รัฐบาลสับสน ILO 87-98 คนงานไทย-พม่า…สิทธิภาษีอเมริกา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลสับสน ILO 87-98 คนงานไทย-พม่า…สิทธิภาษีอเมริกา

31 ตุลาคม 2562 – 13:00 น.
สิทธิแรงงาน,สหภาพแรงงาน,ไอแอลโอ ฉบับที่ 87 –98,จีเอสพี,การค้ามนุษย์,มรวจัตุมงคล โสณกุล,โดนัลด์ ทรัมป์,ชาลี ลอยสูง
เปิดอ่าน 1,360 ครั้ง

รัฐบาลสับสน ILO 87-98 คนงานไทย-พม่า…สิทธิภาษีอเมริกา โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปัญหานายจ้างเอาเปรียบ “สิทธิแรงงาน” ทั้งคนไทยและเพื่อนบ้าน เป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีสิทธิมนุษยชนนานาชาติมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะการจัดตั้ง “สหภาพแรงงาน” เพื่อเป็นปากเสียงไม่ให้หนุ่มสาวโรงงานกลายเป็นแรงงานทาส ล่าสุดอเมริกาสั่งตัด ”สิทธิพิเศษภาษีการค้า” (จีเอสพี)…โดยอ้างอนุสัญญาไอแอลโอ ซึ่งเป็นประเด็นเตือนสติรัฐบาลไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่จะรับรองสิทธิเจรจาต่อรองของลูกจ้าง ไม่ใช่เฉพาะแรงงานเพื่อนบ้าน แต่คนงานไทยก็ได้ประโยชน์ด้วย ดูเหมือนรัฐบาลกำลังสับสนหรือพยายามเบี่ยงประเด็นไปว่า “ไม่ให้ก็ไม่แคร์!”…

ย้อนไปช่วงปี 2557 อเมริกาประกาศขึ้นบัญชีดำไทย หรือบัญชีที่ 3 ของ “รายงานการค้ามนุษย์” (Trafficking In Persons Report) จากนั้นไม่นานก็โดนต่อว่าใน “รายงานสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย” (Findings on the Worst Forms of Child Labor Report) ที่บังคับใช้เด็กๆ ลูกหลานชาวพม่าแกะกุ้ง-ปลาหรือทำงานในโรงงานนรก แม้แต่สหภาพยุโรปเองก็มีมติให้ “ใบเหลือง” ไทยปี 2558 จากปัญหา “ประมงผิดกฎหมาย” (IUU Fishing : Illegal Unreported and Unregulated Fishing)

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า “รัฐบาล คสช.” พยายามแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนสั่งปราบปรามผู้ทำผิดคดีค้ามนุษย์ แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งลักลอบขนคนเข้าเมือง ฯลฯ พร้อมสั่งจัดระเบียบเรือประมงผิดกฎหมาย และ ปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม จนได้รับการยอมรับและได้เสียงปรบมือจากเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนพอสมควร จนมีสั่งปลดล็อก “ไทย” ไม่ต้องขึ้นบัญชีดำแล้ว

แต่ทำไมเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าจาก “สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา” (USTR) วันที่ 28 ตุลาคม 2562 ว่า ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัดสินใจระงับให้ สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้านำเข้าจากไทย โดยอ้างว่าไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหากดขี่แรงงานประมงจากเพื่อนบ้านได้ดีพอ โดยเฉพาะ “สิทธิแรงงานตามหลักสากล”

ผลคือสินค้า 570 กว่ารายการจะได้รับผลกระทบมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าประเภทเกี่ยวโยงกับ อาหารทะเล ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เลนส์แว่นตา จานชาม เครื่องประดับ ฯลฯ

  “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” เจ้ากระทรวงแรงงาน สั่งเรียกประชุมด่วน เพราะ“โดนัลด์ ทรัมป์” อ้างว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ “มาตรฐานสิทธิแรงงานสากล” โดยเฉพาะการให้สัตยาบันรับรอง “อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ:ILO) ฉบับที่ 87 และ 98”

หลายคนสงสัยว่า “ไอแอลโอ ฉบับที่ 87 –98” คืออะไร ?
“อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98” คือการรับรองสิทธิทั้ง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” หรือ คนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือเอกชนทั่วไป ให้มีสิทธิรวมตัวจัดตั้งและเป็นสมาชิกองค์กรปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 160 ประเทศให้การรับรองอนุสัญญาฯ นี้แล้ว เหลือเพียงประเทศด้อยพัฒนาจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ยอมเข้าร่วม

“อนุสัญญาฉบับที่ 87” เกี่ยวกับเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมหรือสหภาพแรงงาน โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือขอขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของบริษัทหรือหน่วยงานราชการ รวมถึงสิทธิรวมตัวกันได้อย่างอิสรเสรี ไม่ต้องแบ่งแยกเลือกปฏิบัติ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ และยังสร้างเป็นเครือข่ายสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศได้ด้วย

ส่วน “อนุสัญญาฉบับที่ 98” มีเนื้อหารับรองสิทธิของลูกจ้างทั่วไปในการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ระบุให้ “รัฐ” ต้องมีกฎหมายคุ้มครองของลูกจ้างทุกคน แม้ไม่ได้สังกัดสหภาพแรงงานก็ตาม ทุกคนสามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้ เช่น เงินชดเชยการถูกเลิกจ้าง วันหยุดชดเชย การหยุดงานประท้วง ฯลฯ

ชาลี ลอยสูง

สรุปคือเป็นอนุสัญญา 87–98 เกี่ยวกับ การรับรองสิทธิลูกจ้างให้ “จัดตั้ง” “รวมตัว”และ “ต่อรอง” กับนายจ้างได้

“ชาลี ลอยสูง” รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) อธิบายให้ฟังว่า ช่วงที่ผ่านมาตัวแทนแรงงานไทยทำเรื่องร้องเรียนไปที่เครือข่ายแรงงานระหว่างประเทศหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ สหพันธ์แรงงานและสภาแรงงานอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (AFL-CIO) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 12 ล้านคนเพื่อให้รับรู้ว่าคนงานในประเทศไทยยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตรงนี้ จะมีวิธีใดช่วยกดดันรัฐบาลไทยได้บ้าง

“พวกเราช่วยกันต่อสู้เรื่องนี้มาเป็น 20 ปีแล้ว และช่วง 6–7 ปีที่ผ่านมา มีการพยายามใช้เครือข่ายแรงงานในอเมริกามาช่วยด้วย พวกเขาเลยไปค้นหาลู่ทาง จนพบว่าเงื่อนไขการให้สิทธิพิเศษภาษีการค้าจีเอสพี ต้องคุ้มครองและปฏิบัติต่อคนงานตามมาตรฐานแรงงานสากล รัฐบาลอเมริกาก็ส่งตัวแทนมาเจรจากับรัฐบาลไทยหลายสมัย ตั้งแต่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาล คสช. แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจ จนถึงอาทิตย์ที่แล้วประธานาธิบดีอเมริกาสั่งตัดสิทธิภาษี ตอนนี้พวกนักการเมืองไทยออกมาพูดนั่นนี่ อ้างเรื่องสารเคมีเกษตร อ้างว่าไม่ใช่เมืองขึ้นอเมริกา แสดงว่าพวกเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องแรงงานเลย”

