ทรัมป์ หัวร้อนไทยเสียภาษีเพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396046?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทรัมป์ หัวร้อนไทยเสียภาษีเพิ่ม

30 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,จีเอสพี,สุวรรณภูมิ,ดอนเมือง,อู่ตะเภา,ซีพีเอช,สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า
เปิดอ่าน 3,170 ครั้ง

ทรัมป์ หัวร้อนไทยเสียภาษีเพิ่ม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ต่างพูดกันถึงเรื่องประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ มีคำสั่งให้ตัดสิทธิ์ ‘จีเอสพี’ สินค้าไทยหลายรายการ โดยอ้างเรื่องมาตรฐานแรงงานสากล

ขอเรียนให้ทราบว่า ‘จีเอสพี’ หรือแปลเป็นไทยเต็มๆ ว่า ‘สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า’ ซึ่งการที่ทรัมป์หัวร้อนตามภาษาวัยรุ่นนี้ส่งผลกระทบถึงไทยมากจริงๆ และอย่าปล่อยให้เลยตามเลยเด็ดขาด

กรณีนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งแรงงาน พาณิชย์ เกษตรกรและอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องร่วมมือกันแก้ไขโดยเร็วที่สุดเพราะไทยจะสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาทและต้องเสียภาษีเพิ่มหลายพันล้านบาท

มีพวกมองโลกสวยว่าเกี่ยวข้องกับการตอบโต้ของอเมริกาที่ไทยมีมติแบนสารเคมียักษ์ใหญ่ของอเมริกาและมีอำนาจทางการเมืองอย่างมาก

  ‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้รัฐบาลมองโลกนี้เป็นเรื่องด่วนเพราะรัฐบาลจะต้องรับบทเป็นผู้เจรจากับอเมริกา

นาทีนี้ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี เราจะต้องจ่ายภาษีเต็มราคาทำให้เสียเปรียบคู่แข่งขันทางการค้าได้มาก สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่อย่าคิดว่าส่งสินค้าไปขายที่อื่นก็ได้นั่นเป็นการคิดสั้น

อย่าปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินแก้เป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 สัญญา 5 ปีรอได้
จดหมายจากคุณ ‘สัญญา’ ระยอง ต่อไปนี้มีข้อสรุปสาระที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งเมื่อ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นประธานเซ็นสัญญาโครงการใหญ่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้เรียบร้อยแล้ว
ภายในเวลา 5 ปีต่อนี้ไปขอให้พวกเราเตรียมตัวใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภากันได้แล้ว

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่สรุปแจ้งมาและหวังว่านี่เป็นโครงการยักษ์ที่รัฐบาลลงมือทำและส่งผลดีเป็นวงกว้างต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน
 เซ็นสัญญาแล้ว 24 ต.ค.

ผมขอนำข่าวใหญ่มาทบทวนให้ทราบอีกทีว่าเมื่อ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นประธานเซ็นสัญญารถไฟความเร็วสูงกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ ซีพี หรือซีพีเอช แล้ว ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ลงทุนเกือบ 2.5 แสนล้านบาท

เรื่องนี้จึงเขียนจดหมายมาเพื่อเสริมรายละเอียดบางประการแล้วในชาตินี้เราคงได้ใช้บริการและต่อยอดไปถึงโครงการอื่นๆ โดยไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องธุรกิจการเมือง

ปัญหาใหญ่คือการส่งมอบพื้นที่ของ รฟท. ซึ่งรับผิดชอบจะลดลงจาก 4 ปีเหลือ 2 ปีกว่าๆ และราวๆ 5 ปีก็จะได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแน่

โอกาสนี้จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หรือไฮสปีดเทรน มูลค่า 224,544 ล้านบาท ระหว่างการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (ซีพีเอช) ผู้ชนะประมูล

การลงนามสัญญาถือเป็นการนับหนึ่งของการเริ่มก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างรถไปเชื่อม 3 สนามบินจะเป็นไปตามสัญญาการรื้อถอน ย้าย จะเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้

โครงการมีประโยชน์มากไม่เฉพาะการเชื่อม 3 สนามบินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมไปยังโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ที่กำลังจะก่อสร้างในภาพอีสานและจะเชื่อมโยงไปประเทศอื่นๆ ด้วย

กลุ่มซีพีเอชจะใช้เวลาในการก่อสร้างให้ได้ใน 1 ปี แต่ต้องไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้การก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2566 โดยเส้นทางสายแรกที่จะเป็นให้บริการคือ สถานีมักกะสัน-สนามบินสุวรรณภูมิ ปัจจุบันมีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์เปิดให้บริการอยู่แล้ว โดยซีพีเอชจะเข้ามาปรับปรุงระบบงานและเปิดให้บริการจะใช้เวลาไม่นานนัก

เส้นทางที่ 2 คือสนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร (กม.) รฟท.ระบุว่า จะส่งมอบพื้นที่ได้เร็วขึ้น จากเดิม 2 ปีลดลงเหลือ 1 ปี 3 เดือน

เส้นทางที่ 3 สนามบินดอนเมือง-มักกะสัน จะส่งมอบพื้นที่ได้เร็วขึ้น จากเดิม 4 ปีลดลงเหลือ 2 ปี 3 เดือน หากการส่งมอบพื้นที่เป็นไปตามที่กำหนดไม่เกิน 5 ปี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะก่อสร้างเสร็จทั้งหมดและพร้อมเปิดให้บริการ

นี่เป็นสัญญาณประวัติศาสตร์และจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไปและขอให้ฝันเป็นจริงด้วยเถิด
สัญญา (ระยอง)


 ผู้ว่าฯกทม.เป็นใคร
 ต้องเข้มข้น-เข้มแข็ง (ผ่านไปยังพรรคการเมือง)

ผมอ่านข่าวเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์จะส่ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้วขอสนับสนุนและขอให้ทุกพรรคการเมืองเปิดตัวผู้สมัครลงชิงเป็นผู้ว่าฯ กทม.โดยเร็ว

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มีความสำคัญอย่างมากและบางทีผมว่าน่าจะใหญ่กว่ารัฐมนตรีบางกระทรวงด้วยซ้ำไป

จึงขอให้ทุกพรรคการเมืองสรรหาคนทำงานเก่ง คนดีมีคุณธรรมและทุกอย่างพร้อม เพราะผู้ว่าฯ กทม.ต้องทำงานหนักเพราะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
วิโรจน์ (กทม.))


p23

ไม่ไว้วางใจ-ยึดโยงประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396041?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ไว้วางใจ-ยึดโยงประชาชน

30 ตุลาคม 2562 – 08:45 น.
ไม่ไว้วางใจ,อภิปราย
เปิดอ่าน 302 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562

การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป มีไทม์ไลนให้ได้ลุ้นระทึกกันหลายวาระกับนานาญัตติที่มีเป้าหมายซักถามตรวจสอบไปจนถึงซักฟอก หรือไล่รัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นญัตติศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ญัตติศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรับทราบรายงานการปฏิรูปประเทศทุก 3 เดือน แต่ที่น่าจะสะเทือนถึงรัฐบาลมากที่สุดก็คือญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากและอยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ก็ยังคงจะรักษารัฐนาวาให้ส.ส.อยู่ในแถวได้ หากแต่การอภิปรายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือนั้นย่อมจะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลเสียมากกว่าตัวเลขการลงมติไว้ใจหรือไม่ไว้วางใจ

มีรายงานว่าพรรคฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจช่วงหลังวันที่ 12 ธันวาคม และไม่เกินวันที่ 20 ธันวาคม โดยวางเป้าหมายการอภิปรายไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านบอกว่าการอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ให้ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจในหลายประเด็น เช่น การบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว และการปล่อยปละละเลยในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน่ การใช้อำนาจมิชอบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารรัฐสาหกิจ ฯลฯ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ เมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีหลีกหนีการถูกอภิปราย มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (โดยทั่วไปคือเท่ากับหรือเกินกว่า 251 เสียง) หากสภาลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งในทันทีตามมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีมีสถานภาพเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่หากถูกลงมติไม่ไว้วางใจย่อมทำให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงด้วย

การยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ยื่นข้อหาร้ายแรงเพื่อไล่ออก โดยทั่วไปส.ส.ฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลนอกเหนือจากงานนิติบัญญัติจะยื่นก็ต่อเมื่อต้องการสอบสวนรัฐมนตรีรายบุคคลหรือทั้งคณะเมื่อเห็นว่ารัฐมนตรีไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่อไป ซึ่งอาจเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ ทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยรัฐสภาที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แต่กระนั้น ส.ส.เอง ก็ยึดโยงอยู่กับประชาชน การยื่นญัตติไล่รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแน่ใจว่ามีหลักฐาน มีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ จนแน่ใจว่าประชาชนก็เห็นพ้องไม่ให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีบริหารงานต่อไป มิเช่นนั้นแล้วการไล่กันแบบพร่ำเพรื่อย่อมรังแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านถดถอยด้อยค่า สุดท้ายก็จะถูกตีตราว่าเป็นแค่ฝ่ายแค้น

โต๊ะพนันบอลปัญหาใหญ่ของชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395833?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โต๊ะพนันบอลปัญหาใหญ่ของชาติ

29 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
พนันฟุตบอล,พนันบอลออนไลน์,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 854 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่ลูกหลานติดพนันบอล ซึ่งยิ่งระบบออนไลน์ดีมากเท่าไร-ปัญหาก็ยิ่งตามมาเป็นเท่าทวีคูณ

เวลานี้การพนันฟุตบอลทำกันเป็นระบบ เครือข่ายใหญ่โตมากจนถึงระบบข้ามชาติหรืออินเตอร์ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการขายข้อมูลหรือระบบอินเทอร์เน็ต

ขอเรียนให้ทราบว่าโต๊ะพนันฟุตบอลนี้มีมากมาย โดยโต๊ะหรือเจ้ามือพนันบอลจะไม่มีทางเสียไม่ว่าบอลจะแพ้หรือชนะเพราะได้เปอร์เซ็นต์ หรือ ‘ค่าน้ำ’ สบายๆ

การปราบโต๊ะพนันบอลนั้น ขอเรียนว่ายากจริงๆ นอกจากคนจะเลิกเล่นบอลไปเลย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ (บางคน) ก็ชอบแทงบอล

จึงขอให้ร่วมมือแก้ปัญหานี้ให้ดีเพราะเป็นปัญหาระดับชาติและลุกลามไปถึงขั้นเกิดปัญหาสังคมและปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ

 โต๊ะพนันบอลก่อภาระหนี้สินให้คนแทงมากรายแล้ว และทำอย่างไรจะให้หมดไปหรือลดน้อยลงไปก็ยังดี

เจ้ามือโต๊ะบอลเหล่านี้ร่ำรวยมีอิทธิพลมีทีมงานคอยทวงหนี้ระดับมาเฟียใหญ่และขณะนี้ยังมองไม่ออกว่าจะล้มโต๊ะพนันได้อย่างไร ?
อ๊อด เทอร์โบ


 ผู้ป่วยจิตเวช
 ต้องดูแลเป็นพิเศษ

ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวช ซึ่ง ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ และ ‘ทันตแพทย์หญิง กิติมา ลี้สุรพลานนท์’ แจ้งว่าต้องดูแลกันเป็นพิเศษ

จึงอยากให้ทุกโรงพยาบาลได้ช่วยกัน ตลอดจนญาติพี่น้องที่ช่วยผู้ป่วยทางบ้านด้วย

รพ.จิตเวชฯ ได้จัดคลินิกทันตกรรมเป็นบริการพิเศษแก่ผู้ป่วยจิตเวช มีเครื่องมือและทีมบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในการดูแลสุขภาพในช่องปากของผู้ป่วย เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดโรคฟันผุได้สูงกว่าประชาชนทั่วไป สาเหตุมาจากทั้งตัวโรคและอาการของผู้ป่วย ซึ่งมีความผิดปกติหลายด้านทั้งความคิด อารมณ์ การรับรู้ และพฤติกรรม ทำให้มีข้อจำกัดการทำกิจวัตรประจำวัน การดูแลสุขภาพตัวเองเช่นการอาบน้ำ แปรงฟัน และยังเกิดมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษาเพื่อปรับการทำงานของสมอง เช่น ยาต้านโรคจิต ยาคลายกังวล ยาต้านเศร้า

น้ำลายมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพช่องปาก ทำหน้าที่หลายอย่างเช่น ทำความสะอาดช่องปาก ช่วยในการกลืนอาหาร ต้านเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการละลายของแร่ธาตุในฟัน การที่ปากแห้งมีน้ำลายน้อย จะมีผลให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเศษอาหารทำให้ฟันผุ เกิดโรคในช่องปาก มีกลิ่นปาก

โดยทั่วไปผู้ป่วยจิตเวชสามารถให้การตรวจรักษาทางทันตกรรมได้ตามปกติ แต่จะต้องเพิ่มการดูแลทางด้านจิตใจควบคู่ไปด้วย เนื่องจากผู้ป่ายจิตเวชมักจะมีความกังวลสูง และกลัวการทำฟัน เช่นผู้ป่วยที่เป็นโรควิตกกังวล เมื่อมีปัญหาในช่องปาก ก็มักจะเกิดอาการวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มักจะขาดความสนใจดูแลช่องปาก และไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการทำฟัน ซึ่งอาจเนื่องมาจากความกลัวหรือความกังวลในการักษา

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งมักเป็นผู้สูงอายุ จะต้องเน้นตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้ฟลูออไรด์เคลือบฟันเฉพาะที่ เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของยาที่ใช้ทางทันตกรรม เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับยารักษาโรคทางจิต

ญาติที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้าน มีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากผู้ป่วยจิตเวช 6 ประการ ดังนี้ 1.ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว โดยให้จิบบ่อยๆ 2.กระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลความสะอาดในช่องปาก อย่างน้อยให้แปรงฟันหลังอาหารเช้า และก่อนนอนทุกวัน 3.แนะนำให้ใช้ยาสีฟันประเภทที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ซึ่งสามารถซื้อในท้องตลาดทั่วไป 4.ผู้ป่วยจิตเวชที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย ต้องดูแลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยกินยาตามแผนการรักษาของแพทย์ 5.ลดกินอาหารหวาน เหนียว เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะเกาะติดผิวฟันนาน ทำความสะอาดยาก เสี่ยงเกิดฟันผุ และ 6.พาผู้ป่วยไปพบทันตแพทย์ตามนัดทุกครั้ง


 ขบวนพยุหยาตราชลมารค
 ยังมีซ้อมย่อย-ซ้อมใหญ่
(เรียนผ่านมายังทุกท่าน)

ผมไปฟังรองนายกรัฐมนตรี ‘วิษณุ เครืองาม’ บรรยายเกี่ยวกับขบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมนี้แล้ว ชอบมากและขอแจ้งให้ทราบว่าจะมีพิธีซ้อมใหญ่เหมือนจริงอีกในวันที่ 9 ธันวาคม และซ้อมย่อยอีก 4 ครั้ง

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกฯ วันที่ 12 ธันวาคมนี้ เป็นขบวนพยุหยาตราครั้งใหญ่ มีเรือในพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปประทับเรือพระที่นั่งที่ท่าวาสุกรี ขบวนสิ้นสุดที่ท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ทุกอย่างมีระเบียบแบบแผนตามโบราณราชประเพณี

จึงขอเชิญชวนเฝ้าชมการซ้อมย่อย-ซ้อมใหญ่และการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคโดยพร้อมเพรียงกัน
ภักดี (ราชดำเนิน)


บอลของแท้ “ระยองฮิ” ต้อง “ปิตุเตชะ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395834?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บอลของแท้ “ระยองฮิ” ต้อง “ปิตุเตชะ”

29 ตุลาคม 2562 – 09:25 น.
สาธิต ปิตุเตชะ,พีทีทีระยอง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,696 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 29 ต.ค.62

***********************************

ช็อกแฟนบอลทีมพลังเพลิง เมื่อผู้บริหาร ปตท. เจ้าของสโมสรพีทีที ระยอง ขอ“พักทีม”ออกจากการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 ฤดูกาลหน้า เนื่องจากไม่พร้อมที่จะส่งทีมลงเล่นในระดับอาชีพ โดยหลังจากนี้ ปตท.จะไปมุ่งเน้นพัฒนาทีมอคาเดมี่เป็นหลัก

