“ขายหน้า” ที่ไม่ได้น่าอาย แถมยังได้เงินเกือบ 4 ล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608943

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

"ขายหน้า" ที่ไม่ได้น่าอาย แถมยังได้เงินเกือบ 4 ล้าน

บริษัทในอังกฤษขอซื้อ “ใบหน้า” ของมนุษย์ที่ดูมีความใจดีและเป็นมิตรเพื่อนำไปใช้เป็นใบหน้าหุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุขายทั่วโลก

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าภายในปี 2050 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าประชากรสูงอายุตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านคน จาก 900 ล้านคนในปี 2015 ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นบริษัทเทคโนโลยีพากันผลิตหุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุออกมาหลากหลายรูปแบบ ที่รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายมนุษย์ที่สุดน่าจะเป็นหุ่นยนต์โซเฟียที่สามารถแสดงสีหน้าได้ถึง 60 แบบ

โซเฟีย

แต่ใบหน้าของโซฟีก็ยังเกิดจากการออกแบบขึ้นมา

ทว่าในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัทเทคโนโลยีเจ้าหนึ่งกำลังจะนำใบหน้าของมนุษย์ไปใช้เป็นแบบใบหน้าของหุ่นยนต์เพื่อผู้สูงอายุ

บริษัทด้านวิศวกรรม Geomiq ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ประกาศตามหาใบหน้าที่ดู “ใจดีและเป็นมิตร” เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบของใบหน้าหุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุให้กับบริษัทผลิตหุ่นยนต์ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อแห่งหนึ่ง โดยใบหน้าที่ได้รับเลือกจะได้รับค่าตอบแทน 100,000 ปอนด์ หรือราว 3,982,769 บาท แลกกับการอนุญาตให้บริษัทนิรนามใช้ใบหน้ากับหุ่นยนต์ได้ตลอดไป

Geomiq เผยรายละเอียดเบื้องต้นว่า ใบหน้าที่ตรงตามเงื่อนไขจะถูกนำไปผลิตเป็นหุ่นยนต์เพื่อจำหน่ายไปทั่วโลก ส่วนบริษัทผลิตหุ่นยนต์ที่ให้ Geomiq ช่วยคัดสรรใบหน้าให้นั้นมีประสบการณ์พัฒนาหุ่นยนต์มาแล้ว 5 ปี โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่จากเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน และมีแผนจะจำหน่ายหุ่นยนต์ที่ใช้ใบหน้าของมนุษย์เป็นต้นแบบภายในปี 2020

สำหรับ Geomiq เองนั้นเป็นสตาร์ทอัพด้านวิศวกรรมที่ก่อตั้งเมื่อปี 2017 โดย แซม อัล มุกห์ตาร์ และวิลเลียม โฮเยอร์ มิลลาร์

อย่างไรก็ดี การสรรหา “ใบหน้าที่ใช่” ครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย อาทิ เหตุใดจึงต้องใช้ใบหน้าของมนุษย์จริงๆ เพราะเราสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างหน้าตาของหุ่นยนต์ให้ดูเหมือนใบหน้าของมนุษย์จริงๆ ชนิดที่แทบจะแยกไม่ออกทีเดียว

กู้ภัยเกาะไวท์ของนิวซีแลนด์สะดุด หลังภูเขาไฟยังคงปะทุต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608921

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 14:47 น.

กู้ภัยเกาะไวท์ของนิวซีแลนด์สะดุด หลังภูเขาไฟยังคงปะทุต่อเนื่อง

ทางการนิวซีแลนด์ยังไม่สามารถเดินหน้าภารกิจกู้ภัย 9 นักท่องเที่ยวที่เหลือบนเกาะไวท์ที่เกิดเหตุภูเขาไฟปะทุได้ คาดเสียชีวิตทั้งหมด

ทางการนิวซีแลนด์จำเป็นต้องยุติการค้นหาและกู้ภัยนักท่องเที่ยวซึ่งเชื่อว่ามีอีก 8 คน ที่ยังสูญหายบนเกาะไวท์ (White Island) หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุภูเข้าไฟบนเกาะได้เกิดการปะทขึ้นมาอย่างหนัก พร้อมปล่อยควันขาวและเถ้าถ่านขึ้นสู่อากาศ จนเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวที่อยู่บนเกาะขณะนั้นราว 50 คนได้รับผลกระทบ

แม้ว่าหลังเกิดเหตุได้ไม่นาน ทางการได้ส่งทีมช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่แต่ก็มีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ขณะที่อีก 30 คนได้รับบาดเจ็บ จำนวนนี้ 25 สาหัส ส่วนที่เหลือได้รับการช่วยเหลือได้ทัน

อย่างไรก็ดียังคงหลงเหลือผู้สูญหายอีก 9 ราย ซึ่งทางการคาดว่าอาจเสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าภารกิจกู้ภัยได้ เนื่องจากศูนย์เฝ้าระวังแผ่นดินไหวของนิวซีแลนด์รายงานว่า ยังพบแรงสั่นสะเทือนและภูเขาไฟยังมีสถานะอันตรายพร้อมพ่นกลุ่มควันแก๊สพิษอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาเกรงว่าภูเขาไฟอาจปะทุรุนแรงได้อีกภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งกระทบต่อภารกิจค้นหาผู้สูญหาย

ด้านนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น แถลงในวันนี้ว่า ได้พูดคุยกับทีมกู้ภัยแล้วและทุกคนพร้อมปฏิบัติหน้าที่และกระตือรือร้นอย่างมากที่จะกลับไปบนเกาะเพื่อค้นหาร่างของผู้สูญหายกลับสู่อ้อมอกของครอบครัว

อย่างไรก็ดี กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิตที่กู้ร่างขึ้นมาได้แล้วนั้นกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยถึงขณะนี้สามารถระบุอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้แล้ว 2 รายเป็นนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย

Photo : NZHERALD / AFP

Bougainville โหวตท่วมท้น ลงมติเป็นเอกราชจากปาปัวฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608909

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 13:40 น.

