เอทีวี รถตรวจการณ์ริมหาด..เขี้ยวเล็บตร.ท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395243?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอทีวี รถตรวจการณ์ริมหาด..เขี้ยวเล็บตร.ท่องเที่ยว

25 ตุลาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ตำรวจท่องเที่ยว,เอทีวี
เปิดอ่าน 424 ครั้ง

เอทีวี รถตรวจการณ์ริมหาด..เขี้ยวเล็บตร.ท่องเที่ยว คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่สำคัญ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงกับแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และหนึ่งในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็หนีไม่พ้น “ตำรวจท่องเที่ยว”

ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) จึงมีมาตรการออกตรวจรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวตามโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” เลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย ขณะเดียวกันลักษณะทางกายภาพของแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกันไป ทั้งชายหาด เนินเขา หรือที่ลาดชัน ยานพาหนะทั่วไปไม่อาจเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวได้ ฉะนั้นรถเอทีวี (ATV) น่าจะเป็นยานพาหนะที่ตอบโจทย์กับสภาพพื้นที่ในการออกตรวจตรารักษาความปลอดภัยของตำรวจท่องเที่ยว จึงผุดโครงการ “รถ ATV เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว​”

กระทั่งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร​ คล้ายคลึง รองผบช.ทท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้ดำเนินการรับมอบรถเอทีวี จำนวน 20 คัน จากบริษัทผู้ผลิตรถนำมามอบให้เพื่อใช้ปฏิบัติการดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว​ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

พล.ต.ท.เชษฐา บอกว่า รถเอทีวี ถือเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ในโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” หรือถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างต่อเนื่องภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่ สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ ระนอง ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล จึงเป็นโครงการที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับนโยบายให้มาดำเนินการในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในสถานที่บริเวณชายหาดและบนเขาสูงที่รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึง ตำรวจท่องเที่ยวจึงต้องนำรถเอทีวีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้

สำหรับรถเอทีวีจำนวนดังกล่าวที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับมอบมานั้น จะถูกจัดสรรให้ตำรวจท่องเที่ยวในแต่ละกองบังคับการนำไปใช้ปฏิบัติหน้าที่ตามความเหมาะสม โดยแบ่งให้ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (บก.ทท.1) จำนวน 1 คัน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 (บก.ทท.2) จำนวน 8 คัน และ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (บก.ทท.3) จำนวน 11 คัน โดยมีตำรวจท่องเที่ยวจากกองบังคับการต่างๆ ร่วมรับฟังนโยบาย และข้อสั่งการเพื่อนำรถเอทีวีออกไปใช้ปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด​

ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยว หรือประชาชนท่านใดพบเห็นเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งเบาะแสมาที่สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทางตำรวจท่องเที่ยวยินดีให้บริการทุกคน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

การใช้รถเอทีวีเป็นรถตรวจการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้ตำรวจท่องเที่ยวปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และการยกระดับการท่องเที่ยวไทย..!!

รถไฟเชื่อม 3 สนามบินไฟเขียวเรียบร้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถไฟเชื่อม 3 สนามบินไฟเขียวเรียบร้อย

25 ตุลาคม 2562 – 10:50 น.
รถไฟความเร็วสูง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สนามบินสุวรรณภูมิ,อู่ตะเภา,สนามบินดอนเมือง,เด็กติดเกม
เปิดอ่าน 623 ครั้ง

รถไฟเชื่อม 3 สนามบินไฟเขียวเรียบร้อย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

โครงการยักษ์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา-ดอนเมือง เซ็นสัญญา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

บริษัทในเครือ ซีพี คือ ‘ซีพีเอช’ ได้รับสัมปทานไปโดยมีข้อสัญญาอีกมากมายในแบบธุรกิจ แต่เดิมนั้นจะมีปัญหาการส่งมอบพื้นที่แต่ในเมื่อระดับนายกรัฐมนตรีสั่งการทุกอย่างก็ไฟเขียวทุกอย่าง ไร้ปัญหา

สรุปง่ายๆ ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะลงมือทันทีและถ้าเป็นไปตามกำหนด ชาตินี้เราได้ใช้บริการแน่

ทีแรกมีปัญหานี้รัฐบาลเลยลอยตัวแต่นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ บอกว่าจะไม่ปล่อยให้เอกชนออกแรงฝ่ายเดียวแต่รัฐบาลต้องช่วยด้วย

ปัญหาใหญ่คือการส่งมอบพื้นที่ที่ รฟท.ต้องเคลียร์ให้ทัน ถ้าไม่ทันก็จะชดเชยเวลาให้ซึ่งก็ยุติธรรมดี

ในฐานะประชาชนคนไทยก็ดีใจที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีและตั้งหน้าตั้งตารอรถไฟความเร็วสูงซึ่งกำหนดแล้วเสร็จราวๆ ต้นปี 2567

หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีและอย่าเอาการเมืองหรือผลประโยชน์ต่างๆ เข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะนี่เป็นงานของชาติ

ช่วยกันสนับสนุนให้เต็มที่เพราะที่ผ่านมาทะเลาะกันมามากแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 ระวังเด็กติดเกม
 ต้องเข้าใจ-ใส่ใจ

ผมมีลูกอยู่ในวัยรุ่นและอยากจะเป็นสื่อกลางบอกพ่อแม่ ผู้ปกครองว่าต้องเอาใจใส่และเข้าใจอย่างยิ่งเลยครับ เพราะในวัยนี้เริ่มมีช่องว่างต่างคนต่างไป ที่กลุ้มใจมากคือลูกผมนอนดึกมากๆ เพราะติดเกมซึ่งเล่นกับเพื่อนๆ เราต้องการให้เขาพักผ่อนเพื่อจะได้ไม่ง่วงหรืออ่อนเพลียเวลาไปเรียน

จากการปรึกษาหมอซึ่งเป็นเพื่อนกัน ข้อมูลจาก รพ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ซึ่งอนุญาตนำมาแจ้งให้ทราบเพื่อเป็นประโยชน์และรู้ได้ว่าสัญญาณเด็กติดเกมเป็นอย่างไร ซึ่งพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ

สัญญาณความรุนแรงปฏิกิริยาตอบโต้แบบต่อต้านผู้ปกครองหากให้หยุดเล่นเกมจะขู่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นหากไม่ได้เล่นเกมตามต้องการ

สัญญาณการเสียหน้าที่ที่ควรจะเป็นตามช่วงวัย เด็กอาจมีพฤติกรรมไม่ทำหรือไม่ส่งการบ้าน ไม่ตื่นไปโรงเรียน ผลการเรียกตกต่ำ ไม่สนใจเข้าร่วมในกิจกรรมครอบครัวและไม่อยากทำกิจกรรมกับเพื่อน

สัญญาณปัญหาสืบเนื่องที่มาจากพฤติกรรมติดเกม การพยายามหาเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเกมหรือซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ตขึ้น บางรายอาจลักขโมยเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในเกม

ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ทราบและอย่าลืมว่าเราจะต้องเอาใจใส่และเข้าใจลูกหลาน ค่อยๆ พูดจากันให้รู้เรื่องจะดีกว่า
วรชัย (สีลม)

 เรียนคุณ ‘วรชัย’ สีลม
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณ ซึ่งลูกหลานติดเกมนี้เป็นปัญหาของพ่อ แม่ผู้ปกครองจริงๆ เป็นการถูกต้องแล้วที่เราจะต้องเข้าใจและใส่ใจ พูดจากันให้เข้าใจและการที่จะลงโทษหรือให้เลิกเล่นเกมในทันทีทันใดคงยากมากๆ