เกมสุดท้ายของ พีทีทีระยอง

4-5 ปีมานี้ เมืองระยอง มีสโมสรลูกหนังอาชีพอยู่ 2 ทีมคือ “ระยอง เอฟซี” บริหารโดยกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น กับ “พีทีที ระยอง” ของกลุ่ม ปตท. แต่ในศึกไทยลีก 2020 จะมีทีมระยอง เอฟซี เป็นน้องใหม่ไปลุยลีกสูงสุดทีมเดียว

สมัยสองทีมเมืองระยอง อยู่ในไทยลีก 2 มีรายการดราม่าอยู่บ่อยๆ กองเชียร์ม้านิลมังกร มักจะแซวกองเชียร์พลังเพลิงว่า “ระยองเทียม” และป่าวประกาศว่า ระยองแท้ต้อง “ระยอง เอฟซี

เมื่อ 28 ตุลาคม 2562 ผู้บริหาร ปตท.แถลงข่าว “พักทีม” พีทีที ระยอง ก็มี “ปิยะ ปิตุเตชะ” นายก อบจ.ระยอง อยู่ในเวทีนั้นด้วย ซึ่งผู้ใหญ่ของ ปตท.บอก ในไทยลีก ฤดูกาลใหม่ไม่มีทีมพลังเพลิง แฟนๆก็หันไปเชียร์ระยอง เอฟซี แทน

ม้านิลมังกร”ระยองแท้

ชาวระยองรู้สึกดีใจสุดๆ เมื่อสโมสรระยอง เอฟซี ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีกในปีหน้า ในฐานะอันดับ 3 ของไทยลีก 2

ผู้บริหารทีมม้านิลมังกร หรือระยอง เอฟซี บอกว่า เราเป็นทีมเล็กๆ มีงบประมาณน้อยแค่ 18 ล้านบาท ซึ่งในปีหน้า งบทำทีมน่าจะเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 60 ล้านบาท

นายกช้าง ปิยะ ปิตุเตชะ

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของระยอง เอฟซี คือ นายกช้าง” ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์สโมสรระยอง เอฟซี

“ปิยะ” เป็นพี่ใหญ่ของตระกูล “ปิตุเตชะ” แห่ง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ลงเล่นการเมืองระดับชาติตั้งแต่ปี 2538 เป็น ส.ส.ระยอง 3 สมัย(ชาติพัฒนา 2 สมัยและชาติไทย 1 สมัย)

หลังปี 2548 ปิยะหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นนายก อบจ.ระยอง มา 2 สมัยแล้ว ด้วยความเป็นชอบฟุตบอล จึงทุ่มทุนสร้างระยอง เอฟซี จนผงาดขึ้นชั้นมาเล่นไทยลีก 1

ทีมผู้บริหารทีมม้านิลมังกร ส่วนใหญ่มาจาก “ซุ้มบ้านค่าย” ประกอบด้วย เดชาธร รูปเลขา ส.อบจ.เขต อ.นิคมพัฒนา ประธานสโมสร และ อดุลย์ นิยมสมาน ส.อบจ.เขต อ.บ้านค่าย รองประธานสโมสร

ส่วนมือทำงานตัวจริงคือ นายกตุ๊กแก” ปราโมทย์ ฉันทมิตร์ นายก อบต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย ซึ่งเป็นมือขวาของนายกช้าง

ที่น่าสนใจ GULF หรือกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ เป็นผู้สนับสนุนหลักของระยอง เอฟซี มาแต่สมัยนายกช้างเข้ามาปั้นทีม

หมอตี๋”ลูกกำนันดัง

40 ปีที่แล้ว ทั่วภาคพื้นตะวันออก ไม่มีใครไม่รู้จัก กำนันสาคร ปิตุเตชะ” แห่ง ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย

สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สาธารณสุข เล่าว่า กำนันสาครในวัยหนุ่ม รูปหล่อเนื้อหอม เป็นนักเลงไม่กลัวไคร เป็นผู้นำที่เด็ดขาด กล้าหาญกล้าตัดสินใจ มีประวัติการต่อสู้อย่างโชกโชน เสียสละแก่ส่วนรวม ใจดีต่อลูกน้องและผู้อยู่ในความปกครอง

ภาพในอดีต สาธิตกับบิดา กำนันสาคร

กำนันสาคร เสียชีวิตเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2561 ทิ้งมรดกผู้นำกลุ่มบ้านค่ายให้ลูกชาย 3 คน ได้แก่ “นายกช้าง” ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง, “ส.จ.เปี๊ยก” เศรษฐา ปิตุเตชะ ประธานสภา อบจ. ระยอง และ “ส.ส.ตี๋” หรือ “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ

ไม่น่าแปลกใจ การเมืองระยองฮิ..จึงการันตียี่ห้อ “ปิตุเตชะ” ทั้งการเมืองระดับชาติ และการเมืองท้องถิ่น

ขุนศึกบ้านค่าย

ตระกูล “ปิตุเตชะ” ยังสร้างทีมลูกหนังที่บ้านเกิด คือ สโมสรฟุตบอลบ้านค่าย ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ. ระยอง ปัจจุบัน ลงแข่งขันในระดับไทยลีก 4

ประธานสโมสรชื่อ “ส.จ.เปี๊ยก” เศรษฐา ปิตุเตชะ ประธานสภา อบจ.ระยอง ซึ่งเป็นคนบ้าบอล ไม่แพ้พี่ชาย-นายกช้าง

 เศรษฐา ปิตุเตชะ

สมัยที่ปิยะเป็น ส.ส.ระยอง เศรษฐาก็เล่นการเมืองท้องถิ่น และทำงานภาคประชาชน ด้วยบุคลิกเป็นคนกล้าสู้ กล้าชน ซึ่งครั้งหนึ่ง ส.จ.เปี๊ยก เป็นแกนนำกลุ่มคนรักบ้านเกิด ร่วมกับสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก(สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่) ต้านนิคมอุตสาหกรรมไออาร์พีซี

บ้านค่ายยูไนเต็ด

เลือกตั้งนายก อบจ.ระยอง เที่ยวหน้า ส.จ.เปี๊ยก ก็ยังคงเป็นกำลังหลักให้กับซุ้มบ้านค่าย ในการต่อสู้เพื่อให้ได้บริหารท้องถิ่นอีกสมัย

เฉพาะลูกหนังบ้านนอก ต้องลุ้นกันต่อว่า บ้านค่ายยูไนเต็ดจะได้เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก เมื่อไหร่?

อนาคตใหม่ ไร้เดียงสา เลือกตั้งท้องถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395832?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ ไร้เดียงสา เลือกตั้งท้องถิ่น

29 ตุลาคม 2562 – 09:00 น.
กระดานความคิด,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ
เปิดอ่าน 3,712 ครั้ง

อนาคตใหม่ ไร้เดียงสา เลือกตั้งท้องถิ่น คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ปรากฏการณ์ “อนาคตถอย” ของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่บางส่วน ไม่เกินความหมาย และไม่ใช่ประเด็นเปรียบเปรย “เนื้อดาบ” กับ “เศษสนิม” 

คอลัมน์นี้เคยหยิบเอาเรื่องพรรคอนาคตใหม่ จะลุยเลือกตั้งท้องถิ่นมาวิเคราะห์ และชี้ว่า การเปิดทางให้มีผู้สมัครเสนอชื่อเข้าแข่งขันในนามพรรคหลายทีม หากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีระบบการคัดเลือกที่ดีพอ ก็จะเกิดรอยร้าวภายในพรรค และภายในจังหวัด

แล้วก็เกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ นิพนธ์ แจ่มจำรัส อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 พรรคอนาคตใหม่ ก็จัดทีมผู้สมัครลงท้องถิ่น แต่เลขาธิการพรรคกลับไปเลือก 2 ทีมที่ได้รับการสนับสนุนจาก “หัวหน้าสำนักงานพรรค” ประจำจังหวัดชลบุรี

“นิพนธ์” จึงนำทีมลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทำนองเดียวกัน “เจ๊ดา” ลัดดา จตุอุทัยศรี ผู้สนับสนุน ส.ส.จันทบุรี อนาคตใหม่ ทั้งเขต 1 และเขต 2 ก็ส่งใบลาออกจากพรรค

