ยับ… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยับ…

23 ตุลาคม 2562 – 11:25 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ยับ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 5,754 ครั้ง

ยับ… คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ข่าวคราว “ชาวสีส้ม” ที่ออกมาเปิดสงครามกันเกี่ยวกับการทำหน้าที่ ส.ส.บางคนที่สวนมติพรรคอนาคตใหม่ในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด รวมทั้งการแฉมุมลึกจากคนในพรรคถึงความเป็น “ตัวกู ของกู” ของแกนนำพรรคบางชีวิตที่ไม่ยอมฟังเสียงของสมาชิกพรรคบ้างเลย

ไม่รวมกับดราม่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ทักษิณ ชินวัตร” ภายในกลุ่มกองเชียร์อนาคตใหม่และเพื่อไทย แม้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะยอมรับว่ากระทำไม่เหมาะสม และขออภัยที่กล่าวพาดพิงอดีตนายกฯ ในศาลรัฐธรรมนูญเมื่อหลายเพลาก่อน

 รอยหมางกับพรรคพันธมิตร “ปริ” เพิ่มพลัน 

ไม่รู้ว่าเป็นอาการ “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” หรือไม่ ? เพราะข้อมูลความลับของชาวสีส้มที่ไหลออกมาแบบไม่ต้องไปขุดคุ้ยหรือปั้นแต่งใดๆ ดังที่แฟนคลับ อนค.บางรายมองสื่อบางแขนงว่าอาจกระทำแบบนั้น

วันนี้มันพรูออกมาแบบไม่ได้นัดหมาย มันแสดงและสะท้อนความจริงที่หลายคนมิทราบมาก่อนถึงตื้นลึกหนาบางของการกระทำของคนวงใน อนค. ยังไม่รวมถึงการแสดงออกของแกนนำพรรคบางคนในหลากลีลาในหลายวาระ

และยังไม่รวมถึงคดีความของคีย์แมนพรรคที่เกี่ยวพันกับชะตาของพรรคบนถนนการเมืองว่าจะรุ่งหรือร่วง เพราะมีความทะแม่งๆ หลายกรณี

ยังไม่รวมถึงจุดยืนเมื่อวันวานและวันนี้เกี่ยวกับสถาบันของระดับบิ๊กเนมใน อนค. ที่ใครหลายคนเมื่อได้ยลแล้ว มิใคร่พอใจนัก

เพราะความจริงที่บังเกิดบนหน้าข่าวมันมาจากปากของคนวงใน อนค.ทั้งนั้น เท่ากับว่าการสร้างภาพลักษณ์ในช่วงต่างๆ มันสวนทางกับความจริงที่ปิดเร้นไว้ เพราะสิ่งที่ถูกเผยออกมายามนี้บ่งบอกถึงความอัดอั้นตันใจของ “ลูกพรรคสีส้ม” ที่มีต่อคีย์แมนพรรค

เพราะข้อความที่ ส.ส.และสมาชิกพรรคเปิดใจออกมาหลายวาระ หลากมุมคิด ซึ่งหลายคนไม่รู้มาก่อนเช่นนี้ มันสะท้อนอะไรเกี่ยวกับแนวทางการบริหารพรรคอันดับสามของเมืองไทยที่ใครหลายคนมองว่าเป็นดาวดวงใหม่ของการเมืองไทย

อาการแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งดีๆ เลย แม้บรรดาแฟนคลับในโลกออนไลน์และโลกความจริง จะยังหนุน “พ่อของฟ้า” มิเสื่อมคลาย และตอกกลับคนที่ทรยศอุดมการณ์รวมทั้งฝ่ายที่มาคอมเมนต์ อนค.แบบหมัดต่อหมัด

…แต่ขอให้เจริญสติไว้สักนิดว่า พึงสดับรับฟังด้วยใจเป็นกลาง อย่าให้โทสะครอบคลุมจิตจนแยกแยะไม่ออก เพราะบางอย่างอาจลวงตาลวงใจให้เคลิ้มไปตามลีลาหน้าม่านอันชวนหลงใหลได้ปลื้มจนลืมมองความจริงอันมิกระจ่างที่เพิ่งเผยออกมา

เรียกว่าพรรคอนาคตใหม่วันนี้ “ยับ” บนหน้าสื่อในหลากวาระข่าวยามนี้

ม่านมายาการเมืองมันหลายชั้นนัก ดังนั้นแฟนคลับของขั้วสีส้มอย่า “หลง” ในสิ่งที่คนการเมืองแสดงออกมาแบบเทใจเกินร้อย เพราะบางอย่างเมื่อตื่นรู้ตอนหลัง กองเชียร์จะน้ำตาตกใน

 จึงเตือนไว้ด้วยเจตนาดี…

“จักรภพ” โผล่ โหนส้มหวาน ปลุก”ตาสว่าง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จักรภพ” โผล่ โหนส้มหวาน ปลุก”ตาสว่าง”

23 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงานพิเศษ,หนังสือพิมพ์จักรภพ เพ็ญแข,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน
เปิดอ่าน 8,159 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ต.ค.62

******************************

แรงสั่นสะเทือน หลัง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 70 คน ยกมือไม่เห็นด้วยกับ “พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก ​กองทัพไทย​ กระทรวงกลาโหม​ ไปเป็น​ของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562” ยังไม่จบ

เมื่อ “นิรามาน สุไลมาน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้ที่ไม่ยอมเข้าร่วมประชุมโหวตตามมติพรรควันนั้น ได้ยื่นใบลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรคเรียบร้อยแล้ว

ใครเปลี่ยนเกม?

“นิรามาน สุไลมาน” ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจากปัตตานี เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปเชื้อเชิญให้มาก่อร่างสร้างพรรคอนาคตใหม่ จึงได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค

นิรามาน สุไลมาน

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคที่สนามกอล์ฟของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” แถวบ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อ 8 ตุลาคม 2562 ได้มีการถกเรื่องการโหวต พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ “นิรามาน” มองว่า เรื่องนี้เป็น ประเด็นอ่อนไหว” ขอให้ใช้แนวทาง “การงดออกเสียง” และแนวทางดังกล่าวก็สอดรับกับเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการบริหารพรรค

เกมเปลี่ยน เมื่อแกนนำพรรคอนาคตใหม่ 2-3 คน เสนอให้ที่ประชุม ส.ส.พรรคลงมติว่า จะใช้แนวทางใดในการโหวต พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ปรากฏ เสียงข้างมากมีมติคัดค้าน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว

จับสัญญาณได้ว่า ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในพรรคประเมินว่า พรรคถูกยุบแน่ จึงเดินหน้ากล้าแลก ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

แก๊งตาสว่างคึกคัก

แม้ ปิยบุตร แสงกนกกุล จะอภิปรายในสภาว่าเหตุและผลการคัดค้าน พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ด้วยการหยุดไว้แค่ “นายกฯ ประยุทธ์” และกลุ่มอำนาจ คสช. แต่กองเชียร์ปีกสุดโต่ง ก็มองไปไกลสุดขั้ว

เช่นเดียวกับ “กลุ่มตาสว่าง” ได้ทีขี่แพะไล่ ดาหน้าแสดงความชื่นชมและสดุดีกับความกล้าหาญของพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวิทยุใต้ดิน ที่หลบหนีจากลาวไปอยู่ฝรั่งเศส ต่างโพสต์เชียร์ 70 ส.ส.สีส้ม และประณาม ส.ส.ที่โหวตเห็นด้วย

จรัล ดิษฐาอภิชัย

จรัล ดิษฐาอภิชัย” ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสหรัฐ ได้โพสต์เชียร์ตามฟอร์ม และบอกว่า “นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย” ต่างจาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” คนคอเดียวกับจรัล กลับไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อการโหวตไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ เพราะฟังเหตุผลของปิยบุตรแล้ว ไม่ปลื้ม

