7 ข้อดีชวนวิ่ง กิน เที่ยว งาน ‘กิโลรัน เชียงราย 2019’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453231

7 ข้อดีชวนวิ่ง กิน เที่ยว งาน ‘กิโลรัน เชียงราย 2019’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.16 น.

จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย ร่วมกับกลุ่มบริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ชวนนักวิ่ง นักกิน และนักเที่ยวมาร่วมสัมผัสประสบการณ์งานไลฟ์สไตล์อีเว้นท์อินเตอร์ ที่จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งแรก เผย 7 ข้อดีวิ่งชมเมืองศิลปะครบรสพร้อมชาร์จพลังต่อด้วย 8 เมนูเด็ดที่คนเชียงรายยกนิ้ว และร่วมมอบรายได้จากการจำหน่ายบัตรส่วนหนึ่งสมทบทุนมูลนิธิสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย จัดงานวันที่ 15 ธันวาคม 2019นี้

สนใจร่วมสนุกกับ “กิโลรัน เชียงราย 2019 กับกิจกรรมKM-กิโลเมตร วิ่งชมเมืองศิลปะครบรส The City of Art มี2 ระยะทาง L RUN 10กิโลเมตร  และ M RUN 5 กิโลเมตร จุดปล่อยตัว ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย (ลาน ร.๕) วิ่งผ่านวิวเมืองแห่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อาทิ วัดพระสิงห์, โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค, โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม, หอนาฬิกา, อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย, สะพานแม่น้ำกก, วัดร่องเสือเต้น (วัดสีน้ำเงิน), ขัวพญาเม็งราย และชาร์จพลังต่อในยามบ่ายกับKG-กิโลกรัมด้วย 8 เมนูเด็ดที่คนเชียงรายยกนิ้วคือข้าวซอยน่องไก่ -ร้านวิจิตตรา, ขนมจีนน้ำเงี้ยวหมูสับ -ร้านป้าสุข, ต้มเลือดหมู-ร้านสหรส, แกงฮังเล ข้าวเหนียว-ร้านเอกโอชา, ไส้อั่วรสเด็ด -ร้านป้าน้อง, บัวลอยไอศครีมสีหวาน-ร้านบัวลอยมือถือป้าอ้วนไนท์บาซาร์, ไอติมกะทิหอม-ร้านลุงชม รวมทั้งSignature Cheese cake หลากรส -ร้าน Melt in your mouth

สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์งานไลฟ์สไตล์อีเวนท์นานาชาติ “กิโลรัน เชียงราย 2019” (KILORUN CHAING RAI 2019)  วันที่ 15 ธันวาคม 2562 นี้ จองบัตรด่วนที่ WWW.KILORUN.COM ข้อมูลเพิ่มเติมที่ FACEBOOK, LINE, TWITTER : @Kilorunและ IG: KILORUN2019

มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ชวนวิ่งการกุศล ‘AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453193

มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ชวนวิ่งการกุศล ‘AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.12 น.

มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทยจัดงานแถลงข่าวกิจกรรมดีๆ สำหรับคนไทยกับงานวิ่งแห่งปี “AIDS–ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” ณ ลานทางเชื่อม BTS สยามสแควร์วัน ชั้น G โดย “คุณ พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ทั้งนี้ยังมีคุณ “หนูดี วนิษา เรซ” และ“พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์”แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ ร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้

สำหรับงาน“AIDS–ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และเพื่อระดมทุน/ทรัพยากรในการทำงานป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และช่วยเหลือเด็ก เยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก   AIDS-ALMOST ZERO RUN เป็นงานวิ่งการกุศลและสร้างความตระหนักให้กับสังคมได้มีส่วนร่วมที่จะนำพาประเทศไทยผ่านโค้งสุดท้าย เป็นประเทศที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ จะมี 2 กิจกรรมหลัก คือ AIDS-Almost Zero Run Event และAIDS-Almost Zero Virtual Run โดยจะเชิญชวนผู้คนจากทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วมกิจกรรม และให้การสนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการระดมทุนทางสังคม ที่จะทำให้ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานยุติเอดส์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและขยายผลไปทั่วประเทศ เนื่องจากทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยการวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อคุณพร้อม จะที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งในวันงาน

โดยความพิเศษของงานนี้คือเป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” หรือ “AIDS-ALMOST ZERO” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันเอดส์โลกคือวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องเอดส์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขจัดเอดส์ให้เป็นศูนย์กิจกรรม AIDS-Almost Zero Run Eventณ กระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีและกิจกรรม AIDS-Almost Zero Virtual Run  ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม 2562ทุกคนที่สมัครลงทะเบียนวิ่ง สามารถเก็บระยะทาง และส่งผลการวิ่งผ่านช่องทางที่ ผู้จัดกำหนดไว้

งานนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก“หนูดี– วนิษา เรซ”และ “หมอเอิง – พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ และยังมีตัวแทนในวิชาชีพสื่อ มาเป็นพลังร่วมขับเคลื่อนเพื่อยุติเอดส์ในประเทศไทย อาทิ  “ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญเพ็ญพรรณ แหลมหลวงพัทรวี บุญประเสริฐรณชัย ศิริขันธ์ณัฏฐ์อาภา ผ่องทิพาภรณ์ชุติมา พึ่งความสุขธีรวัฒน์ พึ่งทองภรภัทร สุทธิประภาวศิน บุณยาคมกำภูภูริภูวดลรัชนีย์ สุทธิธรรมสุทิวัส หงส์พูนพิพัฒน์” เป็นต้น

โดยบรรยากาศในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ยังได้ความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลากหลายสำนักมาทำข่าว และยังได้บรรดาเซเลบริตี้ในวงการวิ่ง มาร่วมงาน เท่านั้นยังไม่พอยังมีผู้ที่สนใจมาร่วมสมัครวิ่งในงานเป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ที่สนใจวิ่งการกุศล “AIDS–ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/AIDSALMOSTZERO/ หรือ โทรที่เบอร์. 02-279-7022-3

ชม ช้อป ชิม ‘น้ำมันเมล็ดชา’ในงาน’เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453190