เนื่องจากเลขาธิการพรรคไม่เลือกเจ๊ดา เป็นผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี แต่กลับไปเลือกคนของหัวหน้าสำนักงานพรรคประจำจังหวัดจันทบุรีแทน

อดีตผู้สมัคร ส.ส.นำทีมลาออก

เจ๊ดาจึงประกาศนำทีม “อนาคตจันท์” ชนกับทีม “อนาคตใหม่” ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.จันทบุรี วัดกำลังกันไปเลย

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นนักวิชาการด้านกฎหมาย และช่ำชองเรื่องพรรคการเมืองแนวทางเลือกในยุโรป อภิปรายได้ พูดได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่มาตกม้าตายกับ “การเมืองไทย”

แกนนำพรรคส้มหวาน ต่างรู้จักมักคุ้นกับ “คนวงใน” พรรคไทยรักไทย แต่ไม่เคยเก็บรับบทเรียนจากความขัดแย้งภายในพรรคของทักษิณ ชินวัตร เรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นมาศึกษา

สมัยไทยรักไทยเฟื่องฟู ใครต่อใครก็วิ่งหา อยากขอป้ายชื่อไปหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น จนเกิดไทยรักไทย 3-4 กลุ่มภายในจังหวัด “ทักษิณ” เลยตัดสินใจให้แข่งขันกันเอง พรรคจะไม่เข้าไปยุ่ง

ตอนนั้น จึงมีทีมไทยรักไทย 2-3 ทีมแข่งกัน โดยทักษิณห้ามเอาชื่อพรรคและชื่อหัวหน้าพรรคไปหาเสียง พูดง่ายๆ ใครชนะก็คือคนไทยรักไทย

ชวน หลีกภัย ได้ใช้นโยบายทำนองนี้ที่ภาคใต้ พรรคจะไม่เข้าไปยุ่ง ปล่อยให้เป็นเรื่องของแกนนำ ปชป.ในแต่ละจังหวัด เลือกตั้งนายก อบจ. จะมีคน ปชป. 5 ทีม 10 ทีมลงแข่งกัน สุดท้ายผู้ชนะก็เป็นคนของ ปชป.

กลุ่มเปลี่ยนชลบุรี อกหักจากอนาคตใหม่

ตรงกันข้าม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คิดการณ์ใหญ่ อยากล้มระบอบการเมืองอุปถัมภ์ และกวาดล้าง “บ้านใหญ่” จึงมีนโยบายจะคัดสรรผู้สมัครสวมเสื้ออนาคตใหม่ลงสนามเพียงคณะเดียวในแต่ละจังหวัด

บังเอิญการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เป็นการต่อสู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายก้าวหน้า กระแสเลือกเปลี่ยนขั้วมาแรง จนพรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส.มากถึง 80 คน

 “ธนาธร-ปิยบุตร” ก็คิดเองเออเองว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแล้ว และได้เวลาคนรุ่นใหม่ จึงวางแผนคัดเลือกผู้สมัครนายก อบจ. เหมือนพรรคการเมืองในยุโรปที่เปิดเวทีดีเบต และให้มวลสมาชิกเป็นคนเลือก

เอาเข้าจริงๆ กลุ่มแกนนำพรรค รวมถึง “เด็ก” ของรองเลขาธิการพรรคที่ประจำตามศูนย์ต่างๆ ก็ใช้วิธีกลั่นกรองตามใจชอบ มองอดีตผู้สมัคร ส.ส. หรือผู้สนับสนุนบางคน เป็นผู้หวังโหนกระแสธนาธร ไม่ใช่อนาคตใหม่ของแท้

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “คนพวกนี้คิดแบบการเมืองเก่า” หรือ “คนพวกนี้หัวนักเลง” เลยทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สมาชิกพรรคระดับล่าง

 รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้บัญญัติคำว่า “กลุ่มพลังยียาธิปไตย” หมายถึงนักการเมืองภูธร ที่เติบโตในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยกลุ่มพลังยียาธิปไตยเรืองอำนาจสุดๆ ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี 2531-2534)

ในรอบ 2 ทศวรรษนี้ ประเทศไทยผ่านการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มีการรัฐประหาร 2 ครั้ง ตัวนักการเมืองเก่าอาจล้มหายตายจากไป แต่ความคิดแบบ “ยียาธิปไตย” ยังดำรงอยู่

          โรคไร้เดียงสาของ “ฝ่ายสีส้ม” ไม่ต่างอะไรกับข้อวิจารณ์ของเลนิน ที่เขียนไว้ในโรคไร้เดียงสาของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวล้ำหน้ามวลชน และการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยในพรรคอย่างจริงจัง

ต้องเจรจา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องเจรจา

29 ตุลาคม 2562 – 08:37 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,มาตรการทางภาษี,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 238 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562

มาตรการรุนแรงอย่างที่รัฐบาลอเมริกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทำกับประเทศไทย ทั้งการส่งหนังสือ “ข่มขู่” และใช้มาตรการทางภาษี “เล่นงาน” สินค้านำเข้าจากไทยนั้น นับเป็นภาระหนักอึ้งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพิจารณาดำเนินการให้รอบคอบเพื่อผลประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ตามลำดับเรื่องราวแล้ว เริ่มจากการเปิดเผยของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.อุตสาหกรรมว่า รัส ไนซ์ลี ที่ปรึกษาทูตฝ่ายกิจการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ทำหนังสือมาแจ้งว่าการแบนสารเคมีเกษตรและกำหนดระดับของสารตกค้างขั้นต่ำสุดที่ 0% จะทำให้การส่งออกถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล องุ่น จากสหรัฐมาไทยจะหยุดลงทันที กระทบถึงอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องพึ่งพาข้าวสาลีนำเข้าจากสหรัฐ เกษตรกรไทยมีต้นทุนการผลิตกว่าแสนล้านบาทเพราะการใช้สารทดแทน

นอกจากนั้น เท็ด เอ. แมคคินนีย์ ปลัดกระทรวงเกษตรสหรัฐ ส่งหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชะลอการแบน 3 สารเคมีเกษตร โดยอ้างว่า เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสารไกลโฟเซตเป็นสารเคมีเกษตรที่ใช้กันแพร่หลาย และสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (EPA) ยืนยันแล้วว่า ไกลโฟเซตไม่ได้มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพ หากนำมาใช้ภายใต้การควบคุม แต่กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าคำขู่ผ่านเอกสารจะยังผลในทางปฏิบัติหรือไม่ก็ตาม เหตุที่เกิดตามมาติดๆ ก็คือ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า (จีเอสพี) สินค้าไทยหลายรายการ โดยอ้างว่า ไทยไม่ใช้มาตรการส่งเสริมแรงงานให้สามารถเลี้ยงชีพได้ตามสิทธิแรงงานสากล จนทำให้ภาคส่งออกไทยอาจสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาท แต่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าจะกระทบรายได้จากการส่งออกแค่ร้อยละ 0.01 เท่านั้น

กล่าวสำหรับ เรื่องแรงงานต่างด้าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยืนยันว่า ที่ผ่านมาไทยให้ความสำคัญในการดูแลแรงงานบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้ไทยอยู่ในระดับความสำเร็จมากในการแก้ปัญหาเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ แต่การเรียกร้องคุ้มครองแรงงานต้องใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับบริบทของไทย นายจ้าง และสภาพคนไทย คนต่างด้าวจะได้สิทธิมากกว่าคนไทยคงไม่เหมาะสม อย่างเช่น การตั้งสหภาพแรงงานแบบรวมอุตสาหกรรม ซึ่งแรงงานจะรวมตัวกันเป็นล้านคน มีอำนาจต่อรองสูง สำหรับประเด็นการแบนสารเคมีนั้น มูลนิธิชีววิถีตอบโต้ว่า พิจารณาจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ควบคู่กับคำตัดสินของศาลสหรัฐเองที่ให้บริษัทผลิตยาปราบศัตรูพืชจ่ายชดเชย 2,500 ล้านบาทให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง 3 รายจากการใช้ยาปราบวัชพืชผสมไกลโฟเซต และยังเหลืออีก 18,400 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม มาตรการที่สหรัฐใช้กับไทยครั้งนี้ถือว่า รุนแรงและสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยมากพอสมควร ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องดำเนินยุทธวิธีเพื่อให้ไทยเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเองก็เชื่อว่า ยังมีช่องทางในการเจรจากับต่อไป ซึ่งก็ควรเป็นไปตามนั้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไทยก็ต้องเป็นตัวของตัวเองเช่นประเทศอธิปไตยทั่วไป ดังเช่นทั้งสองกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างนั้น เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายกับรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้าใจเสียใหม่ได้ หรือถ้าไม่เป็นไปตามนี้ก็ต้องเตรียมมาตรการรับมือไว้หลายๆ ด้าน ภายใต้สภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน รวมทั้งอำนาจต่อรองในเวทีการเจรจาต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต

โรคกลัวตกขบวน 5G #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395659?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรคกลัวตกขบวน 5G

28 ตุลาคม 2562 – 11:05 น.
5G,สื่อสังคมออนไลน์,ปัญหาทางสุขภาพจิต,FOMO – Fear of missing out
เปิดอ่าน 447 ครั้ง

โรคกลัวตกขบวน 5G โดย…  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา  กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

ภาวะกลัวตกกระแสสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้หลายคนหมกมุ่นกับการเช็กข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ตลอดเวลา จนเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต เรียกกันว่า FOMO – Fear of missing out ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการแสดงออกและความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง

ตอนนี้ ในระดับประเทศก็มีภาวะที่คล้ายคลึงกัน แต่เป็นภาวะกลัวตกกระแส 5G ทำให้พยายามกระพือข่าวให้รีบเร่งประมูล 5G ทั้งที่ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่า เราพร้อมมีบริการ 5G เชิงพาณิชย์แล้วหรือยัง ที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่า เราต้องหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไปสู่ยุค 5G การเปลี่ยนผ่านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก 2G มาสู่ 3G 4G และ 5G ตามลำดับ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ช่วงทองของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละยุคอยู่ที่ประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีรุ่นใหม่ในอีก 10 ปีต่อมา จนเลิกผลิตอุปกรณ์ที่ล้าสมัยในที่สุด จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ก้าวสู่ 5G

แต่ 5G เพิ่งเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในโลกเมื่อกลางปีนี้เอง เทคโนโลยีและอุปกรณ์ใช้งานยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ประเทศที่เปิดบริการในปี 2562 และ 2563 จัดว่าเป็นประเทศลำดับแรกๆ (Early adoption) แต่การเปิดบริการในปี 2564 หรือ 2565 ก็ไม่ได้ถูกจัดว่าเปิดบริการช้า และไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคอุตสาหกรรมจากต่างประเทศตามที่มีการให้ข่าว เพราะในปัจจุบัน บริการ 5G ที่เปิดให้บริการในประเทศต่างๆ ยังมุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคทั่วไป (Consumer based) ไม่ใช่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Enterprise based) แม้แต่ในเกาหลีใต้ซึ่งเปิดบริการเป็นประเทศแรกในโลก

5G จะสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมต่างๆ ก้าวกระโดดสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่ใน 2 ปีนี้ จากการสำรวจผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลก คาดการณ์ว่า ในระยะเริ่มแรก บริการหลักที่สร้างรายได้ของ 5G จะเกิดจาก “บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง” ร้อยละ 74 “บริการอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” ร้อยละ 21 และ “บริการสื่อสารความหน่วงต่ำ” เพียงร้อยละ 5 ดังนั้นโมเดลธุรกิจของ 5G ในช่วงแรกคือการให้บริการ Immersive content เช่น AR VR และ Time slice broadcasting บริการนี้จึงเป็น Cash cow ของ 5G ระยะแรก

ส่วนการใช้ 5G ในอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ เริ่มมีการใช้ในการควบคุมทางไกลกับหุ่นยนต์หรือเครื่องจักร บริการสื่อสารความหน่วงต่ำนี้จึงเป็น Rising star ของ 5G แต่การพัฒนาบริการนี้ต้องอยู่บนฐานความร่วมมือกับอุตสาหกรรมนั้นๆ ต่างจากการเสนอขายบริการการสื่อสารสำเร็จรูปแบบดั้งเดิม และในส่วนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งก็ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาและการกำหนดมาตรฐานในระดับโลกของแต่ละอุตสาหกรรม อาทิ รถยนต์อัจฉริยะ หรืออากาศยานไร้คนขับ คงใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเห็นรูปธรรมเชิงพาณิชย์

ดังนั้น การจัดสรรคลื่นความถี่จึงไม่ใช่คอขวดที่แท้จริงของการก้าวสู่ 5G แต่เป็นตัวอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและ use case ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้รัฐอยู่เฉยๆ รอให้ 5G สุกงอมเอง เพราะอย่างที่ยอมรับกันแล้วว่า 5G ต้องอยู่บนฐานความร่วมมือ รัฐจึงต้องมีภาระในการสร้างให้เกิดความร่วมมือ

ในมาเลเซียมีการจัดตั้ง 5G Taskforce โดยเชิญทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการ ผู้ผลิตอุปกรณ์และโครงข่าย สมาคมธุรกิจต่างๆ นักวิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคม รวม 61 องค์กร กว่าหนึ่งร้อยคนร่วมอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจนี้ และยังแบ่งเป็น 4 คณะทำงาน ได้แก่ ด้านกรณีตัวอย่างทางธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริหารคลื่นความถี่ และด้านการกำกับดูแล เพื่อเตรียมการอย่างรอบด้านให้ 5G ประสบความสำเร็จต่อประเทศอย่างแท้จริง การขับเคลื่อน 5G จึงมีจิ๊กซอว์มากกว่าแค่คลื่นความถี่

อย่างไรก็ตาม เฉพาะประเด็นเรื่องคลื่นความถี่ ก็ต้องมีการเตรียมการให้พร้อม เพราะคลื่นความถี่บางย่านถูกใช้งานอยู่ก่อน การเรียกคืน-การย้ายย่านความถี่ของบริการเดิมจึงต้องใช้เวลา เช่น ย่าน 700 MHz ถูกใช้งานโดยโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ย่าน 2.6 GHz ถูกใช้งานโดยกิจการสื่อสารของกองทัพ ย่าน 3.5 GHz ถูกใช้งานโดยโทรทัศน์ดาวเทียม เป็นต้น ซึ่งการเตรียมคลื่นความถี่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปีในแต่ละย่าน หากจะเริ่มประมูลคลื่นความถี่จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า 1-2 ปี ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายคลึงกันทั่วโลก หากเราเตรียมการบริหารคลื่นความถี่ได้ดี การจัดสรรคลื่นจะลงตัวกับพัฒนาการเชิงพาณิชย์ของ 5G อย่างพอดี

การเปิดบริการ 5G ที่เร็วไปไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายใด ยกเว้นผู้ขายอุปกรณ์และโครงข่าย ที่กระพือข่าว 5G อย่างต่อเนื่องเพื่อยอดขายของตน แต่สำหรับค่ายมือถือ หากอุปกรณ์ใช้งานยังมีไม่มาก Immersive content ยังไม่เพียงพอ การลงทุน 5G คือการก่อหนี้ทันที แต่ต้องรอรายได้ในอนาคต ต่างจากการประมูล 3G และ 4G ที่มีอุปกรณ์พร้อมและมีความต้องการใช้งานรออยู่ ทำให้สร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ปีแรกของการเปิดบริการ

การแก้ปัญหาความไม่พร้อมของ 5G ด้วยการประกาศลดราคาคลื่นความถี่ไม่ใช่ทางออกที่ดีของประเทศ แน่นอนว่าราคาคลื่นความถี่ที่แพงไปย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม แต่ในทางกลับกัน ราคาที่ต่ำไปก็ส่งผลต่อประโยชน์ของรัฐ การกำหนดราคาคลื่นความถี่จึงต้องอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่การลดราคาเพื่อให้ค่ายมือถือรับคลื่นความถี่ไปแบกไว้โดยไม่ก่อรายได้ เพราะนั่นไม่ต่างจากการขายคลื่นความถี่ราคาถูกเพื่อให้มีการกักตุนคลื่นเพื่อกีดกันผู้ประกอบการหน้าใหม่