สมศักดิ์คิดอ่านไปไกลกว่า “ธนาธร-ปิยบุตร” เหมือนความคิดกลุ่มตาสว่างที่ทำวิทยุใต้ดิน(ดิจิทัล) ที่ปลุกระดมข้ามฟ้ามา 5-6 ปีแล้ว

จักรภพ” ไม่สิ้นหวัง

ไม่ได้หายหน้าไปไหน สำหรับ เสี่ยเอก” จักรภพ เพ็ญแข ถึงองค์กรเสรีไทยจะยุติไป แต่โดยส่วนตัว เสี่ยเอกยังเกาะเกี่ยวกับสมาคมคนเสื้อแดงในเมืองไทยอยู่

เมื่อ 18 ตุลาคม 2562 เสี่ยเอกเขียนกลอนการเมืองผ่านผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Supraipon Chuaychoo” ว่า “อ่านมวลชนผิดพลาดก็ขาดมิตร หากอ่านผิดยุทธศาสตร์ก็ขาดใหญ่ หากเลือกข้างผิดพลาดก็ขาดใจ ไม่ว่าใครอย่าประมาทจะขาดกัน”

จักรภพ เพ็ญแข

สิ่งที่จักรภพต้องการสื่อสารถึงพรรคเพื่อไทย กรณีที่ไม่แสดงความกล้าเหมือนพรรคอนาคตใหม่ ทำนองว่า “มวลชนก้าวหน้า” หมดแล้ว แต่นักการเมืองเพื่อไทยยังล้าหลัง

ถัดมา วันที่ 21 ตุลาคมนี้ เสี่ยเอกถือโอกาสขอบคุณมิตรสหายที่อวยพรวันเกิด โดยร่ายยาวการเมืองไทยว่า “ขณะนี้เราเริ่มรู้ตัวกันมากแล้ว ตาสว่างอย่างเดียวยังไม่พอ รู้สึกว่าต่างก็ใจสว่างกันขึ้นมากด้วย อดีตเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี พันธมิตรฯ กปปส. กลับใจมาทางเรามากมายหลายแสนคน เพราะเขาเห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าอะไรเป็นอะไร เราเพียงรอจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันควรเป็นอีกเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าอีกไม่นาน เราจะได้สวมกอดกันอย่างญาติพี่น้องที่จากกันมานานครับ”

จักรภพยังฝันหาขบวนการ “ตาสว่าง” อันหมายถึงกลุ่มคนที่มีชุดความคิด พลิกฟ้าคว่ำดิน” โดยช่วงปี 2552 ตัวเขาได้เข้าร่วมเคลื่อนไหว “ขบวนการตาสว่าง” ถึงขั้นไปสังกัดกลุ่มแดงสยาม ของสุรชัย แซ่ด่าน

ลึกๆ จักรภพยังภักดีต่อนายใหญ่ แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดของเพื่อไทย จึงหันไปฝากความหวังไว้กับมวลชนส้มหวานแทน

ไซเบอร์ บุลลี่ ผลพวงสื่อโซเชียลฯ น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394877?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

23 ตุลาคม 2562 – 09:25 น.
ไซเบอร์ บุลลี่
เปิดอ่าน 573 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า โซเชียลมีเดียนั้นมีทั้งประโยชน์และด้านมืดอยู่ควบคู่กัน แต่ผู้คนมักเล็งผลเลิศจากผลกำไรและความเพลิดเพลินโดยลืมอีกด้านของโซเชียลมีเดียไปจนหมดสิ้น การที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสื่อสังคมออนไลน์เป็นเสมือนการมอบอำนาจให้คนกลุ่มใหญ่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก ความชอบ ความไม่ชอบของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และทำให้รู้จักกับใครต่อใครในโลกได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์ยังทำให้มนุษย์ได้ลิ้มรสของความเป็นอิสระ และกลายเป็นเครื่องมือปลดปล่อยความอัดอั้นของมนุษย์ที่เคยถูกจำกัดด้วยช่องทางการสื่อสารที่เข้าไม่ถึง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่โซเชียลมีเดียจะกลายเป็นของวิเศษที่คนจำนวนมากขาดไม่ได้ และในขณะเดียวกันโซเชียลมีเดียก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น และอาจวกกลับมาทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็ได้เช่นกัน

นอกจากนั้น สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่ใครต่อใครหวังพึ่งพิงเพื่อใช้ประโยชน์กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดสำหรับการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ หรือที่มักเรียกกันว่าการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyber bullying) ซึ่งเป็นกลั่นแกล้งกันโดยใช้โทรศัพท์ อีเมล ห้องแชท รวมทั้งโซเชียลมีเดียประเภทต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการทำลายชื่อเสียง ทำร้ายจิตใจ หรืออาจรวมไปถึงการทำลายชีวิตได้เช่นกัน

รูปแบบการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์เท่าที่พบเห็นโดยทั่วไปได้แก่
1.การรังควาน (Harassment) เป็นการส่งหรือโพสต์ข้อความหรือภาพที่ไม่เหมาะสมไปยังบุคคลเป้าหมาย ทำให้ผู้ได้รับข้อความเกิดความเสียใจ โกรธ หรือขุ่นเคืองใจอย่างมากต่อสิ่งที่ได้รับ และผู้กระทำมักไม่กระทำเพียงครั้งเดียว

2.การเผา (Flaming) จุดมุ่งหมายของการเผาจะเน้นเรื่องของการสร้างความทุกข์ทรมานทางใจแก่บุคคลเป้าหมาย ในรูปแบบของการเขียน ส่งเสียงพูด หรือสร้างความขุ่นมัวทางอารมณ์แก่เป้าหมาย การกลั่นแกล้งด้วยวิธีนี้ ผู้กระทำมักหวังผลให้มีการตอบโต้จากผู้ถูกกระทำ

3.การขับออกจากกลุ่ม (Exclusion) เป็นการรวมหัวของกลุ่มคนเพื่อกลั่นแกล้งเป้าหมายเพื่อให้เป้าหมายโดดเดี่ยว การกลั่นแกล้งประเภทนี้หากเกิดขึ้นกับเด็กจะมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง เนื่องจากเด็กต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งความจริงหรือโลกเสมือนก็ตาม

4.ภาพ-เสียง-ข้อความหลุด (Outing) คนจำนวนมากมักส่งภาพ เสียง ข้อความต่างๆ ที่เป็นความลับระหว่างคนสองคนให้แก่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพวาบหวิวต่างๆ ที่ผู้ส่งไว้ใจผู้รับ และเชื่อว่าจะรู้เห็นกันแค่สองคน แต่กลายเป็นว่าภาพ เสียง และข้อความต่างๆ ถูกเผยแพร่ต่อออกไป ซึ่งสร้างความอับอายและความทุกข์แก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเป็นอย่างยิ่ง เหยื่อของภาพหลุดจำนวนไม่น้อยจึงต้องใช้ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย

5.การปลอมตัว (Masquerading) คือการใช้สื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเพื่อการปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น เช่น ใช้อีเมลที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ใช้ชื่อบุคคลที่เป็นเป้าหมาย หรือสร้างบัญชีบนโซเชียลมีเดียโดยใช้รูปและชื่อบุคคลอื่น หรือใช้วิธีการใดๆ ทางดิจิทัลเพื่อปลอมตัวตนเป็นบุคคลอื่น เป็นต้น

6.การเกาะติดชีวิตผู้อื่น (Cyber stalking) เป็นรูปแบบหนึ่งของการรังควาน ซึ่งมีระดับความเข้มข้นมากกว่าการรังควาน เพราะผู้กระทำจะมีพฤติกรรมหมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายมากผิดปกติ เช่น ส่งข้อความ ภาพ หรือคอมเมนต์ต่างๆ ไปยังเป้าหมายอย่างไม่หยุดหย่อน รวมทั้งสร้างความหวาดกลัวให้แก่เป้าหมาย เช่น ไปปรากฏตัวที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่โรงเรียน เป็นต้น เท่าที่เป็นข่าวพฤติกรรมประเภทนี้มักเกิดขึ้นกับดารา นักร้อง หรือบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่มักใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารถึงกิจกรรมที่ชอบทำ หรือชอบแชร์ภาพและสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

