา ก็น่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวและจะไม่มีวันเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เหมือนเดิม

ของดีที่ถึงมือคนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396448?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ของดีที่ถึงมือคนไทย

1 พฤศจิกายน 2562 – 07:48 น.
ของดีที่ถึงมือคนไทย,ชิมช้อบใช้,ชิมช้อปใช้ เฟส 3
เปิดอ่าน 508 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกรืที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ต้องบอกว่า “ปังสุด” สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ชิมช้อบใช้” ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 …จนถึงขณะนี้ไม่ว่าจะเยื้องย่างไปที่ใดคงไม่มีใครรู้จักมาตรการเด็ดที่รัฐบาลจัดหนักจัดเต็มด้วยการเติมเงินเข้ากระเป๋าตังค์คนไทยด้วยแบงก์พันกองมหึมาจำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท เจ๋งแค่ไหนให้ดูเอา เพราะยังไม่ทันที่จะสิ้นสุดมาตรการ ล่าสุดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันมาตรการ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” ออกมาอีกระลอก โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังประเมินผลมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 1 กับ 2 ก่อนว่า มาตรการที่ออกไปแล้วมีผลอย่างไรบ้าง คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1 เดือน

คงต้องอดใจรออีกสักระยะ แต่เชื่อว่า “ชิมช้อบใช้เฟส 3” จะเป็นมาตรการสุด “อลังการงานสร้าง” เหนือกว่า เฟส 1 และ 2 อย่างแน่นอน ซึ่งมาตรการเติมเงินเข้ากระเป๋าตังค์จำนวน 1,000 บาทต่อหัว อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่อยากให้มองในตัวแคมเปญและมาตรการเสริมด้านต่างๆ ที่ตามมาในเฟส 3 เชื่อว่า ครั้งนี้คงโดนใจพี่น้องชาวไทยชนิดเอาใจไปเลยก็เป็นได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าหลังจากนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว อีกทั้งยังใกล้ถึงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ ดังนั้นมีหรือที่รัฐบาลจะไม่เรียกคะแนนนิยมเพื่อให้คนไทยได้แกะกล่องของขวัญห่อโตจากชิมช้อปใช้เฟส 3

แม้จะเสียเงินกองโตเหยียบสองหมื่นล้าน แต่ถือว่าคุ้มสุดๆ เพราะผลที่ตามมาคือ “รัฐบาล” ได้รับเสียงปรบมือไชโยโห่ฮิ้วจากประชาชนทั่วสารทิศ พร้อมคำกล่าวขานเรียกร้องให้ลุงตู่ๆๆๆๆๆ อยู่ยาวไปอีกสักพัก ส่วนพวกที่ค่อนขอดก็อาจจะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่กล้าแหกปากวิจารณ์มาตรการดังกล่าวไปอีกพักหนึ่งเช่นกัน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในฐานะคนไทยหากวิเคราะห์มาตรการดังกล่าวด้วยใจเป็นกลางแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอาจเกิดข้อสงสัยว่า “ชิมช้อบใช้” มันตอบโจทย์ในเรื่องการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ได้มากน้อยแค่ไหน

 “ชิมช้อบใช้” เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และการท่องเที่ยวในระดับชุมชน เพื่อชดเชยภาคส่งออกที่ชะลอตัวลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ…ดังนั้นคงต้องมามองกันว่า เงินจำนวน 1.3 หมื่นล้านจากเฟส 1 และเฟส 2 กระจายลงไปสู่เศรษฐกิจระดับชุมชนได้มากน้อยเพียงใด ..ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาแจกแจงตัวเลขเม็ดเงินของการใช้จ่ายในมาตรการดังกล่าวอย่างละเอียดว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ลงไปถึงชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้รัฐบาลต้องชี้ให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลสามารถเป็นกลไกส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันให้จีดีพีปี 2562 เติบโตไปถึงเป้าหมายร้อยละ 3 ได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดรัฐบาลต้องน้อมรับทุกคำติติติงและพร้อมจะนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