ผู้ประกอบการรายใหม่มีโอกาสเกิดยากมากอยู่แล้ว เพราะทิศทางบริการ 5G ในปัจจุบันจะเป็นการผสานการใช้งานโครงข่าย 4G ด้วย ไม่ใช่โครงข่ายเฉพาะของ 5G ต่างหาก (5G Non-standalone) และการสื่อสารด้วยเสียงผ่าน 5G (Vo5G) จะมีอุปสรรคในการสื่อสารกับโครงข่าย 2/3G แต่มีปัญหาน้อยกับโครงข่าย 4G ดังนั้น ผู้ให้บริการที่ไม่มีโครงข่าย 4G อยู่ก่อนจะแข่งขันได้ยาก

เราจึงไม่ควรตกอยู่ภายใต้ภาวะ FOMO จนทำให้ 5G คลอดก่อนกำหนดหรือท้องไม่พร้อม แต่ต้องเตรียมความพร้อมให้เกิด 5G ที่ก่อประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

Fact-Checking ทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Fact-Checking ทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง

28 ตุลาคม 2562 – 10:50 น.
Fact-Checking,รู้ลึกัยจุฬาฯ
เปิดอ่าน 275 ครั้ง

Fact-Checking ทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

การระบาดของ ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปลอมผ่านโซเชียลมีเดียกลายเป็นประเด็นถกเถียงถึงการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อเพื่อป้องกันอันตราย ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนร้ายหรือผู้แสวงหาผลประโยชน์จากข้อมูลและทรัพย์สินของเรา ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน สื่อใหม่ และผู้ใช้สื่อต้องผนึกกำลังต่อสู้กับข้อมูลเท็จโดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการเผยแพร่สื่อใดๆ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข่าวอย่างถูกต้อง

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ The International Fact-Checking Network, Poynter Institute for Media Studies รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา จึงจัดเสวนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ “Fact-Checking Forum and Workshop” เพื่ออภิปรายบทบาทของการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 24 และ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา อธิบายบริบทสื่อยุคใหม่ในสังคมไทยว่ามีความหลายหลาก มีลักษณะจำเพาะ และมีความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ

“แพลตฟอร์มของสื่อยุคใหม่ของไทย ถูกใช้แสดงภาพลักษณ์ที่แตกต่าง และมีวัตถุประสงค์ที่เจาะจง เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งถือว่าได้กลายเป็นสื่อมวลชนแทนที่สื่อโทรทัศน์ ขณะที่ทวิตเตอร์ ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นเพื่อเผยแพร่ข่าวอย่างรวดเร็ว ส่วนไลน์ เน้นการส่งข้อความพูดคุย และเป็นสื่อที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จจำนวนมาก”

อาจารย์พิจิตรา ยังยกตัวอย่างกรณีข่าวเหตุการณ์กู้ภัยที่ถ้ำหลวงเมื่อปีที่แล้วว่าเป็นภาพสะท้อนการเสพสื่อของคนไทยที่ค่อนข้างชื่นชอบข่าวเน้นอารมณ์ ข่าวดราม่า รวมถึงข่าวเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ แต่ถึงแม้ว่าคนไทยจะชอบการเสพสื่อรูปแบบเนื้อหาดังกล่าว แต่สังคมไทยก็ยังต้องการข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง เพราะต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

“เช่นเรื่องข่าวกัญชา คนก็อยากรู้นะ หรือแม้แต่เรื่องการเมืองคนก็อยากรู้ข้อเท็จจริง แต่ด้วยบริบทบางอย่างทางสังคมไทยที่กดทับพอสมควรทำให้เราอยู่ในฐานที่คาดเดาไม่ได้ มีความไม่แน่นอน และควบคุมไม่ได้ หลายคนเลยต้องไปพึ่งกับสิ่งที่ไม่จริง เช่นเรื่องผี เรื่องหวย แทน”

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเปิดโอกาสให้เกิดข่าวที่ไม่มีสารประโยชน์ ไปจนถึงการสร้างข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ การตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact Checking ในสังคมไทยจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและ “ไม่ง่าย” เพราะมีปัจจัยหลายประการที่ไม่เอื้อต่อการให้ตรวจสอบได้ เพราะสภาพสังคมที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองสูง รวมถึงระบบการเมืองปัจจุบัน ทำให้หลายคนใช้ชีวิตด้วยความระแวงในการเลือกเชื่อข้อมูลที่ได้รับจากสื่อโซเชียล และอยู่กับความรู้สึกที่ว่าไม่ได้มีอำนาจและความสามารถในการกำหนดนโยบายได้ด้วยตนเอง

“นโยบายจะแก้อะไรก็ถูกล็อกหมด หรือว่าวันดีคืนดีก็มีรัฐประหาร คนไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่จะตอบคำถามได้คือการเอาเรื่องบุญ เรื่องบาป จากชาติปางก่อนมาใช้ตอบคำถาม”

ความท้าทายสำหรับสื่อในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การแข่งขันกับความรวดเร็วในการสื่อข่าว การเฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือประเด็นที่เกินความสามารถในการตรวจสอบ เช่นข้อมูลที่แชร์กันบนโลกออนไลน์ ที่สำคัญผู้รับสารหลายคนเองก็เลือกที่จะเชื่อชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเองโดยที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นทางการ แต่ทั้งนี้ความไว้ใจในข้อมูลทางการก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้เช่นกัน

“โดยทั่วไปข้อมูลของภาครัฐมักจะได้รับความน่าเชื่อถือในกรณีประเทศเกิดวิกฤติ เพราะคนต้องการข่าวสารข้อเท็จจริงมากกว่าแหล่งข่าวอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องความเห็นการเมือง ภาครัฐ คนก็จะไม่เชื่อขนาดนั้น”

กระนั้นก็ตาม อาจารย์พิจิตรายืนยันว่าหน้าที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องเริ่มต้นที่สื่อมวลชน แม้ว่าการทำให้ประชาชนทุกคนรู้เท่าทันสื่อเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่เป็นข้อท้าทายที่สื่อมวลชนต้องทำ โดยเฉพาะในปัจจุบัน ข่าวลวง ข่าวเท็จจำนวนมากสามารถก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อคติที่นำไปสู่ความเกลียดชังและภาพเหมารวมเชิงลบต่อคนบางกลุ่ม เข้าข่าย ประทุษวาจาหรือ Hate Speech จึงเป็นหน้าที่สื่อที่จะช่วยคัดกรอง และค้นหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข่าวที่ถูกต้อง มีคุณภาพและเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน

“สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนเผยแพร่ ตัวนักข่าวเองมีหน้าที่ไม่นำเสนอข่าวดราม่า กึ่งเล่นกึ่งจริง ไม่มีสาระ ทำข่าวเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ จริงอยู่ที่ว่าธุรกิจข่าวก็ต้องดิ้นรน ตอบสนองความต้องการ วิธีคิดของคนไทย แต่นักข่าวก็ควรมีหน้าที่นำเสนอความจริงให้มากที่สุด ไม่ควรเอาอะไรง่ายๆ จากออนไลน์มานำเสนอ และต้องควบคุมข่าวเท็จ ข่าวปลอมที่สร้างปัญหา” อาจารย์พิจิตรากล่าวสรุป

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง

28 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง,น้ำทวม,นาข้าว
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง โดย… สิริศักดิ์ สะดวก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน

น้ำท่วมข้าวยังไม่พอมาถูกทรายถมที่นาซ้ำอีก หลังลดพอเห็นทรายโผล่แทนนาข้าวรู้สึกท้อแท้ เพราะที่นาไม่เคยถูกทรายถม เคยถูกแต่น้ำท่วมข้าวตาย ส่วนบริเวณที่นาถูกทรายถมเพราะว่าพนังขาดช่วงวังขอนโกนทำให้น้ำไหลแรงไหลเชี่ยว สภาพก็อย่างที่เห็น พอทรายถมที่นาก็เลยมาปลูกมันแกว ซึ่งจะปลูกประมาณ 1 งาน และปลูกถั่วดินหรือถั่วลิสงอีกประมาณ 3 ไร่ เพื่อทดแทนนาข้าวที่ถูกทรายถม เกิดมาก็ไม่เคยปลูก