ด้วยความง่ายของต่อการใช้งานและมีลูกเล่นสารพัดรูปแบบ โซเชียลมีเดียจึงถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฉกฉวยประโยชน์ในทางมิชอบ รวมไปถึงถูกนำไปใช้ในการกลั่นแกล้งโดยบุคคลที่เรารู้จักหรือไม่รู้จักได้ทุกนาที ตราบเท่าที่เรายังติดต่อสื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ ปรากฏการณ์ของการกลั่นแกล้งบนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียจึงไม่ต่างจากปัญหาทางสังคมรูปแบบอื่นๆ ที่มนุษย์เผชิญตลอดมาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ยุคของโซเชียลมีเดีย

ความเป็นพิษของสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้คือต้นเหตุอาการป่วยของสังคมในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องการมาตรการการป้องกันและการเยียวยาที่เข้มข้นมากกว่าเดิม ตราบเท่าที่มนุษย์ยังใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการติดต่อสื่อสารทุกนาที

โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์เป็นเสมือน “น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ” ที่ต้องใช้สติในการแยกแยะความเป็นประโยชน์ออกจากความเป็นพิษด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกที่ไร้ความเมตตาปรานี และหากผู้คนในสังคมรู้ไม่เท่าทันและไร้ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งเพียงพอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีบนโลกแห่งความน่าเกรงกลัวนี้…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ถึงเวลาเอไอจัดการน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394882?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลาเอไอจัดการน้ำ

23 ตุลาคม 2562 – 08:24 น.
แล้งซ้ำซาก
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 23 ตุลาคม 2562

ข้อมูลเชิงประจักษ์ จากการทำงานอย่างละเอียดพิถีพิถันของทีมอาสาสมัครจาก “ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย” หรือ ทีดีเจ (TDJ) ที่ได้ร่วมกันสืบค้นฐานข้อมูลเชิงลึกย้อนหลัง 30 ปี จากหลายหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน), กรมชลประทาน และแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ แล้วประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน น้ำในแหล่งเก็บน้ำ และพื้นที่การเกษตร ซึ่งสามารถอธิบายปรากฏการณ์ “แล้งซ้ำซาก” ที่ผ่านมาหลายปี

โดยสรุปแล้ว การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้พบว่า ในระยะ 30 ปี โดยเฉพาะช่วง 10 ปีให้หลังนี้ มีข้อมูลที่สอดคล้องกันอยู่บางประการ อันส่อแสดงให้เห็นว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประเทศไทยแล้งซ้ำซาก และก็ยากจะหนีไปจากวิกฤตินี้ เช่น ระดับอุณหภูมิสูงสุดที่เพิ่มขึ้น หรือร้อนขึ้นทุกปีอย่างที่รู้สึกกันได้ ขณะอุณหภูมิต่ำสุดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากที่พอจะหนาวบ้างก็อุ่นมากขึ้น แล้วหน้าหนาวก็หายไปในที่สุด ขณะที่ปริมาณน้ำฝนลดลงเรื่อยๆ ทุกฤดูกาล ยังผลให้น้่ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำสำคัญๆ อยู่ในภาวะแห้งขอด ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเขื่อนน้อยใหญ่อีกนับร้อยๆ แห่งที่อยู่ในสภาพเดียวกัน จะมีเว้นก็แต่บางเขื่อนในภาคตะวันตกและภาคใต้ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงที่ผ่านมามีมากเพียงพอ

หลายปีมาแล้วที่พื้นที่ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ไม่ได้ถูกแสดงในเชิงเปรียบเทียบแบบลึกๆ เพื่อชี้ให้เห็นแนวโน้ม อันจะนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะยาว แทนที่จะเป็นการบริหารจัดการน้ำกันแบบปีต่อปี หรือฤดูกาลผลิต ภาคการเกษตรซึ่งใช้น้ำมากที่สุดถึงร้อยละ 70 หรือฤดูกาลละ 1.13 แสนล้านลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำกักเก็บหายไปจากระบบนับหมื่นล้าน ลบ.ม. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละปี เช่น ประกาศห้ามทำนาปรัง หรือพืชใช้น้ำมากในช่วงหน้าแล้ง มาตรการรณรงค์ประหยัดน้ำ การผันน้ำจากแหล่งน้ำหนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง ล้วนแต่ตั้งอยู่บนความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ว่า ปีหน้า หรืออย่างน้อยก็ปีถัดไป ฝนฟ้าจะตกต้องตามที่ควรจะเป็นหรือมีมรสุมเข้ามาเพิ่มระดับน้ำต้นทุนให้มากดังเดิมเช่นเมื่อทศวรรษก่อน แต่นั่นถือว่าเสี่ยงเกินไปหรือไม่

สำหรับฤดูแล้งปี 2563 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้วนับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมปีนี้ พร้อมๆ กับปรากฏการณ์ปริมาณน้ำกักเก็บ ณ วันที่ 21 ตุลาคม 47,705 ล้านลบ.ม.จากความจุรวม 70,926 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 67 เมื่อเทียบกับปี 2561 มีน้ำกักเก็บ 57,049 ล้านลบ.ม. เท่ากับ หน้าแล้ง 2562/2563 น้ำกักเก็บหายไปจากระบบด้วยปริมาตร 9,344 ล้านลบ.ม. ถือว่ามากจนน่าวิตก แต่ก็ดำเนินไปในทิศทางตามการวิเคราะห์เจาะลึกดังกล่าวข้างต้น นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่จะต้องลงมือบูรณาการวางแผนการจัดการน้ำอย่างจริงจัง ด้วยระบบข้อมูลขนาดใหญ่และครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการจัดการที่ทันสมัย ด้วยปัญญาประดิษฐ์(artificial intelligence) ชักช้าไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ช่วงเวลาแห่งความสุขขอให้หยุดทะเลาะกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วงเวลาแห่งความสุขขอให้หยุดทะเลาะกัน

22 ตุลาคม 2562 – 13:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เปิดอ่าน 1,164 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นวันที่ 12 ธันวาคม 2562 จากกำหนดเดิม 24 ตุลาคม จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปเป็นการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการและอาจจะเจอฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่บ้างก็เป็นส่วนน้อย

ที่สำคัญคือหลังจากพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 นักการเมืองทั้งหลายสมควรหยุดทะเลาะกันหรือการใช้คำพูดเสียดสีกันเพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีความสุขตามสมควรจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำมาหากินเลี้ยงชีวิตและครอบครัว

ในช่วงเดือนธันวาคมนี้มีรายการที่คนไทยจะต้องน้อมรำลึกและรอคอยหลายครั้งหลายหนเพื่อถวายความจงรักภักดีและขอแจ้งให้ทราบจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ

5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งมีเป็นประจำทุกปี 6 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปสำเพ็ง แหล่งชุมชนใหญ่ของชาวไทยและอีกหลายเชื้อชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร 8 ธันวาคม จะเป็นพิธีเปิดงานอุ่นไอรัก ซึ่งประชาชนจะได้แต่งตัวด้วยชุดไทยเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี

12 ธันวาคม จะเป็นการเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมกว่ากำหนดการเดิม

พระราชพิธีตามกำหนดเวลาเดิม 24 ตุลาคมนี้ จะมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ดิน ฟ้า อากาศ อาจมีปัญหาด้านความพร้อมและความสวยงามได้

 รัฐบาลได้นำความกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยที่จะให้เลื่อนกำหนดเวลาขบวนเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 15.30 น.และยังเป็นพระราชพิธียิ่งใหญ่จารึกในประวัติศาสตร์เช่นเดิม