แม้ในภาพใหญ่เราจะได้เห็นประชาชนนำ “แอพเป๋าตัง” ออกไปจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศกันอย่างอึกทึกครึกโครม แต่ในโลกของความเป็นจริงการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะเช่นนี้อาจทำได้แค่เพียงให้เศรษฐกิจไทยกระเตื้องตื่นตัวชั่วครู่ประเดี๋ยวประด๋าว ดังนั้นจากนี้ต่อไปจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำงานหนักด้วยการออกมาตรการแก้ไขแบบระยะยาวเพื่อพาเศรษฐกิจของไทยพ้นปากเหวให้ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวถือว่า “ชิมช้อปใช้” เป็นมาตรการโดนใจที่สร้างสุขเติมยิ้มให้คนไทย และที่สำคัญยังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เงินจำนวน 1.3 หมื่นล้านไปถึงมือประชาชนจริงๆ แบบไม่มีตกหล่นสักบาทเดียว

ถูกปรับทางปกครอง…เพราะตั้งโรงแรมแต่ไม่มีผู้จัดการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถูกปรับทางปกครอง…เพราะตั้งโรงแรมแต่ไม่มีผู้จัดการ

1 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
การประกอบธุรกิจโรงแรม,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 773 ครั้ง

ถูกปรับทางปกครอง…เพราะตั้งโรงแรมแต่ไม่มีผู้จัดการ คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ในการดำเนินกิจการใดๆ ย่อมต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น “การประกอบธุรกิจโรงแรม” เจ้าของกิจการต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดให้ต้องตั้งผู้จัดการเพื่อทำหน้าที่จัดการโรงแรม กรณีหากโรงแรมไม่มีการตั้งผู้จัดการ กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดโทษปรับทางปกครองไว้ด้วยนะครับ

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้จัดการโรงแรม ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญโดยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในเรื่องที่พัก อาหาร การควบคุมดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพื่อให้การบริการเป็นที่พอใจแก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะอีก เช่น การจัดให้มีการบันทึกรายการต่างๆ เกี่ยวกับผู้พักและจำนวนผู้พัก ในแต่ละห้องลงในบัตรทะเบียนผู้พัก หากผู้เข้าพักมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และเข้าพักตามลำพัง ให้ผู้จัดการหรือผู้แทนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย และนำไปบันทึกลงในทะเบียนผู้พักให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมีการลงทะเบียนเข้าพัก เป็นต้น

ดังเช่น ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในศาลปกครอง ที่นายปกครองจะนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้

มูลเหตุเกิดจาก ชุดเฉพาะกิจจังหวัดได้เข้าตรวจสอบโรงแรมของนายสุพจน์ พบว่ามีผู้เข้าใช้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 26 คน โดยมีการเปิดห้องเช่า จำนวน 6 ห้อง และเข้าพักในเวลา 15 นาฬิกา ซึ่งนายสุพจน์ไม่มีการจัดทำทะเบียนผู้เข้าพักตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากไม่มีผู้จัดการโรงแรมทำหน้าที่ดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายทะเบียนโรงแรมจังหวัด จึงมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง เนื่องจากเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมแต่ไม่จัดให้มีผู้จัดการทำหน้าที่จัดการโรงแรม นายสุพจน์จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนโรงแรมจังหวัด ที่ลงโทษปรับทางปกครองแก่ตน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาว่า เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) อยู่ในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง ตามมาตรา 2 (17) (ฌ) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจเกือบทั้งหมดเป็นตำรวจ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวน ปราบปราม ตรวจค้น จับกุม ผู้กระทำความผิดอาญาได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมีเหตุสงสัยจากการร้องเรียนของประชาชนว่า ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมาก ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้เข้าไปใช้บริการโรงแรมของผู้ฟ้องคดีในลักษณะมั่วสุมซึ่งอาจมีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือความผิดอาญาอื่น เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจย่อมสามารถเข้าไปในโรงแรมของผู้ฟ้องคดีเพื่อสืบสวนตรวจสอบถึงเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งรวมถึงการกระทำของผู้ฟ้องคดีว่าได้กระทำผิดอาญาตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ด้วยหรือไม่ ตามขอบอำนาจที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ส่วนการที่พบว่าโรงแรมของผู้ฟ้องคดีไม่มีการตั้งผู้จัดการโรงแรม ตามที่พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 กำหนด และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายทะเบียนโรงแรมจังหวัด ได้พิจารณาลงโทษปรับทางปกครอง ผู้ฟ้องคดี โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิดของผู้ฟ้องคดีที่ไม่จัดให้มีผู้จัดการโรงแรม ทำให้มีกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และยังเป็นนักเรียน นักศึกษา เข้าไปใช้บริการโรงแรมของผู้ฟ้องคดีในลักษณะมั่วสุมโดยไม่มีการลงทะเบียนผู้พัก ซึ่งหากทางโรงแรมคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญก็สามารถปฏิเสธไม่รับเข้าพักได้ และข้ออ้างที่ว่าภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบตนก็ได้ตั้งผู้จัดการโรงแรมในภายหลังแล้วอันถือเป็นความผิดเล็กน้อยนั้น ไม่อาจรับฟังได้