ข้อมูลจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ เป็นประโยชน์มากๆ เพราะเด็กติดเกมจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมจะไม่อยากนำเด็กไปพบหมอเพื่อรับคำปรึกษา เพราะลองทำความเข้าใจกันเองจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าเด็กที่ติดเกมไม่ใช่เด็กมีปัญหาแต่เป็นไปตามยุคสมัยมากกว่า แบบเด็กๆ สมัยก่อนติดการ์ตูนนั่นแหละ
อ๊อด เทอร์โบ


 ไปเที่ยวฤดูหนาว
 ต้องระวังอันตราย (ผ่านไปยังคนชอบเที่ยว)

ผมเพิ่งกลับจากเชียงใหม่ที่ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้วล่ะครับ ไปคราวนี้ได้ไปขึ้นดอยอินทนนท์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วยและอยากจะนำสิ่งที่พบเห็นมาบอกต่อจะได้เตรียมตัวและวางแผนให้ดีเพราะไปเที่ยวในฤดูหนาวมีอันตรายไม่น้อยกว่าฤดูฝนเลย

อย่างดอยอินทนนท์นี้หนาวมากครับ อากาศตอนเช้าราวๆ 5-6 องศาเท่านั้น จึงขอให้เตรียมชุดกันหนาวหากจะไปชมทะเลหมอกตอนเช้าต่อไปจะมีคนมากขึ้นเพราะต้องการดูน้ำค้างแข็งหรือที่ชาวเหนือเรียกว่าเหมยขาบ

อยากแจ้งให้ทราบว่าเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคมนี้ อากาศหนาวจัดและมีนักท่องเที่ยวไปกันมาก มีทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ ฯลฯ เต็มไปหมดจึงต้องระวังการขับขี่เป็นพิเศษเพราะหมอกลงและบางคนไม่ชำนาญทาง

จึงขอฝากให้ระมัดระวังอันตรายกันไว้ให้จงหนัก-ทุกอย่างต้องพร้อม ไม่เมาหรือง่วงอ่อนเพลียแล้วขับ เวลาทัศนวิสัยไม่ดีอย่าเสี่ยงเป็นอันขาด

ข้อสำคัญคืออย่าคิดว่าคนอื่น-คันอื่นเขาพร้อมอย่างเรา ต้องยึดคติปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด
วิโรจน์ (พิษณุโลก)


“เผดิมชัย” มีชัย “พรรคสะสมทรัพย์” กลับมาแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เผดิมชัย” มีชัย “พรรคสะสมทรัพย์” กลับมาแล้ว

25 ตุลาคม 2562 – 09:35 น.
เผดิมชัย สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์,นครปฐม,เลือกตั้งซ่อมนครปฐม,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน
เปิดอ่าน 2,138 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 25 ต.ค. 62

*****************************

เลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 นักการเมืองค่าย “สะสมทรัพย์” ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา รอดมาหนึ่งเดียวคือที่เขต 2 “เสี่ยโหน่ง” พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ลูกชายของ “เสี่ยอ้อน” ไชยา สะสมทรัพย์

ส่วนเจ้าพ่อบางเลน-ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร เขต 3, “เสี่ยหมวย” อนุชา สะสมทรัพย์ เขต 4 และ “เสี่ยเตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์ เขต 5 พ่ายยับ

ฉะนั้นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 นครปฐม จึงเป็นโอกาสให้ตระกูล “สะสมทรัพย์” ได้มีโอกาสล้างตาคู่ปรับเก่าอย่างพรรคอนาคตใหม่

พรรคสะสมทรัพย์

คงทราบแล้วว่าผลการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม (13 ตำบลของ อ.สามพราน) เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 3.7 หมื่นคะแนน จากเดิม 1.2 หมื่นคะแนน

เผดิมชัย ขอบคุณคนสามพราน

ศึกสามพรานหนที่สอง “เผดิมชัย” เดินลงสนามในพรรคชาติไทยพัฒนาก็จริง เมื่อเข้าสู่สมรภูมิกลับเคลื่อนไหวในนาม “พรรคสะสมทรัพย์” และขอให้แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ต้องเข้ามาหาเสียงในนครปฐม

เผดิมชัยวางกลยุทธ์ประหนึ่งเลือกตั้งท้องถิ่นทำให้เป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” ขายความเป็น “สะสมทรัพย์” ที่ดูแลคนสามพรานมายาวนาน ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้าน

การไม่ลงสนามของ “ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว” อดีต ส.ส.นครปฐม พรรคพลังประชารัฐ ก็เอื้อต่อกลยุทธ์ของบ้านใหญ่สะสมทรัพย์

อีกด้านหนึ่ง เผดิมชัยสรุปบทเรียน เพราะโตมาจากการเมืองอะนาล็อก เมื่อเจอการเมืองดิจิทัลก็ปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เผดิมชัยตั้งทีมงานสื่อดิจิทัลหาเสียงขึ้นมาโดยเฉพาะ

บวกกับลูกอ้อนขอเป็นหนึ่งในใจชาวบ้าน ไม่มีตั้งเวทีปราศรัย เน้นการลงพื้นที่เคาะประตูบ้านและใช้ทีมงานเดินเกมลึก “เจาะ” ทุกหมู่บ้านใน 13 ตำบล

บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ จึงได้มาอีก เสียง รวมเป็น เสียงคือ ลุงเตี้ยกับหลานโหน่ง

เหลิงและหลงในชัยชนะ

เลือกตั้ง 24 ตุลาคม 2562 เกิด “สึนามิการเมือง” ในกรุงเทพฯ จึงทะลักไปถึง อ.สามพราน และนักการเมืองหญิงโนเนม คว่ำอดีต ส.ส.ค่ายบ้านใหญ่นครปฐมแบบเหลือเชื่ิอ

เมื่อมีเลือกตั้งซ่อม เขต 5 พรรคอนาคตใหม่ กลับวิเคราะห์สถานการณ์ไม่ต่างจากเลือกตั้ง 24 มีนาคม ยังคิดเก่า ทำเก่า จึงชูแคมเปญ “1 เสียงสามพราน ล้มรัฐบาลประยุทธ์” หรือ ทนลุงไม่ไหว เลือกอนาคตใหม่”

อนาคตใหม่หาเสียงเต็มรูปแบบ

ด้วยเหตุนี้บรรดาส.ส.ค่ายสีส้มที่แห่ไปหาเสียงในสามพราน จึงปราศรัยดุดัน เกรี้ยวกราด วนอยู่กับวาทกรรมไล่เผด็จการทหาร แต่อีกฝ่ายหนึ่งมาบทพระเอกลิเก อ้อนแฟนๆ ขอหนึ่งเสียงเพื่อมาดูแลกันเหมือนเก่า

โปรดสังเกตป้ายหาเสียง “ทนลุงไม่ไหว”

ประการสำคัญตอนเลือกตั้ง 24 มีนาคม สนามนครปฐม พรรคเพื่อไทยส่งพรรคไทยรักษาชาติลงแทน แต่พรรคสาขา 2 เกิดอุบัติเหตุถูกยุบ คนเสื้อแดงอ้อมใหญ่-สามพราน จึงเลือกอนาคตใหม่

ก่อนวันเลือกตั้งซ่อม 23 ตุลาคม การโหวตไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ก่อปฏิกิริยา “พลพรรคส้มหวาน” เหยียดหยันพรรคเพื่อไทยว่า “สู้ไป กราบไป” ตามมาด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดพาดพิง “นายใหญ่ดูไบ”

คนเสื้อแดงพันธุ์แท้จำนวนไม่น้อยจึงสั่งสอนอนาคตใหม่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง มินับ “เอฟซีใจถึงพึ่งได้” ของ “วัน อยู่บำรุง” ที่หันไปเลือก “ลุงเตี้ย” แทน