จึงขอเชิญเฝ้ารับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าให้เด็กน้อยเสี่ยงโรค
 พาลูกห่างจากกลิ่นบุหรี่

ผมเป็นคนไม่ชอบสูบบุหรี่และขอเรียนทางจดหมายฉบับนี้ว่าจะต้องนำลูกหลานหรือเด็กน้อยหนีจากกลิ่นบุหรี่ เพราะมีความเสี่ยงเหมือนผู้สูบบุหรี่เลยทีเดียว

จากการค้นคว้าและได้ทราบจาก รพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสภากาชาดไทย ซึ่งมีประโยชน์มากชี้ชัดว่าผู้หญิงมีครรภ์ตั้งท้องและเด็กทารกติดโรคได้ง่าย

โดยมีโอกาสเกิดโรคแทรกในระหว่างตั้งครรภ์และคลอดลูกอาจมีอาการครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด และเกิดใหลตายในเด็กได้สูงมาก และนอกจากนี้ทารกอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทและความจำ เด็กแรกเกิดมีความเสี่ยงน้ำหนักน้อยกว่าปกติ

สำหรับเด็กเล็กอาจจะเป็นโรคทางเดินหายใจ การติดเชื้อหูส่วนกลางและในระยะยาวเด็กน้อยจะมีพัฒนาการที่ช้าลง

ผมจึงฝากมายังผู้สูบบุหรี่ว่าช่วยไปให้ห่างไกลเพราะตัวคุณเองเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เลิกได้ก็เลิกเถอะจะได้ตัดปัญหาไปเลย
ประสงค์ (สาทร)


เรียนคุณ ‘ประสงค์’ สาทร
ขอบคุณสำหรับจดหมายนี้ที่กรุณาแจ้งมาว่ากลิ่นควันบุหรี่นี้เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีภูมิต้านทานน้อยและในฐานะของผู้ไม่สูบบุหรี่ขอแนะนำว่าควรหนีไปให้ห่างกลิ่นควันบุหรี่

อยากจะเรียกร้องหรือรณรงค์ให้จำกัดบริเวณสูบบุหรี่อีก เพราะเวลานี้ในพื้นที่สาธารณะหรือกลางแจ้งที่อากาศบริสุทธิ์มีคนสูบบุหรี่กันมาก

อยากขอให้ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ไปเลย เพราะเวลานี้ประชากรสูบบุหรี่ในโลกนี้ลดลงเรื่อยๆ แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 ไปเที่ยวรับฤดูหนาว
 ต้องระวังอันตราย
(เรียนผ่านไปยังคนชอบเที่ยว)

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบหน้าหนาวเพราะอากาศสดชื่นและวิวทิวทัศน์สวย และเวลานี้เข้าสู่ฤดูหนาว สังเกตดูตอนเช้าอากาศเย็นลงและมีลมเย็น

อ่านข่าวแล้วมีคนชอบไปเที่ยวดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และอีกหลายๆ ดอยทางภาคเหนือที่อากาศหนาวมากและด้วยความเป็นห่วงว่าจะเกิดอันตรายจึงขอเตือนมาว่าให้ขับขี่รถด้วยความระมัดระวังอันตรายเพราะมีเมฆหมอกลงการมองเห็นไม่ดีอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้พวกที่ชอบถ่ายรูปแบบเสี่ยงอันตรายหรือเซลฟี่ท่าทางแอ็กชั่นต่างๆ ก็โปรดระวังไว้ด้วยเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

จึงเตือนมาด้วยความปรารถนาดีและขอให้มีความสุขในฤดูหนาวที่สวยงาม อย่าลืมว่าในความสวยงามอาจมีอันตรายแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว

ต้องระวังตัวเองให้มากและตรวจดูความพร้อมก่อนออกเดินทาง
รัตนาพร (พิจิตร)


หวั่นเมกะโปรเจกท์ ท่อส่งน้ำมันสู่อีสาน ละเมิดสิทธิชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หวั่นเมกะโปรเจกท์ ท่อส่งน้ำมันสู่อีสาน ละเมิดสิทธิชุมชน

22 ตุลาคม 2562 – 12:20 น.
เมกะโปรเจกท์,ท่อส่งน้ำมัน,คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ,ละเมิดสิทธิ์ชาวบ้าน
เปิดอ่าน 750 ครั้ง

หวั่นเมกะโปรเจกท์ ท่อส่งน้ำมันสู่อีสาน ละเมิดสิทธิชุมชน โดย… กวินทรา ใจซื่อ   ภาพ…  พรพรรณ เพ็ชรแสน

หลังจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนโยบายขยายท่อส่งน้ำมันไปยังภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่ง กระทรวงพลังงานจึงเห็นชอบให้ดำเนิน โครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน

โครงการนี้ประกอบด้วยการวางระบบท่อขนส่งน้ำมันระยะทาง 350 กิโลเมตร ท่อเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว ขีดความสามารถส่งน้ำมันวันละ 10 ล้านลิตร หรือปีละ 4,500 ล้านลิตร ผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด 21 อำเภอ 67 ตำบล มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณคลังน้ำมันของ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) ที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี สิ้นสุดที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งที่ อ.บ้านไผ่ จะก่อสร้างคลังน้ำมันปลายทาง ขนาด 140 ล้านลิตร ในพื้นที่ภาคอีสาน จุดเริ่มอยู่ที่ อ.สีคิ้ว อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แล้วเข้าสู่ จ.ชัยภูมิ ผ่าน อ.จัตุรัส อ.เนินสง่า อ.เมือง อ.คอนสวรรค์ และ อ.แก่งคร้อ มายัง จ.ขอนแก่น ท่อจะผ่านที่ อ.โคกโพธิ์ชัย อ.มัญจาคีรี อ.ชนบท แล้วสิ้นสุดที่ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่

เมื่อระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อแล้วเสร็จจะลดปริมาณการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกลงไปจำนวน 88,000 เที่ยวต่อปี คิดเป็นการประหยัดเชื้อเพลิงในการขนส่งลงไปได้กว่า 15.4 ล้านลิตรต่อปี

ขณะที่ภาคเอกชนกลับแสดงความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง ?

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์

 ทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตประธานหอการค้า จ.นครราชสีมา ให้ข้อมูลว่า โครงการนี้เกิดขึ้นตามมติ กพช. โดย กระทรวงพลังงาน เซ็นสัญญาให้บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด หรือ TPN ในเครือ เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC กับ บริษัท ไชน่า ปิโตรเลียมไปป์ไลน์ บูโร จำกัด หรือ CPP ดำเนินโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่า 9,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

ทวิสันต์ กล่าวว่า โครงการนี้มีแนวก่อสร้างผ่าน จ.นครราชสีมา 2 พื้นที่ คือ อ.สีคิ้ว และ อ.ด่านขุนทด แต่มีข้อสังเกต 2-3 ประเด็นจากภาคประชาสังคม คือ ทางบริษัทได้ประเมินอานาคตการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์จากน้ำมันไปเป็นระบบไฟฟ้ามากขึ้น และอาจส่งผลให้การลงทุนไม่คุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงเรื่องของความปลอดภัย และที่สำคัญ สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน กระทรวงพลังงานต้องเปิดทำประชาคมในทุกตำบลที่แนวท่อพาดผ่าน เพื่อไม่ให้โครงการขนาดใหญ่ทิ้งปัญหาไว้ให้ประชาชน ขณะที่มหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ควรออกมาช่วยตั้งเวทีคุยให้ความรู้ประชาชน