ชม ช้อป ชิม ‘น้ำมันเมล็ดชา’ในงาน’เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.03 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดจัดงาน“เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์”เพื่อให้ความรู้เรื่องคุณประโยชน์ของน้ำมันเมล็ดชา การสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่สูงด้วยการปลูกต้นชาน้ำมัน การฟื้นฟูป่าไม้ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์ และผลิตผลจากการพัฒนาโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักและมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น

การจัดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์”ครั้งนี้ ถือเป็นการสัญจรครั้งที่ 5โดยในครั้งที่ 1
ได้จัดที่ห้างเดอะมอลล์ โคราช เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน เดือนธันวาคม 2561 ครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางแคเดือนมกราคม 2562 และครั้งที่ 4จัดขึ้น ณห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

ซึ่งการจัดงานทั้ง 4 ครั้ง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประชาชนได้รู้จักน้ำมันเมล็ดชาและสินค้าของ
ภัทรพัฒน์เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดแนวคิดในการจัดงานสัญจรต่อเนื่องไปยังภูมิภาคและสถานที่ต่างๆ และสำหรับ“เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์”มูลนิธิชัยพัฒนา สัญจร ครั้งที่ 5ณ ห้างสรรพสินค้าพารากอนซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 20 พฤศจิกายน2562 บริเวณชั้น G กูร์เมต์ มาร์เก็ตนับเป็นอีกครั้งของความร่วมมืออันดีระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ปจำกัดเพื่อเผยแพร่พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเรื่อง“คนอยู่ร่วมกับป่า”และพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่พระราชทานผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา ให้นำเมล็ดพันธุ์ต้นชาน้ำมันจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาศึกษาทดลองปลูกในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นให้คนไทยใส่ใจในสุขภาพ

โดยในวันเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นประธานเปิดงานและมีคุณลลิต ถนอมสิงห์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, คุณภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา และคุณชัยรัตน์เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดร่วมงาน โดย ดร.สุเมธ ได้กล่าวถึง “น้ำมันเมล็ดชา
ภัทรพัฒน์”
 ว่า“น้ำมันเมล็ดชา เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจของมูลนิธิชัยพัฒนา อันเป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงดำริให้

ทดลองปลูกและพัฒนาน้ำมันที่มีคุณประโยชน์และคุณค่าเปรียบดั่งน้ำมันมะกอกแห่งตะวันออก หรือน้ำมันเมล็ดชา เนื่องด้วยมีคุณประโยชน์มากมาย โดยสามารถใช้ทาผิวได้ รวมถึง ใช้ประกอบอาหารได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ยังมีสรรพคุณที่สูงกว่าน้ำมันมะกอก คือ สามารถทนความร้อนได้มากกว่าอีกด้วย ในวันนี้ที่กระแสสุขภาพกำลังได้รับความนิยมเช่นนี้ ในเมื่อเราได้มีผลิตภัณฑ์ดีๆ เราจึงอยากให้ประชาชนคนไทยได้เปิดใจและลองใช้ด้วยการนำมาจำหน่ายผ่านช่องทางที่มากขึ้น เช่นใน กูร์เมต์ มาร์เก็ต และมูลนิธิชัยพัฒนาจะยังคงเดินหน้าพัฒนา
สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ เพื่อสร้างประโยชน์สุขบนแผ่นดินนี้สืบไป ”

นอกจากนี้ นายชัยรัตน์ เพชรดากูล ได้กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานในครั้งนี้ว่า “กูร์เมต์ มาร์เก็ต รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ มูลนิธิชัยพัฒนา ได้ให้เกียรติ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” มูลนิธิชัยพัฒนา สัญจร ซึ่งครั้งนี้ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 กับความร่วมมือ
ในการสัญจรเพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องคุณประโยชน์ของน้ำมันเมล็ดชา และเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้คนไทยสามารถเข้าถึงและบริโภคสินค้าที่ดีมีคุณภาพ อย่าง น้ำมันเมล็ดชาภัทรพัฒน์ รวมถึง สินค้าคุณภาพอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “ภัทรพัฒน์” นอกจากนี้ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ยังเดินหน้าสนับสนุนและต่อยอดด้วยการผนึกกำลังความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจในการรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันเมล็ดชา มาจัดจำหน่ายเพิ่มเติม เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภคได้เข้าถึงน้ำมันเมล็ดชาเพิ่มมากขึ้น”

โดยภายในงานได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายให้ได้ชม ช้อป ชิมน้ำมันเมล็ดชาและหลากหลายผลิตภัณฑ์สินค้าภายใต้แบรนด์ภัทรพัฒน์

ชม – นิทรรศการการเดินทางของ “น้ำมันเมล็ดชา” จากประเทศจีน สู่เทือกเขาสูงในประเทศไทยจนเกิดน้ำมันเมล็ดชาที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก”หนึ่งในพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ “สร้างป่าสร้างอาชีพก่อเกิดน้ำมันเพื่อสุขภาพ”พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย

ช้อป  – “น้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” และสินค้าภัทรพัฒน์ (PATPAT) “ผลิตผลจากการพัฒนาโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา” ในราคาพิเศษที่จัดมาเพื่องานนี้เท่านั้น อาทิ น้ำมันเมล็ดงาม้อนชนิดแคปซูล, ชาสมุนไพรชัยพัฒนา ๑, น้ำหวานดอกมะพร้าว, ดอกเกลือ, ชุดบำรุงผิวกลิ่นหอมหมื่นลี้, กระเป๋าเสื่อกกและอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันเมล็ดชา ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อนำมาจำหน่ายในงานนี้เท่านั้น อาทิ ไส้กรอกเวียนนาผสมน้ำมันเมล็ดชา, แฮมน้ำหวานดอกมะพร้าวผสมน้ำมันเมล็ดชา, น้ำพริกแม่ประนอมสูตรน้ำมันเมล็ดชา, ซอสเต้าเจี้ยวสูตรน้ำมันเมล็ดชา, กะปิผัดน้ำมันเมล็ดชา ฯลฯ