ดังนั้น จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 คือ ไม่ตั้งผู้จัดการโรงแรม คำสั่งลงโทษปรับทางปกครองในจำนวนที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ประกอบกับประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาโทษทางปกครอง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.496/2562)

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จึงนับเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมว่า การแต่งตั้งผู้จัดการโรงแรม เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมต้องรู้และตระหนักที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการโรงแรมในลักษณะมั่วสุม ซึ่งไม่เกิดผลดีทั้งต่อตัวเด็ก ครอบครัวและสังคม การทำธุรกิจอาจต้องตระหนักในเรื่องดังกล่าว ที่มิใช่เพียงผลประโยชน์ในค่าตอบแทนการใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขเรียบร้อยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่เมื่อผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายก็ต้องรับโทษ…นั่นเองครับ

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ฮัลโลวีน หยุดผีปลอมปลุกผีจริง ปาร์ตี้คืนนี้ไม่เมาก็มันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396256?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮัลโลวีน หยุดผีปลอมปลุกผีจริง ปาร์ตี้คืนนี้ไม่เมาก็มันได้

31 ตุลาคม 2562 – 13:30 น.
ฮัลโลวีน,ธีรภัทร์ คหะวงศ์,ดื่มแอลกอฮอล์,สถานบันเทิง,ร้านเหล้า
เปิดอ่าน 551 ครั้ง

ฮัลโลวีน หยุดผีปลอมปลุกผีจริง ปาร์ตี้คืนนี้ไม่เมาก็มันได้ โดย… เจษฎา จันทรรักษ์

ฮัลโลวีน วันปล่อยผี 1 ปี มีวันเดียว 

คืนวันที่ 31 ตุลาคม เด็กฝรั่งจะแต่งแฟนซีชุดผี หิ้วโคมไฟลูกฟักทองเดินเคาะประตูบ้านขอขนมกินเล่น ส่วนผู้ใหญ่ วัยรุ่นก็จะนัดออกไปปาร์ตี้ดื่มฉลองกันตามผับบาร์ เป็นเทศกาลรื่นเริงอีกวันหนึ่งของบ้านเมืองเขา

แต่ในบ้านเรา ประเทศไทยไม่รู้ว่ามีเทศกาลแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกปีเมื่อถึงวัน ฮัลโลวีน ทีไร ตำรวจกับอาสากู้ภัยเป็นต้องได้เหนื่อยหนักกันทุกที เพราะฮัลโลวีนไม่ใช่วันสำคัญที่รัฐบาลจะใช้อำนาจสั่งห้ามซื้อห้ามขายเหล้าได้ซะที่ไหน