“ทางบริษัทได้จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่จากการเข้ารับฟังพบว่า ชาวบ้านแทบไม่มีความรู้ด้านนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีของโครงการเป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่เคยใช้มาก่อน จึงมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย หากเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทางบริษัทมีหลักประกันด้านความปลอดภัยหรือไม่ ประเด็นหลักๆ เหล่านี้ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ” ทวิสันต์ ตั้งข้อสังเกต

สำหรับโครงการท่อส่งน้ำมัน เป็นโครงการพัฒนาที่จัดอยู่ในประเภทโครงการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ให้บริษัท เอ็นทิค จำกัด บริษัทที่ปรึกษา เป็นผู้ศึกษา และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ด้วยการสำรวจเส้นทาง ออกแบบระบบทางวิศวกรรม และได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 จากนั้นบริษัทได้นำมามอบให้นายอำเภอในพื้นที่ท่อผ่าน

       เมกะโปรเจกท์ซุ่มเงียบ
วิฑูรย์ กมลนฤเมธ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น บอกว่า หากให้ อ.บ้านไผ่ เป็นศูนย์กลางคลังน้ำมันภาคอีสาน การเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ จะอยู่ในระยะทางที่เท่าๆ กัน แต่จากการสอบถามข้อมูลจากกลุ่มนักธุรกิจ ทราบว่า บริษัท ช ทวี จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบก่อสร้างคลังน้ำมันที่ อ.บ้านไผ่ ซึ่งมีการทำประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรับทราบมา 2 ปีแล้ว แต่ขณะนี้กลับไม่มีใครทราบความคืบหน้าของโครงการเลย

วิฑูรย์ ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทำอยู่ในกลุ่มเล็กๆ กระทั่งมาทราบว่าโครงการเริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน ในขณะที่เจ้าของพื้นที่ยังไม่มีข้อมูลของโครงการที่ชัดเจนเลย

“โดยส่วนตัวยังไม่เคยรับทราบข้อมูลว่าทางบริษัทเข้ามาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ หากเป็นประเด็นที่ทางโครงการอ้างว่าคนอีสานจะซื้อน้ำมันถูกลงนั้น ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องตัวเลข แต่หากมองในประเด็นด้านการลงทุน เชื่อว่ามีความคุ้มค่าในระยะยาว และประเด็นที่เห็นได้ชัดและพอใจคือ เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ มีการใช้งานได้จริง รถบรรทุกขนส่งน้ำมันจะหายไป ทำให้การจราจรคล่องตัว และลดอุบติเหตุจากการขนส่ง” นายวิฑูรย์ กล่าว

  นักพัฒนาหวั่นส่งผลกระทบจราจร
จรูญพิศ มูลสาร เครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมแก่งละว้า ระบุว่า ที่ผ่านมาการเข้ามาก่อสร้างคลังน้ำมันที่ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ ชาวบ้านไม่ค่อยรู้ความเคลื่อนไหวมากนัก แต่มีการเชิญไปรับฟังความคิดเห็นหนึ่งครั้ง คนที่ไปร่วมแสดงความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นผู้นำชุมชน แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ขณะนี้เริ่มมีการปรับพื้นที่ ถมที่เพื่อก่อสร้างแล้ว ทำให้เห็นปัญหาที่ชัดเจนคือการถมดินขวางทางน้ำ โดยพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างคลังน้ำมัน ตั้งอยู่ริมฝั่งถนนสายบ้านไผ่-ชนบท ฝั่งซ้ายมือ บริเวณดังกล่าวจะมีลำห้วยอยู่ 2 ห้วยคือ ห้วยบ่อกระสินธุ์ หรือห้วยบ้านดู่ และห้วยขามเรียน บริเวณบ้านเมืองเพีย ซึ่งมีการถมดินสูงมาก และไม่เปิดช่องน้ำไหล เป็นการขวางทางน้ำเพราะพื้นที่ที่ก่อสร้างนี้เดิมเป็นพื้นที่รับน้ำ หากถมที่ขวางทางน้ำจะทำให้น้ำท่วมหนักกว่าปี 2562 นี้แน่นอน และทางกลุ่มอนุรักษ์แก่งละว้าเคยทำหนังสือท้วงติงเรื่องนี้ไปแล้วแต่ก็เงียบ

“พื้นที่ก่อสร้างคลังน้ำมันมีประมาณ 200 ไร่ หลังก่อสร้างเสร็จคาดว่าจะเกิดปัญหาด้านจราจร เพราะในโครงการระบุว่าจะมีรถขนส่งน้ำมันเข้าออกประมาณ 300 คันต่อวัน และหากมีการเชื่อมเส้นทางการเดินรถขนส่งเข้าไปใน สปป.ลาว ได้แล้วจะมีรถขนส่งน้ำมันเพิ่มเป็น 600 คันต่อวัน หากรถเยอะขนาดนั้นชาวบ้านเกรงว่าจะเกิดปัญหาด้านการจราจร อุบัติเหตุ รวมถึงคลังน้ำมันดังกล่าวอยู่ใกล้กับโรงเรียนนานาชาติด้วย ทางโรงเรียนก็ห่วงเรื่องมลพิษ ฝุ่น ควันพิษ และอุบัติเหตุการระเบิด การสูญเสียเหมือนกัน” จรูญพิศ ระบุ

สุวิทย์ กุหลาบวงษ์

จรูญพิศ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาการจราจร ฝุ่นและมลพิษแล้ว ยังห่วงเรื่อง การปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำ เพราะลำห้วยทั้งสองสายจะต้องไหลลงแก่งละว้า ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำดิบของพื้นที่และน้ำยังเอาไปผลิตน้ำประปาใช้อีกหลายหมู่บ้าน หากฝนตกน้ำล้างครบน้ำมัน คราบสกปรกในคลังน้ำมันลงไปกับลำน้ำก็จะไปไหลรวมที่แก่งละว้า จะเกิดการปนเปื้อนและคนเดือดร้อนคือชาวบ้าน ปลาจะตาย และเกิดปัญหาต่อระบบนิเวศแน่นอน สิ่งเหล่านี้อยากให้ทางโครงการออกมาดำเนินการเพื่อป้องกันปัญหามลภาวะที่จะเกิดด้วย

    หวั่นละเมิดสิทธิ์ชาวบ้าน
สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตามนโยบายของรัฐมักมีปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติที่ คือ ข้อมูลที่ให้แก่ชุมชนไม่ครบถ้วน รอบด้านพอสำหรับการตัดสินใจชองประชาชน และจะเป็นการสั่งการจากบนลงล่าง เช่น ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประกาศให้ผู้ที่อยู่ในแนวท่อผ่านนำสำเนาโฉนดที่ดิน ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน มาให้ผู้นำเพื่อรวบรวมหลักฐานเอาไปให้เจ้าหน้าที่โครงการเพื่อจ่ายค่าเวนคืนหรือค่ารอนสิทธิฯ ถ้าเริ่มแบบนี้จะเกิดความขัดแย้งหรือมีการต่อต้านทันที เพราะว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบเขาไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดก่อนริเริ่มโครงการ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในประเด็นนี้ให้มาก เพราะถ้าหน่วยงานยังมองแบบเดิมคือ ฉันมีกฎหมาย สามารถทำได้ทุกอย่าง ใครขัดขวางการพัฒนาก็จะใช้กฎหมายจัดการ

“ต้องยอมรับกันว่าอิทธิพลของจีนต่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขง มีปัญหามากในเรื่องที่ไม่สนใจเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีรัฐบาลไทยเป็นผู้อำนวยผลประโยชน์ให้และอ้างการพัฒนา ความมั่นคงด้านพลังงานตบตาประชาชน โดยเฉพาะบนเส้นทางหนองคายถึงโคราช จะมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และท่อน้ำมัน จะเริ่มดำเนินการปี 2563 ประเทศเราเองได้เตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้างต่อผลกระทบต่างๆ”

