ถอดบทเรียนรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดบทเรียนรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส

21 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ไต้ฝุ่นฮากิบิส
เปิดอ่าน 592 ครั้ง

ถอดบทเรียนรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นฮากิบิส พายุลูกใหญ่ที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งพัดถล่มเข้าประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังพายุผ่านพ้นไปมีรายงานความเสียหายราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบ 80 ราย

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ข่าวไทยและต่างประเทศต่างพากันนำเสนอคือการเตรียมพร้อมรับมือและมาตรการต่างๆ ในการรับมือเหตุการณ์นี้ของภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นซึ่งสามารถลดความสูญเสียได้อย่างมหาศาล

 ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์จากภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ความสำเร็จในการรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่นมาจากปัจจัย 2 อย่าง คือการบริหารจัดการ และการปลูกฝังค่านิยมในการรับมือกับภัยพิบัติของคนญี่ปุ่น

เมื่อถึงเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นในประเทศ ญี่ปุ่นจะใช้การสั่งการที่เป็นระบบมาจากส่วนกลาง โดยเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจะสวมชุดสีฟ้าเป็นทีมเพื่อเตือนภัยภาวะฉุกเฉินและมีระบบเตือนภัยที่ทำเป็นระบบให้ประชาชนเข้าใจง่าย

“เขาจะแบ่งระดับเป็น 5 ระดับเตือนภัย สีขาวไปจนถึงม่วงเข้ม ตามความรุนแรง ซึ่งจะบอกไว้ว่าอยู่ระดับนี้ต้องทำอย่างไร เช่น ถ้าอยู่ระดับ 1 ต้องเตรียมตัวอย่างนี้ที่บ้านแล้วนะ ถ้าอยู่ระดับ 4 ก็ต้องเริ่มอพยพแล้วนะ โดยมีแผนที่ทั่วประเทศบอกชัดเจน และอัพเดตตลอดเวลา”

ปัจจัยที่สำคัญอีกประการคือวินัยของคนในชาติเนื่องจากคนญี่ปุ่นได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาให้รับมือกับภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ก่อนมีภัยพิบัติ ระหว่างมีภัยพิบัติ จนกระทั่งถึงหลังจากภัยพิบัติจบไปแล้ว

“คนญี่ปุ่นมี Life Skill (ทักษะชีวิต) ในการรับมือภัยพิบัติสูงมาก เขาจะได้รับการปลูกฝังมาแล้วว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ต้องเตรียมอาหารกระป๋อง เตรียมน้ำ อย่างไร วิทยุ ไฟฉาย ต้องทำอย่างไร เคยซ้อมอพยพ ก็จะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ทั้งนี้มันเกิดจากระบบการศึกษาและการปลูกฝังซึ่งโรงเรียนและครอบครัวสอนมาตั้งแต่ยังเด็ก”

อาจารย์เจษฎาชี้ว่า ภาพที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์มากภาพหนึ่งในช่วงเกิดเหตุพายุฮากิบิสคือภาพน้ำท่วมบนท้องถนนในญี่ปุ่น แต่กลับไม่มีขยะลอยน้ำให้เห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ก็มีที่มาจากความมีวินัยของญี่ปุ่น

“เขาใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด แม่น้ำคูคลองก็ขุดลอกเพื่อรับน้ำ ประชาชนก็ให้ความร่วมมือเอาขยะเก็บขึ้นไม่ให้วางอยู่บนถนน ขนาดสุนัขและแมวก็จัดการให้อยู่พื้นที่ปลอดภัย”

ขณะเดียวกันสื่อเองก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ มีการให้ข้อมูลตามจริง ถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดความตระหนกแต่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือ

“ประชาชนคนญี่ปุ่นให้ความเชื่อมั่นกับข้อมูลภาครัฐสูง เขามองว่ารัฐไม่มีทางทำอะไรที่ไม่ดีแก่ประชาชน ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้รับการปลูกฝัง หล่อหลอม ฝึกฝนมาในแนวทางนั้นมาโดยตลอดและเขาพร้อมที่จะทำตามกระบวนการเพื่อความปลอดภัย ไม่มีใครต่างเอาตัวรอด แต่พร้อมที่จะไปด้วยกัน”

อาจารย์เจษฎาระบุว่าประเทศไทยยังขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับไปเน้นการให้ข้อมูลในเชิงสีสัน ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกมากกว่าการให้ข้อมูลเพื่อรับมือ และยังขาดตัวกลางให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการบูรณาการกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในท้องถิ่น

“ประชาชนต้องได้ข้อมูลเพื่อเอามาทำแผนรับมือที่ใช้งานได้ ในที่นี้ท้องถิ่นเองก็ต้องรู้จักการจัดการในพื้นที่ เช่น กรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่จะต้องอพยพคนอย่างไร แต่ ณ ตอนนี้เรายังไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในระดับพื้นที่ ไม่มีการบูรณาการที่ชัดเจนกับหน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ”

อาจารย์เจษฎายังระบุอีกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพอากาศโลกทำให้ภัยพิบัตินับจากนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรเอามาตรฐานในอดีตว่า “ไม่เคยเกิดขึ้น” หรือ “เอาอยู่” มาเป็นความประมาท และการไม่เตรียมพร้อมรับมือ

“มีนักวิจัยอากาศชี้ว่าพายุลูกต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็จะมีความแรงระดับฮากิบิส ดังนั้นอย่าเอาความเชื่อเดิมๆ ไปเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น ทั้งภาครัฐและประชาชนอย่าคิดว่าเอาอยู่ แต่ต้องหาทางรับมือและปรับตัวเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็ว”

“ณ ตอนนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่าถ้าหาก กทม. เจอน้ำท่วม หรือแม้แต่ภัยพิบัติอื่นๆ หรือการก่อการร้าย เราจะทำอย่างไร เราถือว่าสุ่มเสี่ยงมากๆ เพราะหากเจอเหตุการณ์ที่สั่นคลอนรุนแรงแล้วปรับตัวสู่สภาพเดิมโดยเร็วไม่ได้เราจะแย่ และประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้ยาก เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง ทั้งเทคโนโลยีและการเตือนภัยเมื่อเกิดเหตุ แต่ที่สำคัญกว่า คือการสร้างจิตสำนึกและความรู้ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ถึงจะมีนวัตกรรมดีๆ แต่คนไทยไม่มีจิตสำนึกก็ไม่ช่วยอะไร” อาจารย์เจษฎากล่าวทิ้งท้าย

สถานีต่อไปของ ลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สถานีต่อไปของ ลุงตู่

21 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
รัฐบาลลุงตู่,วงในวงนอก
เปิดอ่าน 904 ครั้ง

สถานีต่อไปของ ลุงตู่ คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

การเมืองไทย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” สิ่งที่คาดว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็อาจไม่ใช่ก็ได้
ดูอย่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อยู่ในสภาพรัฐบาลผสม มีจำนวนเสียงปริ่มน้ำรอวันโดนคลื่นลมกระทบกระแทกให้โคลงเคลงจมลงเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มาถึงขณะนี้สามารถผ่านด่านสภาให้ไปต่อได้ บรรดากองเชียงร์กองแช่งคาดการณ์ต่างๆ นานา ว่ารัฐบาลผสมด้วยจำนวนเสียงสูสีกับพรรคร่วมฝ่ายค้านจะฟันฝ่าการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไปได้หรือไม่ ซึ่งผลการลงคะแนนผ่านความเห็นชอบในระดับไม่ต้องลุ้นกันหืดขึ้นคอแต่ประการใด

ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเสียฟอร์มจากการลงมติร่างระเบียบข้อบังคับการประชุมสภาพ่ายแพ้สองครั้งติดต่อกัน ครานั้นเรียกว่าเป็นความประมาทของฝ่ายวิปรัฐบาล แต่ก็นำมาศึกษาบทเรียนเพื่อป้องกันสถานการณ์ข้างหน้า

แม้สองครั้งแรกจะเป็นแค่การโหวตระเบียบข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งมือกฎหมายข้างกาย พล.อ.ประยุทธ์ อย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยบอกไว้ ยังไม่สำคัญเท่าการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เพราะหากไม่ผ่านสภา นั่นหมายความว่ารัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภาเท่านั้น
แต่เมื่อการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นที่แน่ชัดว่าความเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำพร้อมมีเสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อย กล่าวตามประสาทางการเมืองมี “งูเห่ากลายพันธุ์” เข้ามาร่วมด้วยช่วยโหวตให้ได้เสมอ
อย่างที่กล่าวข้างต้นการเมืองไทย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” เมื่อผลประโยชนลงตัวย่อมเป็นมิตรกันได้เสมอ แต่ถ้าตกลงไม่ได้พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูชั่วคราว
ไม่ต้องมองรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเท่านั้น ดู “พรรคอนาคตใหม่” บ้างปะไร จากการโหวตค้านพ.ร.ก.รักษาพระองค์ ปรากฏว่า ส.ส.ในพรรคแหกมติถึงสี่คน หนึ่งในนั้นยอมรับว่า ตกลงกับหัวหน้าพรรค อนค. ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดตัวลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นจึงขอหักดิบด้วยการโหวตสวนมติพรรคซะเลย

นี่ล่ะหนอไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับการเมืองไทย
ถึงกระนั้น “รัฐบาลลุงตู่” อย่าเพิ่งประมาท นี่เป็นแค่การรับร่างพ.ร.บ.งบ วาระแรก จากนั้นต้องมีการตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณ ระหว่างนั้นการปรับเพิ่มลด ขอสงวนคำแปรญัติติงบประมาณในส่วนกระทรวงต่างๆ จะเกิดขึ้น เรียกได้ว่าต้องจัดสรรแบ่งปันประโยชน์ให้ลงตัวกันอีกก่อนเข้าสู่การโหวตใน วาระสาม ราวปลายปีหรือต้นปีหน้า ต้องมาลุ้นระทึกกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ดีในเมื่อด่านงบประมาณผ่านไปได้สถานีต่อไป “รัฐบาลลุงตู่” ต้องเผชิญ อยู่ในช่วงเปิดสภาสมัยสามัญในเดือน พฤศจิกายน ต้องเจอสองด่านสำคัญ นั่นคือข้อเสนอให้มีการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการตั้งกรรมาธิการในสภา อีกประเด็นที่ฝ่ายค้านลับมีดเตรียมพร้อมยื่น “ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล”
การบริหารบ้านเมืองนับจากนี้ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง ตามกรอบกติการัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งในการผลิตนโยบายต่างๆ ยิ่งโครงการเมกะโปรเจกท์ร้อนๆ ฝ่ายค้านจดบันทึกหาจุดอ่อน แปะข้างฝาไว้ตลอด รอกำหนดฤกษ์ยื่นซักฟอกเท่านั้น
ขณะเดียวกัน “รัฐบาลลุงตู่” ต้องเจอแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ที่ออกตัวแรงกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านถึงขั้นสร้างเครือข่ายนักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน เป็นพลังนอกสภา
ตั้งแต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ข้อเรียกร้องปฏิรูปกองทัพ พร้อมผลิตวาทกรรมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ตามมาด้วยการแสดงความอหังการไม่เห็นชอบพ.ร.ก.รักษาพระองค์ ล้วนสัมผัสได้ถึงความพยายามสร้างความท้าทายกับอะไรบางอย่าง
การเคลื่อนไหวในลักษณะจัดหนักอัดเต็มพอจะอ่านออกว่ากำลังต้องปล่อยหมัดหนักก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานภาพของ “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” ในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้นั่นเอง