ชิม –  อาหารเมนูพิเศษที่ปรุงโดยเชฟชื่อดังทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสาธิตการปรุงอาหารจากน้ำมันเมล็ดชาให้ได้ชมและชิมกันตลอดทั้งงานโดยในวันเปิดงานได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หรือเชฟป้อม แห่งMaster Chef Thailandมาแชร์ไอเดียในการรังสรรค์เมนูจานพิเศษจากน้ำมันเมล็ดชาที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านและยังได้สุขภาพอย่างเมนูสลัดเห็ดกรอบโดยได้ใช้น้ำมันเมล็ดชาทั้งทำน้ำสลัดและใช้ทอดเห็ด จนได้เห็ดที่เหลือง กรอบ น่ารับประทานและดีต่อสุขภาพ

ร่วม ชม ช้อป ชิม“น้ำมันเมล็ดชา” หรือ น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก ที่สุดแห่งผลิตภัณฑ์มากคุณค่าและหลากหลายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิชัยพัฒนาได้ในงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์”มูลนิธิชัยพัฒนา สัญจร ครั้งที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 7-20 พฤศจิกายน 2562 ที่ ชั้น G กูร์เมต์ มาร์เก็ตห้างสรรพสินค้าพารากอน

‘ที่นี่ คือ สุวรรณภูมิ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453135

news_default

‘ที่นี่ คือ สุวรรณภูมิ’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.21 น.

พบกับการนำเสนอคอนเสปต์ใหม่ของ “สุวรรณภูมิ”ดินแดนสีทองที่กล่าวถึงกันมาตั้งแต่สมัยโบราณวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีอวกาศจนกลายเป็นนวัตกรรมด้านวัฒนธรรมร่วมที่จะนำพาอาเซียนร่วมก้าวไกลพร้อมสู่อนาคตด้วยกัน

กับงานเปิดตัวโปรเจกต์สุวรรณภูมิ: ภูมิแห่งคุณค่าอาเซียนSuvarnabhumi: Terra of Co-culturul Values อังคารที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 13.00 น. – 15.30 น. ณ Auditorium Hall, ชั้น 10,  C asean, อาคาร CW Tower

*ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่จุดลงทะเบียนหน้างาน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ suvarnabhumi.gistda.or.th

#GISTDAxSuvarnabhumi #ที่นี่คือสุวรรณภูมิ #วัฒนธรรมร่วม

ลิงก์ https://youtu.be/iOgNE0OafaM

เปิดแคมเปญ ‘central dining world award’ รวม 12 บล็อกเกอร์ชื่อดังถ่ายทอดความอร่อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453061

เปิดแคมเปญ ‘central dining world award’ รวม 12 บล็อกเกอร์ชื่อดังถ่ายทอดความอร่อย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งแรกของประเทศไทยกับการมอบรางวัลให้แก่สุดยอดฟู้ดบล็อกเกอร์ชั้นนำของเมืองไทยถึง 12 คน ในงานเปิดแคมเปญ “central dining world award” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นำโดย อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงาน Food Partner,กันตภณ ผาณิตรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มงานการตลาดสาขาและส่งเสริมธุรกิจ ฝ่ายการตลาด และ องอาจ สุขเลิศกมล ผู้อำนวยการกลุ่มงาน Shopper Experience and Engagement สายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)การันตี 12 บล็อกเกอร์สายอาหารว่าเป็นกูรูและถ่ายทอดความอร่อยได้ดีที่สุด

ทั้ง 12 บล็อกเกอร์สายอาหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความอร่อยของร้านอาหารในเซ็นทรัลเวิลด์ในสไตล์ที่ชื่นชอบแบบฉบับของตัวเองผ่านอาหาร 12 ประเภท ประกอบด้วย 1) สายคาเฟ่นำเสนอโดย “ถนัดหมี” 2) สายขนมและของหวาน นำเสนอโดย “ถนัดชิม” 3) สายอาหารสุขภาพ นำเสนอโดย “Healthy Sister” 4) สายอาหารประเภทเส้นนำเสนอโดย “Paidonnnn ไปโดนนนน”5) สายอาหารไทย นำเสนอโดย “พรุ่งนี้ค่อยลด” 6) สายอาหารญี่ปุ่น นำเสนอโดย “Eatwithpete-กินกับพีท” 7) สายอาหารจีนนำเสนอโดย “ ThailandfansForum” 8) สายอาหารตะวันตก นำเสนอโดย “Spreads” 9) สายอาหารเนื้อสัตว์ นำเสนอโดย “เซมากูแดก” 10) สายหม้อไฟนำเสนอโดย “พยูนบูด ตะลุยกิน”11) สายไก่ทอด นำเสนอโดย “Food You Can Eat” และ12) สายร้านอาหารไลฟ์สไตล์ นำเสนอโดย “Ganda Ganda” โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารร้านอาหารชื่อดัง นำโดย ไพศาลอ่าวสถาพร จาก โออิชิ กรุ๊ป, พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา จาก อภินารา, เลิศรินิญฒ์ ลิปสิภาค จาก ร้านเสือใต้, ปิยะพงศ์จิตต์จำนงค์ จาก ซีอาร์จี, กานต์พิชชา เกียรติขจรฤทธิ์ จาก Divana café,ลลินทิพย์ จิรวราพันธ์ จาก ซูกิชิ อินเตอร์กรุ๊ป, วรชัย จรูญประสิทธิ์พร จาก ซง ฟา บักกุ๊ดเต๋, นงชนก สถานานนท์ จาก ซิซซ์เล่อร์,ณัฏฐ์ กีรติเก้าทรัพย์ จาก เอี่ยวไถ่ 1960 และ เชฟอันนา บาราซซี่ จาก iO Italian Osteria เป็นตัวแทนขึ้นมอบรางวัล

กันตภณ ผาณิตรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มงานการตลาดสาขาและส่งเสริมธุรกิจ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถือได้ว่าเป็น Center of Life และการปรับโฉมใหม่ของศูนย์ฯ ได้มีการรวมตัวกันของร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังทั้งในระดับประเทศและทั่วโลกกว่า 250 ร้าน ทำให้กลายเป็น“เดสติเนชั่นสำหรับคนรักอาหาร” ที่รวบรวมความอร่อยทุกรูปแบบ ที่ครบที่สุด หลากหลายที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์ความอร่อยแบบ Beyond expectation ตั้งแต่ Street foodsไปจนถึง Fine dining และโรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลก ตอบโจทย์กับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่มักมองหาสถานที่ใหม่ๆไม่ได้ยึดติดอยู่แค่รูปแบบเดิมๆ ทำให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับ “ไลฟ์สไตล์” ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