ทุ่มมากหวังสูง

ศึกสามพรานหนนี้ “ธนาธร-ปิยบุตร” ส่งไป ชัยธวัช ตุลาทน” รองเลขาธิการพรรคไปดูแล และแต่งตั้งคนเดือนตุลา อำนาจ สถาวรฤทธิ์” เป็นผู้อำนวยการศูนย์เลือกตั้งซ่อม

บังเอิญ ป๋วย” ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 ก็เป็น “คนรุ่น 6 ตุลา” เลยทำให้บรรยากาศการหาเสียงจึงอบอวลไปด้วยภาษา “ซ้ายเก่า”

“อำนาจ” เคยเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 นครปฐม พรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2545 จึงได้นำเอาบทเรียนการหาเสียงแบบไทยรักไทยมาใช้

แกนนำอนาคตใหม่วาดหวังไว้สูง ตั้งเป้าเอาชนะและโกยแต้มถึง 5-6 หมื่นคะแนน หวังตบหน้าเผด็จการ เลยส่งกองทัพสีส้มลุยหาเสียง เปิดปราศรัยใหญ่ถึง ครั้ง และส่ง ส.ส. 60 คน ไปเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง

ต่างจากเลือกตั้ง 24 มีนาคม อนาคตใหม่ เขต 5 ไม่มีป้าย ไม่มีรถแห่ “จุมพิตา จันทรขจร” ภรรยาของป๋วย เดินแจกแผ่นพับไม่กี่วัน แต่ได้สึนามิการเมืองมาช่วยอุ้มได้เป็น ส.ส.

ธนาธร-ปิยบุตร” เชื่อมั่นในพลังดิจิทัล แต่หาเสียงเลือกตั้งซ่อมแบบอะนาล็อก เมื่อไร้กระแสสึนามิ จึงพ่ายบ้านใหญ่สะสมทรัพย์

ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไม่ทัน…ไม่อาจขอให้ศาลขยายเวลาได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไม่ทัน…ไม่อาจขอให้ศาลขยายเวลาได้

25 ตุลาคม 2562 – 09:16 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไม่ทัน
เปิดอ่าน 1,301 ครั้ง

ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไม่ทัน…ไม่อาจขอให้ศาลขยายเวลาได้ คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

พูดถึงการขึ้นโรงขึ้นศาล…ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ฟ้องหรือแม้กระทั่งเป็นผู้ถูกฟ้องก็ตาม คนทั่วไปจะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมีความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่สำหรับคดีปกครองแล้ว ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

เพราะการฟ้องคดีปกครองไม่มีแบบขอคำฟ้องกำหนดไว้เฉพาะ เพียงแต่ต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ โดยต้องระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี คำขอและลายมือชื่อผู้ฟ้องคดี โดยแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเท่าที่มีไปพร้อมคำฟ้องด้วย ซึ่งปัจจุบันยังสามารถยื่นฟ้องออนไลน์ทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย

นอกจากนี้การฟ้องคดีปกครองไม่ได้บังคับให้ต้องมีทนายความ และการฟ้องคดีก็ไม่มีค่าธรรมเนียมศาล ยกเว้นคดีที่มีการเรียกร้องให้ชดใช้เงินครับ

สำหรับลักษณะคดีปกครองเป็นที่ทราบกันดีว่าคือข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน หรือข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง อันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกกฎหรือคำสั่งเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ การกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง รวมทั้งคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เป็นต้น

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลรวมทั้งคู่กรณีในคดี ในกรณีที่ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสินคดีแล้ว หากผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสินซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาทบทวน โดยมีกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ไว้ คือมาตรา 73 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

กำหนดให้การคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันถึงที่สุด

จึงมีประเด็นปัญหาที่น่าสนใจว่า…ในกรณีที่คู่กรณียื่นอุทธรณ์ไม่ทันภายในระยะเวลาดังกล่าวจะสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาล และศาลมีอำนาจขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวได้หรือไม่?

โดยคดีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำพิพากษาไม่ทัน จึงยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า แม้ข้อ 6 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 จะกำหนดว่าระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือตามที่ศาลกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่กรณีมีคำขอ ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ตาม แต่เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลย่นหรือขยายระยะเวลาเพียงเฉพาะระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 หรือเฉพาะแต่ระยะเวลาตามที่ศาลได้กำหนดไว้เท่านั้น ไม่รวมถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 แต่อย่างใด

ดังนั้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งเป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 73 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมิใช่ระยะเวลาตามที่ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 กำหนด หรือระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดขึ้น ศาลจึงไม่อาจที่จะขยายระยะเวลาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอขยายระยะเวลายื่นคำอุทธรณ์ไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คร.127/2562)

คดีนี้จึงเป็นประโยชน์สำหรับคู่กรณีในคดีปกครอง ที่หากไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จะต้องรีบยื่นอุทธรณ์ให้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วก็จะถือว่าคดีถึงที่สุดทันทีโดยไม่อาจขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาได้

สำหรับระยะเวลาที่ระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดกำหนดให้อำนาจศาลย่นหรือขยายระยะเวลาได้ ท่านผู้อ่านคงจะมีความสงสัยว่ามีกรณีใดบ้าง เช่น ระยะเวลา… ยื่นคำคู่ความ การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี เป็นต้น

          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

เมื่อชะตาติดหล่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395227?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อชะตาติดหล่ม

25 ตุลาคม 2562 – 09:08 น.
ชะตาติดหล่ม,โจชัว หว่อง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยะบุตร,ช่อ
เปิดอ่าน 837 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562

คนเรายาม “ดวงตก” หยิบจับอะไรก็ดูจะติดขัดไม่ประสบความสำเร็จดังใจหมายไปทุุกอย่าง ต่อให้รวยล้นฟ้า เก่งกาจมากบารมีเมื่อถึงคราว “ชะตาติดหล่ม” ก็มีอันพังราพณาสูรกันทุกรายไป…ก็ไม่รู้สินะว่าช่วงนี้ชะตาชีวิตของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “พรรคอนาคตใหม่” ทำไมถึงได้สาละวันเตี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือนพ่อของฟ้าและพรรคส้มหวานดวงแรงสุดๆ ถึงขนาดลูกเด็กเล็กแดงยกให้เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ด้วยความหวังที่จะพาพวกเขาก้าวข้ามการเมืองแบบเก่าๆ หลังจากสร้างปรากฏการณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อนด้วยการพาบรรดา ส.ส.โนเนมเดินพาเหรดเข้าสภาได้ถึง 80 กว่าชีวิตในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

  เหมือนโชตชะตาพลิกผัน หรือเป็นเพราะลีลาความ “ฮ้าวเป้ง” เกินห้ามใจของตัวธนาธร และบรรดาแกนนำพรรคอย่างอองตวนปิยบุตร และแม่ช่อมาลีสตรีผู้ “เบะปาก” จึงทำให้ “อนาคตใหม่” กระแสดร็อปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาธรบอกได้เลยว่าสาหัสเอาการเพราะจนถึงวันนี้พ่อของฟ้ายังไม่มีโอกาสเดินเข้าสภาในฐานะส.ส.ได้อย่างเต็มตัว เนื่องจากมีชนักติดหลังในเรื่องหุ้นสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามจนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว นอกจากนี้ไอ้หนุ่มพันล้านยังประสบปัญหาเรื่องภาพลักษณ์เด็กเลี้ยงแกะจากการไม่ยอมเอาทรัพย์สินหลายพันล้านเข้าบลายด์ทรัสต์ตามที่ลั่นวาจาไว้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อตี๋เมืองไทยคิดการใหญ่อยากโกอินเตอร์ริอ่านไปเป็นคบหากับหนุ่มฮ่องกง “โจชัว หว่อง” จนถูกรัฐบาลจีนตั้้งข้อสังเกตแบบแรงๆ ว่า นักการเมืองไทยคนหนึ่งมีส่วนพัวพันกับม็อบฮ่องกงหรือไม่ ขณะเดียวกันธนาธรยังถูกจับโป๊ะแตกเมื่อถูกนักวิชาการแฉเรื่องจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะการถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับม็อบต่างชาติถือป้ายประท้วงบิ๊กตู่ในการเยือนประเทศอเมริกา…นอกจากนี้ยังมีปัญหาสารพัดสารพันที่ “ธนาธร” เข้าไปเกี่ยวข้องเยอะแยะไปหมด