ตัวแทนแรงงานไทยกล่าวต่อว่า การต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญา 87–98 นั้น จะช่วยให้ลูกจ้างทั้งคนไทยและคนงานชาติอื่นๆ สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนได้ ไม่ต้องไปขอจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน และไม่ต้องกลัวว่าถ้าโรงงานไหนอยากตั้งสหภาพแรงงาน พวกแกนนำจะถูกเลิกจ้าง ถูกให้ออกจากงาน เนื่องจากอนุสัญญานี้คุ้มครองสิทธิของคนงานทุกคน ก็เป็นธรรมดาที่ฝ่ายนายทุนหรือนายจ้างจะไม่เห็นด้วย และพยายามคัดค้านผ่านการกดดันรัฐบาลทุกสมัย แต่ในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีอยากให้สังคมไทยพิจารณาเรื่องนี้ตามหลักฐานความเป็นจริง อย่าสับสน เพราะถึงเวลาแล้วที่คนงานไทยและคนงานเพื่อนบ้านจะได้รับการคุ้มครองตามหลักการแรงงานสากล

จากสถิติปีข้อมูลปี 2560 ประเทศไทยมีสถานประกอบกิจการ 3.6 แสนแห่ง มีจำนวนลูกจ้างประมาณ 8.9 ล้านคน แต่มี “สหภาพแรงงาน” เพียง 1.4 พันแห่ง และสมาชิกสหภาพแรงงานมีเพียง 6.1 แสนคนเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมา “กลุ่มตัวแทนนายจ้าง” พยายามทำทุกอย่างที่ไม่ให้บริษัทของตนมี “สหภาพแรงงาน” และกฎหมายก็ไม่เอื้ออำนวย

หมายความว่า ไม่ใช่เฉพาะแรงงานพม่า ลาว กัมพูชา แม้แต่ คนงานไทยเอง ก็ยังไม่ได้รับการรับรองหรือสนับสนุนให้เข้าร่วมสหภาพแรงงาน !?!

“นายวิน” ตัวแทนแรงงานจากพม่า อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี เล่าให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า พวกเขาติดตามข่าวการตัดสิทธิภาษีการค้าไทยเหมือนกัน เข้าใจว่าอเมริกาอ้างถึงสิทธิแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่าที่ทำงานในภาคประมง เพราะมีจำนวนเยอะและยังมีที่ทำงานในโรงงานอีกไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้จะมีสิทธิดีขึ้นกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วเยอะ แต่ก็ยังไม่ได้สิทธิเท่าเทียมกับมาตรฐานสากลหรือคนงานไทย

“ตอนนี้โรงงานหรือบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสหภาพแรงงาน แต่ถ้ามีคนงานพม่าก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ แต่ห้ามเป็นแกนนำหรือกรรมการของสหภาพ ทำให้ไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงเท่าไร บางโรงงานคนงานเป็นร้อยๆ คน เกือบทั้งหมดเป็นคนพม่า แต่ต้องให้คนไทยไม่กี่คนมาเป็นแกนนำคุยกับนายจ้าง และยังมีปัญหาเรื่องความเท่าเทียมในสิทธิประกันสังคม เช่น เราไม่ได้เงินชดเชยตอนว่างงานแม้แต่ตอนที่โรงงานจ้างให้ออก ถ้าเป็นคนไทยจะได้เงินบางส่วน แต่คนพม่าไม่ได้เลย หรือเงินสะสมในกองทุนประกันสังคม หากย้ายกลับไปอยู่บ้านที่พม่า ทั้งที่จ่ายทุกเดือนมาหลายปี”

นายวินกล่าวต่อว่า ตอนนี้ปัญหาใหญ่อีกประการคือ การขึ้นค่าวีซ่าจาก 2 ปีจ่าย 500 บาท เพิ่มเป็นปีละ 1,900 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนเยอะมากสำหรับแรงงานพม่าที่ได้ค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท

ขณะที่ “พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ผู้ทำงานคลุกคลีกับแรงงานเพื่อนบ้านในไทยแสดงความเห็นว่า รู้สึกแปลกใจที่อเมริกาอ้างเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่รู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า

“ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจริงจังมากในการดูแลสิทธิของแรงงานจากเพื่อนบ้านเรา คนงานในบริษัทใหญ่หรือโรงงานทั่วไป ได้ค่าจ้างได้สิทธิเท่าเทียมคนงานไทย มีการดูแลสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ดีขึ้น มีการจัดระเบียบขึ้นทะเบียน ขอวีซ่า ขอใบอนุญาตทำงาน ฯลฯ ตอนนี้เฉพาะคนพม่าในไทยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน แน่นอนปัญหาบางอย่างยังมีอยู่ แต่สถานการณ์เรื่องละเมิดสิทธิดีขึ้นมากแล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอในสายตาของอเมริกา”

“พร้อมบุญ” กล่าววิเคราะห์ถึงการเรียกร้อง “สหภาพแรงงาน” ว่า เป็นสิ่งที่ดี ทั้งสำหรับคนงานไทยและคนงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ควรทำให้เกิดขึ้นในสถานประกอบการทุกแห่ง เพราะตอนนี้คนงานพม่าไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงในโรงงาน ต้องขอให้เอ็นจีโอเข้าไปช่วยเจรจากับนายจ้างแทน แต่ถ้าโรงงานเปิดให้มีสหภาพได้ ก็น่าจะเกิดบรรยากาศความร่วมมือในการทำงานที่ดีขึ้นของทุกฝ่าย

ดูเหมือน “อนุสัญญาไอแอลโอ 87 –98” ที่อเมริกาเรียกร้องแทนคนงานไทยนั้น กำลังถูกเบี่ยงประเด็นไปว่า รัฐบาลไทยไม่ง้ออเมริกา !

รัฐมนตรีบางคนสับสนถึงกับให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ที่อเมริกาขอมาจะทำให้คนต่างด้าวได้สิทธิมากกว่าคนไทย” หรือ“การตั้งสหภาพแรงงานจะมีการรวมตัวกันเป็นล้านคน มีอำนาจการต่อรองสูง”

แม้แต่ “นายกฯ บิ๊กตู่” ก็ยังพูดทำนองว่ารัฐบาลไทยกำลังพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกระทรวงพาณิชย์ …ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกและกล่าวให้ร้ายกันไปมา รัฐบาลมีเวลาอีก 6 เดือนที่จะเจรจาพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา

กลายเป็นความสับสนจนพูดว่า “รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องง้อเมริกา” ทั้งที่หัวใจสำคัญคือ “รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องหงอเจ้าสัว”

แต่ควรทำหน้าที่ “ดูแล” ลูกจ้างคนไทย 8.9 ล้านคน กับ ลูกจ้างพม่า 2 ล้านคน ลูกจ้างชาติอื่นๆ ให้ได้รับสิทธิตามมาตรฐานแรงงานสากล

สามารถมี “สหภาพแรงงาน” เพื่อ “เจรจาต่อรอง” กับนายจ้างได้อย่างเท่าเทียม

เมาหมัดเมาอำนาจ ภาวะน่าเป็นห่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมาหมัดเมาอำนาจ ภาวะน่าเป็นห่วง

31 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
วงในวงนอก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ถวายสัตย์ไม่ครบ
เปิดอ่าน 3,236 ครั้ง

เมาหมัดเมาอำนาจ ภาวะน่าเป็นห่วง คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย….   อสนีบาต    aussaneebard@hotmail.com

สร้างความงุนงงพร้อมกับเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

          “กรณีการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรี เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน ยังไม่จบอีกหรือ ????”