“สำหรับบล็อกเกอร์สายอาหาร ทั้ง 12 คน ที่ทางเซ็นทรัลเวิลด์คัดเลือกมาให้รับรางวัล central dining world award นั้น แต่ละคนเป็นที่รู้จัก มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านอาหารเป็นพิเศษ สามารถใช้อาหารเป็นสื่อสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ ของคนยุคใหม่ที่หลากหลายได้ มีข้อมูลที่รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ รวมทั้งชอบแสวงหาของอร่อยทั้งที่เป็นแบบ Hidden gems และกำลังเป็นกระแสในสังคม”

ด้าน พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา ผู้บริหาร ร้านอภินารา กล่าวว่า เซ็นทรัลเวิลด์ขึ้นชื่อเรื่องร้านอาหารอยู่แล้วยิ่งช่วงนี้จะเห็นความแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจนเพราะมีร้านอาหารใหม่ๆ ระดับมิชลินมาเปิดมากมาย ด้วยความที่มีร้านอยู่ในเซ็นทรัลเวิลด์ทำให้ต้องมาบ่อยกว่าปกติ จนเชี่ยวชาญการเดินที่นี่ ร้านไหนมาใหม่จะรู้หมด ส่วนมากจะเลือกทานตามอารมณ์ ไม่ได้เน้นว่าต้องเป็นอาหารสุขภาพ “เพราะถ้าเราเลือกที่จะเป็นฟู้ดดี้แล้วเรื่องเฮลธ์ตี้มาทีหลัง” ส่วนตัวคิดว่าร้านอาหารที่คนสมัยนี้จะเลือกเข้ารสชาติอร่อยอย่างเดียวยังไม่พอ การนำเสนอสำคัญยิ่งกว่า ถ่ายรูปต้องสวย มีอะไรแปลกใหม่มาผู้บริโภคก็อยากเข้ามารีวิวเป็นกลุ่มแรกๆ แม้ว่าจะต้องต่อแถวยาวก็ยอม ตอนนี้ทุกคนเป็นเหมือนอินฟลูเอ็นเซอร์ไปในตัว ในฐานะที่เราทำร้านอาหารจึงจำเป็นต้องรู้ว่าคนอื่นทำอะไรไปถึงไหนแล้ว สำหรับบล็อกเกอร์ที่มารับรางวัลจากเซ็นทรัลเวิลด์ในครั้งนี้ก็มีที่เราติดตามและรู้จักกันมานาน อย่างมิสเตอร์โรเจอร์ วูเจ้าของเพจ Thailandfans Forum ก็เคยร่วมงานกัน เวลาดูคอนเทนต์ของเขาก็ทำให้เราแปลกใจเหมือนกันว่าขนาดเขาเป็นคนจีนก็ยังรู้เรื่องอาหารในเมืองไทยดีกว่าเราอีก

ด้าน พีช-กานต์พิชชา เกียรติขจรฤทธิ์จากร้าน Divana café บอกว่า ไลฟ์สไตล์คนสมัยนี้จะมองหาความแปลกใหม่ ไม่ชอบความจำเจ ชอบที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรที่จะทำให้เกิด “ทอล์ก” ในโซเชียลมีเดียได้ ถ่ายรูปได้ คนจะไป อย่างตัวเราเองก็มีไลฟ์สไตล์แบบนั้น เช่น เคยเห็นว่ามีคนเคยแนะนำร้านนี้ว่าเด็ดลงโซเชียล เราเองยังอยากไปทานเลยทุกคนมองหาสิ่งใหม่ในโลกมันแคบลง บล็อกเกอร์จึงมีส่วนในการตัดสินใจเลือกของผู้บริโภค ตนมาเซ็นทรัลเวิลด์ทุกวันเพราะเปิดร้าน Divina café อยู่ที่นี่อย่างน้อยต้องมีรับประทานอาหารวันละมื้อที่เซ็นทรัลเวิลด์ แต่เราก็ไม่เบื่อเลย เพราะมีร้านใหม่ๆ เปิดตลอดทั้งปี เราก็จะเล็งไว้ว่ามีร้านไหนมาเปิดแล้วก็ตามเก็บให้ครบ

ชวนช็อปของดี งานออกร้านภริยาทูต ‘66th YWCA Diplomatic Charity Bazaar 2019’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453043

ชวนช็อปของดี งานออกร้านภริยาทูต ‘66th YWCA Diplomatic Charity Bazaar 2019’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะภริยาทูตประจำประเทศไทย และ สมาคมไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ประกาศจัดงานเทศกาลออกร้านนานาชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ กับงาน “66th YWCA Diplomatic Charity Bazaar 2019” รวบรวมผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากกว่า 45 สถานทูต 44 ประเทศทั่วโลก นำโดย สาธารณรัฐประชาชนจีน,นิวซีแลนด์, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, อินโดนีเซีย, ฝรั่งเศส, อิตาลี และสาธารณรัฐเยอรมนี เป็นต้น มากกว่า 205 บูธ มาจำหน่ายในราคาพิเศษเพื่อมอบเป็นของขวัญในเทศกาลแห่งความสุขปลายปี โดยรายได้จากการจำหน่ายสินค้านำไปมอบให้กับโครงการการกุศลต่างๆ ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายนนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

งานแถลงข่าวครั้งนี้ นำโดย โอลก้าทาพิโอลา ภริยาเอกอัครราชทูตคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย ในฐานะประธานจัดงาน ร่วมด้วย นงนุช เพ็ชรรัตน์ ที่ปรึกษา บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, อุษณา สุคนธทรัพย์ นายกสมาคม YWCA ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการจัดงานพร้อมด้วยผู้แทนคณะภริยาทูตและคณะทำงาน เช่น นางพันเผิง ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย,นางคริสติน่า แมกเฟอร์ซัน ภริยาเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย, นางสิริน อาร์ทิเนียนภริยากงสุลกิตติมศักดิ์อาร์เมเนีย, ณมน ยุทธวงศ์ ภริยาอุปทูตสวิตเซอร์แลนด์, นางอนิตา รัสดิ ภริยาเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย, มาลาตี โกสุม เลขาธิการ สมาคมฯ โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ อาทิ กรุณา วัจนะพุกกะ, ภชสร ลีนุตพงษ์, นาขวัญ รายนานนท์ ร่วมงาน