และเพราะรู้ว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่มี สิงห์นักดื่มติดอันดับต้นๆ ของโลก แถมอยู่แถวหน้าประเทศที่มี อุบัติเหตุบนนท้องถนนมากที่สุด การจะไปรณรงค์เกลี้ยกล่อมให้นักเที่ยวทั้งหลายที่ออกไปกินเหล้าเมายาปาร์ตี้ ละเลิกพฤติกรรมเมาแล้วขับนั้น คงเป็นกิจกรรมที่หวังผลอะไรไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นเป้าหมายหลักของการป้องกันอุบัติเหตุจึงต้องฝากความหวังไว้ที่พี่ๆ ตำรวจทั้งหลายให้ช่วยกวดขันพฤติกรรมของนักดื่มเหล่านี้ให้เต็มที่กว่าทุกวัน  เมื่อวานนี้ (30 ต.ค.) ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ จึงออกโรงนำเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายมหาวิทยาลัยสร้างสุข นักเรียน นักศึกษา จากหลายสถานบัน แต่งแฟนซีชุดผีไปหานายใหญ่ถิ่นปทุมวัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกฎหมายจราจรในช่วงเทศกาลวันฮัลโลวีนอย่างเข้มข้นและจริงจัง

ธีรภัทร์ บอกเหตุผลของเครือข่ายที่ต้องดั้นด้นมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เพื่อต้องการให้มีมาตรการรับมือปัญหาต่างๆ ในวันฮัลโลวีน หลังพบว่าสถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับบาร์ จำนวนมากโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ และป้ายโฆษณา จัดกิจกรรมพิเศษส่งเสริมการขาย โหมโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งเกรงว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนจะตกเป็นเหยื่อ ด้วยค่านิยมที่ชื่นชอบบรรยากาศงานฮัลโลวีน ซึ่งผู้ประกอบการต่างสร้างสรรค์รูปแบบสีสันที่จูงใจเสี่ยงที่จะเพิ่มปัญหาเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว อันตราย ทำให้บาดเจ็บ เสียชีวิตบนท้องถนน

“ไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนถนนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว สาเหตุหลักก็มาจากเมาแล้วขับ ในขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบว่าไทยมีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 15.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 28.4 จากจำนวนประชากรอายุ15 ปีขึ้นไป ในจำนวนนี้เป็นนักดื่มที่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15–24 ปี มากถึง 47.1% เรามีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 250,000 คนต่อปี”

ธีรภัทร์ มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับการศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุราของคนไทยมาพอสมควรจึงรู้ดีว่า ปัจจัยสำคัญของการเกิดนักดื่มหน้าใหม่คือการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ง่ายเกินไป ในประเทศไทยแม้มีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอร์ แต่กลับหย่อนยานและเปิดช่องให้ผู้ประกอบการร้านเหล้าผับบาร์เลือกฝ่าฝืนเพียงเพื่อหวังผลกำไรในช่วงวันดังกล่าวอยู่เสมอ

“ร้านเหล้าและสถานบันเทิงพวกนี้ไม่มีความละอายที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมาครองสติไม่ได้ ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จัดกิจกรรมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อจูงใจลูกค้า ขายนอกเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลต่อการเกิดปัญหาเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว เสี่ยงอันตรายบนท้องถนน เพิ่มขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้”

ธีรภัทร์ บอกว่า ฮัลโลวีนปีนี้เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่มีข้อเสนอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปพิจารณา 3 ข้อ คือ
1.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการ กำชับ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับร้านเหล้าผับบาร์ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นการห้ามจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม (มาตรา 30) การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ (มาตรา 29) และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ขายคือ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. เป็นต้น

2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มความเข้มงวดในการตั้งด่านตรวจวัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดปัญหาการเมาแล้วขับ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีสถานบันเทิงร้านเหล้า ผับบาร์ อยู่เป็นจำนวนมาก

3.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับทราบถึงข้อกฎหมายและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องปราม การกระทำผิดกฎหมาย ลดผลกระทบที่จะเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศจะร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งเหตุ เพื่อหนุนเสริมการทำงานของตำรวจในทุกพื้นที่