Bougainville โหวตท่วมท้น ลงมติเป็นเอกราชจากปาปัวฯ

เกือบ 98% ของชาวบูเกนวิลล์ ลงประชามติขอแยกตัวเป็นเอกราชจากปาปัวนิวกินี กลายเป็นประเทศน้องใหม่ของโลก

ชนพื้นเมืองบนเกาะบูเกนวิลล์ ซึ่งมีสถานะปัจจุบันเป็นดินแดนปกครองตนเองของปาปัวนิวกีนี กำลังจะมีอนาคตที่เปลี่ยนหลังจากผลการลงประชามติเอกราชที่มีการลงคะแนนไปเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ประกาศผลอย่างเป็นทางการโดยพบว่า ผู้ลงคะแนนชาวบูเกนวิลล์เกือบ 98% จากทั้งหมด 181,000 เสียง เห็นชอบการแยกตัวออกเป็นเอกราชจากปาปัวนิวกินีการลงประชามติครั้งนี้มีอยู่สองทางเลือกคือ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปาปัวนิวกินีต่อไปแต่จะได้อิสระในการปกครองตนเองมากขึ้น หรือการเป็นเอกราชโดยสิ้นเชิงจากปาปัวนิวกินี โดยผู้ลงคะแนนเสียงจำนวน 176,928 คะแนนโหวตให้เป็นเอกราช

ขณะที่ 3,043 ต้องการให้ยังคงอยู่กับปาปัวนิวกินี แต่ได้เสรีภาพในการปกครองตนเองมากขึ้น และอีก 1,096 ไม่ออกเสียง

การลงประชามติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในปี 2011 ซึ่งถือเป็นการยุติสงครามกลางเมืองอันนองเลือดระหว่างชาวบูเกนวิลล์กับรัฐบาลปาปัว นิวกินี ที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15,500 คน

สำหรับเกาะบูเกนวิลล์ (Bougainville Island) เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยจัดเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะโซโลมอน ถูกจัดเป็นดินแดนปกครองตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปาปัวนิวกินี

ผลการลงประชามติขอแยกตัวเป็นเอกราชดังกล่าว จะส่งผลให้ในอนาคตบูเกนวิลล์เป็นประเทศเกิดใหม่ที่น่าจับตามองจากนักลงทุนอย่างมาก เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และยังไม่รุกล้ำจากภายนอก รวมถึงกลายเป็นประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างสหรัฐ จีน และออสเตรเลีย

สภาผู้แทนฯแจ้ง 2 ข้อหาคดีถอดถอนทรัมป์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608898

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

สภาผู้แทนฯแจ้ง 2 ข้อหาคดีถอดถอนทรัมป์

เดโมแครตยกสองข้อหาถอนถอนทรัมป์คือ ใช้อำนาจมิชอบ และ ขัดขวางการทำงานของคองเกรส

แกนนำพรรคเดโมแครตซึ่งคองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ประกาศบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งแล้วด้วยสองประเด็นหลักคือ ใช้อำนาจในทางมิชอบจากกรณียูเครน และพยายามขัดขวางการทำงานของสภาคองเกรส

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยนาย Jerry Nadler ประธานคณะกรรมาธิการยุติธรรมสภาคองเกรส พร้อมด้วยนางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนฯสหรัฐ และแกนนำบางส่วนจากพรรคเดโมแครต

ก่อนหน้านี้เดโมแครตได้ชั่งน้ำหนักประเด็นที่เตรียมยื่นฟ้องร้องทรัมป์ใน 4 ประเด็น ซึ่งรวมถึงกรณีการมีส่วนรวมกับรัสเซียเพื่อแทรงแซงการเลือกตั้งภายในสหรัฐ จากคำให้การของนายโรเบิร์ต มูลเลอร์ อดีตผอ.เอฟบีไอ แต่ทว่าสุดท้ายเดโมแครตก็ตัดสินใจใช้สองประเด็นหลักๆในการยื่นญัตติถอดถอนทรัมป์คือการใช้อำนาจในทางมิชอบ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสภาคองเกรส

ตามที่ระบุไว้ในบัญญัติที่หนึ่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจในทางมิชอบ ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีของฝ่ายบริหารที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสหรัฐ และทำลายความสมบูรณ์ของประชาธิปไตยในสหรัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ

แกนนำพรรคเดโมแครต

ขณะที่ข้องฟ้องร้องในบทบัญญัติที่สองตอนหนึ่งระบุว่า ตลอดประวัติศาสตร์สหรัฐ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใด ใช้คำสั่งคัดค้านหรือขัดขวางกระบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ พฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์พยายามวางตัวเหนือความรับผิดชอบ เหนือชาวอเมริกัน และเหนือกระบวนการของรัฐสภา .. เป็นประธานาธิบดีที่วางตัวเองเหนือกฎหมาย กระบวนการฟ้องร้องนี้เพื่อให้ชัดเจนว่าไม่มีใครแม้แต่ประธานาธิบดีจะอยู่เหนือกฎหมายได้

ความคืบหน้านี้จะถือว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นผู้นำสหรัฐคนที่สี่อย่างเป็นทางการ ที่ถูกสภายื่นฟ้องร้องเริ่มต้นกระบวนการถอดถอนอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้คือ ปธน.แอนดรูว จอห์นสัน ซึ่งรอดพ้นจากการถอดถอนโดยการโหวตของวุฒิสภาอย่างหวุดหวิด เช่นเดียวกับปธน.บิล คลินตัน ส่วนปธน.ริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกก่อนที่วุฒิสภาจะดำเนินการโหวต

ท่าทีดังกล่าวของเดโมแครตส่งผลให้ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาเกี่ยวกับ 2 ข้อหาที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ยื่นถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า ปธน.ทรัมป์หวังให้วุฒิสภาจะตัดสินให้เขาพ้นผิด เนื่องจากเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด

ข้อฟ้องร้องในสองข้อหาดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปคือคณะกรรมาธิการตุลาการจะลงมติต่อญัตติในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแบบเต็มคณะ ซึ่งคาดว่าสส.คองเกรสจะมีการอภิปรายและลงมติอย่างเป็นทางการในช่วงสัปดาห์หน้าหรือก่อนวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส

สหรัฐขึ้นแบล็กลิสต์ ผบ.สูงสุด เมียนมา ฐานเอี่ยวละเมิดสิทธิโรฮีนจา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608887

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 10:37 น.