  ขณะเดียวกันในส่วนพรรคอนาคตใหม่ก็เกิดเรื่องวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก จนไม่รู้ว่าจะยืดลมหายใจต่อไปได้อีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะมรสุมก้อนมหึมาที่อาจส่งผลร้ายถึงขนาดยุบพรรคในเรื่อง “สัญญาเงินกู้” ที่ธนาธรปล่อยกู้ให้แก่อนาคตใหม่มูลค่า 191 ล้านบาทเศษนั้น สามารถทำได้ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้พรรคส้มหวานยังต้องเผชิญกับปัญหาความแตกแยกของคนในพรรค ระหว่าง ส.ส.เขต กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไปถึงปัญหางูเห่าที่ตอนนี้ออกมาเลื้อยเพ่นพ่านให้เห็นกันบ้างแล้ว โดยเรื่องทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นกระทบไปถึง “ภาพใหญ่” จนส่งผลกระทบไปถึงศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม ที่ทำให้อนาคตใหม่แพ้อย่างหมดรูป เนื่องจากกระแสที่เคยเปรี้ยงปร้างกลับจุดไม่ติดไปซะงั้น

ถึงตรงนี้ไม่อยากพูดมากให้เจ็บคอ..เอาแค่คิดเล่นๆ ถ้าอนาคตใหม่ถูกยุบจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงไปถึงคะแนนรวมของทั้งประเทศ โดยเฉพาะ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กว่า 50 ชีวิตที่เข้ามาเป็นผู้แทนจากระบบจัดสรรปันส่วนนั้นจะต้องสิ้นสลายตามกันไป จากนั้นทุกคะแนนต้องถูกนำไปเกลี่ยใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลพลอยได้จะตกไปถึงบรรดาพรรคใหญ่ และพรรคอื่นๆ ของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ขณะเดียวกัน ส.ส.เขตก็ต้องเร่งหาสังกัดใหม่กันพัลวัน เมื่อถึงเวลานั้นบอกได้คำเดียวว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

หลังฉาก จอม ลาจอ ไม่แบมือขอทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลังฉาก จอม ลาจอ ไม่แบมือขอทาน

25 ตุลาคม 2562 – 08:40 น.
จอม เพชรประดับ,สายฮาร์ดคอร์,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,สุนัย จุลพงศธร
เปิดอ่าน 17,989 ครั้ง

หลังฉาก จอม ลาจอ ไม่แบมือขอทาน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

“ถึงเวลาโยนผ้า เพื่ออำลาสังเวียนแล้วครับ 5 ปีที่ต่อสู้มา บอกกับตัวเองว่าทำเต็มที่ ตามศักยภาพที่มี และทำดีที่สุดแล้ว..ครับ”

สายฮาร์ดคอร์รู้สึกช็อก เมื่อได้อ่านข้อความล่าสุด (20 ตุลาคม 2562) จากเฟซบุ๊ก “จอม เพชรประดับ” อดีตผู้สื่อข่าว และพิธีกรรายการสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามา 5-6 ปีแล้ว

หากใครได้อ่านเรื่อง “ปิดเกมจารุพงศ์-จักรภพ” ในคอลัมน์นี้เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ก็จะเข้าใจในสถานการณ์การเคลื่อนไหวของจอม เพชรประดับ และกลุ่ม Red USA

ย้อนไปหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2562 “จอม” ตัดสินใจตั้งสำนักข่าวออนไลน์เพื่อการต่อสู้ของภาคประชาชน เคียงคู่ไปกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ก่อตั้ง “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

องค์กรเสรีไทย ประเมิน คสช.ต่ำเกินไป นึกว่าไม่เกิน 2 ปี ก็ต้องมีเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก พวกเขาก็ได้กลับเมืองไทย

ในที่สุด “จารุพงศ์” ก็ถอดใจ ยุติบทบาทองค์กรเสรีไทยแบบเงียบๆ มีสองปัจจัยที่ทำให้จารุพงศ์โยนผ้ายอมแพ้ ประการที่หนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ประการที่สอง สู้ไปก็เปลืองตังค์ เพราะ “เถ้าแก่ดูไบ” ไม่ควักมานานแล้ว

แรกๆ สำนักข่าวออนไลน์ของจอม ได้รับการหนุนช่วยจากองค์กรเสรีไทย และแนวโฮมลาวของ ดร.ริชาร์ด ไชสะหมอน แต่สองปีหลัง การเงินอัตคัดขัดสน จอมจึงได้หันไปยึดอาชีพคนขับรถรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น “อูเบอร์” เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ

โชคดีของจอม ที่อาศัยอยู่แถวแคลิฟอร์เนียตอนใต้ จึงได้อาศัยใบบุญกลุ่ม Red USA ทำมาหาเลี้ยงชีพ จอมขับอูเบอร์เกือบทุกวัน (จันทร์, ศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์) ซึ่งเป็นช่วงที่หยุดทำสื่อ

พลันที่จารุพงศ์ประกาศยุติองค์กรเสรีไทย หัวใจของจอมก็ห่อเหี่ยว ประกอบสถานการณ์การเมืองในเมืองไทย ส่อเค้าว่า ฝ่ายทหารจะอยู่ยาว จึงขอโยนผ้าลาจอ ขอไปขับอูเบอร์ทั้ง 7 วันดีกว่า

ด้านหนึ่ง จอมยังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีความลำบากในการเข้าทำงานประจำ หรือได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลสหรัฐ

การยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องง่าย บางประเทศอาจจะให้การรับรองสถานะให้ผู้ลี้ภัยพำนักได้ แต่หลายประเทศไม่อาจรับรองสถานะใดๆ ให้ผู้ลี้ภัยที่เห็นต่างทางการเมืองจากไทยได้

ต่างจาก “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ตลอด 5 ปีสุนัยได้ตระเวนขอพักอาศัยตามบ้านของชาวชุมชนไทยในสหรัฐ ที่ให้การสนับสนุน หมุนเวียนไปตามรัฐต่างๆ

สุนัยมีปัญหาการเงินเหมือนจอม แต่อดีต ส.ส.คนดัง เลือกจะทำรายการวิทยุใต้ดินที่ไลฟ์ทางแฟนเพจ และอัพขึ้นยูทูบ โดยหวังส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบ และเงินบริจาคจากแม่ยกพ่อยก

การทำงานสื่อแบบสุนัย ก็ทำง่ายๆ แต่งหน้าเอง ติดตั้งฉากสตูดิโอชั่วคราว เปิดประเด็นสนทนาการเมืองผ่านกล้องโทรศัพท์ กับผู้ติดตามบนโลกออนไลน์หลายวันต่อสัปดาห์

สิ่งที่สุนัยกำลังทำอยู่นี้ มิต่างอะไรกับสุรชัย แซ่ด่าน, โกตี๋ และลุงสนามหลวง ดำเนินรายการวิทยุใต้ดินอยู่ในเมืองลาว เปิดช่องยูทูบ ขอเงินแม่ยก โดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนขบวนการปฏิวัติประเทศไทย

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อัพสเตตัส “ส.ส.สุนัย​ ผู้ลี้ภัย​ ไปรับของบริจาค​จากองค์การ​กุศล​แห่งหนึ่ง” พร้อมภาพสุนัย เข้าคิวรับของบริจาค