อุษณา สุคนธทรัพย์ นายกสมาคมไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ กล่าวว่า สำหรับปีที่ผ่านมายอดจำหน่ายในงานเกือบ 10 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะยิ่งเรามีรายได้เข้ามามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งบริจาคให้หน่วยงานต่างๆ ได้มากเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ทางสมาคมฯ เห็นความสำคัญคือ การจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์และอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยได้นำไปใช้งานที่บ้าน เนื่องจากเรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจึงมองเห็นว่าเมื่อเขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ต่อไป เช่นเตียง เครื่องช่วยหายใจขนาดเล็ก เพื่อให้ครอบครัวได้ดูแลรักษาต่อจากแพทย์ นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลก็ได้จัดทีมไปดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ ซึ่งเครื่องมือต่างๆ เมื่อผู้ป่วยรายไหนสิ้นสุดการใช้งานก็จะนำมาคืนให้กับโรงพยาบาล เพื่อจะได้ส่งต่อให้ผู้ป่วยรายถัดไป นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตสตรีและเด็ก ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกกว่า 40 โครงการ

โอลก้า ทาพิโอลา ภริยาเอกอัครราชทูตคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตนเองในฐานะประธานผู้จัดงาน เล็งเห็นว่าบางประเทศในกลุ่มอียูไม่ได้มีสินค้ามากพอจำหน่าย จึงได้รวมประเทศเล็กๆ ในยุโรปให้มาออกบูธจำหน่ายสินค้าร่วมกัน บางประเทศก็ห่างหายจากการออกร้านไปนานอย่าง “สเปน” ปีนี้ก็กลับมาใหม่ และภริยาทูตแต่ละประเทศก็ตั้งใจคัดสรรสินค้าที่ไม่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดมาจำหน่ายในงาน ภายในงานได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ชั้นนำ อาทิ เส้นพาสต้า น้ำมันมะกอก เครื่องทำกาแฟ จากอิตาลี, ปลาแซลมอนนอร์เวย์, มีดพับอเนกประสงค์ Victorinox, นาฬิกา, ปากกาจากสวิตเซอร์แลนด์, โสมและเครื่องสำอางจากเกาหลี, เครื่องอุปโภคบริโภคจากสหรัฐอเมริกา, ผ้าพันคอและกระเป๋าพิมพ์ลายพื้นเมืองจากอาร์เมเนีย, ผ้าบาติก จิวเวลรี่ จากอินโดนีเซีย, น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จากกรีซ, เครื่องประทินผิว และน้ำผึ้งมานูก้า ธัญพืช ผลิตภัณฑ์เด็กจากนิวซีแลนด์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมายกว่า 205 บูธ ที่จะนำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อมอบเป็นของขวัญในเทศกาลแห่งความสุขปลายปีที่กำลังจะมาถึงอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับรายได้จากการจำหน่ายสินค้าทั้งหมดจะมอบให้กับโครงการการกุศลต่อไป

ทางด้าน หญิง-กรุณา วัจนะพุกกะ บอกว่าสะดุดตาบูธ “เปรู” ที่สุด เพราะตนชื่นชอบ “ขนสัตว์”และบูธนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากขนอัลปาก้ามาวางจำหน่าย และแน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าไปต่างประเทศเราต้องซื้อของที่ระลึกไว้เป็นความทรงจำ ตนสะสมบ้านจำลองที่ซื้อมาจากทั่วโลกแล้วนำมาจัดเรียงไว้เป็นหมู่บ้าน ก็คิดว่าอยากจะมาหาของไปวางเพิ่มในตู้ อย่างวันนี้ที่มีโอกาสมางานแถลงข่าวงานออกร้านภริยาทูตก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะไม่ต้องไปเที่ยวตามหาของจากทั่วโลก เพราะแต่ละสถานทูตได้นำของขึ้นชื่อของประเทศตัวเองมาให้เลือกซื้อแล้ว เห็นเลยว่าสินค้าเหล่านี้ถ้าเราไม่ได้ไปเยือนด้วยตนเอง เราจะไม่มีทางได้มาเลย แนะนำให้ซื้อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงด้วย

ขณะที่ จุ๊-นาขวัญ รายนานนท์ บอกว่าเป็นคนชอบแต่งตัว แต่งบ้าน เพราะฉะนั้นเวลาเดินผ่านบูธที่มีผ้าพันคอ เสื้อผ้า หรือของประดับตกแต่งบ้านจะเข้าไปทันที อย่างวันนี้มีบูธของอาร์เมเนียนำกระเป๋า ผ้าพันคอ ที่เป็นลวดลายที่มีความหมายเกี่ยวกับศาสนาคริสต์มาเป็นแรงบันดาลใจ
ในการทำลาย เห็นแล้วชอบมาก เราได้เห็นความเชื่อและวัฒนธรรมแฝงอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ในรูปแบบที่ทันสมัย มางานนี้เหมือนเราได้ย่อโลกให้แคบลง เพราะจะได้ตื่นตาตื่นใจกับของกิน ของใช้ จากต่างประเทศ บางคนชอบซื้อผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศอย่างครีมอาบน้ำโลชั่น ขนมต่างๆ ตุนไว้ในบ้าน มางานนี้เราก็จะได้ทั้งของดีและเงินที่เราได้อุดหนุนสินค้า ทางสมาคมฯ ยังนำไปช่วยเหลือโครงการการกุศลทั้งในไทยและต่างประเทศ ถือเป็นการทำบุญร่วมกัน

งาน 66th YWCA Diplomatic Charity Bazaar 2019 ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2562 เต็มพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สอบถามข้อมูลได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โทร.02-6407000