ขณะที่การเคลื่อนไหวของเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่มีกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คู่ขนาดไปด้วย โดยวันที่  31 ตุลาคม 2562 เครือข่ายได้เชิญชวนมาแต่งหน้าผี ชิมมอกเทล ดูคอนเสิร์ตฟรีกันที่งาน “Halloween 2019 No Al Party หยุดผีซิ่ง” รณรงค์ปาร์ตี้ปลอดเหล้า ลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขับเร็ว ที่ลานกิจกรรมวิกตอรี่ พอยต์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเวลา 13.00-15.00 น. จะมีการแถลงข่าวและเสวนา

จากนั้นเวลา 17.00-21.00 น. ร่วมสนุกกับบูธกิจกรรมพร้อมรับของที่ระลึก ชมคอนเสิร์ตจาก ซิน เดอะวอยซ์ มิกซ์ เดอะแรปเปอร์ วง DS.RU Band วง PENTATONIC พิเศษแต่งหน้าผีฟรี เพียงกดไลค์เพจ MediaMove แชร์โพสต์นี้พร้อมเปิดสาธารณะ และนำมาแสดงต่อสตาฟฟ์ ในบูธ งานนี้สนุกได้ทุกเพศทุกวัย ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ แม้ไม่ได้ลงมาต้อนรับและรับจดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายเยาชนด้วยตัวเอง แต่ก็มีคำสั่งผ่านลงมายังทีมงานโฆษกตำรวจว่าได้สั่งการและกำชับให้ตำรวจท้องท้องที่กวดขันและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับร้านเหล้าและนักเที่ยวในคืนวันฮัลโลวีนเป็นพิเศษ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. บอกว่า วันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันฮัลโลวีน มีประชาชน นักเที่ยว ทั้งผู้ใหญ่ เด็กและเยาวชน นิยมออกมาท่องเที่ยวในสถานที่ ศูนย์การค้า สถานบริการ สถานบันเทิง ร้านเหล้า บาร์ แหล่งท่องเที่ยวเวลากลางคืนจำนวนมาก   ผบ.ตร. มีความห่วงใยในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงกำชับไปยังทุกกองบัญชาการให้เพิ่มมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบออกตรวจตรา

“ผบ.ตร.ยังเน้นย้ำเป็นพิเศษให้ดำเนินการเชิงรุกในการเข้มงวดกวดขันต่อพื้นที่ล่อแหลมที่อาจเกิดอาชญากรรมและภัยคุกคามทางเพศ ได้แก่ สถานบริการ สถานบันเทิง โรงแรมม่านรูด สวนสาธารณะ แหล่งมั่วสุมหรือที่ชุมนุมของเด็กและเยาวชน เพิ่มวงรอบในการตรวจสอบ กวดขัน กำกับดูแล สถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับบาร์ ที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษส่งเสริมการขายดึงดูดลูกค้าที่เป็นเด็กและเยาวชนเข้าใช้บริการ ตลอดจนจัดชุดสายตรวจตั้งจุดตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายและตรวจวัดแอลกอฮอล์ หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด”

รองโฆษก ตร. ยังฝากคำเตือนยังนักเที่ยวว่า ไม่ขับขี่รถขณะเมาสุรา ไม่ขับขี่รถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือฝ่าฝืนสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายจราจร ไม่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับขี่รถ และคาดเข็มขัดนิรภัย หรือสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง

“ขอความร่วมมือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนครูอาจารย์ อบรมตักเตือนบุตรหลานให้ระมัดระวังภัยและการรู้จักป้องกันตนเองในเบื้องต้นที่อาจจะเกิดขึ้นในการออกไปเที่ยวฉลองวันฮัลโลวีน เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ อีกทั้งในส่วนของสถานบันเทิง สถานบริการและแหล่งท่องเที่ยว ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากพบพฤติการณ์หรือการกระทำผิดของผู้มาใช้บริการที่ผิดกฎหมายให้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ”

รองโฆษก ตร. ยังขอความร่วมมือไปยังประชาชนทั่วไปหากพบเห็นเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวง หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของสถานประกอบการ หรือพบเห็นอาชญากรรมต่างๆ สามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลข่าวสารผ่านทางหมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599, แอพพลิเคชั่น police I lert u ได้ตลอด 24 ชั่วโมง