บุคคลที่ยังไม่จบ…แสดงความคับข้องหมองใจเห็นมีอยู่รายเดียว คือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร

บันทึกสถิติอาการย้ำคิดย้ำทำของท่านเสรีพิศุทธ์ ผู้กลายเป็น “คู่ปรับตลอดกาล” กับ พล.อ.ประยุทธ์ นับตั้งแต่วันที่มีการโหวตนายกฯ ในสภา เริ่มเปิดหัวเชื้อโจมตี “บิ๊กตู่” นักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้อง ได้ตำแหน่งนายกฯ อย่างไม่ชอบธรรม มาถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา “พี่ตู่” เสรีพิศุทธ์ ยกประเด็นคุณสมบัตินายกฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาอภิปราย จนไหลลงทะเลกลายเป็นศึกศิษย์เก่าเตรียมทหารในสภา ทำเอา “น้องตู่” ประกาศตัดรุ่นพี่รุ่นน้องกันไปเลยทีเดียว

กระทั่งวันเปิดสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์คนเดิม บอกว่า ไม่ร่วมอภิปรายงบประมาณปี 2563 โดยให้เหตุผล “รัฐบาลนี้มาโดยไม่ชอบธรรม ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่สมบูรณ์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย”

ครั้นถึงวันลงมติร่าง พ.ร.บ.งบฯ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกอาการเคืองพรรคร่วมฝ่ายค้านอีก ดันไปงดออกเสียง แทนที่จะยกมือไม่เห็นชอบ ออกอาการงอนตุ๊บป่องพรรคร่วมฝ่ายค้านไปหลายวัน

ดูเหมือนประเด็นที่ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยึดพื้นที่สื่อ ได้รับการนำเสนอให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พฤติการณ์ตัวท่านเอง เห็นจะมีอยู่เรื่องเดียว คือ ตามราวี พล.อ.ประยุทธ์ อยู่นั่นล่ะ

ทั้งที่ประเด็นสถานะ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ปมการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ต่างได้รับการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญเคลียร์ครบทุกประเด็นแล้วมิใช่หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ท่านไปอยู่ไหนมา

          บทบาทหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย มีหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนในโลกยุคปัจจุบัน มิใช่ให้ไปทำหน้าที่ตามล่าหาอดีตแล้วตกอยู่ในสภาพเหม่อลอยพร่ำเพ้อเรื่องเก่า ย้ำคิดย้ำทำ เหมือนภาวะอาการบางอย่าง

นี่ขนาดได้รับเกียรติให้เป็นประธานกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ดูเอาก็แล้วกัน ออกหนังสือเชิญนายกฯ ให้มาชี้แจงกรรมาธิการ ด้วยเหตุผลเดิมอีกแล้วครับท่าน ว่า “ถวายสัตย์ไม่ครบ”

เลขาธิการนายกรัฐมนตรีอุตส่าห์ทำหนังสือถาม กมธ. ใช้อำนาจใดเรียกนายกฯ ไปแจง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สวนกลับเลขาฯ นายกฯ ซะงั้นว่า “เสียมารยาท มาตอบจดหมายแทนนายกฯ ได้กระไร” แล้วยืนกราน ยังไง้ยังไง นายกฯ ต้องมานั่งให้กรรมาธิการปราบโกงสอบสวนพร้อมกับอ้างข้อกฎหมายโน่นนี่นั่น ถ้าไม่มา “บิ๊กตู่” จะมีความผิดโทษฐานปฏิเสธกรรมาธิการ จะต้องโดนจับติดคุก

“โอ้! ชักไปกันใหญ่แล้วครับ !!!”

ไม่แปลกที่ชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องออกมาเตือนสติ

“การเชิญบุคคลมาชี้แจงต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการแต่ละชุด ไม่ใช่เชิญเปะปะ ส่วนเชิญใครนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้เชิญ ส่วนผู้รับเชิญสำหรับผม แนะนำว่าควรให้ความร่วมมือมาชี้แจง ซึ่งท่านนายกฯ และผบ.ทบ.ก็อยู่ในข่ายที่สามารถเชิญมาชี้แจงได้ เพราะผมเคยกราบเรียนนายกฯ ว่าเวลามีอะไรในสภาก็ให้ท่านมาสภา เพราะเราอยู่ในระบบนี้ก็ต้องเคารพระบบ แต่ถ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการชุดนั้นๆ ก็ไปเชิญเขามาชี้แจงไม่ได้ เพราะแต่ละชุดกำหนดบทบาทเอาไว้ในกฎหมายชัดเจน” คุณชวนกล่าวไว้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เคยเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มากด้วยอำนาจบารมี เมื่อมาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย มีอำนาจในกรรมาธิการสามารถเรียกคนโน้นคนนี้มาชี้แจงในกรรมาธิการได้ แต่ต้องอยู่ในบทบาทหน้าที่ของ กมธ.ปราบโกง

มิใช่ใช้อำนาจกมธ.สะเปะสะปะ ควานหาแต่เรื่องที่คิดว่าสามารถจี้จุดอ่อนยั่วอารมณ์ “บิ๊กตู่” ให้ตบะแตก มาเป็นเครื่องเล่นทางการเมือง

กลเกมการเมืองแบบเก่าๆ กอปรกับอายุอานามขนาดนี้แล้วด้วย ไม่ใช่แพทย์แต่พอวินิจฉัยสภาพเบื้องต้นได้ น่าจะเข้าข่ายตกอยู่ในอาการเมาหมัดเมาอำนาจ

      บุคคลที่อยู่ในอาการแบบนี้น่าเป็นห่วงพอสมควร อาจจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาและบำบัดนะครับ

เบรก สม รังสี รักษาสัมพันธ์ ฮุนเซน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396248?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เบรก สม รังสี รักษาสัมพันธ์ ฮุนเซน

31 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
ถอดรหัสลายพราง,สุดยอดอาเซียน,อาเซียนซัมมิท,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สม รังสี,สมเด็จฮุนเซน,คนเสื้อแดง
เปิดอ่าน 1,953 ครั้ง

เบรก สม รังสี รักษาสัมพันธ์ ฮุนเซน คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

ขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปยังการประชุมสุดยอดอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 35 

ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะใช้เวทีดังกล่าวเจรจากับสหรัฐหลังถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า (จีเอสพี) แล้ว ยังเป็นการโคจรมาพบกันของผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา

การเตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับในขั้นสูงสุดภายใต้การกำกับดูแลของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยการสนธิกำลังระหว่าง ตำรวจ-ทหาร กว่า 10,000 ชีวิต พร้อมแผนปฏิบัติการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หวังกู้หน้าและเรียกความเชื่อมั่นคืนกลับประเทศไทยที่ประสบความล้มเหลวในการจัดการประชุมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

  ในห้วงปี 2552 เกิดวิกฤติการเมือง มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และเป็นเวลาเดียวกันที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘คนเสื้อแดง’ ได้บุกเข้าไปในโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน ส่งผลให้การประชุมต้องยกเลิก ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นการทำลายภาพลักษณ์ประเทศและความล้มเหลวในมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาล

มาครั้งนี้ “บิ๊กป้อม” ถอดเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน โดยวางมาตรการรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดอาเซียนครอบคลุมทุกมิติ หลังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนมีความพยายาม ‘ดิสเครดิต’ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงจัดงานสำคัญนี้ ประกอบกับการส่งเจ้าหน้าที่ประกบติดผู้ต้องสงสัยทั้งในและนอกประเทศตลอดจนถึงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะเข้ามาสร้างสถานการณ์