สยามพารากอน ลักซ์ชัวรี่ พร็อพเพอร์ตี้ โชว์เคส 2019

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453059

news_default

สยามพารากอน ลักซ์ชัวรี่ พร็อพเพอร์ตี้ โชว์เคส 2019

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สำหรับงาน “สยามพารากอน ลักซ์ชัวรี่พร็อพเพอร์ตี้ โชว์เคส 2019” (Siam Paragon Luxury Property Showcase 2019) งานแสดงที่สุดแห่งโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ครั้งยิ่งใหญ่ ปีนี้ จิราพร ศรีสอ้านผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน การันตีความยิ่งใหญ่จากความร่วมมือของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยทั้งหมด 7 บริษัท 9 โครงการ พร้อมนำเสนอบ้านหรูคอนโดมิเนียมและที่พักตากอากาศระดับมาสเตอร์พีชมากกว่า 5,000 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้นที่2.69 ล้านบาท และสูงสุดที่ 191 ล้านบาทล้วนเป็นโครงการเหนือระดับบนพื้นที่สุดยอดทำเลที่พักอาศัยกลางใจเมืองบนทำเลที่ดีที่สุดภายใต้แบรดน์ชั้นนำ อาทิ Baan Klang Muang Classe (บ้านกลางเมือง คลาสเซ่), Laviq(ลาวีค), The Estelle Phrom Phong (ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์) และบ้านพักตากอากาศระดับแนวหน้า Carapace HuaHin Khaotao (คาราเพซ หัวหินเขาเต่า), The Residences at ClubMedi (เดอะ เรสซิเด้นเซส แอท คลับเมด), MGallery Residences, MontAzure Lakeside (เอ็มแกลเลอรี เรสซิเดนซ์มอนท์เอซัวร์ เลคไซด์), The Residences at Sheraton Phuket Grand Bay (เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท เชอราตัน ภูเก็ตแกรนด์ เบย์), Skypark Phuket (สกายพาร์คภูเก็ต) และ Twinpalms Residences MontAzure (ทวินปาล์มส์ เรสสิเด้นซ์ มอนท์เอซัวร์) พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากนักแสดงชื่อดัง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ และ มาริโอ้ เมาเร่อมาร่วมชมรายละเอียดโครงการ และพร้อมให้ผู้ที่สนใจตลอดจนนักลงทุน ได้เลือกเติมเต็มความต้องการอย่างสมบูรณ์แบบกับข้อเสนอสุดพิเศษส่งท้ายปีอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 14-24 พฤศจิกายน 2562 ณ แฟชั่น ฮอลล์ และแฟชั่น แกลเลอรี ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสและอนาคตของผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452995

โอกาสและอนาคตของผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายากร่วมกับกลุ่มแพทย์ และเครือข่ายเวชพันธุศาสตร์ สมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมด้วยตัวแทนผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยโรคหายากขอบคุณรัฐบาลที่เล็งเห็นความสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหายาก มองเห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีรวมถึงเข้าใจและทราบถึงปัญหาการเข้าถึงในการรักษา “โรคหายาก” ที่ยากต่อการวินิจฉัย โดยล่าสุดโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(สปสช. หรือบัตรทอง) ซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานบอร์ดสปสช. ได้มีมติเห็นชอบให้ “โรคหายาก” จำนวน 24 โรคแรกเข้ามาอยู่ในสิทธิบัตรทองในปีงบประมาณ 2563 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนอย่างแท้จริงว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากงานแถลงข่าว “กว่าจะถึงวันนี้…โอกาสและอนาคตของผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย” ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานเครือข่ายเวชพันธุศาสตร์ สมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “กว่าจะถึงวันนี้ทุกคนได้ทุ่มเทและต่อสู้อย่างมากเพื่อให้ถึงวันนี้ ที่ผ่านมา สังคมไทยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายาก ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค อีกทั้งยังไม่ได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลจากภาครัฐอย่างเพียงพอ จึงส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหายากต้องเผชิญกับโรคร้ายที่รุมเร้าแต่เพียงลำพัง ครอบครัวไม่สามารถหาทางออกในการรักษาได้ จึงเป็นที่มาในการรวมตัวระหว่างกลุ่มแพทย์ สมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยสุดความสามารถเท่าที่จะสามารถช่วยได้ ในขณะที่ก็ต้องรณรงค์สร้างการรับรู้ให้สังคมมากขึ้น ควบคู่กับเดินหน้าผลักดันทุกทางเพื่อให้เข้าถึงภาครัฐเพราะมีผู้ป่วยและครอบครัวที่ฝากความหวังไว้ที่เรา

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคอะไร เนื่องจากการวินิจฉัยที่ล่าช้าผิดพลาด จึงไม่สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่เหมาะสม ส่งผลให้ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณแบบสูญเปล่า เพราะการตรวจรักษาที่ไม่ตรงจุด ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงวิงวอนให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนในการพัฒนาบุคลากร การค้นคว้าวิจัย รวมถึงระบบการจัดการเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคหายากเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างรวดเร็วขึ้นอย่างตรงจุดตรงประเด็น ให้ได้ผลการรักษาที่ดีสามารถเรียนหนังสือ ประกอบอาชีพการงาน ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติได้ ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในระดับครอบครัวและของรัฐและสังคม ทั้งยังเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและฟื้นฟูจิตใจให้แก่ผู้ป่วยโรคหายากให้มีกำลังใจและมีความหวังสู้กับโรคต่อไปในอนาคต”

ปัจจุบัน ประเทศไทยพบโรคหายากที่พบบ่อยประมาณ 300 โรค โดยจากผลสำรวจล่าสุดปี 2561 เกี่ยวกับความคิดเห็นผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย จำนวน 607 ราย โดยอายุผู้ป่วยจะอยู่ในช่วงอายุ 1 เดือน-32 ปี แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ดังนี้ กลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง ร้อยละ 15,กลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี่ ร้อยละ 11,กลุ่มโรคพันธุกรรมเมแทบอลิก ร้อยละ 8,โรคเอ็มพีเอส ร้อยละ 3, กลุ่มอาการวิลเลียม ร้อยละ 3, โรคโกเชร์ ร้อยละ 2,ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ร้อยละ 10รวมถึงโรคอื่นๆ อีกร้อยละ 32 เป็นต้น และภายใต้กลุ่มโรคดังกล่าวยังสามารถแบ่งเป็นชื่อโรคหายากที่แตกต่างกันออกไป ร้อยละ 40 ใช้เวลามากกว่า 1 ปีกว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญโรคหายากและได้รับการวินิจฉัย,ร้อยละ 34 ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอื่นมาก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องซึ่งเท่ากับภาครัฐสูญเสียค่าใช้จ่ายในการการตรวจที่ไม่ตรงจุดตรงประเด็นไปโดยไม่รู้ตัว, ร้อยละ 40 ต้องมาพบแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน,ร้อยละ 32 คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและของครอบครัวแย่ลง และร้อยละ 42 สมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องลาออกหรือยอมสละความก้าวหน้าทางการงานเพื่อดูแลผู้ป่วย ดังนั้น หากผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการวินิจฉัยดูที่เร็วก็จะสามารถลดหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันเกิดจากการวินิจฉัยล่าช้าได้