เจตนาที่ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” โพสต์ภาพสุนัย อดีต ส.ส.ต้องไปรับของบริจาค ก็เพื่อจะสื่อไปถึงมิตรสหายชาวเสื้อแดงให้เห็นอกเห็นใจนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย

จะว่าไปแล้ว จอม เพชรประดับ จะจัดรายการวิทยุใต้ดินแบบสุนัย ก็ทำได้ แต่ความเป็นนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ เขาคงทำไม่ได้ที่จะนั่งหน้าจอ ขอเปิดรับการบริจาคเงินทองจากแม่ยก

          หากจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างโดดเดี่ยว โดยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาก็ควรลาหน้าจอเสียดีกว่า ออกอาการเหมือนกึ่งน้อยใจกึ่งประชดมหาชนคนไทย  

แอบส่อง “เอก ต๋อม ป๊อก” ชนชั้นนำอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แอบส่อง “เอก ต๋อม ป๊อก” ชนชั้นนำอนาคตใหม่

24 ตุลาคม 2562 – 09:43 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,เอก ธนาธร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคส้มหวาน,ปิยบุตร แสงกนกกุล,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 12,567 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ต.ค..62

********************************

ความขัดแย้งภายในพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากการก่อเกิดของพรรคในเวลาอันจำกัด ใช้เวลารวบรวมไพร่พลแค่ไม่กี่เดือนก็เข้าสู่สนามเลือกตั้ง

การปรับจูนความคิดยังไม่ทันลงตัวก่อให้เกิดช่องว่างทางความคิด ระหว่างแกนนำพรรคกับผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่มีปูมหลังแตกต่างกัน ตอนหาเสียงก็สามัคคีกันสู้คู่แข่ง แต่พอได้เป็น “ส.ส.” แบบสามล้อถูกหวย ย่อมเกิดอาการไม่ลงรอยกันตามธรรมชาติของนักเลือกตั้ง

พลพรรคส้มหวาน กำลังต่อสู้กันภายในระหว่างการเมืองในอุดมคติกับการเมืองในความเป็นจริง

ระเบิดจากปักษ์ใต้

เมื่อวันก่อน “ดร.โจ” ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ชุมพร ร่ายยาวปัญหาในพรรคอนาคตใหม่ผ่านเฟซบุ๊ก Chanwit Jaisawang ตอนหนึ่งได้ชี้เป้าว่า มีการแบ่งชนชั้นในพรรค

ชาญวิทย์ ใจสว่าง

1.กลุ่มเพื่อนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค

“เป็นชนชั้นสูง จบนอก แนวคิดประเสริฐกว่าใครในไทยนี้มีอำนาจ เหนือ ส.ส. และผู้แพ้ทั้งหมด ปกครองเด็ดขาด โต้แย้งและเสนอแนะอะไรไม่ได้ไม่คุย ไม่รับฟัง ส.ส. และผู้แพ้ ในตำแหน่งตลาดล่างทุกกรณี”

2.กลุ่ม ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“..เป็นคนใกล้ชิดและสนิทกับกลุ่มชั้นสูงเท่านั้น จึงได้ลง ส่วนคนนอกที่ได้ ส.ส.เขตเข้ามา หืออือไม่ได้”

3.กลุ่มผู้แพ้ทั้งหมด 320 เขต

“เล็ดลอดไปเป็นผู้ช่วยบ้างไม่กี่คน กลุ่มนี้คือขยะในมุมมองของพรรค..”

เหตุที่คนในพรรคพูดไม่ได้รวมถึงส.ส.เขต เพราะมีการสื่อสารกันในพรรค บอกให้ทุกคนทราบว่า ทุกคะแนนที่ได้เป็นเพราะ “คนคลั่งธนาธร” จึงอย่ามาต่อรอง

เอก-ต๋อม” คู่พระกาฬ

คนในพรรคอนาคตใหม่ทราบดีว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นผู้ชี้นำทางความคิดและผู้ยึดกุมยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีของพรรค

“เอก ธนาธร” กับ “ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” 

“ต๋อม” หรือ ชัยธวัช แซ่โค้ว นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 39 และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2541 เป็นคนเรียนเก่ง มันสมองเป็นเลิศ

เอก กับต๋อม ในเหตุการณ์ 10 เม.ย.53

“เอก” ธนาธร เป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2542 และรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2543

ปี 2545 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจชัยธวัช ตุลาธน และธนาพล อิ๋วสกุล ได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน

ระหว่างนั้นบิดาของธนาธรเสียชีวิต สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาขอให้ลูกชายกลับไปช่วยดูแลธุรกิจของอาณาจักรไทยซัมมิท จึงเหลือแค่ชัยธวัชกับธนาพล ลุยงานนิตยสารฟ้าเดียวกันต่อไป

เอกกับต๋อม แกนนำพรรค

ก่อนธนาธรจะลุยการเมืองก็สุมหัวกับชัยธวัช จนตกผลึกทางความคิด และตอบรับคำเชิญของปิยบุตร แสงกนกกุล มาร่วมกันตั้งพรรคอนาคตใหม่

ต๋อม” เป็นรองเลขาธิการพรรค แต่คุม “สำนักงานพรรค” ทั่วทั้งประเทศ ส.ส.เขตหลายคนอึดอัดใจก็ตรงที่ต้องขึ้นต่อ “เด็ก” เฝ้าสำนักงานพรรค

ป๊อก-โรม” แห่งนิติราษฎร์

ป๊อก” ปิยบุตร อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นศิษย์รุ่นแรกของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งสำนักนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังจบปริญญาเอกกฎหมายจากฝรั่งเศสก็มาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์

ปิยบุตร  สมัยเคลื่อนไหวในนามนิติราษฎร์

ส่วน รังสิมันต์ โรม” หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของปิยบุตร แสงกนกกุล

“โรม” รวบรวมเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันตั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ตามมาด้วยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยและกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีโรมและเพื่อนๆ เป็นแกนนำ ด้านหนึ่งกดดัน คสช. เหมือนทำงานมวลชนคู่ขนานพรรคอนาคใหม่

โรมและเพื่อนๆ จึงอยู่ในส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 อันดับแรก รวมถึงเพื่อนนักกิจกรรมอีกหลายสถาบัน ถูกดึงมาเป็น “ผู้ช่วย ส.ส.” เต็มสภา

ด้วยเหตุนี้ “ส.ส.สอบตก” จึงโวยว่าอยู่วรรณะต่ำเตี้ยไม่ได้เป็นผู้ช่วย ส.ส. กระทั่งคนแบกกล่องเอกสารให้ผู้แทนฯ ก็ยังวืด!