แต่ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนหลังมีกระแสข่าว ทางการไทยปฏิเสธไม่ให้ นายสม รังสี อดีตหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) และอดีตพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางเข้า “กราบแผ่นดินกัมพูชา” ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันเอกราชของกัมพูชา ครบรอบ 66 ปี ภายหลังมีการร้องขอมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

รายงานข่าวพบว่าคำปฏิเสธของทางการไทยมีขึ้นเนื่องจากกังวลจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและอาจส่งผลไปถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ในฐานะไทยเป็นประธานอาเซียน

ภายหลัง นายสม รังสี ประกาศชัดว่าการกลับมาครั้งนี้จะมีการปลุกระดมชาวกัมพูชาให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลสมเด็จฮุนเซน พร้อมนัดหมายกลุ่มผู้สนับสนุนเมืองปอยเปต

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีเส้นทางสะดวกสุดที่จะใช้เป็นทางผ่านเข้ากัมพูชา เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางการไทยเคยกักตัวนางมู โสชัว อดีตรองหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือซีเอ็นอาร์พี อดีตพรรคฝ่ายค้านชั้นนำของกัมพูชาได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและส่งตัวกลับไปยังประเทศที่เดินทางมาคือกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย

สอดคล้องกับ ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต เชื่อมั่นว่าทางการไทยคงไม่อนุญาตให้ สม รังสี ใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อไปเคลื่อนไหวในประเทศกัมพูชาเพราะความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาขึ้น-ลง วูบวาบเหมือนตลาดหุ้น ที่เป็นไปตามสถานการณ์ แม้ปัจจุบันความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศอยู่ในระดับดีโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระดับผู้นำระหว่าง สมเด็จฮุนเซน และพล.อ.ประยุทธ์

“ทั้งนี้เชื่อว่าเรื่องภายในประเทศกัมพูชาจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากกัมพูชามีการบังคับใช้กฎหมายแบบเด็ดขาดกับกลุ่มต่อต้าน ในขณะเดียวกันเครือข่าย สม รังสี ในประเทศกัมพูชาเบาบางลงไปมากแล้ว” ผศ.วันวิชิต ระบุ

ทั้งนี้หากย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยจะเห็นได้ว่าเริ่มระหองระแหงมาตั้งแต่ปี 2551 และมาหนักสุดกรณีเกิดการปะทะกันในพื้นที่พิพาทประสาทพระวิหาร หรือแม้แต่กรณีมีคนไทยบางกลุ่มใช้พื้นที่ในกัมพูชาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลตัวเองในขณะนั้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมีปัจจัยมาจากเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งสิ้น

แต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นและได้รับความร่วมมือที่ดีมาโดยตลอด หลังสมเด็จฮุนเซน แสดงท่าทีชัดเจนไม่ให้กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาใช้พื้นที่กัมพูชาเคลื่อนไหวโจมตีคณะรัฐประหารและรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จวบจนถึงปัจจุบันนี้

“ไวพจน์”สั่งลูก ล้มเพื่อไทย ป้องกันแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไวพจน์”สั่งลูก ล้มเพื่อไทย ป้องกันแชมป์

31 ตุลาคม 2562 – 09:25 น.
ไวพจน์,รายงานพิเศษ,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 53,044 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 31 ต.ค.62

*************************

เป็นตามไปนัดของศาลจังหวัดพัทยา ที่สั่งให้ 11 แกนนำ นปช. มาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อปี 2552 ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

คดีนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา โดยพิพากษาให้จำคุก 4 ปี มีเพียงศักดา นพสิทธิ์ จำเลยที่ 10 เข้าฟังคำพิพากษา ขณะที่จำเลยที่เหลืออ้างว่าป่วย และไม่ได้รับหมายเรียก

ในจำนวนจำเลยที่เหลืออยู่ มี พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย ซึ่งสถานะ ส.ส.ของเขาจะสิ้นสุดลง เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาต่อหน้าเขา

ติวเข้มลูก..ก่อนลา

แกนนำพรรคพลังประชารัฐ และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ รู้ดีว่า จะมีการเลือกตั้งซ่อมที่กำแพงเพชร จึงวางตัว เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ลูกชายของไวพจน์ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.พรานกระต่าย อ.ลานกระบือ อ.โกสัมพีนคร อ.ไทรงาม (เฉพาะ ต.มหาชัย ต.หนองคล้า ต.หนองทอง และต.พานทอง) อ.เมืองกำแพงเพชร (เฉพาะ ต.สระแก้ว)

ไวพจน์ พาลูกสาวและลูกชายไปออกงานชาวบ้าน

ไล่ย้อนดูไทม์ไลน์หน้าแฟนเพจ “พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์“ ตลอดช่วงเดือนตุลาคม จะพบว่า “ไวพจน์” ได้พาลูกชาย “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” และลูกสาว “พิชญา อาภรณ์รัตน์” ออกงานทุกวัน

อย่างเมื่อ 25 ตุลาคม 2562 ไวพจน์, เพชรภูมิ และพิชญา ร่วมต้อนรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  รมช.เกษตรฯ ที่มาเป็นประธานโครงการยกระดับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดย ธ.ก.ส. ที่ห้องประชุมแฮปปี้พลาซ่า จ.พิจิตร

เดิมที ไวพจน์วางแผนให้ลูกสาวและลูกชาย ลุยการเมืองท้องถิ่น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จึงต้องดันลูกชายลงสนามแทนตัวเขา

ทายาทไวพจน์

“อาภรณ์รัตน์” เป็นครอบครัวการเมือง เมื่อเลือกตั้งปี 2554 ไวพจน์ส่งภรรยา อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หลังปี 2557 ไวพจน์กลับมาปลุกปั้นกิจการโคขุนส่งออกที่ไร่อาภรณ์รัตน์ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

พรีส พิมพ์ และภูมิ ทายาทไวพจน์

ไวพจน์และอุดมรัตน์ มีทายาท คนคือ พรีส พิชญาภูมิ เพชรภูมิ และ พิมพ์ ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ เหรียญทอง คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์

ครอบครัว ‘อาภรณ์รัตน์’

จริงๆ แล้ว “พรีส พิชญา” ลูกสาวคนโต มีหน่วยก้านดี ส่อแววนักการเมืองมาแต่สมัยขึ้นเวทีปราศรัยช่วยบิดาหาเสียง คาดว่า ไวพจน์จะให้ลูกสาวลงสมัคร ส.อบจ.กำแพงเพชร เขต อ.โกสัมพีนคร

เหนืออื่นใด ยามที่ไม่มีพ่อ พี่สาวผู้ช่ำชองงานมวลชน คงจะเป็นพี่เลี้ยงช่วยน้องชายกำชัยในสนามเขต 

“พท.-ปชป.” ลุ้นยาก

ช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 วราเทพ รัตนากร แกนนำกลุ่มชากังราว ต้องต่อสู้กับกระแส “ทรยศทักษิณ” อย่างหนักหน่วง กว่าจะได้ชัยชนะทั้ง 4 เขต

ส่วนพรรคเพื่อไทย คนแดนไกลมอบให้ “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” รองหัวหน้าพรรค จับมือ “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” แม่ทัพเลือกตั้งภาคเหนือตอนล่าง เป็นผู้จัดทีมผู้สมัครหน้าใหม่ลงแทนคนเก่า

เพื่อไทย หาเสียงเมื่อเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

ในการปราศรัยใหญ่ของเพื่อไทยที่ตัวเมืองกำแพงเพชร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำทีมไปหาเสียง ปรากฏว่า มีคนเสื้อแดงชากังราวมาส่งเสียงเชียร์กันล้นหลาม