สุวิทย์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเปิดเวทีระดับภาคและระดับจังหวัดที่ท่อน้ำมันผ่าน เช่น จ.หนองคาย จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน ก่อนจะมีการจัดเวทีรับฟังผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม EIA เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องทำตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องมีการชี้แจงการเลือกแนวท่อผ่านแต่ละพื้นที่ มีแนวทางอย่างไร มีขั้นตอนกระบวนการอย่างไรบ้าง

“เจ้าของโครงการต้องให้ข้อมูลก่อนที่จะมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะจะทำให้ชุมชนหรือบุคคลที่แนวท่อผ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อจะได้สร้างทางเลือกให้เขา เช่น ถ้ามีท่อผ่านที่ดิน เจ้าของที่ดินจะทำกินบนที่ดินได้หรือไม่ ระยะความกว้างแนวท่อกี่เมตร ท่อฝังลึกจากผิวดินเท่าไร ไม่ใช่มาจัดเวทีรับฟังในกระบวนการ EIA เลย โดยคนในชุมชนไม่พร้อมในเรื่องข้อมูล ชุมชนหรือบุคคลที่แนวท่อผ่าน จะได้รับค่าเวนคืน หรือค่ารอนสิทธิฯ อย่างไรบ้าง เช่น ต้นไม้ที่แนวท่อผ่านที่ต้องถูกตัดออกไป หรือค่าเสื่อมราคาของที่ดินที่แนวท่อผ่าน และอื่นๆ หรือจะมีการจ่ายเงินอย่างไร ครั้งเดียวจบหรือทยอยจ่าย รัฐบาลต้องชี้แจง และคำถามใหญ่ๆ คือโครงการนี้เป็นผลประโยชน์ของใคร ใครได้ใครเสีย และประชาชนผู้เสียสละต้องมีโอกาสที่ดีในอนาคต”

สะท้านเมืองลุง “ซุ้มเจ๊เปี๊ยะ” ประดาบ “ซุ้มธรรมเพชร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สะท้านเมืองลุง “ซุ้มเจ๊เปี๊ยะ” ประดาบ “ซุ้มธรรมเพชร”

22 ตุลาคม 2562 – 11:40 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,รายงานพิเศษ,เลือกตั้งท้องถิ่น,จพัทลุง,เจ๊เปี๊ยะ,นาที รัชกิจประการ
เปิดอ่าน 7,228 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 ต.ค.62

**************************

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถยนต์ สุนทร เรืองแก้ว ผู้ช่วย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 2 พัทลุง เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายหัวถนนท่านช่วย–กงหรา อ.เมือง จ.พัทลุง ตำรวจยังตามจับตัวมือยิงมาดำเนินคดีไม่ได้

ก่อนมีข่าวร้ายข่าวร้อนที่เมืองลุง ช่วงวันที่ 12-13 ตุลาคม 2562 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข นำทีมรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย และ ส.ส.บางส่วน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ และพบปะประชาชนในจังหวัดพัทลุง

สภากาแฟเมืองลุงวิจารณ์แซด ปรากฏการณ์ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง ทำเอาสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งเมืองลุง

อดีตเคย “หวาน”

บุญไม่นำพาวาสนาไม่ส่ง “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ชวดเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะปัญหาการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน แต่แม่ทัพใหญ่แดนทักษิณของพรรคภูมิใจไทย ก็ยังทำงาน “สร้างฐาน-ปักธง” ในภาคใต้ต่อไป

นาที รัชกิจประการ กับทีมนักการเมืองท้องถิ่น

การเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2555 “เจ๊เปี๊ยะ” จับมือ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” น้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง หลายสมัย และน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ จัดทีม ส.อบจ.ลงสนามในนาม กลุ่มพลังพัทลุง”

เนื่องจากสมัยโน้น ปชป.เมืองลุง มีสองกลุ่มคือ กลุ่มสุพัฒน์ ธรรมเพชร กับกลุ่มนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เจ๊เปี๊ยะ จึงทำแนวร่วมกับตระกูล “ธรรมเพชร”

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร

การเลือกตั้งปี 2551  “สุพัฒน์” เคยลงสมัครชิงนายก อบจ. แต่พ่ายแพ้แก่ทีมสานันท์ สุพรรณชนะบุรี ที่มีนิพิฏฐ์ สนับสนุน แต่ปี 2555 สุพัฒน์ผนึกกำลังเจ๊เปี๊ยะ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร จึงได้เป็นนายก อบจ.พัทลุง

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เจ๊เปี๊ยะกับตระกูลธรรมเพชร จึงต่อสู้กันตามครรลองประชาธิปไตย

ชน “ธรรมเพชร”

ฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทย ส่ง ส.จ.ไข่ดำ” ภูมิศิษฎ์ คงมี ส.อบจ.เขต อ.เขาชัยสน และรองนายก อบจ.พัทลุง (สายตรงเจ๊เปี๊ยะ) ลงชนแชมป์เก่า “สุพัชรี ธรรมเพชร” ค่าย ปชป. สู้กันแผ่นดินเดือด “ส.จ.ไข่ดำ” ชนะ “ส.ส.แหม่ม สุพัชรี”

ส่วน “แหม่ม” สุพัชรี ธรรมเพชร ลูกสาวสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส. 6 สมัย จ.พัทลุง ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็ยังทำหน้าที่ “ผู้แทนนอกสภา” และมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ปชป.ในปัจจุบัน

สุพัชรี ธรรมเพชร

เมื่อไม่นานมานี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ก.ก.ถ.) ได้เลือก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง เป็นตัวแทนของกรรมการผู้แทน อบจ. ใน ก.ก.ถ. แทนนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายก อบจ.สงขลา ที่ลาออกไปเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลพื้นที่ภาคใต้ จะจัดทีมลงสนามท้องถิ่นเอง หรือจะหันมาจูบปากตระกูล “ธรรมเพชร” คงต้องลุ้นกันต้นปีหน้า

น้ำแยกสายไผ่แยกกอ

พรรคภูมิใจไทย พัทลุง ได้เปิดตัว กลุ่มภูมิใจพัทลุง” มานานหลายเดือนแล้ว โดยวางตัว ท็อป” ภุชงค์ วรศรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง และ ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ควนขนุน เป็นว่าที่นายก อบจ.พัทลุง และ ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ตะโหมด เป็นว่าที่รองนายก อบจ.พัทลุง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2562 ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.เขต อ.ตะโหมด และอดีตประธานสาขาพรรค ปชป.เขต 3 และภุชงค์ วรศรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง นำทีม ส.อบจ.ประมาณ 8 คน เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่สำนักงานสาขาพรรคฯ

ทีมภูมิใจพัทลุง

ล่าสุด “ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ผู้นำกลุ่ม ส.จ.เสียงข้างมากในสภา อบจ.พัทลุง และเพิ่งยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร กรณีการเสนองบประมาณประจำปี 2563

เซียนวัวชนแถวแม่ขรี วิเคราะห์ว่า “ส.จ.เด๊ะ” นำทัพชนทีมเก่า “พลังพัทลุง” ทำให้อุณหภูมิการเมืองท้องถิ่นทะลุจุดเดือด

สมรภูมิเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง เที่ยวหน้า จึงยิ่งกว่าศึกวัวชนเดิมพันเงินล้าน เพราะวัวถูกคู่ คนดูถูกใจ

อนาคตป่วน พิษ พรรคเถ้าแก่ ไม่ต่างนายห้างดูไบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตป่วน พิษ พรรคเถ้าแก่ ไม่ต่างนายห้างดูไบ

22 ตุลาคม 2562 – 09:20 น.
กระดานความคิด,ทักษิณ ชินวัตร,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ใบตองแห้ง,ปิยบุตร,เพื่อไทย,อนาคตใหม่,พรรคเถ้าแก่
เปิดอ่าน 4,134 ครั้ง