ผู้มีอำนาจรัฐ ฝ่ายกองทัพต้องเดินหมากด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ รู้จัก “มองการณ์และถอยเป็น” ลดระดับความร้อนแรงไม่เติมฟืนในกองไฟ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้กรอบกติกาที่มีไว้เป็นดีที่สุด เพราะเมื่อใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้ำเส้นกฎหมาย ฝ่ายนั้นต้องพร้อมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง

ระเบิดข้างใน “ชลบุรีโมเดล” อนาคต “ไหม้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394503?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดข้างใน “ชลบุรีโมเดล” อนาคต “ไหม้”

21 ตุลาคม 2562 – 09:44 น.
พรรคอนาคตใหม่,ชลบุรีโมเดล,กวินนาถ ตาคีย์,ชลบุรีพัฒนา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 3,911 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 21 ต.ค.62

*****************************

ส่องเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของ “พรรคพ่อฟ้า” เหมือนอ่านนิยายเรื่องล่าแม่มด เมื่อ กวินนาถ ตาคีย์” ส.ส.ชลบุรี เขต 7 พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติการ “แหกมติพรรค” 2 กรณีคือ โหวตเห็นด้วย พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพล และโหวตเห็นด้วยร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562

กองเชียร์อนาคตใหม่เรียก ส.ส.กวินนาถ ว่า “งูเห่าสีส้ม” โดยมองข้ามปัญหาความขัดแย้งเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรคอนาคตใหม่ทั้งในส่วนท้องถิ่นและส่วนกลาง

ทนายนู้ด” ผู้ล้มช้าง

พรรคอนาคตใหม่ ชลบุรี ก่อตัวขึ้นมาจาก “กลุ่มอาสามัครรุ่นใหม่” ที่อยากเปลี่ยนแปลงเมืองชล ผลเลือกตั้ง ส.ส.ชลบุรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ทำให้คอการเมืองช็อก เมื่ออดีต ส.ส.สายบ้านใหญ่สอบตก 3 เขตคือ เขต 5, 6, 7

เฉพาะเขต 7 “ทนายนู้ด” กวินนาถ ตาคีย์ พรรคอนาคตใหม่ เบียดชนะอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ พรรคพลังประชารัฐ

กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี

ว่ากันตามจริงชัยชนะของอนาคตใหม่มีสองปัจจัยคือ กระแสความนิยมในตัวธนาธร และ “เอฟเฟกต์ไทยรักษาชาติ” ทำให้แฟนคลับ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” หันมาเทคะแนนให้พรรคสีส้ม

เทพพิทักษ์​ มะลาศรี

ดังที่กล่าวมาข้างต้น พรรคอนาคตใหม่ ชลบุรี มีที่มาจากหลายกลุ่ม และความคิดการเมืองที่ต่างกันจึงไม่น่าแปลกใจที่ เทพพิทักษ์​ มะลาศรี” หัวหน้าคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ ชลบุรี จะประกาศขับไล่ “กวินนาถ” ออกจากพรรค ด้วยข้อหาทรยศประชาชน

เทพพิทักษ์เป็นคนละกลุ่มกับกวินนาถและมีความขัดแย้งกันเรื่องการส่งตัวผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี และนายกเมืองพัทยา

คนละอุดมการณ์

เมื่อเจอยุทธการตีงูเห่าสีส้ม “ทนายนู้ด” จำต้องปิดเฟซบุ๊กชั่วคราว เพื่อหลบพายุอารมณ์ของติ่งพ่อฟ้า  แต่ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก กัณป์ชสาน รัตนะ ทนายแบงค์” ซึ่งเป็นผู้ช่วย ส.ส.กวินนาถ ได้โพสต์เสมือนความในใจว่า

“ส.ส.ของประชาชนคนเดียวที่กล้าหาญความถูกต้องและในความเห็นต่าง แท้จริงนั้นคืออะไร? นี่หรือที่สังคมควรเรียกเขา งูสีส้ม ซึ่งถ้าเขาทราบดีว่าแหกกฎ เขาต้องโดนโจมตีขนาดไหน…แต่ทำไมเขากล้าที่จะทำ”

ทนายแบงค์ ผู้ช่วย ส.ส.กวินนาถ

ก่อนหน้านั้น “ทนายแบงค์” โพสต์ความเห็นส่วนตัวว่า “อุดมการณ์ของผมในทางการเมืองนั้นมี ข้อใจความสำคัญว่า 1.จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.แก้ไขในสิ่งที่ชาวบ้านพี่น้องประชาชนเดือดร้อน 3.รักและคงไว้ความเป็นประชาธิปไตย” พร้อมติดแฮชแท็ก #ปกป้องชาติศาสนาพระมหากษัตริย์

ถ้าไปส่องดูเฟซบุ๊กกองเชียร์สีส้มในประเด็นการโหวตไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ส่วนใหญ่พวกเขาจะแสดงความเห็น “เกินเลย” จากที่ปิยบุตร ได้อภิปรายในสภา

ด้วยเหตุนี้กระมังผู้ช่วย ส.ส.กวินนาถ จึงต้องย้ำเรื่องอุดมการณ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

น้ำ” แกนนำแดงตะวันออก

เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ร่อนหนังสือเรื่องผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าแสดงวิสัยทัศน์ในการสมัครนายก อบจ. 16 จังหวัด

เฉพาะชลบุรี ปรากฏว่ามี 2 ทีม คือ “อนาคตชล อนาคตใหม่” โดย ศรันย์ธร ถาวรศิลป์ และ “ชลบุรีพัฒนา” โดย สภา พละวารี แต่ไม่มีชื่อทีม “เปลี่ยนชลบุรี” ของ จิรวุฒิ สิงห์โตทอง” อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง

“เสี่ยเป้า” จิรวุฒิ ลูกชายเฮียซุ้ย ดรงค์ สิงห์โตทอง เผยความในใจว่า “..ผมสอบตก ส.ส.มา 2-3 หน ก็ยังไม่เคยเสียใจเท่ากับการที่พรรคอนาคตใหม่ตัดโอกาส ไม่ให้ผมได้ไปชี้แจง ได้พูดอะไรเลย”

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 ที่ร้านครัวคุณเอ๋ อ.เมือง ชลบุรี กวินนาถ ตาคีย์ ได้นัดจิรวุฒิ สิงห์โตทอง มาพูดคุยเรื่องนายก อบจ.ชลบุรี และรับปากว่าจะผลักดันเสี่ยเป้าเป็นตัวแทนพรรคลงสนามท้องถิ่นให้ได้

ถัดมา 18 ตุลาคม 2562 ที่ร้านครัวคุณเอ๋ “จิรวุฒิ” ได้นัดทีมงาน “เปลี่ยนชลบุรี” มาปรึกษาหาเรื่อง โดยมีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย และสมาชิกพรรคอนาคตใหม่บางกลุ่มได้เข้ามาร่วมวงด้วย

น้ำ” นิชนันท์ วังคะฮาด อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 ชลบุรี พรรคไทยรักษาชาติ เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญที่ทำให้เสี่ยเป้าตัดสินใจสู้ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี โดยใช้ชื่อกลุ่มเปลี่ยนชลบุรี โดยไม่ต้องแคร์พรรคอนาคตใหม่

นิชนันท์ วังคะฮาด

สำหรับ “น้ำ” นิชนันท์ เป็นแกนนำเสื้อแดงแหลมฉบัง และมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของ นปช.พัทยา และนปช.ชลบุรี

แนวร่วมต้านบ้านใหญ่เมืองชลรู้ดีว่าไม่มีใครจะต่อกรกับตระกูลคุณปลื้ม ได้สมน้ำสมเนื้อเท่ากับเสี่ยเป้า

p25

ชีพจรรัฐสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชีพจรรัฐสภา

21 ตุลาคม 2562 – 09:02 น.
ชีพจรรัฐสภา
เปิดอ่าน 730 ครั้ง

ชีพจรรัฐสภา โดย… ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

   รัฐสภาก็มี “ชีพจร” ดังเช่นผู้คนมีชีวิตทั้งหลาย

ในวันประวัติศาสตร์รัฐสภา 18 กันยายน 2562 ฝ่ายค้านลุกขึ้นอภิปรายโจมตีคณะรัฐมนตรี กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ได้ไม่สมบูรณ์แบบ ยังผลให้ “ชีพจรรัฐสภา” เต้นแรงเร็วรุ่มร้อนผิดจังหวะปกติ ส่อว่ารัฐสภามีปัญหาทางสุขภาพจิต และอาจเต้นจังหวะนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน นอกจากฝ่ายค้านจะหันมา “คิด-พูด-ทำ” ตามที่ปวงชนได้มอบอำนาจอธิปไตยให้ไว้แล้วในวันเลือกตั้ง เพื่อนำไปเสริมสร้างประโยชน์สุขให้แก่ปวงชน

อย่าลืมว่าทุนนิยมขาดลูกค้ามิได้ฉันใด นักการเมืองก็ขาดปวงชนมิได้ ฉันนั้น พูดง่ายๆ “ไม่มีปวงชน-ไม่มีนักการเมือง”

พรรคฝ่ายค้านมีมุมมองว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ่านคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ส่วนท่านนายกฯ ก็มีมุมมองว่าได้ถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์อย่างถูกต้องตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ครม.ก็ได้น้อมรับพระราชทานข้อเตือนใจจากพระองค์ไปถือปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว

แม้ท่านนายกฯ พร้อมรับผิดชอบ และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งไม่วินิจฉัยว่าท่านทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และชี้แจงด้วยว่าไม่มีองค์กรใดในรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยกรณีดังกล่าวได้ กระนั้นก็ตามฝ่ายค้านกลับถือโอกาสท้าทายให้ท่านลาออก ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีอายุไม่ถึงสองเดือน ยังไม่ทันได้แสดงผลงาน อีกทั้งการถวายสัตย์ก็ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติแต่อย่างใด

เมื่อตัวบทกฎหมายมิอาจเยียวยามุมมองที่ขัดแย้งกันได้ ทางออกหนึ่งได้แก่การอาศัย “วิญญาณจิตมนุษยชาติ” ที่สืบทอดกันมายาวนานจากมนุษย์คนแรกที่คลอดจากแม่ลิงชิมแปนซีเมื่อ 6 ล้านปีก่อน โดยอาศัย “วิญญาณจิตดั้งเดิม” ที่ปราศจาก “มลทิน” ใน “มิจฉาทิฐิ อุปาทาน อิจฉาริษยา ความคับข้องใจ แค้นส่วนตัว กิเลสอัปมงคลอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ตลอดจนใจคอทุจริต” เพราะเป็นวิญญาณจิตที่สว่างสงบของผู้มี “วุฒิภาวะ ความมีเหตุมีผล อารมณ์เสริมสร้าง ตลอดจนสามัคคีธรรม”