สุดท้ายผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 ไวพจน์เป็นผู้ชนะ และโกยแต้ม 34,271 คะแนน ทิ้งห่างอดุลรัตน์ แสงประชุม เพื่อไทย 18,626 คะแนน และสุขวิชชาญ มุสิกุล ประชาธิปัตย์ 13,261 คะแนน

ที่น่าสังเกต คะแนนของ ปชป.หายไปเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบปี 2554 เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่คะแนนหดหายไป ไม่มาตามเสียงเชียร์

คอการเมืองชากังราววิเคราะห์ว่า หาก นพ.ปรีชา มุสิกุล” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร จะส่ง สุขวิชชาญ มุสิกุล ลูกชาย ลงสนามอีกหน ก็คงสู้ทายาทไวพจน์ไม่ได้

หมอปรีชา กับลูกชาย

เซียนข้างสนาม กระซิบว่า ตระกูลอาภรณ์รัตน์ยังเป็นต่อ ไม่ว่าเพื่อไทยจะขนดาวสภา ทั้งสอบได้ สอบตกมาหาเสียงเต็มรูปแบบ

หมอปรีชาอยากลงสนามอีก แต่รอฟังมติพรรค ปชป.ก่อน ส่วนอนาคตใหม่ บอกไม่ลงสนาม ปล่อยให้เพื่อไทยลุยล้างตาเอง

เอาเข้าจริง คะแนนเสียงของพรรคสีส้มที่เขต ชากังราว ก็ไม่ได้มากมายอะไร

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต

31 ตุลาคม 2562 – 08:35 น.
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ในวงเงินลงทุนรวม 2,265.99 ล้านบาท รวมทั้งให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนและเร่งรัดการพิจารณาในขั้นตอนของโครงการดังกล่าวเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561–2580 ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 87.53 ล้านหน่วยต่อปี มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งสอดรับกับที่หลายฝ่ายสนับสนุนให้ไทยปรับแผนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจำพวกน้ำมันและแก๊สที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 80% ให้ลดสัดส่วนลงหันมาสู่พลังงานธรรมชาติที่สะอาดยั่งยืน

อย่างไรก็ดีมีข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เท่าที่มีการศึกษาและประเมินพบว่าข้อดีคือเป็นพลังงานที่มีอย่างต่อเนื่องเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะมีการบำรุงรักษาน้อยมากและใช้งานแบบอัตโนมัติได้ง่าย สร้างไฟฟ้าได้ทุกขนาดตั้งแต่เล็กๆ เพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขไปจนถึงโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับ 100 kW ขึ้นไป ซึ่งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ลักษณะพื้นฐานได้เหมือนกัน สำหรับข้อเสียพบว่าเซลล์แสงอาทิตย์มีอายุการใช้งานค่อนข้างน้อยและการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องใช้เงินลงทุนสูงอีกทั้งปริมาณพลังงานที่ผลิตได้จะไม่คงที่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนรวมถึงการผลิตไฟฟ้าทำได้เฉพาะตอนกลางวันเนื่องจากต้องใช้แสงจากดวงอาทิตย์ในการผลิตพลังงาน แต่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าตลอดเชื่อว่าจะมีนวัตกรรมเข้ามาหนุนเสริม

หลายประเทศในโลกได้สนับสนุนพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ อาทิ โรงไฟฟ้า Noor Abu Dhabi สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิตเกือบ 1,177 เมกะวัตต์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการให้แสงสว่างบ้านเรือนซึ่งครอบคลุมความต้องการของประชาชนกว่า 90,000 คน อีกทั้งช่วยลดการลงทุนในก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าลงได้ ซึ่งส่งผลทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลดลงได้ถึง 1 ล้านเมตริกตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการเอารถยนต์ออกจากท้องถนนกว่า 200,000 คัน โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งเป้าการมีส่วนร่วมในพลังงานสะอาดเป็นสัดส่วน 50% ของพลังงานทั้งหมดในปี 2593 ทำให้เห็นทิศทางประเทศต่างๆ เดินเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐ (ยูเอสทีดีเอ) ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาโครงการพื้นฐานสำคัญและการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์ ตามแนวทางยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก โดยยูเอสทีดีเอได้นำร่องให้การช่วยเหลือบริษัทผู้ผลิตพลังงานทดแทนในไทยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์และแผงโซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานแบบผสมผสานในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเอกชนไทยรายนี้เป็น 1 ใน 17 โครงการที่ได้รับคัดเลือกจาก กฟผ. และสำนักงานกำกับพลังงานตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงเห็นได้ว่าปัจจุบันไทยกำลังก้าวเดินบนถนนพลังงานสะอาด แต่สิ่งจำเป็นคือต้องทำควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความมั่งคงไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว

31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เรวัต อารีรอบ,สนามบินภูเก็ต,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 538 ครั้ง

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุน อดีต ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ‘เรวัต อารีรอบ’ ที่ขอให้รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ เพิ่มประสิทธิภาพสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพื่อความปลอดภัย

หนังสือที่มีถึงรัฐมนตรีคมนาคมจากอดีตส.ส.ภูเก็ต มีเหตุผลที่ดีมากๆ และต้องทำเป็นแม่แบบหรือ ‘ภูเก็ตโมเดล’ เพื่อต่อไปจะได้ปรับปรุงสนามบินอื่นๆ บ้าง

โดยขอให้เพิ่มประสิทธิภาพของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเพื่อรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นและเพื่อความปลอดภัยด้านการบินโดยให้ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตมีเทคโนโลยีใหม่เป็นระบบ GBAS (Ground-Based Augmentation System)

เป็นการเสริมสมรรถนะประสิทธิภาพความถูกต้องและความน่าเชื่อถือในการลงจอดของเครื่องบินซึ่งจะลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจและสร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งยังทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศ

ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินับหลายล้านคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาล สร้างงานสร้างอาชีพให้คนท้องถิ่นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตไม่สามารถรองรับเที่ยวบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งในด้านจำนวนเครื่องบินที่ลงจอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะระบบนำร่องในสนามบินเป็นระบบเก่า ILS (Instrument Landing System) ไม่สามารถวางเส้นทางนำร่องให้ตรงกลางรันเวย์ทำให้ระยะต่ำสุดในการลงสนามบินสูงกว่าปกติเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ภูเก็ตเป็นเกาะมีสภาพแปรปรวนทางอากาศจึงเกิดวิทัศนวิสัยเลวร้ายมองไม่เห็นสนามบินเป็นประจำ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและรายได้ของประเทศและเมืองภูเก็ต

อาจจะมีศัพท์เทคนิคอยู่บ้างแต่เพื่อความปลอดภัยจึงแจ้งมาและขอให้พิจารณาปรับปรุงสนามบินนานาชาติภูเก็ต

นี่ไม่ใช่ผลประโยชน์หรือผลดีต่อชาวภูเก็ตเท่านั้นแต่เป็นของคนไทยด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 รฟท.ทำไมขาดทุน
จดหมายจากคุณ ‘วิภาพร’ กทม. บางทีอ่านแล้วอาจจะหายข้องใจว่าทำไม รฟท.จึงขาดทุนเพราะระบบการทำงานนั่นเอง

รฟท.ต้องหันมามองตัวเองและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นให้ได้โดยไม่ต้องรถไฟความเร็วสูงเพราะยังใช้เวลาอีกหลายปี
อ๊อด เทอร์โบ