สหรัฐขึ้นแบล็กลิสต์ ผบ.สูงสุด เมียนมา ฐานเอี่ยวละเมิดสิทธิโรฮีนจา

สหรัฐขึ้นบัญชีดำห้าม 4 นายพลกองทัพเมียนมา ข้อหามีส่วนทารุณโรฮีนจา ขณะที่ “ซูจี” ขึ้นให้การศาลโลกสู้ข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รัฐบาลสหรัฐโดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง ได้มีคำสั่งประกาศคว่ำบาตรบุคคลต่างชาติ 20 เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยจำนวน 20 คนนี้ มี 4 คนที่ถือเป็นผู้นำทางทหารระดับสูงของเมียนมา

4 รายดังกล่าวรวมถึงพลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา และผู้นำทางทหารระดับสูงในทัพเมียนมาอีก 3 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐมาแล้ว จากข้อหาที่สหรัฐระบุว่า ผู้นำทัพเมียนมาทั้ง 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยโรฮีนจา

ภายใต้คำสั่งคว่ำบาตรใหม่ จะรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในสหรัฐ รวมถึงห้ามทำธุรกรรมใดๆกับสหรัฐ ไม่ว่าเป็นสถาบันการเงิน หรือนิติบุคคล

คำสั่งดังกล่าว มีขึ้นในวันเดียวกับที่นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา อยู่ระหว่างปรากฎตัวที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในกรุงเฮก ของเนเธอร์แลนด์ ในการสู้คดีที่ถูกแกมเบีย ประเทศมุสลิมในแอฟริกาเป็นผู้ยื่นฟ้องว่า ทางการเมียนมาได้กระทำการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนชาวโรฮีนจา

การปรากฏตัวต่อศาลโลกของนางซูจี ได้ถือว่าเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเธอไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเป็นสตรีซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่ด้วยท่าทีที่นิ่งเฉยต่อปัญหาโรฮีนจา ทั้งเธอยังออกมาปกป้องการกระทำของเจ้าหน้าที่กองทัพเมียนมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเธอจากนานาชาติและนานาองค์กรระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากนานาชาติถึงท่าทีของเธอต่อปัญหาโรฮีนจา แต่ในระหว่างการปรากฏตัวที่ศาลโลก ได้มีผู้สนับสนุนบางส่วนรอให้กำลังใจเธออยู่ด้านหน้าที่ทำการศาลโลกในกรุงเฮก เช่นเดียวกับที่นครย่างกุ้ง ต่างก็มีผู้สนับสนุนเดินขบวนให้กำลังใจเธอไปในหลายเส้นทางของนครย่างกุ้งเช่นกัน

เมื่อคำถามของนางงามกลายเป็นเรื่องตบตีทางการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608873

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 19:46 น.

เมื่อคำถามของนางงามกลายเป็นเรื่องตบตีทางการเมือง

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยมีปฏิกิริยากับคำถามฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น บทเวที Miss Universe เพราะคำถามนั้นเป็นคำถามการเมือง และเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองเสียด้วย

ปฏิกิริยานี้มีตั้งแต่เห็นใจฟ้าใสที่ได้คำถามยาก บางคนพอใจกับคำตอบของเธอ บางคนให้กำลังใจ และบางคนกระฟัดกระเฟียดกับคำตอบของเธอ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเพราะไม่ถูกใจเป็นการส่วนตัว

หลายคนโยงไปถึงเรื่องการเมืองว่าบ้านเมืองไม่เป็น “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” เราจึงไม่ได้เป็น Miss Universe แล้วโจมตีรัฐบาลว่าเป็นเหตุให้ฟ้าใสตกรอบ บางคนคนเชียร์ให้นักการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบไปขึ้นเวทีบ้าง เพราะเชื่อว่าตอบได้ดีกว่า

คำถามนางงามจึงกลายเป็นสงครามน้ำลายทางการเมืองในบ้านเราไปอย่างไม่น่าเชื่อ

คำถามก็คือทำไมคนไทยต้องวุ่นวายกับคำตอบของนางงาม? เราวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะคำถามของกองประกวด Miss Universe เป็นคำถามการเมืองมากขึ้นทุกปี และคำถามเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนทั่วโลก ไม่เฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น

เพียงแต่เมื่อคำถามนี้ออกมาจากปากตัวแทนคนไทยในเวทีการประกวด มันทำให้คนไทยรู้สึกว่าคำตอบควรจะเป็นสิ่งที่สะท้อนความเห็นสาธารณะของคนไทย แต่ปัญหาก็คือ ประเทศไทยมีความแตกแยกทางการเมืองรุนแรง ทุกวันนี้เราแทบไม่เห็นใครที่จะสร้างฉันทามติทางการเมืองได้เลย

ต่อให้ฟ้าใสเป็นที่รักของคนทั่วไป แต่ถ้าเธอตอบคำถามไม่ตรงกับใจของแฟนการเมืองกลุ่มต่างๆ เธอก็จะถูกโจมตีอยู่ดี แน่นอนว่ารัฐบาลก็ย่อมต้องถูกโจมตีด้วย เพราะคนไทยมีทักษะสูงในการโยงเรื่องอะไรก็ตามในจักรวาลนี้ไปให้รัฐบาลรับบาป

ไม่เฉพาะแต่รัฐบาลพลังประชารัฐ ต่อให้เป็นรัฐบาลเพื่อไทย หรือรัฐบาลอนาคตใหม่ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือไม่ชอบคำตอบของนางงาม แต่รัฐบาลต้องถูกด่าแทน

กลับมาที่คำถามของกองประกวด Miss Universe เราจะพบว่าคำถามเริ่มเป็นประเด็นร้อนๆ มากขึ้นทุกปี ใครที่ตอบไม่ฉะฉาน หรือไม่ก็ตอบไม่ถูกใจกรรมการจนต้องตกรอบ (บางคนยังตอบไม่ถูกใจคนในประเทศจะต้องถูกตามมาตำหนิไล่หลังอีก)

เช่นเมื่อปีที่แล้ว นางงามจากปวยร์โตรีโก เจอคำถามว่า “นักข่าวหลายร้อยคนทั่วโลกถูกจำคุกในปีนี้ เนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพวกเขา ทำไมเสรีภาพสื่อถึงสำคัญ?”