ด้วยวิญญาณจิตที่สว่างสงบดั้งเดิม รัฐบาลและฝ่ายค้านย่อมพร้อมที่จะยอมรับนับถือกันในสถานภาพและบทบาทของกันและกัน อีกทั้งยอมรับความเป็นจริงที่ว่า 1.การเมืองไทยปั่นป่วนสุ่มเสี่ยงน่าวิตกยิ่งในปี 2557 2. คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกมาเยียวยาได้ทันท่วงที 3.ชาติบ้านเมืองภายใต้คสช.เจริญสุขตลอด 4 ปี 4.เศรษฐกิจการเงินชาติเริ่มฟื้นฟู 5.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ริเริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่านการปกครองจากคสช.สู่ระบอบประชาธิปไตย 6.มีการประชุมรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี 2562

เมื่อรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างตั้งหลักอยู่บนพื้นฐานเดียวกันของความเป็นจริงทั้ง 6 ข้อแล้ว ต่างก็น่าจะเห็นพ้องต้องกันได้ว่า “การถวายสัตย์ตรงตามตัวอักษร” และ “การถวายสัตย์ตรงตามขั้นตอน” นั้น มี “ความสำคัญด้วยกันทั้งคู่” ดังนั้นต่างก็น่าจะหันมาปรองดองกันให้สองวิธีการถวายสัตย์ เป็นที่ยอมรับต่อกัน ดังเช่นที่นักการเมืองนานาอารยะประเทศได้ทำกันทันท่วงทีเมื่อประสบปัญหาการถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญ

ข้อสำคัญฝ่ายค้านพึงแสดง “จริยธรรมทางการเมือง” ไม่ฉวยโอกาสใช้กรณีถวายสัตย์โจมตีครม.แบบ “ได้ทีขี่แพะไล่” โดยคำนึงว่า “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” และน่าจะยอมรับความเป็นจริงที่ว่าเมื่อ ครม.ได้ถวายสัตย์แบบนั้นแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าครม.จะต้องถวายสัตย์แบบนั้นซ้ำอีกเสมอไป หากแม้จะเกิดซ้ำอีกรัฐบาลและฝ่ายค้านก็น่าจะร่วมกันเยียวยาได้ทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยวิญญาณจิตไร้มลทินดังกล่าว

ต่อข้อห่วงใยของฝ่ายค้านที่ว่าหากปล่อยให้การถวายสัตย์ที่ตนคัดค้าน ผ่านพ้นไปเฉยๆ ก็จะเป็นการทำลาย “บรรทัดฐาน” สำหรับสอบวัดการถวายสัตย์นั้น นับได้ว่าเป็นข้อห่วงใยที่ไม่ตรงประเด็น ไม่ถูกจุด และเป็นส่วนเกิน (Irrelevant) เพราะบรรทัดฐานดังกล่าวก็ยังมีอยู่เช่นเดิม…ไม่ได้หายไปไหน

ในการนี้รัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะร่วมกันเยียวยามุมมองที่ขัดแย้งกัน โดยอาศัยวิญญาณจิตไร้มลทินและมุ่งหวังผลระยะยาวกับความยั่งยืน ข้อสำคัญทั้งสองฝ่ายจำต้องยอมรับ “ความเป็นจริงตามความสมจริง” ซึ่งในบางกรณีอาจประสบความยากเย็นเกินกว่าที่จะอธิบายให้ “เข้าใจกัน” ได้

นอกจากนี้รัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะแสดงให้เห็นวิญญาณจิตของผู้ที่ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” เป็น คือรู้จักอดกลั้นระยะสั้นเพื่อรับผลระยะยาว นักจิตวิทยาวิจัยพบว่าเด็กที่อดเปรี้ยวเป็น มักเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนเด็กที่อดเปรี้ยวไม่เป็น มักไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต หลายคนได้กลายเป็นอาชญากรต้องโทษคำพิพากษาศาลไปอย่างน่าเสียดาย (https://en.wikipedia.org/wiki/Stanford_marshmallow_experiment#Stanford_experiment)

การบริหารชาติบ้านเมืองย่อมต้องมุ่งหวังผลระยะยาวและความยั่งยืนมากกว่าผลระยะสั้นไร้ความยั่งยืน มิใช่หรือ?

ในขณะอภิปรายฝ่ายค้านน่าจะคำนึงถึง “ความเป็นจริงตามความสมจริง” ในข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาของรัฐบาลชุดใหม่เอี่ยมสำหรับจัดสรรตัวเลขงบประมาณ 2563 และรู้จัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เพื่อจะได้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันกับรัฐบาลด้วย “สามัคคีธรรม” ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของปวงชน มิใช่หรือ?

การที่ท่านนายกฯ ได้มอบหมายให้รองนายรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวบทกฎหมาย ทำหน้าที่ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการถวายสัตย์แทนนั้น นับเป็นการถือปฏิบัติตามพุทธวจนในธรรมบทหมวดตน ข้อ 10 ที่ว่า “ถึงท่านได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นใด มิใยยิ่งใหญ่ปานใดไว้ ก็ไม่ควรละทิ้งจุดหมายปลายทางแท้จริงแห่งตน เมื่อรู้อยู่ว่าอะไรคือจุดหมายปลายทางแท้จริงแห่งตนแล้ว ก็ควรใฝ่ใจขวนขวาย”

จุดหมายปลายทางของท่านนายกฯ ก็ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าได้บริหารชาติบ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนอย่างแท้จริง ดังเห็นได้จากการปฏิรูปตลอด 4 ปีกว่าของท่าน ซึ่งได้สาธิตให้เห็นผลงานที่สะอาดและน่าพึงพอใจในลักษณะ “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

แม้จะไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ท่านนายกฯ ก็มีเจตนารมณ์บริสุทธิ์และภูมิปัญญามากพอที่จะนำพาชาติบ้านเมืองไปส่งอีกฝั่งหนึ่งจนสำเร็จ ทั้งนี้แตกต่างจากนายกฯ หลายท่านในอดีตที่เป็นมืออาชีพ แต่ขาดเจตนารมณ์บริสุทธิ์และ/หรือภูมิปัญญา ยังความล่มจมหายนะต่อชาติบ้านเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน

ส่วนการที่ท่านนายกฯ ก้าวออกจากรัฐสภาก่อนปิดประชุมนั้น นับเป็นการปฏิบัติตาม “อักโกสกสูตร” ว่าด้วยเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับคำด่าก้าวร้าวของพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำด่าว่ามาตอบโต้กลับ คำเหล่านั้นก็ตกอยู่กับพราหมณ์ดังเดิม ในทำนองเดียวกับที่เจ้าบ้านต้อนรับแขกเหรื่อด้วยขนมน้ำดื่ม หากแขกเหรื่อไม่รับ เครื่องต้อนรับก็ตกเป็นของเจ้าบ้านดังเดิม คือท่านนายกฯ ไม่รับคำโจมตีเกินเหตุเกี่ยวกับการถวายสัตย์ของท่านเพื่อนำมาตอบโต้ จึงตัดสินใจบริหารเวลาด้วยการก้าวออกจากรัฐสภาไปทำราชการสำคัญอื่นแทน เพื่อยุติการวิวาทกันในรัฐสภา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้แสดงข้อเตือนใจไว้นานแล้ว ความว่า “การที่ฝ่ายหนึ่งทำผิด ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะถูกต้อง เพราะว่าคนดีกับคนร้าย คนดีกับคนดี หรือคนร้ายกับคนร้าย ก็อาจทะเลาะกันได้ ทั้งนี้ทำให้การงานสำคัญของประเทศชาติต้องพลอยชะงักงันไป และประโยชน์สุขของสังคมประเทศชาติก็ขาดหายไป” (http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/no_dhammocracy_then_no_democracy_%28joining_point_political_science_and_legal_studies.pdf)

ในผลของการวิวาทกันนั้น คณะวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ นำโดย ดร.มาร์ติน เอ โนแวค ได้อาศัยวิชาคณิตศาสตร์และชีววิทยา คำนวณผลทางชีวภาคแล้วพบว่า เมื่อฝ่ายแรกเริ่มโจมตีลงโทษฝ่ายหลัง ฝ่ายหลังก็จะตอบโต้แก้เผ็ด ก่อให้เกิดการตอบโต้กันไปมาอย่างไม่จบสิ้น ทั้งนี้ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายประสบความหายนะและความพ่ายแพ้มากกว่าประโยชน์สุข นับเป็นผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับข้อเตือนใจของท่าน ป.อ.ปยุตโต ดังกล่าว (https://www.jstor.org/stable/26000851?seq=1#page_scan_tab_contents)

แม้การถวายสัตย์จะเป็น “พิธีการ” ที่สำคัญยิ่งยวด แต่พิธีการของท่านนายกฯ ย่อมมิได้บ่งชี้ถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตหรือขาดสมรรถภาพของท่าน อย่าลืมว่าบรรดาท่านนายกฯ ไทยทั้งหลายในอดีต ก็ได้ถวายสัตย์แบบได้คะแนนเต็มร้อยสวยสดงดงามมาแล้ว แต่หลายท่านก็ได้ประจานตัวเองด้วยผลงานโกงกินชาติบ้านเมืองอย่างฉกาจฉกรรจ์มาด้วยแล้ว มิใช่หรือ?