 จองตั๋วรฟท.มีปัญหา
 ต้องปรับปรุงด่วน

ขอให้ปรับปรุงการทำงานของรฟท. รถไฟท่องเที่ยว ขอจองตั๋วล่วงหน้าโปรแกรมรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้เพื่อนต่างชาติ 3 ปีไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ 1690 แจ้งตั๋วเต็มตลอด เป็นไปได้อย่างไร

ขบวนนี้มีตู้ปรับอากาศ 3 ตู้ พัดลม 10 ตู้ รวม 13 ตู้ เจเาหน้าที่ 1690 แจ้งว่าการเดินทาง 18 มกราคม 2563 เต็ม พรุ่งนี้เปิดจองของการเดินทาง 19 มกราคม เริ่มเปิดเวลา 08.30 น. (โดยเปิดจองเป็นวันๆ ไป) 21 ตุลาคม 2562 โทรเข้าไปขอจองเวลา 08.45 น. เจเาหน้าที่ 1690 แจ้งว่าตั๋วเต็มหมดแล้ว เจเาหน้าที่แจ้งว่าเปิดให้จองทุกสถานี บางสถานีก็จองไม่ได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ไม่อัพเดท ล่าช้า

ตั๋วเต็มทุกตู้แล้วจะบอกว่ารถไฟขาดทุนได้อย่างไร อีกอย่างรัฐบาลพยายามโปรโมททุกวิถีทางให้คนท่องเที่ยวมากขึ้น เมืองหลัก เมืองรอง แต่ทำไมรถไฟท่องเที่ยวไม่เปิด ไม่ขยาย สวนกระแสมาก ขอให้มีความชัดเจนด้วย
วิภาพร (กทม.)


 ของแก้บนหาย
 ที่วัดหลวงพ่อโสธร
(ผ่านไปยังกรรมการวัดทุกท่าน)

เมืองแปดริ้วมีหลวงพ่อพระพุทธโสธรเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนมากราบไหว้ขอพรท่านมาก ขออะไรจากท่านมักจะได้สมความปรารถนา เมื่อได้แล้วก็จะมาแก้บนท่านด้วยไข่ต้ม

นำไข่ต้มมาแก้บน วางตะกร้าไข่ไว้ที่ทางวัดจัดที่ไว้ให้แล้วไปไหว้หลวงพ่อองค์จริงที่พระอุโบสถ กลับมาที่วิหารจะลาไข่ต้มกลับบ้านเพื่อเอาไปแจกลูกหลานได้รับประทานเพราะเป็นของมงคล ปรากฏว่าตะกร้าไข่หายไปแล้ว

แปลกใจว่าในวิหารหลวงพ่อมีการลักขโมยไข่ด้วยหรือ ได้พูดคุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ กันเขาบอกว่าไม่เฉพาะไข่ต้มที่หาย บางครั้งมีคนเอาผลไม้ใส่ถาดมาถวายหลวงพ่อ ผลไม้หายไปทั้งถาด เป็นไปได้ ขอเตือนมาให้ระวัง
บุญเสริม (เมืองชล)


กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ

30 ตุลาคม 2562 – 12:40 น.
กมธ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ถวายสัตย์ไม่ครบ,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 2,564 ครั้ง

กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันวุ่นวายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) ว่ามีอำนาจขนาดไหนในการเรียกบุคคลเข้าชี้แจง การเรียกมีข้อจำกัดหรือข้อควรพิจารณาอะไรบ้างหรือไม่ หรือว่าสามารถใช้อำนาจในฐานะ “ฝ่ายนิติบัญญัติ-ตัวแทนประชาชน” เรียกใครมาชี้แจงก็ได้ ตามแต่ที่ กมธ.ต้องการหรือพึงพอใจ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาเพราะ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “กมธ.ป.ป.ช.” ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน มีมติให้เรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงประเด็นการถวายสัตย์ไม่ครบ
หนำซ้ำ “พี่เต้ พระราม 7” แห่ง กมธ.ทหาร ยังบอกว่าจะเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าชี้แจงงบจัดซื้ออาวุธด้วย ทั้งๆ ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ก็เพิ่งเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

หนักกว่านั้นคือนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคบางคนถึงกับประกาศว่าจะใช้อำนาจของกมธ.เล่นงานนายกฯ และรัฐมนตรีบางคนให้พ้นจากตำแหน่งให้ได้ ทำให้เกิดคำถามว่าคณะกรรมาธิการสามัญของสภา มีอำนาจมากล้นขนาดนั้นจริงหรือ

ล่าสุด “ประธานชวน” ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ออกมาปรามนิ่มๆ ตามสไตล์ไปแล้ว โดยเน้นย้ำให้ กมธ.ทำงานตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และควรให้เกียรติคนที่เชิญหรือเรียกมาด้วย

พลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 129 บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร สรุปก็คือสามารถเรียกบุคคลผู้เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก (หมายถึงส.ส.และคนนอก) เข้าชี้แจงได้ แต่ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ

“พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลากำหนด และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา และของคณะกรรมาธิการชุดนั้นๆ ตามที่ระบุไว้ในเหตุผลของการตั้งคณะกรรมาธิการด้วย” อีกทั้งต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกันกับคณะกรรมาธิการชุดอื่น

นอกจากนี้ กมธ.ยังมีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํา หรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ ยกเว้นแค่ผู้พิพากษากับกรรมการองค์กรอิสระ

ทั้งยังกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่ กมธ.สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา ที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกํากับเพื่อให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็นตามที่ กมธ.เรียก

อ่านดูแล้วก็ถือว่าคณะกรรมาธิการมีอำนาจมากจริงๆ แต่ก็มีกรอบการทำงาน ไม่ใช่ใช้อำนาจโดยไร้ขอบเขต คือต้องตั้งเรื่องที่ตนจะศึกษาเสียก่อน ซึ่งเรื่องที่จะตั้งต้องสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ จากนั้นถึงจะเชิญบุคคล หรือเรียกเอกสารจากแหล่งต่างๆ ได้

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือบทบัญญัติตามมาตรา 129 ไม่ถึงกับมีสภาพบังคับ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีสภาพบังคับ และยังมีการออกกฎหมายที่มีสภาพบังคับตามมาด้วย

ปัญหาจึงอยู่ตรงนี้ เมื่อย้อนกลับไปดูเนื้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 8 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ” ซึ่งออกในช่วงที่บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 กำหนดให้บุคคลที่ได้รับหนังสือขอให้ส่งเอกสาร หรือเชิญมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นกับ กมธ. หากไม่ยอมจัดส่งเอกสารหรือไม่มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นให้ กมธ.ออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลนั้น หรือเรียกบุคคลนั้นมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นด้วยตนเองต่อ กมธ. โดยอาจขอให้บุคคลนั้นนําเอกสาร หรือวัตถุที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามมาตรา 13 คือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และถ้าผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัยด้วย

คำถามก็คือ รัฐธรรมนูญเปลี่ยนแล้ว แต่กฎหมายเก่ายังอยู่ และไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้เลิกไปพร้อมรัฐธรรมนูญเก่า ทำให้เกิดปัญหาว่าตกลง กมธ.ยังมีอำนาจเรียกบุคคลเข้าชี้แจง และคำสั่งเรียกนั้นมีสภาพบังคับตามกฎหมาย ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีอำนาจนั้นอยู่ต้องบอกว่า รัฐบาลและผู้นำทางทหาร…เหนื่อยแน่

แต่ก็ยังมีสุ้มเสียงจากอีกด้านเตือนว่า แม้จะยังมี พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ให้อำนาจและระบุบทลงโทษ แต่หาก กมธ.เรียกโดยไม่มีอำนาจ เรียกในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจ หรือไม่ได้ตั้งเรื่องศึกษา หรือข้ามขั้นตอน ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องกลับ ดำเนินคดีกลับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นเดียวกัน

แก๊ง สนนท. “เอก ต๋อม ติ่ง” โปลิตบูโร “อนค.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก๊ง สนนท. “เอก ต๋อม ติ่ง” โปลิตบูโร “อนค.”