เธอตอบว่า “สื่อมวลชนมีไว้เพื่อแจ้งข้อมูลให้เราทราบ งานของพวกเขาคือให้ข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกในขณะนี้ พวกเขาควรมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะสามารถรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยจะต้องไม่ลืมว่าพวกเขาต้องมีความเห็นอกเห็นใจ เพราะมีคนมากมายที่กำลังทุกข์ทรมานจากปัญหาต่างๆ ในโลกนี้”

ปวยร์โตรีโกตอบได้ดี (โดยไม่วายทิ้งอารามณ์นางามใจดีในตอนท้าย) และไม่ต้องพบแรงกดดันเพราะปวยร์โตรีโกเป็นเครือรัฐของสหรัฐอันเป็นประเทศเสรี แต่คำตอบของเธอก็ยังไม่ดีพอที่จะได้มงกุฏ แบบนี้ก็คงโทษไม่ได้ว่าปวยร์โตรีโกไม่เป็นประชาธิปไตย

นางจากเวียดนามเจอคำถามหินยิ่งกว่าเพราะเป็นประเด็นร้อนระดับโลกในเวลานั้น เธอถูกถามว่า

“การเคลื่อนไหว #MeToo ทำให้เกิดวิวาทะระดับโลก บางคนมีปฏิกริยาตอบโต้โดยบอกว่าโลกของเราหมกมุ่นกับการเมืองมากเกินไป คุณคิดว่าการเคลื่อนไหว #MeToo ล้ำเส้นเกินไปหรือไม่?” แต่เธอตอบอย่างง่ายเกินไปว่าไม่เห็นล่าล้ำเส้น และผู้หญิงควรได้รับการปกป้องและมีสิทธิ ซึ่งคำตอบนี้ไม่ผิด แต่ไม่ได้สะท้อนความซับซ้อนของขบวนการ #MeToo

นางงามจากฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดได้คำถามว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้แคนาดาได้เข้าร่วมกับอุรุกวัยในฐานะประเทศที่สองในโลกที่ผ่านกฎหมายกัญชาเสรี คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย?”

ส่วนนางงามจากแอฟริกาใต้เมื่อปีที่แล้วได้คำถามว่า “หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบกับการเพิ่มขึ้นของผู้อพยพเข้าเมือง คุณคิดว่าประเทศต่างๆ ควรจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยที่ได้รับอนุญาตข้ามเขตแดนของตนหรือไม่?”

หากเราไม่ลำเอียงจนเกินไป จะเห็นได้ว่าคำถามของนางงามฟิลิปปินส์มีความ “ร้อน” ทางการเมืองและทางสังคมน้อยที่สุด ส่วนคำถามของนางงามแอฟริกาใต้ ถ้าเป็นนางงามจากปวยร์โตรีโกได้ไป คำตอบของเธอจะสร้างปัญหาในทันที เพราะคนปวยร์โตรีโกก็มีปัญหาเรื่องเผชิญกับกระแสการต่อต้านชาวฮิสแปนิกและการต่อต้านผู้อพยพในสหรัฐ หรือหากนางงามรัสเซียได้คำถามของปวยร์โตรีโกไป เธออาจจะอ้ำๆ อึ้งๆ เอาได้ เพราะรัสเซียมีปัญหาเรื่องกดขี่ผู้สื่อข่าวอย่างร้ายแรง

ย้อนกลับมาดูคำถามของฟ้าใส ปวีณสุดา คำถามที่เธอได้ไปคือ “การจับตารัฐบาล (Government surveillance) นั้นนำมาใช้ในหลายๆ ประเทศเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนของพวกเขาให้ปลอดภัย แต่บางคนเชื่อว่านี่เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเรา อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับคุณระหว่างความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย?”

อันที่จริงคำถามนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับไทย แต่เป็นคำถามที่ทุกรัฐบาลตกเป็นจำเลย เช่น สหรัฐมีกรณีอื้อฉาวของการดักฟังโทรศัพท์และข้อมูลออนไลน์ หรือกรณี NSA และเมื่อพิจารณาคำถามดีๆ จะทราบว่าคำถามนี้เล็งไปที่จีน ซึ่งมีระบบ Government surveillance ที่ทรงประสิทธิภาพมาก ซึ่งรัฐบาลจีนมีเหตผลในเรื่องการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในการทำเช่นนี้

เมื่อวิเครราห์ลงไปอีก คำามถนี้ดูจะเฉียดๆ ประเด็นปัญหาของหัวเหวย (Huawei) ที่ถูกโลกตะวันตกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพจีนและมีระบบ 5G ที่อาจจะกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้

สำหรับประเทศไทยนั้น เรามีระบบ Government surveillance ที่ย่ำแย่เอามากๆ ถึงขนาดเคยมีข่าวเรื่องกล้องดัมมี่ในกรุงเทพฯ แถมยังเสียเงินติดป้ายบอกประชาชน (หรือโจร) ด้วยว่าพื้นที่นี้มีกล้องวงจรปิด รวมถึงยังมีกล้องที่ควรจะใช้งานได้แต่จับภาพอะไรไม่ได้อีก