บทเรียน บังคับติดจีพีเอส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน บังคับติดจีพีเอส

24 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
บทเรียน บังคับติดจีพีเอส,จีพีเอส,ขนส่งทางบก
เปิดอ่าน 1,249 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสที่ 24 ตุลาคม 2562

กรณีมีการมอบนโยบายให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปศึกษาการกำหนดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ หรือจีพีเอส เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากรถสาธารณะ 4 ประเภทที่ถูกบังคับใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว คือ รับจ้างรถบรรทุก รถตู้โดยสาร และโดยสารขนาดใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อเร่งลดอุบัติเหตุ เนื่องจากสามารถควบคุมความเร็วรถและตรวจสอบข้อมูลการขับขี่ได้ และระบุการตั้งด่านสกัดจับเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยวางแนวทางจะต่อยอดให้รถส่วนบุคคลติดตั้งจีพีเอสพร้อมทั้งให้ศึกษาเรื่องราคาอุปกรณ์จีพีเอสและค่าบริการรายเดือนจะต้องไม่แพงซึ่งจะเริ่มจากรถใหม่ก่อนและส่วนรถเก่าก็จะค่อยๆ บังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้อ้างอิงถึงราคาอุปกรณ์ปัจจุบันเหลือ 3,000 บาทค่าบริการรายเดือนเหลือ 300 บาท จนเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

มีการตั้งคำถามว่าการจะบังคับให้รถส่วนบุคคลติดตั้งจีพีเอสติดตามการเดินทางของรถเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลหรือไม่ และมีข้อดีเปรียบเทียบกับข้อเสียอย่างใดมากกว่ากัน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มภาระให้แก่ผู้ใช้รถ แม้จะให้เหตุผลข้อดีถึงการมีจีพีเอสจะทำให้อาชญากรรมน้อยลง เช่นการขโมยรถ และการกำกับความเร็วรถจากจีพีเอสจะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุได้ แต่เอาเข้าจริงจะเห็นผลเช่นนั้นหรือไม่ยังไม่ทราบได้ เพราะเมื่อดูพฤติกรรมโจรกรรมรถและจักรยานยนต์ในปัจจุบันแม้จะติดอุปกรณ์ไฮเทคขนาดไหนแต่ก็ยังถูกขโมยไปได้อยู่ดี สำหรับการลดอุบัติจากสถิติที่มีการเก็บรวบรวมพบว่าสาเหตุใหญ่ที่เกิดอุบัติเหตุมาจากคนขับที่ขาดวินัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมซึ่งเป็นจุดที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการสร้างจิตสำนึกใช้ถนน-ขับขี่ที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทางและตรงจุดที่สุด

ปรากฏว่าแนวคิดไอเดียติดจีพีเอสรถยนต์ส่วนบุคคลผ่านไปแค่ข้ามคืนในโลกออนไลน์ได้วิพากษ์วิจารณ์ท่วมท้น โดยส่วนมากไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าของรถและจักรยานยนต์ และเห็นว่าควรเป็นความสมัครใจแบบปัจจุบันดีที่สุดตามกำลังทรัพย์แต่ละคน ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบกก็ออกมาระบุว่านโยบายการให้ติดตั้งจีพีเอสกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลนั้นเป็นเพียงแนวคิดซึ่งต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อนคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาราว 1 ปี เพราะจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นวางมีกรอบหลักการในการศึกษาเรื่องนี้ว่าจะต้องเน้นให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องของการดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่และมาตาการที่ออกมาจะต้องไม่สร้างภาระต่อประชาชนเพิ่ม รวมทั้งจะต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนด้วย

ขณะที่ท่าทีของกระทรวงคมนาคมก็ได้ยอมถอยในเรื่องนี้แล้ว โดยถ้าพบว่าดีก็ทำถ้าไม่ดีก็ยกเลิกซึ่งถือเป็นการยอมรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมที่วิจารณ์อย่างกว้างขวางจนแทบไม่ต้องไปทำผลสำรวจแต่อย่างใดซึ่งบทเรียนในครั้งนี้แม้จะเป็นไอเดียที่ดีและอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการมีส่วนร่วมแก้ไขทั้งปัญหาจราจร การโจรกรรมรถและจักรยานยนต์ และเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จริง แต่ด้วยว่ามีปมสำคัญที่ไปเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายรวมไปถึงคำถามว่าเป็นการละเมิดสิทธิบุคคลหรือไม่และลามไปถึงคำถามในเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงใดหรือไม่จนจุดไฟคัดค้านท่วมท้น ดังนั้นการจะนำไอเดียในการบริหารหรือแก้ไขปัญหาด้านใดย่อมมีผลกระทบทั้งผู้เสียและผู้ได้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องไตร่ตรองรอบคอบรับฟังรอบด้านมีข้อมูลพร้อม เพราะหากสะดุดขาตัวเองย่อมกระทบความเชื่อถือได้

ข้อมูลเชิงลึก 30 ปี ไทยร้อนขึ้น-น้ำน้อยลง ท้าทายรัฐบาลลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อมูลเชิงลึก 30 ปี ไทยร้อนขึ้น-น้ำน้อยลง ท้าทายรัฐบาลลุงตู่

23 ตุลาคม 2562 – 15:40 น.
ชนิตา งามเหมือน,ปรเมศฐ์ ศตประสิทธิ์ชัย,วิกฤติภัยแล้งรุนแรง,แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2563,ปัญหาขาดแคลนน้ำ
เปิดอ่าน 1,512 ครั้ง

วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 30 ปี … ไทยร้อนขึ้น-น้ำน้อยลง ท้าทายรัฐบาลลุงตู่ โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้ชาวไร่ชาวนาได้รับคำเตือนให้เตรียมรับมือ “วิกฤติภัยแล้งรุนแรง” น้ำจะเริ่มขาดแคลนมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2562 ต่อเนื่องถึง 2563 เนื่องจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่ทำให้ผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้น ส่งผลให้ฝนตกน้อยลง สำหรับประเทศไทยผลกระทบโดยตรงจากภาวะฝนตกน้อยคือ “ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ” แทบไม่พอกับภาคเกษตร และอาจรวมถึงการอุปโภคบริโภคในปีหน้าด้วย ยิ่งไปกว่านั้นจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ข้อมูลตัวเลขเชิงลึก“โอเพ่น ดาต้า” (open data) สะท้อนให้เห็นปัญหาระยะยาวที่รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมพร้อมรับมือคือ “อุณหภูมิไทยจะร้อนมากขึ้น ส่วนปริมาณน้ำจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลกระทบภัยแล้งตั้งแต่พฤษภาคม-กรกฎาคม2562สร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีอย่างรุนแรง คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า1.5หมื่นล้านบาทและภัยแล้งอาจลากยาวไปถึงปลายปีต่อเนื่องถึงปี 2563

          กลายเป็นคำถามว่า “ภัยแล้งซ้ำซาก” ของประเทศไทยเกิดจากอะไร และจะแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างไร?

ทีมอาสาสมัครจาก “ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย”หรือ “ทีดีเจ” (TDJ)ร่วมกันสืบค้นหาฐานข้อมูลเชิงลึกและโอเพ่น ดาต้า (open data)ย้อนหลัง 30 ปี จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “น้ำ” เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ,สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน),กรมชลประทาน และแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ ฯลฯ จากนั้นนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ดาต้า 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 1 ข้อมูลอุณหภูมิ 2 ข้อมูลปริมาณน้ำฝน – น้ำในแหล่งเก็บน้ำ และ 3 ข้อมูลพื้นที่การเกษตร ซึ่งสามารถนำผลที่ได้มาอธิบายถึงสถานการณ์ภัยแล้งซ้ำซาก และภัยแล้งปี 2563 ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยในขณะนี้และในอนาคตข้างหน้า

โดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบ“ข้อมูลอุณหภูมิ”ย้อนหลังของประเทศไทย 30 ปี พบการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เนื่องจาก “อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด” มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากหลักฐานที่เคยบันทึกไว้เมื่อเดือนเมษายน 2559 ไทยมีร้อนสุด 38.3 องศาเซลเซียส เปรียบเทียบกับเดือนเมษายน2562ที่อากาศร้อนพุ่งขึ้นเป็น 41.5 องศา

ส่วนสถิติ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด ในรอบ 30 ปีที่บันทึกไว้นั้น เดือนมกราคม 2557 ประมาณ 17.2 องศาแต่ในเดือนมกราคม 2562 เพิ่มเป็น 21.3 องศา หมายความว่าอุณหภูมิประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 3 – 4 องศา จากการประมวลผลตัวเลข “อุณหภูมิเฉลี่ย” ที่ผ่านมา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 22กันยายน 2562 พบว่าทุกๆปี แนวโน้มของอุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยสูงขึ้นกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 3 – 4 องศา