30 ตุลาคม 2562 – 11:25 น.
รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน
เปิดอ่าน 2,067 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ต.ค.62

***********************************

เอฟซีส้มหวานคงไม่ปลื้ม สำหรับบทวิพากษ์พรรคอนาคตใหม่ของ ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก Chanwit Jaisawang มาสองตอนแล้ว

“ชาญวิทย์” พยายามขยายปม “ระบบอุปถัมภ์” ในอนค. ที่มีการแยกชั้นวรรณะอย่างจริงจัง “…ชนชั้นสูงถูกยกขึ้นสูงสุด ไขว่คว้าไม่ถึง โดยมีชนชั้น 2 ห้อมล้อม เป็นประภาคาร คอยสกัดกีดกันชนชั้น 3 ไม่ให้เฉียดเข้าไปใกล้โดยเด็ดขาด ชนชั้นสูงสุดนี่ล่ะที่เรียกว่า “มติพรรค” เสมอมา กินความแค่คน 5 คน ทอน บุต ช่อ และ 2 ตอ..”

“ทอน บุต ช่อ” คนทั่วไปรู้จักดี แต่ “2 ตอ” หากไม่ใช่คนวงในจริงๆ จะไม่รู้เลย ซึ่งได้มีการเฉลยแล้วคือ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน รองเลขาธิการพรรค และ “ติ่ง” ศรายุทธ ใจหลัก ผู้อำนวยการพรรค

ทั้ง เอก ธนาธร”ต๋อม ธวัชชัย” และ ติ่ง ศรายุทธ” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เคยทำกิจกรรมภาคประชาชนในฐานะแกนนำ สนนท. ยุค 2540

สนนท.” มรดกซ้ายไทย

หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการนักศึกษาไทยลงอย่างสิ้นเชิง ยกเว้นการเคลื่อนไหวใต้ดินและการต่อสู้ในเขตป่าเขา

สนนท. ยุครุ่งเรือง

ปี 2527 ตัวแทนองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาหลายสถาบัน ได้ร่วมกันก่อตั้ง “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) โดยบทบาททางการเมืองของสนนท. ในช่วงรัฐบาลเปรม คือการรณรงค์ให้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

หลังรัฐประหาร 2534 สนนท. สมัยที่มี ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. ร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

อันเป็นที่มาของคำว่า “คนเดือนพฤษภา” ล้อไปกับ “คนเดือนตุลา” ซึ่งวันนี้คนรุ่นนั้นของ สนนท. ก็แยกออกเป็น ขั้ว สี

สามสหาย “เด็กวิดวะ”

บทบาททางการเมืองของสนนท. ภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จะให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในประเด็นปัญหาต่างๆ ของขบวนการประชาชนชาวบ้าน เช่นสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน ฯลฯ 

นัยว่า สนนท.ยังคงแสดงบทบาทการเมืองระดับชาติอยู่ต่อไปแต่ก็ให้ความสำคัญในประเด็นปัญหาของการเมืองภาคประชาชนรากหญ้า

แกนนำระดับผู้นำความคิด หรือโปลิตบูโรของพรรคอนาคตใหม่ อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”, “ชัยธวัช ตุลาธน” และ “ศรายุทธ ใจหลัก” ได้เข้าสู่องค์กรนำขบวนนักศึกษาไทยคือ สนนท. ตั้งแต่ปี 2541

ต๋อม เอก ติ่ง สมัยทำกิจกรรมนอกสถาบัน ในนาม สนนท.

บังเอิญพวกเขาเป็น “เด็กวิดวะ” แต่คนละสถาบัน “เอก ธนาธร” ศึกษาอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต๋อม ชัยธวัช

ส่วน “ต๋อม ชัยธวัช” ศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ “ติ่ง ศรายุทธ” เรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ติ่ง ศรายุทธ

ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะถูกมองว่าเป็น “ชนชั้นนำ” ของพรรค เพราะมีความผูกพัน เป็นสหายร่วมอุดมการณ์กันมายาวนาน

กรมการเมือง อนค.

ความเป็นนักกิจกรรมนอกสถาบันของ 3 สหายขับเคลื่อนไปในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย” (สนนท.)

“ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2541 มีบุคลิกเป็นนักคิด นักทฤษฎี นักวางแผน จึงมีตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ทำงานเคียงคู่กับปิยบุตร

เอกกับติ่ง ก่อสร้างพรรคอนาคตใหม่

ติ่ง ศรายุทธ์” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2543 และ “เอก ธนาธร” รองเลขาธิการ สนนท.ปีเดียวกัน สองคนนี้มีบุคลิกต่างกัน “ติ่ง” สายบู๊ ขาลุย จึงเหมาะกับผู้อำนวยการพรรค

ส่วน “เอก” มีความเป็นผู้นำสูง ตอนที่เริ่มก่อร่างสร้างพรรคอนาคตใหม่ มีการจัดทำประวัติธนาธร หัวหน้าพรรค โดยผู้จัดทำหนังสือได้มาสัมภาษณ์ “ติ่ง ศรายุทธ์” และขอให้เขาให้นิยามความเป็นธนาธร

“..ตอบยาก แต่ผมรู้ว่าในรอบ 100 ปี บางทีเราจะมีคนแบบธนาธรแค่คนเดียวเท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้ เอก คือความเป็นไปได้นั้น”

ขอย้ำ “ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้” ต้อง “เอก ธนาธร” เท่านั้น

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง

30 ตุลาคม 2562 – 10:38 น.
สายตรวจระวังภัย,แชร์ลูกโซ่
เปิดอ่าน 577 ครั้ง

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย….  ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีฉ้อโกงลักษณะแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาแล้วยาวนาน และปรากฏเป็นข่าวมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะตอนนี้ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในคดี “เงินออมแม่มณี” หรือ “แชร์แม่มณี” แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะออกมาแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง แต่ด้วยสังคมปัจจุบันมีช่องทางโซเชียลมีเดียให้เข้าถึงแบบออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นเหตุให้มีเหยื่อและมูลค่าความเสียหายมากกว่าอดีต

ถ้าพูดถึงแชร์ลูกโซ่ในเมืองไทยต้องย้อนไปถึงคดีดังในปี พ.ศ.2528 “แชร์แม่ชม้อย” ซึ่งมีตัวการใหญ่คือ นางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นวิธีการหลอกลวงประชาชนขึ้นด้วยการอ้างว่า ดำเนินกิจการค้าน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด ทำการค้าน้ำมันทุกชนิด มีเรือเดินทะเลสำหรับขนส่งน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ จากนั้นชักชวนประชาชนให้มาเล่นแชร์น้ำมัน โดยวิธีการรับกู้ยืมเงินจากประชาชนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นรายเดือน จากนั้นกำหนดวิธีการรับกู้ยืมเงินเป็นคันรถบรรทุกน้ำมันคันรถละ 160,500 บาท ให้ผลตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท หรือร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี และในเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักเงินไว้ร้อยละ 4 ของผลประโยชน์ที่ได้รับในรอบปี เพื่อเก็บภาษีการค้าและหักค่าเด็กปั๊มไว้อีกเดือนละ 100 บาท ตามจำนวนเดือนที่นำเงินมาให้กู้ยืม ซึ่งจะออกหลักฐานไว้ให้เป็นสัญญากู้ยืมเงินตามแบบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือบางรายจะออกหลักฐานให้เป็นเช็ค โดยผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกคืนเงินต้นเมื่อใดก็ได้ และจะกลับมาให้กู้ยืมอีกก็ได้ในเงื่อนไขเดิม