หรือแม้แต่การตรวจสอบข่าวปลอมของรัฐบาล ซึ่งถือเป็น Government surveillance อย่างหนึ่งก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะข่าวปลอมก็ยังชุกชุมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นเราอนุมานได้ว่ารัฐบาลไทยไม่มีประสิทธิภาพนักในการตรวจสอบว่าประชาชนทำอะไรบ้าง

คำตอบของฟ้าใสแบ่งรับแบ่งสู้ระหว่างความั่นคงและเสรีภาพส่วนบุคคล อันที่จริงคนไทยควรจะดีใจที่ตัวแทนของเรารักษาน้ำใจของฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายอนุรักษ์นิยมเอาไว้ แม้ไม่ได้มงกุฏแต่เธอแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่คนไทยควรมี แค่การรู้จักวิเคราะห์ถ่วงดุล ไม่ใช่ว่าจะต้องมาดราม่ากันทุกเรื่องโดยไม่ได้ใตร่ตรองเหตุและผล

วิธีทรมานสุดโหดของCIAในประเทศไทย ค่ายลับที่ไทยไม่ยอมรับว่ามี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608851

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 16:18 น.

วิธีทรมานสุดโหดของCIAในประเทศไทย ค่ายลับที่ไทยไม่ยอมรับว่ามี

อาบู ซูบัยดาห์ (Abu Zubaydah) เป็นอดีตนักโทษก่อการร้ายที่ถูกควบคุมตัวไว้โดยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐ ที่ถูกจับการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายเครือข่ายอัลกออิดะห์ครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์ 9/11 และต่อมาถูกส่งตัวไปคุมขังไว้ที่ฐานทัพเรืออ่าวกวนตานาโม

แต่ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวไปยังกวนตานาโม เขาถูกควบคุมตัวไว้นานถึง 4 ปีที่โดย CIA และถูกทรมานอย่างหนักหน่วงที่นั่นสถานที่ดังกล่าวเป็นฐานลับของ CIA ที่อยู่ในเมืองไทย ปรากฎในรายงานข่าวการเปิดโปงของ The Washington Post โดยเรียกฐานลับเหล่านี้ว่า Black site หรือไซต์ดำ

ฐานลับเหล่านี้มีหลายแห่ง โดยมีชื่อฐานว่า “Cat’s Eye” หรือ “Detention Site Green” อยู่ในฐานทัพอากาศอุดร จ. อุดรธานี ซึ่งสหรัฐเคยใช้งานช่วงสงครามเวียดนาม

ซูบัยดาห์ถูกส่งตัวมายังไซต์ลับในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ซึ่งที่นี่เขาถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เขาถูกวอเตอร์บอร์ดถึง 83 ครั้ง และยังต้องเผชิญกับเทคนิคการทรมานอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการบังคับให้เปลือยกาย การอดนอน การกักตัวในกล่องดำเล็กๆ การกีดกันอาหารแข็ง การบังคับให้อยู่ในที่ตึงเครียด และการถูกทำร้ายร่างกาย

จอห์น คิริอาคู (John Kiriakou) อดีตนักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่คดีของ CIA ยืนยันว่าในขณะที่ซูบัยดาห์อยู่ในการควบคุมของ CIA เขาถูกยัดเข้าไปในโลงศพแล้วให้อยู่อย่างนั้นนาน 2 สัปดาห์ จากนั้นเจ้าหน้าที่เทแมลงสาบบนตัวเขาเพราะรู้ว่าเขากลัวแมลงสาบ

ระหว่างการสอบปากคำซูบัยดาห์ ประธานาธิบดีบุชเกิดทราบว่าเขากำลังใช้ยาแก้ปวดเพื่อรักษาบาดแผล บุชจึงพูดกับผู้อำนวยการ CIA ว่า “ใครอนุญาตให้เขาใช้ยาแก้ปวด?”หลังจากนั้นมีรายงานว่า ซูบัยดาห์ถูกปฏิเสธยาแก้ปวดในระหว่างการสอบสวน

หลังจากถูกปล่อยมานานหลายปีโดยไม่ได้ถูกดำเนินคดีเขาก็ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากกวนตานาโม จนกระทั่งทนายความของเขาคือ มาร์ก เดินโบซ์ จึงเปิดเผยรายงานเรื่อง “How America Torture (อเมริกาทรมานคนอย่างไร) พร้อมกับวาดภาพการทรมานในค่ายลับประเทศไทย เพื่อบรรยายสิ่งที่ซูบัยดาห์ต้องประสบเมื่ออยู่ในเงื้อมมือของ CIA (ส่วนวิดีโอเทปการสอบสวนของซูบัยดาห์นั้นถูก CIA ทำลายไปในปี 2548)

หนึ่งในภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักโทษเปลือยและผูกติดกับเตียงผ้าใบหยาบๆ ร่างกายของเขาถูกรัดตรึงไว้อย่างแน่นหนาในขณะที่เขาถูกทำวอเตอร์บอร์ด (waterboarded) ซึ่งเป็นการทารมานด้วยการราดน้ำลงบนใบหน้าเหยื่อที่คลุมไว้ด้วยผ้าขนหนู ทำให้เกิดอาการสำลักน้ำเหมือนจมน้ำบนบก

อีกภาพหนึ่งแสดงให้ว่า ข้อมือของเขาถูกมัดไว้ที่เสาสูงเหนือศีรษะจนเขาต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายเอาไว้ไม้ให้แขนถูกดึง ขณะที่ขาของเขาก็มีแผลยาวที่ขาซ้าย ท่ามกลางเสียงโหยหวนที่ออกมาจากปากของเขาเอง อีกภาพหนึ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ผู้สอบสวนโขกศีรษะของเขากับผนัง

จนถึงเวลานี้ ซูบัยดาห์ก็ยงถูกควบคุมตัวไว้ แม้จะมีข้อมูลจากการสืบสวนสอบสวนระบุว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอัลกออะห์ และไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11