ผู้นำ อภิชน ตลอดจนผู้ห่วงใยในอนาคตของชาติบ้านเมืองอาจเริ่มเอือมระอากับปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจากการเมืองไทยแบบมีพรรคการเมืองกำกับหนุนหลังอยู่ในการนี้ ขอให้คลิกที่ลิงก์ท้ายนี้เพื่อประเมินแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับระบบการเมืองไทยแบบใหม่ที่ไม่มีพรรคการเมือง (https://www.komchadluek.net/news/scoop/380033)

อย่าลืมว่า “การขาดสามัคคีธรรมในไทย” คือ “ความฝันอันสูงสุด” ของขบวนการก่อความแตกแยกในไทย นักการเมืองที่ได้แสดงความบ้าบิ่นพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรแบ่งแยกมิได้) ในขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 255 ก็ห้ามแก้ไขไว้ นั้น ส่อให้เห็น “เจตนารมณ์ก่อความแตกแยกและไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ” จึงพึงแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่ตนไม่ยอมรับ ทั้งนี้ปวงชนอาจให้คะแนนนิยมในสปิริตที่ยอมรับว่าตนไม่ควรสิ้นเปลืองทรัพยากรสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐธรรมนูญนี้แต่แรก

รัฐสภามิได้เป็นเพียงอาคารที่ก่อสร้างจากเงินของปวงชนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สถิตของ “วิญญาณจิตศักดิ์สิทธิ์” อันเกิดจากความมุ่งหวังที่มีชีวิตจิตใจของปวงชน ผู้ต้องการให้รัฐบาลและฝ่ายค้านบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตสุดความสามารถ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ปวงชนเอง

ด้วยเหตุนี้ผู้อภิปรายในรัฐสภาด้วยความบริสุทธิ์ใจและภูมิปัญญาต่อปวงชน ย่อมส่งคลื่นเสียงที่มีชีวิตจิตใจกับพลังชีวิตอันชอบธรรมให้ซึมซับเข้าไปอยู่กับอาคารรัฐสภา ส่วนผู้ทำหน้าที่ไม่บริสุทธิ์ใจและไร้ภูมิปัญญา แอบใช้รัฐสภาเป็นสถานที่ทำมาหากินส่วนตัว สร้างอาณาจักรส่วนตัว และไม่เสริมสร้างประโยชน์สุขให้ปวงชน ย่อมส่งคลื่นเสียงพลังชีวิตแบบ “คดในข้อ งอในกระดูก” ออกมา ซึ่งจะสะท้อนจากตัวอาคารกลับคืนสู่ “ผู้คิดพูดทำมิชอบ” นั้น ส่งผลให้ผู้นั้นประสบความวิบัติและภาวะไร้แผ่นดินไทยอาศัยอยู่ ไม่ช้าก็เร็ว…ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

ส่วนชีพจรรัฐสภาจะเต้นต่อไปได้อีกนานเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของนักการเมืองทั้งปวง หากทำหน้าที่ด้วยวิญญาณจิตที่ “ไม่มีปวงชน-ไม่มีนักการเมือง” งดแสดงวิวาทกรรมแบบเชยๆ งดชักศึกเข้าบ้าน งดแบ่งแยกไทย มีความสว่างสะอาดไร้มลทินตลอดจนกอปรด้วยสามัคคีธรรมแล้วไซร้ ชีพจรรัฐสภาก็น่าจะเต้นต่อไปได้จนครบวาระ

“…สิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลก มีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์สุขสุขสุขแก่ตนและผู้อื่น ให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”–ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า

วิบากกรรมหรือกรรมไล่ล่า ธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรมหรือกรรมไล่ล่า ธนาธร

21 ตุลาคม 2562 – 08:44 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ศาลรัฐธรรมนนูญ
เปิดอ่าน 4,964 ครั้ง

วิบากกรรมหรือกรรมไล่ล่า ธนาธร

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์  “วิบากกรรมหรือกรรมไล่ล่า “ธนาธร”?    

 “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม และวันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้นั้นจะส่งผลทางการเมืองกับตัวเอง พรรคและสมาชิกพรรคเช่นใด

 “สมชาย” กล่าวว่า วิบากกรรม คือ กรรมเก่า กรรมไล่ล่าคือผลของการกระทำที่กำลังไล่ล่า วันที่ 6 ตุลาคม ธนาธร พูดว่า “เพิ่งรู้ตัวเองว่าเลวในตอนทำงานการเมือง เพราะพวกเขาต้องจัดการตนและพรรค” หากมองเส้นทางการเมืองของธนาธรนั้น ธนาธรเรียนจบปริญญาตรีและโท และทำธุรกิจในเครือไทยซัมมิท ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก รวมทั้งยังเคยชุมนุมทางการเมืองกับเอ็นจีโอและนปช.ก่อนมาตั้งพรรคอนาคตใหม่

          “ซ้ายนายทุน” คือนิยามทางการเมืองของธนาธร

ธนาธรมีคดีความต่างๆ คือ คดีอาญาสามคดี คดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสองคดี (วี-ลัค มีเดีย, บลายด์ ทรัสต์) คดีที่เกี่ยวกับพรรคห้าเรื่องที่นำไปสู่การยุบพรรคและการดำเนินคดีอาญากับกรรมการบริหารพรรคด้วย โดยการโอนหุ้นสื่อนั้นคือเรื่องใหญ่ที่สุดของธนาธร เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้ในคุณสมบัติการลงสมัครส.ส.

วันที่ 8มกราคม คือวันที่ธนาธรอ้างว่าโอนหุ้นสื่อ และเดินทางกลับมา กทม.หลังจากไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ ก่อนที่จะไปสมัครส.ส.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ แต่หลักฐานที่กระทรวงพาณิชย์รับเรื่องการโอนหุ้นตัวนี้มาคือวันที่ 21 มีนาคม ปัญหาคือโอนหุ้นก่อนหรือหลังวันที่สมัครส.ส. คดีนี้มีความสำคัญต่อชีวิตของธนาธร จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ว่าธนาธรจะจำรายละเอียดไม่ได้

การไต่สวนครั้งนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถซักถามพยานได้ และพยายามซักถามธนาธรในสิ่งที่อ้างว่าจำไม่ได้ กรณีนี้เชื่อว่าตุลาการจะมองว่าธนาธรเจตนาจำไม่ได้หรือไม่

     “วีระศักดิ์” ให้ความเห็นว่า ตารางงานของธนาธรนั้นเชื่อว่าทีมงานของธนาธรต้องมีบันทึกไว้

 “บากบั่น” กล่าวว่า การไต่สวนในคดีการโอนหุ้นสื่อดังกล่าวมีหลายคำถามในการไต่สวน แต่ธนาธรตอบหลักๆ ว่าจำไม่ได้ และอ้างว่าเหตุการณ์เกิดมาหลายเดือน การไต่สวนดังกล่าวนับว่าต้อนธนาธรเข้ามุมว่า วันที่โอนหุ้นกับวันหาเสียงนั้นมีการทำบันทึกตามตารางงานไว้หรือไม่ แม้ธนาธรจะอ้างว่าการหาเสียงสำคัญกว่าการโอนหุ้นก็ตาม

ข้อสังเกตที่ธนาธรให้การคือการโอนหุ้นในวันดังกล่าวแม้จะอ้างว่าจำจำนวนหุ้นและราคาที่ซื้อมานั้นจำไม่ได้ แต่เช็คการโอนหุ้นลงวันที่ 8 มกราคมแต่เพิ่งนำเข้าบัญชีในเดือนพฤษภาคม (6,750,000 บาท) โดยธนาธรอ้างว่าไม่เดือดร้อนเรื่องเงินจึงไม่รีบขึ้นเช็ค มันคือจุดสำคัญที่ชี้ว่าธนาธรถือครองหุ้นสื่อหรือไม่

      “สมชาย” ประเมินว่า สิ่งที่ธนาธรอ้างแบบนี้มันไม่ใช่สามัญสำนึกของคนทั่วไป และก่อนวันตัดสินคดีของธนาธร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะนัดหารือภายในและให้ไปเขียนคำวินิจฉัยส่วนตน ก่อนจะเขียนคำวินิจฉัยกลาง ก่อนที่จะอ่านตัดสินตามที่กำหนดไว้ และให้คู่ความส่งคำแถลงปิดคดีมาก่อนวันตัดสินสิบห้าวัน ตรงนี้คือสิ่งที่ธนาธรลุ้นกับกรรมที่กระทำไว้ในวันตัดสินคดีนี้ (20 พ.ย.)

      “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่าพยานคนสำคัญในคดีนี้อีกคนหนึ่งคือ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธรที่สังเกตได้ชัดคือมีความตื่นเต้นและมีความจำที่ดีในการดำรงชีวิตในช่วงเบิกความต่อตุลาการ แต่ธนาธรอ้างเป็นหลักว่าจำไม่ได้ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญของตัวเอง

  “สมชาย” กล่าวว่า อีกกรณีหนึ่งคือ เรื่องเงินกู้ที่ธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ไป 194 ล้านบาท จำนวนสองครั้ง อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง ธนาธรเรียนจบปริญญาโทใบหนึ่งเกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ ฉะนั้นจะอ้างไม่รู้กฎหมายไม่ได้

   “บากบั่น” ให้มุมมองว่าการปล่อยกู้เงินสองครั้งในช่วงสามเดือนในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งให้พรรคอนาคตใหม่ แม้จะอ้างว่ากฎหมายไม่ได้ระบุไว้ก็ตามแต่บัญชีทรัพย์สินที่ธนาธรยื่นต่อป.ป.ช.นั้น ไม่มีการระบุว่ารับเงินจากสมพร จำนวน 6,750,000 บาท แสดงว่าไม่ได้ลงรายการรายรับจากการขายหุ้นสื่อในการยื่นบัญชีต่อป.ป.ช.

      “สมชาย” กล่าวว่า กรณีนี้อาจมีความผิดที่ไม่แจ้งต่อป.ป.ช. และน่าตั้งคำถามว่าเช็คใบนี้ในการซื้อขายหุ้นสื่ออาจลงวันที่ย้อนหลัง

          “วีระศักดิ์” ถามว่าธนาธรมีเส้นทางทางการเมืองแบบนี้อนาคตจะเป็นเช่นใด

   “สมชาย” ระบุว่า ที่ผ่านมาพบว่าธนาธรไปเกี่ยวข้องหลายเรื่องทางการเมือง เช่น พรรคอนาคตใหม่รณรงค์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญหลังเลือกตั้งยี่สิบแปดครั้ง โดยเสนอตั้ง สสร.เพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับ อย่าลืมว่ากรณีมาตราหนึ่งที่นักวิชาการเสนอแก้ไขจนมีการยื่นดำเนินคดีร่วมกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมยูเอ็นก็พบว่าล็อบบี้ยิสต์ที่ธนาธรจ้างไว้ในช่วงเดินทางไปต่างประเทศนั้นมีการเคลื่อนไหวประท้วงนายกรัฐมนตรีโดยล็อบบี้ยิสต์ที่ธนาธรจ้างไว้ไปดำเนินการ และเรื่องนี้ธนาธรโดนวิจารณ์เยอะ การถ่ายภาพกับโจซัว หว่อง แกนนำชาวฮ่องกงที่ประท้วงรัฐบาลจีนจนโฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทำให้ ผบ.ทบ. ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

     “ไชยันต์ ไชยพร” นักวิชาการรัฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า “หากตัดสิทธิทางการเมืองธนาธรคนเดียว (กรณีถือหุ้นสื่อ) พรรคอนาคตใหม่คงพยายามเดินหน้าได้และผู้สนับสนุนน่าจะเห็นใจเพิ่มขึ้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสินเพราะดูจากผลกระทบทางการเมือง”

  “บากบั่น” ตั้งคำถามว่าแรงเหวี่ยงในความเห็นใจธนาธรจากคดีหุ้นสื่อแม้จะเพิ่มขึ้นแต่กรรมที่พรรคอนาคตใหม่ต้องเจอนั้นมีอะไรอีก และการเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคนี้นั้นตอบโจทย์หรือไม่

      “สมชาย” กล่าวว่า ไม่กี่วันก่อนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 366 ต่อ 70 คะแนน อนุมัติพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562