ทั้งนี้ตัวเลขอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นแต่ละ “ 1 องศา” นั้นมีความหมายมาก เพราะโลกของเราเสี่ยงเกิดภาวะเรือนกระจกภาวะโลกร้อน (Global Warming) และภาวะภูมิกาศแปรปรวนนำมาสู่ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้ง พายุฝน น้ำท่วม ภัยแล้ง ฯลฯ

เมื่อนำข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิประเทศไทยมาพิจารณาร่วมกับ “ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย” ที่มากสุดของประเทศไทยในแต่ละเดือน พบว่าในเดือนกันยายน 2557 น้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 253 มิลลิเมตร เทียบกับกันยายน 2561มีปริมาณ 209 มิลลิเมตรแสดงถึงค่าเฉลี่ยที่ลดลง 44มิลลิเมตรและหากดูข้อมูลย้อนหลังในรอบ10ปี พบปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้าโดยรวมของแหล่งเก็บน้ำทุกแห่งทั่วไทย ที่ลดลงจากค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2553–2561 ประมาณ 4.3 หมื่นล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 16 กันยายน 2562 เหลือเพียง 2.2 หมื่นล้าน ลบ.ม.ลดลงไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ51 จากค่าเฉลี่ยปกติ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนทั่วประเทศไทยก็ลดน้อยลงเช่นกัน โดยเฉพาะ 3 เขื่อนหลักของไทย ได้แก่ “เขื่อนภูมิพล” “เขื่อนอุบลรัตน์” และ “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ” น้ำไหลเข้าน้อยลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน

 “เขื่อนป่าสักฯ” ข้อมูลปีที่เกิดวิกฤติแล้งรุนแรง มีน้ำไหลลงอ่างสะสม 793 ล้าน ลบ.ม. แต่วันที่ 16 กันยายน 2562 น้ำเหลือเพียง 226 ล้าน ลบ.ม.

“เขื่อนอุบลรัตน์” ปี 2558 มีปริมาณน้ำ 629 ล้าน ลบ.ม.วันที่ 16 กันยายน 2562 เหลือเพียง 278 ล้าน ลบ.ม.

“เขื่อนภูมิพล” ปี 2558 ปริมาณ 1,982 ล้านลบ.ม.วันที่ 16 กันยายน 2562 เหลือเพียง 1,295 ล้านลบ.ม.

เมื่อ “น้ำ” มีน้อยลง ผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากสุดคือ “ชาวไร่ ชาวนา” เนื่องจากสัดส่วนการใช้น้ำร้อยละ 70 ถูกใช้ไปในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะใช้ “ปลูกข้าว” ถึงร้อยละ 53จากจำนวนพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ 71 ล้านไร่ สามารถประเมินเบื้องต้นว่าต้องใช้น้ำใน 1 ฤดูกาลประมาณ 1.13 แสนล้าน ลบ.ม.หรือ คิดเป็น 138 %หมายถึงสัดส่วนที่พื้นที่ไร่นาต้องการน้ำมีจำนวนมากกว่า “ปริมาณน้ำ” ที่มีขณะนี้ถึง 38 %

“รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์”  ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ทีมอาสาสมัครทีดีเจเกี่ยวกับ“ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก” ของประเทศไทยว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติ รวมถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยที่ใช้เพื่อการเกษตรมากกว่า 70% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดพร้อมกับแนะนำ 3 แนวทางแก้ปัญหาว่า 1 ควรกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ เน้นไปยังความต้องการผู้ใช้กับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ไม่ควรใช้วิธีการหาน้ำจากพื้นที่อื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ แนวทางที่ 2 ให้ออกมาตรการห้ามปลูกข้าวนาปรังและ แนวทางที่ 3 เพิ่มองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร

ล่าสุด รัฐบาลชุดใหม่ได้จัดประชุมงบประมาณรายจ่าย “แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2563” ซึ่งจะมีการอนุมัติวงเงินให้โครงการต่างๆ กว่า 1.7 หมื่นรายการรวมเป็นเงินประมาณ1.8แสนล้านบาท

เงินภาษีคนไทยกว่า 1.8 แสนล้านบาทนั้น กำลังจะถูกแจกจ่ายไปแก้ “ปัญหาขาดแคลนน้ำ” กับ “ปัญหาน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นทุกปีซ้ำแล้วซ้ำเล่ารัฐบาลชุดใหม่ นักการเมือง ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรช่วยกัน “ขบคิดให้ลึกซึ้ง” ว่าปัญหาน้ำ โดยเฉพาะภัยแล้งซ้ำซากนั้น จะแก้ไขด้วย “โอเพ่น ดาต้า” หรือการนำข้อมูลเชิงลึกไปช่วยวิเคราะห์ได้อย่างไร เพราะ“อุณหภูมิเฉลี่ย”  30 ปีที่ผ่านมายืนยันชัดเจนว่า

ประเทศไทยร้อนขึ้นต่อเนื่อง 3 – 4 องศา ตัวเลขแต่ละองศามีความหมายลึกซึ้งมากนัก ส่งผลกระทบทุกภาคส่วนของไทย ไม่ใช่เฉพาะ “ภาคการเกษตร”

อยู่ที่ว่า “นายกบิ๊กตู่” ที่เอาเงินภาษีคนไทยบินไปร่วมเวทีประชุม “ภาวะโลกร้อน” นานาชาติมาหลายปีและหลายเวทีนั้น “เข้าใจวิธีแก้ปัญหา” มากน้อยเพียงไร !?!

ปรเมศฐ์ ศตประสิทธิ์ชัย

       “ปรเมศฐ์ ศตประสิทธิ์ชัย” นักวิเคราะห์ข้อมูลจากทีมอาสาสมัครทีดีเจ อธิบายถึงการนำ “ดาต้า” มาหาความสัมพันธ์กันตั้งแต่ปี 2557ถึงปี 2561แล้วจำลองภาพเป็นกราฟเส้นออกมา (data visualization)ทำให้เห็นว่าลักษณะกราฟทั้ง3ส่วนวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แสดงถึง “หลักฐาน” ชัดเจนว่าอุณหภูมิต่ำสุดของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนลดลง ทำให้น้ำไหลเข้าเขื่อนสะสมลดลงไปด้วย
“ตอนนี้วิเคราะห์จากข้อมูลค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ในอนาคตถ้ามีดาต้าอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนจากสถานีตรวจวัดระดับอำเภอ จะยิ่งเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกษตรกรแต่ละชุมชนสามารถเตรียมตัวหรือวางแผนในการปลูกพืชและบริหารจัดการน้ำได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมตอนนี้ผมกำลังรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นเอ็กเซลไฟล์ (Excel)และลิงค์ดาวน์โหลดข้อมูลไว้ที่เฟซบุ๊คของTDJและในเวบไซด์สมาคมนักข่าวฯ(www.tja.or.th) ผู้ที่สนใจสามารถนำดาต้า 30 ปีกลุ่มนี้ไปต่อยอดทำประโยชน์ได้เลย”

  “ชนิตา งามเหมือน” บรรณาธิการข่าวเวบไซต์onlinenewstime.comหนึ่งในทีมอาสาสมัครทีดีเจ เล่าถึงเบื้องหลังการสืบค้นดาต้าเชิงลึก3ส่วน เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน ได้แก่“อุณหภูมิ” “แหล่งเก็บน้ำ”และ“พื้นที่การเกษตร”เนื่องจากส่วนตัวแล้วมีสนใจติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในโลก และที่ผ่านมาคนไทยเจอกับวิกฤติภัยแล้ง วิกฤติน้ำท่วมวนเวียนอย่างนี้ทุกปี หลังประมวลผลดาต้าทั้ง3ส่วนทำให้รู้คำตอบว่า“วันนี้น้ำไม่เพียงพอ”และในอนาคตจะสร้างความเสียหายที่ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