นอกเหนือจากโรคหายาก24 โรค ที่ได้รับการช่วยเหลือในเฟซแรกแล้วนั้น ยังมีผู้ป่วยโรคหายากรอความหวังจากภาครัฐบาลเพื่อรับสิทธิบัตรทองในการรักษาเท่าเทียมกับโรคอื่นๆ ซึ่งพวกเราทุกคนยินดีที่จะทำงานหน้าและให้ความร่วมมือกับภาครัฐ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และทุกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการจัดการดูแลโรคหายากของประเทศไทยต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงกัญญา ศุภปีติพร หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และหัวหน้าสาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์และเมแทบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าผู้ป่วยโรคหายากมีลักษณะและอาการหลากหลาย ในบางโรค ผู้ป่วยอาจมีอาการหลักที่อวัยวะเดียว หรือในบางโรค ผู้ป่วยอาจมีอาการในหลายอวัยวะ อาการของโรคหายากมีได้หลายระบบ เช่น ซีด เลือดออกง่าย ตับม้ามโต สมองพิการ หัวใจโต ไตวาย ตาบอด การได้ยินลดลง ภาวะซึมหรือชักในทารกและเด็กเล็ก ความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา จึงทำให้ยากต่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง โดยที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหายากโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากระบบสาธารณสุขของไทยได้เล็งเห็นความสำคัญและได้พิจารณานำกลุ่มยาเอนไซม์ทดแทนเพื่อรักษาโรคโกเช่ร์ ซึ่งเป็นโรคหายากโรคแรกเข้ามาอยู่ในระบบการรักษาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อปีพ.ศ.2556 จำนวน 1 ชนิด เนื่องจากโรคหายากส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การตรวจวิเคราะห์ผล การบริการทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในการดูแลรักษา นอกจากนี้ ยังขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานที่ทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการป้องกัน วินิจฉัย และรักษา เนื่องจากข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ไม่สนับสนุนความคุ้มค่าที่จะลงทุน ผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทยจึงเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาได้ยาก

ในวันนี้ นับเป็นนิมิตหมายอันดีในโอกาสครบรอบ 3 ปีของมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก นายสมบัติ ไชยศรในฐานะรองประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก และเป็นตัวแทนกลุ่มแพทย์สาขาเวชพันธุศาสตร์ ผู้ป่วย ครอบครัวผู้ป่วย และแกนนำกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากมาโดยตลอด ขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้เล็งเห็นความสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหายากในประเทศไทย โดยได้กำหนดนิยามโรคหายากสำหรับประเทศไทยขึ้นเพื่อความชัดเจน รวมถึงกำหนดแนวทางจัดระบบดูแลผู้ป่วยโรคหายากเบื้องต้นใน 24 โรค ครอบคลุมการจัดระบบบริการ เข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ ระบบข้อมูล ศึกษาวิจัย และงบประมาณรองรับในปี 2563 พร้อมพัฒนาระบบบริการส่งต่อพิเศษ “ศูนย์โรคหายาก” ในโรงพยาบาล 7 แห่งทั่วประเทศ และสนับสนุน “กองทุนบัตรทอง” เพื่อเข้าถึงการรักษาอย่างครอบคลุม

ลงนามความร่วมมือประกาศเจตนารมณ์ จัดการปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452996

ลงนามความร่วมมือประกาศเจตนารมณ์ จัดการปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไฟเซอร์ ประเทศไทย โดย มร.เซลิม เซสกิน ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ผนึก ทีเซลส์(TCELS) ลงนามความร่วมมือประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการจัดการปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย

สถานการณ์ของเชื้อดื้อยาในปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาวิกฤติที่สำคัญของมนุษยชาติซึ่งจัดอยู่ในขั้นอันตรายและมีแนวโน้มเลวร้ายมากขึ้นในอนาคตจนกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก สั่นคลอนความมั่นคงระบบสุขภาพของทุกประเทศ โดยคร่าชีวิตประชากรโลกในแต่ละปีสูงถึง 7 แสนคน และคาดว่าใน พ.ศ.2593 การเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาอาจจะสูงถึง 10 ล้านคนซึ่งผู้เสียชีวิตเกือบครึ่งอยู่ในทวีปเอเชีย มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดสูงถึง 4.7 ล้านคน อีกทั้ง ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล คิดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.5พันล้านล้านบาท

องค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ได้ให้ความสำคัญอย่างมากต่อปัญหานี้และเชิญชวนรัฐบาลของประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดการ ป้องกัน และแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลก รวมถึงประเทศไทย จึงมีหน้าที่ที่จะร่วมดำเนินการป้องกันควบคุมและแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งในประเทศไทยรัฐบาลเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 ของกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อยกระดับการทำงานให้สามารถหยุดยั้งปัญหาเชื้อดื้อยาทั้งประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าปี 2564ผู้ป่วยเชื้อดื้อยาลดลงร้อยละ 50

ทั้งนี้ ได้มีองค์กรต่างๆ ร่วมประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แพทยสภาเครือข่าย โรงพยาบาลศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ เป็นต้น เพื่อร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อนมากจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ทุกองค์กรในระบบยา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ไฟเซอร์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้วิจัยยาและชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก โดยได้ลงนามความร่วมมือกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCEL: Thailand Center of Excellence for Life Sciences) เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564

เปิดใจสตรี 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก้าวข้ามความสูญเสีย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452999