แต่ส.ส.เจ็ดสิบคนของพรรคอนาคตใหม่ลงมติไม่เห็นด้วยนั้น เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ใช้คำพูดที่ฉวัดเฉวียนในการแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ และพบว่าส.ส.บางส่วนของพรรคนี้ไม่มาร่วมประชุม บางคนงดออกเสียงและส.ส.บางส่วนลงมติเห็นด้วยในร่างกฎหมายฉบับนี้กับพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน

หลังเสร็จสิ้นการลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้แกนนำพรรคบางคนแสดงความชื่นชมเจ็ดสิบส.ส.ที่แสดงจุดยืนชัดเจน มันสื่อความว่าพรรคอนาคตใหม่เดินในเส้นทางใด

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางคนที่ลงมติเห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดเผยว่าหัวหน้าพรรคมีความขัดแย้งกับส.ส.และสมาชิกพรรคในเรื่องการส่งผู้สมัคร อบจ. และการแบ่งหน้าที่กมธ.ในสภาผู้แทนราษฎร

 “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า แบบนี้พรรคอนาคตใหม่ร้าวแล้ว เพราะส.ส.บางคนของพรรคที่โหวตสวนมติพรรค ตอบคำถามในโลกออนไลน์ว่า เหตุที่ลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้เพราะเทิดทูนสถาบัน

ส.ส.บางคนที่งดออกเสียงเพราะทราบถึงโครงการในพระราชดำริที่สร้างประโยชน์ในพื้นที่ของส.ส.คนนั้น

ทราบมาว่าก่อนหน้านี้มีส.ส.สิบคนจะลงมติไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ตามแนวคิดของแกนนำพรรค แต่แกนนำพรรคบางคนไปล็อบบี้ให้ส.ส.ที่เหลือต้องทำตามมติพรรค และความเห็นของธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระที่แสดงความเห็นล่าสุดเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่รวมทั้งพรรคเพื่อไทยที่ยังใช้วิธีโหนกระแสสังคมไม่มีการสร้างหรือแสดงจุดยืนของตัวเองเพื่อตอบโจทย์สังคม

    “ไชยันต์ ไชยพร” นักวิชาการรัฐศาสตร์แสดงความเห็นเกี่ยวกับอนาคตของพรรคนี้ว่า “ก่อนเลือกตั้งเลขาธิการพรรคเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ และหัวหน้าพรรคสนับสนุนหนังสือฟ้าเดียวกัน และเมื่อสองคนนี้มาร่วมตั้งพรรคอนาคตใหม่เป็นสิ่งที่ดีที่เปิดตัวต่อสู้ทางความคิดในรัฐสภา และไปโดยใจผู้สนับสนุนพรรคที่เป็นคนรุ่นใหม่และคนรุ่นต่างๆ ในสังคมที่เบื่อพรรคอื่นๆ

การปฏิเสธการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยพรรคนี้แสดงออกมานั้น หากว่าวันนั้นไม่มีพรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบรับคำเชิญของพรรคพลังประชารัฐให้มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในช่วงหาเสียง เชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่อาจไม่เติบโตแบบนี้ แต่เมื่อการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้คนบางส่วนที่หนุนพรรคนี้ต่อต้านระบบสืบทอดอำนาจ”

พรรคอนาคตใหม่มีคนเดือนตุลาที่เคยร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยมาจนถึงพรรคเพื่อไทยมาช่วยงานเบื้องหลัง สังคมน่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของพรรคนี้ชัดเจนขึ้นหลังการตัดสินคดีการถือหุ้นสื่อของธนาธร

เม็ดเงินต้องไม่หล่นหาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เม็ดเงินต้องไม่หล่นหาย

21 ตุลาคม 2562 – 08:01 น.
ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ,งบประมาณรายจ่ายประจำปี
เปิดอ่าน 163 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เป็นพิเศษในเรื่องด่วนเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยการกำหนดเวลาให้ฝ่ายค้านและรัฐบาลได้อภิปรายฝ่ายละ 18 ชั่วโมง ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่นานที่สุดที่เคยมีการพิจารณามา สำหรับเวลารวมของการพิจารณาจะใช้เวลา 3 วัน  แต่เนื่องจากไม่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยสภามานาน 5-6 ปีแล้ว จึงถือเป็นโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายอย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้ชี้แจงข้อซักถามต่างๆ ซึ่งหลังจากผ่านวาระ 1 แล้วคณะกรรมาธิการจะมีเวลาทำงานจนถึงวันที่ 3 มกราคม ก่อนนำเข้าสู่วาระ 2 และ 3 เพื่อลงมติ และส่งต่อให้สภาสูงเห็นชอบ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในราววันที่ 27 มกราคม

ตลอด 3 วันที่ผ่านมา บรรยากาศการอภิปราย 2 ฝ่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลได้ชี้แจงถึงแผนการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้คำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทการพัฒนาตั้งแต่ปี 2561-2580 และคำนึงถึงการพัฒนาประเทศไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนดูแลและเตรียมพร้อมในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพราะในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงจากมาตรการกีดกันทางการค้า รัฐบาลจึงต้องบริหารเงินคงคลังให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงขึ้น พร้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งเศรษฐกิจในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0-4.0 โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวตามการเร่งเบิกจ่าย โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการใช้จ่ายภาครัฐและภาคครัวเรือนขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

ขณะที่มุมมองของซีกตรงข้ามเห็นว่าภาพรวมของการจัดทำงบประมาณเป็นการจัดเงินงบประมาณไม่สอดคล้อง และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งภาครายรับและรายจ่าย จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการคลังของไทยและของโลกจากสถาบันต่างๆ แตกต่างจากสิ่งที่รัฐบาลประเมินในหลายเรื่อง ซึ่งรัฐบาลประเมินสูงกว่าความเป็นจริง ทั้งตัวเลขจีดีพีที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.0 ในปีหน้า แต่สถาบันต่างๆ ประเมินว่าจะอยู่ที่ 2.7 และ 2.9 จากการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจ การส่งออกติดลบ มีความเสี่ยงสูงในการดำเนินธุรกิจจากปัจจัยภายนอกที่ไม่มีความแน่นอน ซึ่งปีหน้าจะวิกฤติกว่านี้และรัฐบาลแทบทุกประเทศส่งสัญญาณให้ประชาชนประหยัด แต่รัฐบาลไทยกลับมีนโยบายชิมช้อปใช้ แม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

นับเป็นครั้งแรกของการจัดทำงบประมาณที่ไม่ได้เอากระทรวงต่างๆ เป็นตัวตั้ง แต่ยึดหลักการจัดทำให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการหลุดกับดักของรายได้ปานกลาง  ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างอภิปรายโดยภาพรวมตรงประเด็น ทำการบ้านมาดี มีชาร์จอธิบายให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้ใช้อารมณ์รุนแรงใส่กัน แม้บางคนจะมีเนื้อหาสอดแทรกการอภิปรายไม่ไว้วางใจรวมถึงการหาเสียงมาประกอบก็ตาม แต่ที่สุดแล้วทุกคนก็มุ่งมั่นที่จะเห็นเม็ดเงินงบประมาณเหล่านั้นถูกนำมาใช้ตามแผนงาน ก่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติในทุกด้านอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  รวมถึงต้องเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพด้วย

“บ้านใหญ่” เดินลึก บดบี้ “ส้มซ้าย” “ปชป.” รอเสียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บ้านใหญ่” เดินลึก บดบี้ “ส้มซ้าย” “ปชป.” รอเสียบ

20 ตุลาคม 2562 – 09:15 น.
เลือกตั้ง,รายงานพิเศษ,เจะประเด็นร้อน,เลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม,เผดิมชัย สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์,ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 18,274 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ วันอาทิตย์ 20 ต.ค.62

*****************************

23 ตุลาคม 2562 วันเลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม ประชากรใน 13 ตำบล 4 เทศบาลใหญ่ ของ อ.สามพราน จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคใด จะกำชัย

ดังที่ทราบ อ.สามพรานนั้น มีลักษณะทางสังคมแบบกึ่งอุตสาหกรรมกึ่งเกษตรกรรม จึงมีประชากรกลุ่มลูกจ้างอุตสาหกรรม และผู้ประกอบอาชีพอิสระ มากกว่าเกษตรกร

โดยเฉพาะคนอีสาน ที่มาเป็นกรรมกร และผู้ประกอบการอิสระ มีจำนวนมากเป็นพิเศษ ยุคแดงทั้งแผ่นดิน นปช.สามพราน นปช.อ้อมใหญ่ ก็หมายถึงแรงงานอีสานนั่นเอง

เลือกตั้ง 2554 เผดิมชัย สะสมทรัพย์ สวมเสื้อเพื่อไทย จึงกวาดแต้มไปมากถึง 4.8 หมื่นคะแนน แต่เลือกตั้ง 2562 เผดิมชัยย้ายพรรค คะแนนลดวูบเหลือแค่ 1.2 หมื่นคะแนน

อนค.” กระแสยังดี

ว่ากันจริง สมัยที่ “จุมพิตา จันทรขจร” หาเสียงเลือกตั้ง 24 มีนาคม แทบไม่ได้ใช้พื้นที่เฟซบุ๊ก และเดินหาเสียงน้อยมาก แต่ได้เป็น ส.ส. เพราะกระแสพรรค กระแสธนาธนาธรจริงๆ

สำหรับสามี “ป๋วย” ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ใช้สื่อโซเชียลเป็นเรื่องเป็นราว และทัศนะการเมืองชัดเจน อาจเป็น “ป๋วย” เคยผ่านสมรภูมิ 6 ตุลา และป่าเขามาแล้ว

ป๋วย” เป็นมวยไฟท์เตอร์เหมือนพี่ชาย “โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร อดีตทีมงานรักษาความปลอดภัย “ทักษิณ ชินวัตร” สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี

เย็นวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคมนี้ พรรคอนาคตใหม่ ยกทีมใหญ่ ทั้งธนาธร-ปิยบุตร เปิดปราศรัยใหญ่ ที่ตลาดธันยา อ้อมใหญ่

“อ้อมใหญ่” และโรงงานย่านพุทธมณฑลสาย 5 เป็นฐานที่มั่นคนเสื้อแดง และวันนี้ พวกเขาหันมาสนับสนุนค่ายสีส้ม

ทีมงานป๋วย เริ่มปล่อยแคมเปญ “อนาคตใหม่ ไม่ซื้อเสียง” เหมือนจะได้กลิ่นอะไรบางอย่าง

ปชป.” แชมป์หาเสียง

ถ้าการเลือกตั้งวัดกันที่ “ทีมหาเสียง” เชื่อว่า “สุรชัย อนุตธโต” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ชนะใสๆ เพราะตลอดช่วงการหาเสียงเกือบ 20 วัน มี ส.ส. และอดีต ส.ส.ค่ายสีฟ้ามาช่วยหาเสียงเกือบหมดพรรค

ยกตัวอย่างเบอร์ใหญ่ๆ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. และอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.