สถานการณ์น้ำท่วมนอกเหนือจากน้ำไหลบ่าท่วมนาข้าวเสียหายแล้ว หลังน้ำลดหลายพื้นที่จะพบเห็นคันนาผุด พื้นที่นาซึ่งมีต้นข้าวเน่าเสียหาย แต่มีอีกพื้นที่หนึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนไม่เจอหลังน้ำลดคือหาดทรายโผล่ถมต้นข้าวและที่นาหลายร้อยไร่บริเวณริมลำน้ำยัง ไม่หลงเหลือสภาพของความเป็นทุ่งนา ชาวบ้านบางรายต้องปลูกถั่วลิสง และมันแกว เพื่อทดแทนนาข้าวที่หายหมดเพราะทุ่งนามีแต่ทราย

ที่ผ่านมาลำน้ำยังเป็นสาขาของแม่น้ำชี มีต้นกำเนิดที่บ้านดงหมู อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ บริเวณเทือกเขาภูพาน ดงบังอี่ และดงแม่เผด ที่ชาวบ้านเรียกกัน โดยครอบคลุมพื้นที่ อ.เขาวง อ.ห้วยผึ้ง อ.นามน อ.กุฉินารายณ์ อ.สมเด็จ กิ่ง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์, อ.โพนทอง อ.เมยวดี อ.หนองพอก อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด, อ.ทรายมูล และไหลบรรจบกับแม่น้ำชีในเขต อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร มีความยาวโดยรวมประมาณ 225 กิโลเมตร

บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ติดลำน้ำยัง และมีอาชีพหลักคือการทำนา และเลี้ยงวัว ควาย แต่ในฤดูทำนาเสร็จจะมีความลำบากในการหาหญ้า เพราะเป็นช่วงฤดูน้ำหลากที่จะต้องนำวัว ควาย ขึ้นไปเลี้ยงบนพนังกั้นลำน้ำยัง โดยเฉลี่ยแล้วจะมีวัว ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงทั้งหมู่บ้านประมาณ 40-50 ตัว จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวถึงจะทยอยนำไปเลี้ยงตามทุ่งนา ตลอดจนการหาปลาก็ถือได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งของพรานปลาที่จะอาศัยช่วงฤดูกาลน้ำลดเอาเครื่องมือตามความถนัดลงหาปลาในลำน้ำยัง เป็นวิถีชีวิตที่ชาวบ้านท่าเยี่ยมปรับตัวให้สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติและฤดูกาล

ในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ทั้งแม่น้ำชีและลำน้ำยังได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและชุมชนเป็นวงกว้าง แต่หลังจากน้ำได้ลดลงทำให้หลายพื้นที่เหลือแต่ตอข้าวและคันนาผุดให้ดูต่างหน้า โดยเฉพาะลำน้ำยังแล้วหลายหมู่บ้านกลับเห็นทรายโผล่ทับที่นาซึ่งบางพื้นที่สูงเป็นเมตรสร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้านที่ถูกหาดทรายถมที่นารวมทั้งสิ้น 2 ตำบล ได้แก่ วังหลวง และนาแซง รวม 10 หมู่บ้าน เกษตรกร 68 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 529 ไร่ พื้นที่รอรับความช่วยเหลือตามระเบียบฯ จำนวน 356.3 ไร่ ซึ่งเป็นข้อมูลของคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.เสลภูมิ เห็นควรให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อขออนุมัติเงินช่วยเหลือจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดร้อยเอ็ด (ก.ช.ภ.จ.ร้อยเอ็ด) เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรกรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกได้ถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุ ทุกชนิดทับถมจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยมีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ ทั้งนี้ราคาไม่เกิน 7,000 บาท

ในขณะที่บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 ต.วังหลวง เป็นหนึ่งในสิบหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากทรายถมที่นาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ติดกับลำน้ำยังและจุดที่พนังกั้นน้ำขาด 3 จุด โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 22 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 139.1 ไร่ พื้นที่ได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบฯ เป็นจำนวน 94.3 ไร่

ธงสิน ธนกัญญา อายุ 63 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม เล่าว่า ทรายที่เราพบปริมาณมากนี้เรียกว่าทรายขี้เป็ดซึ่งเป็นทรายที่ใช้สำหรับนำไปปรับพื้นที่ก่อนเทพื้น หรือถมถนน เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะกระแสน้ำพัดมาแรงทำให้พนังกั้นน้ำขาด 3 จุด คือ วังปากขอนโกน ทิศตะวันออกของหมู่บ้าน วังขอนสัก ทิศเหนือของหมู่บ้าน ตาดปากแหว่ง ทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่ผ่านมาในปี 60-61 นั้นเวลาน้ำท่วมพนังขาดก็มีทรายพัดมาเหมือนกันแต่ไม่มากขนาดนี้

ส่วนการจัดการกับทรายถมที่นาชาวบ้านจัดการกันเองได้โดยการปรับทรายให้เข้ากับดินในที่นานั้นๆ แต่ปีนี้ทรายมามาก มองว่า ต้นลำน้ำยังบริเวณเทือกเขาภูพาน ดงบังอี่และดงแม่เผด เดิมจะมีทรัพยากรป่าไม้ธรรมชาติไว้คอยยึดหน้าดินไว้ทำให้เมื่อเวลาเข้าช่วงฤดูฝนต้นไม้เหล่านั้นจะทำหน้าที่โดยรากจะดูดซับน้ำบางส่วนชะลอให้น้ำได้ไหลช้าลงและยึดหน้าดินไว้ไม่ให้พังทลายไหลลงมาพร้อมกับกระแสน้ำ ปัจจุบันป่าไม้เหล่านี้ถูกทำลายกลายเป็นพื้นที่ต้องกลับมาฟื้นฟูป่าทำให้ไม่มีต้นไม้ยึดหน้าดินไว้เวลาน้ำหลากมาจึงทำให้หน้าดินถูกน้ำเซาะและไหลเร็วเกิดเป็นทรายจำนวนมากในพื้นที่ ประกอบกับบริเวณที่พนังกั้นน้ำขาดนั้นเป็นบริเวณช่วงคุ้งน้ำซึ่งทำให้เห็นว่าพนังกั้นน้ำเริ่มขาดติดต่อกันมาหลายปีต่อเนื่องในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยข้อเสนอรัฐควรที่จะมีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำอย่างจริงจังเพื่อให้คืนสภาพพื้นที่ป่าและช่วยชะลอน้ำช่วงฤดูน้ำหลากและป้องกันดินสไลน์ด้วยเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด

เช่นกันกับ ทองบาง วีระสอน อายุ 57 ปี ชาวบ้านท่าเยี่ยม เล่าว่า มีที่นาถูกทรายถมจำนวน 10 ไร่ ใต้ทรายที่เรายืนคือข้าวเหนียว กข.6 และข้าวเจ้ามะลิ แต่เราคงไม่เห็นหรอกเพราะถูกทรายถมหายหมด น้ำท่วมข้าวยังไม่พอมาถูกทรายถมที่นาซ้ำอีก หลังลดพอเห็นทรายโผล่แทนนาข้าวตนเองรู้สึกท้อแท้เพราะที่นาไม่เคยถูกทรายถม เคยถูกแต่น้ำท่วมข้าวตาย ส่วนบริเวณที่นาถูกทรายถมเพราะว่าพนังขาดช่วงวังขอนโกนทำให้น้ำไหลแรงไหลเชี่ยวสภาพก็อย่างที่เห็น พอทรายถมที่นาก็เลยมาปลูกมันแกวซึงจะปลูกประมาณ 1 งาน และปลูกถั่วดินหรือถั่วลิสงอีกประมาณ 3 ไร่ เพื่อทดแทนนาข้าวที่ถูกทรายถมเกิดมาก็ไม่เคยปลูก นี่เป็นครั้งแรกเพราะคิดว่าพืชชนิดนี้คงเหมาะกับพื้นที่ทรายไม่ต้องใช้น้ำ ส่วนเรื่องทรายก็อยากเอาออกจากที่นาให้เร็วแต่ก็ต้องรอเงินช่วยเหลือจากภาครัฐมาก่อน อยากจะจัดการทรายเองอยากปรับที่นาให้เหมือนเดิม