เปิดใจสตรี 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก้าวข้ามความสูญเสีย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่างในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือแม่บ้านที่สูญเสียสามี เสาหลักของครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดในจิตใจ หน้าที่ในการดูแลครอบครัวที่เคยมีสามีร่วมคิดร่วมทำก็ต้องมาจัดการคนเดียว ลดทอนคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวลงไป

มาเรียม โสะ หนึ่งในสตรีที่ได้รับผลกระทบจากจังหวัดปัตตานี บอกเล่าถึงความยากลำบากในการดำเนินชีวิตหลังต้องสูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับ จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ว่า “เมื่อก่อนเราไม่เคยทำงาน เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว แต่พอสามีมาถูกยิงเสียชีวิต ภาระหน้าที่ทั้งหมดตกมาอยู่ที่เรา จากคนที่ไม่เคยทำงาน ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ล้มลุกคลุกคลานไปบ้างก็ต้องสู้ มันก็สะเทือนใจนะ เพราะตอนนั้นลูกก็ยังเล็ก แต่ก็บอกตัวเองว่าถ้าเราล้มไปอีกคน ลูกจะอยู่อย่างไร ลูกคือกำลังใจที่ดีที่สุดที่เป็นแรงผลักดันให้เราสู้ต่อ”

คำบอกเล่าของเธอ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบมากมายต่อแม่บ้านที่ต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัวที่เป็นเสาหลักของบ้าน ซึ่งพวกเธอต้องปรับตัวอย่างหนักทั้งสภาพจิตใจที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดและบทบาทที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีหน้าที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ดูแลความเรียบร้อยของสมาชิกในครอบครัว กลับต้องกลายมาเป็นหัวเรือใหญ่แบกรับภาระดูแลทั้งการเงินและงานบ้าน ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกในคราวเดียวกัน

เพื่อมอบโอกาสและเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้หญิงกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนในครอบครัวจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ยังไม่สงบให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จึงได้ร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทย จัดทำโครงการ “เชฟรอน-ทุนเพื่อชีวิต” ในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้แก่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัว ให้มีช่องทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และดูแลครอบครัวของตนเองได้อย่างมั่นคง โดยดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี มีกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการแล้วทั้งสิ้น 405 กลุ่มสมาชิกมากกว่า 4,500 คน ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ฝึกอบรม ได้รับความรู้เพื่อเสริมทักษะอาชีพ ทั้งด้านการจัดการตลาด การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การบริหารจัดการกลุ่ม รวมทั้งได้รับอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ สำหรับประกอบอาชีพและค้าขาย และไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อสตรีที่ผ่านการอบรมได้ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนและต่อยอดความรู้ทั้งในและนอกกลุ่มอาชีพ เกิดเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างความสุขให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

วิษุวัต สิงหศิริ ผู้จัดการศูนย์เศรษฐพัฒน์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่โครงการเชฟรอน-ทุนเพื่อชีวิต ได้มีส่วนช่วยให้สตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดูแลครอบครัวของตนเองได้ ด้วยการเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ ทั้งการสร้างอาชีพใหม่ และการส่งเสริมให้สามารถประกอบอาชีพเดิมให้ดียิ่งขึ้น มีรายได้เพิ่ม มีเงินออม สามารถสนับสนุนให้เด็กๆ ได้มีการศึกษาที่สูงขึ้น และที่สำคัญโครงการฯยังได้สร้างเครือข่ายแห่งการช่วยเหลือพึ่งพาแบ่งปันหยิบยืมอุปกรณ์ไปใช้ แลกเปลี่ยนแนะนำอาชีพซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดกลุ่มอาสาสมัครเกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด คอยช่วยเหลือกลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีอาชีพ ให้เข้ามาร่วมฝึกทักษะอาชีพ เป็นที่ปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้พึ่งพา เป็นต้นแบบที่ดีให้กับชุมชนอื่นได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ในชุมชนของตนเองต่อไปในอนาคต อันเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน”

หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ และได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ มาเรียม โสะ ในวันนี้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเข้มแข็งในฐานะหัวหน้าครอบครัว “ดีใจมากที่ได้รับโอกาสนี้ จากคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย หลังจากที่ได้เข้ามาอบรมเสริมทักษะอาชีพในโครงการนี้ ทำให้เรามีความรู้หลายๆ ด้านที่นำไปพัฒนาอาชีพของเราให้ดีขึ้น เช่นเรื่องของการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการคำนวณต้นทุน ซึ่งทำให้ครอบครัวมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายภายในครอบครัว ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก รวมถึงอุปกรณ์ที่ได้รับมาจากโครงการก็จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”

ขณะที่ รอคาเย๊อะ ปูลาปะระเป๊ะ อีกหนึ่งสตรีที่เข้าร่วมโครงการจากจังหวัดยะลา ได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมจนสามารถเพิ่มศักยภาพและพัฒนาอาชีพขายมะพร้าวคั่วที่เป็นผลผลิตจากต้นมะพร้าวที่บ้าน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง จนสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ “การอบรมช่วยเพิ่มศักยภาพให้เรา เพิ่มความรู้ ทักษะการขาย แรกเริ่มบรรจุภัณฑ์เราก็ไม่มี ขายตามท้องตลาด แต่พอได้มาอบรมทำให้เรามีความรู้เรื่องบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทำให้เราเรียนรู้การทำให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตอนนี้มีรายได้มากขึ้นแล้ว ต่อไปในอนาคตมีความคิดว่าอยากเป็นวิทยากร สอนคั่วมะพร้าวให้กับเพื่อนๆ ในเครือข่าย เพื่อเป็นความรู้และทางเลือกในการประกอบอาชีพของเพื่อนๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป”

เช่นเดียวกับ สุวรรณา มะหะมะ ซึ่งมีอาชีพทำเบเกอรี่ในจังหวัดนราธิวาส ที่ได้รับเครื่องนวดแป้ง ช่วยให้ทำขนมได้มากขึ้น และได้นำความรู้ในการบริหารธุรกิจที่ได้จากการเข้าอบรมมาใช้สานฝันในการเปิดร้านเบเกอรี่ของตนเองจนสำเร็จ และยังมีแผนที่จะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของร้านในการฝึกอบรมให้กับคนอื่นๆ ที่สนใจและอยากสร้างอาชีพเช่นเดียวกัน