ชนิตา งามเหมือน

เมื่อตัวแปรคือสถานการณ์โลกร้อน ระบบนิเวศมีแนวโน้มแปรปรวนมากขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันคิดและทำตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าภาครัฐเห็นตัวเลขเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย แหล่งเก็บน้ำไม่มีน้ำสะสม ฯลฯ สิ่งที่คนไทยคาดหวังคือ การหาข้อเท็จจริงแบบบูรณาการ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลหลายๆหน่วยงานของภาครัฐ และเปิดเผยเป็นโอเพ่น ดาต้าอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อนำไปสู่นโยบายแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ในฐานะสื่อมวลชนแล้ว ข้อมูลเปิดหรือ โอเพ่น ดาต้า ของภาครัฐมีประโยชน์อย่างมากในการใช้ข่าวรูปแบบ“การสื่อสารข้อมูลเชิงลึก” (Data Journalism)เป็นการสร้างโอกาสให้ได้คิดหาวิธีเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมหาศาล

“บางครั้งเราอาจปักใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเอาดาต้าเชิงลึกหรือข้อมูลขนาดใหญ่มาเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์กัน ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่อย่างที่เราเคยคิดหรือเคยเชื่อ ทำให้สามารถต่อยอดไปสู่การเสนอข่าวสารที่น่าเชื่อถือมีดาต้าเป็นหลักฐานและมีประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเดิม”

สารคดีสงครามความไม่พอใจที่จะเกิดขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สารคดีสงครามความไม่พอใจที่จะเกิดขึ้น

23 ตุลาคม 2562 – 14:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สารคดีสงครามความ,อิทธิพล คุณปลื้ม,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,483 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้ตรงกับวัน ‘ปิยมหาราช’ ซึ่งปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอเนกอนันต์ที่มีต่อประเทศชาติและพสกนิกร

กลับมาสู่เหตุการณ์บ้านเมืองที่น่าสนใจจากการติดตามข่าววันก่อนที่นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ สั่งการให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการ ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำสารคดีสงครามขึ้น

การจัดทำสารคดีเกี่ยวกับสงครามที่ผ่านมาของประเทศไทย โดยให้มีการวางรูปแบบเนื้อหาที่เหมาะสม มีเนื้อหาหลักสะท้อนให้คนไทยได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ปลุกใจให้เกิดความรักชาติ การหวงแหนแผ่นดิน ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการจัดทำข้อมูลการทำสงครามในรูปแบบสารคดี

 กระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นแกนนำในการจัดทำ โดยจะมีการสรรหาทีมผู้สร้างมืออาชีพ มีการสืบค้นข้อมูลจากนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์และค้นจากเอกสารอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมจะประสานไปยังกระทรวงกลาโหม สนับสนุนข้อมูลภาพและผู้ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้านการทหาร โดยคาดว่าสารคดีนี้จะจัดทำตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา

นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุระยะเวลาให้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด แต่เมื่อจัดทำสารคดีเสร็จแล้ว จะนำไปเผยแพร่ในสถานศึกษา หรือขอความร่วมมือจัดฉายเผยแพร่ตามโรงภาพยนตร์ให้ประชาชนดูฟรี

‘ดับเครื่องชน’ ขอเตือนว่าสารคดีสงครามที่ออกมาให้ชาวไทยได้ชมนี้จะสร้างความไม่พอใจให้ประเทศร้อนบ้านเราหรือไม่ ?

ที่ผ่านมาไทยทำสงครามกับเขมร-พม่า-ลาว-ญวน และสารคดีอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศเหล่านี้ได้

รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมบอกว่าพร้อมจะดำเนินการทันที ซึ่งระดับนายกรัฐมนตรีสั่งการก็ต้องปฏิบัติตาม

แต่จะเสร็จเมื่อไรนั้นต้องดูกันอีกที และสารคดีสงครามนี้ถ้าทำให้ดีต้องใช้งบประมาณมิใช่น้อย

คิดกันให้รอบคอบก่อนจะทำอะไรลงไป เพราะจะได้ไม่เท่าเสีย
อ๊อด เทอร์โบ


 ส.ส.ต้องทำตัวอย่างให้เห็น
 อย่าทิ้งขยะในห้องประชุม

จดหมายที่ผมเขียนมานี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ส.ส.ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก-เยาวชน หรือคนทั่วไปได้เห็น

จะขอเล่าย้อนความเรื่องที่ประธานสภา ‘ชวน หลีกภัย’ บอกว่าเจ้าหน้าที่หรือเรียกกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ภารโรง หรือพนักงานรักษาความสะอาด ได้บอกท่านประธานชวนว่าห้องประชุมสกปรกมาก

โดยเห็นมากับตาว่าห้องประชุมมีขยะจากเครื่องดื่ม, เศษอาหาร, เศษภาชนะห่ออาหาร เต็มไปหมด ซึ่งได้ขอร้องว่าเป็นผู้ใหญ่กันแล้วอย่าทำเช่นนี้ พูดกันตรงๆ ว่า โตๆ กันแล้วอย่ากินในห้องประชุม

นี่ยังดีที่เป็นประธานชวน หลีกภัย ที่เป็นคนสุภาพ นุ่มนวล จึงได้ขอความร่วมมือมา ถ้าเป็นคนอื่นๆ อาจด่าแรงกว่านี้หรือไม่ก็เงียบไป

ผมเห็นว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เพราะเวลาประชุมสภาจะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ใครทำอะไร แต่งตัวอย่างไร ฯลฯ ต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ ซึ่งรวมถึงการกินอาหารในห้องประชุมสภา

จึงอยากให้บรรดา ส.ส.ผู้ทรงเกียรติได้เข้าตามนี้ด้วยว่าอะไรควรหรือไม่ควร
จำเริญ (คนสูงวัย)

เรียนคุณ ‘จำเริญ’ คนสูงวัย
ผมชอบจดหมายของท่านมากครับ และไม่อยากให้ทุกคนมองผ่านเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปและขอชื่นชมประธานสภาผู้แทนราษฎร ‘ชวน หลีกภัย’ เป็นอย่างมากที่ลงลึกในรายละเอียดทุกอย่าง

เรื่องการรักษาความสะอาดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของคนไทยเฉพาะในห้องประชุม ส.ส.หรือบริเวณสภานั้น ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บรรดา ส.ส.และทุกคนที่เข้าใจต้องให้เกียรติ

การที่บรรดา ส.ส.บางคนทิ้งขยะในห้องประชุมจนมีรายงานเข้าหูท่านชวนนั้น ต้องรับฟังและยอมรับให้รู้แก่ใจว่าใครทำสกปรกหรือทำผิดระเบียบ อะไรที่สมควรก็ไม่ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขอให้ผู้ทรงเกียรติทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรมและเป็นตัวอย่างที่ดีในทุกเรื่อง

ที่ผ่านมา ส.ส.บางคนทำตัวไม่ดี ขออย่าให้มีอีกเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 2564 ปลอดขยะพลาสติก
 เรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีวราวุธ

ผมขอสนับสนุนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จึงเรียนมาให้กำลังใจด้วยอย่างเต็มกำลัง

โดยมีเป้าหมายว่า พ.ศ.2564 ไทยจะปลอดจากถุงพลาสติกหรือขยะพลาสติกโฟมต่างๆ เพื่อขจัดปัญหาสิ่งแวดล้อม

มาตรการต่างๆ นั้น ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่มีสัตว์ป่า-สัตว์น้ำ อยู่มาก

จึงขอให้ทุกคนโปรดมีจิตสำนึกช่วยกันคนละไม้ละมืออย่าให้ต้องบังคับกันทางกฎหมายเลย
สุรชัย (กระบี่)