อนาคตใหม่ ไม่พ้นเงา พรรคเถ้าแก่ คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ยังไม่จบดราม่า “ธนาธร-ทักษิณ” ภายในกลุ่มเอฟซีอนาคตใหม่และเพื่อไทย แม้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะยอมรับว่ากระทำไม่เหมาะสม และขออภัยที่กล่าวพาดพิงอดีตนายกฯ ทักษิณ ในศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันก่อน

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 “ใบตองแห้ง” พิธีกรค่ายวอยซ์ทีวี ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ว่า “ธนาธรพูดอย่างนี้เสียหายมาก อาจหนักกว่าโดนศาลตัดสิน (ซึ่งน่าจะเดากันไว้แล้ว) และไม่ใช่เรื่องที่ขอโทษได้ เสียหายไปแล้วโดยตัวธนาธรเองนั่นแหละเสียหาย ไม่ใช่ทักษิณ”

คนเดือนตุลาอย่าง “ใบตองแห้ง” รู้จักแกนนำพรรคอนาคตใหม่เป็นอย่างดี แต่เรื่องนี้ก็วิจารณ์ธนาธรตรงไปตรงมา

“อันดับแรกอย่างตื้นที่สุดคือคนข้องใจว่าพูดทำไม ไม่จำเป็น มันสะท้อนวุฒิภาวะ ความไม่รัดกุม ที่พรรคอนาคตใหม่พลาดเสมอ สองคือมันจะถูกมองว่าเหยียบทักษิณเพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งอันนี้แย่หนักเข้าไปใหญ่ ในสังคมดราม่า พระเอกเขาไม่ทำกัน ติ่งเพื่อไทยอาจมองไปถึงขั้นว่านี่คือสิ่งที่ธนาธรคิดอยู่ตลอด เหยียบทักษิณเพื่อชิงมวลชน”

ประเด็น “เพื่อไทย-อนาคตใหม่” จะแย่งชิงมวลชนกันเองเป็นเรื่องที่คาดหมายกันไว้แล้วตั้งแต่วันแรก “เอก” ธนาธร-“ป๊อก” ปิยบุตร ประกาศตั้งพรรคลงสู่สนามเลือกตั้ง

ทักษิณ ชินวัตร จึงหนุนให้คนในเพื่อไทยส่วนหนึ่งแยกตัวออกมาตั้ง “พรรคไทยรักษาชาติ” วางจุดขายให้ใกล้เคียงอนาคตใหม่ แต่วิธีคิด “กินรวบ” แบบทักษิณ ทำให้ไทยรักษาชาติไปต่อไม่ได้

บรรดา “ติ่งพ่อฟ้า” ภาคภูมิใจที่พรรคอนาคตใหม่ไม่ต้องใช้ทุนก้อนโต แค่อาศัยสื่อออนไลน์ปั่นกระแสก็ได้มา 6.3 ล้านเสียง และส.ส. 81 คน

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่แกนนำอนาคตใหม่รู้อยู่แก่ใจว่าคะแนนเสียงเดิมของเพื่อไทย 120 เขตเลือกตั้ง อันเนื่องจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีส่วนสำคัญให้อนาคตใหม่ได้ส.ส.มากถึง 81 คน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 30 คน

ย้อนไปดูเส้นทางพรรคอนาคตใหม่ ใช้เวลารวมตัวทำงานการเมืองไม่ถึงปี การสรรหาตัวผู้สมัครส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงเป็นไปในลักษณะ “พรรคของนักกิจกรรม” คือทุกคนเป็นอาสาสมัครทางการเมือง ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพ

          ดังนั้นผู้สมัครส.ส.เขต จะเป็นคนในท้องถิ่นที่อาสาเข้ามาสวมเสื้อพรรคลงสนามเลือกตั้ง แต่พวกเนื้อกษัตริย์ได้แก่นักกิจกรรมต้านคสช. นักวิชาการหัวก้าว เอ็นจีโอสายแข็ง และคนใกล้ชิด ธนาธร-ปิยบุตร จะอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพราะเบื้องต้นแกนนำอนาคตใหม่หวังจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่า ส.ส.เขต

การเลือกตั้งในสถานการณ์ไม่ปกติส่งผลให้ “ธนาธรฟีเวอร์” ในกลุ่มคนรุ่นใหม่บวกกับพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คนเสื้อแดงไม่มีตัวเลือกใน 120 เขต จึงกาเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่

แกนนำพรรคจะไม่ยอมรับประเด็นหลังแต่จะชูกระแส “ธนาธร” เป็นหลัก เพราะทำให้พรรคได้รับชัยชนะเหนือความคาดหมาย

ก่อนจะถึงวันพิจารณา พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ เสียงในพรรคอนาคตใหม่ ก็ไม่เป็นเอกภาพเมื่อกลุ่มหัวก้าวหน้าในพรรคเสนอให้ “คว่ำ พ.ร.ก.” เพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง แต่ส.ส.เขตจำนวนไม่น้อยรู้สึกหวั่นไหวที่ต้องเล่นเกมเสี่ยง

สุดท้าย “ธนาธร” ถกลับกับแกนนำวงใน 3-4 คน เลือกที่จะโหวตไม่รับร่างพ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ เพื่อแสดงจุดยืน “เอียงข้างประชาชน” ไม่เล่นเกมประนีประนอมเนื่องจาก “กลุ่มชนชั้นนำ” กำลังจะจัดการ “เด็ดหัวธนาธร” และยุบพรรค

พลันที่มีส.ส.เขต 3 คนโหวตเห็นด้วย 2 คนมาไม่ทันลงมติ 1 คน และงดออกเสียง 1 คน บรรดา “ติ่งพ่อฟ้า” ก็ก่อกระแสโจมตีว่า ส.ส.เหล่านั้นเป็น “งูเห่าสีส้ม” 

หลังเลือกตัั้ง 24 มีนาคม 2562 นักวิชาการคนหนึ่งออกมาวิจารณ์ว่า พรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคเถ้าแก่” และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพรรค

พรรคเพื่อไทยต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่ทรัพย์สินประจำตระกูล แกนนำพรรคไม่ใช่เด็กในบ้าน เปิดให้มีประชาธิปไตยในพรรคและให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดจริงจัง

         วันนี้พรรคอนาคตใหม่กำลังจะเดินตามรอยพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคเถ้าแก่” และแกนนำพรรคทุกระดับไม่ต่างจากพนักงานไทยซัมมิท 

วันชี้ชะตา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันชี้ชะตา

22 ตุลาคม 2562 – 08:12 น.
วันชี้ชะตา,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเซต,วัตถุอันตราย,สารเคมี
เปิดอ่าน 947 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2562

ในวันนี้ (22 ต.ค.) คณะกรรมการวัตถุอันตราย อันประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 29 คน จะประชุมเพื่อลงมติว่า จะสั่งแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หรือไม่ ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฉบับปี 2535 โดยประธานการประชุมโดยตำแหน่งคือ ปลัด(รองปลัด)กระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ตัวแทนกรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อธิบดีกรมศุลกากร และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน

ก่อนการประชุมชี้ขาดจะเริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายที่เห็นต่างคือฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีมาอย่างต่อเนื่องกับกลุ่มที่สนับสนุนให้ใช้ได้ต่อไป ภายใต้การ “จำกัด” การใช้และใช้อย่างถูกวิธี ทั้งสองฝ่ายก็ได้ยืนยันเจตนารมณ์กันจนถึงนาทีสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้รับผิดชอบด้านสุขภาพของประชาชน โดยการนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่ปรึกษา คณะแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนองค์กรเอกชน ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการใช้สารเคมีก็ประกาศมาก่อนหน้าว่า จะคัดค้านจนถึงที่สุด เริ่มจากให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตรายในตอนเช้า และถ้ามติออกมาว่าให้แบนสารเคมีเกษตรก็จะประท้วงด้วยการเผาดอกไม้จันทน์ที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรม จึงถือว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย ทั้ง 29 คนกำลังตกอยู่ในภาวะถูกกดดันมากพอสมควร