เย็นวันอาทิตย์ 20 ตุลาคมนี้ ปชป.ปราศรัยใหญ่ ที่ตลาดศาลพ่อแกสะแกทอย แถวพุทธมณฑลสาย 7 “สุรชัย” เลือกจุดปราศรัยในย่าน “คนสามพราน” ดั้งเดิม

สุรชัย” อดีต สจ.นครปฐม ชูจุดขาย “คนสามพราน” เรียกคะแนนจากคนพื้นที่ และยังหวังที่จะได้คะแนนเสียงเดิมของ ปชป.เมื่อเลือกตั้งปี 2554 กลับมา

ตอนนั้น มารุต บุญมี สวมเสื้อ ปชป.ที่เขตสามพราน ได้ 4 หมื่นคะแนน แต่เลือกตั้ง 2562 สุรชัย ได้ 1.8 หมื่นคะแนน

ลึกๆ ก็แอบหวังได้คะแนนของ “ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว” อดีตคน ปชป.ที่ย้ายไปพลังประชารัฐมาเติมของเดิม

บ้านใหญ่” สู้เพื่อท้องถิ่น

กลยุทธ์หาเสียงของบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ ไม่มีตั้งเวทีปราศรัย เน้นการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน และใช้ทีมงานเดินเกมลึก “เจาะ” ทุกหมู่บ้าน

เผดิมชัย สะสมทรัพย์” รู้ว่าพ่ายแพ้ครั้งที่แล้ว เพราะย้ายจากเพื่อไทยมาสวมเสื้อชาติไทยพัฒนา จึงเสนอคำขวัญ “ขอโอกาสอีกครั้ง” เพื่อจะเป็นที่พึ่งกับทุกปัญหาของชาวนครปฐมอย่างแท้จริง

บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ มุ่งทำให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรค ไม่ใช่รัฐบาลกับฝ่ายค้าน

“เราไม่ได้มาสร้างสงคราม เพื่อเปิดศึกอะไร แต่เรามาขอความร่วมมือให้ทุกคนเลือกคนดี คนมีความสามารถ คนมีผลงาน เข้ามาพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง”

คล้ายเผดิมชัยจะบอกว่า ศึกเลือกตั้งซ่อมเสมือนการเลือกตั้งท้องถิ่น

แพ้หรือชนะ บ้านใหญ่สู้เต็มที่ เพราะมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้ง “นายก อบจ.นครปฐม” ที่ได้วางตัว “หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ ลูกชายคนโตของไชยา สะสมทรัพย์ หัวหน้า สจ.กลุ่มชาวบ้าน เป็นตัวแทนไว้แล้ว

ชื่อ ‘จืด’ ใจเข้ม สู้เพื่อช้าง หรือสู้กับช้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394238?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชื่อ ‘จืด’ ใจเข้ม สู้เพื่อช้าง หรือสู้กับช้าง?

19 ตุลาคม 2562 – 08:15 น.
จืด เข็มทอง,ช้างตกเหว,น้ำตกเหวนรก,เขาใหญ่,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 907 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 19-20 62 ต.ค.

*********************

ไม่ต้องมีหัวใจอนุรักษ์ แต่เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ยังใจสลาย กับภาพของซากช้างป่าหลายชีวิตในห้วงเหวที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งแต่วันเกิดเหตุ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา พวกมันตกลงไปเบื้องล่างน้ำตกที่ชื่อว่า “เหวนรก” ราวกับผู้บริสุทธิ์ที่โดนลงทัณฑ์

วันนี้แม้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้ทำพิธีสวดบังสุกุลให้กับซากช้างป่าทั้ง 11 ตัว ไปแล้ว ส่วนซากร่างบางตัว ที่ไม่สามารถกู้คืนมาได้ คงต้องปล่อยให้ธรรมชาติจัดการ

แต่นั่นก็คืออดีตที่ผ่านพ้นไป ไม่มีใครเรียกชีวิตของฝูงช้างเหล่านั้นกลับมาได้ หากคำถามใหญ่กว่านั้นคือ จากนี้ต่อไปจะเอายังไงต่อ ถ้าไม่ต้องการให้โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

แน่นอนคำถามนี้ คนธรรมดาอย่างเราๆ อาจได้แต่ทอดถอนใจ แต่คนกลุ่มหัวใจอนุรักษ์ เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ และเขากำลังทำมันอยู่

ชื่อจืด ใจเข้ม

ชื่อของ “จืด เข็มทอง” โผล่ขึ้นมาในห้วงข่าวสารตอนนี้ คนไทยวงกว้างได้รู้จักว่าเขาคือนักอนุรักษ์คนหนึ่งและทำมานานแล้ว หากเวลานี้เขากำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้นตรงข้ามกับชื่อ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาช้างตกเหวนรกแบบยั่งยืนเสียที

โดยหลังเกิดเรื่องเศร้าของช้าง 11 ตัว เขาก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “จืด เข็มทอง” ข้อความว่า #รักเขาใหญ่น้อยกว่านี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 เป็นวันที่ตรงกับจำนวนช้าง ทั้ง 11 ตัว ตกเหวนรกตาย

“หลายคนตั้งคำถาม หลายคนมีคำตอบ จะหาวิชาการมาอ้างอิง ช้างตกเหวเป็นเรื่องสุดวิสัย เจ้าหน้าที่ไม่บกพร่อง เพราะช้างตกเวลากลางคืน แต่ประเด็นคือมีช้างตาย 11 ตัว บนเหวนรก!! สุดท้ายมามาทุ่มเทแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ!”

ก็ดูเหมือนจะเข้าใจเป้าประสงค์ของนักอนุรักษ์คนนี้เป็นอย่างดีว่า เขาต้องการให้แก้ไขเรื่องใดบ้าง

เพราะนอกจากเขาจะเล่าถึงเหตุการณ์ช้างป่าตกเหวนรกตายหลายตัวในอดีต เมื่อปี 2535 และฉายภาพของความพยายามที่จะช่วยเหลือ แก้ไข แม้จะล้มเหลว

มาครั้งนี้ เมื่อเหตุสลดขึ้นอีกครั้ง เขาผู้ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาตลอดจึงทนไม่ได้อีกต่อไป ลุกขึ้นมาเสนอให้รื้อศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร ห้องน้ำ 1, 2 ศาลาพัก 1, 2, 3 รวมไปถึงป้อมยาม รวมไปถึงหน่วยพิทักษ์ฯ น้ำตกเหวนรก โดยระบุว่า ไม่มีวิธีการใดที่เหมาะสม ในการจะรักษาชีวิตลูกช้างอีกแล้ว

“ข้อเสนอเดียวเท่านั้นก็คือ #รื้อ รื้อเท่านั้นจะช่วยลูกช้างให้รอดจากความตายบนเหวนรกนี้”

แต่คงด้วยรู้ว่าข้อเสนอจะไม่เป็นผล เขาจึงตัดสินใจลุยไปที่ด่านเขาใหญ่ ฝั่งทางขึ้นปากช่อง ประกาศปักหลักประท้วงเป็นเวลา 11 วัน บอกว่าจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้

ก่อนถึงจุดเดือด

อย่างที่เกริ่นไปว่า จืด เข็มทอง หรือ เข็มทอง โมราษฏร์” ไม่ได้เพิ่งมาเมื่อช้างตายงวดล่าสุด เขานั้นมีชีวิตโลดแล่นต่อสู้ปักหลักเรื่องนี้มาเนิ่นนาน ค่าที่เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเด็กรักป่า ในปี 2532 ที่จังหวัดสุรินทร์

ครูจืดวัยหนุ่ม สมัยรณรงค์ หยุดเขื่อนน้ำโจน ปี 2532

งานที่เหมือนง่ายๆ สบายๆ แต่การเป็น “ครู” ผู้สอนให้เด็กเยาวชนรักและเคารพธรรมชาติ ไมใช่งานง่าย

เช่นเดียวกับการซื่อสัตย์ต่อความฝัน และอุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม “ครูจืด” เคยร่วมคัดค้านเขื่อนน้ำโจน หรือช่วงปี 2535 เขาเคยประท้วงเรื่องช้างป่า 8 เชือก ตายตกที่เหวนรกที่เดียวกันนี้

เขาบอกว่า ที่ผ่านมาช้างตกเหวนรกมีแทบนับครั้งไม่ถ้วน รวมยอดออกมาไม่ต่ำกว่า 30 ตัว ตั้งแต่จัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ขึ้นมา

เป็นครูของกลุ่มเด็กรักป่า 

ค้นข้อมูลก็พบว่า เหตุสลดแบบนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง ที่มีบันทึกเช่นตั้งแต่กันยายน 2529 มีนักท่องเที่ยวพบซากช้าง 1 ตัว นอนตายอยู่ที่้น้ำตกเหวนรกระหว่างชั้นแรกกับขั้นที่ 2

ตุลาคม 2530 พบช้างป่าตกเหว ตาย 4 ตัว เป็นแม่ช้าง 2 ตัว และลูกช้างที่หมดแรงตกตายตามไปอีก 2 รวมเป็น 4 ตัว

ปี 2531 มีช้างป่าตกเหวนรกช่วงน้ำตกชั้นที่ 1 อีก 2 ตัว และพัดเอาซากช้างจมหาย และตกลงไปถึงน้ำตกชั้น 3 ซึ่งไม่มีใครลงไปได้ เพราะระดับน้ำลึกกว่า 200 เมตร

3 สิงหาคม 2535 เป็นข่าวใหญ่ที่คนไทยติดตามหลายวัน เมื่อมีช้างหลายตัว ทั้งช้างโตช้างเด็ก ตกลงไปในน้ำตกเหวนรก คนไทยติดตามข่าวสารได้เห็นภาพของการพยายามมีชีวิตรอดของฝูงช้าง ภาพความรักของสัตว์ตัวโตที่หลายคนเรียกมันว่า “สัตว์เดรัจฉาน” พยายามช่วยเหลือดูแลกันเอง

(อ่าน https://www.komchadluek.net/news/today-in-history/337247

2 ส.ค.2535 สุดสลด! 8 ช้างป่า ตกเหวนรก ที่เขาใหญ่)

แต่แล้วเราก็ได้รับรู้ว่า “มนุษย์” อย่างเราทำอะไรไมได้ ไม่ต่างกับช้างที่ไม่สามารถต่อสู้กับผาสูงชัน 90 องศา ทั้งโขดหินแหลมคมและสายน้ำที่เชี่ยวกราก

วันนั้นพวกมันอ่อนแรง ล่องไหล ตายตามกันไปรวมทั้งสิ้น 8 ตัว คนไทยเองก็ไหลล่องไปกับหยดน้ำตา ที่แม้จะเหือดแห้งไปแล้ว แต่มันไม่ได้แปลว่าเรื่องจบลง เพราะที่สุดเหตุการณ์วันที่ 5 ตุลาคม ก็เกิดขึ้น

นาทีนั้น คนชื่อ “จืด” คงเดือดดาลเกินรับอีกต่อไป

หนทางที่ต้องเริ่มทำ

ครูจืดเริ่มต้นด้วยการสรุปสาเหตุของเรื่องเศร้าครั้งนี้หลักๆ  2 ประเด็นใหญ่ และร้องเรียนถึง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คือ

ภาพแสดงเส้นทางเดินของช้างระหว่างน้ำตกเหวนรกกับสถานที่ก่อสร้างของคน

1.การบกพร่องต่อหน้าของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่มีเวรยามป้องกันในจุดอันตราย และ 2.การสร้างจุดบริการนักท่องเที่ยวที่ทับเส้นทางเดินดั้งเดิมของช้างป่า

แต่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบข้อร้องเรียนของเขาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยสรุปคือ

1.ทางอุทยานฯ ปรับลดจำนวนเจ้าหน้าที่ดูแลในจุดอันตรายลง เนื่องจากพฤติกรรมของช้างป่าที่เดินเข้าเส้นทางน้ำตกเหวนรกมีจำนวนน้อยลง

2.น้ำตกเหวนรกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การก่อสร้างต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นและไม่มากเกินไป ทั้งยังกลมกลืนกับภูมิประเทศ จนสัตว์ป่าคุ้นชิน ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตอยู่ของสัตว์ป่าแต่อย่างใด

แต่ครูจืดก็ยังคงเดินหน้าต่อ ยืนยันว่าเรื่องการจัดเวรยามระหว่างต้นฝนไปถึงปลายฝนที่จุดสกัดตรงเหวนรก เป็นปัญหามานานแล้ว เขาระบุว่า ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงจุดสกัดนั้น ในตอนกลางคืนแค่คนเดียว!!