สาวฟินแลนด์วัย34ปี เป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608828

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

สาวฟินแลนด์วัย34ปี เป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก

ด้วยวัยแค่ 34 ปี ซานนา มาริน (Sanna Marin) กำลังจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก หลังจากที่เธอเข้ารับการสาบานตนต่อรัฐสภาฟินแลนด์ในวันนี้ แต่อายุจะยังน้อย แต่เธอไม่ได้ขาดประสบการณ์ทางการเมืองเลย

เธอคนนี้เคยดำรงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และมีชื่อเสียงในฐานะนักการเมืองที่พูดจาตรงไปตรงมาโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีในฐานะผู้นำของสภาท้องถิ่นของเมืองตัมเปเร บ้านเกิดของเธอซึ่งเธอเข้ารับตำแหน่งในปี 2555 อายุเพียงแค่ 27 ปี

การที่มารินขึ้นสู่จุดสุดยอดของผู้นำรัฐบาลฟินแลนด์ หมายความว่าเมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยในปีหน้า จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคของฟินแลนด์มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าพรรคทั้งหมด โดยมารินยังจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 ของฟินแลนด์ และยังทำให้เธอเป็นหนึ่งในผู้นำมีอายุต่ำกว่า 35 ปีด้วย

แต่มารินไม่เพียงแต่เป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของฟินแลนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นประมุขที่อายุน้อยที่สุดในโลกด้วย แซงหน้าหน้านายกรัฐมนตรีโอเล็กซีย์ ฮอนชารุก (Oleksiy Honcharuk) นายกรัฐมนตรียูเครนซึ่งปัจจุบันอายุ 35 ปี

Photo by Vesa Moilanen / Lehtikuva / AFP

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2562 มารินได้รับเลือกจากพรรคสังคมประชาธิปไตยที่เธออยู่สังกัด เพื่อแทนที่นายกรัฐมนตรี อันท์ติ รินเน ซึ่งลาออกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากความล้มเหลวในการจัดการกับปัญหานัดหยุดงานประท้วงขององค์กรไปรษณีย์

มารินมีปฏิกริยาต่อคำถามเกี่ยวกับอายุของเธอว่า

“ฉันไม่เคยนึกถึงอายุหรือเพศของฉัน ฉันนึกถึงแต่เหตุผลที่ฉันเข้าสู่การเมืองและเรื่องที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง” เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าว

พรรคสังคมประชาธิปไตยครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน 2562 หลังจากเอาชนะพรรคฟินน์ (Finns) พรรคการเมืองฝ่ายขวาต่อต้านผู้อพยพ ในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน

นักวิจารณ์บางคนมองว่าชัยชนะเป็นชัยชนะของแนวคิดเสรีนิยมและอุดมการณ์สังคมที่เท่าเทียมในฟินแลนด์ ต่อพรรคการเมืองที่ต่อต้านผู้ลี้ภัยและต้องการจำกัดผู้ลี้ภัยเข้าประเทศให้เหลือเกือบเป็นศูนย์ และพรรคที่ต่อต้านมาตรการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคสังคมประชาธิปไตยไม่ยั่งยืน เพราะตั้งแต่นั้นมา ผลการสำรวจความเห็นชี้ให้เห็นว่า พรรคสังคมประชาธิปไตยกลับได้รับความนิยมเป็นอันดับสี่ ในขณะที่พรรค Finns ได้กลายเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศ ซึ่งหมายความว่าหากมีการยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่ในเวลานี้ พรรคฝ่ายขวาจะชนะในทันที

การสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่า มารินเป็นนักการเมือง พรรคสังคมประชาธิปไตยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเธอได้กล่าวว่าการได้รับความไว้วางใจจากทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเธอ

Photo by Vesa Moilanen / Lehtikuva / AFP

มารินกล่าวว่าวัยเด็กของเธอมีอิทธิพลอย่างมากต่อการจัดอันดับความสำคัญทางการเมืองของเธอ

“ฉันมาจากครอบครัวที่ยากจน ไม่สามารถประสบความสำเร็จและก้าวไปข้างหน้าได้หากไม่ใช่รัฐสวัสดิการที่แข็งแกร่งและระบบการศึกษาของฟินแลนด์” เธอกล่าวกับ Helsingin Sanomat

มารินเได้รับการเลี้ยงดูโดยแม่ของเธอและครู่รักหญิงของแม่ เธอบอกว่า ‘ครอบครัวสายรุ้ง’ (ครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศ) ที่เธอเติบโตมานั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อแนวคิดของเธอเรื่อง “ความเสมอภาคความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน”

ในการสัมภาษณ์ปี 2558 มารินบอกว่าเธอรู้สึก ‘ไม่มีตัวตน’ ตอนเป็นเด็ก เพราะเธอไม่สามารถพูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวครอบครัวของเธอ

“(ตอนนั้น) มันเป็นเรื่องที่คุณไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ เราจะพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับครอบครัวสายรุ้งได้ก็เมื่อมาถึงในยุค 2000 แล้ว” เธอบอกกับนิตยสาร Me Naiset

มารินจบปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ สัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์เมื่อเดือนมกราคมปีนี้โดยยอมรับว่าเธอชอบความเป็นระเบียบทั้งในการเมืองและในชีวิตส่วนตัวของเธอ

“ฉันจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ” เธอกล่าวกับหนังสือพิมพ์ Helsingin Sanomat ของฟินแลนด์และบอกว่า “รัฐบาลมีบทบาทของตนเอง และองค์กรแรงงานก็มีบทบาทของตัวเอง การรักษาขอบเขตของเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ”

ในฐานะที่เป็นแม่ของลูกสาวอายุ 2 ขวบมารินกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า การดูแลลูกๆ จะไม่กลายเป็นภาระในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน แต่สามีก็ทำห้ฉันมั่นใจขึ้น โดยเขาบอกว่าเขาและแม่ของฉันจะช่วยกันหาทางออกว่าจะแก้ปัญหาเรื่องเลี้ยงดูลูกๆ อย่างไร”

แปลและเรียบเรียงจากFinland’s Sanna Marin, world’s youngest PM โดยสำนักข่าว AFP

ภาพปกโดยVesa Moilanen / Lehtikuva / AFP

งบประมาณญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ อัดฉีดกองทัพเพิ่มทุกปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608805

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 10:20 น.

งบประมาณญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ อัดฉีดกองทัพเพิ่มทุกปี

งบประมาณเริ่มต้นของญี่ปุ่นสำหรับปีงบประมาณ 2563 จะสูงเป็นประวัติการณ์และสูงสุดเลยหลัก 100 ล้านล้านเยน (เกือบ 28 ล้านล้านบาท) เป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม และค่าใช้จ่ายในการป้องกันที่สูงขึ้น

สำหรับงบประมาณของปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคมปี 2563 จะอยู่ที่ 101.46 ล้านล้านเยน

คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ วางแผนที่จะอนุมัติร่างงบประมาณปีถัดไปในวันที่ 20 ธันวาคม 2562 และส่งไปให้สภาสมัยสามัญพิจารณาในเดือนมกราคม 2563

งบประมาณทั้งหมดในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะจัดสรรเงินทุนสำหรับการศึกษาก่อนวัยเรียนฟรีที่จะขยายเวลาไปอีก 6 เดือน รวมถึงงบประมาณให้โครงการคืนเงินสำหรับการซื้อสินค้าที่ทำผ่านระบบไร้เงินสดรวมถึงบัตรเครดิต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค หลังจากรัฐบาลขึ้นภาษีผู้บริโภคเมื่อเดือนตุลาคม

แต่ไฮไลท์สำคัญของงบประมาณ อยู่ที่ค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.3 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นจาก 5.26 ล้านล้านเยนในปีปัจจุบัน และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภัยคุกคามนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

งบประมาณด้านการทหารที่เพิ่มนี้ รวมถึงเงินสำหรับพัฒนาเครื่องบินขับไล่ F-2 มูลค่า 1 หมื่นล้านเยน โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทคู่สัญญาจากสหรัฐและยุโรป

ทั้งนี้ งบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้น 1% ทุกปีในช่วงหลัง และคิดเป็น 5% ของงบประมาณทั้งหมด

เพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงที่เกิดขึ้นวัยรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายจ่ายประกันสังคมจึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 แสนล้านเยนจากปีงบประมาณปัจจุบัน แต่เห็นได้ชัดว่างบประมาณด้านสังคมน้อยกว่างบประมาณด้านการทหารเป็นอย่างมาก

แม้ัจะเพิ่มทงบประมาณทำลายสถิติต 2 ปีติดต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอาจเพิ่มปริมาณพันธบัตรเพื่อครอบคลุมการขาดดุล เนื่องจากรายได้จากการเก็บภาษีไม่น่าจะเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์แม้ว่าอัตราภาษีการบริโภคจะเพิ่มขึ้น 2% เป็น 10% แต่รายได้จากภาษีของประเทศสำหรับปีงบประมาณ 2563 คาดว่าจะลดลง 62.50 ล้านล้านเยน

กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นกำลังพยายามควบคุมการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านPhoto by Toshifumi KITAMURA / AFP

เรือดำน้ำไทยในอันดามัน ลำเดียวมันจะพออะไร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608773

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 19:29 น.

เรือดำน้ำไทยในอันดามัน ลำเดียวมันจะพออะไร

ทันทีที่เมียนมารับมอบเรือดำน้ำจากอินเดียมา ทำให้กองทัพเรือของไทยต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการเดินหน้าชี้แจงความจำเป็นที่ไทยจะเตรียมรับกับสถานการณ์ใหม่ และยังเตรียมใช้ฐานทัพเรือในภูเก็ตเพื่อจับตาความเคลื่อนไหวของเมียนมา

เมียนมาอาจจะไม่ใช่ศัตรูของไทย แต่การที่เพื่อนบ้านมีเทคโนโลยีทางทหารที่เหนือกว่า ก็เหมือนกับการที่เราปล่อยบ้านเปิดโล่งให้คนนอกเข้ามาเพ่นพ่านได้โดยที่เราไม่สามารถจะ “ตักเตือน” (หรือข่มขู่) อีกฝ่ายได้เลย

เมื่อเดือนเมษายน 2561 มีเรือดำน้ำไม่ทราบสัญชาติมาโผล่ข้างๆ เรือท่องเที่ยวนอกชายฝั่งภูเก็ต เล่นเอาผู้คนตกอกตกใจกัน และพยายามค้นหาว่าเป็นเรือของใคร กระทั่งลือไปว่าเป็นเรือที่ไทยเพิ่งรับมาจากจีน ซึ่งไม่เป็นความจริง ต่อมามีการชี้แจ้งว่าเป็นเรือดำน้ำของสหรัฐที่เข้าร่วมการซ้อมรบ Guardian Sea 2018

อาการตื่นตกใจสะท้อนว่าเมืองไทยไม่มีความมั่นคงใต้น้ำจนลือกันไปต่างๆ นานา และแม้การซ้อม Guardian Sea เองก็ดูขาดๆ เกินๆ เพราะเป็นการซ้อมต่อต้านเรือดำน้ำในอันดามัน โดยที่คู่ซ้อมคือไทยไม่มีเรือดำน้ำ

การซ้อมรบต่อต้านเรือดำน้ำเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับไทย เพราะน่านน้ำอันดามันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชีย “เจ้าสมุทร” ของพื้นที่นี้คืออินเดีย ซึ่งมีเรือดำน้ำ 16 ลำและมีฐานทัพเรือที่หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ไม่ไกลจากภูเก็ต (และอันที่จริงไทยกับอินเดียมีพรมแดนติดต่อกันทางทะเล)

แต่ฐานะเจ้าสมุทรของอินเดียถูกจีนท้าทาย เพราะมีเรือดำน้ำจีนมาป้วนเปี้ยนแถวอันดามันหลายครั้ง เคยไปจอดที่ท่าเรือโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา และตอนนี้จีนยังมีท่าเรือในศรีลังกาและปากีสถาน เรียกว่าวางหมากล้อมอินเดียเต็มๆ