วันชี้ชะตาซึ่งมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 5 คน แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงก็แสดงความคาดหวังถึง 90% ว่า คณะกรรมการจะมีมติให้แบน ส่วนรัฐมนตรีว่าการบอกว่าไม่ว่าคณะกรรมการจะมีมติออกมาอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานภาคปฏิบัติก็ต้องทำตามนั้น อย่างไรก็ตาม ลักษณะทำนองนี้ บางฝ่ายอาจจะยังไม่ได้รับรู้ว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้จัดอบรมการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิด หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่่ 14 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ให้ “จำกัด” การใช้ โดยหลังวันที่ 20 ตุลาคม ที่เพิ่งผ่านมาได้ 2 วัน กลุ่มผู้เกี่ยวข้องคือผู้ใช้ ผู้รับจ้างฉีดพ่น คนขาย จะต้องผ่านการอบรมที่กระทรวงเกษตรฯ จัดขึ้นตามประกาศบังคับใช้ 5 ฉบับก่อนหน้านี้ หรือมองอีกนัยหนึ่งก็คือ ในระหว่างที่ฝ่ายคัดค้านออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกตลอด 6-7 เดือนก่อน กระบวนการ “ตีตรารับรอง” การใช้สารก็เดินหน้าไปเงียบๆ เช่นกัน

ตามข่าวบอกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจจะลงมติโดยเปิดเผย หรือกรรมการคนใดจะให้ลงมติลับก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ก็ต้องฝากความหวังเอาไว้กับคณะกรรมการทั้งคณะว่า จะพิจารณาอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งด้านผู้บริโภค และได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาหนักของชาติ เช่นที่ฝ่ายแพทย์และสาธารณสุขนำเสนอข้อมูลมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้ อย่างเช่น กลุ่มไร่อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ฯลฯ ก็ต้องรับฟังข้อมูลจากพวกเขาเช่นกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คณะกรรมการจะต้องไม่ถูกอิทธิพลภายนอกครอบงำ อย่างที่บางคนอาจจะถูกตั้งข้อสงสัย ดังนั้น จึงควรจะต้องลงมติกันอย่างเปิดเผย เพราะนี่คือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ไบโอเมทริกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไบโอเมทริกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ไทย

21 ตุลาคม 2562 – 10:55 น.
สายตรวจระวังภัย,ไบโอเมทริกซ์,biometrics,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง
เปิดอ่าน 3,099 ครั้ง

ไบโอเมทริกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ไทย  คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

บางคนอาจคิดว่า “ไบโอเมทริกซ์ (biometrics)” จำกัดวงเฉพาะการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไบโอเมทริกซ์ คือ วิธีการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพ หรือพฤติกรรม มาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน เช่น ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ เสียง ม่านตา เรตินา ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมีให้เห็นกันเช่นในภาพยนตร์แนวไซไฟหลายเรื่อง รวมทั้งภาพยนตร์แอ็กชั่น แนวสืบสวนสอบสวนที่อิงกับการใช้งานจริงของ หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา (ซีไอเอ) และ สำนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษสหรัฐ (เอฟบีไอ) ซึ่งมีการใช้งานมากว่า 25 ปี

ทว่าเครื่องมือล้ำสมัยไบโอเมทริกซ์เพิ่งถูกนำมาใช้กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยเฉพาะ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ใช้สแกนคนเข้าออกประเทศ โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เป็นอย่างดี

ภายหลังเปิดใช้งานสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดกฎหมายรูปแบบต่างๆ ได้จำนวนมาก เห็นได้จากข่าวที่ปรากฏว่า เพียงแค่ 3 วัน ก็สามารถจับกุมได้มากถึง 8 พันราย ทั้งหลบหนีเข้าเมือง พาสปอร์ตปลอม โอเวอร์สเตย์ ฯลฯ จากนั้นก็มีการจับกุมคนร้าย หรือผู้ต้องหาตามหมายจับ จากการแจ้งเตือนของไบโอเมทริกซ์อย่างต่อเนื่อง นี่จึงแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์มีประสิทธิภาพขนาดไหน

 พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. บอกว่า ผลการดำเนินงานด้วยระบบไบโอเมทริกซ์ จำนวน 16 ท่าอากาศยานนานาชาติ พบบุคคลที่อยู่ในบัญชีดำและบัญชีเฝ้าระวังมากกว่า 1 พันคน จับปรับบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด จำนวนกว่า 4.5 หมื่นคน นำค่าปรับส่งแผ่นดินได้มากกว่า 81 ล้านบาท และจับบุคคลตามหมายจับได้กว่า 700 คน โดยระบบไบโอเมทริกซ์จะอ่านค่าจากชิพที่ฝั่งอยู่ในหนังสือเดินทางกับภาพผู้โดยสาร หากมีข้อมูลจะทำการเทียบกับใบหน้า หู ตา จมูกและปาก ว่าแตกต่างจากภาพที่จัดเก็บในชิพหรือไม่ ซึ่งจะตรวจด้วยแสงต่างๆ เช่น แสงยูวี แสงอินฟาเรด หากมีความแตกต่าง หรือไม่พบฐานข้อมูลในระบบคาดการณ์เข้าข่ายพาสปอร์ตปลอมหรือบุคคลต่างด้าว จึงทำการตรวจสอบขั้นตอนต่อไป

ล่าสุดผลงานของไบโอเมทริกซ์ก็สามารถช่วยตำรวจจับคนดังที่กำลังเป็นกระแสสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ นั่นคือ นายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือ เสี่ยท็อป อายุ 49 ปี เสี่ยคนดังที่เป็นข่าวหลอกพริตตี้สาวชาวจังหวัดบุรีรัมย์แต่งงาน จัดงานใหญ่อลังการ สุดท้ายทิ้งให้ฝ่ายเจ้าสาวเป็นหนี้งานแต่งหลายล้านบาทก่อนจะถูกสังคมตามขุดประวัติฉาวเรื่อยมา สุดท้ายก็จนมุมคาสนามบินดอนเมืองด้วยคดีค้างเก่าจ่ายเช็คเด้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ เปิดเผยว่า สำหรับ เสี่ยท็อป เป็นบุคคลตามหมายจับระหว่างพิจารณาศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหากระทำความผิดฐานพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 โดยหมายจับดังกล่าวได้รับประสานจากตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นหมายจับระหว่างพิจารณาศาลแขวงพระนครเหนือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.8062/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ.9319/2559 ข้อหากระทำความผิดฐานพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ขณะที่เสี่ยท็อปเดินทางกลับ มีการตรวจพบการแจ้งเตือนบุคคลมีหมายจับและยืนยันตัวบุคคลจากระบบไบโอเมทริกซ์ ที่ช่องตรวจคนเข้าเมืองสนามบินดอนเมือง ขณะเดินทางกลับจากฮ่องกง ด้วยเที่ยวบิน เอฟดี 505 จึงสั่งการให้จับกุมตัว นอกจากนี้ยังพบว่าเสี่ยท็อป เคยมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีฉ้อโกง 2 ครั้ง ที่ จ.สงขลา ด้วย

ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์จะประสบความสำเร็จมากหรือน้อยยังต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของคน นั่นหมายถึงการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตำรวจท้องที่ ศาล และสตม. หากหน่วยงานใดละเลยข้อมูลก็จะไม่ได้ถูกส่งเข้าระบบ ต่อให้มีเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าประสานความร่วมมืออย่างจริงจัง แม้จะหนีการจับกุมหลายปี เปลี่ยนชื่อไปแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจศาลและระบบไบโอเมทริกซ์ที่มีประสิทธิภาพก็สามารถตรวจจับใบหน้าว่าเป็นบุคคลตามหมายจับได้..!!