หลังเหตุร้ายในปี 2535 ก็ได้มีการยื่นข้อเสนอให้ทางอุทยานฯ ดูแลจุดสกัดเส้นทางการเดินของช้าง ไม่ให้เข้าถึงบริเวณจุดเสี่ยงอันตรายในพื้นที่น้ำตกเหวนรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปอะไรๆ ก็ลดดีกรีความเฝ้าระวังลง

ทางออกเดียวที่เขาเสนอคือ การจัดระเบียบพื้นที่ตรงจุดนั้นใหม่ เพื่อเปิดช่องทางให้ช้างได้เดินบนเส้นทางดั้งเดิม ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอันอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว

แต่ทันทีที่คนไทยได้ยินข่าวว่า ครูจืดมาปักหลักที่หน้าเขาใหญ่และเดินหน้าอดข้าวประท้วง เพื่อให้นำไปสู่หนทางปลดล๊อคอันตรายครั้งนี้ เราก็รู้แล้วว่า ข้อเสนอของเขายังไม่มีสัญญาณตอบรับจากปลายสาย

อดนี้เพื่อช้าง

ที่สุด ภาพในวันนี้เราก็ได้เห็นว่าครูจืดปูเสื่อรอที่หน้าด่านเขาใหญ่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

แน่นอนระหว่างวันมีคนมาหามาทักทาย เยี่ยมเยียนมากมาย ครูจืดระบุขอทุกท่านที่จะมาเยี่ยมเขียนป้ายฝ้า ข้อความเดียว “#รื้อ” เผื่อมาให้เขา ไว้ติดในพื้นที่รอบๆ ที่ตนประท้วงอยู่ โดยไม่ต้องเอาน้ำ หรืออื่นใดมาฝาก

วันนั้นเขาระบุ หลังจาก 5 วัน จะไม่ดื่มน้ำ และจะไม่ลงไปถ้าไม่รื้อจุดบริการนักท่องเที่ยวเหวนรก

11 วันกว่าจะถึงวันสุดท้าย 21 ตุลาคม แต่เพียงแค่วันที่ 12 ตุลาคม หรือวันที่ 2 ของการปักหลัก ที่ครูจืดโพสต์เฟซบุ๊กว่า “อาหารมื้อสุดท้ายที่ทาน คือข้าวเหนียว ส้มตำถั่วใส่ปลาร้าหนึ่งตัว เนื้อย่าง ”

คนไทยก็เริ่มเป็นห่วงแล้ว เพราะเขาอาศัยดื่มน้ำเปล่าบ้าง น้ำผสมเกลือแร่บ้างเท่านั้นเอง

แน่นอนระห่างนั้น ทุกวันจะมีผู้คนทยอยมาเยี่ยมเยือน ร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อน้องช้าง แต่อะไรยังไม่เท่าข่าวดีที่ครูจืดบอกว่าข้อเสนอที่ เรื่องจุดสกัดและการเฝ้าระวังนั้น ได้รับการแก้ไขไปแล้ว เหลือแต่ข้อ คือ “รื้อ” ต้องขยับกันต่อ ในระดับนโยบาย

ดังนั้น 15 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการประท้วง ครูจืดจึง “ยกระดับ” โดยการเริ่มอดน้ำในวันรุ่งขึ้น นั้นหมายความว่า เขาจะไม่ทานไม่ดื่มอะไรอีกเลย อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้ากู้ภัยเขาใหญ่ และผช.อุทยานฯ ได้มีการมาตรวจประเมินร่างกาย อย่างใกล้ชิด

ทุกๆ วันเจ้าตัวยังคงยืนยันว่า สิ่งที่ทำวันนี้ ไม่สามารถรับรองได้ว่า ช้างจะไม่ตกเหวนรก แต่ภาพความจริง จุดบริการนักท่องเที่ยวเหวนรก ขวางทางช้างเดินมาตั้งแต่ก่อสร้างวันแรก โดยขาดงานวิจัยมาก่อน ทั้งนี้หากรื้อออกช้างก็จะมีพื้นที่เดินที่ปลอดภัย ถ่างออกมาจากเดิม 200 เมตร เป็น 500 เมตร

และการ “รื้อ” เท่านั้น ที่จะทำได้ อย่างน้อยก็เพื่อคืนเส้นทางช้างเดิน เพื่อเปิดทางให้ช้างได้เดินห่างจากปากเหวนรกมากที่สุด!

วันนี้ 19 ตุลาคม 2562 เป็นวันที่ 9 ของการปักหลักประท้วงที่หน้าอุทยานเขาใหญ่ ดูในเฟซบุ๊กของเขา ยังมีรอยยิ้มได้อยู่

เขาบอกว่า ยังแข็งแรง มั่นคง ในข้อเรียกร้อง ที่รอการตัดสินสินใจจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อไป

เพราะเรื่องนี้ต้องจบ ช้างต้องไม่ตายแบบนี้อีก!

************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก จืด เข็มทอง

ฮากิบิส พัดผ่านบทพิสูจน์ญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394067?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮากิบิส พัดผ่านบทพิสูจน์ญี่ปุ่น

18 ตุลาคม 2562 – 12:30 น.
ฮากิบิส,ญี่ปุ่น,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 373 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมาพายุใต้ฝุ่น ‘ฮากิบิส’ ถล่มหลายเมืองในญี่ปุ่นเรียกว่าเป็นมหาพายุในรอบหลายสิบปีที่รุนแรงมาก

แต่พิสูจน์มาแล้วว่าคนญี่ปุ่นสามารถจัดระเบียบรับมือพายุนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่มีใครท้อแท้ด่าเทวดาเพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติ

นี่คือบทพิสูจน์แล้วว่าหากทุกคนมีวินัยและตั้งมั่นเตรียมพร้อมแล้วจะสามารถสู้กับอุปสรรคทั้งมวลได้และแม้ฮากิบิสจะสร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินแต่ทุกคนก็ทำหน้าที่

บทเรียนนี้น่าจะทำเป็นฮากิบิส โมเดล ให้ประเทศไทยปฏิบัติตามเพราะธรรมชาติน้ำท่วม-ภัยแล้งมีทุกปี

ขอย้อนรายละเอียดว่า ‘ฮากิบิส’ เป็นภาษาตากาล็อก หรือภาษาฟิลิปปินส์ แปลว่าความเร็วและทางกรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นได้รายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นระยะถี่ยิบ

หลายคนที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นกลับมาเล่าให้ฟังว่าใต้ฝุ่น ‘ฮากิบิส’ ผ่านไปแล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้ซูเปอร์ใต้ฝุ่นนี้จะมีความเร็ว 216 กม.ต่อชม. มีฝนตกหนัก ดินถล่ม ต้องยกเลิกเที่ยวบินและรถไฟ ฯลฯ

แต่คนญี่ปุ่นได้เป็นบทพิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลและประชาชนเขารับมือภัยพิบัติเป็นระบบและเป็นระเบียบอย่างไร

สมควรจะศึกษานำมาปฏิบัติอย่างยิ่ง
อ๊อด เทอร์โบ


 วันหยุดมากเกินไป
 ขอให้พิจารณาเลิกชดเชย

วันก่อนอ่านเจอจดหมายจากผู้อ่านที่ฝากรัฐบาลเรื่องวันหยุดชดเชยมากไปหรือเปล่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าวันหยุดชดเชยประเทศไทยมีมากเกินไป ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเริ่มในรัฐบาลชาติชายถ้าวันหยุดตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์ ไม่ควรจะมีชดเชย

ปีนึงเมืองไทยมีวันหยุดติดต่อกันมากมายจนไม่ต้องทำงาน ติดต่องานราชการลำบาก ประเทศอื่นเขาไม่มีวันหยุดมากขนาดนี้ ไม่ใช่เอาแต่ส่งเสริมให้เที่ยวใช้เงิน แต่เรื่องทำมาหาเงินไม่มี มีแต่ใช้จ่าย

อีกเรื่องคือเรื่องมารยาทวินัยและสำนึกคนไทย เรามักจะดูถูกคนจีนแต่ไม่เคยดูคนไทยเอง เอาง่ายๆ เรื่องปัสสาวะข้างทางในกรุงเทพฯ ห้องน้ำหาง่ายกว่าต่างจังหวัดเยอะ ยังเห็นคนมาปัสสาวะข้างทางโดยเฉพาะรถแท็กซี่ ไม่เชื่องลองขับผ่านแถวดอนเมือง เห็นได้ทุกที่ไม่ว่าขาเข้า เช่นเลยป้ายรถเมล์เจ๊เล้งขับผ่านมาป้ายรถเมล์จะมีที่ว่างริมถนนเห็นพวกขับแท็กซี่มายืนฉี่ทุกวัน ขนาดมีป้ายราชการห้าม ถ้าคนต่างชาติออกมาจากสนามบินดอนเมืองเห็นคงไม่น่าดู

แม้กระทั่งในถนนวิภาวดีใต้โทลล์เวย์ตรงเกษตร ยังเคยเห็นแท็กซี่มาฉี่ตรงไหล่ทางถนนวิภาวดีเลย หรือขาออกตรงเลยป้ายวัดเสมียนนารีก็มีประจำ คือพบได้ทุกที่ หรือแม้กระทั่งตอนรถติดจะเห็นแท็กซี่ส่วนมาก หรือคนทั่วไปก็มีบ้างเปิดประตูมาบ้วนน้ำลายเวลารถติด หรือพวกโยนขี้บุหรี่ทิ้งกลางถนน พวกมารยาทหรือวินัยพวกนี้คงต้องรณรงค์ให้เข้มงวด
คนหลักซี่