ถ้ามีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้น ก็จะสามารถหมุนเวียนจ่ายเป็นดอกเบี้ยได้ตลอดไปแต่ถ้าไม่มีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะแรกเท่านั้นในที่สุดเงินต้นที่สะสมไว้จะหมดและไม่สามารถคืนเงินต้นให้ประชาชนได้ในที่สุด ซึ่งคดีนี้มีผู้เสียหายหรือเหยื่อหลงเชื่อเกิน 1.6 หมื่นราย รวมเป็นเงินมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านบาท กระทั่งถูกศาลอาญาพิพากษาตัดสินเมื่อปี พ.ศ.2532 ในความผิดฐานฉ้อโกงหลายกระทง ติดคุกคนละ 154,005 ปี และให้ร่วมกันคืนเงินกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหลายร้อยล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงคงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี ซึ่ง นางชม้อย จำคุกอยู่ในเรือนจำเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536

อย่างที่บอกในข้างต้นว่าคดีฉ้อโกงลักษณะแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นมานาน และมีให้เห็นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์แชร์ลูกโซ่ “แม่ชม้อย” จากอดีต สู่ “แชร์แม่มณี” ในปัจจุบัน ดังนั้นแชร์ลูกโซ่ถือเป็น “กลโกงในตำนาน” มี “แท็กติก”ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ลงทุนครั้งแรกได้เงิน แต่เมื่อย่ามใจลงทุนเพิ่มครั้งต่อไปโดนโกง! ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพ ยังได้พยายามหลอกล่อเหยื่อหลากหลายวิธีด้วยการสร้างแผนธุรกิจมายั่วยวนใจ ลงทุนง่าย ได้เงินเยอะ ได้ผลกำไรที่สูงเกินจริง แต่อย่างไรก็ตาม กลโกง หรือหลักการของแชร์ลูกโซ่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ในเมื่อมิจฉาชีพมีแท็กติกหลอกล่อก็ต้องมีเทคนิครับมือ ล่าสุด กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ออกมาเตือนประชาชนอีกครั้งผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” ซึ่งนำเสนอ 4 ข้อสังเกตของการลงทุนที่เสี่ยงจะเป็นแชร์ลูกโซ่ คือ 1.การันตีผลตอบแทนสูงหรือกำไรที่ฟังดูแล้วเป็นไปไม่ได้ มีการรับประกันผลตอบแทนว่าได้เงินเท่าไร 2.สัญญาจะให้ผลตอบแทนมากขึ้น ถ้าชวนคนอื่นมาลงทุนด้วย 3.เร่งรัดให้ตัดสินใจลงทุน แต่ไม่มีหนังสือชี้ชวน หรือมีแต่ไม่ชัดเจน ไม่มีหน่วยงานรองรับ และ 4.ให้ข้อมูลเฉพาะด้านดีของโปรเจกท์ อ้างอิงความสำเร็จของการลงทุนของคนก่อนหน้า

จำไว้ให้ขึ้นใจถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไป ก่อนลงทุนอะไรควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีธุรกิจนั้นอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญพึงระลึกไว้เสมอว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงในเวลาอันสั้นมักไม่มีอยู่จริง..!!

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา

30 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
งูเห่าสีส้ม
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็นโดย… เร้นกาย ไร้เงา

การเมืองวันนี้คล้ายว่าความร้อนแรงที่ฝ่ายค้านระบุว่าเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ เมื่อใด วาระแก้รัฐธรรมนูญ การติดตามการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ในตอนนี้ การทำงานของครม.ที่ไม่เวิร์กโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.ในช่วงเดือนธันวาคม รวมทั้งการทำงานของกมธ.วิสามัญงบประมาณ

ตรงนี้แกนนำฝ่ายค้านเปรยทำนองว่าจะใช้พื้นที่และเวลาช่วงนี้ขยี้เรือเหล็กให้รั่ว..ตามแรงไฟที่ฝ่ายค้านพยายามโหม?

แต่เอาจริงๆ แล้วคล้ายว่า “คนบนเรือเหล็ก” จะไม่ยี่หระเท่าใดนักกับความร้อนที่ฝ่ายค้านกระพือแรงไฟ เพราะมองแล้วสถานการณ์ยังไม่สุกงอมเท่าใดที่จะปั่นกระแสไล่ลุงตู่ให้ร่วงเก้าอี้…แม้วันนี้หลายปัญหากำลังซัดใส่ก็ตาม

เมื่อมองลึกลงไปก็จะเห็นว่าลุงตู่ยังประคองเกมไว้ได้เรื่อยๆ แม้จะไม่หวือหวา และเอาจริงๆ แล้วฝ่ายค้านก็ยังไม่พร้อมที่จะลุยเลือกตั้งใหม่

รวมทั้งเอกภาพของพรรคอันดับสามการเมืองไทยวันนี้ก็ใช่ว่าจะฮือฮาเหมือนวันวาน และยิ่งชัดเรื่องความขัดแย้งภายในจนกระแสงูเห่าที่พร้อมแตกรังจากขั้วฝ่ายค้านที่ผสมปนเปไปหมด

ยามอันใกล้…“งูเห่าสีส้ม” น่าจะง่ายต่อการทาบทาม เพราะอนาคตใหม่วันนี้มีแรงกระเพื่อมภายในที่คนภายนอกจับจังหวะได้ชัด รวมทั้งยี่สิบกว่าคดีที่ต้องเผชิญนั้น มันต้องลุ้นรายวันว่า จะรอดหรือร่วง…

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีอะไรที่โดนใจและฝากผีฝากไข้ได้ เพราะแต่ละวันแทบไม่เปิดประเด็นเด็ดๆ ออกมา มีเพียงเกาะกระแสรายวันตีหัวแล้วเข้าบ้าน และพรรคอื่นๆ ในฝ่ายค้านก็ยังไม่มีหลักฐานไว้ทุบเรือเหล็ก

หากสภาวะเป็นแบบนี้ในคิมหันต์ฤดู ไฟการเมืองที่ฝ่านค้านพยายามจุดให้ติดเพื่อเผาเรือเหล็กให้รั่วนั้น ถ้ามันกระพือไม่ติดเพราะไร้แรงลมและเชื้อไฟ ระวังไว้ด้วยในขั้นหนึ่งว่าอาจจะโดนกระแสตีกลับเข้าไปยังมือของผู้ถือคบเพลิง

เพราะแว่วว่าการแอบประสานทางใต้ดินกับส.ส.ฝ่ายค้านจากคีย์แมนของเรือเหล็กบางคนเริ่มขยับแล้ว เพื่อสร้างตำนานงูเห่าภาคสาม เพราะจับยามสามตาแล้วสองพรรคบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่น่าจะเหนื่อยในการขยับอาวุธสู้สิ่งยวนใจผู้แทนฯ ฝ่ายค้าน

งานนี้หากใครบางคนจากเรือเหล็กดำเนินการสัมฤทธิผล “ลุงตู่” อาจนั่งยิ้มน้อยๆ ในคิมหันต์ฤดูกับเกมการเมืองที่ส่อแววพลิกขั้วในกาลอันใกล้!