มิหนำซ้ำอินเดียยังอาจระแวงไทยอยู่กลายๆ เพราะไทยซื้อเรือดำน้ำจากจีนและก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องจีนพยายามล็อบบี้ให้ไทยขุดคอคอดกระเป็นช่องทางลัดตัดจากทะเลจีนใต้มายังมหาสมุทรอินเดีย

ในฉากหน้า อินเดียจึงต้องพยายามดึงไทยมาร่วมเป็นพันธมิตรเอาไว้ โดยอินเดียสร้างแนวร่วมตรวจการทางทะเลจตุรภาคีระหว่างอินเดีย ไทย เมียนมา และอินโดนีเซีย ซึ่งนี่คือแกนแนวตั้ง และอินเดียยังประสานพันธมิตรแนวนอนโดยร่วมกับสิงคโปร์ในการลาดตระเวนแบบทวิภาคี จากนั้นในปีนี้ จึงมีการผสานแนวดิ่งกับแนวนอน ด้วยการจัดซ้อมรบไตรภาคีในทะเลอันดามันระหว่างอินเดีย ไทย และสิงคโปร์

นับตั้งแต่ยุคอาณานิคมในเอเชีย ไทยมีไม้ตายสำคัญที่มหาอำนาจต้องการคือคอคอดกระ ซึ่งไทยมักจะใช้เรื่องนี้มาเป็นไม้ตายต่อรองกับมหาอำนาจอยู่เสมอโดยขู่ว่าจะยกสัมปทานให้อีกฝ่ายขุด ทำให้อีกประเทศต้องยื่นข้อเสนอพิเศษสุดกว่าให้ไทย มาถึงยุคนี้คอคอดกระก็ยังเป็นสิ่งที่ประเทศใหญ่รอบข้างไทยหมายปองและระแวง เช่น กรณีของอินเดียกับจีน

การถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นกลศึกสำคัญ ไทยจึงคบทั้งอินเดียโดยซ้อมรบร่วมกันและซื้อเรือดำน้ำจากจีน เช่นเดียวกับเมียนมาที่ซื้อเรือดำน้ำจากอินเดีย แต่ให้จีนมาลงทุนสร้างท่าเรือเจาะพยู (Kyaukpyu port) ให้ตรงอ่าวเบงกอล จ่อคอหอยอินเดียเลยทีเดียว

นอกจากจีนที่ส่งเรือลึกลับมาป้วนเปี้ยนแถวมหาสมุทรอินเดียแล้ว ตอนนี้อินเดียยังใช้นโยบาย Look East policy เข้าหาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อใช้ภูมิภาคนี้ช่วยยันอิทธิพลจีน แต่เท่านั้นไม่พออินเดียยังสร้างฐานทัพเรือเพิ่มที่หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ และจะเปิดฐานทัพแห่งที่ 3 คือ INS Kohassa ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าเอาไว้เพื่อรับมือกองเรือบนน้ำและใต้น้ำของจีนในอันดามันโดยเฉพาะ

ปัญหาของไทยคือเราไม่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็งพอจะ “ไล่” ภัยคุกคามของประเทศใหญ่ที่มางัดข้อกันแถวนี้ได้ เรามีแต่การซ้อมรอบและลาดตระเวนที่ขาดยุทโธปกรณ์สำคัญ คือเรือดำน้ำ ในบรรดาประเทศพันธมิตรลาดตระเวนร่วมในทะเลอันดามัน มีแต่ไทยเท่านั้นที่ยังไม่มีเรือดำน้ำ

อินโดนีเซียมีเรือดำน้ำแล้ว 2 ลำและกำลังจะสั่งเพิ่มอีก 3 ลำ สิงคโปร์มีเรือดำน้ำถึง 2 ลำ (เดิมนั้นมีถึง 5 ลำ) กำลังสร้างอีก 1 ลำ เมียนมาเป็นประเทศล่าสุดที่ได้เรือดำน้ำมาครอง 1 ลำแล้ว และเตรียมเจรจาซื้ออีก 1 ลำจากรัสเซีย

ส่วนประเทศไทย 0 ลำ ยังไม่นับเพื่อนบ้านอาเซียนรายอื่นๆ ที่มีกันเกือบจะครบแล้ว เช่นเวียดนาม 6 ลำ มาเลเซีย 2 ลำ มีแต่ลาวที่ไร้ทางออกทะเล และฟิลิปปินส์กับกัมพูชาเท่านั้นที่ยังไม่มีเมือวัดสถานะทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศยังไม่อาจเทียบไทยได้ คำถามก็คือเมื่อไทยมีศักยภาพที่จะซื้อแล้วจะรีรออะไรอีก?

เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกที่ไทยตกอยู่ในสภาพเป็นเจ้าของจุดยุทธศาสตร์ แต่ไม่มียุทโธปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพมาปกป้อง

ความมั่นคงของชาติจะต้องฟังจากเสียงตัวแทนประชาชนในสภา หากมัวแต่ฟังเสียงชาวเน็ตเกรงว่าจะสายเกินไป เพราะตอนนี้ทั้งจีนและอินเดียใช้นโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้น และเพื่อนบ้านที่เข้ามา “เยี่ยม” น่านน้ำเราตอนไหนก็ได้ด้วยเรือดำน้ำโดยที่เราไม่ทันระวังตัว

ไทยเราไม่ใช่ลาวที่ไร้ทางออกทะเล ตรงกันข้ามไทยคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ตรงกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ การไม่มีอาวุธดีๆ มาครอบครอง ก็เหมือนบ้านที่ไม่มีรั้ว แถมยังเป็นบ้านบนทางสามแพร่งที่ใครๆ ก็มุ่งตรงเข้ามา

สรรพาวุธที่ซื้อมานั้นบางทีไม่ได้นำไปรบในทันที แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนรั้วลวดหนามที่เตือนพวกที่เข้ามาเพ่นพ่านใกล้ๆ เราได้ตระหนักว่าเข้ามาแล้วจะเจอดี