เรียน ‘คนหลักสี่’
ผมขอเป็นสื่อกลางนำเรื่องราวในจดหมายของคุณให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาต่อไปเพราะดูจะเป็นเรื่องธรรมดาแต่แท้จริงแล้วมีความสำคัญมาก

กล่าวกันว่าประเทศไทยเรานั้นมีวันหยุดทำงานมากที่สุดทั้งหยุดปกติและหยุดชดเชย จึงขอให้พิจารณาว่าทำอย่างไรจะทำให้คนไทยทุ่มเทให้การทำงานมากกว่านี้ ประเทศชาติจะได้เจริญพัฒนา ส่วนเรื่องจิตสำนึกและมารยาทระเบียบวินัยของคนไทยนั้นผมเชื่อว่าคนดีมีมากกว่าคนเลว หรือพวกเห็นแก่ตัวมักง่าย

เราต้องปฏิบัติกันเข้มงวดตามกฎหมาย อย่าพูดกันให้ติดปากว่า ‘ไม่เป็นไร’ แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป
อ๊อด เทอร์โบ


 จีนยังรอ ‘ฮ่องกง’ หมดแรง?
คุณ ‘มนตรี’ เยาวราช ได้ส่งจดหมายต่อไปนี้มาและมีความเห็นแบบตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายเกี่ยวกับ ‘ฮ่องกง’ ที่เคยเป็นสวรรค์ของคนไทยที่ชอบช็อปปิ้ง ชิมอาหาร และใช้เงินแบบสบายใจ

เวลานี้ม็อบฮ่องกงประท้วงกันยาวมาเกือบครึ่งปีแล้วและยังคงจะมีไปอีกนานเพราะต้องทำตามกฎระเบียบที่จีนกำหนดไว้

ม็อบฮ่องกงจะยังประท้วงไปอีกแบบเล่นไม่เลิกเพราะจีนขู่ฟ่อว่าเป็นเรื่องกิจการภายใน ไม่มีใครกล้ายุ่ง!


 ฮ่องกงประท้วงไม่เลิก
 เกือบครึ่งปียังมีต่อ

ผมเพิ่งกลับจากฮ่องกงครับ พร้อมเพื่อนๆ หลายคนอยากจะแนะนำว่าถ้าเราไม่ไปยุ่งแถวเขาชุมนุมประท้วงกันแล้วน่าไปฮ่องกงมากเพราะร้านอาหาร โรงแรมลดราคา เท่าที่ทราบมาจากชาวฮ่องกงบอกว่าการประท้วงคงมีอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนเวลานี้เข้า 5-6 เดือน หรือเกือบครึ่งปีแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิก แม้จีนจะจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายไปกว่า 2-3 พันคน แล้วก็ตาม

เวลานี้ทางการจีนเขาห้ามใส่หน้ากากเพราะถือว่าผิดกฎหมายหรือมาตรการใช้ความรุนแรงใส่เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะพวกหน่วยปราบจลาจล

ชาวฮ่องกงคนหนึ่งบอกว่าจีนเขาปล่อยให้ฮ่องกงเน่าตายไปเองคือเป็นเกาะนรก ส่วนเรื่องแบ่งดินแดนไปเป็นอิสระ รับรองว่าไม่มีทาง

คนที่เดือดร้อนจริงๆ คือคนจน เพราะไม่รู้จะไปทางไหน ส่วนการลงทุนหรือธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มมองไปที่สิงคโปร์ซึ่งปลอดภัยกว่า

ถามว่าทำไมฮ่องกงประท้วงไม่เลิกหรือมีเบื้องหลังหรือไม่? เรื่องนี้จีนเขารอได้เพราะเวลานี้ฮ่องกงเหมือนผลไม้ที่สุกจนจะเน่าคาต้นอยู่แล้ว
มนตรี (เยาวราช)


ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63

18 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
งบประมาณปี 63,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63

เริ่มขึ้นแล้วสำหรับการแถลงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งงานนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างยกข้อมูลมาหักล้างกันอย่างเผ็ดร้อน และไฮท์ไลท์สำคัญคงหนีไม่พ้นการแถลงงบประมาณแต่ละกระทรวงของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยนายกฯ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการแจกแจงที่มาที่ไปของวงเงินงบประมาณที่เทลงไปให้แต่ละกระทรวง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีการตั้งงบประมาณเป็นจำนวนไม่เกิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อให้งบประมาณของแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ เป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งนี้เป้าหมายของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อให้การพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนว่า กระทรวงและหน่วยรับงบประมาณต่างๆ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตามสำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่คณะรัฐมนตรี นำเสนอ มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก จำนวน 469,000 ล้านบาท โดยวงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,392,314.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 74.8 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 655,805.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.5 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของวงเงินงบประมาณซึ่งอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง

“สาระสำคัญของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณรายจ่ายที่กำหนดในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 518,770.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.2 ของวงเงินงบประมาณ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 415,770.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงิน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ เงินสมทบลูกจ้างประจำ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ

สำหรับงบประมาณอีกจำนวน 103,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.2 ของวงเงินงบประมาณ ได้สำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจาก ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมและเผยแพร่ประสบการณ์และองค์ความรู้ ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง

ส่วนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 1,131,765.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณตามกฎหมายจัดตั้งและตามที่ได้รับมอบหมายในเชิงนโยบายที่ต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน, งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 235,091 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อดำเนินงานเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการในภาพรวมของประเทศได้แก่ การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้, การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด, การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต, การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว, การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ, การพัฒนาพื้นที่ระดับภาค

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์, การพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้, การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย, การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก, การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม, การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ส่วนงบประมาณรายจ่ายบุคลากร รัฐบาลได้ จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 777,267.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ไม่รวมค่าใช้จ่ายตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง จำนวน 415,770.9 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 272,127.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.5 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 182,956.7 ล้านบาท ส่วนงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ

ขณะเดียวกันในส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำแนกตามยุทธศาสตร์จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ โดยยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 428,190.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคงโดยมุ่งเน้นการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ การสร้างความมั่นคงความปลอดภัย และความสงบสุขของประเทศ การสร้างบทบาทของไทยในอาเซียนและเวทีโลก รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการป้องกัน ปราบปรามและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ยืนยันว่างบประมาณดังกล่าวไม่ใช่อยู่ที่แต่ส่วนของกระทรวงกลาโหมเพียงอย่างเดียว โดยจำแนกตามแผนงาน”

1.การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณทั้งสิ้น 5,351.9 ล้านบาท 2.การรักษาความสงบภายในประเทศ งบประมาณทั้งสิ้น 34,774.2 ล้านบาท โดยเสริมสร้างความปรองดองภายในชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3.การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณทั้งสิ้น 10,865.5 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มีเป้าหมายในการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองและบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคง ให้สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพการศึกษา

4.การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ งบประมาณทั้งสิ้น 539.2 ล้านบาท 5.การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา ผู้ติดยาเสพติด งบประมาณทั้งสิ้น 5,319.1 ล้านบาท โดยจัดให้มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และช่วยเหลือประชาชนจากภัยยาเสพติดอย่างเป็นระบบ 6.การพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ งบประมาณทั้งสิ้น 88,718.4 ล้านบาท โดยพัฒนาระบบและแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติให้มีความทันสมัย และปฏิบัติได้จริง หน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองมีประสิทธิภาพจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเพียงพอ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

7.การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ งบประมาณทั้งสิ้น 9,350.5 ล้านบาท โดยเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติให้ได้ตามมาตรฐาน พัฒนาระบบเตือนภัยให้มีความแม่นยำและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีความพร้อมในการสนับสนุนความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ 8.การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 15,324.4 ล้านบาท

9.การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณทั้งสิ้น 5,803.1 ล้านบาท โดยเน้นการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้านการต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในทุกมิติ 10.การสนับสนุนด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 1,574.6 ล้านบาท โดยการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศ ให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีเอกราช อธิปไตย และมีความสงบเรียบร้อย มุ่งเน้นการพัฒนาคน

11.การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 56,569. 7ล้านบาท โดยการสร้างความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ การดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในการดำเนินงานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 194,000 ล้านบาท

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 380,803.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.9 ของวงเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัว อย่างยั่งยืน สมดุลและมีเสถียรภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์พัฒนาเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกและเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 571,073.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.8 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 765,209.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.9 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 118,700.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของวงเงินงบประมาณ โดยการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจภาคทะเลให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 504,686.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.8 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส รับผิดชอบและตรวจสอบได้

ทั้งนี้รายการค่าดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน 431,336.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 13.5 ของวงเงินงบประมาณ สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ รายจ่ายงบกลาง จำนวน 96,500 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ ตลอดจนชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง

ส่วนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 272,127.1 ล้านบาท เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 182,956.7 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลัง รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

ส่วนการใช้จ่ายงบกลาง ประกอบด้วย เงินเบี้ยหวัด เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินเดือนข้าราชการ เงินสำรองสมทบและชดเชยของข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ถามว่า กฎหมายระบุไว้ตรงนี้ งบต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้งบกลาง ถ้างบกลางมี 5 แสนกว่าล้าน แต่งบเหล่านี้ใช้ไป 4 แสนกว่าล้านแล้ว ท่านจะไม่ให้เขาหรือ ส่วนที่เหลือ 1 แสนกว่าล้าน ไม่ใช่นายกฯ อนุมัติโครมๆ หรือให้ๆ ยืนยันว่าไม่มี ผมไม่เคยอนุมัติให้แบบนี้ การใช้งบกลาง ต้องทำแผนงานโครงการขึ้นมา แล้วพิจารณาในครม. ผมอนุมัติเองไม่ได้

“ทั้งนี้เงินในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ 100 ล้านบาท เอาไปจังหวัดนี้ เขาขอก็ให้ไป แต่ก็ต้องบริหารให้อยู่ทางโน้น การใช้จ่ายงบกลางเป็นแบบนี้ ขอให้เข้าใจด้วย งบเร่งด่วนน้ำท่วมอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายคนก็มีผมได้ยินแวบๆ เมื่อกี้นี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนไม่รู้หรือฝันก็ไม่รู้” นายกฯ กล่าว

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติจะให้การสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้เพื่อที่รัฐบาลจะยึดถือเป็นหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์แก่ชาติและประชาชนต่อไป ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าทุกท่านคงให้ความเห็นชอบ ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา แต่กรุณาดูทั้งหมด กรุณาศึกษารายละเอียด ท่านศึกษามาอยู่แล้ว แต่อย่าศึกษาเฉพาะประเด็นที่จะสร้างความไม่เข้าใจต่อกัน ผมหวังว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ ที่รัฐบาลจะสามารถทำงานให้ท่านได้ ผมต้องการแบบนั้น ตรงนั้นตรงนี้เป็นอย่างไรก็สอบถามกันมาได้หรือไม่ แทนที่จะมาว่ากันไปกันมามันไม่เกิดประโยชน์”