คงเป็นอีกปรากฏการณ์หลังน้ำลดแต่ปัญหาน้ำลดกลับสร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้านที่ถูกทรายพัดถมนาจนแทบมองไม่เห็นร่องรอยของนาตนเอง ลักษณะการเกิดทรายของน้ำจืดจากข้อมูลของทรัพยากรแร่ที่ 3 สำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ทรายจะปรากฏโดยอยู่โดยทั่วไปตามธรรมชาติ เกิดกระบวนการร่วนซุยและจากกระบวนการผุพังสลายตัวทางธรรมชาติ แหล่งสะสมทรายของทรายน้ำจืด จะเป็นบริเวณที่ตะกอนร่วนซุยจากการผุพังของหินมาสะสมรวมกันอยู่ แต่เมื่อมีการทำงานของกระแสน้ำก็จะเกิดการพัดพาทรายไปสะสมตัวอยู่ในลักษณะและบริเวณต่างๆ เช่น สะสมตัวอยู่ในท้องน้ำ บริเวณริมฝั่งน้ำและตะพักลำน้ำ บริเวณทับถมของตะกอนน้ำพา บริเวณส่วนโค้งของลำน้ำที่งอกยื่นออกไป บริเวณสันดอนกลางแม่น้ำ ทางน้ำพารูปพัด บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง ทรายที่ถูกพัดพามาสะสมตัวเป็นแหล่งทรายนี้ ถ้าอยู่ในที่ราบจะมีการสะสมตัวแบบตะกอนน้ำรูปพัดแบบสะสมตัวในที่ราบน้ำท่วม และแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากการเคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศทางของลำน้ำ จากลำน้ำที่กว้างใหญ่และตรงกลายมาเป็นลำน้ำคดโค้งและแคบ เนื่องจากการสะสมตัวของตะกอนทรายที่ขวางทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลงเกิดการกัดเซาะตลิ่งเป็นลำน้ำโค้งตวัดและทะเลสาบรูปแอกแหล่งสะสมทรายที่เปลี่ยนไปปรากฏเป็นรูปทรายที่อยู่ห่างไกลออกไปจากแม่น้ำปัจจุบัน

เป็นอีกข้อมูลที่สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของชาวบ้านถึงปรากกฏการณ์ที่ทรายพัดพามากับน้ำท่วมครั้งนี้อาจจะมีหลายปัจจัยตามเหตุผลข้างต้น แต่สิ่งที่ชาวบ้านพยายามสะท้อนให้ฟังก็เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานรัฐควรนำกลับไปคิดและควรหาแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยคือกระบวนการชะล้างหน้าดินในช่วงฤดูฝนของต้นลำน้ำยังที่ไม่มีต้นไม้ยึดไว้

คนละเรื่องเดียวกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395646?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนละเรื่องเดียวกัน

28 ตุลาคม 2562 – 10:25 น.
คนละเรื่องเดียวกัน,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 1,210 ครั้ง

คนละเรื่องเดียวกัน คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย..  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

“เหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ดันประจวบเหมาะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน”

เรื่องแรก เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ปรากฏข่าวเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ส่งจดหมายมายังรัฐบาลไทย ไล่ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงไปถึงระดับรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาสำคัญขอให้ทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้แบนสารพิษ โดยเฉพาะสารพิษที่ชื่อ “ไกลโฟเซต”

เนื้อหาจดหมาย ยกสารพัดเหตุผลต้องทบทวน เช่น ฝ่ายไทยยังศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่ดีพอบ้าง หากไทยแบนสารดังกล่าวจะส่งผลให้เกษตรกรต้องหาสารตัวอื่นทดแทนในราคาสูงขึ้นบ้าง รวมถึงผลกระทบสหรัฐในการส่งออก ถั่วเหลือง ข้าวสาลี มายังไทย เพราะสหรัฐยังมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชตัวนี้อยู่

ทันทีที่จดหมายดังกล่าวส่งตรงถึงตึกไทยคู่ฟ้า องค์กรต่อต้านสารพิษ เช่น มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เปิดโปงเบื้องหลังจดหมายฉบับดังกล่าวเป็นแค่ “รายงานเอสี่” ของผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรฯ สหรัฐ ที่เคยทำงานให้แก่บริษัทยาฆ่าหญ้าของสหรัฐมานาน 19 ปี

“พูดง่ายๆ ผช.รมต.รายนี้ ใช้ตำแหน่งทางการเมืองออกมาปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทยาฆ่าหญ้ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ นั่นเอง”

“ไบโอไทย” จึงพยายามสื่อสารถึงรัฐบาลว่า อย่าตื่นตูม อย่าอ่อนไหวไปกับ “กระดาษเอสี่” เพราะเขาก็ทำกับทุกประเทศ และฝ่ายไทยต้องแสดงจุดยืนให้มั่นคงต่อการแบนสารพิษ ซึ่งปรากฏว่า “บิ๊กตู่” โยนให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตอบจดหมายนั้นแล้ว

ขณะที่ บรรดารมต.ที่เคยประกาศกร้าวแบนสารพิษ ดูจากอาการ ณ ขณะนี้ คงยืนยันเหมือนเดิม เดินหน้าออกกฎกระทรวงให้มีผลบังคับใช้ภายในต้นเดือนธันวาคม 2562

แต่คราวนี้ เรื่องที่สองตามมา เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เช่นกัน มีรายงานจากทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำประกาศรื้อฟื้นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี แก่หลายประเทศ

หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ไทยแลนด์” อยู่ด้วย ต้องถูกตัดสิทธิพิเศษสินค้า 500 กว่ารายการ รวมมูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเลทุกประเภท ถูกระงับจีเอสพีเหี้ยน โดยอ้างว่าเกิดจากปัญหาสิทธิและสวัสดิการแรงงาน

ฝ่ายไทยโดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว พร้อมมอบหมายให้ กีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงรายละเอียดในวันนี้ (28 ต.ค.)

ท่ามกลางคำถาม สองเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นความบังเอิญหรือเปล่า …อสนีบาต…ตอบได้เลย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน แต่เป็นความตั้งใจของพวก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ซึ่งสหรัฐทำกับทุกประเทศ

“นี่คือมาตรการตอบโต้ผู้แข็งขืน ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา”

อย่างที่บอก เป็นความตั้งใจอย่างสุดซึ้งของอเมริกาแน่นอน เพราะต้นเดือนพฤศจิกายน จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงเทพฯ

นอกเหนือจาก ผู้นำจากจีน ญี่ปุ่น ตอบรับเดินทางมา พล.อ.ประยุทธ์ หมายมั่นปั้นมืออยากให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาเยือนด้วย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า “รอการยืนยัน”

แต่ที่แน่ๆ สหรัฐวางยุทธศาสตร์เรื่องนี้ไว้ โดยส่งม้าเร็วมาก่อน นั่นคือ เดวิด อาร์ สตีลเวลล์ ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก จะมาถึงกรุงเทพฯ วันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และการประชุม อินโด-แปซิฟิก บิสิเนส ฟอรั่ม เป็นเวลารวม 4 วัน

เมื่อสามเดือนก่อน “พ่อคนนี้” เคยแวะมาตึกไทยคู่ฟ้า แต่ไม่ได้พบ “ลุงตู่” โดยได้คุยกับ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 30 นาที พร้อมเผยว่าเป็นการหารือถึงการประชุมอินโด-แปซิฟิก ฟอรั่ม ที่จะมีการประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน

ต้องการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็น ทั้งความเคลื่อนไหว ข้อเรียกร้องสหรัฐ ล้วนถาโถมเข้าใส่รัฐบาลไทยแบบหวังผล

ยิ่งในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน 4-5 พฤศจิกายน ย่อมมีเวทีพูดคุยในระดับทวิภาคี ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของสหรัฐจึงต้องปล่อยประเด็นปัญหาทั้งหมดออกมาก่อนเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

คราวนี้กลับมาที่ “ลุงตู่” จะหาทางออกต่อปมปัญหาทั้งหมดอย่างไร ทั้งจุดยืนแบนสารพิษ และการเคลียร์ปมจีเอสพีสินค้าไทยกว่า 500 รายการ

ส่วน “ทรัมป์” จะเดินทางมาไทยหรือไม่ เลิกลุ้นไปก่อน ตอนนี้ผลประโยชน์ชาติสำคัญกว่าครับ